Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเศรษฐกิจเชียงรายปี 68 ยอดเงินฝากธนาคารสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ครองตำแหน่งอันดับ 17 ทั่วไทย

Summary
  • อำเภอเมืองเชียงรายมียอดเงินฝากปี 2568 สูงถึง 50,730 ล้านบาท ติดอันดับ 17 ของไทย

  • ไทย-จีนเห็นชอบเพิ่ม “ด่านแม่สาย” เป็นประตูส่งออกผลไม้ ช่วยลดต้นทุนและระยะทาง

  • เตรียมใช้ระบบ e-Phyto แลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนเป็นประเทศแรกในอาเซียน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคน จีนและไต้หวันแห่เที่ยวเชียงรายคึกคัก

  • เศรษฐกิจเชียงรายโตแกร่งจากฐานการค้าชายแดนและการออมที่มั่นคงในรอบ 10 ปี

เชียงรายตื่น! เงินฝากพุ่ง 5 หมื่นล้าน ด่านแม่สายเปิดประตูส่งผลไม้สู่จีน ขณะนักท่องเที่ยวไหลกลับคึกคัก

เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ตัวเลขเศรษฐกิจรายอำเภอล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณชัดว่า อำเภอเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป ด้วยยอดเงินฝากรวมกว่า 50,730 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตขึ้นจากปี 2558 ถึง 15,925 ล้านบาท ทำให้จังหวัดเชียงรายก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 17 ของประเทศในกลุ่มอำเภอที่มียอดเงินฝากสูงสุด ไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นคือข่าวดีจากโต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแผนที่ส่งออกผลไม้ของภาคเหนือไปตลอดกาล

เชียงรายในแผนที่เศรษฐกิจไทย จุดยืนที่ไม่ใช่แค่ “เมืองรอง”

หลายคนอาจยังภาพเชียงรายในฐานะเมืองเล็กทางภาคเหนือที่ถูกบดบังด้วยแสงของเชียงใหม่ แต่ตัวเลขจากสถิติข้อมูลสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังบอกเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อำเภอเมืองเชียงราย มียอดเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง 50,730 ล้านบาท ณ ปี 2568 ซึ่งหากนำตัวเลขนี้เทียบกับหัวเมืองที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่มียอดเงินฝาก 45,320 ล้านบาท หรืออำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองที่อยู่ที่ 43,910 ล้านบาทแล้ว เชียงรายยืนอยู่เหนือทั้งคู่อย่างชัดเจน

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสิบปีก่อนในปี 2558 เงินฝากในอำเภอเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15,925 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังขยายฐานอย่างมั่นคงผ่านภาคการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่เชื่อมต่อกับตลาดจีนโดยตรง

แม่สาย ด่านทองคำที่กำลังจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในรอบเดือนเมษายน 2569 คือผลการประชุมระดับเทคนิคของคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ JTC-SPS ไทย–จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพฯ โดยมีนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายหยู เซี่ยนเทา รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานศุลกากรจีน หรือ GACC เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายจีน

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้สำหรับจังหวัดเชียงรายคือ ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันให้เพิ่ม “ด่านแม่สาย” เข้าไปในพิธีสารขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน โดยด่านแม่สายจะทำหน้าที่เป็นประตูนำเข้าและส่งออกผลไม้ไปยังด่านต่าลั่ว มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเดิมเส้นทางนี้ต้องอาศัยด่านอื่นที่อยู่ไกลออกไปเป็นทางผ่านหลัก

นายชัยวัฒน์ให้ความเห็นในการประชุมว่า การเพิ่มด่านแม่สายเข้าไปในพิธีสารครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะจะเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ประกอบการในช่วงฤดูส่งออกผลไม้ ลดระยะทาง ลดต้นทุน และช่วยให้ผลไม้สดจากภาคเหนือถึงมือผู้บริโภคชาวจีนได้เร็วและสดกว่าเดิม

ในแต่ละปี เส้นทางการค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจเชียงราย ทั้งการค้าผลไม้เขตร้อน ลำไย มะม่วง และสินค้าอื่น ๆ ที่ไหลข้ามชายแดนสู่ตลาดจีนรายวัน หากด่านแม่สายสามารถรับการรับรองอย่างเป็นทางการภายใต้พิธีสารนี้ได้เต็มรูปแบบ จะเป็นก้าวกระโดดสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการค้าของจังหวัดเชียงรายในตลาดโลก

ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ไทยอาจนำหน้าอาเซียน

นอกจากเรื่องด่านแม่สาย ผลการประชุม JTC-SPS ครั้งที่ 9 ยังมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลดีต่อภาคการค้าเกษตรในระยะยาว นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแผนทดสอบการแลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สุขอนามัยพืช หรือที่เรียกว่า e-Phyto ร่วมกัน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีน

ในบริบทของเชียงราย ระบบนี้มีความหมายสูงมากเพราะผู้ส่งออกผลไม้ผ่านด่านแม่สายจะไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบและมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการปล่อยสินค้า ขณะที่จีนยังได้เชิญชวนไทยร่วมพัฒนาระบบ Smart Customs เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการผลไม้เชียงรายนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกสบาย แต่คือการประหยัดเงินและลดความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง

นักท่องเที่ยวหวนคืน เชียงรายได้อานิสงส์จากกระแสภาคเหนือ

ขณะที่ตัวชี้วัดด้านเงินฝากสะท้อนพลังเศรษฐกิจในระยะยาว ตัวเลขท่องเที่ยวรายสัปดาห์ก็ยืนยันว่าเชียงรายกำลังเก็บเกี่ยวผลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยโดยรวม รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ ประจำสัปดาห์ที่ 17 ของปี 2569 ระหว่างวันที่ 20–26 เมษายน 2569 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 71,681 คน หรือร้อยละ 15.42

ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 26 เมษายน 2569 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.39 ในสัปดาห์เดียวกัน เชียงรายได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันที่กลับมาคึกคัก โดยในสัปดาห์ที่ 17 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนสูงสุดที่ 102,493 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 37.31 ขณะที่ไต้หวันกระโดดขึ้นมาถึงอันดับ 5 ด้วยจำนวน 18,482 คน เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในช่วงก่อนหน้า

กระแสนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในฤดูร้อนนี้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจเชียงรายในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดชายแดนซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

เชียงใหม่นำ เชียงรายตาม แต่ช่องว่างกำลังแคบลง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของภาคเหนือในแง่ยอดเงินฝาก อำเภอเมืองเชียงใหม่ยังคงครองอันดับหนึ่งของทั้งประเทศ นอกกรุงเทพและปริมณฑล ด้วยยอดเงินฝากสูงถึง 246,478 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 86,155 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 53.74 ซึ่งสะท้อนว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย

แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตสัมพัทธ์ในระยะ 10 ปี อำเภอเมืองเชียงรายเติบโตขึ้นคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่ด้อยกว่ากัน โดยจากฐานเงินฝากที่ต่ำกว่า เชียงรายมีพื้นที่ขยายตัวอีกมากหากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรแปรรูปสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตามแนวทางที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองอุดรธานี ที่มียอดเงินฝาก 91,250 ล้านบาท หรืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มี 129,710 ล้านบาท เชียงรายยังมีระยะห่างพอสมควร แต่ในแง่ศักยภาพเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ติดพรมแดนทั้งเมียนมาและลาว และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับจีนทางบกโดยตรง เชียงรายมีจุดแข็งที่เมืองอื่นในประเทศไม่มี

EEC ยังแกร่ง แต่เหนือก็ไม่ยอมแพ้

ในภาพรวมของประเทศ ข้อมูลยอดเงินฝากระดับอำเภอปี 2568 ยืนยันว่าโซนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นขั้วเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดนอกกรุงเทพฯ โดยอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โตขึ้นถึงร้อยละ 125.80 จาก 88,557 ล้านบาท เป็น 199,963 ล้านบาท ขณะที่อำเภอเมืองชลบุรีเติบโตร้อยละ 54.82 และอำเภอบางละมุงเติบโตร้อยละ 61.50

แต่ในขณะที่ EEC เติบโตเด่น ภาคเหนือก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอเมืองภูเก็ตเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่ร้อยละ 76.25 ขณะที่เชียงใหม่เติบโตร้อยละ 53.74 และเชียงรายเองก็กำลังขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณเตือนจากตะวันออกกลาง ที่เชียงรายต้องเฝ้าระวัง

ท่ามกลางตัวเลขเชิงบวก รายงานการท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 17 ยังระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 6.32 อยู่ที่ 110,072 คน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางแม้ว่าในสัปดาห์นั้นจะบวกร้อยละ 20.66 แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังติดลบสะสมถึงร้อยละ 31.65 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้น

สำหรับเชียงราย ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังคงเป็นกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่อ่อนตัวลงมีผลต่อเชียงรายน้อยกว่าจุดหมายอื่นในประเทศที่พึ่งพาตลาดตะวันตกมากกว่า

มองไปข้างหน้า เชียงรายและโอกาสที่กำลังประกอบร่างขึ้น

ทุกสัญญาณที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลช่วงเดือนเมษายน 2569 กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายไม่ใช่แค่จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วยการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การค้าชายแดนที่กำลังได้รับการสนับสนุนจากกรอบสนธิสัญญาระดับรัฐ และยอดเงินฝากที่เติบโตสะท้อนการสะสมความมั่งคั่งในชุมชน

การเพิ่มด่านแม่สายเข้าสู่พิธีสารผลไม้ไทย–จีน หากดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในเชียงรายโดยตรง ลดระยะทาง เพิ่มความเร็ว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ไร่จนถึงตลาดในจีน

ในขณะเดียวกัน ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยกับจีน จะเป็นตัวแปรที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าชายแดนในระยะยาว และหากไทยสามารถเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เชื่อมระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนได้สำเร็จ เชียงรายในฐานะด่านหน้าของเส้นทางนี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME