Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเศรษฐกิจเชียงรายปี 68 ยอดเงินฝากธนาคารสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ครองตำแหน่งอันดับ 17 ทั่วไทย

Summary
  • อำเภอเมืองเชียงรายมียอดเงินฝากปี 2568 สูงถึง 50,730 ล้านบาท ติดอันดับ 17 ของไทย

  • ไทย-จีนเห็นชอบเพิ่ม “ด่านแม่สาย” เป็นประตูส่งออกผลไม้ ช่วยลดต้นทุนและระยะทาง

  • เตรียมใช้ระบบ e-Phyto แลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนเป็นประเทศแรกในอาเซียน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคน จีนและไต้หวันแห่เที่ยวเชียงรายคึกคัก

  • เศรษฐกิจเชียงรายโตแกร่งจากฐานการค้าชายแดนและการออมที่มั่นคงในรอบ 10 ปี

เชียงรายตื่น! เงินฝากพุ่ง 5 หมื่นล้าน ด่านแม่สายเปิดประตูส่งผลไม้สู่จีน ขณะนักท่องเที่ยวไหลกลับคึกคัก

เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ตัวเลขเศรษฐกิจรายอำเภอล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณชัดว่า อำเภอเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป ด้วยยอดเงินฝากรวมกว่า 50,730 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตขึ้นจากปี 2558 ถึง 15,925 ล้านบาท ทำให้จังหวัดเชียงรายก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 17 ของประเทศในกลุ่มอำเภอที่มียอดเงินฝากสูงสุด ไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นคือข่าวดีจากโต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแผนที่ส่งออกผลไม้ของภาคเหนือไปตลอดกาล

เชียงรายในแผนที่เศรษฐกิจไทย จุดยืนที่ไม่ใช่แค่ “เมืองรอง”

หลายคนอาจยังภาพเชียงรายในฐานะเมืองเล็กทางภาคเหนือที่ถูกบดบังด้วยแสงของเชียงใหม่ แต่ตัวเลขจากสถิติข้อมูลสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังบอกเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อำเภอเมืองเชียงราย มียอดเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง 50,730 ล้านบาท ณ ปี 2568 ซึ่งหากนำตัวเลขนี้เทียบกับหัวเมืองที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่มียอดเงินฝาก 45,320 ล้านบาท หรืออำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองที่อยู่ที่ 43,910 ล้านบาทแล้ว เชียงรายยืนอยู่เหนือทั้งคู่อย่างชัดเจน

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสิบปีก่อนในปี 2558 เงินฝากในอำเภอเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15,925 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังขยายฐานอย่างมั่นคงผ่านภาคการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่เชื่อมต่อกับตลาดจีนโดยตรง

แม่สาย ด่านทองคำที่กำลังจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในรอบเดือนเมษายน 2569 คือผลการประชุมระดับเทคนิคของคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ JTC-SPS ไทย–จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพฯ โดยมีนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายหยู เซี่ยนเทา รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานศุลกากรจีน หรือ GACC เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายจีน

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้สำหรับจังหวัดเชียงรายคือ ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันให้เพิ่ม “ด่านแม่สาย” เข้าไปในพิธีสารขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน โดยด่านแม่สายจะทำหน้าที่เป็นประตูนำเข้าและส่งออกผลไม้ไปยังด่านต่าลั่ว มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเดิมเส้นทางนี้ต้องอาศัยด่านอื่นที่อยู่ไกลออกไปเป็นทางผ่านหลัก

นายชัยวัฒน์ให้ความเห็นในการประชุมว่า การเพิ่มด่านแม่สายเข้าไปในพิธีสารครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะจะเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ประกอบการในช่วงฤดูส่งออกผลไม้ ลดระยะทาง ลดต้นทุน และช่วยให้ผลไม้สดจากภาคเหนือถึงมือผู้บริโภคชาวจีนได้เร็วและสดกว่าเดิม

ในแต่ละปี เส้นทางการค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจเชียงราย ทั้งการค้าผลไม้เขตร้อน ลำไย มะม่วง และสินค้าอื่น ๆ ที่ไหลข้ามชายแดนสู่ตลาดจีนรายวัน หากด่านแม่สายสามารถรับการรับรองอย่างเป็นทางการภายใต้พิธีสารนี้ได้เต็มรูปแบบ จะเป็นก้าวกระโดดสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการค้าของจังหวัดเชียงรายในตลาดโลก

ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ไทยอาจนำหน้าอาเซียน

นอกจากเรื่องด่านแม่สาย ผลการประชุม JTC-SPS ครั้งที่ 9 ยังมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลดีต่อภาคการค้าเกษตรในระยะยาว นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแผนทดสอบการแลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สุขอนามัยพืช หรือที่เรียกว่า e-Phyto ร่วมกัน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีน

ในบริบทของเชียงราย ระบบนี้มีความหมายสูงมากเพราะผู้ส่งออกผลไม้ผ่านด่านแม่สายจะไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบและมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการปล่อยสินค้า ขณะที่จีนยังได้เชิญชวนไทยร่วมพัฒนาระบบ Smart Customs เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการผลไม้เชียงรายนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกสบาย แต่คือการประหยัดเงินและลดความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง

นักท่องเที่ยวหวนคืน เชียงรายได้อานิสงส์จากกระแสภาคเหนือ

ขณะที่ตัวชี้วัดด้านเงินฝากสะท้อนพลังเศรษฐกิจในระยะยาว ตัวเลขท่องเที่ยวรายสัปดาห์ก็ยืนยันว่าเชียงรายกำลังเก็บเกี่ยวผลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยโดยรวม รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ ประจำสัปดาห์ที่ 17 ของปี 2569 ระหว่างวันที่ 20–26 เมษายน 2569 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 71,681 คน หรือร้อยละ 15.42

ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 26 เมษายน 2569 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.39 ในสัปดาห์เดียวกัน เชียงรายได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันที่กลับมาคึกคัก โดยในสัปดาห์ที่ 17 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนสูงสุดที่ 102,493 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 37.31 ขณะที่ไต้หวันกระโดดขึ้นมาถึงอันดับ 5 ด้วยจำนวน 18,482 คน เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในช่วงก่อนหน้า

กระแสนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในฤดูร้อนนี้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจเชียงรายในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดชายแดนซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

เชียงใหม่นำ เชียงรายตาม แต่ช่องว่างกำลังแคบลง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของภาคเหนือในแง่ยอดเงินฝาก อำเภอเมืองเชียงใหม่ยังคงครองอันดับหนึ่งของทั้งประเทศ นอกกรุงเทพและปริมณฑล ด้วยยอดเงินฝากสูงถึง 246,478 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 86,155 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 53.74 ซึ่งสะท้อนว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย

แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตสัมพัทธ์ในระยะ 10 ปี อำเภอเมืองเชียงรายเติบโตขึ้นคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่ด้อยกว่ากัน โดยจากฐานเงินฝากที่ต่ำกว่า เชียงรายมีพื้นที่ขยายตัวอีกมากหากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรแปรรูปสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตามแนวทางที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองอุดรธานี ที่มียอดเงินฝาก 91,250 ล้านบาท หรืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มี 129,710 ล้านบาท เชียงรายยังมีระยะห่างพอสมควร แต่ในแง่ศักยภาพเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ติดพรมแดนทั้งเมียนมาและลาว และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับจีนทางบกโดยตรง เชียงรายมีจุดแข็งที่เมืองอื่นในประเทศไม่มี

EEC ยังแกร่ง แต่เหนือก็ไม่ยอมแพ้

ในภาพรวมของประเทศ ข้อมูลยอดเงินฝากระดับอำเภอปี 2568 ยืนยันว่าโซนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นขั้วเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดนอกกรุงเทพฯ โดยอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โตขึ้นถึงร้อยละ 125.80 จาก 88,557 ล้านบาท เป็น 199,963 ล้านบาท ขณะที่อำเภอเมืองชลบุรีเติบโตร้อยละ 54.82 และอำเภอบางละมุงเติบโตร้อยละ 61.50

แต่ในขณะที่ EEC เติบโตเด่น ภาคเหนือก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอเมืองภูเก็ตเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่ร้อยละ 76.25 ขณะที่เชียงใหม่เติบโตร้อยละ 53.74 และเชียงรายเองก็กำลังขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณเตือนจากตะวันออกกลาง ที่เชียงรายต้องเฝ้าระวัง

ท่ามกลางตัวเลขเชิงบวก รายงานการท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 17 ยังระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 6.32 อยู่ที่ 110,072 คน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางแม้ว่าในสัปดาห์นั้นจะบวกร้อยละ 20.66 แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังติดลบสะสมถึงร้อยละ 31.65 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้น

สำหรับเชียงราย ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังคงเป็นกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่อ่อนตัวลงมีผลต่อเชียงรายน้อยกว่าจุดหมายอื่นในประเทศที่พึ่งพาตลาดตะวันตกมากกว่า

มองไปข้างหน้า เชียงรายและโอกาสที่กำลังประกอบร่างขึ้น

ทุกสัญญาณที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลช่วงเดือนเมษายน 2569 กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายไม่ใช่แค่จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วยการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การค้าชายแดนที่กำลังได้รับการสนับสนุนจากกรอบสนธิสัญญาระดับรัฐ และยอดเงินฝากที่เติบโตสะท้อนการสะสมความมั่งคั่งในชุมชน

การเพิ่มด่านแม่สายเข้าสู่พิธีสารผลไม้ไทย–จีน หากดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในเชียงรายโดยตรง ลดระยะทาง เพิ่มความเร็ว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ไร่จนถึงตลาดในจีน

ในขณะเดียวกัน ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยกับจีน จะเป็นตัวแปรที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าชายแดนในระยะยาว และหากไทยสามารถเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เชื่อมระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนได้สำเร็จ เชียงรายในฐานะด่านหน้าของเส้นทางนี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทุนจีนเชียงรายโตพุ่ง 31% ร้านอาหารท้องถิ่นเร่งชูจุดขาย GI และเมนูโลว์โซเดียมสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

Summary
  • ทุนจีนในร้านอาหารเชียงรายโตเฉลี่ย 31% ต่อปี กดดันผู้ประกอบการท้องถิ่น

  • เชียงรายต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไม่พึ่งพาเพียงรายได้จากการท่องเที่ยว

  • ปัญหาฝุ่น PM2.5 และพฤติกรรมผู้บริโภคสายสุขภาพกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้

  • ร้านกาแฟและ OTOP ต้องชูสตอรี่และอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ผ่านการไลฟ์สด

  • เมนูโลว์โซเดียมและอาหารปลอดภัยคือโอกาสใหม่ของเชียงรายในการดึงดูดลูกค้าคุณภาพ

ทุนจีน ร้านอาหารเชียงราย และโจทย์ดิจิทัลที่จังหวัดหลีกไม่พ้น

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่าเศรษฐกิจเชียงรายมักผูกอยู่กับภาพเมืองท่องเที่ยว เมืองชายแดน เมืองกาแฟ และเมืองวัฒนธรรม แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ปีนี้นักท่องเที่ยวจะมาเท่าไร หรือฤดูกาลท่องเที่ยวจะคึกคักแค่ไหน หากเป็นคำถามที่ตรงและแรงกว่านั้นว่า เชียงรายมีอะไรที่คนไม่ต้องมาถึงจังหวัดก็ยังซื้อได้ทุกวันหรือไม่ เพราะถ้าจังหวัดยังพึ่งรายได้จากการรอให้คนเดินทางมาถึงหน้าร้านอย่างเดียว เศรษฐกิจท้องถิ่นก็ย่อมเปราะบางกว่าที่ควรจะเป็นในยุคที่การซื้อขายบนหน้าจอมือถือกลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคไทยไปแล้ว

เศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอจังหวัดที่ปรับตัวช้า

ข้อมูลจาก ETDA ทำให้เห็นชัดว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไปแล้ว มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 อยู่ที่ 5.96 ล้านล้านบาท โดย B2C ครองสัดส่วนมากที่สุด และช่องทางขายที่นิยมยังเป็น e-Marketplace กับ Social Commerce อย่างเด่นชัด เมื่อหันมามองฝั่งการสื่อสารการตลาด MI GROUP ประเมินว่าปี 2569 เม็ดเงินโฆษณารวมจะอยู่ที่ 87,264 ล้านบาท และสื่อออนไลน์ยังเป็นพี่ใหญ่ของตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ และสื่อนอกบ้าน 25 เปอร์เซ็นต์ สองข้อมูลนี้วางอยู่บนข้อเท็จจริงเดียวกัน คือใครไม่อยู่ในโลกดิจิทัล ย่อมเสียโอกาสทั้งในสายตาผู้ซื้อและในสนามแข่งขันของธุรกิจ

สำหรับเชียงราย เรื่องนี้มีนัยพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งวัตถุดิบทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และชื่อเสียงของสินค้าเกษตรที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาด คือการรวมพลังของหน่วยงานและผู้ประกอบการเพื่อทำให้สินค้าเหล่านั้นกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน เหมือนกับที่บางจังหวัดในภาคเหนือเริ่มทำสำเร็จแล้ว ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ Digital Commerce ระบุว่า ความสำเร็จของ OTOP ภาคเหนือบน TikTok Shop ไม่ได้เกิดจากการแค่นำของขึ้นแพลตฟอร์ม แต่เกิดจากการทำไลฟ์สด การเล่าเรื่อง และการใช้ชื่อจังหวัดเป็นตัวสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ จังหวัดอย่างนครสวรรค์และลำปางจึงโดดเด่นขึ้นมาได้ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่เชียงรายว่า จะปล่อยให้คำว่า “ของดีเชียงราย” อยู่แค่ในโบรชัวร์ท่องเที่ยวหรือจะผลักให้กลายเป็นสินค้าที่กดสั่งได้ทุกวัน เพราะในโลกวันนี้ ผู้ซื้อไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่าไปเที่ยวที่ไหนดีเสมอไป แต่เริ่มจากคำว่าอยากกินอะไร อยากได้ของดีจากที่ไหน แล้วกดสั่งทันที

ทุนจีนในเชียงรายไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป

แรงกดอีกด้านที่ผู้ประกอบการเชียงรายมองข้ามไม่ได้ คือการขยายตัวของทุนจีนในธุรกิจร้านอาหารและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน วิจัยกรุงศรีระบุว่า มูลค่าการลงทุนของนิติบุคคลจีนในหมวดภัตตาคารและร้านอาหารเพิ่มจาก 947.8 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,143.4 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย 31.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนกลายเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าสูงสุดในหมวดนี้ เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมามองคู่กับเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ภาพจะยิ่งชัดขึ้น เพราะข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ณ มีนาคม 2569 เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีนิติบุคคล 1,899 ราย เพิ่มขึ้น 5.56 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และแม่สายยังเป็นพื้นที่ที่มีนิติบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือเชียงแสนและเชียงของ

ในทางทฤษฎี การเข้ามาของทุนใหม่อาจเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นกังวลคือการแข่งขันจะไม่อยู่บนฐานเท่ากัน ร้านอาหารเชียงรายจำนวนมากยังเป็นร้านครอบครัว ร้านชุมชน หรือธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตจากรสมือ เจ้าของร้าน และเครือข่ายลูกค้าเดิม ขณะที่ทุนใหม่จำนวนหนึ่งมาพร้อมระบบจัดซื้อ วัตถุดิบ เครือข่ายลูกค้า และศักยภาพในการรับความเสี่ยงด้านราคาได้มากกว่า ถ้าผู้ประกอบการเชียงรายยังใช้วิธีเดิม แข่งกันด้วยราคาหน้าร้านอย่างเดียว โอกาสเสียพื้นที่ให้ทุนใหญ่ย่อมมีมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลในตัวเมืองหรือโซนที่รับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจีน

อย่างไรก็ตาม ความเร็วและทุนหนาไม่ได้ชนะทุกอย่างเสมอไป สิ่งที่ทุนภายนอกทำได้ยากกว่าคือการสร้าง “เสน่ห์เชียงราย” แบบแท้จริง ร้านอาหารพื้นเมือง ร้านกาแฟที่เล่าเรื่องดอย ร้านที่ผูกกับชุมชนชาติพันธุ์ หรือร้านที่ใช้วัตถุดิบบนพื้นที่สูงโดยตรง ยังมีแต้มต่อที่ลอกเลียนได้ยาก ถ้าร้านเหล่านี้รู้จักเล่าเรื่องผ่านดิจิทัลให้คนภายนอกเห็นคุณค่าก่อนเห็นราคา พวกเขายังมีโอกาสรักษาพื้นที่ของตัวเองได้

ร้านอาหารเชียงรายกำลังเจอแรงกดหลายชั้นพร้อมกัน

ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไทยในรายงานวิจัยกรุงศรีสะท้อนว่า ปี 2568 ยังเป็นปีที่รายได้โตได้ แต่โตช้าลง รายได้รวมของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียง 2.0 ถึง 3.0 เปอร์เซ็นต์ จาก 14.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2567 ขณะที่ผู้ประกอบการที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 9.9 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ก็หดตัวเป็นครั้งแรกหลังโควิด ในระยะ 2569 ถึง 2571 รายได้รวมของธุรกิจยังคาดว่าจะโตต่อได้เฉลี่ย 2.9 ถึง 3.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ถูกบีบจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าแรง

สำหรับเชียงราย แรงกดเหล่านี้ยิ่งชัดขึ้นเพราะมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือฤดูฝุ่น PM2.5 ที่กระทบพฤติกรรมคนออกจากบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าในเขตเมืองเชียงรายและแม่สายมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ ร้านอาหารที่พึ่งพาพื้นที่กลางแจ้งหรือบรรยากาศ Outdoor จึงเสี่ยงต่อการเสียรายได้มากกว่าร้านปิดที่มีระบบกรองอากาศหรือปรับสภาพร้านรองรับวิกฤตนี้ได้

เรื่องที่สองคือกำลังซื้อที่อ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ตัดสินใจจากรสชาติอย่างเดียว แต่คิดถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่ยังยืนอยู่บนสูตรเดิมอย่างเดียวจึงยิ่งยากขึ้น ส่วนเรื่องที่สามคือการแข่งขันภายในตลาดกาแฟและคาเฟ่ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะล้นตัวในบางทำเล ข้อมูลในไฟล์ผู้ใช้ชี้ประเด็นเรื่อง Oversupply ของร้านกาแฟเชียงรายอย่างชัดเจน เมื่อประกอบกับต้นทุนการทำร้านที่สูงขึ้น การเข้ามาเปิดคาเฟ่แบบไม่มีจุดต่างจึงยิ่งเสี่ยงมากกว่าเดิม

เมืองกาแฟของไทย จะรอดด้วยจำนวนร้านไม่ได้อีกแล้ว

เชียงรายมีชื่อเสียงในฐานะเมืองกาแฟไทยมานาน ทั้งดอยช้าง ดอยตุง และพื้นที่ปลูกกาแฟบนที่สูงหลายแห่งล้วนมีฐานแฟนคลับของตัวเอง แต่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่พอจะทำให้ร้านอยู่รอดในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นทุกปี สิ่งที่รายงานในไฟล์ผู้ใช้ชวนคิดอย่างมากคือการชี้ว่าเชียงรายไม่ควรขายแค่กาแฟ แต่ควรขาย Origin ขายภูมิประเทศ ขายวิธีแปรรูป ขายรสชาติของระดับความสูง และขายประสบการณ์แบบ Gastronomy Tourism ควบคู่กันไป

นี่เป็นมุมคิดที่สำคัญ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงกาแฟดีได้จากหลายจังหวัด การแข่งขันของคาเฟ่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่ใครชงอร่อยกว่า แต่คือใครทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากาแฟแก้วนั้น “มีที่มา” และ “มีความหมาย” มากกว่า ตัวอย่างของสินค้า OTOP ภาคเหนือที่เติบโตบน TikTok Shop ก็ยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน เพราะสิ่งที่ขายได้ดีไม่ใช่ของที่อธิบายไม่ได้ แต่เป็นของที่มีราก มีเรื่อง และมีเหตุผลให้คนซื้อซ้ำ

สำหรับเชียงราย นี่แปลว่ากาแฟจากดอยไม่ควรถูกเล่าเพียงว่าเป็นกาแฟดี แต่ต้องเล่าว่ามาจากใคร ชุมชนไหน ปลูกอย่างไร เก็บแบบไหน และเชื่อมกับอาหารหรือประสบการณ์อะไรในจังหวัดได้บ้าง หากทำได้ คาเฟ่เชียงรายจะไม่ได้แข่งกันแค่ยอดคนเช็กอิน แต่สามารถแปลงประสบการณ์ที่คนได้รับตอนมาเที่ยว ให้กลายเป็นยอดซื้อซ้ำผ่านออนไลน์หลังกลับบ้านได้ด้วย

อาหารปลอดภัยและเมนูโลว์โซเดียม อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ของเชียงราย

ข้อมูลด้านสุขภาพคืออีกตัวแปรที่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นทางการแพทย์ เพราะในความเป็นจริง มันกำลังกลายเป็นประเด็นทางธุรกิจร้านอาหารด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปี 2568 จังหวัดมีผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ 35,953 ราย สูงสุดในภาคเหนือ และมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 2,412 รายที่เข้าถึงบริการฟอกไต ขณะเดียวกัน ข้อมูลในเอกสารผู้ใช้ซึ่งอ้างถึงการวิเคราะห์ของหมอโอ๊ค DoctorSixpack ชี้ให้เห็นว่าอาหารยอดนิยมหลายชนิดมีโซเดียมสูงมาก และหนึ่งในเมนูที่ถูกยกเป็นตัวอย่างชัดคือก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ซึ่งมีโซเดียมประมาณ 842 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา

เมื่อมองในบริบทเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะอาหารพื้นเมืองเหนือจำนวนไม่น้อยอร่อยด้วยรสเข้ม เค็ม มัน และเครื่องปรุงหมักดอง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของครัวล้านนา แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหม่ของร้านอาหารยุคต่อไป นั่นคือจะรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติไว้ได้อย่างไร ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่สามารถพัฒนาเมนูโลว์โซเดียม เมนูใช้วัตถุดิบออร์แกนิกจากดอย หรือเมนูพื้นเมืองแบบตีความใหม่ให้อร่อยและปลอดภัยกว่าเดิม อาจกลายเป็นผู้ชนะในระยะกลาง ไม่ใช่เพราะขายภาพสุขภาพอย่างเดียว แต่เพราะตอบโจทย์ครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ต้องการกินดีโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ประเด็นนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ร้านซึ่งปรับเมนูท้องถิ่นให้สมดุลขึ้น มักดึงดูดลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม เชียงรายเองก็มีเงื่อนไขพร้อม ทั้งวัตถุดิบพื้นที่สูง เกษตรอินทรีย์ และภาพลักษณ์เมืองที่ผู้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ หากเชื่อมเรื่องอาหารปลอดภัยเข้ากับเรื่องเล่าของชุมชนได้ เมนูเชียงรายอาจไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความสบายใจของผู้บริโภคไปพร้อมกัน

PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่คือต้นทุนใหม่ของธุรกิจร้านอาหาร

บทเรียนจากหลายปีหลังชัดเจนว่า PM2.5 กลายเป็นต้นทุนแฝงของเชียงรายไปแล้ว ทั้งต้นทุนด้านสุขภาพ ต้นทุนด้านการท่องเที่ยว และต้นทุนด้านการทำร้านอาหาร ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าพื้นที่เชียงรายมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ นั่นหมายความว่า ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ที่เคยขายบรรยากาศกลางแจ้ง วิวภูเขา หรือที่นั่งเปิดโล่ง ต้องคิดต้นทุนใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้นทุนใหม่นี้ไม่ได้มีแค่ค่าเครื่องฟอกอากาศ แต่รวมถึงการออกแบบร้าน การดูแลพื้นที่สีเขียว การจัดระบบระบายอากาศ และการสื่อสารกับลูกค้าให้มั่นใจในช่วงวิกฤตฝุ่น ถ้าร้านใดลงทุนเรื่องนี้ได้ก่อน ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตเป็นข้อได้เปรียบได้ เพราะในวันที่คนยังอยากออกไปใช้ชีวิตแต่กังวลเรื่องอากาศ ร้านที่สร้างความมั่นใจได้จะถูกเลือกก่อนเสมอ

ทางออกของเชียงราย ไม่ใช่ต้านดิจิทัล แต่ต้องใช้ดิจิทัลขยายตัวตนท้องถิ่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าทั้งทุนจีน ต้นทุนร้านอาหาร สุขภาพผู้บริโภค PM2.5 และการแข่งขันของคาเฟ่ ล้วนชี้ไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า เชียงรายไม่อาจใช้สูตรเศรษฐกิจแบบเดิมต่อไปได้ จังหวัดต้องเปลี่ยนจากเมืองที่รอคนมาใช้เงินหน้าร้าน ไปสู่เมืองที่ทำให้คนรู้จัก เชื่อใจ และซื้อสินค้าของจังหวัดได้แม้ไม่เดินทางมาถึงพื้นที่

หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การทิ้งความเป็นท้องถิ่น แต่คือการยกความเป็นท้องถิ่นขึ้นมาเป็นจุดขายใหม่ให้ชัดกว่าเดิม ร้านอาหารเชียงรายที่สู้ได้ในระยะต่อไป อาจไม่ใช่ร้านที่ถูกที่สุด แต่เป็นร้านที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุด ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจริง ปรับเมนูให้เข้ากับสุขภาพคนยุคใหม่ รับมือฝุ่นและต้นทุนสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และเชื่อมต่อผู้บริโภคผ่านดิจิทัลได้ต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐเองต้องขยับจากการส่งเสริมแบบกิจกรรม ไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนระยะยาว ทั้งเรื่องฐานข้อมูลผู้ประกอบการ การอบรมไลฟ์คอมเมิร์ซ การทำแบรนด์จังหวัด การออกแบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย และการผลักดันสินค้าชุมชนให้พร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์จริง ไม่ใช่พร้อมเพียงในเวทีแสดงสินค้า

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างโอกาสกับแรงกดดัน ด้านหนึ่ง จังหวัดมีทุนทางวัฒนธรรม วัตถุดิบ GI กาแฟ ชา อาหาร และทำเลชายแดนที่ทรงพลัง แต่อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังถูกเร่งด้วยทุนข้ามพรมแดน ต้นทุนร้านอาหารที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว และปัญหาสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจเต็มตัว

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว จังหวัดอาจเติบโตได้แค่ตามฤดูกาล แต่ถ้าเชียงรายเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยทั้งประเทศซื้อรสชาติ เรื่องเล่า และอัตลักษณ์ของเชียงรายได้ทุกวันผ่านออนไลน์ จังหวัดจะมีฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่ามาก

ในระยะต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุดหรือทุนหนาที่สุดเสมอไป แต่คือผู้ประกอบการที่เข้าใจว่าโลกใหม่ไม่ได้ขายแค่สินค้า หากขายทั้งความจริงใจ เรื่องราว สุขภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ลอกเลียนไม่ได้ และถ้าเชียงรายทำสิ่งนี้ได้ทัน จังหวัดก็อาจไม่ใช่แค่เมืองผ่านของการท่องเที่ยวภาคเหนืออีกต่อไป แต่จะเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ทุกวัน แม้ในวันที่นักท่องเที่ยวยังไม่เดินทางมา

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วิจัยกรุงศรี
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ETDA
  • MI GROUP
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สถิติประชากรเชียงรายล่าสุด 1,295,922 คน เจาะลึกโครงสร้างเพศหญิงมากกว่าชาย และกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติ

เชียงรายมีประชากรทะลุ 1.29 ล้านคน สะท้อนทั้งขนาดตลาด แรงกดดันบริการสาธารณะ และโจทย์ใหม่ของจังหวัดชายแดน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ภาพรวมตัวเลขที่ทำให้เชียงรายไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่าน ตัวเลขประชากรที่เผยแพร่โดยสำนักทะเบียนกลางในประกาศเรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจังหวัดชายแดนตอนบนแห่งนี้มีจำนวนราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรชายรวม 627,342 คน และประชากรหญิงรวม 668,580 คน สะท้อนว่าเชียงรายไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลายทางของการท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดนเท่านั้น แต่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างประชากรซับซ้อนและมีน้ำหนักในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

น้ำหนักของตัวเลขนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งประกาศฉบับเดียวกันระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรรวม 65,809,011 คน เป็นชาย 32,045,088 คน และหญิง 33,763,923 คน ขณะที่ในระดับพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด 5,422,568 คน และหากนับเฉพาะจังหวัด นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 2,613,432 คน ข้อมูลนี้ทำให้เชียงรายแม้ไม่ติดกลุ่มสูงสุดระดับต้นของประเทศ แต่ก็อยู่ในกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกินหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นขนาดที่มีนัยต่อการลงทุน การจัดบริการสาธารณะ และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างประชากรหญิงมากกว่าชาย บอกอะไรกับเชียงราย

เมื่อแยกตัวเลขของเชียงรายลงไปอีกชั้น จะพบว่าประชากรหญิงมีจำนวน 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย 627,342 คน อยู่ 41,238 คน ความต่างนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางสถิติ แต่เป็นข้อมูลที่มีความหมายต่อการวางแผนเชิงสังคมและเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอย่างมาก เพราะโครงสร้างประชากรตามเพศสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้บริการสุขภาพ ความปลอดภัยในพื้นที่ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนรูปแบบการบริโภคในชีวิตประจำวัน

หากมองในเชิงพัฒนาเมือง ตัวเลขประชากรหญิงที่มากกว่าอาจเชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องบริการสาธารณสุขแม่และเด็ก ระบบดูแลผู้สูงอายุ ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ ค้าปลีก งานชุมชน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น ประเด็นนี้ยังทำให้เชียงรายมีฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาในการออกแบบนโยบายหรือบริการที่ตอบโจทย์ประชากรจริง มากกว่าการมองจังหวัดผ่านภาพจำเดิมเพียงด้านการท่องเที่ยวหรือการเกษตร

ผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน คือโจทย์เชิงระบบที่ต้องมองให้รอบด้าน

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย คือจำนวนผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน โดยเป็นชาย 62,742 คน และหญิง 71,848 คน ตัวเลขระดับนี้ทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความหลากหลายของประชากรสูง และสะท้อนลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออย่างชัดเจน ในทางทะเบียนราษฎร คนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานะต่างกัน และยังไม่ได้ถือสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ

ความสำคัญของตัวเลขนี้อยู่ที่ผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะและการบริหารจัดการพื้นที่ เพราะเมื่อประชากรในจังหวัดมีความหลากหลายทางสถานะมากขึ้น ภาครัฐก็ต้องรับมือกับคำถามที่ยากขึ้นตามไปด้วย เช่น การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การศึกษาขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองแรงงาน การสื่อสารข้ามภาษา และการดูแลความมั่นคงของชุมชนชายแดนในแบบที่ไม่สร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น สำหรับเชียงราย ตัวเลข 134,590 คน จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมุมปัญหา แต่ควรถูกมองในฐานะ “ข้อมูลจริง” ที่บอกว่าจังหวัดนี้กำลังบริหารสังคมที่มีความหลากหลายระดับสูง และต้องการนโยบายที่ละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่ทั่วไป

ขนาดประชากรกับแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ

เมื่อจังหวัดหนึ่งมีประชากรรวมเกือบ 1.3 ล้านคน คำถามที่ตามมาแทบจะเกิดขึ้นทันที คือระบบบริการสาธารณะในพื้นที่รองรับได้เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน ถนน ระบบขนส่ง การจัดการขยะ น้ำประปา หรือคุณภาพอากาศ ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญสำหรับเชียงรายซึ่งในแต่ละปีต้องเผชิญทั้งฤดูหมอกควันและแรงกดดันจากกิจกรรมเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าออกพื้นที่จำนวนมาก

ตัวเลขประชากรจึงไม่ได้เป็นเพียงทะเบียนปลายปีที่เก็บไว้ในแฟ้มราชการ แต่เป็น “ฐานคิด” ของการบริหารจังหวัดในแทบทุกมิติ หากจำนวนคนเพิ่มขึ้นหรือกระจุกตัวในบางอำเภอ แต่จำนวนแพทย์ เตียงโรงพยาบาล ครู หรือระบบขนส่งยังไม่ปรับตาม ช่องว่างของคุณภาพบริการจะยิ่งชัดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ภูเขาที่การเข้าถึงบริการพื้นฐานมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ในมุมนี้ ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลางจึงควรถูกใช้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นประเมินความพร้อมของระบบบริการอีกครั้งอย่างจริงจัง

ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขประชากร

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขประชากร 1,295,922 คน ก็สะท้อนขนาดตลาดของเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เพราะจำนวนประชากรระดับนี้หมายถึงฐานผู้บริโภค แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เล็กตามภาพจำแบบจังหวัดชายแดนห่างไกล หากมองจากมุมธุรกิจ เชียงรายมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายด้าน ทั้งประชากรจำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับการค้าชายแดน เครือข่ายการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อธุรกิจบริการและค้าปลีก

เหตุผลที่ประเด็นนี้ควรถูกจับตา เพราะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเปิดพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด หรือ GPP เพื่อต่อยอดวิเคราะห์ “ศักยภาพรายได้ต่อหัว” และแนวโน้มกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ระบุตัวเลข GPP ของเชียงรายเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในชุดเอกสารหลักที่แนบมาโดยตรง การยึดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในขั้นนี้จึงทำให้เห็นเพียงแกนสำคัญก่อนว่า เชียงรายมีขนาดประชากรที่มากพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องประเมินจังหวัดนี้ใหม่ ไม่ใช่มองเพียงในฐานะเมืองรอง แต่เป็นตลาดภูมิภาคที่มีมวลผู้คนจริงรองรับอยู่แล้ว

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องบริหารทั้งโอกาสและความเปราะบาง

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขของเชียงรายต่างจากจังหวัดขนาดใหญ่หลายแห่ง คือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม และการเคลื่อนย้ายแรงงานในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยจำนวนมาก โจทย์ของจังหวัดยิ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้หรือขยายการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน การสื่อสารภาครัฐ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการลดความเปราะบางทางสังคมในพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูง

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าการใช้ข้อมูลประชากรของเชียงรายต้องละเอียดและไม่ด่วนสรุป เพราะตัวเลขเดียวกันสามารถชี้ได้ทั้ง “โอกาส” และ “ภาระ” หากมองด้านบวก มันสะท้อนแรงงานและพลังทางเศรษฐกิจที่มีชีวิตจริงอยู่ในพื้นที่ หากมองด้านบริหาร มันคือภารกิจของรัฐในการออกแบบระบบให้รองรับคนจำนวนมากอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะใช้ตัวเลขประชากรชุดนี้เป็นเครื่องมือวางแผนอย่างไร โดยไม่ตีตราหรือทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวเกินความจำเป็น

จากตัวเลขบนกระดาษสู่คำถามที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบ

เมื่อข้อมูลประชากรถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คำถามที่สังคมเชียงรายควรถามต่ออาจไม่ใช่เพียงว่า “จังหวัดมีคนอยู่กี่คน” แต่ควรเป็น “จังหวัดพร้อมแค่ไหนกับคนจำนวนนี้” พร้อมหรือไม่กับระบบสุขภาพที่ต้องดูแลประชากรจำนวนมาก พร้อมหรือไม่กับโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมือง พร้อมหรือไม่กับเศรษฐกิจที่ต้องสร้างงานให้เพียงพอ และพร้อมหรือไม่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้สำคัญเพราะตัวเลขประชากรไม่ใช่ข้อมูลนิ่ง หากเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจหลายเรื่องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับคนทำงานพัฒนาเมือง นักธุรกิจ หรือผู้ติดตามนโยบายท้องถิ่น ข้อมูลชุดนี้จึงมีมูลค่าเกินกว่าการรับรู้ทั่วไป มันทำหน้าที่คล้ายภาพเอกซเรย์ของจังหวัด ที่บอกให้เห็นขนาด โครงสร้าง และประเด็นเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างใน เพียงแต่คำตอบว่าจะจัดการอย่างไรต่อ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดที่จะอ่านตัวเลขนี้ให้ขาด

จุดเปลี่ยนของเชียงรายอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคน แต่เป็นคุณภาพของการวางแผน

หากมองในระยะยาว ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 1,295,922 คน อาจไม่ใช่เพียงการบอกว่าเชียงรายมีประชากรมากเพียงใด แต่เป็นการบอกว่าจังหวัดนี้เข้าสู่จุดที่การวางแผนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จังหวัดที่มีทั้งฐานประชากรขนาดใหญ่ ความหลากหลายทางสถานะ และแรงเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจริงมากขึ้นในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบริการสาธารณะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการสื่อสารสาธารณะที่เข้าใจความต่างของผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลางอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหญ่กว่านั้น สำหรับเชียงราย มันคือภาพสะท้อนว่าจังหวัดนี้มีทั้ง “มวลคน” และ “มวลประเด็น” มากพอจะกำหนดอนาคตของตัวเองในฐานะจังหวัดสำคัญของภาคเหนือได้อย่างชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่ว่าเชียงรายใหญ่พอหรือไม่ เพราะตัวเลขตอบแล้วว่ามากพอ แต่คำถามคือภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสังคมจะใช้ความจริงชุดนี้วางอนาคตของจังหวัดอย่างไรให้สมกับขนาดและศักยภาพที่มีอยู่จริง

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏชัดจากเอกสาร

จังหวัดเชียงรายมีราษฎรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน

ประชากรชายของเชียงรายมี 627,342 คน และประชากรหญิงมี 668,580 คน ทำให้ประชากรหญิงมากกว่าชาย 41,238 คน จากการรวมตัวเลขตามเพศในเอกสารชุดเดียวกัน

ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และลงประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง และแสดงข้อมูลประชากรทั้งประเทศ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในตารางหน้า 1 ถึง 3 ของเอกสาร
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายยกระดับด่านแม่สาย การค้าไทย-จีน ดันส่งออกผลไม้ผ่านแดนพุ่งทะลุ 6 แสนล้าน

เชียงรายรุกเปิดทางผลไม้ไทยสู่จีน ดันด่านแม่สายเข้ากรอบพิธีสาร พร้อมจัดมหกรรมการค้าชายแดนเร่งดีลใหม่ กู้แรงส่งเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – บนเส้นทางที่รถบรรทุกสินค้าต้องแข่งกับเวลา ความสดของผลไม้ และต้นทุนที่ไหลขึ้นทุกครั้งที่คอขวดเกิดซ้ำ จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับบทบาท “ประตูการค้าลุ่มน้ำโขง” ให้จับต้องได้จริงมากขึ้นในปี 2569

ภาพที่เห็นชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ คือการเดินหน้าสองแนวรบคู่กัน แนวรบแรกคือการเร่งผลักดัน “ด่านแม่สาย” ให้ได้รับการพิจารณาในกรอบพิธีสารไทย–จีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้การขนส่งทางบกมีสถานะทางการและทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม แนวรบที่สองคือการใช้กิจกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ด้วยการจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเจรจาธุรกิจและหาตลาดทดแทนในช่วงที่การค้าชายแดนบางด้านยังเผชิญความไม่แน่นอน

ประเด็นไม่ใช่เพียงการจัดงานหรือการประชุมหนึ่งครั้ง หากเป็นการอ่านโจทย์เศรษฐกิจชายแดนจากตัวเลขทั้งประเทศ แล้วนำมาลงมือแก้ด้วยเครื่องมือที่จับต้องได้ในจังหวัด

แม่สายจากด่านชายแดนสู่จุดยุทธศาสตร์ผลไม้ไทย–จีน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมเพื่อพิจารณาความพร้อมการเพิ่มด่านแม่สายเป็นจุดนำเข้าและส่งออกผลไม้ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศที่สาม โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานร่วมกับผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สาระสำคัญของการหารืออยู่ที่การทำให้ “เส้นทาง” กลายเป็น “ระบบ” เพราะในโลกของการค้าผลไม้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันตั้งแต่ต้นทางในไร่ ไปจนถึงการตรวจรับ การกักกันโรค การควบคุมอุณหภูมิ การผ่านพิธีการ และเวลาที่สินค้าใช้บนถนน

ฝ่ายจังหวัดสะท้อนว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีความต้องการสูงในตลาดจีน แต่ข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคมและขั้นตอนพิธีการในบางจุดยังส่งผลต่อระยะเวลาและต้นทุน การทำให้ด่านแม่สายถูกยกระดับในกรอบพิธีสาร จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งทางบกที่เร็วขึ้น ลดคอขวด และลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกและเกษตรกรเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การค้า การลดเวลาได้เพียงเล็กน้อยอาจแปลเป็นการลดต้นทุนรวมทั้งระบบ เพราะเวลาที่เสียหน้าแดนเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มทั้งค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และความไม่แน่นอนของกำหนดส่งมอบ ซึ่งทั้งหมดสะเทือนต่อราคาและอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยโดยตรง

มหกรรมการค้าชายแดน 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ วางเวทีดีลใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน กรมการค้าต่างประเทศประกาศจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่าง 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้พื้นที่ฝูงบิน 416 และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เป็นจุดจัดกิจกรรมหลัก เป้าหมายที่ประกาศคือเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงการค้าเมียนมา ลาว และจีน และตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

รูปแบบกิจกรรมสะท้อนว่ารัฐต้องการ “ให้เกิดธุรกรรมจริง” ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า ภายในงานจะมีบูธจำหน่ายสินค้ากว่า 200 คูหา เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนของจังหวัด รวมถึงสัมมนาเชิงลึกหัวข้อ Winning the New Chinese Wave ที่ชูการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการต่อคลื่นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่ และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

อีกมิติที่ถูกหยิบขึ้นมาคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด่านกัมพูชา ด้วยการดึงเข้ามาอยู่ในเวทีใหม่ เพื่อหาตลาดทดแทนและคู่ค้าใหม่ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “กระจายความเสี่ยง” ในทางปฏิบัติ

ตัวเลขทั้งประเทศชี้ชัด ปี 2568 ผ่านแดนโตแรงจนพยุงภาพรวม

แรงผลักดันของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังลอย ๆ หากมีตัวเลขระดับประเทศเป็นฐานรองรับอย่างชัดเจน

ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 6.71 เมื่อเทียบปีก่อน เป็นการส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 1.39 และการนำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุลการค้า 188,579 ล้านบาท

แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้าง จะเห็นการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงที่สำคัญ
การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.47 ส่งออกชายแดน 522,007 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 13.31 ขณะที่นำเข้าชายแดน 372,186 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.69
ในทางตรงข้าม การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท โตถึงร้อยละ 24.39 ส่งออกผ่านแดน 541,097 ล้านบาท โต ร้อยละ 21.23 นำเข้าผ่านแดน 502,339 ล้านบาท โต ร้อยละ 27.99 และไทยได้ดุลผ่านแดน 38,757 ล้านบาท

ตัวเลขนี้บอกนัยสำคัญว่า แม้ “ชายแดน” ในความหมายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงจะชะลอตัว แต่ “ผ่านแดน” ซึ่งเชื่อมไปประเทศที่สามกลับเร่งตัวแรง จนทำให้ภาพรวมทั้งระบบยังขยายตัว

เมื่อพิจารณาเฉพาะการผ่านแดนไปจีน มูลค่ารวมอยู่ที่ 608,165 ล้านบาท โต ร้อยละ 26.71 กลายเป็นตลาดผ่านแดนอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามตามมาในลำดับถัดไปตามข้อมูลชุดเดียวกัน

หากตีความแบบภาคสนาม นี่คือเหตุผลที่เชียงรายต้องเร่ง เพราะเมื่อแนวโน้มทั้งประเทศชี้ว่าการผ่านแดนไปจีนเป็น “แรงฉุดขึ้น” ของระบบ การทำให้ด่านและเส้นทางพร้อมจึงเท่ากับการยืนอยู่บนกระแสเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่การสวนกระแส

สัญญาณล่าสุดเดือนธันวาคม ชี้การผ่านแดนยังแรงแม้ส่งออกชายแดนสะดุด

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2568 ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกัน ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเดียวมีมูลค่า 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76 แต่รายละเอียดสะท้อนความต่างของสองเครื่องยนต์

การค้าชายแดนเดือนธันวาคมอยู่ที่ 66,031 ล้านบาท ลด ร้อยละ 15.16 ส่งออกชายแดน 38,426 ล้านบาท ลด ร้อยละ 23.86 ขณะที่นำเข้าชายแดน 27,605 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 0.87
ส่วนการค้าผ่านแดนเดือนเดียวอยู่ที่ 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36 ส่งออกผ่านแดน 42,750 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.66 และนำเข้าผ่านแดน 53,283 ล้านบาท เพิ่มสูงถึง ร้อยละ 64.07

สำหรับผู้ประกอบการ ตัวเลขแบบนี้แปลเป็นเรื่องเดียวกัน คือความเสี่ยงและโอกาสกำลังอยู่คนละทิศทาง ความเสี่ยงคือการพึ่งพาการค้าชายแดนบางด้านมากเกินไปในช่วงที่สถานการณ์ปิดเปิดหรือมาตรการฝั่งคู่ค้าเปลี่ยนได้รวดเร็ว โอกาสคือการต่อยอดผ่านแดนไปประเทศที่สามที่กำลังขยายตัว และต้องการเส้นทางที่ชัดเจน โปร่ง และมีมาตรฐาน

เชียงรายกับบทบาทศูนย์กลาง การค้าที่โตไม่พอถ้าโลจิสติกส์ยังติดขัด

ในชุดข้อมูลที่แนบมา มีการระบุว่าเชียงรายมีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมกว่า 100,000 ล้านบาทในปี 2568 และสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ทุเรียน มังคุด ลำไย และน้ำมันเชื้อเพลิง ภาพนี้สะท้อนบทบาท “ประตูการค้าสู่จีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน” ที่เชียงรายพยายามยืนยันมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นประตูไม่ได้หมายความว่าผ่านได้โดยอัตโนมัติ ประตูที่คนใช้จริงต้องเปิดได้ไว ปลอดภัย และมีกติกาที่คู่ค้ารับรู้ตรงกัน ยิ่งเมื่อผ่านแดนไปจีนโตแรง การผลักดันด่านแม่สายให้เข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ จึงเป็นเหมือนการยกระดับ “ประตู” จากประตูท้องถิ่นให้กลายเป็นประตูมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์จากการเร่งครั้งนี้ และใครต้องปรับตัว

คำถามที่ผู้อ่านเชิงลึกมักมองหา คือผลลัพธ์จะตกถึงใคร

หากด่านแม่สายถูกยกระดับจริง กลุ่มแรกที่มีโอกาสได้ประโยชน์คือเกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ต้องการเส้นทางบกที่ลดคอขวดและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ห้องเย็น และธุรกิจบริการชายแดนย่อมได้รับแรงหนุนตามมา

แต่ในอีกด้าน การยกระดับเส้นทางย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มขึ้น เพราะเมื่อระบบเร็วขึ้น ตลาดจะยิ่งคาดหวังความสม่ำเสมอของคุณภาพและกำหนดส่งมอบ ผู้ประกอบการรายเล็กจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสารมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มและการค้าดิจิทัล ซึ่งถูกชูเป็นแกนในการสัมมนาภายในงานมหกรรมด้วย

นี่คือเหตุผลที่ “มหกรรมการค้าชายแดน” ไม่ควรถูกมองเป็นงานขายของ แต่ควรถูกมองเป็นเวทีปรับทักษะและสร้างดีลใหม่ในจังหวะที่โครงสร้างการค้ากำลังเปลี่ยน

ปลายทางของเรื่องนี้ คือเชียงรายจะใช้แรงส่งผ่านแดนพยุงเศรษฐกิจปี 2569 ได้แค่ไหน

เมื่อการค้าชายแดนทั้งประเทศปี 2568 หดตัว แต่ภาพรวมยังโตได้เพราะผ่านแดนพุ่งขึ้น การวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ของเชียงรายจึงเหมือนการ “เลือกยืนบนเครื่องยนต์ที่กำลังเร่ง” มากกว่ายืนบนเครื่องยนต์ที่ยังสะดุด

โจทย์ที่ต้องจับตาหลังจากนี้มีอย่างน้อยสามข้อ
หนึ่ง ความคืบหน้าการผลักดันด่านแม่สายเข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ และความพร้อมด้านมาตรฐานตรวจรับและโลจิสติกส์
สอง ผลลัพธ์เชิงธุรกรรมจากงานมหกรรมการค้าชายแดน ว่าจะเกิดคู่ค้าใหม่และคำสั่งซื้อจริงมากเพียงใด
สาม ความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่นในการปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสนามที่เร็วและเปลี่ยนกติกาได้ตลอด

ท่ามกลางตัวเลขการค้าผ่านแดนที่ทะลุ 1,043,436 ล้านบาทในปี 2568 และเติบโตถึง ร้อยละ 24.39 ภารกิจของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่การ “ตามน้ำ” แต่คือการทำให้ระบบรองรับน้ำเชี่ยวได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สถิติสำคัญ

  • ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.71 ส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 1.39 นำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุล 188,579 ล้านบาท
  • ปี 2568 การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท ลด ร้อยละ 8.47
  • ปี 2568 การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 24.39
  • ปี 2568 การผ่านแดนไปจีน 608,165 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 26.71
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าผ่านแดน 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36

หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นอ้างอิงจากอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการค้าชายแดนและผ่านแดนของกรมการค้าต่างประเทศที่แนบมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

CP Axtra ทุ่มพลิกโฉม! Lotus’s เชียงราย สู่ Happy Mall ศูนย์รวม Lifestyle Hub

“CP Axtra เร่งเครื่อง Happy Mall” เปิดเกมเชียงราย โมเดลใหม่พลิกโฉมค้าปลีก—จากห้างสู่ศูนย์รวมชีวิตชุมชน

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – วงการค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ขยับจากเกม “ขายของ” ไปสู่เกม “ขายประสบการณ์” ด้วยการพลิกโฉม Lotus’s สู่แนวคิด “Happy Mall”—จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และชุมชน (Lifestyle Hub / SMART Community Center) ที่ตั้งใจทำให้ศูนย์การค้าเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งความสุขของชุมชน” ในทุกวัน

หัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเหนือคือ โครงการ Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย บนที่ตั้ง ตลาดนำสวัสดิ์เดิม ใกล้สี่แยกศรีทรายมูล ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ อำเภอเมือง—ทำเลที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า “เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมือง” ทั้งในมิติการจับจ่าย พักผ่อน สุขภาพ และความบันเทิง

สารตั้งต้นโมเดล 4 เสาหลักแห่งความสุข—Complete Offering (ครบจบในที่เดียว),Food Destination (ศูนย์รวมอาหาร),Lifestyle Destination (แฟชั่น ฟิตเนส บันเทิง/โรงภาพยนตร์), และSpace Utilization (บริหารพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชน/สุขภาพ/สิ่งแวดล้อม) Happy Mall จาก “Transaction” สู่ “Experience”

การเร่งเครื่อง Happy Mall ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือรีแบรนด์จาก Tesco Lotus เป็น Lotus’s หากแต่เป็นการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของธุรกิจจาก Transaction ไปสู่ Experience—สอดรับความจริงใหม่ของผู้บริโภคที่ “ไปห้างเพื่อใช้เวลา” มากกว่า “ไปห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียว”

ในระดับองค์กร CPAXT วางแผน เปิดสาขาใหม่ + ปรับปรุง 31 ศูนย์ ขยายคอนเซ็ปต์ Happy Mall ทั่วประเทศ โดยใช้ โมเดล Hybrid Wholesale ผสานจุดแข็งของ Makro (ค้าส่ง B2B/ซัพพลายเชน/ต้นทุน) เข้ากับ Mall Management ของ Lotus’s เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่าคุณภาพ (คลินิก, ฟิตเนส, ร้านอาหารแบรนด์ดัง, ไลฟ์สไตล์) ควบคู่รายได้ค้าปลีกอาหารที่มั่นคง

โครงสร้างการลงทุนถูกยกระดับด้วยบริษัทโฮลดิ้ง “AGP – Extra Growth Plus” เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน รองรับดีลพันธมิตรและการหมุนทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ของศูนย์การค้าในเครือ

เชียงราย เมืองรองศักยภาพสูง—ดีไซน์เป็น Lifestyle Hub ของจริง

Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย ถูกออกแบบบนที่ดิน เกือบ 18 ไร่, อาคาร 2 ชั้น, วาง “แม่เหล็ก” ดึงทราฟฟิกด้วย ตลาดโลตัส และ โรงภาพยนตร์ (คาด 5+ โรง) เพื่อสร้าง “วงจรการใช้เวลา” ตลอดวัน—เช้าเพื่อธุระครัวเรือนและสุขภาพ, กลางวัน/ค่ำเพื่ออาหารและความบันเทิง

ไทม์ไลน์สำคัญ

  • รื้อถอนอาคารเดิม ก.ย.–ต.ค. 2568
  • เริ่มก่อสร้าง พ.ย. 2568
  • ระยะก่อสร้าง 11–12 เดือน
  • คาดเปิดบริการ ปี 2569

แม้ไทม์ไลน์จะกระชั้น แต่การวางองค์ประกอบ Complete Offering (เพิ่มคลินิก/ร้านยา/ฟิตเนส/บริการชุมชน) และ Food & Lifestyle Destination (ศูนย์รวมอาหาร + โรงหนัง) จะขยายฐานลูกค้าทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวและคนทำงานเมืองเชียงรายที่มองหาพื้นที่ใช้เวลากับคนรักมากขึ้น

แตะจุดอ่อนไหวชุมชน—เปลี่ยน “ตลาดนำสวัสดิ์” เป็น “พื้นที่ความทรงจำใหม่”

การทดแทนแลนด์มาร์กอย่าง “ตลาดนำสวัสดิ์” ย่อมมากับความรู้สึกทับซ้อนในชุมชน ระหว่าง “อาลัยอดีต” กับ “ยินดีต่ออนาคต” นักวิเคราะห์ชี้ว่า กุญแจความสำเร็จของ Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงคุณภาพร้านค้า แต่คือ วิธีใช้พื้นที่เพื่อสังคม” ตามเสาหลัก Space Utilization—เช่น

  • Happy Community Event แอโรบิก/ตรวจสุขภาพฟรี/ตลาดชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย
  • Recycling Market (AXTRA Green Together) ยกระดับพฤติกรรมรักษ์โลก
  • Co-creation Space เวทีเล็กให้โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/ชุมชน นำกิจกรรมมา “เล่าเรื่องเชียงราย” ด้วยตัวเอง

แนวทางเช่นนี้ทำให้ มอลล์ = โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) มากกว่าจะเป็น “อาคารเชิงพาณิชย์”—ยิ่งคอนเซ็ปต์นี้บรรลุเป้าหมายความเป็น “ของทุกคน” ได้มากเท่าไร โอกาสสำเร็จของโครงการก็ยิ่งสูงเท่านั้น

เครื่องยนต์คู่ยังแรง ผลประกอบการ–ออนไลน์โต–ขยาย 100 สาขา

ตัวเลข 9 เดือนปี 2568 ของ CPAXT สะท้อนความแข็งแรงของเครื่องยนต์คู่—ค้าส่งและค้าปลีก

  • รายได้รวม 386,050 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 6,794 ล้านบาท
  • ขยายสาขา 100 แห่ง ทั่วประเทศ
  • ยอดขายออนไลน์ โต 31% YoY (ผนึก B2B + แพลตฟอร์มออนไลน์)
    พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Private Label เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและความแตกต่างเชิงสินค้า

ในระดับภูมิภาค บริษัทประกาศร่วมมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (เช่น Ayala ในฟิลิปปินส์) และเข้าซื้อกิจการด้าน Food Service (เช่น Lucky Frozen ภายใต้ Renewed Hope Pte. Ltd.) เพื่อขยายพอร์ตและเสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนอาหารระดับอาเซียน สอดคล้องภาพการเป็น Regional Retail & Foodservice Leader

ด้านความยั่งยืน บริษัทได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating 2025 ระดับ “A” (จาก “BBB” ปีก่อน) สะท้อนความก้าวหน้า ESG และช่วยดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสถาบันในมิติระยะยาว

ทำไม “Happy Mall Model” จึงตอบโจทย์ยุคอีคอมเมิร์ซ?

คำตอบสั้นที่สุดคือ—ประสบการณ์นอกบ้าน (Out-of-Home Experiences) แทนที่ออนไลน์ได้ยาก

  • Food Destination การพบปะ/รับประทานอาหารร่วมกัน
  • Lifestyle Destination โรงภาพยนตร์/ฟิตเนส/กิจกรรมเด็กและครอบครัว
  • Complete Offering คลินิก/ร้านยา/ธุรกรรม—บริการสัมผัสจริง
  • Space Utilization งานชุมชน/ตลาดคนตัวเล็ก/กิจกรรมสุขภาพ—สร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ”

ทั้งหมดนี้คือ เกราะกันความโภคภัณฑ์” (Commoditization Defense) ของศูนย์การค้า ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาบ่อยด้วยเหตุผลมากกว่าราคา—คือ ความสุข ความสะดวก และความสัมพันธ์กับชุมชน

ภาพใหญ่ปี 2569 17 โครงการ—เพิ่มพื้นที่เช่า >100,000 ตร.ม.—เป้าหมายทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี

โรดแมปที่ประกาศ เริ่มทรานส์ฟอร์มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ยาวไปทั้งปี 2569 ด้วย ปรับโฉมเดิม 7 แห่ง + โครงการใหม่ 10 แห่ง ในเมืองหลักและเมืองรอง (กทม., ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, หาดใหญ่, ภูเก็ต, นครสวรรค์, ขอนแก่น, เพชรบุรี ฯลฯ) เพื่อสร้างเครือข่าย “Happy Mall ใกล้บ้าน” ให้คนใช้ชีวิตจริงในทุกวัน

ตัวเลขเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี ชี้ถึงความทะเยอทะยานของเครือข่ายมอลล์ที่ต้องการเป็น จุดหมายประจำย่าน” มากกว่า “สถานที่ช้อปปิ้งเป็นครั้งคราว” และการเพิ่มพื้นที่เช่ารวม กว่า 100,000 ตร.ม. จะเป็นฐานรายได้ค่าเช่าให้ Mall Business เด่นชัดขึ้น ขณะที่ซัพพลายเชนอาหารจาก Makro คงความได้เปรียบด้านราคา/คุณภาพสำหรับโซนไฮเปอร์มาร์เก็ต

มุมมองความเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จ

  1. ไทม์ไลน์ก่อสร้าง 11–12 เดือนสำหรับโครงการ 18 ไร่ ถือว่า “ท้าทาย” ต้องบริหารสัญญา/ซัพพลาย/แรงงานอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงเปิดล่าช้า
  2. Tenant Mix & Localization ต้องบาลานซ์แบรนด์ระดับประเทศกับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ “สะท้อนรสนิยมเชียงราย” ไม่ให้เป็นมอลล์ไร้ตัวตน
  3. Community Acceptance การแทนที่ตลาดนำสวัสดิ์จำเป็นต้องมี “แผนสื่อสารชุมชน” ตั้งแต่ต้นทาง—ออกแบบพื้นที่กิจกรรมฟรี/ตลาดชุมชน/ทุนเล็กให้ผู้ค้าเดิมเปลี่ยนผ่าน
  4. ESG & Social Impact ชี้วัดผลลัพธ์สังคมเป็นตัวเลขได้ (จำนวนกิจกรรมสุขภาพ/รายได้ตลาดชุมชน/ปริมาณขยะรีไซเคิล) เพื่อสร้าง “ความ正当” ทางสังคมและรายงานต่อผู้มีส่วนได้เสีย

เชียงรายในภาพโครงสร้าง ทำไมที่นี่? ทำไมตอนนี้?

เชียงรายกำลังอยู่ในลูปอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน—ทั้ง ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง (ตั้งเป้าความจุ 6–8 ล้านคน/ปี), รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และนโยบายดันเมืองรองด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ สร้าง “แรงหนุน” การบริโภค การเดินทาง การลงทุน

Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่แค่โครงการค้าปลีก แต่เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต หากทำสำเร็จจะเป็น “ต้นแบบเมืองรอง” ที่โคลนได้ทั่วประเทศ

“แม้สภาวะเศรษฐกิจท้าทาย เราเดินเกมยืดหยุ่น—ผสานข้อมูล/AI/ออมนิแชนเนล ขยายสาขาและปรับพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพ เพื่อให้ ‘Happy Mall’ เป็นพื้นที่ความสุขของชุมชน และสร้างโอกาสเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป”

การทรานส์ฟอร์ม Lotus’s → Happy Mall คือการย้ายอัตลักษณ์จาก “ร้านค้าขนาดใหญ่” เป็น “พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ของชุมชน” ที่คนมาใช้ชีวิตจริง จุดต่างของผู้ชนะในยุคนี้ไม่ใช่ “ใครสินค้าถูกกว่า” แต่คือ “ใครทำให้ผู้คนอยากกลับมาบ่อยกว่า”—ด้วยอาหารที่หลากหลาย ประสบการณ์บันเทิงที่แทนออนไลน์ไม่ได้ บริการสุขภาพจำเป็น และพื้นที่ให้คนท้องถิ่นได้ “เล่าเรื่องของตัวเอง”

เชียงราย จึงกลายเป็น สนามพิสูจน์ ว่า โมเดล “Happy Mall” สามารถทำให้ห้าง “กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเมือง” ได้จริงเพียงใด และจะถูกคัดลอกไปยังเมืองรองอื่นอย่างมีความหมายอย่างไรในปี 2569 เป็นต้นไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CP Axtra (CPAXT)
  • Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อีคอมเมิร์ซไทยยืน 1 อาเซียน คนไทยแชมป์โลกช้อปออนไลน์ ธุรกิจเชียงรายท้าทาย

อีคอมเมิร์ซไทยยืน 1 อาเซียน โตสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว คนไทยครองแชมป์ซื้อของออนไลน์มากที่สุดของโลก คาดในปี 2573 ตลาดโต 2 ล้านล้านบาท

เชียงราย, 11 กันยายน 2568 – ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่ภาคอีคอมเมิร์ซกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนกระแส โดยสถิติล่าสุดเผยให้เห็นว่า คนไทยมีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2567 และเติบโตถึง 21.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “คนไทยมีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยสัดส่วน 68.2% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56.1% อย่างชัดเจน” ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่หันมายอมรับเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันมากขึ้น

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่เอื้อต่อการขยายตัว ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นหลังสถานการณ์โรคระบาด ทำให้การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตใหม่

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้นความคุ้มค่าและแบรนด์เชื่อถือได้

ความสำเร็จของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไม่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนการซื้อเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน น.ส.วาริสฐา ชี้ให้เห็นว่า “นักช้อปออนไลน์ไม่ได้ลดจำนวนการซื้อลง แต่เปลี่ยนพฤติกรรมไปเน้นการซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่าและมาจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวเลขการใช้คูปองส่วนลด โดยในช่วงแคมเปญต่างๆ พบว่ากว่า 50% ของคำสั่งซื้อมีการใช้คูปองส่วนลดหลายตัวพร้อมกัน ทั้งคูปองส่งฟรีและคูปองส่วนลดประเภทอื่นๆ ซึ่งบ่งบอกถึงความชาญฉลาดในการเลือกซื้อของผู้บริโภคที่ต้องการได้สินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

ตัวเลขจากแพลตฟอร์ม LazMall ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันแนวโน้มนี้ เมื่อยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี 2568 และยอดใช้จ่ายต่อครั้งผ่าน LazMall เพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 1,000 บาท ในขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อครั้งบนแพลตฟอร์มทั้งหมดในช่วงแคมเปญเพิ่มขึ้นถึง 15% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่เพียงแต่ซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ยังยินดีจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นเพื่อได้สินค้าคุณภาพจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้

อีคอมเมิร์ซไทยสู่เป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทในปี 2573

ด้วยอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะสามารถเติบโตแตะ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวเกือบสองเท่าจากปัจจุบัน การเติบโตดังกล่าวจะส่งผลให้ยอดขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในปี 2568 คิดเป็น 1 ใน 4 ของตลาดค้าปลีกไทยทั้งหมด

ความสำเร็จของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างของตลาดที่เอื้ออำนวย โดย 67% ของมูลค่าทั้งหมดเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น

ผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิน กรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและมีธุรกิจร้านค้าหน้าร้านจำนวนมาก

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนธุรกิจใหม่จำนวน 241 ราย ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของภาคเหนือ รองจากจังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียว ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางเศรษฐกิจที่คึกคักในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภาคการท่องเที่ยวเชียงราย ซึ่งสร้างรายได้เกือบ 2.6 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 และได้รับตำแหน่งเมืองรองด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ ก็มาพร้อมกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร

ข้อมูลระดับประเทศแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของธุรกิจที่มีการจดทะเบียนใหม่สูงสุด โดยมีจำนวนถึง 1,832 รายในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจประเภทนี้ก็ติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของธุรกิจที่มีการเลิกกิจการสูงสุดเช่นกัน โดยมีจำนวน 276 ราย

ร้านค้าเชียงรายเผชิญหน้าการปรับตัวครั้งสำคัญ

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซส่งผลให้ร้านค้าหน้าร้านในเชียงรายต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในการรักษาฐานลูกค้าและแข่งขันกับช่องทางออนไลน์ที่มีความสะดวกสบายและราคาแข่งขันได้สูง ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์และหาจุดแข็งที่ไม่สามารถทดแทนด้วยการซื้อขายออนไลน์ได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ร้านค้าในเชียงรายพิจารณาปรับตัวในสามด้านหลัก ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือบนออนไลน์ผ่านการผสานช่องทางขายแบบออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และการสร้างประสบการณ์หน้าร้านที่ไม่เหมือนใครซึ่งหาไม่ได้จากการซื้อขายออนไลน์

การสร้างประสบการณ์หน้าร้านที่มีคุณค่าถือเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันกับช่องทางออนไลน์ ร้านค้าควรเป็นมากกว่าแค่จุดขาย แต่เป็นสถานที่ที่ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากออนไลน์ เช่น การนำเสนอเรื่องราวของสินค้า การจัดเวิร์กช็อป หรือการให้คำปรึกษาเชิงลึก ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและสร้างความภักดีในระยะยาว

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

แม้ว่าการเติบโตของอีคอมเมิร์ซจะสร้างความท้าทายต่อธุรกิจแบบดั้งเดิม แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ทัน ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ต่อการเลิกกิจการในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 7:1 ซึ่งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาที่มีอัตราส่วน 4:1

ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงสุขภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตและแข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน สำหรับจังหวัดเชียงราย การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวต่อไป

ในขณะเดียวกัน แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของทุนจดทะเบียนแม้ว่าจำนวนธุรกิจใหม่จะลดลงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่และใช้เงินทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่มีการแข่งขันสูงและต้องการความมั่นคงในระยะยาว

ร้านค้าเชียงรายเผชิญหน้าความท้าทายใหม่ จากกระแสดิจิทัลที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ปรากฏการณ์การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แสดงให้เห็นถึงพลังของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าภาคการค้าปลีกของประเทศ การที่คนไทยมีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์สูงที่สุดในโลกไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการยอมรับเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเชียงราย การปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น ผู้ประกอบการที่สามารถผสานจุดแข็งของหน้าร้านกับความสะดวกสบายของช่องทางออนไลน์ จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล

เป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2573 ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริโภคและการค้าขาย ซึ่งจะต้องมีการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • น.ส.วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Department of Business Development – DBD) กระทรวงพาณิชย์
  • รายงานการวิเคราะห์ภาวะการจดทะเบียนธุรกิจในจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2568
  • ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
  • DBD DataWarehouse+ ฐานข้อมูลธุรกิจกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

มลพิษแม่น้ำกก! คุกคามเศรษฐกิจเชียงรายเสียหายหนักกว่า 1.3 พันล้านบาท

วิกฤตแม่น้ำกกภัยมลพิษซ้ำเติมเศรษฐกิจเชียงราย มูลค่าเสียหายกว่า 1.3 พันล้านบาท/ปี ภาคราชการสุ่มเสี่ยงไร้ความต่อเนื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – วิกฤตมลพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานที่ไหลลงสู่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่กำลังซ้ำเติมความเปราะบางของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการโยกย้ายและเกษียณอายุ

รายงานการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากสำนักข่าว Lanner เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า หากแม่น้ำกกไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมจะสูงถึง 1,300,006,731 บาทต่อปี ซึ่งเป็นหายนะที่คุกคามปากท้องและอนาคตของชุมชนกว่า 20 ตำบลที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หายนะทางเศรษฐกิจมูลค่าความเสียหายใน 3 ภาคส่วนหลัก

ความเสียหายจากวิกฤตแม่น้ำกกกระจายตัวครอบคลุมสามภาคส่วนหลักของเศรษฐกิจเชียงราย ดังนี้:

  1. ภาคการท่องเที่ยว:
    • มูลค่าความเสียหาย: สูงถึง 773,530,143 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: โรงแรมและรีสอร์ทริมแม่น้ำกกเสียหายกว่า 669 ล้านบาท และธุรกิจการท่องเที่ยวริมน้ำ เช่น การล่องเรือ แพเปียก และการขี่ช้าง เสียหายอีกกว่า 104 ล้านบาท เนื่องจากสายน้ำที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับกลายเป็นแหล่งมลพิษ
    • ตัวอย่าง: ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กและเจ้าของเรือนำเที่ยวต้องเผชิญกับรายได้ที่หดหายในพริบตา ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และผู้ให้บริการขนส่งที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว
  2. ภาคเกษตรกรรม:
    • มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 511,450,458 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: พื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำกกใน 20 ตำบล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงรวม 131,607 ไร่ ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อเพาะปลูกได้ โดยในพื้นที่นี้มีพื้นที่ปลูกข้าว (นาปีและนาปรัง) กว่า 103,924 ไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 27,682 ไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก
    • ตัวอย่าง: หากน้ำปนเปื้อนจนใช้ไม่ได้ หมายถึงการสูญเสียผลผลิตที่ทำกินของครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรจำนวน 162,922 ครัวเรือน ในจังหวัดเชียงราย
  3. ภาคประมง:
    • มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 15,026,130 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: ชาวประมงจำนวน 105 คนที่พึ่งพารายได้จากการจับปลาในแม่น้ำกก ต้องสูญเสียรายได้ตลอดทั้งฤดูกาล เนื่องจากปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่ปนเปื้อนได้
    • ตัวอย่าง: การสูญเสียรายได้นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อปากท้อง แต่ยังเป็นการสูญเสียวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

ภัยซ้ำเติมการปรับทัพข้าราชการกับวิกฤตความต่อเนื่อง

ในขณะที่วิกฤตแม่น้ำกกกำลังทวีความรุนแรง การบริหารราชการใน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ภายใต้การบริหารของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่

มีการดำเนินการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงอธิบดีกรมสำคัญอื่นๆ ก็ถูกโยกย้ายด้วยเช่นกัน แม้การโยกย้ายจะเป็นเรื่องปกติ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและเฉียบขาด

นอกจากนี้ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า กระทรวงมหาดไทยจะเผชิญกับการเกษียณอายุราชการของข้าราชการจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิด ช่องว่างในการทำงาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกก

ทางออกสำหรับเชียงรายรัฐต้องเร่งมือ-ประชาชนต้องได้รับเยียวยา

เพื่อให้ประชาชนในเชียงรายสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญดังนี้:

  1. เร่งรัดการตัดสินใจและมาตรการฉุกเฉิน: แม้จะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงควรใช้อำนาจที่มีในการสั่งการและสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นอย่างทันท่วงที เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบฉุกเฉินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. สร้างความมั่นใจในความต่อเนื่องของนโยบาย: การถ่ายทอดนโยบายและแผนงานอย่างชัดเจนให้กับข้าราชการที่เข้ารับตำแหน่งใหม่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดหยุดลง
  3. จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเร่งด่วน: ด้วยมูลค่าความเสียหายกว่า 1.3 พันล้านบาทต่อปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินและทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อชดเชยความเสียหาย ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และสนับสนุนอาชีพทางเลือกให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจอนาคตไกลของจังหวัด อย่างกาแฟดอยตุง, ชาเชียงราย, สับปะรดนางแล และพืชสมุนไพร
  4. โปร่งใสและสื่อสารกับประชาชน: การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และโปร่งใสเกี่ยวกับการดำเนินงานแก้ไขปัญหา รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน

วิกฤตแม่น้ำกกจึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกลไกการบริหารราชการของไทย ว่าจะสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพื่อให้สายน้ำกกกลับมาเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจของชาวเชียงรายได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายสองขั้ว ‘ภาษีพุ่ง’ ธุรกิจซบเซา ท้าทายเศรษฐกิจฐานราก

เศรษฐกิจเชียงราย: การเติบโตท่ามกลางความท้าทาย สะท้อนสองขั้วแห่งความจริง

เชียงราย ในช่วง เดือนพฤษภาคม 2568 ที่ประเทศไทย – กำลังเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ รายงานล่าสุดจากกรมสรรพากรเผยให้เห็นถึงความสำเร็จในการจัดเก็บรายได้ภาษีประจำเดือนเมษายน 2568 ที่สูงเกินเป้าหมายถึง 7,732 ล้านบาท สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในเชิงบวกในระดับมหภาค อย่างไรก็ตามเมื่อมองในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ภาพที่ปรากฏกลับซับซ้อนกว่าที่ตัวเลขแสดง ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจในไตรมาสแรกของปี 2568 สวนทางกับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่นที่เผชิญกับความยากลำบากในการค้าขาย และนี่จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง “เศรษฐกิจสองขั้ว” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เศรษฐกิจไทยในภาพรวม

ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – เมษายน 2568) กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้รวมถึง 1,138,182 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้า 47,325 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณถึง 17,950 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.6 โดยเฉพาะในเดือนเมษายน 2568 การจัดเก็บราย ได้ภาษีอยู่ที่ 171,921 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 11,052 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.9

นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้การจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าคือการเพิ่มขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศ (ภ.พ. 30) ซึ่งสูงกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 11.0 รวมถึงภาษีเงินได้จากการจ่ายเงินปันผลและการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศ (ภ.ง.ด. 54) และภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่สูงกว่าประมาณการ”

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในบางภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเติบโตในระดับมหภาคนี้ ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นจริงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างจังหวัดเชียงราย

เศรษฐกิจเชียงราย – การเติบโตที่ซ่อนความท้าทาย การจดทะเบียนธุรกิจใหม่ สัญญาณบวกที่อาจเป็นภาพลวงตา

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม) จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ถึง 241 ราย ครองอันดับที่ 2 ในภาคเหนือ รองจากจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการจดทะเบียนถึง 991 ราย และสูงกว่าจังหวัดพิษณุโลกที่มี 135 ราย การเติบโตของการจดทะเบียนในเชียงรายส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ซึ่งมีถึง 143 ราย ตามมาด้วยภาคการค้าส่งและค้าปลีก 89 ราย และภาคการผลิตเพียง 9 ราย

ในแง่มูลค่าทุนจดทะเบียน ธุรกิจใหม่ในเชียงรายมีมูลค่ารวม 324.718 ล้านบาทในไตรมาสแรก โดยเดือนมกราคมมีมูลค่า 138.652 ล้านบาท เดือนกุมภาพันธ์ 105.23 ล้านบาท และเดือนมีนาคม 80.836 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวในภาคธุรกิจที่ดูเหมือนจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในระดับชุมชน เมื่อพิจารณาจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ กลับพบว่าภาคธุรกิจขนาดเล็กและการค้าปลีกในท้องถิ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก

เสียงจากฐานราก ความยากลำบากของพ่อค้าแม่ค้า

ในเขตเมืองเชียงราย โดยเฉพาะในย่านตลาดชุมชน เช่น ถนนคนเดินทั้งในและนอกจังหวัดหรือกาดหลวง พ่อค้าแม่ค้าต่างสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างรุนแรง “ตอนนี้เศรษฐกิจเมืองเชียงรายย่ำแย่มาก ตลาดไม่มีคนเดิน พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ คนไม่มีเงินซื้อของ รายได้เหลือวันละไม่กี่ร้อย” พ่อค้าจากตลาดกาดเกยระบุ ขณะที่แม่ค้าจากกาดหลวงกล่าวเสริมว่า “ยอดขายลดลงจากวันละ 1,000–2,000 บาท เหลือไม่ถึง 300 บาท ไม่มีนักท่องเที่ยว ถนนคนเดินเงียบเหงา”

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นบางรายตั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า การจดทะเบียนธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างถิ่นหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากนักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งไม่สะท้อนถึงสถานการณ์ของผู้ประกอบการในท้องถิ่น “ที่จดทะเบียนกันเยอะ อาจเป็นทุนจากต่างชาติหรือทุนจีนเทา คนไทยในพื้นที่ยังลำบากมาก” ผู้ประกอบการรายหนึ่งระบุ

ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเชียงราย

  1. การชะลอตัวของการท่องเที่ยว
    เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ เช่น วัดร่องขุ่น ดอยแม่สลอง และสามเหลี่ยมทองคำ อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวที่สั้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศส่งผลให้รายได้จากภาคท่องเที่ยวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่ถนนคนเดินและสถานที่ท่องเที่ยวเงียบเหงา
  2. ปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ
    ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันที่รุนแรงในช่วงต้นปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการในพื้นที่ระบุว่า “นักท่องเที่ยวกลัวหมอกควัน มาเชียงรายแล้วเจออากาศแย่ ก็ไม่อยากกลับมาอีก” ปัญหานี้ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเพิ่มต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน
  3. ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น
    ค่าครองชีพ ค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่มีกำไรเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อ
  4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
    การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านทำให้ผู้บริโภคในเชียงรายหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าออฟไลน์ โดยเฉพาะในตลาดท้องถิ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนัก “คนไม่เดินตลาดแล้ว สั่งของออนไลน์ถูกกว่า สะดวกกว่า” แม่ค้าจากกาดหลวงระบุ
  5. ขาดมาตรการสนับสนุน SME
    ผู้ประกอบการรายย่อยในเชียงรายเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งทุนและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขาดกลไกประกันความเสี่ยง และการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากต้องปิดกิจการ
  6. ความเหลื่อมล้ำทางการค้า
    ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มทุนจากต่างถิ่นยังคงเติบโตได้ ธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่นกลับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม การจัดงานอีเวนต์และเทศกาลต่าง ๆ มักเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของสถานที่และผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่ ขณะที่ร้านค้าในท้องถิ่นไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร

เศรษฐกิจสองขั้วของจังหวัดเชียงราย

จากข้อมูลทั้งในเชิงสถิติและข้อเท็จจริงในพื้นที่ เชียงรายกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจสองขั้ว” ที่ชัดเจน

  • เศรษฐกิจบน (Upper Economy)
    เศรษฐกิจในระดับนี้ขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนใหญ่ การลงทุนจากต่างถิ่น และกิจกรรมเศรษฐกิจขนาดกลางถึงใหญ่ เช่น การค้าชายแดน ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างถนนและทางรถไฟ ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและค้าส่ง/ค้าปลีก สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวในระดับนี้
  • เศรษฐกิจล่าง (Lower Economy)
    เศรษฐกิจในระดับฐานราก ซึ่งรวมถึงตลาดสด ชุมชน และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก กำลังเผชิญกับภาวะซบเซา ผู้ประกอบการรายย่อยต้องต่อสู้กับต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อของออนไลน์ ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากต้องปิดกิจการหรืออยู่ในสภาวะ “เสี่ยงตาย”

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่วัดจากตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจหรือรายได้ภาษีในระดับมหภาคอาจไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงในระดับชุมชนได้อย่างครบถ้วน หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย การเติบโตของเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายในระยะยาว อาจกลายเป็น “การเติบโตที่ไม่สมดุล” และเพิ่มความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้

ทางออกสำหรับเชียงรายและประเทศไทย

เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสองขั้วในจังหวัดเชียงรายและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีนโยบายและมาตรการที่ครอบคลุมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ดังนี้

  1. การสนับสนุน SME และผู้ประกอบการรายย่อย
    ภาครัฐควรมอบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ อบรมทักษะการค้าออนไลน์ และพัฒนาแพลตฟอร์มท้องถิ่นเพื่อให้ร้านค้าในจังหวัดเชียงรายสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ได้
  2. การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ
    การแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ต้องเป็นวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการควบคุมการเผาในที่โล่ง และการพัฒนาระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
  3. การกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    การส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกจะช่วยเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  4. การลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
    การลดค่าไฟ ค่าขนส่ง และการควบคุมราคาวัตถุดิบจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการรายย่อย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
  5. การลดความเหลื่อมล้ำทางการค้า
    การจัดงานอีเวนต์และเทศกาลต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยจัดสรรพื้นที่และโอกาสให้ร้านค้าในชุมชนได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

ในระดับชาติ การที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม การกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตนี้ไปสู่ระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจอย่างจังหวัดเชียงราย จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม

สถิติสำคัญประกอบข่าว

รายการ

มูลค่า / จำนวน

แหล่งข้อมูล

รายได้ภาษีเดือนเมษายน 2568

171,921 ล้านบาท

กรมสรรพากร

สูงกว่าประมาณการงบ

+7,732 ล้านบาท (4.7%)

กรมสรรพากร

รายได้สะสม 7 เดือนแรก (ต.ค. 2567 – เม.ย. 2568)

1,138,182 ล้านบาท

กรมสรรพากร

จดทะเบียนธุรกิจใหม่ (เชียงราย) ไตรมาส 1 ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม)

241 ราย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จดทะเบียนธุรกิจใหม่ (เชียงใหม่) ไตรมาส 1 ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม)

991 ราย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ธุรกิจบริการ (เชียงราย) ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม)

143 ราย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ธุรกิจขายส่ง/ค้าปลีก (เชียงราย) ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม)

89 ราย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

มูลค่าทุนจดทะเบียน (เชียงราย) ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม)

324.718 ล้านบาท

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ที่มา:

  • กรมสรรพากร (https://www.rd.go.th)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (https://www.dbd.go.th)
  • ข้อมูลจากจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

การเติบโตที่ต้องสมดุล

จังหวัดเชียงรายในวันนี้ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน แม้ว่าตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่และรายได้ภาษีในระดับชาติจะสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อยกลับต้องต่อสู้กับความยากลำบากจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสองขั้วในจังหวัดเชียงรายจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างสมดุลและครอบคลุมทุกกลุ่มในสังคม

บทความโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร Founder สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ Business – Group Head MBCS Thailand (Mediabrands Contents Studio)

เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร Co-Founder สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

ถ่ายภาพโดย : กีรติ ชุติชัย ทีมข่าว สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายฟื้นฟูเศรษฐกิจ สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

เชียงรายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งสู่การเป็นเจ้าภาพ PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย (กรอ.จ.เชียงราย) ครั้งที่ 1/2568 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เชียงรายลุ้นเป็นเจ้าภาพ PATA 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม คือ ความคืบหน้าในการเสนอตัวของจังหวัดเชียงรายให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 ซึ่งหากได้รับการคัดเลือก จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในเวทีระดับโลก และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ยังจะได้รับประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวอีกด้วย

ปรับปรุงโครงสร้าง กรอ.เชียงราย เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่ประชุมได้มีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อกฎหมายและตำแหน่งปัจจุบันของสมาชิก ทำให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการแจ้งแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กรอ.จังหวัด และกรอ.กลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ในจังหวัดเชียงราย ระยะที่ 2 เพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์เศรษฐกิจเชียงรายล่าสุด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย โดยพบว่าเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกันยายน 2567 หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวกลับมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดกว่า 33,864.04 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนด้านจังหวัดเชียงราย ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 95,797.50 ล้านบาท

ผลักดันโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเสนอโครงการของภาคีเครือข่าย ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนการประชุมคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ และวางแผนการดำเนินงานในอนาคต

สรุป

การประชุม กรอ.จ.เชียงราย ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยมีการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. จังหวัดเชียงรายมีแนวโน้มที่จะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 มากน้อยเพียงใด? การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ศักยภาพของจังหวัดในการจัดงาน ความพร้อมของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  2. การจัดงาน PATA จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? การจัดงาน PATA จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในระดับสากล ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโต
  3. จังหวัดเชียงรายมีแผนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างไร? จังหวัดเชียงรายมีแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  4. ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
  5. ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้อย่างไร? ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้หลายช่องทาง เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน การให้ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเลือกผู้แทนที่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เปิด 15 อำเภอเมืองเจริญที่สุด เชียงรายติดอันดับ 12

เปิดอันดับ 15 อำเภอเมืองที่เจริญที่สุดในประเทศไทย เชียงรายติดอันดับ 12

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ได้มีการจัดอันดับอำเภอเมืองที่มีความเจริญที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นผลการสำรวจโดย The Ranking โดยพิจารณาจากหลายเกณฑ์ ได้แก่ ความเป็นเมือง เศรษฐกิจ งบประมาณ ขนส่งในเมือง การศึกษา การแพทย์ ความบันเทิง และการค้าขาย ผลการจัดอันดับเผยให้เห็นว่า อำเภอเมืองเชียงรายสามารถติดอันดับที่ 12 จากทั้งหมด 15 อำเภอเมืองทั่วประเทศ ซึ่งไม่รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ความสำคัญของ “อำเภอเมือง” ในการพัฒนาแต่ละจังหวัด

อำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การศึกษา การแพทย์ รวมถึงการเป็น แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ และความสะดวกสบายต่าง ๆ อำเภอเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมักมี โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้ประชาชนในจังหวัดได้รับ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับอำเภอเมือง

The Ranking ได้ใช้ปัจจัยหลายด้านในการประเมินว่า อำเภอเมืองไหนเจริญที่สุด โดยเน้นที่:

  1. ความเป็นเมือง (Urbanization): การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ
  2. เศรษฐกิจ (Economy): การลงทุน การเจริญเติบโตของธุรกิจ และรายได้ต่อหัวประชากร
  3. งบประมาณ (Budget): การจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่นในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ
  4. ขนส่งในเมือง (Transportation): ความสะดวกในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะ
  5. การศึกษา (Education): คุณภาพของสถานศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้
  6. การแพทย์ (Healthcare): ความพร้อมของสถานพยาบาลและการให้บริการสุขภาพ
  7. ความบันเทิง (Entertainment): สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า
  8. การค้าขาย (Commerce): ความหลากหลายของร้านค้า ศูนย์การค้า และตลาดนัด

เปิด 15 อันดับ อำเภอเมืองที่เจริญที่สุด

จากการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล The Ranking ได้เผยรายชื่อ 15 อำเภอเมืองที่เจริญที่สุด ดังนี้:

  1. เมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่) – ศูนย์กลางทางการศึกษาและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ
  2. เมืองขอนแก่น (ขอนแก่น) – จุดเชื่อมต่อการค้าสำคัญในภาคอีสาน
  3. เมืองนครราชสีมา (นครราชสีมา) – เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  4. เมืองชลบุรี (ชลบุรี) – เมืองอุตสาหกรรมและท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก
  5. เมืองอุดรธานี (อุดรธานี) – แหล่งรวมธุรกิจและการค้าชายแดน
  6. เมืองภูเก็ต (ภูเก็ต) – เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  7. เมืองระยอง (ระยอง) – แหล่งอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคตะวันออก
  8. เมืองพิษณุโลก (พิษณุโลก) – เมืองประวัติศาสตร์ที่มีการพัฒนาด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว
  9. เมืองสุราษฎร์ธานี (สุราษฎร์ธานี) – ประตูสู่เกาะสมุยและแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้
  10. เมืองอุบลราชธานี (อุบลราชธานี) – เมืองสำคัญในด้านการศึกษาและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  11. เมืองนครศรีธรรมราช (นครศรีธรรมราช) – เมืองศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมภาคใต้
  12. เมืองเชียงราย (เชียงราย) – เมืองที่มีความเป็นเอกลักษณ์และเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
  13. เมืองนครสวรรค์ (นครสวรรค์) – ศูนย์กลางการค้าและขนส่งในภาคเหนือ
  14. เมืองสงขลา (สงขลา) – เมืองท่าเรือและการค้าชายแดนที่มีความสำคัญ
  15. เมืองลำปาง (ลำปาง) – เมืองที่มีความสงบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

อำเภอเมืองเชียงใหม่: ผู้นำในการพัฒนาเมือง

อันดับที่หนึ่งตกเป็นของ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน มีสนามบินนานาชาติ สถานศึกษาชั้นนำ และสถานพยาบาลที่ทันสมัย ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น จุดหมายปลายทางยอดนิยม ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

อำเภอเมืองขอนแก่น: เมืองใหญ่แห่งอีสาน

สำหรับ อำเภอเมืองขอนแก่น ถือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญของภาคอีสาน มีมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำในระดับประเทศ และยังมีระบบขนส่งที่สะดวก ทำให้การเดินทางและการค้าขายในพื้นที่นี้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อำเภอเมืองเชียงราย: เมืองแห่งศักยภาพในภาคเหนือ

เชียงรายติดอันดับที่ 12 ซึ่งถือเป็นอำเภอเมืองที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ด้วยทำเลที่ตั้งเป็น ประตูสู่อาเซียน เชียงรายมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

ปัจจัยที่ทำให้เชียงรายเจริญเติบโตขึ้น

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม
    เชียงรายมีการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งสนามบินและถนนสายหลัก ทำให้การเข้าถึงเมืองสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากภาคเอกชน

  2. แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย
    เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ดอยตุง วัดร่องขุ่น และภูชี้ฟ้า ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว

  3. ศูนย์กลางการค้าชายแดน
    ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนเมียนมาและลาว เชียงรายจึงเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนที่สำคัญอย่างแม่สายและเชียงของ ทำให้เกิดการค้าขายและการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้น

ทำไมเชียงรายเจริญขึ้นจนติดอันดับ 12 ของประเทศ?

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาต่อเนื่องในหลาย ๆ ด้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถก้าวขึ้นมาติดอันดับในระดับประเทศได้ มาดูกันว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชียงรายเจริญขึ้นคืออะไร

  1. สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์
    เชียงรายเป็นเมืองที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ดอยตุง ดอยแม่สลอง วัดร่องขุ่น หรือสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างหมู่บ้านชนเผ่า ทำให้เชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศนิยมเดินทางมาเยือน ส่งผลให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  2. การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน
    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบขนส่ง โรงพยาบาล และโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนด้านการเกษตรและการค้าชายแดนที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดให้แข็งแกร่งขึ้น

  3. การเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมในภูมิภาค
    เชียงรายตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดนไทย-ลาว และไทย-เมียนมา ทำให้สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนได้ มีด่านชายแดนที่สำคัญ เช่น ด่านแม่สาย และด่านเชียงของ ซึ่งเชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

  4. การพัฒนาสถาบันการศึกษาและสถานพยาบาล
    เชียงรายมีการพัฒนาด้านการศึกษาและสถานพยาบาลที่ดี มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลชั้นนำที่สามารถให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขีดจำกัดและความท้าทายของเชียงราย

แม้เชียงรายจะมีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีขีดจำกัดและความท้าทายหลายประการที่ควรพิจารณาในการพัฒนาต่อไป ได้แก่

  1. การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
    แม้เชียงรายจะมีการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ยังคงจำกัด ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ ที่ทันสมัย

  2. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
    เชียงรายเป็นเมืองที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวและการเกษตร หากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน

  3. การกระจายรายได้อย่างไม่เท่าเทียม
    แม้เศรษฐกิจของเชียงรายจะเติบโต แต่รายได้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และพื้นที่เมือง ขณะที่พื้นที่ชนบทยังคงมีปัญหาด้านความยากจนและการขาดแคลนโอกาสในการพัฒนา

แนวทางการพัฒนาเชียงรายให้เจริญมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้เชียงรายสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางที่ควรดำเนินการดังนี้

  1. พัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร
    ควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล

  2. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชน
    ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่และช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น

  3. เพิ่มการลงทุนในภาคการศึกษาและสุขภาพ
    การพัฒนาโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะ รวมทั้งเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนให้ดีขึ้น

  4. สร้างโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
    การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ในพื้นที่จะช่วยกระจายรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ

  5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง
    ควรพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้านให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการค้าและการลงทุน

สรุป: ความสำคัญของการพัฒนาอำเภอเมือง

การจัดอันดับครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า อำเภอเมือง แต่ละแห่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และการแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การที่อำเภอเมืองต่าง ๆ พยายามพัฒนาตนเองให้เป็น ศูนย์กลางความเจริญของจังหวัด จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทย

เชียงรายแม้จะเป็นจังหวัดที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงมีขีดจำกัดและความท้าทายที่ต้องเผชิญ การพัฒนาจังหวัดให้เจริญยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านการศึกษา เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ การร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเชียงรายให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงราบนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE