Categories
FEATURED NEWS

จากบทเรียนแผ่นดินไหว 2 หมื่นล้าน สู่ระบบ SRI Alert และเครือข่ายวิทยุเชียงราย มุ่งสยบความโกลาหลด้วยข้อมูลจริง

จากบทเรียนแผ่นดินไหวสู่ระบบเตือนภัยใหม่ของประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 – หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวที่กระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างรุนแรงจนสังคมไทยต้องกลับมาตั้งคำถามกับความพร้อมของเมือง ระบบโครงสร้าง และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ภาครัฐและเครือข่ายวิชาการได้ขยับอีกก้าวสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม SRI Alert หรือ ศรีเตือนภัย ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยวางเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันครบรอบเหตุแผ่นดินไหวเท่านั้น หากเป็นการยกระดับวิธีคิดของประเทศจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเครือข่ายการสื่อสารเพื่อคาดการณ์ เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียล่วงหน้า โดยในวันถัดมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้สะท้อนการต่อยอดแนวคิดเดียวกันในระดับพื้นที่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุในจังหวัดเชียงราย 10 สถานี เพื่อจัดวางระบบสื่อสารภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ โดยกำหนดให้ สวท.เชียงราย เป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเครือข่ายในพื้นที่

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เหตุการณ์สองวันติดกันนี้กำลังบอกภาพใหญ่บางอย่างต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนว่า บทเรียนจากภัยพิบัติไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในรายงานสรุปหรือวงเสวนาทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลงเป็นระบบทำงานจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ไปจนถึงช่องทางสื่อสารระดับจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนตัวจริงในเวลาวิกฤต

SRI Alert ไม่ใช่แค่แอปเตือนภัย แต่คือโครงสร้างกลางของการตัดสินใจ

ข้อมูลจากหน่วยงานผู้จัดงานระบุว่า SRI Alert ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา การขยายผลเชิงนโยบาย และการสร้างพลังเครือข่ายระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน จุดนี้ทำให้ SRI Alert ต่างจากระบบเตือนภัยทั่วไปที่มักทำหน้าที่เพียงส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูลเชิงลึกกับการบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการจริง

สาระสำคัญของแพลตฟอร์มนี้จึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้จำนวนมากซึ่งกระจายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประจำวัน โดย สวทช. ระบุชัดว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในทางปฏิบัติ SRI Alert ยังถูกออกแบบให้รองรับการสื่อสารหลายช่องทางที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น LINE Official Account, Telegram, Google Chat, Traffy Fondue และ API Callback สำหรับเชื่อมเข้ากับระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ออกแบบไม่ได้มองเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามวางระบบบนฐานพฤติกรรมการใช้งานจริงของหน่วยงานและผู้ใช้ปลายทางด้วย

จากมหาวิทยาลัยสู่สนามจริง งานวิจัยที่ถูกดันออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการที่ SRI Alert ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่ทำงานกับปัญหาภัยพิบัติจริงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สวทช. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ระบบ ววน. ทำงานเชิงระบบด้านภัยพิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

ในฝั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้อมูลจากแถลงข่าวระบุว่า SRI Alert วางเป้าหมายให้หน่วยงานที่ดูแลคนจำนวนมากเป็นผู้ใช้ระบบหลักก่อน เช่น เทศบาล จังหวัด หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน หรือบริษัทที่มีช่องทางสื่อสารกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรือระบบอื่นขององค์กร เพื่อรับข้อมูลเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตนแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบที่เน้นใช้โครงสร้างการบริหารที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ได้เริ่มจากการสร้างช่องทางใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนต้องเรียนรู้ใหม่พร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเสนองานวิจัยด้านแบบจำลองสารสนเทศเมือง หรือ Urban Information Modeling ซึ่งพัฒนาเมืองฝาแฝดดิจิทัลเพื่อใช้รับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโมเดลอาคารสามมิติ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ การทำแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และแบบจำลองการอพยพ ซึ่งได้เริ่มนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

สาระของงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะเมืองไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลอาคาร พฤติกรรมการอพยพ และการประเมินความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงกัน หากเมืองฝาแฝดดิจิทัลถูกพัฒนาจนใช้ได้จริง ก็จะช่วยให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร โรงพยาบาล และชุมชน มีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตัดสินใจ ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน และลดการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่มักเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ

เชียงรายไม่ได้อยู่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่ทดลองของงานวิจัยจริง

สำหรับจังหวัดเชียงราย จุดที่โดดเด่นในเวที SRI Alert คือการที่จังหวัดไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะผู้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ แต่เป็นพื้นที่นำร่องของงานวิจัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือระบบติดตามความปลอดภัยโครงสร้างอาคารจากงานวิจัยแผ่นดินไหว ซึ่งมีการระบุว่าได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์แล้วในอาคารโรงพยาบาลของจังหวัดเชียงราย นับเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนและรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน กำลังถูกยกระดับด้านการเฝ้าระวังโครงสร้างอย่างจริงจังมากขึ้น

ด้านที่สองคือแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยอัปเดตข้อมูลทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองในการรายงานข้อมูลภาคสนาม โครงการนี้ถูกนำร่องใช้งานจริงที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน เพื่อทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกกแบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา และส่งข้อมูลตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

รายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า SRI Alert ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภัยพิบัติแบบเฉียบพลัน เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเท่านั้น แต่กำลังขยายความหมายของคำว่า เตือนภัย ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารด้วย และในกรณีของเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก การมีระบบที่แปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นสัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐโดยตรง

บทเรียนจากแผ่นดินไหวปี 2568 ยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงอยู่

หนึ่งในช่วงสำคัญของการเปิดตัว SRI Alert คือการย้อนมองผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ซึ่งแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ผลสะเทือนกลับกระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยแผ่นดินไหวชี้ว่า พื้นที่ชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ เกิดปรากฏการณ์ขยายแรงสั่นสะเทือนจากการสั่นพ้องของชั้นดิน ส่งผลให้อาคารจำนวนหนึ่งโยกตัวรุนแรงกว่าพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิดคลื่นในภาคเหนือและตะวันตก นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าเมืองใหญ่ของไทยยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ความทันสมัย

ข้อมูลในงานยังระบุถึงระบบการประเมินอาคารตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่แบ่งเป็นป้ายสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีอาคารมากกว่า 15 แห่งถูกจัดในกลุ่มสีแดงซึ่งหมายถึงได้รับความเสียหายหนักและห้ามใช้งาน ขณะที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เกิดจากความไม่รู้ที่นำไปสู่ความโกลาหล และความโกลาหลนั้นเองที่ขยายความสูญเสียทางเศรษฐกิจออกไปอีก โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของอาคารที่แตกร้าวหรือซ่อมแซม แต่ยังรวมถึงต้นทุนของความไม่พร้อมในระบบข้อมูล การอพยพที่ไร้แบบแผน การปิดถนน การหยุดชะงักของธุรกิจ และความตื่นตระหนกของประชาชนในเมืองใหญ่ นี่เองที่ทำให้ SRI Alert ถูกมองไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อมั่นของสังคม

Traffy Fondue และบทบาทของประชาชนในฐานะเซนเซอร์มีชีวิต

อีกมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อม SRI Alert เข้ากับ Traffy Fondue ซึ่ง สวทช. มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับข้อมูล มาเป็นผู้ร่วมสร้างข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ โดยเปิดทางให้ประชาชนรายงานเหตุการณ์หรือความผิดปกติจากพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมต่อไปยังนักวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ให้คุณค่ากับข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์ ไม่แพ้ข้อมูลจากเซนเซอร์หรือภาพถ่ายดาวเทียม

เมื่อประชาชนรายงานข้อมูล พิกัด พื้นที่เสี่ยง หรือสภาพความเสียหายได้ตรงเวลา ระบบกลางก็จะมีโอกาสวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถเลือกส่งสัญญาณเตือนหรือคำแนะนำกลับไปยังพื้นที่เฉพาะจุดได้รวดเร็วกว่าเดิม หากระบบนี้ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมเตือนภัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากระบบราชการแบบเดิมที่ข้อมูลมักวิ่งทางเดียวจากบนลงล่าง

เชียงรายต่อยอดทันทีด้วยเครือข่ายวิทยุ 10 สถานี

หาก SRI Alert คือสมองกลางในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวที่เชียงรายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก็ดูจะเป็นความพยายามสร้างเส้นเลือดฝอยของระบบสื่อสารในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน จากข้อมูลของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุว่า ณ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดเชียงรายรวม 10 สถานี เพื่อสร้างระบบรายงานสถานการณ์และกระจายเสียงในภาวะภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว โดยนางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 3 เป็นผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ร่วมพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ระบุเป้าหมายชัดเจนหลายด้าน ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเวลา การเชื่อมโยงเครือข่ายการกระจายเสียงจากศูนย์กลาง การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทั่วถึง และการใช้สื่อวิทยุเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารข้อมูลภาครัฐในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีทั้งเขตเมือง ชุมชนภูเขา พื้นที่ชายแดน และประชากรที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนอาจไม่เท่ากันในทุกกลุ่ม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนหน้านี้บุคลากรของ สวท.เชียงรายเพิ่งเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยกลไก Joint Information Center หรือ JIC เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณภัย ก็ยิ่งเห็นว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมระบบสื่อสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือตอนบน

เมื่อระบบระดับชาติจะไปถึงประชาชนได้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและสื่อท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่บทเรียนครั้งนี้กำลังสอนคือ ต่อให้ประเทศมีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางส่งต่อข้อมูลไปถึงประชาชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ระบบนั้นก็อาจหยุดอยู่แค่หน้าจอแดชบอร์ดของหน่วยงานรัฐ ในทางกลับกัน ต่อให้มีเครือข่ายสื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพียงใด หากขาดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจเกิดปัญหาข่าวลือ การตีความคลาดเคลื่อน และการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ

SRI Alert และ MOU เครือข่ายวิทยุเชียงรายจึงควรถูกมองเป็นภาพเดียวกันในสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิจัย วิศวกร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดับที่สองคือการสร้างระบบถ่ายทอดสารจากศูนย์กลางไปยังชุมชนอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สื่อวิทยุยังมีบทบาทจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน นี่คือการเติมเต็มกันระหว่างวิทยาศาสตร์ข้อมูลกับโครงข่ายสื่อสารมวลชน

ความท้าทายที่ยังต้องตอบให้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้การเปิดตัวและการลงนามความร่วมมือจะเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากกว่ายังอยู่ข้างหน้า ประการแรกคือเรื่องการเชื่อมต่อข้ามหน่วยงาน ว่าระบบ SRI Alert จะสามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบสื่อสารฉุกเฉินในระดับจังหวัดได้ราบรื่นเพียงใด ประการที่สองคือเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณและการบำรุงรักษา เพราะระบบเตือนภัยไม่ใช่โครงการเปิดตัวครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูล ฝึกอบรมบุคลากร และซ้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือเรื่องความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต หากข้อมูลที่รัฐส่งออกไปช้าเกินไป ไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบจะถูกตั้งคำถามทันที ดังนั้น การมีเครือข่ายวิทยุท้องถิ่นในเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร จึงอาจช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้มาก เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่จริง

จุดเริ่มต้นใหม่ที่ต้องทำให้ไปต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การเปิดตัว SRI Alert ในกรุงเทพฯ และการลงนาม MOU เครือข่ายวิทยุในเชียงราย ภายในช่วงเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะท้อนจังหวะใหม่ของการจัดการภัยพิบัติไทยที่เริ่มขยับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูลภาคประชาชน และสื่อท้องถิ่นเข้าหากันมากขึ้น

สำหรับเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าหลายพื้นที่ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก ปัญหาฝุ่นควัน และความเปราะบางของชุมชนชายแดน การมีทั้งระบบติดตามอาคาร ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงปลา ระบบรายงานเหตุจากประชาชน และเครือข่ายวิทยุที่พร้อมกระจายข้อมูลฉุกเฉิน จึงอาจกลายเป็นแบบจำลองของการเตือนภัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบใดระบบหนึ่งคงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหน่วยงานที่ร่วมลงนาม หรือจำนวนเทคโนโลยีที่เชื่อมเข้าด้วยกัน แต่จะถูกพิสูจน์ในวันที่เกิดเหตุจริง ว่าข้อมูลจะเร็วพอหรือไม่ เตือนคนได้ทันหรือไม่ ลดความตื่นตระหนกได้หรือไม่ และช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ หากคำตอบในวันนั้นคือใช่ บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติที่ผ่านมาอาจไม่ได้สูญเปล่า และสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนมีนาคม 2569 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัยไทยที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมสุราชุมชนเชียงราย! มฟล. เปิดคอร์สติวเข้มผู้ประกอบการ 40 ราย ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานโลก

สรรพสามิตเชียงรายจับมือ มฟล. เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ยกระดับสุราชุมชนสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่กำลังมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม จังหวัดเชียงรายได้ก้าวอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อยกระดับ “สุราชุมชน” จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย ร่วมกับสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเปิดหลักสูตร “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” หลังจากหลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้กรอบโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่

การลงนามครั้งนี้มีนางสาวนงลักษณ์ กุศล สรรพสามิตพื้นที่เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมลงนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายให้สามารถผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

จุดตั้งต้นของความร่วมมือ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่สะท้อนบริบทเชิงนโยบายที่รัฐต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมเครื่องดื่มท้องถิ่นให้เข้าสู่ระบบที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่า การผลิตสุราชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังการผ่อนคลายกฎระเบียบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีสรรพสามิต

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีภูมิปัญญาด้านการหมักและการกลั่นในชุมชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สามารถขยายตลาดได้

โครงสร้างหลักสูตรและสมรรถนะที่มุ่งสร้าง

หลักสูตรที่เปิดตัวครั้งนี้ออกแบบโดยสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ เป็นผู้ประสานงานโครงการ

เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยสามมิติสำคัญ

ประการแรก คือ ความรู้เชิงวิชาการและทักษะทางเทคนิค ผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการหมักและการกลั่นตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ประการที่สอง คือ มาตรฐานความปลอดภัยและการวิเคราะห์คุณภาพ หลักสูตรเน้นการตรวจสอบคุณภาพทางเคมีและจุลชีววิทยา เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค การสร้างระบบควบคุมคุณภาพในระดับชุมชนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมนี้

ประการที่สาม คือ ความรู้ด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ ผู้เรียนจะได้รับความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดของกรมสรรพสามิต การขออนุญาตผลิตและจำหน่าย การจัดทำบัญชีต้นทุน และการวางแผนธุรกิจเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบการเรียน

หลักสูตรรุ่นที่หนึ่งเปิดรับผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายจำนวน 40 ราย ใช้ระยะเวลาเรียน 4 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับรองมาตรฐานความรู้และความสามารถ

การกำหนดจำนวนผู้เรียนที่จำกัดสะท้อนแนวทางการพัฒนาแบบเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบของมหาวิทยาลัย

มิติทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน

ในบริบทของจังหวัดเชียงรายซึ่งมีบทบาทเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองสุขภาพ การมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปี 2567 ชี้ว่า จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี หากผลิตภัณฑ์สุราชุมชนสามารถเข้าสู่ตลาดโรงแรม ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลอดอากรได้ ย่อมสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

นางสาวนงลักษณ์ กุศล ระบุว่า การส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีการผลิต พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายด้านกฎหมายและมาตรฐาน

แม้การเปิดเสรีในบางส่วนของกฎหมายสุราชุมชนจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ข้อกำหนดด้านภาษีและการควบคุมคุณภาพยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

กรมสรรพสามิตในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของผู้บริโภค

การมีหลักสูตรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับข้อกำหนดทางกฎหมายจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตรายย่อยกับระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

มุมมองเชิงนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นกรอบสนับสนุนหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายปฏิรูปการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง และสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการตลาด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การพัฒนาหลักสูตรลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างทักษะ ไม่ใช่เพียงการให้เงินอุดหนุน

หากผู้ประกอบการสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีมาตรฐานและมีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมประกอบ ย่อมสร้างคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ของเชียงราย

บทสรุป

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามวางรากฐานใหม่ให้แก่สุราชุมชนในจังหวัดเชียงราย

จากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน สู่กระบวนการผลิตที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จากการจำหน่ายในวงจำกัด สู่การขยายตลาดที่มีมาตรฐานรองรับ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เข้มข้น การยกระดับทักษะและการสร้างความรู้ที่ถูกต้องอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า สุราชุมชนจะเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้าน หรือจะก้าวขึ้นเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่จังหวัดเชียงรายในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย แถลงข่าววันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารโครงการหลักสูตรปี 2569
  • สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อมูลโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปีงบประมาณ 2569
  • กรมสรรพสามิต ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2567
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME