Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูแม่น้ำกกครบ 1 ปี เครือข่ายประชาชนกดดันรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

วิกฤตสารหนูแม่น้ำกกครบ 1 ปี เครือข่ายเชียงรายกดดันรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปมข้ามพรมแดน

เชียงราย,8 มีนาคม 2569 — ครบหนึ่งปีพอดีหลังการตรวจพบ สารหนูและโลหะหนัก ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายตั้งแต่มีนาคม 2568 เสียงจากชุมชนริมฝั่งน้ำในจังหวัดเชียงรายไม่ได้เบาลงตามเวลา ตรงกันข้าม มันกลับดังขึ้นในจังหวะที่สังคมเริ่มตระหนักว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องคุณภาพน้ำรายจุด แต่กำลังขยายตัวเป็นคำถามใหญ่ต่อ สุขภาพสาธารณะ ความมั่นคงทางทรัพยากร และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายและภาคีประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กว่า 200 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา โดยชี้ว่าผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านกำลังย้อนกลับมาสะสมเป็นต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนไทย ขณะที่ภาครัฐยืนยันว่าหลายค่าตรวจวัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังไม่พบข้อมูลว่าประชาชนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะอันตรายเฉียบพลัน ความจริงของพื้นที่จึงไม่ใช่ภาพขาวดำ หากเป็นสถานการณ์ที่ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ยังต้องเดินต่อพร้อมกับความกังวลของชุมชนที่รอช้าไม่ได้อีกแล้ว

1 ปีแห่งวิกฤตที่ยังไม่จบ

หากนับจากมีนาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ภาพรวมที่ชัดที่สุดคือ ปัญหายังไม่ยุติ แต่รูปแบบของปัญหาเปลี่ยนไป จากช่วงแรกที่สังคมจับตาเพียงการพบสารหนูในน้ำผิวดิน มาถึงช่วงล่าสุดที่คำถามขยายไปสู่ตะกอนดิน ระบบประปาหมู่บ้าน อาหาร สัตว์น้ำ และร่างกายของคนในพื้นที่เอง เอกสารประชาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า กรมควบคุมมลพิษติดตามคุณภาพน้ำมาแล้วอย่างน้อย 15 ครั้งตั้งแต่มีนาคม 2568 และผลรอบ 13 ถึง 16 มกราคม 2569 พบว่าในแม่น้ำกก ค่าตรวจส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีบางจุดในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่พบสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะเดียวกันการเฝ้าระวังน้ำประปาหมู่บ้านของพื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีบางระบบที่พบความเสี่ยงและต้องเก็บตรวจซ้ำ ข้อมูลชุดนี้บอกเราอย่างหนึ่งชัดมากว่า สถานการณ์ไม่ได้อยู่ในภาวะล่มสลายทันที ทว่าก็ยังไม่ใช่จุดที่รัฐสามารถประกาศปิดคดีได้ เพราะเมื่อการปนเปื้อนบางจุดยังเกิดขึ้นซ้ำ และเมื่อประชาชนยังตั้งคำถามต่อผลสะสมระยะยาว

ภาพที่ชวนคิดมากขึ้นคือ เมื่อเราย้ายสายตาจากน้ำผิวดินไปดู ตะกอนดิน สถานการณ์กลับมีน้ำหนักอีกแบบ เอกสารของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง มีหลายจุดที่พบค่าสารหนูในตะกอนดินเกินระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดถึงระดับที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผลตรวจช่วงมกราคม 2569 ที่ยังพบการเกินเกณฑ์ในหลายตำแหน่งของแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงบางจุดในแม่น้ำโขง นี่คือรายละเอียดที่สำคัญมาก เพราะแม้ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้สัมผัสตะกอนดินทุกวัน แต่ตะกอนคือที่สะสมของปัญหา และเชื่อมตรงไปยังระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ความหมายของคำว่า ฟื้นฟูแม่น้ำ จึงไม่ใช่แค่ให้น้ำใสขึ้นในสายตา หากต้องหมายถึงการจัดการมลพิษที่ฝังอยู่ในระบบด้วย มิฉะนั้นแม่น้ำอาจดูนิ่งขึ้นชั่วคราว แต่ยังบรรทุกความเสี่ยงไว้ข้างใต้ตลอดเวลา

7 มีนาคม 2569 วันที่ข้อเรียกร้องดังขึ้นอีกครั้ง

แถลงการณ์ของเครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายเมื่อ 7 มีนาคม 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวาระสาธารณะ เพราะมันไม่ได้พูดแค่เรื่องการตรวจพบสารพิษ แต่ยกระดับเป็น ข้อเรียกร้องทางนโยบาย ที่เจาะตรงถึงรัฐบาลใหม่ ทั้งการให้หยุดนำเข้าแร่ ยกเลิกข้อตกลงที่ชุมชนมองว่าเชื่อมโยงกับต้นตอปัญหา เร่งเจรจาปิดเหมืองต้นน้ำ จัดตั้งมาตรการเยียวยา ยกระดับการเฝ้าระวังสุขภาพและคุณภาพน้ำ และเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ความแรงของแถลงการณ์ยังอยู่ที่ถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ซึ่งสรุปความรู้สึกของพื้นที่ได้อย่างคมว่า จีนได้แร่ เมียนมา ว้า ได้เงิน ไทยได้พิษ ประโยคนี้ไม่ใช่เพียงสโลแกนเพื่อปลุกอารมณ์ แต่เป็นการตั้งโจทย์เรื่องความไม่สมดุลของผลประโยชน์และภาระต้นทุนข้ามพรมแดนอย่างตรงไปตรงมา และเพราะมันเกิดขึ้นหลังการเฝ้าระวังมาครบหนึ่งปีพอดี จึงยิ่งทำให้สาธารณชนอ่านแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการประเมินผลงานรัฐโดยพฤตินัย ว่าที่ผ่านมาอาจมีการทำงานอยู่จริง แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้คนริมแม่น้ำได้เพียงพอ

อีกด้านหนึ่ง แถลงการณ์ดังกล่าวยังน่าสนใจเพราะขยับกรอบปัญหาจาก แม่น้ำกก ไปสู่ กก สาย รวก โขง และสาละวิน นั่นหมายความว่าภาคประชาชนกำลังสื่อว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกลดรูปให้เป็นปัญหาเฉพาะลำน้ำเดียวหรืออำเภอเดียว แต่เป็นระบบลุ่มน้ำที่เชื่อมกันทั้งในทางนิเวศและทางการเมือง และเมื่อเครือข่ายประกาศเตรียมจัดกิจกรรมวันที่ 22 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับ วันน้ำโลก ของสหประชาชาติ พร้อมพิธีสืบชะตาแม่น้ำกกและการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง ก็ยิ่งสะท้อนว่าชุมชนกำลังพยายามย้ายเวทีจากวงสนทนาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบไปสู่เวทีสาธารณะระดับกว้างขึ้น การรายงานการก่อตัวของ ขบวนการสังคมเพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจมีผลต่อการกำหนดนโยบายในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อรัฐบอกว่ายังคุมได้ แต่ชุมชนบอกว่าความเสี่ยงกำลังสะสม

ความต่างของน้ำหนักภาษา ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ยืนยันว่าหลายค่าตรวจวัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ และมีการวางระบบเฝ้าระวังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน การตรวจอาหาร การเก็บปัสสาวะกลุ่มเสี่ยง และการติดตามสุขภาพระยะยาว 5 ปี ขณะเดียวกันฝ่ายชุมชนและนักวิชาการภาคสนามกลับเน้นว่า มาตรฐานความปลอดภัยรายครั้ง อาจไม่ตอบคำถามเรื่องการสะสมในชีวิตจริง โดยเฉพาะกรณีคนที่ใช้ชีวิตกับแม่น้ำอย่างต่อเนื่องผ่านการกิน ดื่ม จับปลา ทำเกษตร หรือสัมผัสสิ่งแวดล้อมริมฝั่งน้ำ ความต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังผิดทั้งหมด แต่มันสะท้อนว่ารัฐกำลังสื่อด้วยกรอบการจัดการความเสี่ยงแบบราชการ ขณะที่ชุมชนกำลังสื่อด้วยกรอบประสบการณ์จริงของคนที่รับภาระความไม่แน่นอนทุกวัน และเมื่อสองกรอบนี้ยังไม่บรรจบกัน ความไม่ไว้วางใจย่อมขยายตัวได้ง่าย

สิ่งที่ทำให้ข้อถกเถียงนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ สารหนูไม่ใช่สารที่ผลกระทบจะปรากฏชัดทันทีเสมอไป องค์การอนามัยโลกระบุว่าการรับสารหนูอนินทรีย์ในระดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง อาจก่อพิษเรื้อรังที่ใช้เวลาพัฒนาเป็นปี และเชื่อมโยงกับโรคหลายระบบตั้งแต่ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงมะเร็งบางชนิด ข้อมูลนี้ทำให้ถ้อยคำของชุมชนเรื่องภัยเงียบไม่ใช่การขยายความเกินจริงโดยไม่มีฐานวิชาการ ขณะเดียวกัน รัฐก็มีเหตุผลของตัวเองในการสื่อสารไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินจำเป็น เพราะผลตรวจจำนวนมากยังไม่ถึงระดับสรุปว่าเกิดอันตรายทันทีต่อประชาชนส่วนใหญ่ การถือสมดุลจึงไม่ใช่การเฉลี่ยน้ำหนักคำพูดให้เท่ากันทุกฝ่าย แต่คือการอธิบายให้ผู้อ่านเห็นว่า ความเสี่ยงระยะยาว กับ ความปลอดภัยระยะสั้น อาจอยู่ร่วมกันได้ในเวลาเดียวกัน และนี่เองคือความยากของปัญหาที่แม่น้ำกกกำลังเผชิญอยู่

งานวิจัยชาวบ้านไม่ใช่เรื่องรอง แต่กำลังกลายเป็นหลักฐานชุดสำคัญ

ท่ามกลางความไม่ลงรอยของชุดข้อมูลและภาษาการสื่อสาร งานวิจัยชาวบ้าน กลับกลายเป็นตัวแปรที่น่าจับตาที่สุดชิ้นหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับชุมชนชาวประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำกกเริ่มปฏิบัติการสำรวจองค์ความรู้ท้องถิ่นเรื่องพันธุ์ปลาและภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ โดยในเบื้องต้นศึกษาครอบคลุม 6 ชุมชนและพบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 92 ชนิด การขยับครั้งนี้สำคัญเพราะชุมชนไม่ได้กำลังทำข้อมูลเพื่อเล่าเรื่องความรู้สึกเท่านั้น แต่กำลังสร้าง หลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อยืนยันว่าแม่น้ำเส้นนี้มีความหมายเชิงนิเวศและเชิงเศรษฐกิจอย่างไร และหากปล่อยให้การปนเปื้อนยืดเยื้อ ความเสียหายจะไม่ใช่เรื่องนามธรรม การวิจัยลักษณะนี้ยังมีคุณค่าอีกชั้น เพราะสามารถบันทึกรายละเอียดวิถีชีวิต การจับปลา จุดเสี่ยง และภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่งานวิชาการกระแสหลักบางครั้งเก็บไม่ครบ จึงไม่น่าแปลกที่ข้อมูลจากชาวบ้านจะถูกเตรียมนำเสนอในเวทีสาธารณะช่วงวันน้ำโลก เพื่อผลักให้รัฐมองเห็นความเสียหายที่วัดด้วยตัวเลขทางราชการเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

ในความหมายที่ลึกกว่าเดิม งานวิจัยชาวบ้านกำลังบอกสังคมว่า เจ้าของความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องแล็บ คนที่อยู่กับแม่น้ำทุกวันต่างหากที่มองเห็นสัญญาณผิดปกติได้เร็วที่สุด และรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของสี กลิ่น ความขุ่น หรือการหายไปของสัตว์น้ำบางชนิด แปลว่าอะไรต่อวิถีชีวิตของชุมชน แน่นอน งานวิจัยประเภทนี้ยังต้องทำงานร่วมกับมาตรฐานวิทยาศาสตร์และการตรวจยืนยันจากหน่วยงานอ้างอิง แต่การมีอยู่ของมันช่วยปิดช่องว่างระหว่างรัฐกับพื้นที่ได้อย่างมีพลัง เพราะเมื่อชุมชนมีข้อมูลในมือ ชุมชนก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้ร้องทุกข์ แต่กลายเป็น ผู้ร่วมผลิตความรู้และผู้กำหนดข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วย และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมประเด็นแม่น้ำกกในปีนี้จึงไม่เหมือนปีที่ผ่านมา เพราะชาวบ้านไม่ได้แค่รอคำตอบอีกต่อไป แต่กำลังเขียนคำถามและรวบรวมหลักฐานด้วยตัวเองแล้ว

ตัวเลขสุขภาพที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

จุดที่ทำให้สถานการณ์แม่น้ำกกเปลี่ยนสถานะจากข่าวสิ่งแวดล้อมไปเป็นข่าวสาธารณสุขอย่างเต็มตัว คือชุดข้อมูลการเฝ้าระวังสุขภาพที่ถูกเปิดเผยในช่วงปลายกุมภาพันธ์และต้นมีนาคม 2569 เอกสารสรุปของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่มีการตรวจ ปัสสาวะ 362 คน พบค่าเกินมาตรฐาน 7 ราย และเมื่อตรวจสุขภาพซ้ำพบว่ายังมี 1 รายที่ค่าเกินมาตรฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลการตรวจ เล็บ 90 ราย พบว่ามี 16 รายเกินเกณฑ์เทียบเคียงจากงานวิจัยที่ผ่านมา และกรมควบคุมโรคจึงประกาศขยายการเฝ้าระวัง โดยเก็บปัสสาวะยืนยันให้กลุ่ม 16 รายดังกล่าวภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมวางแผนเก็บตัวอย่าง มากกว่า 1,400 คน ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำอื่นที่เกี่ยวข้องและกลุ่มเกษตรกร ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะอย่างน้อยมันชี้ว่ารัฐเองก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงข้อกังวลเชิงจิตวิทยา แต่ยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการติดตามเป็นระบบและระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อกรมควบคุมโรคอธิบายชัดว่าการตรวจปัสสาวะสะท้อนการรับสัมผัสในช่วง 1 ถึง 2 เดือน ส่วนเล็บหรือเส้นผมสะท้อนการรับสัมผัสเรื้อรังเกิน 6 เดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต้องถูกอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เพราะฝั่งจังหวัดและหน่วยงานรัฐยังย้ำว่า ข้อมูลบางชุดยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากขนาดตัวอย่างที่ยังจำกัดและปัจจัยรบกวน เช่น การพ่นสารกำจัดศัตรูพืชใกล้ช่วงเวลาเก็บตัวอย่าง ทำให้มีคำสั่งให้เก็บตัวอย่างซ้ำตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด พร้อมทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อแยกแยะว่าต้นตอสารหนูมาจากกิจกรรมเหมือง ภาคเกษตร หรือปัจจัยธรรมชาติ ตัวเลขเริ่มบอกว่ามีเหตุให้ต้องเฝ้าระวังจริง และสอง ตัวเลขยังไม่ใช่คำพิพากษาสุดท้ายเรื่องต้นตอและระดับความรุนแรงทั้งหมด แต่ต่อให้ยังไม่ถึงคำพิพากษา มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ข่าวนี้หลุดพ้นจากคำว่าเรื่องเล็ก เพราะเมื่อร่างกายคนเริ่มเข้ามาอยู่ในสมการ ความเร่งด่วนของการจัดการย่อมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

ผลกระทบที่กำลังลามไปถึงอาชีพและความเชื่อมั่นของจังหวัด

แม้ข้อมูลทางเศรษฐกิจความเสียหายโดยตรงยังไม่มีการสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการในชุดข้อมูลล่าสุด แต่ข้อเท็จจริงหลายชิ้นกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่คุณภาพน้ำ ภาคประมงพื้นบ้านต้องลุกขึ้นเก็บข้อมูลปลาเอง ภาคสาธารณสุขต้องสื่อสารกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ภาคประชาสัมพันธ์ต้องเตรียมข้อมูลสองชุดแยกระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับประชาชนทั่วไปเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายก็สั่งให้ทุกฝ่ายสื่อสารบนฐานวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไปและไม่ให้กระทบภาคท่องเที่ยวเกินจำเป็น ข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนร่วมกันว่า แม่น้ำกกไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็น สินทรัพย์ทางความเชื่อมั่น ของจังหวัดด้วย เมื่อประชาชนเริ่มถามว่าน้ำปลอดภัยหรือไม่ ปลาในแม่น้ำยังกินได้แค่ไหน พื้นที่ริมน้ำยังน่าอยู่น่าเที่ยวเพียงใด ผลสะเทือนจึงวิ่งต่อไปถึงรายได้ครัวเรือน ร้านอาหาร ชุมชนประมง และภาพลักษณ์ของเชียงรายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเชิงยุทธศาสตร์ ปัญหานี้ยังบีบให้จังหวัดต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่าง การปกป้องความจริง กับ การปกป้องความเชื่อมั่น หากสื่อสารเบาเกินไป คนในพื้นที่จะรู้สึกว่ารัฐไม่จริงใจ หากสื่อสารหนักเกินไปโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ก็อาจกระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของจังหวัดแบบเกินจำเป็น ดังนั้นโจทย์สำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่แค่การตรวจเพิ่ม แต่คือการทำให้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และชุมชนสามารถวางบนโต๊ะเดียวกันได้อย่างโปร่งใส เพราะในสังคมข่าวสารที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากหลายทิศทาง การปกปิดหรือพูดไม่ครบอาจทำลายความเชื่อถือได้เร็วกว่าค่าปนเปื้อนในน้ำเสียอีก และนี่คือบทเรียนที่ใหญ่กว่ากรณีแม่น้ำกกเอง นั่นคือ การจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ต้องจัดการความรู้และความเชื่อมั่นพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นต่อให้ตัวเลขดีขึ้น ความรู้สึกของผู้คนอาจยังไม่กลับมา

ทางออกที่รัฐบาลใหม่ถูกคาดหวังมากที่สุด

เมื่อมองจากข้อมูลทั้งหมด ทางออกที่สังคมคาดหวังจากรัฐบาลใหม่มีอย่างน้อย 4 ด้านที่ต้องเดินพร้อมกัน ด้านแรกคือ การจัดการต้นตอ ซึ่งในวันนี้ภาคประชาชนชี้ไปที่กิจกรรมเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำและเรียกร้องให้ใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ขณะที่ภาครัฐยังอยู่ระหว่างเก็บตัวอย่างซ้ำและทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ ด้านที่สองคือ การเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบต่อเนื่อง โดยต้องทำให้ข้อมูลรายรอบตรวจวัดเปิดเผย เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบได้ ด้านที่สามคือ มาตรการเยียวยาและคุ้มครองรายได้ สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหรือมีภาระจากความไม่แน่นอน เช่น ชาวประมงและชุมชนริมน้ำ และด้านที่สี่คือ การสื่อสารความเสี่ยงอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งหมายถึงพูดทั้งสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่ยังไม่รู้ให้ครบ ไม่ทำให้เบาเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และไม่ทำให้หนักเกินหลักฐานเพียงเพื่อเร่งเร้าอารมณ์

ถ้าถามว่ารัฐบาลใหม่ควรเริ่มจากจุดไหนก่อน คำตอบอาจไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ สร้างกลไกบัญชาการปัญหาแบบบูรณาการ ที่ทำให้ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัด นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนถูกเชื่อมเข้าหากันอย่างมีระบบ รอพิสูจน์วิ่งคู่กันตลอดเวลา หากไม่มีศูนย์กลางข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอ ความสับสนก็จะยิ่งขยาย และเมื่อความสับสนขยาย แรงกดดันทางสังคมย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สำหรับเชียงราย เวลานี้โจทย์จึงไม่ใช่เพียงปกป้องแม่น้ำกก แต่คือการพิสูจน์ให้คนในพื้นที่เห็นว่า รัฐไทยสามารถปกป้องสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด และอนาคตของชุมชนชายแดนได้จริง แม้ต้นตอของปัญหาจะอยู่เลยเส้นเขตแดนออกไปก็ตาม

บทสรุป

คำถามใหญ่ 3 ข้อที่กำลังไหลมาพร้อมกัน ข้อแรกคือ สุขภาพของคนริมฝั่งน้ำปลอดภัยแค่ไหนในระยะยาว ข้อที่สองคือ ประเทศไทยจะจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างไรเมื่อผลประโยชน์กับผลกระทบตกอยู่คนละฝั่ง และข้อที่สามคือ รัฐจะสร้างความไว้วางใจกับชุมชนได้อย่างไรในช่วงที่ข้อมูลยังอยู่ระหว่างพิสูจน์ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีความคืบหน้าในการตรวจสอบและเฝ้าระวังมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่ภาคประชาชนก็ยกระดับการติดตามและการผลิตข้อมูลของตัวเองขึ้นเช่นกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้ง หากเป็นการปะทะกันระหว่างความต้องการคำตอบที่เร็วพอสำหรับชีวิตจริง กับกระบวนการพิสูจน์ที่ต้องใช้เวลาในทางวิทยาศาสตร์ และตราบใดที่สองจังหวะนี้ยังไม่เดินทันกัน เสียงเรียกร้องจากแม่น้ำกกก็จะยังดังต่อไป พร้อมเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เคยจบที่ธรรมชาติเท่านั้น แต่มันย้อนกลับมาหาคนเสมอ ทั้งในรูปของสุขภาพ รายได้ และศักดิ์ศรีของชุมชนที่ต้องการน้ำสะอาดเพื่อใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ เรื่องการติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและรายงานตะกอนดินในแม่น้ำสาย รวก และโขง
  • องค์การสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก เรื่องวันน้ำโลกและผลกระทบของสารหนูต่อสุขภาพ
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมหน้าเมืองชายแดน! อบจ.เชียงราย เปลี่ยนท่าเรือเชียงของ สู่พื้นที่สาธารณะที่รวมการพักผ่อนและการเรียนรู้

อบจ.เชียงรายเร่งปั้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ สู่แลนด์มาร์คริมโขง 3 มิติ รับกระแสเรียนรู้และออกกำลังกายข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – บริเวณท่าเรือเชียงของริมแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านสายตาของผู้มาเยือนเหมือนวันธรรมดาอีกต่อไป เมื่อคณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ หรือที่คนในพื้นที่คุ้นกันในชื่อ “บั๊ค” พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกวางบทบาทใหม่ จากอาคารบริการท่องเที่ยวชายแดน ไปสู่แลนด์มาร์คริมน้ำโขงที่ตั้งเป้าทำหน้าที่พร้อมกันทั้งการชมวิว การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย ภายใต้นโยบายเที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ โดยผู้ลงพื้นที่ประกอบด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นางสาววาสนา ลำเปิงมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ เขต 2 และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่

“จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนที่ถูกพูดถึงในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหรือปิดรอยแตกร้าวเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ขยับไปสู่การ “จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์น้ำจืดแม่น้ำโขง ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลจากการเผยแพร่ของ อบจ.เชียงราย ระบุชัดว่าเป้าหมายคือการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามทันสมัย ดึงดูดสายตาผู้มาเยือน และรองรับทั้งประชาชนในอำเภอเชียงของ ตลอดจนผู้เดินทางจาก สปป.ลาว ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ข่าวนี้มีน้ำหนักมากกว่าการปรับปรุงสถานที่ทั่วไป เพราะกำลังพูดถึงการออกแบบ “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองชายแดนที่ต้องการต้อนรับทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจข้ามฝั่งไปพร้อมกัน

ภาพของการพัฒนาจึงค่อยๆ ชัดขึ้นว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่สามชั้นในเชิงหน้าที่ ชั้นแรกคือ จุดชมวิวและพักผ่อนริมน้ำโขง ที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และนักเดินทาง ชั้นที่สองคือ ห้องเรียนมีชีวิต ที่จะทำให้เรื่องปลาแม่น้ำโขง ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศท้องถิ่น กลายเป็นความรู้ที่จับต้องได้สำหรับเยาวชนและประชาชน ชั้นที่สามคือ พื้นที่สุขภาวะ ที่สอดรับกับวิถีคนรุ่นใหม่ซึ่งมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเวลา ความตั้งใจนี้สอดคล้องกับถ้อยคำในข้อมูลเผยแพร่ที่ระบุว่า นายก อบจ.เชียงราย ต้องการผลักพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสถานที่พักผ่อนระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในเวลาเดียวกัน

ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว

น้ำหนักของข่าวเพิ่มขึ้นอีกระดับในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ พร้อมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอแผนการพัฒนาพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ รวมถึงพื้นที่หนองหลวง ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว แต่เริ่มถูกเชื่อมเข้ากับการวางผังและการพัฒนาระดับจังหวัด ซึ่งหมายความว่าอนาคตของพื้นที่ริมน้ำโขงแห่งนี้อาจถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์สาธารณะ และทิศทางการพัฒนาในวงกว้างมากกว่าที่เห็นจากชื่อโครงการเพียงอย่างเดียว

เมื่อย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของพื้นที่ จะเห็นว่าศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ที่ท่าเรือเชียงของเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน ขยายตลาดท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นหมายความว่าในเวลาไม่ถึงสองปี พื้นที่เดียวกันนี้กำลังถูกยกระดับจากบทบาท “ศูนย์ให้ข้อมูล” ไปสู่บทบาท “จุดหมายปลายทาง” ที่ต้องมีประสบการณ์ มีทัศนียภาพ และมีเหตุผลมากพอให้คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานขึ้น การเคลื่อนจากศูนย์บริการสู่แลนด์มาร์คจึงเป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกายภาพของอาคาร

การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเมื่อมองผ่านบริบทชายแดน เชียงของก็ไม่ใช่อำเภอที่ยืนอยู่ลำพังกลางแผนที่ หากเป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อมเศรษฐกิจ การเดินทาง และความสัมพันธ์ไทย ลาว เข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนของประเทศโดยรวมมีมูลค่ารวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ และการค้าผ่านแดนแตะระดับกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สถิติการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ช่วยอธิบายได้ว่าเมืองชายแดนอย่างเชียงของยังอยู่ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง การพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำโขงให้มีมาตรฐานและมีเรื่องเล่าจึงมีโอกาสส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทาง การจับจ่าย และการรับรู้ภาพลักษณ์พื้นที่ได้จริง หากบริหารจัดการได้ตรงเป้า

แนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม

ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน The 1 Insight ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อเศรษฐกิจหลายสำนักเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ระบุว่าแนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม สู่การให้ความสำคัญกับสมรรถภาพและสุขภาพระยะยาวมากขึ้น พร้อมงบใช้จ่ายด้านการออกกำลังกายที่เพิ่มต่อเนื่อง ข้อมูลเดียวกันระบุด้วยว่าตลาดสินค้ากีฬาทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยราว 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และในหมวดรองเท้า Performance Footwear มียอดขายก่อนงาน HYROX Bangkok 2025 สูงกว่าหลังงานถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่ากีฬาและสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีผลต่อการใช้พื้นที่ การบริโภค และรูปแบบการเดินทางของผู้คน

รายละเอียดเชิงพฤติกรรมยิ่งทำให้มิติ “ออกกำลังกาย” ในแผนพัฒนาท่าเรือเชียงของไม่ใช่ลูกเล่นทางการตลาด แต่มีฐานรองรับจากแนวโน้มจริง Gen Z ถูกอธิบายว่าใช้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นพื้นที่แสดงตัวตน โดยยอดขายอุปกรณ์กีฬาเทนนิสในกลุ่มนี้โตถึง 5 เท่า และหมวดชุดวิ่งเติบโตกว่า 2 เท่า ขณะที่ Gen Y มองการออกกำลังกายเป็นทั้งสมรรถนะและชุมชน โดยการใช้จ่ายสมาชิกฟิตเนสโตมากกว่า 2 เท่า ส่วน Gen X ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความคล่องตัวระยะยาว โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ในหมวดรองเท้าวิ่งสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น 1.3 เท่า ภาพรวมนี้สะท้อนว่า หากเชียงของสามารถสร้างพื้นที่ริมน้ำที่เดินได้ วิ่งได้ พักได้ และเรียนรู้ได้ในจุดเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวก็มีโอกาสตอบโจทย์คนหลายวัยพร้อมกัน ตั้งแต่วัยรุ่นสายกิจกรรม คนทำงานที่มองหาพื้นที่ชุมชน ไปจนถึงวัยกลางคนที่ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงของเองไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงรายรายงานกิจกรรม Kham Kong Run 2025 ซึ่งจัดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 โดยระบุชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในอำเภอเชียงของและเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งโขง ข้อมูลนี้ทำให้แผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครั้งล่าสุดมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน สามารถเดินร่วมกันได้จริงในระดับกิจกรรม หากมีการยกระดับพื้นที่ถาวรรองรับ แนวคิดดังกล่าวก็มีโอกาสขยายผลได้ไกลกว่าอีเวนต์รายปี

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ใหญ่ขึ้นย่อมมาพร้อมโจทย์ที่ต้องตอบให้ชัด แผนที่เผยแพร่ในขณะนี้อยู่ในขั้น เตรียมเสนอและหารือเชิงพัฒนา ยังไม่ใช่ประกาศเริ่มก่อสร้างหรือเปิดใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งที่มีข้อมูลยืนยันแล้วคือการลงพื้นที่ตรวจสภาพ การมุ่งซ่อมโครงสร้างและพื้นที่แตกร้าวเพื่อความปลอดภัย และการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักแผนต่อไป แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดวงเงินลงทุน แบบก่อสร้าง หรือกรอบเวลาดำเนินงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ขณะนี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับพื้นที่ริมน้ำโขง ความปลอดภัยทางกายภาพ การออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และการดูแลต่อเนื่องหลังปรับปรุงแล้ว คือหัวใจที่จะชี้ว่าโครงการจะเป็นแลนด์มาร์คจริง หรือเป็นเพียงความคาดหวังที่ค้างอยู่ในเอกสารประชุม

ช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต

ในมุมของผลประโยชน์สาธารณะ หากแผนพัฒนานี้เดินหน้าได้ตามทิศทางที่ประกาศไว้ ผู้ได้ประโยชน์จะไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนริมน้ำปลอดภัย เยาวชนที่ต้องการแหล่งเรียนรู้เรื่องแม่น้ำโขงและทรัพยากรท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มเวลาพำนักของผู้มาเยือน และเครือข่ายท่องเที่ยวไทย ลาว ที่ต้องการจุดเชื่อมประสบการณ์ใหม่บนชายแดน ในระยะยาว พื้นที่เช่นนี้ยังอาจช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต ประสบการณ์เรียนรู้ และสุขภาวะร่วมสมัย ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่คนเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนเองก็ควรติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของโครงสร้างและพื้นที่สาธารณะ รูปแบบการจัดการเนื้อหาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง และการออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้พื้นที่นี้มีการใช้งานต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเปิดตัว เพราะประสบการณ์ของหลายเมืองชี้ตรงกันว่า การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้สำเร็จไม่ได้วัดกันที่ความสวยในวันแรก แต่ต้องวัดจากจำนวนคนที่กลับมาใช้ซ้ำ ความรู้สึกเป็นเจ้าของของชุมชน และรายได้ที่กระจายถึงคนตัวเล็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นโจทย์ปลายทางที่เชียงของต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำจริงในระยะต่อไป

เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวันนี้ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังแล้วว่า ท่าเรือเชียงของจะไม่ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่านแดนหรือจุดชมวิวเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของจังหวัดในมิติท่องเที่ยว การเรียนรู้ และสุขภาวะ หากแผนนี้ถูกขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นระบบ เชียงของอาจได้มากกว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมโขง แต่จะได้พื้นที่สาธารณะที่เชื่อมชุมชนเข้ากับแม่น้ำ เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หากแผนไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่ชัดเจน ข่าววันนี้ก็จะเป็นเพียงภาพฝันอีกชิ้นที่สะท้อนความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงควรถูกติดตามต่อจากนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงอ่านผ่านไปแล้วจบลงพร้อมกระแสข่าวรายวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลเผยแพร่การลงพื้นที่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่องแผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ (บั๊ค) และการประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 9 กันยายน 2567 เรื่องการเปิดศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เรื่องกิจกรรม Kham Kong Run 2025 และการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ เชียงของ ห้วยทราย
  • กระทรวงพาณิชย์ ข่าววันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568
  • THE STANDARD WEALTH และมติชนออนไลน์ ข่าววันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง The 1 Insight กับแนวโน้ม Active Lifestyle ของผู้บริโภคไทยปี 2026
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข่าวเผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เรื่องภาพลักษณ์และความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” กว่า 50 ชิ้นงาน ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง ยั่งยืนด้วยการออกแบบ

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง หนุนเป้าหมายเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ห้องรับรองของเทศบาลนครเชียงรายถูกเติมเต็มด้วยแผ่นผ้าใบหลากขนาด สีสันของสายน้ำ ป่าเขา พื้นที่ชุ่มน้ำ และชีวิตเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศเมือง ถูกยกขึ้นวางเรียงทีละชิ้น ท่ามกลางผู้แทนศิลปินและภาคีเครือข่ายท้องถิ่นที่ตั้งใจมอบ “ภาพจำของเมือง” ให้กลายเป็น “วาระของเมือง” ว่าการพัฒนาในวันข้างหน้าไม่ควรเดินไปข้างหน้าแบบตัดขาดจากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงเชียงรายมาอย่างยาวนาน

ข้อมูลกิจกรรมระบุว่า เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รับมอบผลงานจากนายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะ พร้อมศิลปินจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย โดยมีศิลปินเชียงรายกว่า 30 คนร่วมสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 50 ชิ้น เพื่อสื่อสารความงดงามของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในพื้นที่ตัวเมืองในฐานะ “ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น

โครงการ Urban Resilience Building and Nature

การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสาธารณะ สร้างการรับรู้เรื่องธรรมชาติในเมือง และเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองเผชิญความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประเด็นรองที่ต้องจับตา คือการวางกิจกรรมไว้ในกรอบโครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ที่มุ่งเพิ่มความสามารถของเมืองในการตั้งรับและปรับตัวต่อภัยพิบัติ ผ่านแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งทำให้ภาพวาดไม่ใช่แค่งานเชิงวัฒนธรรม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องการออกแบบเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนในทางปฏิบัติ

เมืองริมกกในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว ศิลปะจึงกลายเป็น “สัญญาณเตือน” ที่คนฟังได้

เชียงรายเป็นเมืองที่มีสายน้ำเป็นแกนกลางของภูมิทัศน์และความเป็นเมือง แม่น้ำกกทำหน้าที่มากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นโครงสร้างชีวิตของผู้คน ทั้งด้านการพักผ่อน การท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และระบบนิเวศริมฝั่งที่ช่วยพยุงความสมดุลของเมือง อย่างไรก็ตาม เมืองทั่วโลกกำลังเจอกับโจทย์เดียวกันคือ “ภัยพิบัติถี่ขึ้นและคาดเดายากขึ้น” เมืองที่เคยพึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวเริ่มพบว่า ไม่เพียงพอเมื่อเจอสภาพอากาศสุดขั้ว

กรอบงาน URBAN ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว และระบุว่าเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมความยืดหยุ่นของเมืองให้รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เมื่อภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว การสื่อสารแบบรายงานเชิงเทคนิคอย่างเดียวมักไปไม่ถึงความรู้สึกของคนเมือง ศิลปะจึงถูกหยิบมาเป็น “ภาษาอีกชุดหนึ่ง” ที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพเดียวกันว่า ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลังของเมือง แต่คือเกราะคุ้มกันเมืองในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

มากกว่า 50 ชิ้นงานในวันเดียว คือการบันทึกต้นทุนเมืองที่จับต้องได้

ข้อมูลการส่งมอบผลงานระบุว่า ศิลปินและภาคีเครือข่ายร่วมกันสร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น โดยเลือกเล่าเรื่องสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในเขตเมือง เพื่อสะท้อนทั้งความงดงามและความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางการพัฒนา

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ระบุโดยสรุปว่า ศิลปะสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน และชุมชน เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และร่วมกันวางแผนการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต

หากมองในมุมการบริหารเมือง งานศิลป์ชุดนี้ทำหน้าที่ได้หลายชั้น
ชั้นแรก คือทำให้ “ธรรมชาติในเมือง” ถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่ถูกกลืนไปกับความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน
ชั้นที่สอง คือทำให้ประเด็นเสี่ยงภัยและการปรับตัวต่อภูมิอากาศซึ่งมักเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่ “รู้สึกได้”
ชั้นที่สาม คือเป็นฐานสนทนาระหว่างผู้บริหารเมือง ภาคีเครือข่าย และประชาชน ว่าต้องรักษาอะไรไว้ และต้องยอมแลกอะไรบ้างเมื่อเมืองเติบโต

ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่อยู่ในบิลก่อสร้าง

แนวคิดสำคัญที่กิจกรรมพยายามสื่อสารคือ “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐานในกรอบ URBAN เพราะธรรมชาติให้บริการที่มักไม่ถูกคิดเป็นตัวเลขในงบประมาณ แต่มีผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น

  • การรองรับน้ำหลากและชะลอน้ำ
  • การกรองมลพิษและช่วยพยุงคุณภาพน้ำ
  • การลดความร้อนในเมือง
  • การเป็นพื้นที่พักผ่อนและสุขภาวะของประชาชน

ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า ปี 2565 ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 22.88 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ และมีแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำราว 30,000 แห่ง ข้อมูลเดียวกันยังระบุว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายประมาณ 1.22 แสนไร่ และมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.60 ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ชุ่มน้ำราว 4.59 แสนไร่ ลดลงร้อยละ 2.64

ตัวเลขการลดลงอาจดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับข่าวใหญ่รายวัน แต่ในมุมการจัดการความเสี่ยง เมืองที่สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทีละน้อยกำลังสูญเสีย “ฟองน้ำของเมือง” ไปพร้อมกัน และมักรู้สึกถึงผลกระทบเมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว เช่น ฝนหนัก น้ำท่วมขังฉับพลัน หรือคุณภาพน้ำเสื่อมถอย ความหมายของ “ต้นทุนเมือง” จึงอยู่ที่การคิดล่วงหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุเสมอไป

URBAN กับกรอบความร่วมมือที่หนุนให้ศิลปะเชื่อมสู่การออกแบบเมืองจริง

โครงการ URBAN ระบุว่าได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี และดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยงานไทยและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ IUCN ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังชี้ว่าโครงการ URBAN มุ่งสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและธรรมชาติด้วยแนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน และใช้เชียงรายกับสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่นำร่อง

การมี “กรอบโครงการ” ช่วยให้กิจกรรมศิลปะไม่ลอยตัว หากเชื่อมโยงกับงานเชิงระบบ เช่น การสื่อสารความเสี่ยง การฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ การวางแนวทางจัดการน้ำ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในสังคมเมือง ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะก็ช่วยให้มาตรการเชิงเทคนิคมี “แรงหนุนทางสังคม” มากขึ้น เพราะการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงธรรมชาติมักต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย และต้องใช้เวลาเห็นผล

เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ กับความท้าทายเรื่องเมืองน่าอยู่

เชียงรายเป็นหนึ่งใน 55 เมืองใหม่ที่ได้รับการประกาศให้เข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network โดยยูเนสโกประกาศรายชื่อในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566 และระบุเชียงรายอยู่ในสาขาการออกแบบ

สถานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบทำให้คำว่า “การออกแบบ” ในเชียงรายควรถูกขยายความหมายไปสู่การออกแบบชีวิตเมืองในภาพรวม ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์เชิงศิลปวัฒนธรรม หรือผลิตภัณฑ์เชิงท่องเที่ยวเท่านั้น หากรวมถึง

  • การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • การออกแบบการเดินทางและการใช้พื้นที่ที่ลดความเสี่ยง
  • การออกแบบบริการสาธารณะที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
  • การออกแบบกระบวนการสื่อสารที่ลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจ

ยูเนสโกยังกล่าวถึงแนวโน้มการอยู่ในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองมากกว่าสองในสามภายในปี 2593 นัยของข้อมูลนี้คือ เมืองรองอย่างเชียงรายจะถูกท้าทายทั้งด้านการเติบโต เศรษฐกิจ และความเสี่ยงภูมิอากาศพร้อมกัน การชู “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ผ่านศิลปะจึงสอดรับกับบทบาทเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องออกแบบความยืดหยุ่น ไม่ใช่แค่ความสวยงาม

โอกาสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ เพื่อไม่ให้เรื่องยั่งยืนกลายเป็นคำสวยหรู

ภาพวาดอาจทำให้คนเมือง “เห็นภาพเดียวกัน” ได้เร็ว แต่การทำให้เมืองยั่งยืนจริงต้องเผชิญข้อเท็จจริงหลายด้าน

ด้านโอกาส
ศิลปะช่วยลดช่องว่างระหว่างข้อมูลวิชาการกับความเข้าใจของประชาชน ทำให้การสนทนาเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศริมน้ำ หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ถูกมองเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
กิจกรรมยังตอกย้ำอัตลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มคุณค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรหนักเกินไป

ด้านข้อจำกัด
เมืองต้องเผชิญแรงกดดันด้านการใช้พื้นที่และงบประมาณ การรักษาพื้นที่ธรรมชาติในเมืองต้องมีมาตรการและกติกาที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้น “ต้นทุนเมือง” จะค่อยๆ หายไปแบบเงียบๆ
การลงทุนแบบอาศัยธรรมชาติเป็นฐานมักเห็นผลระยะยาว วัดผลยากกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม จึงต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายและการสื่อสารที่โปร่งใส
การบำรุงรักษาสำคัญไม่แพ้การสร้าง หากพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่สาธารณะไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ประสิทธิภาพจะลดลงและความเชื่อมั่นของประชาชนจะถดถอย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ “เชียงรายในฝัน” ไม่จบแค่บนผ้าใบ

เทศบาลนครเชียงรายระบุชัดว่ากิจกรรมมุ่งสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การลงมือทำของประชาชนจึงมีความหมายในสามระดับ

ระดับครัวเรือน
ลดการทิ้งขยะลงลำน้ำและท่อระบายน้ำ แยกขยะให้ถูกวิธี ระมัดระวังการปล่อยน้ำเสีย เพราะปัญหาใหญ่ของเมืองจำนวนมากเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนส่วนรวม

ระดับชุมชน
สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะที่เชื่อมศิลปะกับสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลพื้นที่ริมน้ำในชุมชน สร้างวัฒนธรรมเมืองที่เคารพระบบนิเวศ ไม่ใช้พื้นที่สาธารณะจนเกินสมดุล

ระดับนโยบาย
ติดตามข้อมูลโครงการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางทางการ ตั้งคำถามอย่างมีข้อมูล และร่วมเสนอทางเลือกที่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงโครงสร้างสะท้อนเสียงของคนเมืองจริง

ศิลปะเป็นจุดเริ่มต้น แต่เมืองยั่งยืนต้องเกิดจากการออกแบบร่วมกัน

การรวมพลังของศิลปินเชียงรายกว่า 30 คน สร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น และส่งมอบให้เทศบาลนครเชียงรายในวันที่ 6 มีนาคม 2569 คือการยืนยันว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสาธารณะ สื่อสารทั้งคุณค่าของธรรมชาติและความเสี่ยงที่เมืองต้องเผชิญ

เมื่อเชียงรายก้าวสู่บทบาทเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของเครือข่ายยูเนสโก การแปลง “เชียงรายในฝัน” ให้กลายเป็น “เชียงรายที่เป็นจริง” จึงขึ้นอยู่กับการประสานกันของหลายชั้น ตั้งแต่นโยบายท้องถิ่น กรอบความร่วมมือในโครงการ URBAN ที่ผลักแนวคิดธรรมชาติเป็นฐาน ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชนในชีวิตประจำวัน

ในท้ายที่สุด เมืองน่าอยู่ในศตวรรษนี้อาจไม่ใช่เมืองที่สร้างเร็วที่สุด แต่คือเมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติยังมีพื้นที่ทำหน้าที่ของมันได้ และทำให้คนเมืองเห็นคุณค่าของต้นทุนนี้ร่วมกันก่อนที่มันจะหายไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงรายและเครือข่ายศิลปินท้องถิ่น กิจกรรมส่งมอบผลงาน “เชียงรายในฝัน” รายงานเผยแพร่ 6 มีนาคม 2569
  • โครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ข้อมูลภาพรวมโครงการและบริบทความเสี่ยงของเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยและพื้นที่นำร่องเชียงรายภายใต้โครงการ URBAN
  • UNESCO Creative Cities Network ประกาศเมืองใหม่เข้าร่วมเครือข่ายและระบุเชียงรายในสาขาการออกแบบ เผยแพร่ 31 ตุลาคม 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายผนึกพลังบูรณาการภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน วางแผนเมืองสร้างสรรค์ UNESCO สาขาออกแบบ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจเมือง

อพท.เชียงราย ร่วมหารือขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ วางทิศทางปี 2569–2570 เตรียมรายงานยูเนสโก ย้ำบูรณาการท้องถิ่น–วิชาการ–เอกชนสู่เวทีโลก

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่ห้องธรรมรับอรุณ ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลัง “ออกแบบอนาคตของเมือง” อย่างเป็นระบบ ภายใต้สถานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network ในสาขาด้านการออกแบบ ซึ่งยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566

การประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 มีนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมผู้แทนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณของ อบจ.เชียงราย ปลัด อบจ.เชียงราย ผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในบทบาทฝ่ายการสื่อสารหลักของเครือข่าย UCCN เชียงราย ผู้ประสานงานหลักของเครือข่ายจากภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมขัวศิลปะ ตัวแทนสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และผู้แทนสำนักงานจังหวัดเชียงราย

ในโอกาสเดียวกัน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.เชียงราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานและเชื่อมการทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้หนุนเสริมเป้าหมายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานติดตามผลการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่เมืองสมาชิกต้องจัดทำเป็นช่วงเวลา

จากสถานะเมืองสร้างสรรค์ สู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่คำประกาศ

หลังยูเนสโกประกาศรับรองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองสร้างสรรค์สาขาการออกแบบร่วมกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายซึ่งยูเนสโกชี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ข้อมูลของยูเนสโกยังสะท้อนบริบทระดับภูมิภาคว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเมืองสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปี และเครือข่ายทั้งโลกขยายตัวต่อเนื่องจนมีเมืองสมาชิกจำนวนมากในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะ “City of Design” ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ต่อประชาชน ผ่านงานออกแบบในความหมายกว้าง ตั้งแต่การออกแบบบริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสื่อสารเมืองอย่างเป็นเอกภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจึงเน้นการทบทวนโครงสร้างการทำงานและความก้าวหน้า เพื่อให้เชียงรายมี “ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์” ที่เดินได้จริง ไม่พึ่งกิจกรรมครั้งคราว และสามารถอธิบายผลลัพธ์ต่อยูเนสโกได้อย่างมีหลักฐาน

ตั้งศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์ เชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบเดียว

สาระสำคัญข้อหนึ่งของการรายงานความก้าวหน้า คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เชียงราย ณ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรวมงานเอกสาร คำสั่งคณะทำงาน ข้อมูลกิจกรรม และการประสานเครือข่ายภายในจังหวัด

แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องอาศัยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมืองสมาชิกต้องแสดงความก้าวหน้าเป็นช่วงเวลา และต้องเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงถัดไปอย่างชัดเจน ซึ่งยูเนสโกระบุไว้ในเอกสารการรายงานว่า เมืองสมาชิกต้องส่งรายงานเป็นรอบ และต้องมีแผนงานสำหรับสี่ปีข้างหน้า

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบเดียว การทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน หรือเครือข่ายศิลปิน จึงมีโอกาส “ต่อยอด” มากกว่า “เริ่มใหม่ทุกปี” และลดความเสี่ยงของการทำงานซ้ำซ้อน

TCDC เชียงราย เป็นหมุดโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์

อีกประเด็นที่ได้รับการติดตามคือความคืบหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองสร้างสรรค์ เพราะจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นพื้นที่สาธารณะทางความคิดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระบุว่า “New TCDC Chiang Rai” ถูกเชื่อมกับการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในเชียงราย โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ สอดรับกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องมีพื้นที่กลางซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะทาง แต่กลายเป็นทรัพยากรของเมืองทั้งเมือง

ในทางปฏิบัติ TCDC ยังถูกคาดหวังให้ช่วย “ยกระดับงานออกแบบท้องถิ่น” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรม สินค้าชุมชน ไปจนถึงบริการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้

วางแผนปี 2569–2570 ใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกทิศ สื่อสารให้คนทั้งจังหวัดรับรู้

ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ครอบคลุมปี 2569 และ 2570 โดยเน้น 3 แกนใหญ่ที่สะท้อนว่าสถานะเมืองสร้างสรรค์ต้องทำให้ “คนทั้งจังหวัดรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม” ไม่ใช่โครงการของคณะทำงานกลุ่มเล็ก

แกนแรก คือการกำหนดแนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ Chiang Rai Creative City และตราสัญลักษณ์เครือข่ายยูเนสโกให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรักษามาตรฐานการสื่อสาร ไม่ให้การใช้สัญลักษณ์คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์

แกนที่สอง คือการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและกลไกการรายงานผลต่อประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ลดช่องว่างระหว่างงานนโยบายกับชีวิตจริงของชุมชน

แกนที่สาม คือการเตรียมความพร้อมเชิงต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งยูเนสโกมีการเชิญชวนเมืองสร้างสรรค์ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายแค่การเดินทางไปร่วมงาน แต่คือการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และการยกระดับมาตรฐานงานสร้างสรรค์ให้เทียบเคียงนานาชาติ

อพท.เชียงราย หนุนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้จริงของชุมชน

ในที่ประชุม อพท.เชียงราย ได้นำเสนอทิศทางและกิจกรรมโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่สามารถหนุนเสริมการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเน้นการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามผลสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป

สาระสำคัญในมิตินี้อยู่ที่การทำให้ “การออกแบบ” ไม่หยุดอยู่ที่งานศิลป์หรือสถาปัตยกรรม แต่แปรเป็น “การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว” และ “การออกแบบบริการชุมชน” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนตามบริบทพื้นที่พิเศษด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเมืองต้องรายงานผลตามกรอบยูเนสโกในรอบระยะเวลา การทำงานของ อพท.จึงมีความหมายในฐานะหน่วยปฏิบัติการที่เชื่อมโครงการลงสู่ชุมชน และช่วยยืนยันว่าเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์

ความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ วัดผลอย่างไรให้คนเชื่อและยูเนสโกเห็น

แม้การประชุมสะท้อนความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง แต่โจทย์สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ เพราะยูเนสโกให้ความสำคัญกับการแสดง “ความมุ่งมั่น” ต่อพันธกิจของเครือข่าย และการนำเสนอแผนงานระยะสี่ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเชียงราย ความท้าทายจึงอยู่ที่ 4 มิติหลัก

  1. ความต่อเนื่องของงบประมาณและบุคลากร เพื่อให้ศูนย์ประสานงานและ TCDC ทำงานได้จริงตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดอีเวนต์
  2. การบูรณาการข้ามหน่วยงานให้ลื่นไหล เพราะเมืองสร้างสรรค์ต้องอาศัยงานร่วมกันของท้องถิ่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และเครือข่ายเยาวชน
  3. การสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจง่าย ลดภาพเมืองสร้างสรรค์ที่ดูไกลตัว และทำให้คนทั่วไปเห็นว่า “การออกแบบ” ช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริง
  4. การสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่จำนวนกิจกรรม เช่น รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้น การเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การเพิ่มทักษะของเยาวชน หรือการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ท่องเที่ยว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

เพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์เดินหน้าแบบมีส่วนร่วม ภาคประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อรับทราบกิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วม
    • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านการออกแบบบริการ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์
    • เครือข่ายเยาวชน โรงเรียน และสถาบันการศึกษา ร่วมพัฒนาโครงการที่เชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์เมืองจริง เพื่อสร้างกำลังคนสร้างสรรค์ในพื้นที่
    • ภาคีเครือข่ายร่วมกันใช้ตราสัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์อย่างถูกแนวทาง เพื่อรักษามาตรฐานภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานานาชาติ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์สาขาด้านการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • เมืองสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องจัดทำรายงานเป็นรอบ และนำเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับสี่ปีถัดไป
    • เมืองสร้างสรรค์ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • แนวทางพัฒนา New TCDC Chiang Rai ถูกสื่อสารในบริบทการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และกิจกรรมร่วมกับภาคีในเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อพท.เชียงราย DASTA Chiang Rai
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก อพท.เชียงราย และภาคีการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    • UNESCO บทความเกี่ยวกับการเติบโตของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประกาศเมืองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • UNESCO เอกสารรายงานการติดตามผลของเครือข่าย ระบุหลักการรายงานเป็นรอบสี่ปี และการจัดทำแผนงานสี่ปีถัดไป
    • UNESCO ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • ข้อมูลกิจกรรมและการสื่อสารเกี่ยวกับ New TCDC Chiang Rai จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยบนถนน! ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย จัดระเบียบจราจรรับคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เชียงรายเดินหน้าจัดระเบียบจราจรเมืองท่องเที่ยว ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย สร้างถนนปลอดภัยรับการเติบโต พร้อมจับตาคลื่นท่องเที่ยวอินเดียและยุคดิจิทัลท่องเที่ยว

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ภาพเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตเร็ว มักมาพร้อมโจทย์ที่ตามมาเร็วไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “การเดินทาง” ที่เป็นทั้งต้นทางของเศรษฐกิจและปลายทางของความปลอดภัย บ่ายวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งหัวโต๊ะการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางจัดระเบียบการจราจรให้เป็นระบบ ปลอดภัย และรองรับบทบาทเมืองท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัว

แม้การประชุมลักษณะนี้อาจดูเป็น “งานหลังบ้าน” แต่สำหรับเชียงรายซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจบริการ การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียง การจัดระบบจราจรไม่ใช่แค่เรื่องความคล่องตัวบนถนน หากหมายถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อย ความน่าเชื่อถือของเมืองในสายตานักท่องเที่ยว และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สะสมอยู่ในทุกเส้นทาง

เมืองโต นักท่องเที่ยวเพิ่ม ถนนต้องปลอดภัยและคาดการณ์ได้

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับระบบจราจรให้ “ทำงานเป็นทีม” โดยรวมข้อมูลของหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานคมนาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ปัญหาคอขวด จุดเสี่ยง และพฤติกรรมการใช้ถนนที่ทำให้อุบัติเหตุเกิดซ้ำ

ในทางปฏิบัติ การจัดระบบจราจรในเมืองท่องเที่ยวต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรกคือการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการแก้ไข “จุดเสี่ยงจุดอันตราย” ให้เห็นผลจริง เช่น การจัดช่องทาง การปรับปรุงสัญญาณไฟ การมองเห็นบนทางโค้ง ทางแยก หรือจุดที่มีการตัดกระแสจราจรบ่อย
เรื่องที่สองคือการทำให้การเดินทาง “คาดการณ์ได้” เพราะเมื่อการท่องเที่ยวขยายตัว ความแออัดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่คำนวณได้จากเวลาและฤดูกาล หากระบบเมืองไม่เตรียมไว้ล่วงหน้า ต้นทุนจะตกที่ประชาชนและผู้ประกอบการก่อนเสมอ

โครงสร้างพื้นฐานใหญ่กำลังมา โจทย์คือเชื่อมต่อให้ไร้รอยต่อ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นในที่ประชุม คือการติดตามความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของจังหวัด ทั้งโครงการทางรถไฟสายเด่นชัย เชียงราย เชียงของ และการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รวมถึงแนวคิดการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางจากสถานีรถไฟไปยังสนามบิน เพื่อยกระดับความสะดวกและประสิทธิภาพการเดินทาง

ประเด็น “การเชื่อมต่อ” สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวโครงการ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เดินหน้า แต่การเดินทางช่วงต้นทางและปลายทางยังสะดุด เมืองจะได้เพียงการเพิ่มจำนวนคนเดินทาง แต่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพของการเดินทาง ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจจึงอาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุและการจราจรติดขัดอาจยิ่งขยายวง

เชียงรายอยู่ในคลื่นท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนโฉม

ด้านภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 สะท้อนว่า “ตลาดต่างชาติ” ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนอย่างเดียว แต่แข่งกันที่คุณภาพ การใช้จ่ายต่อหัว และระยะเวลาพำนัก โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่เติบโตเร็วจากปัจจัยยกเว้นวีซ่าและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลสื่อเศรษฐกิจในอินเดียที่อ้างคำให้สัมภาษณ์ผู้แทนการท่องเที่ยวไทยในอินเดีย ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย และถูกคาดหมายว่าจะทำสถิติสูงในปีถัดไป สะท้อนแนวโน้มการเดินทางที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2568 และการปรับคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอกย้ำว่า “การท่องเที่ยว” เป็นตัวแปรใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและต้องบริหารความผันผวนอย่างรอบคอบ

สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดปลายทางเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงสุขภาพ การเติบโตของตลาดคุณภาพสูงมีนัยต่อระบบเมืองทันที เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเดินทางสะดวก และประสบการณ์ที่ราบรื่นตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง

เมื่อดิจิทัลกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ใหม่ของการท่องเที่ยว

อีกมิติที่กำลังกระทบงานบริหารเมืองท่องเที่ยว คือการที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนเดินทางผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ โดยวางบทบาทเป็นเครื่องมือข้อมูลและการวางแผนการเดินทางแบบครบวงจร และมีการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ เช่น AI แชตบอตสำหรับให้คำแนะนำ และสิทธิประโยชน์ด้านประสบการณ์ท่องเที่ยว

รายงานเชิงวิเคราะห์ในสื่อไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า เฟสแรกของแอปอาจเน้นการให้ข้อมูลเป็นหลัก และความท้าทายคือทำอย่างไรให้การใช้งาน “ว้าวพอ” ในยุคที่นักท่องเที่ยวใช้แพลตฟอร์มเอกชนและเครื่องมือ AI วางแผนทริปได้เอง

ประเด็นนี้ย้อนกลับมาสู่ระดับจังหวัดโดยตรง เพราะเมื่อการวางแผนทริปเริ่มต้นจากแอปและข้อมูลออนไลน์ เมืองท่องเที่ยวต้องมีข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่การเดินทาง จุดจอดรถ จุดรับส่ง ระบบขนส่งสาธารณะ จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือการจัดการจราจรช่วงเทศกาล หากข้อมูลกระจัดกระจาย ประสบการณ์เดินทางจะสะดุด และความเชื่อมั่นจะลดลงโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุใหญ่

ภาคเอกชนเร่งพัฒนา “เพื่อนร่วมทาง” ของนักท่องเที่ยว

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนก็เร่งพัฒนาเครื่องมืออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทรูมันนี่ที่เปิดหมวดบริการท่องเที่ยวในแอป รวมบริการจองและชำระเงิน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตและประกันการเดินทาง โดยชูพฤติกรรมผู้ใช้ที่เติบโตต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา และชี้ว่าแนวโน้มการเดินทางเชื่อมโยงกับดิจิทัลเพย์เมนต์ชัดเจนขึ้น

มุมมองนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านท่องเที่ยวกำลังขยับจาก “สถานที่ท่องเที่ยว” ไปสู่ “ระบบสนับสนุนการท่องเที่ยว” ซึ่งรวมถึงการเดินทางที่ปลอดภัย การจ่ายเงินสะดวก และข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมืองที่ปรับตัวได้ไวจะได้เปรียบ ขณะที่เมืองที่ยังแก้ปัญหาแบบวันต่อวันจะเสียต้นทุนทั้งเศรษฐกิจและความพึงพอใจของผู้มาเยือน

งานจราจรจึงไม่ใช่เรื่องรถ แต่คือเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นธรรม

ในภาพของเชียงราย การจัดระบบจราจรเป็นเรื่องที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “ความเป็นธรรม” เพราะถนนสายเดียวกันรองรับทั้งรถนักท่องเที่ยว รถรับส่งนักเรียน รถขนส่งสินค้า รถของเกษตรกร และรถของคนทำงานเมือง หากการจราจรถูกออกแบบเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว คนท้องถิ่นจะเป็นผู้จ่ายต้นทุน แต่หากเมืองมองเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่เตรียมรับคลื่นท่องเที่ยว เมืองก็เสียโอกาสรายได้และการจ้างงาน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังการประชุม คือการแปลง “แนวทาง” ให้เป็น “งานภาคสนาม” ที่วัดผลได้ เช่น การปรับปรุงจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การสื่อสารเส้นทางและจุดจอดให้ชัด การรณรงค์วินัยจราจรที่ทำต่อเนื่อง และการจัดการจราจรช่วงอีเวนต์ใหญ่ของจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำแบบเดิม

เมืองท่องเที่ยวที่ดี เริ่มจากถนนที่ไว้ใจได้

เชียงรายกำลังเดินหน้าในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับความปลอดภัย และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลท่องเที่ยว การประชุมจัดระบบการจราจรจึงเป็นสัญญาณว่า จังหวัดกำลังพยายาม “ทำให้เมืองเดินได้” ก่อนจะเร่ง “ทำให้เมืองโต” เพราะเมื่อถนนปลอดภัย การเดินทางคาดการณ์ได้ และข้อมูลสื่อสารตรงกัน เมืองจะได้ทั้งความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความอุ่นใจของคนที่ใช้ถนนทุกวัน

สุดท้ายแล้ว เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากจำนวนคนมาเยือนเพียงปีต่อปี แต่ถูกตัดสินจากประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ตั้งแต่การออกจากบ้านอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการกลับถึงบ้านอย่างไม่ต้องลุ้นว่าเส้นทางจะติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 วันที่ 5 มีนาคม 2569 จากข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลและแนวทางแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ พร้อมความร่วมมือด้านฟีเจอร์ดิจิทัล
  • รายงานวิเคราะห์ฟีเจอร์และทิศทางแอป Amazing Thailand พร้อมข้อมูลการเปิดตัวและงบลงทุนเฟสแรก
  • TrueMoney ข้อมูลการเปิดหมวดบริการท่องเที่ยวและแนวโน้มการใช้งานด้านการเดินทาง
  • Reuters รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยและการประเมินแนวโน้ม
  • The Economic Times รายงานแนวโน้มการเดินทางของตลาดอินเดียและปัจจัยหนุนการเติบโต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

โขนคืนถิ่นโยนก! ศิลปินแห่งชาติสร้างยุวศิลปินเชียงแสน ถ่ายทอดนาฏศิลป์ชั้นสูงสู่โบราณสถานวัดป่าสักอย่างยิ่งใหญ่

ศิลปินแห่งชาติถ่ายทอด “โขน” สู่ถิ่นโยนกนคร เปิดการแสดงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน บนเวทีโบราณสถานวัดป่าสัก

เชียงราย, 4 มีนาคม 2569 เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้บันทึกอีกหน้าสำคัญของงานศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อการแสดง “โขน” ถูกนำมาถ่ายทอดต่อสาธารณะในพื้นที่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน ผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแสดงผลสัมฤทธิ์ที่เชื่อมโยง “ครูศิลป์ระดับชาติ” กับ “เยาวชนระดับพื้นที่” อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางบรรยากาศโบราณสถานที่มีนัยทางประวัติศาสตร์ของวัดป่าสัก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งฉากหลังทางกายภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดรากเหง้าวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “นาฏยศิลปินแห่งชาติ สร้างยุวศิลปินของชาติ” และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “โขน ละคร ฝ่ายฟ้อน ร้อง รำ สู่ถิ่นโยนกนคร” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 และอยู่ในการกำกับติดตามของหน่วยงานด้านวัฒนธรรมในระดับส่วนกลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการถ่ายทอดนาฏศิลป์ไทยและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชนในภูมิภาคอย่างทั่วถึง

จากหอประชุมโรงเรียนสู่ลานโบราณสถาน เส้นทางฝึกจริงก่อนขึ้นเวทีจริง

ไทม์ไลน์ของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ณ หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม เข้าร่วมติดตามผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งในวันดังกล่าวได้จัดการฝึกแบบแบ่งกลุ่มตามบทบาทการแสดง ได้แก่ กลุ่มตัวพระ กลุ่มตัวนาง กลุ่มตัวยักษ์ กลุ่มตัวลิง และกลุ่มระบำเบ็ดเตล็ด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะเฉพาะด้านอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ

แนวทางการแบ่งกลุ่มดังกล่าวสะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบการเรียนรู้” ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนาฏศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยความเข้าใจบทบาท การควบคุมร่างกาย จังหวะดนตรี และวินัยของผู้แสดง ไม่ใช่เพียงการจดจำท่ารำ หากแต่เป็นการฝึกกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบคณะ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการแสดงผลสัมฤทธิ์ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

เวทีวัดป่าสักกับการแสดงผลสัมฤทธิ์ สร้างภาพจำใหม่ของเมืองเชียงแสน

ต่อมาในช่วงเวลา 13.00 น. ถึง 17.30 น. ณ โบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน นายอนุกูล ใบไกล ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแสดงผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ ซึ่งเป็นการนำผลการอบรมมาถ่ายทอดผ่านการแสดงจริงโดยนักเรียนที่ผ่านการฝึกซ้อม ภายใต้การควบคุมและกำกับการแสดงของนางรัจนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นาฏศิลป์ไทยและละคร พุทธศักราช 2554

ผู้ร่วมแสดงมาจากโรงเรียนในเครือข่ายหลายแห่ง ได้แก่ โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม โรงเรียนวาวีวิทยาคม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62 และโรงเรียนเทิงวิทยาคม สะท้อนการขยายโอกาสด้านนาฏศิลป์จาก “โรงเรียนหลัก” ไปสู่ “โรงเรียนเครือข่าย” ให้เกิดระบบฝึกฝนและต่อยอดในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง

ในพิธีและกิจกรรมภายในงาน มีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย นายจักรกฤช สิทธิโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม ตลอดจนเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น เครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน กลุ่มชมรมช่างฟ้อนเชียงแสน กลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา และเครือข่ายอื่น ๆ

รายละเอียดการแสดง ภาพศิลป์หลวงผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นในงานเดียว

ภายในงานมีพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมขบวนแห่เครื่องสักการะและการแสดงเทิดพระเกียรติหลายชุด โดยเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสถานศึกษาได้ร่วมจัดการแสดง อาทิ การแสดงชุด “น้อมศรัทธาไหว้สา สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยพระป๋าระมีฮ่มฟ้าห่มเวียงเจียงแสน” ของเครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน การแสดงชุด “สะบัดชัยกึกก้องฟ้าชัยมงคล” ของกลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา การแสดงชุด “ล้านนาร้อยใจภักดีน้อมอัญชลีป๋าระมี สมเด็จพระพันปีหลวง” และการแสดงชุด “ช้างงูนฤมิตรวิจิตรแห่งศรัทธา” จากโรงเรียนเครือข่าย

ขณะที่ไฮไลต์สำคัญของวัน คือการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยนำเสนอหลายตอน ได้แก่ ตอนลักสีดา ตอนพรหมมาศ ขบวนทัพพระอินทร์ และตอนยกรบ ซึ่งผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน และเป็นผลสัมฤทธิ์จากการฝึกซ้อมภายใต้การถ่ายทอดของศิลปินแห่งชาติ

มากกว่า 20 หน่วยงาน” และ “มากกว่า 500 คน” ตัวเลขที่บอกความร่วมมือระดับพื้นที่

ข้อมูลจากผู้จัดระบุว่า การดำเนินงานครั้งนี้มีโรงเรียนและหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการมากกว่า 20 หน่วยงาน และมีผู้เข้าชมและเข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสองมิติสำคัญ มิติแรกคือศักยภาพการรวมพลังขององค์กรท้องถิ่น สถานศึกษา และเครือข่ายวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ มิติที่สองคือความสนใจของประชาชนต่อกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ยกระดับมาตรฐานการแสดงและวางระบบการถ่ายทอดอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ในมุมของการพัฒนาเชิงนโยบาย ความท้าทายหลังเวทีคือการทำให้ “กิจกรรมครั้งแรก” กลายเป็น “ระบบต่อเนื่อง” ทั้งการพัฒนาครูผู้ฝึกสอนในพื้นที่ การจัดสรรเวลาเรียนรู้ที่สมดุลกับภาระการเรียนตามหลักสูตร และการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้การฝึกซ้อมสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยทั้งภาครัฐระดับส่วนกลาง ท้องถิ่น และสถานศึกษาร่วมกันวางแผน

วัดป่าสักในฐานะพื้นที่ประวัติศาสตร์ และเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัย

อีกมิติที่ถูกจับตามองคือ “สถานที่จัดแสดง” โบราณสถานวัดป่าสักเป็นหนึ่งในจุดหมายทางประวัติศาสตร์ของเชียงแสน โดยข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่าวัดแห่งนี้มีหลักฐานสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และมีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบศิลปะล้านนา ซึ่งโดดเด่นด้วยงานปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษาและสัตว์หิมพานต์

เมื่อโบราณสถานที่เป็น “แหล่งเรียนรู้อดีต” ถูกใช้เป็น “พื้นที่สาธารณะของปัจจุบัน” ผ่านศิลปะการแสดง ทำให้เกิดคำถามเชิงสร้างสรรค์ว่า เมืองเชียงแสนจะต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างไรให้สมดุล ทั้งด้านการอนุรักษ์พื้นที่โบราณคดี ความปลอดภัยของผู้เข้าชม และการรักษามาตรฐานการจัดกิจกรรมไม่ให้กระทบต่อคุณค่าดั้งเดิมของสถานที่

โขนในบริบทมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเหตุผลที่การถ่ายทอดสู่เยาวชนสำคัญ

ในระดับประเทศ โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก โดยยูเนสโกระบุถึงลักษณะเด่นของโขนที่ผสานการแสดง หน้ากาก เครื่องแต่งกาย ดนตรี และวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำบทบาทของการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกฝนและครูผู้สอนในชุมชนและสถาบัน

เมื่อมองกลับมาที่เชียงแสน โครงการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแสดง แต่เป็นกลไก “ถ่ายทอดองค์ความรู้” ที่ทำให้เยาวชนได้สัมผัสมาตรฐานศิลป์หลวงในบริบทพื้นที่ของตนเอง โดยยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ทั้งฟ้อนล้านนา กลองสะบัดชัย และกิจกรรมศิลป์ชุมชน ทำให้ภาพรวมของงานไม่แยกขาดระหว่างศิลปะระดับชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่น หากแต่พยายามประสานให้ร่วมสมัยและอยู่ร่วมกันได้

สถิติและข้อมูลสำคัญจากการจัดงาน

  • จำนวนโรงเรียนผู้เข้าร่วมการแสดง 5 โรงเรียน
  • จำนวนกลุ่มการฝึกภาคเช้า 5 กลุ่ม
  • จำนวนหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการ มากกว่า 20 หน่วยงาน
  • จำนวนผู้เข้าชมและเข้าร่วมงาน มากกว่า 500 คน
  • วันและเวลาจัดกิจกรรม 2 มีนาคม 2569 ช่วงเช้าและช่วงบ่าย
  • สถานที่หลัก หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม และโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ “ศิลปินแห่งชาติ สร้างศิลปินของชาติ สร้างสรรค์การแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน” เผยแพร่วันที่ 3 มีนาคม 2569
  • กรมศิลปากร ข้อมูลโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • UNESCO Intangible Cultural Heritage รายการ “Khon masked dance drama in Thailand”
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเอาอยู่! เปิดศูนย์ประสานงานน้ำมัน 24 ชม. หลังตลาดพลังงานโลกผันผวน ย้ำประชาชนอย่ากักตุนเชื้อเพลิง

เชียงรายคุมเข้มการจำหน่ายน้ำมัน สยบตื่นตระหนกแม่สาย หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดพลังงานโลก

เชียงราย,4 มีนาคม 2569 – บรรยากาศการใช้พลังงานในจังหวัดเชียงรายตลอดสองวันที่ผ่านมาเข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง หลังประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สายเร่งนำรถไปต่อคิวเติมน้ำมันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ กระทั่งสถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะสินค้าขาดช่วงชั่วคราวในบางช่วงเวลา ขณะที่จังหวัดและหน่วยงานด้านพลังงานยืนยันว่าภาพรวมยังไม่ใช่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงผิดปกติจนต้องเร่งบริหารคิวและเร่งรอบขนส่ง

สัญญาณจากต่างประเทศที่จุดชนวนความกังวล

ความกังวลของประชาชนในหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทยถูกกระตุ้นจากรายงานเหตุการณ์กระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง จนเกิดไฟไหม้ในช่วงสายตามเวลาท้องถิ่น เหตุลักษณะนี้ตอกย้ำความเปราะบางของศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค และทำให้ตลาดโลกจับตาความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของน้ำมันและก๊าซ

ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า หากการปิดกั้นหรือความเสี่ยงทางเดินเรือยืดเยื้อ ผลกระทบอันดับแรกมักจะมาในรูปต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัว ก่อนจะลามไปสู่แรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าขนส่งในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นกรอบอธิบายที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนของไทยที่ความกังวลทางจิตวิทยามาเร็วกว่าข้อเท็จจริงด้านอุปทาน

แม่สายเผชิญภาวะตื่นตระหนก การแห่เติมทำให้ขาดช่วงชั่วคราว

ในเชียงราย กระแสตื่นตระหนกเด่นชัดที่อำเภอแม่สายจากการเป็นเมืองหน้าด่าน มีการสัญจรข้ามแดนและกิจกรรมขนส่งสูง เมื่อผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการในเวลาไล่เลี่ยกัน ปริมาณน้ำมันที่ปั๊มเตรียมไว้ในวันปกติจึงลดลงเร็วผิดปกติ และบางแห่งต้องรอรอบรถขนส่งเติมสต็อก ทำให้เกิดภาพคิวแน่นและน้ำมันขาดช่วงเป็นระยะ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์สอบถามหน่วยงานพลังงานจังหวัดเชียงรายต่อกรณีที่ประชาชนบางส่วนถูกตรวจบัตรประชาชนก่อนเติมน้ำมัน ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นมาตรการของสถานีบริการบางแห่ง เพื่อจัดลำดับให้ประชาชนไทยและเกษตรกรในพื้นที่เป็นลำดับแรกตามแนวทางที่ฝ่ายปกครองกำชับในช่วงความต้องการสูง ขณะที่รถป้ายทะเบียนต่างประเทศบางกลุ่มอาจถูกจำกัดการให้บริการชั่วคราวเพื่อลดแรงดึงสต็อกในพื้นที่ ทั้งนี้หน่วยงานย้ำว่าไม่พบหลักฐานการกักตุนโดยผู้ประกอบการ แต่ปัญหาเกิดจากดีมานด์พุ่ง และต้องใช้เวลาขนส่งจากแหล่งเติม เช่น การนำรถขนส่งจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเสริมในบางจุด

หนังสือด่วนที่สุดอำเภอแม่สาย ย้ำ 6 มาตรการเร่งด่วนให้ทุกปั๊มถือปฏิบัติ

หลักฐานสำคัญในเชิงเอกสารคือ หนังสือด่วนที่สุดจากที่ว่าการอำเภอแม่สาย ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ส่งถึงหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เพื่อขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ โดยเนื้อหามุ่งลดการตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น พร้อมกำชับแนวทางลงทะเบียนในกรณีจำเป็นต้องบรรจุน้ำมันใส่ภาชนะ และการสกัดพฤติกรรมเวียนเติมมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน

สาระของมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดสื่อสารต่อสาธารณะในช่วงเดียวกัน คือให้สิทธิ์ประชาชนไทยและการใช้งานจำเป็นก่อน งดขายใส่ภาชนะยกเว้นมีเหตุจำเป็นและต้องลงทะเบียน คุมเข้มการเติมปริมาณมากของชาวต่างชาติและให้ลงทะเบียน สกัดการเวียนเติม กระจายจุดเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อแม่สายมีความหนาแน่น และหากพบการกักตุนหรือปฏิเสธการขายโดยไร้เหตุผลให้แจ้งหน่วยงานทันทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเข้มทั้ง 18 อำเภอ เน้นป้องกันฉวยโอกาสและข่าวลือ

ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จังหวัดได้บูรณาการพลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการและติดตามสถานการณ์จริง โดยเน้นสองประเด็นหลัก คือการไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อน เช่น ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือสร้างภาวะขาดแคลนเทียมจากการบริหารคิวที่ไม่เป็นธรรม และการเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ

ในระดับประเทศ สื่อรายงานว่าไทยมีสำรองเชื้อเพลิงในภาพรวมที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลายสัปดาห์ถึงราวสองเดือน แม้ในกรณีเลวร้ายที่นำเข้าใหม่ทำได้จำกัด ขณะที่ภาครัฐยังประสานการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อเสริมความมั่นคง ประเด็นนี้ถูกใช้เป็นแกนกลางของการสื่อสารเชิงนโยบาย เพื่อบอกประชาชนว่าเหตุที่เห็นปั๊มขาดช่วงเป็นเรื่องรอบขนส่งและความต้องการเฉพาะหน้ามากกว่าการขาดแคลนทั้งระบบ

เหตุผลที่เห็นคนเติมใส่ถัง และแนวทางลงทะเบียนให้ตรวจสอบได้

อีกภาพที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์คือกรณีประชาชนนำถังใหม่มาเติมน้ำมัน ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการกักตุน หน่วยงานพลังงานจังหวัดชี้แจงว่า สามารถทำได้ในกรณีจำเป็นจริง เช่น เกษตรกรที่ต้องใช้กับเครื่องสูบน้ำหรือทำงานในสวน รวมถึงงานก่อสร้าง แต่ต้องมีการบันทึกข้อมูลการใช้งานและปริมาณ เพื่อให้ตรวจสอบได้และป้องกันการนำไปขายต่อ

ฝ่ายปกครองทั้ง 18 อำเภอถูกสั่งการให้สำรวจและติดตามในเชิงข้อเท็จจริงว่า ผู้ลงทะเบียนเติมใส่ภาชนะเป็นผู้ใช้งานเพื่ออาชีพจริง ไม่ใช่การฉวยโอกาส ทั้งนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับกลุ่มบริการสาธารณะ เช่น รถกู้ภัย รถกู้ชีพ รถโรงพยาบาล และงานฉุกเฉินที่ต้องได้รับความสะดวกเป็นพิเศษในช่วงคิวหนาแน่น

เปิดช่องทางสื่อสารใหม่ Line OpenChat 24 ชั่วโมง ลดข่าวลือ เพิ่มความไว้วางใจ

เพื่อรับมือกับคำถามจำนวนมากและลดการแพร่กระจายของข่าวลือ สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายได้เปิดช่องทางสื่อสารแบบ Line OpenChat เพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อเท็จจริง ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือแจ้งเบาะแสการฉวยโอกาสได้ตลอดวัน แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องมือสื่อสารของรัฐที่เข้าถึงง่ายในภาวะวิกฤต โดยย้ำเป้าหมายสำคัญคือสกัดข้อมูลบิดเบือนและลดความตื่นตระหนก

ภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยเปราะบางจากพลังงานนำเข้า แต่แรงกระแทกแรกคือราคาและเงินเฟ้อ

ในเชิงมหภาค รายงานวิเคราะห์ของสถาบันการเงินและสำนักวิจัยต่างประเทศบางแห่งประเมินว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันและก๊าซได้เร็ว ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบระยะสั้นมักเป็นเงินเฟ้อและต้นทุนมากกว่าการขาดแคลนทันที หากรัฐยังจัดหาได้ต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาจะผันผวนและกดดันค่าครองชีพ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงและไม่ซ้ำเติมระบบ

หนึ่ง ใช้เชื้อเพลิงตามความจำเป็น เติมตามรอบปกติ หลีกเลี่ยงการแห่เติมพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดช่วงเทียมและทำให้คิวหนาแน่นขึ้น

สอง หากจำเป็นต้องเติมใส่ภาชนะเพื่อเกษตรหรือก่อสร้าง ให้เตรียมเอกสารหรือข้อมูลการใช้งานเพื่อการลงทะเบียนตามมาตรการของอำเภอและจังหวัด

สาม เลือกเติมในอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความหนาแน่น เพื่อกระจายดีมานด์และลดแรงกดดันต่อสต็อกหน้าด่าน

สี่ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และใช้ช่องทางที่จังหวัดเปิดไว้ เช่น Line OpenChat หรือสายด่วนร้องเรียน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลือ

ความมั่นคงพลังงานต้องใช้ทั้งสต็อกและสติของสังคม

สถานการณ์น้ำมันในเชียงรายช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่เกิดซ้ำในทุกวิกฤต คือระบบอาจยังมีของเพียงพอ แต่หากผู้คนตื่นตระหนกพร้อมกัน ภาวะขาดช่วงระยะสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสร้างแรงกดดันต่อปั๊ม ขนส่ง และบริการฉุกเฉิน

มาตรการ 6 ข้อของอำเภอแม่สายที่มีเอกสารทางการรองรับ ประกอบกับการตรวจเข้มระดับจังหวัดและการเปิดช่องทางสื่อสารตลอดวัน เป็นความพยายามทำให้ตลาดกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ภายใต้หลักคิดที่ผู้บริหารพื้นที่ย้ำกับประชาชนว่า ตระหนักได้แต่ไม่ตระหนก

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้

  • ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของไทยในภาพรวมประเทศถูกสื่อรายงานว่าสามารถรองรับการใช้งานได้ราวสองเดือนในสถานการณ์ตึงตัว
  • เหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ถูกรายงานว่าเกิดจากเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง
  • ประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญถูกกดดัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

วิกฤตพลังงานจากข่าวฮอร์มุซ! แม่สายออก 6 มาตรการเร่งด่วน ควบคุมการจำหน่ายน้ำมัน ย้ำปริมาณสำรอง เชียงรายยังเพียงพอ

เชียงรายคุมเข้มขายน้ำมันแม่สาย ออก 6 มาตรการสกัดตื่นตระหนก หลังข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนตลาดพลังงาน

3 มีนาคม 2569 – ความกังวลต่อความตึงเครียดตะวันออกกลางและความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งแรงสะเทือนถึงเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอแม่สายที่เกิดภาวะแห่เติมน้ำมันจนบางปั๊มขาดช่วงชั่วคราว ทางอำเภอออกหนังสือด่วนที่สุดขอความร่วมมือสถานีบริการใช้งาน 6 มาตรการเร่งด่วน ขณะกระทรวงพลังงานยืนยันปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศยังเพียงพอ และเตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อประคองเสถียรภาพ

สัญญาณจากตะวันออกกลางที่ลามมาถึงชายแดนเหนือ

ภาพที่พบได้ในหลายจุดของอำเภอแม่สายคือรถยนต์ต่อคิวเข้าปั๊มน้ำมันหนาแน่นกว่าปกติ เสียงสนทนาในแถวเติมน้ำมันสะท้อนความกังวลคล้ายกันว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือการสู้รบขยายวง ราคาน้ำมันจะพุ่ง และอาจเกิดภาวะขาดแคลนในพื้นที่ชายแดนในระยะสั้น

แรงกระเพื่อมดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดพลังงานโลกกำลังจับตาความเสี่ยงด้านการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวอาหรับและประเทศใกล้เคียง โดยสื่อทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นระบุว่าเกิดจากเศษซากที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ และสามารถควบคุมเหตุได้โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเบื้องต้น

ในภาพรวม ความเสี่ยงที่ถูกจับตาหนักที่สุดยังคงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคอขวดสำคัญของน้ำมันและก๊าซโลก ซึ่งรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งใน “จุดคอขวดด้านการขนส่งพลังงาน” ที่สำคัญของโลก โดยเคยมีการประเมินว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวอยู่ในระดับหลายสิบล้านบาร์เรลต่อวันในบางช่วงเวลา และเป็นสัดส่วนใหญ่ของการขนส่งทางทะเล

เมื่อความกลัวกลายเป็นความขาดแคลนเทียม

ในแง่เศรษฐศาสตร์การค้า เหตุการณ์ “แห่ซื้อ” มักทำให้ระบบแจกจ่ายที่ปกติรองรับความต้องการรายวันเกิดแรงกดดันฉับพลัน แม้ปริมาณสินค้าในระบบจะยังไม่หายไปไหน แต่ความต้องการที่พุ่งสูงเกินจริงในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้บางสถานีบริการ “หมดหน้าตู้” หรือ “สินค้าขาดช่วง” ชั่วคราวได้ง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความหนาแน่นการเดินทางและการขนส่งสูง รวมถึงมีมิติอุปสงค์จากฝั่งข้ามแดนที่ต้องบริหารจัดการอย่างละเอียดอ่อน

บริบทของแม่สายยิ่งทำให้ความกังวลลุกลามเร็ว เพราะเป็นอำเภอหน้าด่านที่ผูกกับการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ระดับพื้นที่ รถบรรทุกสินค้า รถโดยสาร และรถส่วนบุคคลจำนวนมากพึ่งพาการเติมน้ำมันในพื้นที่เพื่อเดินทางต่อไปยังอำเภอใกล้เคียงหรือจังหวัดข้างเคียง เมื่อมีข่าวความเสี่ยงระดับโลก จึงสะท้อนเป็น “ความกลัวในระดับครัวเรือน” ทันที

หนังสือด่วนที่สุดจากอำเภอแม่สาย ออก 6 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อตัดวงจรความตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น ที่ว่าการอำเภอแม่สายออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ขอความร่วมมือสถานีบริการน้ำมันและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ สาระสำคัญประกอบด้วย

  1. จัดลำดับการจำหน่ายให้ประชาชนสัญชาติไทยและกลุ่มที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น การเกษตร การเดินทาง การขนส่ง เป็นลำดับแรก
  2. งดการจำหน่ายน้ำมันโดยกรอกใส่ภาชนะอื่น ยกเว้นกรณีจำเป็นเพื่อการเกษตรหรือก่อสร้าง โดยให้ลงทะเบียนชื่อ กิจกรรม และปริมาณ
  3. กำกับการเติมน้ำมันของชาวต่างชาติให้ลงทะเบียนทุกครั้ง และให้สถานีบริการพิจารณาจำกัดปริมาณหรือปฏิเสธการขายได้ หากพบว่าปริมาณมากเกินความจำเป็นหรือเหตุผลไม่สมควร
  4. สกัดพฤติกรรมเวียนเติม หากพบการเติมมากกว่า 1 ครั้งต่อวันให้ปฏิเสธการขาย
  5. ขอให้ประชาชนกระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียง หากพื้นที่แม่สายมีปริมาณไม่เพียงพอ
  6. หากพบการกักตุนหรือการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้แจ้งหน่วยงานพลังงานจังหวัดเพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

หนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอำเภอแม่สาย เพื่อสื่อสารไปยังหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการให้ถือปฏิบัติร่วมกัน

รัฐบาลย้ำปริมาณสำรองยังเพียงพอ พร้อมจัดหานอกตะวันออกกลาง

ขณะที่พื้นที่ชายแดนต้องรับมือด้าน “ความเชื่อมั่น” กระทรวงพลังงานออกมาให้ข้อมูลเพื่อสกัดข่าวลือ โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกักตุน โดยระบุปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือรวมกับน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งรวม 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ต่อเนื่องราว 60 วันในกรณีเลวร้ายที่ไม่สามารถจัดหาเพิ่มได้ทันที พร้อมแนวทางให้ผู้ค้าจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดแรงกระแทกด้านราคา

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางสะท้อนแนวคิดเดียวกับพื้นที่แม่สาย คือทำให้ตลาด “ไหลตามปกติ” โดยไม่ให้ความกลัวเร่งให้ระบบเกิดภาวะตึงตัวก่อนเวลา

ภาพ : https://discoveryalert.com.au/strait-of-hormuz-energy-security-2026/

เหตุใดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้คนเชียงรายกังวล

แม้เชียงรายอยู่ไกลจากอ่าวอาหรับ แต่ต้นทุนพลังงานคือโครงสร้างพื้นฐานของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทางข้ามอำเภอ การขนส่งสินค้าเกษตรจากไร่สู่ตลาด การท่องเที่ยวในฤดูกาลร้อน ไปจนถึงต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย

รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือการปิดกั้นการเดินเรือ ย่อมสร้างแรงกดดันต่อราคาและความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลก ส่วนการประเมินของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกก็เตือนว่าการหยุดชะงักของเส้นทางนี้สามารถกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคและทำให้ราคาผันผวนรุนแรงขึ้น

เมื่อข่าวความเสี่ยงเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านสื่อออนไลน์ ความหมายจึงถูก “แปล” กลายเป็นคำถามง่าย ๆ ของประชาชนว่า “พรุ่งนี้น้ำมันจะหมดไหม” ซึ่งเป็นจุดที่การสื่อสารภาครัฐต้องทำงานเร็วและแม่นยำกว่าข่าวลือ

มิติชายแดนและความเสี่ยงการเวียนเติม

มาตรการในแม่สายให้ความสำคัญกับการเวียนเติมและการเติมปริมาณมากผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติ เพราะในพื้นที่หน้าด่าน การคาดการณ์ “ส่วนต่างราคา” สามารถกระตุ้นแรงจูงใจให้เกิดการนำไปขายต่อหรือกักตุนเพื่อเก็งกำไรได้ง่าย หากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวในวงกว้าง ผลลัพธ์จะตกกับคนในพื้นที่ทันที ทั้งเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องจักร ทั้งครัวเรือนที่ต้องเดินทาง และทั้งผู้ประกอบการขนส่งที่แบกรับต้นทุนรายวัน

ในอีกด้าน มาตรการห้ามกรอกใส่ภาชนะยกเว้นกรณีจำเป็นและต้องลงทะเบียน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมมีโอกาสเกิดอัคคีภัยและอุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของภาคเหนือช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน

กฎหมายคุมเข้มกักตุนและฉวยโอกาส ข้อควรรู้ของประชาชน

จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ย้ำว่าหากพบการกักตุน ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร สามารถเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ระบุโทษทางอาญาสูงสุดได้ถึงจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส ประชาชนสามารถใช้สายด่วนกรมการค้าภายในหมายเลข 1569 ซึ่งเป็นช่องทางมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาสินค้าและบริการ รวมถึงช่องทางของหน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัดตามที่มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่

เศรษฐกิจฐานรากแพ้ข่าวลือมากกว่าวิกฤตจริง

แกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “น้ำมัน” แต่คือ “ความเชื่อมั่น” เพราะหากประชาชนเติมตามปกติ ระบบขนส่งจะทยอยเติมสต็อกตามรอบ การกระจายเชื้อเพลิงยังเดินต่อได้ แต่หากคนจำนวนมากเชื่อว่าของจะหมดพร้อมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือระบบถูกดึงให้ตึงเกินศักยภาพ จนเกิดการขาดช่วงเทียม และกลายเป็นภาพยืนยันข่าวลือแบบย้อนกลับ

ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ความตึงตัวทางพลังงานส่งผลเป็นลูกโซ่เร็วกว่าเมืองชั้นใน เพราะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า การเดินทางข้ามแดน และบริการท่องเที่ยวที่ใช้รถเป็นหลัก หากราคาผันผวนหรือเชื้อเพลิงขาดช่วง แม้เพียงบางพื้นที่ ก็สามารถกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยได้ทันที ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงรถรับจ้างในชุมชน

อีกชั้นหนึ่งคือผลต่อการท่องเที่ยวฤดูร้อน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นฤดูกาลกิจกรรมในหลายอำเภอของเชียงราย หากค่าใช้จ่ายเดินทางเพิ่มขึ้น ย่อมลดแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มขับรถเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ

เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด แนวทางที่หน่วยงานพื้นที่พยายามสื่อสารสามารถสรุปเป็นข้อปฏิบัติที่ทำได้ทันที

  1. เติมตามความจำเป็นจริง หลีกเลี่ยงการเติมเกินปกติโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  2. งดกรอกใส่ภาชนะ หากมีเหตุจำเป็นด้านเกษตรหรือก่อสร้างให้ดำเนินการตามระบบลงทะเบียนของสถานีบริการ
  3. หากอยู่ในแม่สายและพบว่าปั๊มบางแห่งคิวหนาแน่น ให้พิจารณากระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียงตามคำแนะนำของภาครัฐ
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก โดยเฉพาะประกาศกระทรวงพลังงานและหน่วยงานจังหวัด
  5. หากพบการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล การฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกักตุน ให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือหน่วยงานจังหวัดตามช่องทางที่ประกาศไว้

เมื่อมาตรการในพื้นที่ต้องเดินคู่ข้อมูลจากส่วนกลาง

เหตุการณ์ความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันในแม่สายสะท้อนความจริงสำคัญว่า วิกฤตพลังงานในโลกปัจจุบันไม่ได้เดินทางด้วยเรือหรือน้ำมันเท่านั้น แต่เดินทางด้วย “ข้อมูล” และ “อารมณ์” เมื่อข่าวความเสี่ยงแพร่กระจายเร็วกว่าเชื้อเพลิงที่ถูกขนส่ง ระบบบริหารจัดการจึงต้องตอบสนองด้วยมาตรการที่ชัดเจนและสื่อสารให้ทัน

หนังสือด่วนที่สุดของอำเภอแม่สายเป็นตัวอย่างของการจัดการเชิงพื้นที่ที่พยายามรักษาความเป็นธรรมให้คนในพื้นที่ก่อน ลดแรงจูงใจการกักตุน และป้องกันพฤติกรรมเวียนเติมที่ทำให้ตลาดเสียสมดุล ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเรื่องปริมาณสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน คือสารที่ต้องถูกส่งถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติความตื่นตระหนกตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน บทเรียนที่ชัดที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่การเติมให้เต็มถัง แต่คือการรักษาสติให้เต็มใจ แล้วปล่อยให้ระบบทำงานตามปกติภายใต้กติกาที่เข้มงวดและเป็นธรรม

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ 1 มีนาคม 2569 รวม 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน ตามข้อมูลกระทรวงพลังงาน
  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ตามรายงาน World Oil Transit Chokepoints ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ
  • โทษสูงสุดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ข้อมูลสำรองน้ำมันและมาตรการดูแลสถานการณ์ วันที่ 1 มีนาคม 2569

  • U.S. Energy Information Administration รายงาน World Oil Transit Chokepoints อัปเดตข้อมูลเส้นทางคอขวดพลังงาน

  • Emirates News Agency รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์จากเศษซากการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ วันที่ 3 มีนาคม 2569

  • กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการและบทกำหนดโทษ

  • กรมการค้าภายใน ข้อมูลช่องทางร้องเรียนสายด่วน 1569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายประกาศคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ ย้ำให้คนไทยและเกษตรกรก่อน

เชียงรายคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดแห่เติมและกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ สั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำจัดสรรให้คนไทยและภาคเกษตรก่อน

เชียงราย,3 มีนาคม 2569 – ภาพคิวยาวหน้าสถานีบริการน้ำมันในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอชายแดนอย่างแม่สาย กลายเป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางของชีวิตประจำวัน เมื่อข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์และการบอกต่อในชุมชน จนเกิดพฤติกรรมแห่เติมน้ำมันและซื้อกักตุนในระยะเวลาอันสั้น

เหตุการณ์ที่เริ่มจากความกังวลในระดับโลก กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกปลอดภัยของคนท้องถิ่นในระดับตำบล เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นต้นทุนของการเดินทาง การขนส่งสินค้า การทำเกษตร และการทำมาค้าขายในเมืองชายแดนที่มีการเคลื่อนไหวของผู้คนและยานพาหนะตลอดทั้งวัน

จากไฟสงครามไกลตัว สู่แรงสั่นสะเทือนหน้าแท่นจ่าย

ท่ามกลางรายงานข่าวนานาชาติที่ระบุถึงการสู้รบและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้หลายประเทศในภูมิภาคปิดน่านฟ้าและยกระดับการเตือนภัย ความกังวลของประชาชนในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น แต่รวมถึงคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือจะมีน้ำมันพอเติมหรือไม่ และถ้าขาดช่วงจะกระทบการทำกินอย่างไร

จุดเปราะบางของความเชื่อมั่นอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่ถูกจับตาในทุกวิกฤตตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นหนึ่งในคอขวดพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยข้อมูลของหน่วยงานพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผ่านช่องแคบนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงมากของการขนส่งทางทะเลของโลก และความเสี่ยงเพียงระยะสั้นก็สามารถกระตุ้นตลาดและความตื่นตระหนกได้ทันที

ในพื้นที่ชายแดน ความกังวลยิ่งทวีคูณ เพราะแม่สายเป็นศูนย์กลางการเดินทาง การค้าชายแดน และการขนส่งข้ามพื้นที่ หากการเติมน้ำมันสะดุด แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบจะลามไปถึงรถขนส่งสินค้า รถรับจ้าง ร้านค้า และครัวเรือนที่ต้องเดินทางทำงาน

ภาพหน้างานแม่สาย น้ำมันขาดช่วงบางแห่ง ชี้ปัญหาเกิดจากความต้องการพุ่งฉับพลัน

การลงพื้นที่ตรวจติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 มีนาคม 2569 พบว่าสถานีบริการน้ำมันในอำเภอแม่สายและอำเภอแม่จันบางแห่งมีปริมาณคงเหลือจำกัด และบางแห่งหมดสต็อกชั่วคราว โดยผู้ประกอบการยืนยันจะเร่งเติมเข้าระบบในช่วงเช้าวันถัดไป

รายงานยังสะท้อนบริบทชายแดนที่ทำให้สถานการณ์อ่อนไหวกว่าพื้นที่อื่น เมื่อมีข้อมูลว่าฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็กมีการจำหน่ายน้ำมันบรรจุขวดขนาด 700 มิลลิลิตร ในราคาขวดละ 250 บาท ซึ่งยิ่งกระตุ้นการรับรู้ของผู้คนว่าเชื้อเพลิงอาจตึงตัวและมีความเสี่ยงด้านราคา

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายในพื้นที่ชี้ตรงกันว่า ปัญหาหลักในวันเกิดเหตุไม่ใช่การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงเกินปกติในช่วงเวลาสั้น จนการกระจายสินค้าในพื้นที่บางจุดตามไม่ทัน เมื่อผู้คนจำนวนมากตัดสินใจเติมให้เต็มถังพร้อมกัน ระบบโลจิสติกส์ของสถานีบริการซึ่งมีรอบเติมและปริมาณสำรองประจำวันย่อมถูกกดดันในทันที

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำให้สิทธิคนไทยและเกษตรกรก่อน

เพื่อสกัดความตื่นตระหนกไม่ให้ลุกลามและป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีข้อกำชับให้สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งถือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ เน้นการจัดลำดับสิทธิให้ประชาชนไทยและภาคเกษตรเป็นลำดับแรก งดการจำหน่ายใส่ภาชนะโดยไม่มีเหตุจำเป็น ควบคุมการเติมปริมาณมากและการเวียนเติม รวมทั้งแนะนำให้กระจายการเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความต้องการหนาแน่น

มาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญในเชิงปฏิบัติการ คือทำให้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ในระบบถูกส่งไปถึงกิจกรรมจำเป็นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน การขนส่งสินค้า การทำไร่นา และงานบริการสาธารณะ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมที่อาจก่ออันตรายได้

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับการจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรการและไม่เปิดช่องให้ฉวยโอกาสจากความวิตกของประชาชน

กระทรวงพลังงานชี้ปริมาณสำรองยังเพียงพอ เร่งจัดหานอกตะวันออกกลาง และใช้กลไกราคาเพื่อลดแรงกระแทก

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน กระทรวงพลังงานออกมาสื่อสารประเด็นความมั่นคงทางพลังงานว่า ปริมาณสำรองในประเทศยังอยู่ในระดับรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ พร้อมประสานผู้ค้าน้ำมันให้เตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งและการพึ่งพาพื้นที่ความขัดแย้ง

ด้านมาตรการด้านราคา มีรายงานว่ารัฐบาลเดินหน้าคงมาตรการตรึงราคาดีเซลในช่วงสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยหากราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางคือ การตัดวงจรความตื่นตระหนกด้วยข้อมูลจริง เพราะหากประชาชนแห่เติมพร้อมกันต่อเนื่อง จะเกิดภาวะขาดแคลนเทียมจากพฤติกรรมผู้บริโภคเอง แม้ระบบรวมยังมีสินค้าเพียงพอ

กฎหมายคุมกักตุนและฉวยโอกาสยังมีผลบังคับ ใช้โทษอาญาเป็นกลไกคุมตลาด

ในมิติการบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดเชียงรายย้ำว่าหากพบการกักตุน การปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร หรือการกระทำใดที่เข้าข่ายทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักด้านการกำกับความเป็นธรรมทางการค้า โดยมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุกและปรับ

ช่องทางร้องเรียนที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ตรวจสอบและแจ้งเบาะแส รวมถึงสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และช่องทางของหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดการกระจายข่าวลือในชุมชน

วิเคราะห์แรงกดดันเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทำไมแม่สายจึงสะเทือนก่อน

ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่มองว่า แม่สายมีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่นจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกคือความหนาแน่นของการเดินทางข้ามพื้นที่ และพฤติกรรมเติมน้ำมันของรถที่ต้องวิ่งงานทั้งวัน เมื่อเกิดข่าวลือหรือความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ใช้รถจำนวนมากมักเลือกเติมให้เต็มถังเพื่อกันความเสี่ยง ส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มแบบฉับพลัน

ปัจจัยที่สองคือบริบทชายแดนที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดของเชื้อเพลิงในเชิงราคาและความพร้อมใช้ การมีรายงานราคาจำหน่ายแบบบรรจุขวดในฝั่งท่าขี้เหล็ก แม้เป็นข้อมูลเฉพาะจุด ก็มีผลเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าน้ำมันกำลังตึงตัวและอาจแพงขึ้น

ปัจจัยที่สามคือความเร็วของข่าวสารในโลกออนไลน์ เมื่อข่าวความขัดแย้งระดับภูมิภาคถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำว่า ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตพลังงานในความรับรู้ของผู้คน ทำให้ความกลัวแพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง ทั้งที่ในเชิงข้อมูล ช่องแคบดังกล่าวเป็นคอขวดพลังงานสำคัญจริง และความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ตลาดผันผวนได้ แต่การแปลความสู่การกักตุนในระดับครัวเรือนกลับทำให้ปัญหาเลวร้ายลง

บทเรียนการสื่อสารสาธารณะ เมื่อข่าวโลกกระทบชุมชน ต้องให้ข้อมูลเร็วและสม่ำเสมอ

กรณีเชียงรายสะท้อนบทเรียนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในยุคข่าวสารไหลเร็ว คือรัฐต้องสื่อสารให้เร็วพอที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และต้องสื่อสารสม่ำเสมอจนกว่าความวิตกจะลดลง

ฝ่ายจังหวัดจึงใช้แนวทางสองขาเดินพร้อมกัน ขาแรกคือมาตรการควบคุมพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความขาดแคลนเทียม เช่น งดขายใส่ภาชนะ คุมการเวียนเติม และจัดลำดับความสำคัญการจำหน่าย ขาที่สองคือการยืนยันปริมาณสำรองและแผนจัดหาจากส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่าระบบยังเดินได้และไม่มีเหตุผลต้องแย่งซื้อ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดแรงกระแทกต่อทั้งจังหวัด

หนึ่ง เติมน้ำมันตามความจำเป็น หลีกเลี่ยงการเติมซ้ำในวันเดียวโดยไม่มีเหตุจำเป็น และหลีกเลี่ยงการซื้อกักตุนใส่ภาชนะ เพราะนอกจากทำให้ระบบตึงตัว ยังเสี่ยงอันตรายจากการเก็บรักษาไม่ถูกต้อง

สอง หากอยู่ในพื้นที่แม่สายที่มีความหนาแน่น ให้พิจารณากระจายการเติมไปพื้นที่ใกล้เคียงตามคำแนะนำของจังหวัด เพื่อลดคอขวดหน้าแท่นจ่าย

สาม ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก และเมื่อพบการปฏิเสธจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล การกักตุน หรือการฉวยโอกาสขึ้นราคา ให้แจ้งสายด่วนและหน่วยงานที่ประกาศไว้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบทันที

ปิดท้ายจากเชียงรายถึงโลก ความมั่นคงพลังงานเริ่มที่วินัยของผู้ใช้

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ อาจเป็นภาพข่าวที่ดูไกล แต่กรณีเชียงรายแสดงให้เห็นว่า ข่าวโลกสามารถสะท้อนลงมาเป็นพฤติกรรมหน้าแท่นจ่ายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นใจต่อ “ของจำเป็น” ที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ชี้ว่าเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ไม่ได้มีแค่น้ำมันในถังสำรองหรือมาตรการรัฐเท่านั้น แต่คือสติของสังคมในการใช้ทรัพยากรตามความจำเป็น และการร่วมกันไม่สร้างความขาดแคลนเทียมให้กับบ้านของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อัลจาซีรา รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • S. Energy Information Administration บทวิเคราะห์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน เผยแพร่ 16 มิถุนายน 2568
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลสายด่วน 1569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย หนุนงบอนุรักษ์ประเพณี 9 ชาติพันธุ์ ปั้นดงมหาวันสู่แหล่งท่องเที่ยวส่งออกวัฒนธรรม

บ้านป่าสักงาม โมเดลพหุวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า สู่การเป็นห้องเรียนมีชีวิตแห่งเชียงราย


เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – สายลมหนาวปลายปีพัดผ่านทุ่งดอกดาวเรืองสีทองของบ้านป่าสักงาม ขณะที่เสียงปี่ เสียงกลอง และภาษาชนเผ่านานานับไม่ถ้วนขับขานรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วจังหวัด ภายใต้ฉากหลังของภูเขาและหมอกบางยามเช้า ชุมชนเล็ก ๆ แห่งอำเภอเวียงเชียงรุ้งกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง ในฐานะ “ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมมีชีวิต” ของจังหวัดเชียงราย

เช้าวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ตำบลดงมหาวัน แน่นขนัดไปด้วยประชาชนจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์ เยาวชน นักเรียน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 250 คน ที่มาร่วมในพิธีเปิด โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวัน” โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.เชียงราย ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น และคณะกรรมการชุมชนร่วมเป็นสักขีพยาน

โครงการดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็น “กลไกกลาง” เชื่อมร้อยอัตลักษณ์ของทั้ง 9 ชนเผ่า เข้ากับการพัฒนาชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการจัดงานเทศกาลเพื่อความคึกคักในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่เรียนรู้มรดกของตนเอง และใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของบ้านป่าสักงามในระยะยาว

ที่สำคัญ บทความข่าวชิ้นนี้มิได้อ้างตนเป็นงานวิชาการหรือบทความเชิงวิจัย หากแต่เป็น รายงานข่าวเชิงลึก” ที่รวบรวมข้อมูลจากเอกสารออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ ข่าวประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ และคำบอกเล่าของคนในชุมชน ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนาชุมชนจะเข้ามาเพิ่มเติม แก้ไข และต่อยอดข้อมูล เพื่อให้ภาพของบ้านป่าสักงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการรวมตัว 9 ชนเผ่า สู่ “คุ้มเวียงราชพลี”

บ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) หมู่ที่ 9 ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2547 จากการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง อาข่า ลาหู่ ลีซู เมี่ยน จีนยูนนาน ไทลื้อ ไทใหญ่ และคะฉิ่น รวมประมาณ 304 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,500 คน

การรวมตัวครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัย หากยังเป็นการ “ต่อรองสถานะ” กับสังคมภายนอก ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่เพียง “ผู้บุกรุกป่า” หรือ “แรงงานอพยพไร้ตัวตน” หากแต่เป็นพลเมืองที่มีวัฒนธรรม ทุนทางความรู้ และศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

ชื่อ “เวียงราชพลี” หรือที่คนในพื้นที่บางครั้งเรียกว่า “บ้านเวียงฟ้า” สะท้อนความใฝ่ฝันของชุมชนที่จะยกระดับหมู่บ้านให้เป็น “เวียง” หรือเมืองน้อย ๆ ที่มีศักดิ์ศรีและความสง่างาม ท่ามกลางภูมิประเทศแบบที่ราบสลับเนินเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำเกษตรผสมผสานและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชุมชนได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางภาษา ความเชื่อ และประเพณี ผ่านการตั้งคณะกรรมการกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่า ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างหมู่บ้านกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานประเพณี กีฬาเยาวชน และกิจกรรมจิตอาสาในระดับตำบล

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน แสงสว่าง และน้ำสะอาด ที่ทำให้หมู่บ้านไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้จะเป็นหมู่บ้านชายขอบ แต่บ้านป่าสักงามไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐละเลย แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน (อบต.ดงมหาวัน) ระบุโครงการสำคัญหลายโครงการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับการท่องเที่ยว เช่น

  • การก่อสร้างถนนลาดยางและถนนแอสฟัลต์คอนกรีต เส้นทางบ้านป่าสักงาม–เวียงราชพลี–ที่ทำการ อบต.ดงมหาวัน รวมระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
  • การติดตั้งไฟกิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ใน 11 หมู่บ้านของตำบล ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรยามค่ำคืนและลดต้นทุนค่าไฟของท้องถิ่น
  • การพัฒนาหนองไคร้ หมู่ 9 ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และกำจัดผักตบชวาอย่างเป็นระบบ
  • การจัดทำระบบกรองน้ำดื่มชุมชนและบ่อบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง
  • การติดตั้งระบบเสียงตามสายในหมู่บ้าน เพื่อใช้กระจายข่าวสารจากภาครัฐและชุมชน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล

แม้โครงการเหล่านี้จะเป็นเพียง “โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน” หากแต่มันคือรากฐานสำคัญในการทำให้ชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีศักดิ dignity และเปิดประตูให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของ 9 ชนเผ่าได้สะดวกขึ้น

9 ชนเผ่า 1 ชุมชน พหุวัฒนธรรมที่หายใจได้

เสน่ห์ของบ้านป่าสักงามอยู่ที่การที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสวัฒนธรรมของ 9 ชนเผ่าได้ในพื้นที่เดียว การเดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตรอาจได้ยินทั้งเสียงภาษาม้ง อาข่า ลาหู่ และคำเมืองสลับไปมา ราวกับกำลังเดินอยู่ใน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

  • กลุ่มม้ง มีบทบาทเด่นในงานประเพณีปีใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ดงมหาวัน ทั้งในด้านงบประมาณและพื้นที่จัดงาน งานปีใหม่ม้งจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลของเผ่าตนเอง หากยังเป็นเวทีให้ชนเผ่าอื่นและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการแต่งกาย การเล่นลูกข่าง ขว้างลูกช่วง และการละเล่นดั้งเดิม
  • กลุ่มลีซู อาข่า ลาหู่ และเมี่ยน สืบทอดภูมิปัญญาด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง การจัดการป่า และการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน วัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าผูกพันกับการดูแลป่า น้ำ และภูเขา ซึ่งกลายเป็นฐานคิดสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน
  • กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่ นำวัฒนธรรมแบบที่ราบลุ่มน้ำและล้านนามาผสมผสาน ทั้งการทอผ้า อาหาร และประเพณีทางพุทธศาสนา ทำให้ชุมชนสามารถเชื่อมต่อกับสังคมเมืองเชียงรายได้อย่างกลมกลืน
  • กลุ่มจีนยูนนาน มีบทบาทด้านการค้าและอาหาร สร้างสีสันให้ตลาดชุมชนด้วยเมนูจีนยูนนานและชาร้อนบนดอย
  • กลุ่มคะฉิ่น แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ยังคงรักษาการฟ้อนรำ “มาเนา” และพิธีกรรมเฉพาะตัวไว้ เป็นหลักฐานของการเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติที่ยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 9 เผ่ามิใช่เรื่องง่าย ความต่างทางภาษาและศาสนามักสร้างความไม่เข้าใจในระยะแรก แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนใช้ “ประเพณีร่วม” และ “พื้นที่กิจกรรมร่วม” เป็นเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่งานกีฬาเด็กและเยาวชนตำบล การบวชลูกแก้ว การทำบุญหมู่บ้าน ไปจนถึงการจัดตลาดวัฒนธรรมในช่วงเทศกาลสำคัญ ทำให้ความต่างค่อย ๆ กลายเป็นพลัง

ม่อนดาวเรือง ดอกไม้สีทองที่เปลี่ยนภูเขาให้เป็นเวทีท่องเที่ยว

หากพูดถึงบ้านป่าสักงามในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพที่มักปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์คือ ม่อนดาวเรือง” – ทุ่งดอกดาวเรืองสีเหลืองทองบนเนินเขา ที่สมาชิกในชุมชน 18 ครอบครัวร่วมกันพัฒนา

เริ่มต้นจากการมองหา “พืชเศรษฐกิจ” ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสามารถสร้างภาพจำให้หมู่บ้านได้ ชาวบ้านจึงทดลองปลูกดอกดาวเรืองในพื้นที่บนเขา ปรับผังแปลงให้เป็นมุมมองกว้างรับกับภูเขาและท้องฟ้า เมื่อถึงฤดูดอกบาน ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นผืนผ้าสีทองดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมาถ่ายภาพและชมวิว

รายได้จากการขายดอกดาวเรืองตัดดอก และค่าบริการเล็กน้อยจากจุดชมวิวกลายเป็นรายได้เสริมของครอบครัว ขณะที่ภาพของม่อนดาวเรืองยังถูกใช้เป็น “หน้าตา” ของคุ้มเวียงราชพลีในการประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรมและเทศกาลต่าง ๆ ของตำบลดงมหาวันอีกด้วย

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าในพื้นที่จำกัด สร้างรายได้โดยไม่ทำลายภูเขาจนเกินสมดุล และยังผูกโยงการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

เงาแห่งความเปราะบาง ปัญหาที่ดินและสิทธิของคนชายขอบ

ภายใต้ภาพสวยงามของดอกไม้และชุดชนเผ่าหลากสี บ้านป่าสักงามยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะ ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน

จากข้อมูลข่าวร้องเรียนของชุมชนในช่วงปลายปี 2566 มีการระบุว่าชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือนถูกผู้ถือเอกสารสิทธิรายหนึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยและทำกินมานานกว่า 15 ปี พร้อมแจ้งให้ย้ายออกภายในระยะเวลาอันสั้น สร้างความกังวลและความไม่มั่นคงด้านชีวิตให้กับประชาชนทั้ง 9 ชนเผ่า

ประธานกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่าได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่จากป่ารกร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตทางการเกษตรของอำเภอ การให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คนต้องโยกย้ายในเวลาอันจำกัดจึงไม่เพียงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ยังเป็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบการจัดการที่ดินของรัฐ

แม้ข้อพิพาทจะยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาและตรวจสอบ แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้ชุมชนแข็งแกร่งเสมอไป หากไม่มีหลักประกันเชิงโครงสร้างรองรับ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของผู้คน

พิธีเปิดโครงการ 20 ธันวาคม 2568 เวทีประกาศเจตจำนงของชุมชน

บรรยากาศในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่เพียงงานรื่นเริง หากแต่เป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ของชุมชนต่อสาธารณะว่า บ้านป่าสักงามต้องการเดินหน้าบนเส้นทางของ “การอนุรักษ์ควบคู่การพัฒนา”

โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวันที่เปิดตัวในวันดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของทั้ง 9 ชนเผ่าให้เกิดความยั่งยืน
  2. เสริมสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน
  3. พัฒนาศักยภาพชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับจังหวัดเชียงราย

ภายในงานมีการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า การเดินแฟชั่นชุดประจำเผ่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด เช่น ผ้าปัก เครื่องเงิน เครื่องจักสาน และอาหารพื้นถิ่นที่ผสมผสานอิทธิพลจีน–ล้านนา–ชนเผ่าบนดอยอย่างลงตัว

การที่ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกสภาจังหวัดและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า บ้านป่าสักงามไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสมรภูมิการรักษาอัตลักษณ์และสิทธิในพื้นที่ของตนเอง

เยาวชน สะพานเชื่อมอดีตสู่อนาคต

หัวใจสำคัญของการที่หมู่บ้านแห่งนี้จะยืนหยัดได้ในระยะยาวคือ “เยาวชน” ชุมชนบ้านป่าสักงามใช้วิธี “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” เป็นหลัก ตั้งแต่การให้เด็ก ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ประเพณีปีใหม่ม้ง ฝึกเต้นรำและร้องเพลงของแต่ละเผ่า ไปจนถึงการช่วยพ่อแม่ขายสินค้าวัฒนธรรมในงานเทศกาล

เมื่อเยาวชนได้เห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และความภาคภูมิใจ พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง มากกว่าการละทิ้งหมู่บ้านไปหางานในเมืองใหญ่

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ภาษาไทยกลางและภาษาคำเมืองควบคู่กับภาษาชนเผ่า ทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมาในฐานะ “คนพหุวัฒนธรรม” ที่สื่อสารได้หลายภาษา เข้าใจทั้งโลกของชุมชนบนดอยและโลกสมัยใหม่ในเมือง ชุดทักษะนี้นับเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของพื้นที่ชายขอบอย่างเวียงเชียงรุ้ง

ข้อสังเกตเชิงนโยบายและคำชวนคิดถึงสังคมวงกว้าง

กรณีของบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ภาระ หากได้รับการออกแบบให้เป็นทรัพยากร ชุมชนที่มี 9 ชนเผ่าสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างความสามัคคีได้จริง เมื่อมีเวทีให้ทุกเผ่ามีตัวตนและเสียงของตนเอง โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิในที่ดินคือเงื่อนไขฐานรากของการพึ่งพาตนเอง ถนน น้ำสะอาด ไฟฟ้า และระบบสื่อสาร ช่วยให้หมู่บ้านเข้าถึงโอกาสจากภายนอก แต่หากสิทธิในที่ดินยังไม่มั่นคง ความพยายามทั้งหมดอาจถูกสั่นคลอนในพริบตา เยาวชนคือสะพานเชื่อมอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต หากคนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของภาษาตนเอง งานฝีมือของบรรพบุรุษ และภูมิปัญญาการจัดการป่า เชียงรายและประเทศไทยก็จะมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่แข็งแรงไว้ต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

ในมุมของสังคมวงกว้าง บ้านป่าสักงามอาจเป็นเพียงชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแผนที่เชียงราย แต่สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดตามเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ มันคือ “พื้นที่ทดลอง” สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่าง การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ และการต่อรองสิทธิของคนชายขอบในระบบรัฐชาติสมัยใหม่

บทความข่าวนี้ทำหน้าที่เพียง “บันทึกชั่วคราว” จากข้อมูลที่สืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตและคำบอกเล่าจากพื้นที่ อาจยังมีช่องว่าง ความคลาดเคลื่อน หรือมุมมองที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผู้เขียนและกองบรรณาธิการพร้อมอย่างยิ่งหากนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รู้ในพื้นที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ตรวจสอบ และปรับแก้ เพื่อให้เรื่องราวของบ้านป่าสักงามถูกเล่าอย่างรอบด้านและเป็นธรรมที่สุด

เพราะท้ายที่สุด ความเข้มแข็งของคุ้มเวียงราชพลีมิใช่เพียงความสามารถในการจัดงานประเพณีหรือดึงดูดนักท่องเที่ยว หากแต่คือความสามารถในการยืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะรักษารากเหง้าของตนเอง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • “แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570” ขององค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน ว่าด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสื่อสารในพื้นที่หมู่ที่ 9
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME