Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล. จับมือ บพท. พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มฟล. จับมือ บพท. เปิดตลาด Appropriate Technology ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากในเมืองชายแดน การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกำลังถูกตั้งคำถามว่า ต้องเริ่มจากการอัดเม็ดเงิน หรือเริ่มจากการยกระดับศักยภาพคนและชุมชนให้ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการจริง คำตอบหนึ่งปรากฏชัดขึ้นที่อำเภอเชียงแสน เมื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Appropriate Technology Business Matching Event ครั้งที่ 1 เพื่อเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีที่เหมาะสม และทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จับต้องได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ด้วยยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท จากผลงานสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน

ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงงานขายของชุมชนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณของรูปแบบตลาดใหม่ที่ให้คุณค่าแก่เรื่องเล่า วัสดุ การใช้งาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกยกระดับด้วยการออกแบบสมัยใหม่ บนพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีและมรดกวัฒนธรรมของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีความสำคัญต่อภาพจำของเชียงรายในระดับประเทศ

ประเด็นเด่นที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงแสน จากเมืองเก่าสู่ตลาดใหม่ที่ขายได้จริง

แกนหลักของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่แนวคิด Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้จริง และไม่สร้างภาระเกินกำลังชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับรากความคิดเรื่องเทคโนโลยีขนาดพอดีและเหมาะกับสังคม โดยเน้นความเรียบง่าย ความคุ้มค่า และการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าความล้ำสมัยที่ชุมชนดูแลต่อไม่ได้

ยกระดับขีดความสามารถชุมชนให้ซึมซับเทคโนโลยีได้

อีกคำสำคัญที่ถูกย้ำตลอดโครงการคือ Absorptive Capacity หรือขีดความสามารถในการมองเห็นคุณค่าความรู้ใหม่จากภายนอก นำมาปรับใช้ และต่อยอดให้เกิดผลเชิงพาณิชย์ งานวิชาการคลาสสิกของ Cohen และ Levinthal ชี้ว่า ความสามารถนี้เป็นหัวใจของการเรียนรู้และนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกชุมชนจะนำความรู้ใหม่ไปใช้ได้ทันที หากไม่มีฐานความรู้เดิมและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ในบริบทเชียงแสน แนวคิดดังกล่าวถูกแปลให้เป็นรูปธรรมผ่านการทำงานกับนวัตกรชุมชน 50 คน และเป้าหมายการเพิ่มรายได้ครัวเรือน 112 ครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามที่ระบุในกรอบงานและเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ของโครงการ

เวทีในเมืองเก่า เมื่อของที่ระลึกต้องก้าวข้ามคำว่าแบบเดิม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน บรรยากาศการค้าแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทดลองตลาดที่มีผู้ซื้อเป้าหมายอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มจัดประชุมสัมมนา และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกต่อผลิตภัณฑ์ การตั้งเวทีลักษณะนี้ทำให้ชุมชนได้เห็นทันทีว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความพร้อมใช้งาน คุณภาพวัสดุ การกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า และเรื่องเล่าที่จับใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าชุมชนในเมืองท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในภาพจำของของฝากราคาย่อมเยา ซื้อครั้งเดียวจบ เมื่อผู้ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวผ่านทาง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มให้ค่ากับประสบการณ์และตัวตน การแข่งขันจึงย้ายจากการขายถูกไปสู่การขายความหมาย และนั่นทำให้เชียงแสนมีแต้มต่อ เพราะเมืองนี้มีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ ศิลปะ ลุ่มน้ำโขง และวิถีชายแดนอยู่แล้ว

เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ใช่คำสวย แต่คือกลไกสร้างรายได้

หัวใจของ Appropriate Technology ในกิจกรรมนี้ คือการหยิบเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาทำให้ขายได้จริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งจนชุมชนรับไม่ไหว การทำงานไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ผลิตสินค้า แต่เริ่มจากโจทย์ตลาด แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า ชุมชนมีอะไรอยู่ในมือบ้าง และจะเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบใด

ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิด Appropriate Technology ยังทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองชุมชนจากความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เพราะในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ชุมชนไม่อยากพัฒนา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน ใช้ทักษะ และใช้การบำรุงรักษาเกินกำลังมาวางไว้ แล้วปล่อยให้ชุมชนรับภาระต่อเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้จริง

บทบาท มฟล. กับการเชื่อมวิจัยลงสู่ดิน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับตลาด โดยพาแนวคิด AI และการสร้างต้นแบบมาช่วยให้ชุมชนเห็นภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น ลดการลองผิดลองถูกที่กินต้นทุนเวลาและเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสินค้าตามความชอบของผู้ผลิต แต่เป็นการทำสินค้าที่มีเหตุผลเชิงตลาดรองรับตั้งแต่ต้น

กระบวนการนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่ที่เน้นให้เกิดผลลัพธ์จริงต่อครัวเรือน โดยบพท. ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มีภารกิจขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกลไกทุนวิจัย

เสียงจากภาคธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อบอกโจทย์ตรงหน้า

หนึ่งในช่วงที่สะท้อนภาพการเรียนรู้ร่วมกันคือการให้ข้อเสนอแนะจาก บริษัท ไก่ตัวดี ซึ่งเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสร้างสรรค์ โดยให้มุมมองว่า สินค้าของนวัตกรเชียงแสนมีพัฒนาการก้าวกระโดด เข้าใจวัสดุและการใช้งานมากขึ้น แต่ยังต้องปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมทำได้ต่อเนื่อง

ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสารที่ชัดเจนว่า สินค้าชุมชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาต่ำสุดเสมอไป หากสามารถกำหนดตำแหน่งในตลาดแบบ Niche ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและไมซ์ที่ต้องการของที่มีเรื่องเล่า ใช้ได้จริง และสื่อสารภาพลักษณ์สถานที่จัดงานหรือแบรนด์ขององค์กรได้

ตัวเลข 96,719 บาท กับความหมายที่มากกว่ายอดขาย

ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายให้สินค้าที่ผ่านการคิดมาแล้ว ทั้งในด้านดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน และการเล่าเรื่อง จุดนี้ต่างจากงานออกร้านทั่วไปที่ยอดขายขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดิน เพราะในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ผู้ซื้อจำนวนไม่มากก็สามารถสร้างผลลัพธ์สูงได้ หากเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจตัดสินใจและมีการใช้งานต่อในระบบธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดคือการเพิ่มรายได้สุทธิให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รายได้ครั้งคราว

มาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ

เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อจากภาคธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องมาตรฐาน การผลิตให้สม่ำเสมอ และการส่งมอบตรงเวลา นี่คือด่านที่หลายชุมชนสะดุด เพราะการผลิตแบบครัวเรือนอาจยังไม่พร้อมสำหรับคำสั่งซื้อที่ต้องการคุณภาพเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างแบรนด์ที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

สินค้าพรีเมียมต้องมีแบรนด์ แต่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงโดยไม่ทำให้เรื่องเล่าถูกทำให้บางลง คือโจทย์สำคัญ หากเชียงแสนจะเดินไปสู่ภาพเมืองมรดกที่ทันสมัย ชุมชนต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความจริงแท้ของท้องถิ่น

ช่องทางตลาดหลังจบงาน

งานจับคู่ธุรกิจเป็นตัวเร่ง แต่ตลาดยั่งยืนต้องมีช่องทางหลังงาน ทั้งการเชื่อมกับโรงแรม ร้านของที่ระลึกคุณภาพสูง ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้รายได้กระจายตลอดปี ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะอีเวนต์

ก้าวต่อไปของเชียงแสนในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ ววน.

ในภาพนโยบายระดับประเทศ แนวทางยกระดับรายได้ครัวเรือนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง โดยกรอบเป้าหมายที่เผยแพร่ผ่านระบบข้อมูลภาครัฐด้านวิจัย ระบุการมุ่งยกระดับรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับพื้นที่

เมื่อเชียงแสนถูกยกเป็นพื้นที่ทดลองที่เชื่อมวิจัย นวัตกรรมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกัน เมืองเก่าจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบถ่ายรูปแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรายได้หมุนเวียนจริง และถ้ากลไกนี้ทำงานได้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะคนรุ่นใหม่ให้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นอาชีพ เป็นรายได้ และเป็นความภาคภูมิใจ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที

หนึ่ง เลือกพัฒนาสินค้าที่เริ่มจากโจทย์การใช้งานจริง ไม่เริ่มจากของที่ทำถนัดอย่างเดียว
สอง สร้างเรื่องเล่าของสินค้าให้ชัด ตั้งแต่ที่มา วัสดุ ความหมาย และวิธีใช้ เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมกล้าจ่าย
สาม รวมกลุ่มกันเพื่อคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ เพราะคำสั่งซื้อจากธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ
สี่ ใช้เวทีจับคู่ธุรกิจเป็นพื้นที่รับคำวิจารณ์ ไม่ใช่พื้นที่ขายอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากผู้ซื้อคือทางลัดในการพัฒนาสินค้า
ห้า วางแผนช่องทางขายต่อเนื่องหลังงาน ทั้งร้านพันธมิตร โรงแรม และออนไลน์ เพื่อให้รายได้ไม่สะดุด

สถิติและข้อมูลสำคัญจากกิจกรรมและกรอบโครงการ

  • วันที่จัดกิจกรรม 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน จากสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน
  • นวัตกรชุมชนเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา 50 คน
  • เป้าหมายครัวเรือน 112 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามกรอบผลลัพธ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกิจกรรมและเป้าหมายโครงการ MFU GAIl จากข้อความรายละเอียดที่ผู้ใช้แนบ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ข้อมูลภาพรวมสถานที่และบทบาทแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ บพท ข้อมูลภารกิจและบทบาทหน่วยงาน
  • แนวคิด Absorptive Capacity อ้างอิงจากบทคัดย่อผลงาน Cohen และ Levinthal ปี 1990 เรื่อง Absorptive Capacity A New Perspective on Learning and Innovation
  • แนวคิด Appropriate Technology ภาพรวมแนวคิดและนิยามเชิงสาธารณะจากแหล่งอ้างอิงสากล
  • เพจ เชื่อม รัด มัด ร้อย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์สู้ฝุ่นเชียงราย 2569: ส่งเสริมปลูกชาเลือดมังกรแทนการเผา และสร้างเครือข่ายอาสาจิ๋วในโรงเรียน

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM2.5 ผนึกทหาร อุทยาน ปภ. และโรงเรียน สร้างทางรอดสองทางคู่ขนาน ลดการเผาในป่า สร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหายใจของภาคเหนือในฤดูแล้งมักไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่ภาพท่องเที่ยวพยายามเล่า หากแต่เป็นบททดสอบซ้ำซากของชุมชนที่อยู่ชิดป่า ชิดเขา และชิดแนวลมที่พาฝุ่นละเอียดเข้ามาเกาะอยู่ในปอดของผู้คนแบบมองไม่เห็น เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ภาพท้องฟ้าที่ขุ่นมัวกับกลิ่นควันจาง ๆ กลายเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานรัฐต้อง “ทำให้เร็ว” และ “ทำให้ถึง” ก่อนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะลุกลามไปเป็นวิกฤตบริการสาธารณสุข และกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายสะท้อนแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 แบบขยับไปอีกขั้นจากการบังคับใช้มาตรการเพียงอย่างเดียว สู่การทำงานเชิงรุกที่พยายามปิดช่องโหว่ต้นตอของปัญหา และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนกับเยาวชนกลายเป็นกำลังร่วม โดยมีสองภาพใหญ่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ภาพแรกคือกิจกรรมของมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ลงพื้นที่บ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ ควบคู่รณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ภาพที่สองคือโครงการ Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดในโรงเรียนพื้นที่อำเภอเวียงแก่น เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่น

สองภาพนี้เชื่อมกันด้วยโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ “การห้ามเผา” ไม่กลายเป็นเพียงประกาศบนกระดาษ และทำอย่างไรให้ “การเฝ้าระวังฝุ่น” เป็นทักษะชีวิตที่ฝังอยู่ในชุมชน

บ้านห้วยหญ้าไซ แม่สรวย ใช้กำลังจิตอาสาและงานพัฒนาอาชีพ ลดแรงผลักให้เกิดการเผา

กิจกรรมที่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จัดขึ้นโดยมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” บูรณาการร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคีที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบการฝึกอบรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามพระราชดำริในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

แกนของกิจกรรมไม่ได้หยุดแค่การรณรงค์ดับไฟป่า แต่พยายาม “แตะที่ชีวิตจริง” ของคนในพื้นที่ ซึ่งมักอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำและมีข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาส และช่องทางประกอบอาชีพ หน่วยงานจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาอาชีพ การพัฒนาคนทุกช่วงวัย การสร้างความมั่นคงทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หนึ่งในกิจกรรมที่ถูกยกเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้าง คือการให้ความรู้เรื่อง “ชาเลือดมังกร” และมอบพันธุ์ต้นชาให้ประชาชนเพื่อนำไปปลูกเป็นอาชีพเสริม แนวคิดนี้ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่เชื่อมรายได้เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดแรงจูงใจที่จะกลับไปใช้วิธีจัดการพื้นที่แบบเผา เพราะเมื่อคนมีรายได้ทางเลือกที่มั่นคงขึ้น ความจำเป็นในการเร่งเปิดพื้นที่ด้วยไฟย่อมลดลง

ผู้จัดระบุว่าในกิจกรรมมีประชาชนเข้าร่วม 60 คน และดำเนินการควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดเชียงรายปี 2569 ที่กำหนดช่วงขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน

ในเชิงความหมาย นี่คือการประกาศว่า “ฤดูห้ามเผา” ไม่ใช่แค่เรื่องความสงบเรียบร้อย แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และเป็นการป้องกันความสูญเสียทรัพยากรป่าต้นน้ำที่สัมพันธ์กับระบบน้ำและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนในระยะยาว

เวียงแก่น เปิดห้องเรียนสู้ฝุ่น สร้าง Dust Patrol ให้เด็กเป็นผู้สื่อสารความเสี่ยงในบ้านตัวเอง

อีกด้านหนึ่งของจังหวัด ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลา 09.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม “Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น” ณ โรงเรียนสมถวิลจินตมัยบ้านห้วยแล้ง ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ภายใต้โครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ โดยมีปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเวียงแก่นเป็นประธานเปิด และมีผู้แทนหน่วยงานด้านแผน นโยบาย ป่าไม้ ปภ. เทศบาล สาธารณสุข ตลอดจนผู้บริหารและคณะครูร่วมสนับสนุนการเรียนรู้

ตัวเลขผู้เข้าร่วมสะท้อนภาพที่ควรมองให้ไกลกว่า “กิจกรรมในโรงเรียน” เพราะมีเด็กนักเรียนเข้าร่วม 40 คน ซึ่งเท่ากับมี “40 ครอบครัว” ที่มีโอกาสได้รับการสื่อสารความเสี่ยงจากคนในบ้านของตนเอง หากเด็กเหล่านี้สามารถนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังค่า PM2.5 การสังเกตอาการเสี่ยง หรือการบอกเล่าพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง

หัวใจของ Dust Patrol คือทำให้เยาวชนเป็นผู้เฝ้าระวังและผู้สื่อสารความเสี่ยงในชุมชน เด็กถูกปลูกฝังความรู้และบทบาทในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในทางสังคมศาสตร์ นี่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ช่วยให้มาตรการรัฐไม่ขาดตอนเมื่อพ้นช่วงวิกฤต เพราะความรู้ถูกกระจายลงไปถึงระดับครัวเรือน

มาตรฐานฝุ่นกับความจริงในชีวิต เมื่อค่าฝุ่นไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของชุมชน

คำว่า PM2.5 มักถูกพูดจนชาชิน แต่ในทางการแพทย์และสาธารณสุข ฝุ่นขนาดนี้เล็กพอจะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึก และสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยคู่มือการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดระดับเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ โดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นฐาน และชี้ว่าเมื่อความเข้มข้นเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องยกระดับมาตรการแจ้งเตือนและการตอบโต้ด้านสาธารณสุข

ด้านมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทย มีกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนแบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 1 ปีไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกใช้เป็นกรอบกำกับในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการมลพิษอากาศ

เมื่อเอาตัวเลขมาตรฐานมาวางทับบนความเป็นจริงของชุมชน การ “ห้ามเผาเด็ดขาด” จึงไม่ใช่การตัดอาชีพของคน แต่เป็นการตัดความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนทั้งจังหวัด เพราะวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง มันไม่ได้เลือกทำร้ายเฉพาะผู้เผา แต่กระทบถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และคนทำงานกลางแจ้งที่ไม่มีทางเลือกหลบเลี่ยง

ในระดับสากล งานวิชาการที่สรุปแนวทางคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2021 ชี้ว่า WHO แนะนำค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้มงวดกว่าหลายประเทศและสะท้อนหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่สะสมต่อเนื่อง

ความต่างระหว่างเกณฑ์สากลกับมาตรฐานภายในประเทศ ทำให้โจทย์ของเชียงรายไม่ใช่แค่ทำให้ “ต่ำกว่ามาตรฐานไทย” แต่ต้องทำให้ “ต่ำพอ” สำหรับคนในชีวิตจริง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงที่เกี่ยวพันกับไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

อ่านยุทธศาสตร์เชียงรายจากสองกิจกรรม ทำไมต้องพัฒนาอาชีพคู่กับสร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

หากมองเชิงยุทธศาสตร์ สองกิจกรรมในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตอบโจทย์ปัญหาแบบสองขา

ขาแรกคือการลดแรงผลักทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดการเผา แนวทางส่งเสริมอาชีพอย่างชาเลือดมังกรถูกนำเสนอในฐานะอาชีพเสริมที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์และสร้างรายได้ เป็นการพยายามทำให้ชุมชน “อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟ” และทำให้มาตรการห้ามเผามีโอกาสถูกยอมรับมากขึ้น เพราะคนเห็นทางออก

ขาที่สองคือการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงจากฐานรากผ่านเยาวชน Dust Patrol ทำให้ข้อมูลคุณภาพอากาศและความรู้ด้านสุขภาพไม่ได้วิ่งจากรัฐลงมาข้างเดียว แต่ย้อนกลับขึ้นไปได้ผ่านเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ลดปัญหาข่าวลวงและความเข้าใจผิดเรื่องการป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง

นอกจากนี้ คู่มือด้านสาธารณสุขยังชี้ว่าการบริหารจัดการฝุ่นต้องพึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศจากหลายแหล่ง รวมถึงระบบเฝ้าระวังของหน่วยงานรัฐและข้อมูลดาวเทียม เพื่อใช้สื่อสารแจ้งเตือนและประกอบการตัดสินใจ นัยสำคัญคือ เมื่อจังหวัดลงทุนสร้าง “คน” ให้ใช้ข้อมูลได้จริง ข้อมูลเหล่านี้จะไม่กลายเป็นกราฟที่คนดูแล้วผ่านไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้

ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ชัดในช่วงห้ามเผา 86 วัน

เมื่อกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดยาวต่อเนื่อง 86 วัน ความท้าทายที่ตามมาคือความเสี่ยงของ “การฝ่าฝืนเงียบ” ที่เกิดในพื้นที่ห่างไกล การทำให้มาตรการมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก และการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นคือความเป็นธรรมของมาตรการ หากชุมชนถูกขอความร่วมมือเข้ม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง การไถกลบ หรือทางเลือกอาชีพ มาตรการจะยืนอยู่บนความเปราะบางของคนจนที่สุด ดังนั้นกิจกรรมแบบห้วยหญ้าไซจึงเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐพยายามเติมองค์ประกอบที่ขาด ไม่ใช่เพียงเพิ่มระดับความเข้มงวด

ส่วนในมุมสุขภาพ เด็กที่เป็น Dust Patrol ต้องได้รับการดูแลไม่ให้แบกรับความกังวลเกินวัย การสื่อสารความเสี่ยงควรเน้นความรู้ที่ทำได้จริง เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง การใช้หน้ากากที่เหมาะสม และการสังเกตอาการผิดปกติของคนในบ้าน โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก

บทสรุป เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การสร้างภูมิคุ้มกันของจังหวัด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 บอกเล่าว่าเชียงรายกำลังขยับแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 จากการไล่ดับเหตุไปสู่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้จังหวัด ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพในพื้นที่ป่า การประกาศมาตรการห้ามเผาในช่วงวิกฤต และการสร้างเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังที่ทำให้ความรู้เดินทางได้ไกลกว่าห้องประชุม

คำถามสำคัญจากนี้คือจังหวัดจะทำให้สองขานี้เดินไปพร้อมกันได้นานแค่ไหน เพราะฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่จบในฤดูเดียว หากเชียงรายทำให้การห้ามเผาไม่เป็นสงครามระหว่างรัฐกับชุมชน และทำให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นพลเมืองที่อ่านข้อมูลคุณภาพอากาศเป็น เชื่อมโยงสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมเป็น จังหวัดก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเปลี่ยนฤดูควันให้กลายเป็นฤดูของการเรียนรู้ร่วมกัน และลดความสูญเสียที่เคยถูกมองเป็นเรื่องปกติไปทีละน้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เปิดตัว “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” 15 เมตร สานภูมิปัญญา 4 ชนเผ่า ตอกย้ำ UNESCO City of Design

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ผลงานชิ้นเอกแห่งภูมิปัญญาล้านนาและการออกแบบระดับ UNESCO

เชียงราย,11 พฤศจิกายน 2568ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาสูง 15 เมตร ถักทอด้วยภูมิปัญญา 4 ชนเผ่า สืบสานพระปณิธานพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอกย้ำสถานะ “City of Design” จังหวัดเชียงราย ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย บรรยากาศของการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงงานรื่นเริงตามปกติธรรมดา แต่กลายเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านการออกแบบของจังหวัดเชียงรายในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design)” ของ UNESCO อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านงานศิลปะชิ้นเอกที่ชื่อว่า “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ซึ่งเป็นต้นคริสต์มาสไม้ไผ่สานสูงกว่า 15 เมตร ที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชนเผ่าบนยอดดอยถึง 4 กลุ่มชาติพันธุ์

ซึ่งกำหนด 26 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จะถูกประดับด้วยแสงไฟนับพันดวงจะส่องประกายขึ้นพร้อมกัน เวลาสร้างสรรค์ยาวนานหลายเดือน ในงานจะมีพิธีเปิดไฟอย่างยิ่งใหญ่ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมากในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดเชียงราย

รากฐานของความสำเร็จ พระปณิธานที่ยั่งยืน

การจัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง” ในครั้งนี้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) กับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัดเชียงราย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 เพื่อสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ดำเนินโครงการพัฒนาดอยตุงมาเป็นเวลากว่า 36 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชนเผ่าบนพื้นที่สูงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการพัฒนาดอยตุงได้รับการยกย่องในระดับสากลว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะหลักการ “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่แก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2556 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรอง “แนวปฏิบัติสากลว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก (United Nations Guiding Principles on Alternative Development)” ซึ่งมีรากฐานมาจากประสบการณ์ของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ

ผลงานชิ้นเอก ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา

ภายใต้แนวคิด “The Magic of Chiang Rai” ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์โดยทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงสร้างหลัก ซึ่งสูงกว่า 15 เมตร โดยมีต้นคริสต์มาสขนาดเล็กอีก 6 ต้นล้อมรอบ สะท้อนถึงภูเขาหมอกแห่งดอยตุงและความหลากหลายของชนเผ่าในพื้นที่

สิ่งที่ทำให้ผลงานนี้โดดเด่นคือการประดับตกแต่งด้วยงานหัตถศิลป์จาก 4 ชนเผ่าหลักของเชียงราย ได้แก่ ชาวอาข่า ชาวลาหู่ ชาวลัวะ (ละว้า) และชาวไทใหญ่ โดยแต่ละลวดลายมีความหมายและเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ชาวอาข่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีงานปักและลูกปัดที่ประดับตกแต่งอย่างประณีต สื่อถึงความอ่อนโยนและความขยันอดทนของสตรีชนเผ่า ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าสู่ลูกหลาน ลวดลายของชาวอาข่ามักใช้ลูกปัดและงานปักที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสะท้อนถึงความศรัทธาและความงดงามของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม

ชาวลาหู่ โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตและการใช้สีตัดกันอย่างมีชีวิตชีวา สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับพลังงานของธรรมชาติและวิถีการดำรงชีวิต ผ้าทอของชาวลาหู่มีลักษณะที่โดดเด่นด้วยลวดลายที่สื่อถึงความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ชาวลัวะ (ละว้า) มีเอกลักษณ์ในการทอที่เน้นความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่น สื่อถึงความผูกพันกับผืนป่าและรากเหง้าของบรรพบุรุษ การทอผ้ามีความหนาแน่น ใช้เทคนิคมัดหมี่หรือมัดก่าน ลวดลายมีความเป็นเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่อากาศเย็น

ชาวไทใหญ่ นำเสนอลวดลายที่หลากหลายและซับซ้อน มักได้รับอิทธิพลจากลายน้ำไหลและดอกไม้บนดอยตุง สื่อถึงความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมล้านนา การทอมีเทคนิคที่หลากหลาย เช่น ซิ่นลายน้ำไหล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมล้านนาในพื้นที่ราบ แต่ถูกปรับให้เข้ากับวัสดุและฝีมือของดอยตุง

การผสมผสานงานหัตถศิลป์จาก 4 ชนเผ่านี้บนโครงสร้างไม้ไผ่สาน ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสามัคคี แต่ยังแสดงถึงการใช้วัสดุจากท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตามแนวทางที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้บุกเบิกมาอย่างยาวนาน

ยอดของต้นคริสต์มาสถูกประดับด้วยริบบิ้นสีทอง เป็นสัญลักษณ์แทนความจงรักภักดีและการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา

จาก Local สู่ Global ตอกย้ำ City of Design

ความสำคัญของต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้อยู่แค่ความงดงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น “ต้นแบบ (Prototype)” สำหรับการสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ นี่คือการตอกย้ำอย่างเป็นรูปธรรมถึงการเป็น City of Design ของเชียงราย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่งานศิลปะบริสุทธิ์ แต่ยังรวมถึงการออกแบบที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจให้กับชุมชนชนเผ่าอย่างยั่งยืน

การที่จังหวัดเชียงรายได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในสาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 นั้น เป็นผลมาจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวในช่วงที่เชียงรายได้รับการรับรองว่า เมืองสร้างสรรค์ทั้ง 55 เมืองที่ได้รับการยอมรับจาก UNESCO นั้น เป็นเมืองที่กำลังเป็นผู้นำในการเพิ่มการเข้าถึงวัฒนธรรมและกระตุ้นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

การส่งต่อ “ซอฟต์พาวเวอร์งานคราฟต์มาสเตอร์พีซ” จากดอยตุงสู่เวทีระดับประเทศ ทำให้เชียงรายเป็น “เดสติเนชันสำคัญของโลก” ในช่วงไฮซีซั่น ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเสน่ห์แห่งอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง

ธุรกิจเพื่อสังคม สร้างงานสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาที่ว่า “อะไรที่ชาวบ้านถนัดและทำได้ดีอยู่แล้ว ก็ไปเสริมให้ดียิ่งขึ้น” จึงมุ่งผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการทำธุรกิจแบบสากล โดยได้ว่าจ้างนักออกแบบมาทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีเอกลักษณ์ ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาดสากล

ผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังเป็นการสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนชนเผ่า ทำให้พวกเขาไม่ต้องพึ่งพาการปลูกฝิ่นหรือทำลายป่าอีกต่อไป

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยกล่าวว่า “วันนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทำงานต่างจากในอดีต เราไม่ได้เพียงแค่เข้าไปในพื้นที่และสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่เราทำสิ่งต่างๆด้วยการมีความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆเป็นลักษณะ Engagement เพิ่มมากขึ้น เราอยากมีเพื่อนที่เดินไปบนเส้นทางนี้มากขึ้น”

ในปี พ.ศ. 2557 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับรางวัลนิเคอิเอเชียจากหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวนิเคอิของประเทศญี่ปุ่น ในฐานะองค์กรยอดเยี่ยมของเอเชียด้านการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรม สะท้อนถึงการยอมรับในระดับสากลของผลงานที่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว เชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคเหนือ ตามสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี พ.ศ. 2567 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 6,193,932 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของนักท่องเที่ยวทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวรวม 25,783,263 คน โดยเชียงรายครองอันดับที่ 2 รองจากจังหวัดเชียงใหม่

การจัดงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ในช่วงไฮซีซั่น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวภาคเหนือเพื่อชมทะเลหมอกและสัมผัสอากาศหนาว

งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมความงดงามของต้นคริสต์มาสหมอกพันวาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชนเผ่าบนพื้นที่สูง รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2568 โดยมุ่งเป้าสู่การผลักดัน “ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก” ผ่านแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ซึ่งเชียงรายในฐานะ UNESCO City of Design ถือเป็นจุดขายสำคัญที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และความสามารถในการสร้างสรรค์ของไทย

ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เปิดพื้นที่ให้จัดงานและสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงาน แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ร่วมกับการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ได้ทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายทำหน้าที่ดูแลให้งานสอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและเทศบาลนครเชียงรายให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวก ในขณะที่จังหวัดเชียงรายทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือแบบบูรณาการนี้สะท้อนถึงความตระหนักร่วมกันว่า การพัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงแค่ความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

อนาคตของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย การที่ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาได้รับการพัฒนาเป็นต้นแบบให้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถถูกยกระดับและขยายผลไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นได้

การเป็น UNESCO City of Design ของเชียงรายไม่ใช่เพียงแค่ตราสัญลักษณ์ แต่เป็นความรับผิดชอบในการพัฒนาและส่งเสริมการออกแบบที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม

ในอนาคต จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมล้านนา ภูมิปัญญาชนเผ่า และความหลากหลายทางชีวภาพ ผสมผสานกับนวัตกรรมและการออกแบบร่วมสมัย

เสียงจากผู้เกี่ยวข้อง มุมมองที่หลากหลาย

แม้ว่าข้อมูลที่นำเสนอจะไม่มีคำกล่าวโดยตรงจากผู้บริหารในงานครั้งนี้ แต่จากการศึกษาผลงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพัฒนาดอยตุงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการทำงานที่ชัดเจน

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เคยกล่าวถึงหลักการทำงานว่า “เราต้องการให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการดำรงชีวิต ไม่ใช่บอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่ดีกว่า ที่ให้รายได้มากกว่า และยั่งยืนกว่า”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานของมูลนิธิที่เน้นการเสริมพลังให้กับชุมชน ไม่ใช่การเข้าไปแก้ปัญหาแบบชั่วคราว แต่เป็นการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว สำหรับชาวบ้านในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ผลงานเช่นต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่ชื่นชม แต่เป็นตัวแทนของความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของตนเอง เป็นการพิสูจน์ว่างานหัตถกรรมที่พวกเขาทำมาตลอดชีวิตนั้นมีคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจ

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โครงการได้ช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่กว่า 11,284 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรประมาณ 50,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 150 หมู่บ้าน ใน 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

รายได้ของครัวเรือนในโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปลูกข้าวโพดและพืชเชิงเดียวที่ให้รายได้น้อยและไม่แน่นอน เปลี่ยนมาเป็นการทำงานหัตถกรรม การปลูกกาแฟอาราบิก้า การปลูกมะคาเดเมีย และการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งให้รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่า ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการได้ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้กว่า 7,165 ไร่ ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แหล่งน้ำที่เคยแห้งขอดกลับมามีน้ำไหลตลอดปี และความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมา

ในด้านสังคม โครงการได้ช่วยลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ จากการที่ชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการปลูกฝิ่นหรือค้ายาเสพติด เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น และชุมชนมีความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเอง

ความท้าทายและโอกาส

แม้ว่าผลงานจะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ การรักษามาตรฐานคุณภาพของงานหัตถกรรมในขณะที่ต้องเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดเป็นเรื่องที่ต้องสมดุล การถ่ายทอดทักษะและภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ที่อาจมีความสนใจในอาชีพอื่นๆ มากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ก็เป็นโอกาสในการพัฒนา การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการออกแบบ การจัดการผลิต และการตลาด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงและการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ การเป็น UNESCO City of Design ช่วยเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเมืองสร้างสรรค์อื่นๆ ทั่วโลก เชียงรายสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของเมืองอื่นๆ ในเครือข่าย และนำความรู้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

บทเรียนสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงและการจัดงานเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ

  • การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของชุมชนและเคารพในภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่การนำเอารูปแบบการพัฒนาที่สำเร็จที่อื่นมาใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยน
  • การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องทำอย่างสมดุล ไม่ให้เกิดการแสวงหาผลกำไรจนลืมคุณค่าทางวัฒนธรรม และไม่ยึดติดกับการอนุรักษ์จนชุมชนไม่สามารถพัฒนาได้
  • ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถทำงานสำเร็จได้ด้วยตัวเอง การสร้างเครือข่ายและพันธมิตรที่เข้มแข็งช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
  • การพัฒนาต้องให้ชุมชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ไม่ใช่การพัฒนาให้ชุมชน แต่เป็นการพัฒนากับชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจ
  • การใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสามารถสร้างผลกระทบที่กว้างไกล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการพัฒนาแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

เชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ได้ด้วยการเดินทางมาชมผลงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” และงานศิลปะอื่นๆ ในงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

พิธีเปิดไฟครั้งยิ่งใหญ่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก “แก้ม วิชญาณี” ศิลปินเสียงทรงพลังที่จะมาสร้างสีสันให้กับงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนจากโครงการพัฒนาดอยตุงที่ผู้เข้าชมสามารถสนับสนุนชุมชนได้โดยตรง

การเดินทางมาชมงานไม่เพียงแต่เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรม และการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

มองไปข้างหน้า อนาคตของเชียงรายและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในระดับสากล ในอนาคต คาดว่าจะมีโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการออกแบบและหัตถกรรมร่วมสมัย โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ การจัดเวิร์กช็อป และการแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบและศิลปินจากทั่วโลก การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัด เช่น วัดร่องขุ่น พิพิธภัณฑ์บ้านดำ โครงการพัฒนาดอยตุง และชุมชนหัตถกรรม จะช่วยกระจายรายได้และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การสร้าง Virtual Tour การใช้ Augmented Reality เพื่อเล่าเรื่องราวของงานศิลปะและวัฒนธรรม และการสร้าง Platform สำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนออนไลน์ จะช่วยขยายการเข้าถึงและสร้างโอกาสใหม่ๆ

ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เชียงรายต้องพัฒนาในลักษณะที่ไม่ทำลายสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และคุณค่าของตนเอง แต่ใช้จุดแข็งเหล่านี้เป็นฐานในการสร้างความเจริญก้าวหน้าที่ยั่งยืน

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” และผลงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” เป็นมากกว่างานศิลปะหรือการจัดเทศกาล เป็นการสื่อสารที่ทรงพลังเกี่ยวกับคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน และศักยภาพของการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

จากต้นไม้ไผ่สานสูง 15 เมตรที่ตั้งอยู่หน้าศูนย์การค้า เราเห็นเรื่องราวของการสืบสานพระปณิธาน เห็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ถูกถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เห็นความพยายามของชุมชนในการพัฒนาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี เห็นความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และเห็นอนาคตของการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่คำนึงถึงคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

นี่คือ “The Magic of Chiang Rai” ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามที่มองเห็นได้ แต่เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • กระทรวงวัฒนธรรม – ข้อมูลการรับรอง UNESCO City of Design (2566)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย (2567)
  • สหประชาชาติ – United Nations Guiding Principles on Alternative Development (2556)
  • central pattana
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

นายกฯ ไทยเสนอพัฒนาภูมิภาค GMS ด้วยนวัตกรรมยั่งยืน

นายกฯ ย้ำพัฒนาไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืนในเวที GMS

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 8 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน โดยมีนายกรัฐมนตรีจากจีน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุม ในหัวข้อ “การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของไทย” นายกฯ ยืนยันว่าไทยจะเดินหน้าพัฒนาด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสังคมเท่าเทียม พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ไทยเน้นการพัฒนาแบบยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายกรัฐมนตรีได้เน้นถึงแนวทางการพัฒนาของไทยด้วยนวัตกรรมที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเชื่อว่าการพัฒนานวัตกรรมจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนานี้ตั้งเป้าที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

ยกย่อง 4 นวัตกรรมจากจีน และเชื่อมโยงสู่การพัฒนายุคใหม่

นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ยกย่อง 4 สิ่งประดิษฐ์สำคัญของจีนในอดีต ได้แก่ เข็มทิศ ดินปืน กระดาษ และการพิมพ์ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติ และย้ำว่าปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพจะช่วยผลักดันให้การพัฒนาในภูมิภาคเป็นไปอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ตัวอย่างความก้าวหน้าของไทยในด้านนวัตกรรม

  1. นวัตกรรมการเกษตร – นายกฯ ชูแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมของไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทำให้ราคาพืชผลมีเสถียรภาพ ส่งเสริมรายได้ของเกษตรกรและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด
  2. นวัตกรรมการเงิน – ไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีการเงินแบบไร้รอยต่อ ภายใต้โครงการ ASEAN Payment Connectivity ที่ช่วยให้สามารถชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน QR Code ได้สะดวก ลดภาระค่าธรรมเนียมและเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชนในภูมิภาค GMS
  3. การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา – รัฐบาลไทยมุ่งสนับสนุนการวิจัยในภาครัฐและเอกชน ผ่านมาตรการภาษีและพัฒนาทักษะบุคลากร โดยเชื่อว่าการลงทุนในนวัตกรรมจะช่วยสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว

การสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างครอบคลุม

น.ส.แพทองธาร ย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืน ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกระดับ ทั้งในภาคการเกษตร การเงิน และการวิจัย โดยคาดหวังว่าภายในปี 2573 ภูมิภาค GMS จะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืนได้

ไทยพร้อมร่วมมือเพื่อพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GMS ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 8 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE