Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายโชว์ ‘ผ้าทออัตลักษณ์’ ยกระดับภูมิปัญญาสู่แฟชั่นโลก หนุนเศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงรายจัดยิ่งใหญ่ “ผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ผ้าอัตลักษณ์เชียงราย ครั้งที่ 2” สืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้ยั่งยืน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

เดินหน้าผลักดันผ้าไทยสู่เวทีสากล แฟชั่นโชว์-ประกวดออกแบบสุดคึกคัก ต่อยอดหัตถกรรมท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมและดีไซน์

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย บรรยากาศของงาน “ผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ผ้าอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2” คึกคักไปด้วยกลุ่มผู้ประกอบการ นักออกแบบ เยาวชน และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง รองรับตลาดยุคใหม่ และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

สืบสานภูมิปัญญา – ผ้าทอเชียงราย ผสานอดีตสู่อนาคต

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า งานครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของจังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งรวมผ้าทอคุณภาพ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าชาติพันธุ์ ซึ่งโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ด้านเทคนิคและลวดลายที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านช่างฝีมือและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่พร้อมรับนวัตกรรมการออกแบบตัดเย็บและการย้อมสีธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มช่องทางการตลาด และยกระดับสินค้า OTOP ของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการกว่า 50 กลุ่ม รวมกว่า 100 คน โดยนำผลงานผ้าทอและสิ่งทอที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละชุมชนมาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีการประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย “ผ้าไทยใส่ให้สนุก สู่แฟชั่นที่ยั่งยืน” เปิดเวทีให้ดีไซน์เนอร์ เยาวชน และช่างทอรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพการสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ตลาดแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 70,000 บาท

ต่อยอดคุณค่า – เศรษฐกิจฐานรากเติบโต ขับเคลื่อน Soft Power

นางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย รายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์บนฐานทรัพยากรชุมชนคุณค่าสูง ที่เน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนเสริมสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดระดับสากล โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2568 และจากสถิติการจัดงานแฟชั่นโชว์และจำหน่ายสินค้าครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตมากกว่า 1.7 ล้านบาท สะท้อนโอกาสเติบโตของธุรกิจผ้าไทยในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

ปรับมิติการออกแบบ – ผ้าไทยใส่สนุก สู่แฟชั่นร่วมสมัย

ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการสนับสนุนให้เกิดการออกแบบและตัดเย็บชุดผ้าไทยในรูปแบบที่ทันสมัย สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ฯ โดยเน้นการผสมผสานผ้าพื้นถิ่นกับดีไซน์สมัยใหม่ เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยว และตลาดแฟชั่นโลกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น

สร้างเครือข่าย ยกระดับศักยภาพด้วยองค์ความรู้ใหม่

กิจกรรมภายในงานยังเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบลวดลาย การตัดเย็บ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งจัดเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการ OTOP ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น และหน่วยงานส่งเสริมการค้า เพื่อสร้างโอกาสการเจรจาธุรกิจใหม่ ๆ และยกระดับเครือข่ายอุตสาหกรรมสิ่งทอของเชียงรายให้แข็งแกร่ง

วิเคราะห์โอกาส – อัตลักษณ์ผ้าไทย เชียงรายสู่ตลาดโลก

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับผ้าทอเชียงรายจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยใช้ Soft Power ของผ้าไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมในระดับครัวเรือนไปจนถึงจังหวัดและประเทศ นับเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยสู่ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • งานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ปลุกพลังประชาชน สู้ภัยยาเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันยั่งยืน

เชียงรายรวมพลังต้านภัยยาเสพติด “Stop Drugs, Start Power” ขับเคลื่อนสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเข้มข้น ด้วยการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องใน “วันต่อต้านยาเสพติดโลก” ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Stop Drugs, Start Power สร้างพลังไทย หยุดภัยยาเสพติด” ณ อาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัด นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ตัวแทนสมาชิกกองทุนแม่ของแผ่นดิน สมาชิก TO BE NUMBER ONE นักเรียน และนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

สร้างกระแสความตระหนักรู้ – บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมสังคมปลอดภัย

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก” อย่างต่อเนื่อง ตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก โดยในปีนี้ จังหวัดเชียงรายผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจัดกิจกรรมรณรงค์ครบวงจร เน้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์และปลูกจิตสำนึกให้คนในสังคมตระหนักรู้เท่าทันโทษภัยยาเสพติด

กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด การเชิดชูเกียรติหน่วยงานและบุคคลที่มีผลงานเด่นด้านยาเสพติดประจำปี การจัดนิทรรศการผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนให้ห่างไกลจากยาเสพติด พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและครอบครัวในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้เสพ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เคยหลงผิดได้รับการบำบัดและกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข”

ที่อาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2568 โดยมี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ปลัดจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สมาชิกกองทุนแม่ของแผ่นดิน สมาชิก TO BE NUMBER ONE จังหวัดเชียงราย และนักเรียนนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธาน พร้อมนำกล่าวคำปฏิญาณตน ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด (อบจ.เชียงราย) ในกิจกรรม "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็น "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" เพื่อกระตุ้นให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายร้ายแรงของยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของมวลมนุษยชาติอย่างรุนแรง โดยมี นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ส.อบจ.เชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากร อบจ.เชียงราย และนักเรียน โรงเรียน อบจ.เชียงราย

อบจ.เชียงรายขับเคลื่อนงานเชิงรุก – ปลุกพลังใหม่ในวันต่อต้านยาเสพติดโลก

ขณะเดียวกัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ. ได้จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2568 ภายใต้บรรยากาศการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างการรับรู้และปลูกฝังภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน บุคลากร หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ให้เกิดความตระหนักรู้ถึงพิษภัยและความเสี่ยงร้ายแรงของยาเสพติด

นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย กล่าวรายงานว่า กิจกรรมในปีนี้เน้นย้ำการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุก ทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ การส่งเสริมกระบวนการบำบัดฟื้นฟู และการให้โอกาสกับผู้ที่เคยผิดพลาดให้กลับเข้าสู่สังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและชุมชนเข้มแข็ง

ขยายผลการมีส่วนร่วม – ยกย่องคนดีสู่สังคม ต่อยอดความยั่งยืน

ในงานยังมีการยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานและบุคลากรที่มีผลงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดดีเด่น ตลอดจนการนำเสนอผลการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการสร้างสังคมปลอดยาเสพติด

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำแนวทาง “มองผู้เสพ คือ ผู้ป่วย” ให้โอกาสกลับตัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ ผ่านกระบวนการคัดกรองและบำบัดรักษาอย่างครบวงจร เพื่อคืนคนดีสู่สังคมและลดโอกาสกลับไปสู่วงจรยาเสพติด

วิเคราะห์ผลลัพธ์ – สร้างต้นแบบจังหวัดปลอดภัยยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลกในปีนี้ ไม่เพียงแต่ยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แต่ยังเสริมสร้างต้นแบบจังหวัดเชียงรายให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย สะท้อนถึงความเข้มแข็งของกลไกชุมชนในการป้องกันและขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก พร้อมต่อยอดสร้างความตื่นตัวให้แก่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิด “Stop Drugs, Start Power” เชียงรายกำลังสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ด้วยพลังจากทุกคนในจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงาน ป.ป.ส. จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำทัพ ดันสินค้า GI ขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหม่ หนุนเกษตรกรยั่งยืน

เชียงรายจัดสภากาแฟกระชับความร่วมมือภาครัฐ – ปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่างภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 7 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ ตลาดล้านเมือง ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก ภายใต้แนวคิดเสริมสร้างเครือข่ายภาครัฐเพื่อพัฒนาจังหวัด พร้อมทั้งเปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” เพื่อขับเคลื่อนสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายภาครัฐ – เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อราชการ

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหลากหลายหน่วยงานเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนข้อราชการ ข้อมูลสถานการณ์สำคัญในพื้นที่ และแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติ

ในงานมีการจัดบูธประชาสัมพันธ์ผลงานและข้อมูลสำคัญจากแต่ละหน่วยงาน อาทิ บริการให้ความรู้ทางการเงิน การส่งเสริมการค้าภายในประเทศ แนวทางการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงข้อมูลความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย

เปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI” – ภูมิปัญญาเกษตรกรเชียงรายสู่ตลาดสากล

ไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้คือการปล่อย “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะผู้บริหาร ซึ่งเป็นการรวมรวบผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าคุณภาพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ส้มโอเวียงแก่น สับปะรดภูแล ลำไย และเงาะ พร้อมทั้งนำเสนอผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่อย่าง “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การปล่อยคาราวานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของสินค้าเกษตรเชียงรายในฐานะสินค้า GI ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มในตลาดสินค้าเกษตร โดยจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบการ พร้อมกระตุ้นการบริโภคสินค้าในประเทศและผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “การปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นแล้ว ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สร้างโอกาสใหม่–ขยายผลต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงรายนำเสนอข้อคิดเห็นและแผนงานในอนาคต เช่น การขยายช่องทางการตลาด การสนับสนุนนวัตกรรมเกษตรแปรรูป และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่นในระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุนสินค้าเกษตรของจังหวัด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นในครั้งถัดไป จังหวัดเชียงรายได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพหลักในการสานต่อเป้าหมายการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลลัพธ์–โอกาสต่อยอดสินค้า GI สู่อนาคต

จากความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนสินค้าคุณภาพสู่ตลาดภายในและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนในทุกมิติ ทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

หนีเมือง มาหาธรรมชาติ เชียงรายนำทัพกาแฟ-ชาไทย สู้ศึกนำเข้า

เชียงรายเปิดตัวงานกาแฟ-ชายิ่งใหญ่ สะท้อนการเติบโตตลาดกาแฟไทยท่ามกลางการพึ่งพานำเข้าเพิ่มขึ้น

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – ในขณะที่ตลาดกาแฟโลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องและประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ จังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งผลิตกาแฟชั้นนำของประเทศได้จัดงาน “Chiangrai Coffee & Tea 2025” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ผลิตท้องถิ่นและสร้างโอกาสทางธุรกิจในวงการกาแฟไทย

งานที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Escape into Nature – หนีเมือง มาหาธรรมชาติ” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2568 นี้ ไม่เพียงเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการในวงการกาแฟและชาของจังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่กำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทายในยุคปัจจุบัน

ตลาดกาแฟโลกเติบโตต่อเนื่อง แต่ไทยยังผลิตไม่เพียงพอ

ข้อมูลจากองค์การกาแฟนานาชาติ (International Coffee Organization) ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคกาแฟทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การบริโภคกาแฟของโลกเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1.9 ต่อปี ขณะที่รายงานจากเว็บไซต์ Money Buffalo ระบุว่า ทั่วโลกมีการดื่มกาแฟเฉลี่ยประมาณ 2,250 ล้านแก้วต่อวัน และมีผู้ดื่มกาแฟเป็นประจำมากกว่า 1,000 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มยอดนิยม แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การเติบโตของตลาดกาแฟในภาพรวมก็เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ในปี 2566 คนไทยบริโภคกาแฟรวมกันมากถึง 90,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่เพียงประมาณ 30,000 ตัน การเพิ่มขึ้นของการบริโภคถึง 3 เท่าในระยะเวลา 1 ทศวรรษนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับกาแฟมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกลับผลิตกาแฟได้ไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ โดยปริมาณการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45,000–50,000 ตันต่อปี ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คนไทยบริโภค ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมามูลค่าการนำเข้ากาแฟพุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 338 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญในตลาดกาแฟไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตในประเทศ หากสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาวได้

อุตสาหกรรมกาแฟไทยเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทาย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมกาแฟไทยกำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะการผลิตในประเทศที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาการนำเข้า ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องการกาแฟสดและกาแฟพิเศษเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดกาแฟในประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 3% โดยในปี 2565/66 มีการใช้เมล็ดกาแฟดิบในภาคอุตสาหกรรมถึง 93,551 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/63

ในส่วนของภาพรวมกาแฟโลกสำหรับปี 2024/25 การผลิตกาแฟทั่วโลกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 6.9 ล้านกระสอบ (ขนาด 60 กิโลกรัม) จากปีที่แล้วเป็น 174.9 ล้านกระสอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของผลผลิตในเวียดนามและอินโดนีเซีย การส่งออกทั่วโลกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการเพิ่มขึ้นในเวียดนามและอินโดนีเซียสามารถชดเชยปริมาณการส่งออกที่ลดลงจากบราซิลได้

การบริโภคทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.1 ล้านกระสอบเป็น 168.1 ล้านกระสอบ โดยบริโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุดในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ขณะที่สต็อกปลายปีคาดว่าจะลดลง 1.5 ล้านกระสอบเหลือ 20.9 ล้านกระสอบ

เชียงรายจัดงานใหญ่ยกระดับผู้ผลิตท้องถิ่น

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟและใบชาชั้นเลิศของประเทศไทย ได้จัดงาน “Chiangrai Coffee & Tea 2025” ขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่น

นายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ว่า “จุดประสงค์สำคัญของงาน คือการรวมตัวของผู้ประกอบการร้านชาและกาแฟในจังหวัดเชียงราย ทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ โรงคั่ว ร้านต้นแบบ ไปจนถึงผู้ผลิตวัตถุดิบและแปรรูป เพื่อให้เกิดการพบปะ แลกเปลี่ยน แรงบันดาลใจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยอัตลักษณ์ของท้องถิ่น”

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ยังเป็นเวทีให้เกษตรกร ผู้ผลิต และคาเฟ่ท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ นายสรรเสริญ ศีติสาร รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงราย นายพงศกร อารีศิริไพศาล ประธานกลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ

ผู้ประกอบการท้องถิ่นโชว์ศักยภาพ

งานนี้มีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมจำนวนมาก โดยแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนซ้าย โซนกลาง และโซนขวา ซึ่งแต่ละโซนมีเอกลักษณ์และจุดเด่นที่แตกต่างกัน

ในโซนซ้าย มีร้านเด่นๆ เช่น กาแฟสมถะ (SAMATHA) จากบ้านผาอี้ อำเภอแม่สาย ที่ผลิตกาแฟอาราบิก้าคั่วพิเศษรสชาติเข้ม หอม เต็มบอดี้ พร้อมกลิ่นดินขึ้นและความละมุนของดอยผาฮิในทุกแก้ว และไร่รื่นรมย์เกษตรอินทรีย์ จากอำเภอเทิง ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ปลอดสาร 100%

โซนกลางเป็นจุดตัดของรสชาติและความคิดสร้างสรรค์ โดยมี Ploysai Coffee Roaster ที่เริ่มต้นจากตึกแถวเล็กๆ สู่โรงคั่วระดับโกดัง มีเมล็ดให้เลือกกว่า 20 ชนิด และ Chillrista เจ้าของรางวัลสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย 2 ปีซ้อน ทั้ง Arabica และ Robusta

ส่วนโซนขวาเป็นแหล่งรวมกลิ่นอายคลาสสิกและแบรนด์ใหญ่ อาทิ กาแฟโบราณโกปี ที่นำเสนอกาแฟโบราณต้นตำรับและโอเลี้ยงยกล้อที่หอมหวานกลมกล่อม และ Café Doitung จากพระตำหนักดอยตุง พร้อมเมนู Iced Macadamia Nut Latte ที่หอมละมุนอย่างมีระดับ

กิจกรรมหลากหลายสร้างประสบการณ์ใหม่

งานนี้ไม่เพียงเป็นการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมหลากหลายที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชม ได้แก่ Camp Coffee Experience ที่ให้ผู้เข้าชมได้ชมการสาธิตการใช้งานเครื่องชงกาแฟหลากหลายประเภท พร้อมเทคนิคจากบาริสต้ามืออาชีพ

Private Tea & Coffee Workshop ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มรสและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในวงการชาและกาแฟ อาทิ The Roastery By Roj, สวรรค์บนดิน, One Tea At A Time, และ 22grams Coffee & Roastery

Campfire Moment ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ล้อมวงจิบชาและกาแฟท่ามกลางเสียงดนตรีในบรรยากาศอบอุ่นของแคมป์ไฟ และ Tasting Zone ที่เปิดประสบการณ์ชิมเครื่องดื่มชา-กาแฟขึ้นชื่อประจำเชียงรายแบบไม่อั้น

นอกจากนี้ยังมี Bakery & Snack Corner ที่ให้ผู้เข้าชมได้ชิมและช้อปของหวาน-ขนมโฮมเมดจากร้านดังทั่วเชียงราย

เวิร์กชอปพิเศษสำหรับสมาชิก

สำหรับสมาชิก Central X จะได้รับสิทธิ์ Workshop เพ้นท์แก้วกาแฟสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ขณะที่สมาชิก The1 จะได้รับสิทธิ์ Workshop ดริปกาแฟ หรือ Sensory ฟรี ในวันที่ 29 มิถุนายน 2568 เมื่อมียอดกิน/ช้อปในโซนพลาซาครบ 5,000 บาทขึ้นไป โดยจำกัด 20 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ

โอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมกาแฟไทย

การจัดงาน “Chiangrai Coffee & Tea 2025” ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาคเอกชนและรัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายจากการผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของการบริโภคกาแฟในประเทศไทยถึง 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดภายในประเทศที่ยังมีที่ว่างให้เติบโตได้อีกมาก หากผู้ผลิตในประเทศสามารถพัฒนาคุณภาพและเพิ่มปริมาณการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

จังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งผลิตกาแฟชั้นนำของประเทศ มีศักยภาพที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทย โดยเฉพาะการเน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งตรงกับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ specialty coffee และ sustainable coffee

การรวมตัวของผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงใหญ่ในงานนี้ยังเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยังคงเป็นเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ และการยกระดับคุณภาพให้สามารถแข่งขันกับกาแฟนำเข้าได้ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะของเกษตรกร และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

เชียงรายนำทางสู่อนาคตกาแฟไทย

งาน “Chiangrai Coffee & Tea 2025” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการจัดงานแสดงสินค้าทั่วไป แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยสู่ระดับสากล ผ่านการรวมตัวของผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account: @CentralChiangrai งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.30 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น G โซนจริงใจ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

การจัดงานในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมกาแฟไทยสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทยในตลาดโลกได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การกาแฟนานาชาติ (International Coffee Organization)
  • เว็บไซต์ Money Buffalo
  • Euromonitor International
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (CHIANGRAI COFFEE LOVER – CCL)
  • สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย
  • ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

UNIDO เลือกเชียงราย สร้างภูมิคุ้มกันโลกร้อน หนุนท่องเที่ยวชุมชนเข้มแข็ง

เชียงราย จังหวัดต้นแบบ “อยู่ร่วมโลกร้อน” อพท. จับมือ UNIDO ระดมพลังทุกภาคส่วน เดินหน้าโครงการท่องเที่ยวชุมชนยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

เชียงราย, 25 มิถุนายน 2568 – องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ผนึกความร่วมมือกับ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ประกาศเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ปรับตัวและอยู่ร่วมกับสภาวะโลกร้อนและโลกรวนอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนโครงการนำร่อง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างแบบจำลองการปรับตัวในระดับพื้นที่ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย

เวทีร่วมคิดสร้างแผนปรับตัวเพื่ออนาคต

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ โรงแรม Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel อพท. จัดประชุมระดมความคิดเห็น “การสร้างการท่องเที่ยวชุมชนที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน” เพื่อร่วมกำหนดแผนงานโครงการต้นแบบในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน แม่สาย แม่จัน และแม่ฟ้าหลวง ครอบคลุมกว่า 300 หมู่บ้าน โดยมี นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นประธาน, นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, Mr.Virpi Stucki Chief, Fair Production, Sustainability Standard and Trade, UNIDO (ประชุมทางไกล) พร้อมด้วยตัวแทนภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญของเชียงราย เนื่องจาก UNIDO ได้ตัดสินใจนำร่องพัฒนาระบบการอยู่ร่วมกับสภาวะโลกร้อนในจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่แรกของไทย และเตรียมสนับสนุนงบประมาณจากองค์การสหประชาชาติ ต่อยอดการพัฒนาทั้งมิติการท่องเที่ยวชุมชน การบริหารจัดการทรัพยากร การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

สู่เป้าหมาย “ปรับตัวอยู่รอด” ในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

จุดเด่นของโครงการฯ คือการมุ่งสร้างความยืดหยุ่น (Climate Resilience) ให้กับชุมชน โดยอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ และภาควิชาการ ตัวอย่างแนวคิดการพัฒนาที่จะผลักดันในพื้นที่เป้าหมาย เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือน้ำท่วมหรือภัยแล้ง พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) และสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าและบริการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้จริง

นายศิริปกรณ์ ย้ำว่า “เรากำลังติดกระดุมเม็ดแรก” ให้กับชุมชนเชียงราย เพื่อวางระบบการบริหารจัดการเงินทุนและความร่วมมือ เมื่อได้รับงบประมาณและโอกาสจากต่างประเทศแล้ว จะต้องบริหารงบอย่างตรงเป้าหมายและโปร่งใส พร้อมให้ความสำคัญกับต้นน้ำของปัญหาในแต่ละชุมชน เช่น ภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น จังหวัด อบจ. และเทศบาล เพื่อให้การพัฒนาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

โอกาสเชียงรายจากเวทีโลกสู่การพัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน

การเลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องครั้งนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของจังหวัดและการทำงานแบบเป็นทีม โดยเฉพาะความเข้มแข็งของผู้นำจังหวัดอย่างนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับการยอมรับจากทีม UNIDO และภาคีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อพท. ยังได้ร่วมมือกับ GISTDA ในการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและระบบอวกาศมาวิเคราะห์ วางแผนและติดตามผลลัพธ์ของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ

สะท้อนภาพอนาคตเชียงรายต้นแบบการอยู่ร่วมกับโลกร้อน

ในเวทีระดมความคิดเห็นครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนปัญหาและแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางเลือกใหม่ๆ ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สินค้าท่องเที่ยวชุมชน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า หรือการวางแผนรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต

การเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาความยั่งยืนและความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ชุมชนต่างๆ สามารถนำไปต่อยอดขยายผลในพื้นที่อื่นทั่วประเทศไทย

สรุปและวิเคราะห์ผลลัพธ์

โครงการความร่วมมือระหว่าง อพท. และ UNIDO เพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในเชียงราย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในเวทีโลก ดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงสร้างความเข้มแข็งจากภายในด้วยความร่วมมือของชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารพันธุ์ดี เสริมแกร่ง ศปร.ทบ. ตรวจเยี่ยมเชียงราย-พะเยา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

มทบ.37 ต้อนรับ ผอ.ศปร.ทบ. ลงพื้นที่เชียงราย-พะเยา ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ–ขยายผล “ทหารพันธุ์ดี” หนุนความมั่นคงยั่งยืน

เชียงราย, 25 มิถุนายน 2568 – พลเอก พรมงคล พึ่งเสมา ผู้อำนวยการสำนักงานประสานราชการในพระองค์ กองทัพบก (ศปร.ทบ.) พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา เพื่อติดตามความคืบหน้าและขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงโครงการ “โคก หนอง นา” และโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ภาคเหนือ

ก้าวสำคัญของการพัฒนาจากพระราชดำริสู่ความมั่นคงชุมชน

เวลา 09.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน 2568 พล.ต.จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) ให้การต้อนรับ พล.อ. พรมงคล พึ่งเสมา และคณะ ณ ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเข้าสู่ภารกิจหลัก ได้แก่ การรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ห้องประชุมพญาเม็งราย บก.มทบ.37 และเยี่ยมชมโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” ที่ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ค่ายเม็งรายมหาราช

จากนั้น คณะฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการผลิตแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล “เพื่อนช่วยเพื่อน” ของ ร.17 พัน.3 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชทานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สร้างต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

ตรวจเยี่ยมและขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่สูง

ในการเดินทางครั้งนี้ คณะ สปร.ทบ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลายจุดสำคัญ อาทิ

  • โครงการดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาจิ จังหวัดเชียงรายและพะเยา
  • โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านหนองห้า อ.เชียงคำ จ.พะเยา
  • โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงบ้านสันติสุข อ.ปง จ.พะเยา
  • โครงการทดลองเลี้ยงแกะและสัตว์ปีก บ้านร่มฟ้าทอง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

ทุกโครงการล้วนมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของชุมชน ส่งเสริมการเกษตรบนพื้นที่สูง และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสทางอาชีพ และลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ชนบท

ผลักดัน “ทหารพันธุ์ดี” ขยายผลสู่ชุมชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความมั่นคง

การดำเนินงานโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” ซึ่งริเริ่มโดยกองทัพบก ได้ขยายผลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ร่วมมือกับกรมทหารราบที่ 17 กองพันทหารราบที่ 3 (ร.17 พัน.3) ผลักดันโครงการฝึกอบรมเกษตรกรต้นแบบ การผลิตและกระจายพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ (เช่น แพะพันธุ์แบล็คเบงกอล) และการส่งเสริมการปลูกพืชผสมผสานในพื้นที่ของหน่วยงานทหาร นำไปสู่การส่งเสริมรายได้และสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบค่ายทหาร

นอกจากนี้ สปร.ทบ. ยังรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและต่อยอดโครงการไปยังชุมชนที่ยังขาดโอกาส และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนผ่านเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาชน และชุมชนท้องถิ่น

วิเคราะห์ผลลัพธ์และทิศทางในอนาคต

การลงพื้นที่ติดตามและขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการสืบสานแนวคิด “ประชาชนอยู่ดี มีสุข” ผ่านการผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และประชาชน โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงทางอาหาร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และผลักดันนวัตกรรมเกษตรในพื้นที่สูงของภาคเหนือ

ในอนาคต การบริหารจัดการและขยายผลโครงการฯ ให้ครอบคลุมมากขึ้น จะยิ่งส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37)
  • สำนักงานประสานราชการในพระองค์ กองทัพบก (ศปร.ทบ.)
  • คณะทำงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทุเรียนเหนือผงาด! เชียงรายปั้น ‘ทุเรียนถิ่นหนาว’ ชูรสชาติเอกลักษณ์ สู่ตลาดสากล

เชียงรายเปิดตัว “ทุเรียนถิ่นหนาว” ผลไม้เศรษฐกิจใหม่สู่ตลาดโลก

พัฒนาจากการทดลองเพียง 80 ต้น สู่อุตสาหกรรมกว่า 3,700 ไร่ ชูจุดแข็งรสชาติหวานมัน เนื้อแน่น กลิ่นหอมเฉพาะตัว

เชียงราย, 25 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเปิดตัว “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” อย่างเป็นทางการ ในกิจกรรมสัมมนาสื่อมวลชนและเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสื่อ สานสัมพันธ์ ครั้งที่ 3 ณ สวนธวานันท์รุ่งเรือง อำเภอเวียงเชียงรุ้ง โดยมีนายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน

การเปิดตัวผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ของภาคเหนือครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับเกษตรกรรมไทยสู่มิติใหม่ เมื่อพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับการปลูกทุเรียน กลับกลายเป็นแหล่งผลิทุเรียนคุณภาพสูงที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย

จากการทดลอง 5 ไร่ สู่อุตสาหกรรมหลักของจังหวัด

เรื่องราวของทุเรียนเชียงรายเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2552 เมื่อเกษตรกรอำเภอเวียงเชียงรุ้งได้ทดลองปลูกทุเรียนแซมในสวนผลไม้ชนิดต่างๆ โดยมีพื้นที่ปลูกเพียง 5 ไร่ จำนวน 80 ต้น การทดลองครั้งนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นของเชียงรายที่แตกต่างจากแหล่งปลูกทุเรียนทั่วไป

นางสุพรรณี แสงอรุณ เกษตรกรผู้บุกเบิกการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองในพื้นที่เวียงเชียงรุ้งมากว่า 17 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “จริงๆ แล้วเราอาจจะเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องของการปลูกทุเรียน อาจจะเป็นเจ้าแรกของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3-4 เริ่มได้เห็นผลผลิต แต่ก็มีปัญหาให้คอยแก้ไขตลอด”

ความมุ่งมั่นและการเรียนรู้จากประสบการณ์ทำให้การปลูกทุเรียนในเชียงรายประสบความสำเร็จ จากจุดเริ่มต้นเพียงไม่กี่ต้น ปัจจุบันได้ขยายเป็นแปลงปลูกขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดระบุว่า ปัจจุบันอำเภอเวียงเชียงรุ้งมีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ 468 ไร่ ขณะที่ทั่วจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 3,711 ไร่

จุดเด่นเฉพาะตัวของทุเรียนถิ่นหนาว

ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงรายมีจุดเด่นที่แตกต่างจากทุเรียนภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน ด้วยรสชาติหวานมัน เมล็ดลีบ เนื้อแน่น กลิ่นหอมเฉพาะตัว และเปลือกบาง ความแตกต่างนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง คือการปลูกในพื้นที่สูงเฉลี่ย 400-600 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ระหว่าง 10-35 องศาเซลเซียส

สภาพอากาศที่เย็นสบายนี้ส่งผลให้ทุเรียนออกดอกและติดผลได้ดี โดยช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งไม่ซ้ำกับช่วงเวลาของทุเรียนภาคตะวันออกและภาคใต้ ทำให้สามารถขายได้ในราคาที่ดี

นางสุพรรณี อธิบายถึงข้อได้เปรียบนี้ว่า “ทุเรียนของเรามันจะไม่ค่อยชนกับทางภาคตะวันออก เพราะทุเรียนมันจะไล่ผลไม้จากข้างล่างขึ้นมา เราเป็นภาคเหนือ ของเขาเริ่มหมดแล้ว ของเราก็เริ่มออกสู่ตลาด เพราะของเราจะออกในช่วงกรกฎา-สิงหา”

ต้นทุนต่ำ ผลกำไรสูง

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของการปลูกทุเรียนในเชียงรายคือต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ นางสุพรรณี เปิดเผยว่า “เราทำในระบบการปลูกทุเรียนแบบครอบครัว ซึ่งต้นทุนจะไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ในเรื่องของแรงงาน และการใช้ปุ๋ยใช้ยาเราสามารถควบคุมได้ ถ้าเราทำเองน่าจะอยู่ที่ประมาณต้นละไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี”

เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อไร่ ซึ่งมีประมาณ 30 ต้น จะมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 21,000-30,000 บาทต่อไร่ต่อปี ในขณะที่ราคาขายทุเรียนอยู่ที่ 150-200 บาทต่อกิโลกรม ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็วยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ปัญหาสภาพอากาศหนาวเย็นที่ทำให้ต้นทุเรียนมีปัญหาในช่วงฤดูหนาว ปัญหาแหล่งน้ำที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการ และปัญหาการจัดการสวนที่ไม่เหมาะสม

ยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์และพัฒนาคุณภาพ

เพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับมาตรฐานการผลิต จังหวัดเชียงรายได้วางแผนยุทธศาสตร์หลายด้าน เริ่มจากการสร้างแบรนด์ “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” ภายใต้การสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นางสุพรรณี กล่าวว่า “ทางกลุ่มของผู้ปลูกทุเรียนเชียงราย ภายใต้ชื่อทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย กำลังสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้มาเยี่ยมชมสวน และได้บอกว่าเราน่าจะผลิตทุเรียนให้มันมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องทำทุเรียนให้มันมีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเขาได้”

การพัฒนาคุณภาพจะเน้นไปที่การตัดทุเรียนให้มีอายุการตัดที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ทุเรียนที่แก่พอดี มีรสชาติเต็มที่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เชียงรายสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นได้

เครือข่ายความรู้และการถ่ายทอดประสบการณ์

การพัฒนาทักษะและให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ โดยการสร้างเครือข่ายของนักวิชาการและผู้มีความชำนาญในการทำเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน เพื่อเข้ามาให้ความรู้กับชาวสวนและช่วยดูแลกันในเบื้องต้น

นางสุพรรณี อธิบายว่า “ชาวสวนที่ปลูกก่อนมีประสบการณ์ ใช้ประสบการณ์ถิ่นของเรามาช่วยกัน ช่วยดูแลกันให้มันมีคุณภาพ ส่งต่อความรู้ตามประสบการณ์” การถ่ายทอดประสบการณ์แบบเกษตรกรสู่เกษตรกรนี้ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

โอกาสการส่งออกและการเชื่อมต่อตลาดโลก

ด้วยตำแหน่งที่เป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เชียงรายมีโอกาสสำคัญในการเป็นประตูการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นางสุพรรณี มองว่า “ในอนาคตมันจะมีรถไฟ เป็นเมืองชายแดนติดต่อ เรามองว่าตรงนี้มันน่าจะมีโอกาสที่ดีในเรื่องของการส่งออก และในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร”

การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นอีกหนึ่งมิติที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ โดยการผสมผสานระหว่างการเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

สุพรรณี แสงอรุณ เกษตรกรสวนทุเรียน

การสนับสนุนจากภาครัฐและแผนการส่งเสริม

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายได้จัดกิจกรรมดังกล่าวโดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลไม้เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เตรียมผลักดันทุเรียนเชียงรายออกสู่ตลาดให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ด้วยการจัดกิจกรรมเทศกาลกินทุเรียนเชียงรายในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่สาธารณชน

นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง กล่าวว่า “ตอนนี้อำเภอเวียงเชียงรุ้งของเราได้ผลักดันเกษตรกรในการปลูกทุเรียน และตอนนี้อัตลักษณ์ของเราก็คือทุเรียนเวียงเชียงรุ้ง เป็นของดีของเรา ตอนนี้เรากำลังผลักดันทุเรียนอำเภอเวียงเชียงรุ้งให้ดังในระดับทั่วประเทศ”

ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนเชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ปัญหาหลักที่พบได้แก่ สภาพอากาศหนาวเย็นที่ทำให้ต้นทุเรียนมีปัญหาในช่วงฤดูหนาว ปัญหาแหล่งน้ำที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการ และปัญหาการจัดการสวนที่ไม่เหมาะสม

เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีองค์ความรู้ในการทำทุเรียนให้มีคุณภาพ โดยจะเน้นแค่ติดลูกได้ และมีปัญหาด้านการจัดการที่ไม่เหมาะสม เช่น ตัดอ่อน ตัดเบียด ซึ่งจะทำให้ทุเรียนไม่มีคุณภาพและราคาตกต่ำ

การรวมกลุ่มของเกษตรกรจึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยจะช่วยเสริมความรู้ในการผลิต การใช้ปุ๋ย ยา การลดต้นทุน และการควบคุมคุณภาพ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนที่มีมาตรฐานและแข่งขันได้ในตลาด

มินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง

บริบทระดับชาติและระดับภูมิภาค

การพัฒนาทุเรียนเชียงรายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านทุเรียนในระดับโลก เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพสินค้าทุเรียน โดยมีรัฐมนตรีเป็นประธาน

การจัดตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทย ให้การพัฒนาคุณภาพทุเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในระดับโลก

รัฐมนตรีเกษตรฯ ยังได้ประเมินสถานการณ์ผลไม้ปี 2568 โดยคาดว่าทุเรียนและลำไยจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนกรกฎาคม และมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ทุเรียนมีผลผลิตรวมประมาณ 606,958 ตัน เพิ่มขึ้น 14.46% จะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม

การเชื่อมต่อกับความร่วมมือระดับอาเซียน

ในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้ง “สมาพันธ์ทุเรียนอาเซียน” ซึ่งจะเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ที่ล้วนเป็นผู้ผลิตหลักที่ครองตลาดทุเรียนมากกว่า 90% ของอาเซียน

สมาพันธ์ฯ จะทำหน้าที่ใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตและแนวโน้มตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและองค์ความรู้ การกำหนดมาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ร่วม การกำหนดการรายงานราคารูปแบบรายเดือน และการสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการ

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าทุเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างระบบข้อมูลการตลาดที่โปร่งใส พัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และสร้างเครือข่ายการจำหน่ายที่แข็งแกร่งในตลาดโลก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและแนวโน้มอนาคต

การพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนในเชียงรายมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน จากพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทุกอำเภอของจังหวัดเชียงรายมีการปลูกทุเรียนประมาณ 10,000 ไร่ สายพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ เช่น มูซังคิง หนามดำ ก้านยาว

การเติบโตของอุตสาหกรรมทุเรียนไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรโดยตรง แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการขนส่ง การแปรรูป การจำหน่าย และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมงานที่เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ และได้ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร

ก้าวสู่การเป็นผู้นำทุเรียนระดับโลก

การเปิดตัว “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” เป็นเครื่องหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเกษตรของภาคเหนือ จากพื้นที่ที่เคยไม่เหมาะสมกับการปลูกทุเรียน กลับกลายเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ความสำเร็จนี้เกิดจากการผสมผสานระหว่างความมุ่งมั่นของเกษตรกร การสนับสนุนจากภาครัฐ และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมท้องถิ่น ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ด้วยแผนการพัฒนาที่ชัดเจน การสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง และการเชื่อมต่อกับความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทุเรียนเชียงรายมีโอกาสที่จะกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เกษตรหลักของประเทศไทย และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงรายผนึก CEA เตรียมเปิด TCDC ยกระดับศักยภาพนักออกแบบท้องถิ่น

เชียงรายเดินหน้าพัฒนา Kick-off ปรับปรุงศูนย์ TCDC จุดเปลี่ยนใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือ

เชียงราย, 24 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รับเทรนด์โลกอนาคต หลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ประกาศ “Kick-off” ลงพื้นที่เตรียมปรับปรุงอาคาร “เชียงรายครีเอทีฟซิตี้เซ็นเตอร์” ถนนสิงห์ไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย สู่การเป็นศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เชียงราย ศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรมสำหรับนักออกแบบและผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคเหนือ

เริ่มต้นยุคใหม่ พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้แทน CEA, คณะกรรมการตรวจรับงานก่อสร้าง, ผู้บริหารโครงการ, ทีมควบคุมงาน บริษัท จี22 วิศวกรและสถาปนิก จำกัด, ผู้รับจ้างก่อสร้าง บริษัท ไทยประเสริฐ กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และทีมนักออกแบบ 1922 Architects ลงพื้นที่สำรวจอาคารที่จะพัฒนาเป็น TCDC เชียงรายอย่างเป็นระบบ

การสำรวจพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการประเมินศักยภาพของสถานที่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบ นวัตกรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่น เชื่อมโยงกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกระจายโอกาสด้านองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง

ประชุมวางยุทธศาสตร์ สร้างแบรนด์เชียงรายสู่ตลาดโลก

ภายหลังจากการสำรวจพื้นที่ คณะทำงานทั้งหมดได้เดินทางต่อไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ วางแผนการสนับสนุนระยะยาว และกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างศูนย์ TCDC ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างโอกาสให้นักออกแบบ นักศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน ได้เข้าถึงองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง “เชียงรายแบรนด์” ขยายตลาดไปสู่เวทีระดับชาติและสากล

ในที่ประชุมได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมได้รับแนวทางจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ประธานในที่ประชุม) เพื่อวางแผนการพัฒนาศูนย์ฯ ใน 10 จังหวัดเป้าหมายทั่วประเทศ

จุดเปลี่ยนใหญ่ สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจภาคเหนือ

การเดินหน้าโครงการจัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เชียงราย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผ่านการพัฒนา “Creative Space” หรือพื้นที่แห่งความรู้สร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพของผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักศึกษา และประชาชนในเชียงรายและภาคเหนือ ทั้งยังช่วยกระจายโอกาสและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

TCDC เชียงราย จะกลายเป็นศูนย์กลางในการอบรม ถ่ายทอดความรู้ จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์ฯ TCDC ส่วนกลางและเครือข่ายภูมิภาค สร้างเสริมความสามารถให้กับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ สอดคล้องกับเป้าหมาย “Creative Economy” ของประเทศ และนโยบายเชียงรายเมืองนวัตกรรมสร้างสรรค์

บทวิเคราะห์โอกาสและผลลัพธ์

การเปิดตัวโครงการปรับปรุงพื้นที่ TCDC เชียงรายในวันนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดอย่างแท้จริง หากโครงการแล้วเสร็จและดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นทั้ง “Co-working Space” และ “Creative Hub” ที่สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการในภาคเหนือ ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

โครงการนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการกระจายอำนาจทางความคิด นำองค์ความรู้สมัยใหม่และเทคโนโลยีสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักออกแบบ และประชาชนในท้องถิ่น ที่จะร่วมขับเคลื่อน “เชียงรายแบรนด์” สู่ตลาดโลกในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
  • บริษัท จี22 วิศวกรและสถาปนิก จำกัด
  • บริษัท ไทยประเสริฐ กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
  • 1922 Architects
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานใหม่ข้ามแม่น้ำกก เปลี่ยนโฉมการเดินทาง หนุนเกษตร-ท่องเที่ยวเชียงราย

กรมทางหลวงชนบทเร่งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก อ.แม่จัน จ.เชียงราย คืบหน้า 89% หนุนเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิตคนพื้นที่ กำหนดเปิดใช้งาน ก.ค. 2568

เชียงราย, 23 มิถุนายน 2568 – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งดำเนินการโดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 89 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2568 นี้

จากความลำบากสู่โอกาสใหม่ในการเดินทางและเศรษฐกิจชุมชน

สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อจากถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.4004 บ้านผ่านศึก หมู่ที่ 10 ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน ข้ามแม่น้ำกกไปยังบ้านวังเขียว หมู่ที่ 8 ตำบลหนองป่าก่อ อำเภอดอยหลวง ก่อนจะเชื่อมต่อกับ ทล.1271 สะพานก่อสร้างด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 160 เมตร ผิวจราจรกว้าง 9 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อแบบแอสฟัลต์ติกคอนกรีตกว้าง 6 เมตร รวมไหล่ทาง ระยะทางรวม 2,522 เมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น 59.59 ล้านบาท

โครงการนี้นอกจากจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในสองฝั่งแม่น้ำแล้ว ยังตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจและสังคมในหลายมิติ ทั้งการร่นระยะทางสัญจรจากเดิมกว่า 25 กิโลเมตร ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนค่าเดินทางของชาวบ้านและผู้ประกอบการ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางสู่ศูนย์กลางราชการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ 2 วัดพระพุทธบาทผาเรือ รวมถึงการเดินทางไปยังท่าเรือเชียงแสน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการค้าชายแดนสำคัญของภาคเหนือ

สะพานเชื่อมคน เชื่อมชุมชน สู่อนาคตใหม่ของเชียงราย

เดิมทีประชาชนสองฝั่งแม่น้ำกกต้องใช้เส้นทางอ้อมไกล เสียเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะในฤดูฝนที่เส้นทางเลียบแม่น้ำถูกตัดขาดเป็นช่วงๆ ทำให้การค้าขาย การไปโรงเรียนหรือโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องท้าทาย การก่อสร้างสะพานแห่งนี้จึงเปรียบเสมือน “ประตูสู่โอกาส” ให้กับชุมชนในพื้นที่ ไม่เพียงเชื่อมโยงคนในพื้นที่ให้เข้าถึงบริการของรัฐและแหล่งเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น แต่ยังส่งเสริมศักยภาพด้านการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรอย่าง ข้าวโพด ยางพารา และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สู่ตลาดอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต

จากข้อมูลของกรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานในพื้นที่ พบว่า การเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำกกจะช่วยเพิ่มปริมาณการเดินทางของประชาชนในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าสู่ตลาดเชียงแสนและดอยหลวง นำไปสู่ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลง เพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังช่วยกระจายการท่องเที่ยวจากตัวเมืองเชียงรายไปยังอำเภอดอยหลวง อำเภอแม่จัน และพื้นที่ริมแม่น้ำกก กระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชนและการค้าแนวชายแดน

ด้านสังคม การมีสะพานถาวรที่มั่นคงปลอดภัยจะช่วยลดอุบัติเหตุและปัญหาในการข้ามฟากช่วงน้ำหลาก สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้กับนักเรียน ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม

บทวิเคราะห์และมุมมองอนาคต

เมื่อโครงการสะพานข้ามแม่น้ำกก อ.แม่จัน เสร็จสมบูรณ์ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานเชียงรายยุคใหม่ เชื่อมโยงอำเภอแม่จัน ดอยหลวง สู่ศูนย์กลางการค้าชายแดนและเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญ เปิดโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ขยายการค้าสู่ตลาดใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรเชียงรายในเวทีการค้าไทย-ลุ่มน้ำโขง

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและท้องถิ่นในการผลักดันโครงการนี้เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สัมภาษณ์ผู้ประกอบการท้องถิ่น ตำบลท่าข้าวเปลือก-ตำบลหนองป่าก่อ, 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

วิกฤตตะวันออกกลางเปิดช่อง! ผลไม้อบแห้งไทย-เชียงราย ผงาดตลาดโลก

โอกาสทองของผลไม้อบแห้งเชียงราย หลังภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนเกมตลาดโลก อินเดีย-ตะวันออกกลางสะเทือน เปิดช่องการค้าไทยในเวทีเอเชียใต้

เชียงราย, 23 มิถุนายน 2568 –ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของตลาดผลไม้อบแห้งทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าและบริโภคผลไม้อบแห้งอันดับต้นของโลก ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทั้งสองด้าน ได้แก่ สงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่ทำให้เส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคตะวันออกกลางสะดุด และการปิดเส้นทางการค้าทางบกระหว่างปากีสถาน-อินเดีย ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายผลไม้อบแห้งจากอัฟกานิสถานและอิหร่านเข้าสู่อินเดียเกิดความล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าหลายรายการพุ่งสูงขึ้นถึง 100% ในเวลาไม่กี่เดือน

จากวิกฤตสู่โอกาสใหม่ – อินเดียปรับกลยุทธ์นำเข้า ผลักดันไทยขึ้นแท่นผู้เล่นสำคัญ

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันอินเดียต้องรับมือกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่สั่นคลอน ไม่เพียงแต่เรื่องการขนส่งล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของโครงสร้างภาษีนำเข้า และการขาดความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะกรณีสินค้าจากอัฟกานิสถานที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านอิหร่าน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนใหม่และความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้เองได้เปิดช่องว่างและโอกาสทางการค้าให้กับผู้ส่งออกจากนอกพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง เช่น ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกผลไม้อบแห้งสูงที่สุดในโลก โดยมีการขนส่งมากถึง 2,908 shipments ในปีที่ผ่านมา แม้อัตราการเติบโตจะหดตัวลงชั่วคราว แต่ด้วยภาวะขาดแคลนในตลาดอินเดียขณะนี้ การส่งออกจากไทยกลับขยายตัวสูงถึง 40% ในเดือนตุลาคม 2567

ช่องทางการเกษตรเชียงราย – ต้นน้ำโอกาสสู่ตลาดโลก

สำหรับจังหวัดเชียงรายเอง ถือเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนและผลไม้อบแห้งสำคัญของไทย ทั้งมะม่วง กล้วย มะพร้าว ลิ้นจี่ ทุเรียนและผลไม้ท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ปัจจุบันผู้ประกอบการในพื้นที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย พร้อมรองรับตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

ในมุมของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ข้อมูลล่าสุดจากการนำเข้าของอินเดียปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) ภายใต้รหัส HS 0813 (ผลไม้อบแห้งและถั่วผสม) พบว่าไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 881 เหรียญสหรัฐ เทียบกับอัฟกานิสถาน (3.16 ล้านเหรียญ) และอิหร่าน แม้จะน้อยมากแต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะจากเชียงรายที่มีศักยภาพในด้านการแปรรูปและต้นทุนขนส่ง สามารถเร่งรุกตลาดอินเดียได้อย่างชัดเจน

วิเคราะห์ช่องทางและแนวโน้มโอกาสเกษตรเชียงราย

  1. เจาะตลาดอินเดียแบบพรีเมียม
    ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าอินเดียขณะนี้ เปิดโอกาสให้ผลไม้อบแห้งไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล ชูจุดเด่นเรื่องสุขภาพ ความสะอาด และความเป็นออร์แกนิก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคอินเดียให้ความสนใจมากขึ้น
    ข้อแนะนำ: เกษตรกรเชียงรายควรรวมกลุ่มผลิต (Cluster) เน้นผลไม้หลัก เช่น มะม่วงอบแห้ง ลําไยอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง สตอเบอรี่อบแห้ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและต่อรองกับผู้ซื้อได้ดีขึ้น
  2. พัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์
    การส่งออกผลไม้อบแห้งควรเน้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุสินค้า เพิ่มมูลค่าและสร้างความโดดเด่นในตลาด เช่น ถุงซิปล็อก บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือดีไซน์ที่สื่อถึงวัฒนธรรมล้านนา เพื่อให้เกิดความแตกต่างและสร้าง Storytelling เชิงพื้นที่
  3. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและ FTA
    ในขณะที่อินเดียกำลังพิจารณานโยบายภาษีนำเข้า ไทยควรใช้โอกาสนี้เจรจาขอสิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA อาเซียน-อินเดีย หรือ MOU ทวิภาคี เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนขนส่ง และลดข้อจำกัดด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  4. ขยายฐานตลาดใหม่ในภูมิภาค
    วิกฤตที่อินเดียกำลังเผชิญยังเปิดโอกาสให้ไทยขยายตลาดไปยังบังกลาเทศ เนปาล ปากีสถาน (หากเปิดพรมแดน) และตะวันออกกลาง โดยเน้นสินค้าที่มีศักยภาพสูง เช่น มะม่วงอบแห้ง ลําไยอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง สตอเบอรี่อบแห้ง และทุเรียนอบกรอบ

เกษตรกรเชียงรายบนเวทีโลก

ในวิกฤตย่อมมีโอกาส การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกและความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียใต้ เปิดโอกาสให้ “ผลไม้อบแห้งเชียงราย” เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่ขาดแคลนสินค้าและต้องการสินค้าทางเลือกคุณภาพสูง หากเกษตรกรและผู้ประกอบการในเชียงรายเร่งปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และใช้ประโยชน์จากสิทธิทางการค้า เชื่อว่าเชียงรายจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทยในศตวรรษนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • ฐานข้อมูล Volza (มูลค่านำเข้า/ส่งออกผลไม้อบแห้ง)
  • รายงานการนำเข้าของอินเดีย HS 0813 (ม.ค.–มี.ค. 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News