
อบจ.เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร หวังลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์
เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เมื่อปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่ประชาชนเชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ยังคุกคามชีวิตประจำวัน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานจากผลสะเทือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำถามที่ดังขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันจะขึ้นอีกเท่าไร” แต่กลายเป็นคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคือ “ถ้าราคายังขยับขึ้นต่อ คนท้องถิ่นจะพยุงชีวิตอย่างไร” และ “ก่อนถึงสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจะยังกล้าเดินทางมาเชียงรายหรือไม่”
คำตอบเบื้องต้นจากฝั่งท้องถิ่นในเวลานี้ คือการขยับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานสมาพันธ์ อบจ. ภาคเหนือ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบด้านพลังงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมโยนแนวคิดที่กำลังเป็นประเด็นสาธารณะอย่างมากออกมา นั่นคือการพิจารณางดจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราว แล้วผลักเงินส่วนนี้กลับไปเป็นส่วนลดที่หน้าปั๊ม เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อน้ำมันถูกลงในภาวะวิกฤต
แม้ข้อเสนอนี้ยังไม่ใช่มาตรการที่ประกาศใช้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกจับตาอย่างมาก คือมันเป็นข้อเสนอที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงทันที ไม่ต้องรอแผนระดับชาติที่อาจใช้เวลา เพราะหากทำได้จริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเชิงการเมืองและเชิงบริหารว่า ท้องถิ่นไม่ได้รอรับผลกระทบอย่างเดียว แต่พยายามใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่เข้ามาประคองสถานการณ์
ท้องถิ่นกำลังเดินในพื้นที่ที่ทำได้ แต่ยังต้องรอกฎหมายรองรับ
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สะท้อนชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกโยนขึ้นมาแบบลอยๆ หากแต่มีการคำนวณเบื้องต้นไว้แล้วว่า ภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากหัวจ่ายน้ำมันที่ อบจ.เชียงราย จัดเก็บอยู่ มีอัตราราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร และหากงดจัดเก็บชั่วคราวในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้รายได้ที่ อบจ. จะได้รับลดลงราว 4 ล้านบาทเศษ ซึ่งฝ่ายการเมืองท้องถิ่นประเมินว่าเป็นวงเงินที่ยอมรับได้ หากแลกกับการบรรเทาภาระของประชาชนทั้งจังหวัดในช่วงที่สถานการณ์ตึงตัว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องย้ำให้ชัด คือการงดจัดเก็บดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยคำประกาศทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ตั้งแต่การเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชิญผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันมาหารือเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน การนำเรื่องเข้าสภา อบจ. และเมื่อสภาเห็นชอบแล้ว ยังต้องเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามก่อนประกาศใช้จริงได้ ดังนั้น ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 สิ่งที่เชียงรายมีอยู่จึงยังเป็น “ข้อเสนอที่กำลังเร่งผลักดัน” ไม่ใช่ “สิทธิส่วนลดที่มีผลแล้วทั่วจังหวัด”
ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ปักธงมาเที่ยวเชียงรายมีทั้งความหวังและข้อจำกัดอยู่ในเวลาเดียวกัน เพราะหากมองจากมุมประชาชน ข้อเสนอแบบนี้ดูเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่หากมองจากมุมกฎหมายท้องถิ่นและการคลังสาธารณะ ทุกขั้นตอนต้องทำให้รัดกุม มิฉะนั้นมาตรการที่ตั้งใจช่วยเหลืออาจกลายเป็นประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจได้
- กลไกการช่วยเหลือ: ปกติ อบจ. เชียงราย จะจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันที่ 4.45 สตางค์ต่อลิตร (สร้างรายได้ประมาณ 19 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา)
- นโยบายใหม่: อบจ. เตรียมงดเก็บภาษีส่วนนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่า “ปั๊มน้ำมันต้องนำส่วนที่ อบจ. ไม่เก็บ ไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในสัดส่วนที่เท่ากัน”
- Timeline: * ภายใน 3 วัน: ออกประกาศรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- หารือผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันกว่า 200-300 รายทั่วจังหวัด
- 8 เมษายน: เสนอเข้าสภา อบจ. เพื่อขอมติเห็นชอบ
- 9 เมษายน: หากผู้ว่าฯ ลงนาม สามารถประกาศใช้ได้ทันที
“รายได้ภาษีที่หายไปประมาณ 4 ล้านเศษในช่วง 3 เดือนนี้ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการได้ช่วยลดค่าครองชีพให้คนเชียงราย เพราะน้ำมันขึ้นราคาหนึ่งอย่าง สินค้าอื่นก็ขึ้นตามหมด” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าว

ตัวเลขจากกราฟที่แนบมาบอกอะไรกับสังคมเชียงราย
กราฟประกอบที่แนบมาให้ภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก และควรถูกอ่านอย่างจริงจังก่อนจะตัดสินว่าข้อเสนอคืนภาษีน้ำมัน “เล็กเกินไป” หรือ “ช่วยได้จริงแค่ไหน”
กราฟแรกแสดงจำนวนสถานประกอบการน้ำมันในจังหวัดเชียงรายตามปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 โดยจัดเก็บในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ พบว่าจำนวนสถานประกอบการในฐานการจัดเก็บลดลงต่อเนื่องจาก 667 แห่ง ในปี 2566 เหลือ 641 แห่ง ในปี 2567 ลดลงอีกเป็น 609 แห่ง ในปี 2568 และเหลือ 529 แห่ง ในปี 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้เชียงรายยังมีฐานภาษีด้านน้ำมันอยู่มาก แต่ฐานดังกล่าวไม่ได้ขยายตัว หากกลับหดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะที่กราฟที่สองแสดงรายรับภาษีบำรุง อบจ. จากการค้าน้ำมัน เปรียบเทียบงบประมาณรับจริงในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 พบว่า ปี 2566 ตั้งงบไว้ 14 ล้านบาท แต่รับจริง 15,893,678.73 บาท ปี 2567 ตั้งงบ 14 ล้านบาท รับจริง 17,771,428.58 บาท ปี 2568 ตั้งงบ 18 ล้านบาท รับจริง 19,611,032.40 บาท และปี 2569 ตั้งงบ 18.6 ล้านบาท แต่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รับจริงอยู่ที่ 9,679,758.95 บาท
ตัวเลขเหล่านี้บอกเราหลายอย่างพร้อมกัน ข้อแรก เชียงรายมีรายได้จากภาษีส่วนนี้ในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีจริง จึงไม่ใช่ข้อเสนอที่ไร้ฐานทางการเงิน ข้อสอง หากงดจัดเก็บบางช่วง รายได้ที่หายไปอาจอยู่ในระดับที่ท้องถิ่นยังพอรับได้เมื่อเทียบกับขนาดงบประมาณทั้งองค์กร ข้อสาม มาตรการนี้แม้จะไม่สามารถชดเชยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด แต่ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบรรเทาเฉพาะหน้าและเป็นการ “คืนเงินจากฐานภาษีเดิมกลับสู่ผู้ใช้น้ำมัน” ในช่วงที่ประชาชนแบกรับต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น
กล่าวอีกแบบหนึ่ง มาตรการนี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นการใช้พื้นที่ทางนโยบายขนาดเล็กที่ท้องถิ่นพอจะขยับได้จริง
พลังงานระดับชาติกำลังแก้เกมใหญ่ ส่วนเชียงรายกำลังรับมือเกมหน้าเคาน์เตอร์
หากมองในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานเริ่มขยับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม กระทรวงพลังงานระบุว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่กระทบปริมาณสำรองในประเทศในทันที และขณะนั้นไทยมีน้ำมันคงเหลือรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเพียงพอต่อการใช้ราว 61 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน พร้อมลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีก
จากนั้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศมาตรการเพิ่มเติม โดยให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนสำรองตามกฎหมายจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเดินหน้าปรับส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเตรียมจูงใจการใช้ E20 ให้มากขึ้นเพื่อช่วยพยุงอุปทานในประเทศ
ต่อเนื่องถึงวันที่ 17 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศว่าจะทยอยปรับดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมทางเลือก B10 และ B20 ราคาต่ำกว่า และเร่งแก้ปัญหาปั๊มขาดแคลนน้ำมัน ส่วนวันที่ 19 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดปทุมธานีและระบุว่าไม่มีการกักตุน แต่ยอมรับว่าช่วงแรกมีความต้องการพุ่งสูงจนเที่ยวขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และสั่งให้ติดตามการกระจายเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิดต่อไป
ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าโจทย์ของรัฐบาลส่วนกลางคือการคุมเสถียรภาพทั้งระบบ ส่วนโจทย์ของเชียงรายคือการทำอย่างไรให้ผลกระทบที่ไปถึงหน้าปั๊ม หน้าร้าน และกระเป๋าเงินประชาชนเบาลงที่สุดในช่วงรอผลของมาตรการใหญ่จากส่วนกลาง
ทำไมข้อเสนอของเชียงรายจึงถูกจับตาแม้ส่วนลดจะไม่มาก
หากดูตัวเลขแบบตรงไปตรงมา การลดภาระราว 4.5 สตางค์ต่อลิตรย่อมไม่สามารถลบแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ประชาชนรู้สึกว่าขยับขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายรู้ดี
แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่ขนาดของส่วนลดเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความหมายของมันในทางนโยบาย
ประการแรก มันคือมาตรการที่อาศัยรายได้ท้องถิ่นกลับมาช่วยคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ต้องรอโครงการกลางแบบเดียวทั้งประเทศ
ประการที่สอง มันเป็นข้อเสนอที่สื่อสารได้ง่ายและตรวจสอบได้ง่าย หากมีการทำข้อตกลงกับปั๊มจริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายทันที ไม่ใช่มาตรการเชิงเทคนิคที่จับต้องยาก
ประการที่สาม มันอาจเป็นการซื้อเวลาให้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในช่วงเทศกาลที่ความต้องการใช้น้ำมันและการเดินทางจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ประการสุดท้าย มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของท้องถิ่นว่า ในภาวะวิกฤต อบจ. ไม่ได้มีบทบาทแค่ทำถนนหรือจัดบริการสาธารณะตามฤดูกาล แต่ต้องกล้าหยิบเครื่องมือทางรายได้และการคลังที่มีอยู่มาทบทวนเพื่อช่วยประชาชน
เพราะฉะนั้น แม้ตัวเลขส่วนลดจะไม่มาก แต่ในทางสัญญะ มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายาม “จัดการสิ่งที่ทำได้เองก่อน” แล้วค่อยรอแผนใหญ่จากรัฐบาลส่วนกลางในเรื่องอุปทานและโครงสร้างราคา
สงกรานต์กำลังมาถึง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคืออีกสมรภูมิหนึ่ง
หนึ่งในประเด็นที่บทสัมภาษณ์สะท้อนออกมาชัดที่สุด คือความกังวลของฝ่ายท้องถิ่นต่อช่วงสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนจะใช้น้ำมันมากขึ้น แต่เพราะเชียงรายกำลังเตรียมรับนักท่องเที่ยวจากหลายกิจกรรม ทั้งงานในอำเภอเมือง งานตามชุมชน และโดยเฉพาะงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน
สิ่งที่ท้องถิ่นพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงลดภาษี แต่รวมถึงการสำรวจว่าในพื้นที่จัดงานจะมีปั๊มน้ำมันใดพร้อมเปิดถึงเที่ยงคืน เพื่อให้คนที่เดินทางมาจากต่างอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงมั่นใจว่าเมื่อเที่ยวงานเสร็จแล้วจะยังมีน้ำมันเติมขากลับ และสามารถจัดโควตาน้ำมันให้เพียงพอในจุดท่องเที่ยวหลักได้
นี่เป็นรายละเอียดที่เล็ก แต่สำคัญมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันเฉพาะจำนวนคนมาเยือน แต่ยังวัดกันที่ความรู้สึก “เดินทางได้อย่างมั่นใจ” ด้วย หากนักท่องเที่ยวเชื่อว่ามาเชียงรายแล้วเติมน้ำมันยาก ต่อคิวนาน หรือไม่แน่ใจว่าขากลับจะมีปั๊มเปิดหรือไม่ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ยอดขายน้ำมัน แต่จะลามไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร ตลาดชุมชน และกิจกรรมสงกรานต์ทั้งจังหวัด
ในมุมนี้ ข้อเสนอของเชียงรายจึงเป็นมากกว่ามาตรการด้านราคา แต่เป็นความพยายามรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของปี
ความมั่นใจช่วงสงกรานต์: “น้ำมันไม่ขาด ปั๊มเปิดถึงเที่ยงคืน”
อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมางาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” (13-18 เม.ย.) และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ อบจ. ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับนายอำเภอและปั๊มน้ำมันในพื้นที่:
- ขยายเวลาเปิด: ขอความร่วมมือปั๊มน้ำมันใน อ.เชียงแสน ให้เปิดถึง 24.00 น. เพื่อรองรับคนกลับจากคอนเสิร์ต
- โควต้าน้ำมัน: ประสานพลังงานจังหวัด ขอจัดสรรโควต้าน้ำมันพิเศษให้ปั๊มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะมีน้ำมันเติมกลับบ้านแน่นอน
เฟสต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีเดินทางทั้งจังหวัด
สิ่งที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ คือฝ่ายท้องถิ่นไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงการดับไฟเฉพาะหน้า แต่เริ่มโยงไปถึงคำถามระยะยาวว่า จะลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างไรในจังหวัดที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและปัญหามลพิษอากาศ
แนวคิดที่ถูกพูดถึงมีอย่างน้อยสองทาง
ทางแรก คือการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถบริการไฟฟ้าหรือรถ EV สำหรับประชาชนในเส้นทางที่ยังไม่ทับซ้อนกับสัมปทานเดิมของขนส่ง โดยอาจเริ่มจากจุดที่มีความจำเป็นจริง เช่น เส้นทางรับส่งคนทำงาน คนเรียน และคนที่ต้องเข้าศูนย์ราชการในช่วงเวลาเร่งด่วน แนวคิดนี้ยังอยู่ในระยะศึกษาความเป็นไปได้ แต่สะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังมองเรื่องการเดินทางเป็นเครื่องมือแก้ทั้งค่าครองชีพและฝุ่นควันไปพร้อมกัน
ทางที่สอง คือการหารือเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นการลดต้นทุนของภาคเกษตร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และอาจเชื่อมโยงไปถึงการลดการเผาในภาคการเกษตรได้ด้วย
มาตรการระยะกลาง: รถเมล์ไฟฟ้า (EV) และเส้นทาง “นอกสัมปทาน”
นอกจากเรื่องภาษี อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ายังเล็งเห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเดินทาง โดยวางแผนเฟส 2 ในการนำรถไฟฟ้า (EV) มาให้บริการประชาชน
- เน้นพื้นที่สีขาว: มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานขนส่งจังหวัด ดูเส้นทางที่ไม่มีรถสัมปทานเดิม (เช่น โซนริมกก หรือพื้นที่รอบนอก) เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับผู้ประกอบการเดิม
- Feeder System: วางแผนรับคนจากนอกเมืองหรือศูนย์ราชการ เข้ามาส่งตามจุดเชื่อมต่อในตัวเมืองเพื่อลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว
- ความคุ้มค่า: เน้นวิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน (เช้า-เย็น) ที่คนไปเรียนหรือไปทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เมื่อมองให้ลึก ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ไปยังทิศทางเดียวกัน คือเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “แก้วิกฤตน้ำมัน” ไปสู่การ “ลดความเปราะบางทางพลังงาน” ของตัวเองในระยะยาว
สิ่งที่สังคมต้องจับตา ไม่ใช่แค่จะลดได้หรือไม่ได้ แต่ลดแล้วถึงมือประชาชนจริงหรือไม่
ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคำตอบชัดเจนต่อคำถามสำคัญสามข้อ
ข้อแรก หาก อบจ. งดจัดเก็บจริง ผู้ประกอบการสถานีบริการจะส่งผ่านส่วนลดให้ประชาชนเต็มจำนวนหรือไม่ และจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร
ข้อสอง หากงดจัดเก็บ 3 เดือน รายได้ของ อบจ. ที่หายไปราว 4 ล้านบาทเศษจะกระทบโครงการบริการสาธารณะส่วนใดบ้าง และจะชดเชยอย่างไร
ข้อสาม หลังหมดช่วงมาตรการชั่วคราวแล้ว จังหวัดจะมีเครื่องมือใดต่อ หากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศยืดเยื้อเกินคาด
คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นการคัดค้านมาตรการ แต่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้มาตรการมีความน่าเชื่อถือและยืนอยู่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะประสบการณ์จากหลายพื้นที่ชี้ให้เห็นเสมอว่า มาตรการลดภาระที่ดูดีบนกระดาษ อาจไม่ถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากไม่มีระบบติดตามและข้อตกลงที่ชัดเจนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ระหว่างรอคำตอบจากรัฐบาลกลาง เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่าท้องถิ่นไม่ได้นิ่งเฉย
ในท้ายที่สุด ข่าวนี้อาจไม่ใช่เรื่องน้ำมันอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของบทบาทรัฐท้องถิ่นในภาวะวิกฤตด้วย
รัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่รับมือปัญหาในระดับมหภาค ทั้งการตรึงราคา การบริหารน้ำมันสำรอง การเพิ่มสัดส่วนสำรอง การเร่งกระจายเชื้อเพลิง และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ท้องถิ่นอย่างเชียงรายกำลังทำอีกหน้าที่หนึ่ง คือพยายามหาวิธีลดแรงกระแทกที่ประชาชนรู้สึกทันทีในชีวิตประจำวัน
ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจึงควรถูกอ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะพลิกวิกฤตราคาพลังงานทั้งระบบได้เพียงลำพัง แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นมาตรการเล็กน้อยไร้ความหมาย เพราะในภาวะที่ผู้คนกำลังนับทุกบาททุกสตางค์ การลดภาระที่ตรวจสอบได้จริง แม้ไม่มาก ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยต่ออายุความสามารถในการใช้ชีวิตของครัวเรือนจำนวนมาก
และสำหรับเชียงราย เมืองที่กำลังรับศึกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน ฝุ่นควัน ค่าครองชีพ และโจทย์การท่องเที่ยว การที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาบอกว่า “ส่วนที่ทำได้ เราจะทำก่อน” อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตเดียวกัน ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเลือกนั่งรอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
จากนี้ สิ่งที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลการรับฟังความคิดเห็น การประชุมกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน การเสนอเข้าสภา อบจ. และท่าทีของจังหวัดกับพลังงานจังหวัดว่า จะสามารถผลักแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ หากทำได้ทันก่อนสงกรานต์ มาตรการนี้ย่อมมีนัยสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงจิตวิทยาต่อคนเชียงรายอย่างยิ่ง
แต่หากทำไม่ได้ ข่าวนี้ก็ยังมีคุณค่าในอีกแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยมันได้เปิดพื้นที่ให้สังคมถามอย่างจริงจังแล้วว่า ในยามที่พลังงานโลกปั่นป่วน ท้องถิ่นไทยควรมีอำนาจและเครื่องมือมากกว่านี้หรือไม่ในการช่วยประชาชนของตนเอง
ในระยะยาว นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวปิดท้ายว่าได้มีแนวคิดดึง “พลังงานจังหวัด” และ “เกษตรจังหวัด” มาร่วมกันศึกษาการผลิต พลังงานทดแทน (เช่น น้ำมันปาล์ม/ไบโอดีเซลจากพืช) เพื่อให้เชียงรายซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดย อบจ. พร้อมเป็นตัวกลางในการสนับสนุนงบประมาณครุภัณฑ์และการจัดอบรมให้ความรู้
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- กระทรวงพลังงาน





































































