Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สานพลังศรัทธา! ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

เชียงราย, 2 มีนาคม 2569 – เช้าตรู่ที่วัดศาลาเชิงดอย ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเงียบสงบในช่วงแรกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความคึกคักอย่างมีวินัย เมื่อพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่ทยอยมารวมตัว เพื่อร่วมพิธีปล่อยขบวนเดินจาริกแสวงบุญขึ้นพระธาตุดอยตุง ตามประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมในช่วงวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม และใช้ธีมงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่

ในวันเดียวกัน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานปล่อยขบวนจาริก พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมเดินตามเส้นทางระยะประมาณ ๙ กิโลเมตร มุ่งสู่พระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานสำคัญบนดอยตุงในเขตตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงรายและพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา

เส้นทางสายศรัทธา 9 กิโลเมตร ความหมายที่มากกว่าการเดิน

การจาริกแสวงบุญขึ้นดอยตุงในวันหกเป็งของคนล้านนา เป็นพิธีกรรมที่วางอยู่บนแกนความเชื่อและการปฏิบัติร่วมกันของชุมชน การเดินเท้าระยะไกลขึ้นสู่พื้นที่สูง ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนจุดหมายจากเชิงดอยไปยังยอดดอยเท่านั้น หากเป็น “การเดินแบบมีเจตนา” ที่ผู้ร่วมขบวนใช้ความอดทนเป็นส่วนหนึ่งของการบูชา

ผู้ร่วมพิธีจำนวนไม่น้อยระบุในทำนองเดียวกันว่า ระยะทาง 9 กิโลเมตรทำให้ทุกก้าวมีความหมาย การเดินช้าลง กลายเป็นโอกาสทบทวนใจและตั้งสติ แตกต่างจากการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งทิ้ง “ความรู้สึกของพิธี” ไว้ระหว่างทาง

สำหรับปีนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่จัดระบบขบวนให้เป็นระเบียบ มีจุดพัก จุดบริการ และการดูแลด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้ตามกำลังของตนเอง โดยเน้นย้ำการร่วมพิธีอย่างรับผิดชอบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของตนและผู้อื่น

พระธาตุดอยตุง ศูนย์รวมศรัทธาและหมุดหมายของผู้เกิดปีกุน

พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย และได้รับการยกย่องในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีตำนานและความเชื่อสืบต่อมายาวนาน โดยข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่าพระธาตุดอยตุงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา จึงมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากนิยมขึ้นไปนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ให้ข้อมูลเชิงอธิบายว่า พระธาตุดอยตุงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา และพิธีกรรมในวันหกเป็งช่วยย้ำความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับชุมชน เพราะประเพณีไม่ได้อยู่แยกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นเครื่องยึดโยงให้ผู้คนระลึกถึงรากเหง้าและหน้าที่ต่อสังคมอย่างอ่อนโยนผ่านการปฏิบัติร่วมกัน

ย่ำรอยตนบุญล้านนา บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

อีกมิติที่ถูกกล่าวถึงในพิธีปีนี้ คือการเชื่อมโยงเส้นทางจาริกกับประวัติศาสตร์การบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยตุงในอดีต โดยมีการยกบทบาทของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา เป็นหมุดหมายทางความทรงจำทางวัฒนธรรม

ข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยมีบทบาทในการบูรณะพระธาตุดอยตุงในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๐ และดำเนินงานต่อเนื่องในระยะถัดมา ซึ่งทำให้พระธาตุดอยตุงได้รับการฟื้นสภาพและกลับมาเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในยุคสมัยนั้น

สำหรับชาวเชียงรายจำนวนมาก “การเดินตามรอยครูบา” จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกบุคคลสำคัญทางศาสนา แต่เป็นการเตือนใจว่า การธำรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัฒนธรรมต้องอาศัยแรงร่วม แรงศรัทธา และความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากการเดินขึ้นดอยที่ต้องค่อย ๆ ก้าวไปทีละช่วง

งานประเพณีในฐานะทุนทางสังคมของชุมชนชายแดน

อำเภอแม่สายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การคงอยู่ของประเพณีใหญ่ระดับจังหวัดจึงมีความหมายในเชิงทุนทางสังคมด้วย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลากวัย หลากอาชีพ และหลากพื้นที่มาพบกันภายใต้กติกาเดียวกัน คือกติกาของศรัทธาและความเคารพ

ในเชิงการบริหารจัดการ งานประเพณีที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมากจำเป็นต้องจัดระบบให้สมดุลระหว่าง “ศรัทธา” กับ “ความปลอดภัย” การดูแลเส้นทาง การจัดพื้นที่พัก การสื่อสารข้อควรปฏิบัติ และการบริหารจราจร ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานประเพณีดำเนินไปได้โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะเดียวกัน การรวมตัวเช่นนี้ยังสะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง หน่วยงานวัฒนธรรม และเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ที่ใช้ประเพณีเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงพิธีการ

วัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ต้องเดินคู่ความรับผิดชอบ

แม้งานนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีฐานหลักเป็นศาสนาและวัฒนธรรม แต่ในโลกความจริงของจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการไม่น้อย การจัดงานประเพณีขนาดใหญ่ย่อมมีผลต่อการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ที่พัก การเดินทาง หรือบริการของชุมชน

อย่างไรก็ดี ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายย้ำว่า การต่อยอดเชิงท่องเที่ยวควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ทำให้พิธีกรรมเสียแก่น และไม่ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเพียงจุดถ่ายภาพ การวางกติกาเรื่องความสะอาด การจัดระเบียบ และการเคารพพื้นที่ทางศาสนา จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำรงไว้ควบคู่กับการต้อนรับผู้มาเยือน

เมื่อการเดินกลายเป็นคำตอบของยุคสมัยที่เร่งรีบ

ภาพผู้ว่าราชการจังหวัดเดินเคียงข้างประชาชนในเส้นทางเดียวกัน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงสังคมที่น่าสนใจ เพราะทำให้พิธีกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือสงวนไว้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง หากเป็นกิจกรรมสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ตามกำลัง

ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วและชีวิตประจำวันถูกเร่งด้วยตารางเวลา การยอม “ช้าลง” เพื่อเดินขึ้นดอย ๙ กิโลเมตร กลับกลายเป็นสารที่สะเทือนใจผู้คนจำนวนมาก เพราะมันไม่ใช่การย้อนอดีตแบบโรแมนติก แต่เป็นการยืนยันว่าความหมายบางอย่างยังต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการลงมือทำ

ประเพณีหกเป็งจึงไม่ใช่เพียงการนับวันตามปฏิทินท้องถิ่น หากเป็นบทเรียนร่วมว่า ชุมชนยังสามารถมีจังหวะของตนเอง มีพิธีกรรมของตนเอง และมีพื้นที่ศรัทธาที่ทำให้ผู้คน “กลับมาเป็นมนุษย์” ที่รับฟังกันมากขึ้นผ่านการเดินร่วมทาง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ร่วมงานควรยึดถือร่วมกัน

หน่วยงานผู้จัดงานย้ำหลักปฏิบัติร่วมสำหรับผู้มาร่วมพิธี ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย เคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ลดการสร้างขยะในเส้นทางและบนพื้นที่พระธาตุ ตลอดจนดูแลสุขภาพตนเองให้เหมาะสมกับการเดินขึ้นพื้นที่สูง

สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรประเมินกำลังของตนเอง เลือกช่วงเดินที่เหมาะสม และใช้จุดพักตามที่จัดไว้ ขณะที่ครอบครัวที่พาเด็กเล็กเข้าร่วมควรเน้นความปลอดภัยเป็นลำดับแรก เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความแออัดหรือความเหนื่อยล้า

ศรัทธาที่เดินได้ และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต

งานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ในปีนี้ สะท้อนภาพการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาที่ไม่หยุดอยู่ในพิธีกรรม แต่ขยับเป็นการปฏิบัติร่วมกันของผู้คนผ่านเส้นทางจาริก 9 กิโลเมตร สู่พระธาตุประจำปีเกิดปีกุนและศูนย์รวมศรัทธาของเชียงราย

เมื่อศรัทธาไม่ถูกย่อให้เหลือเพียงคำพูด แต่ถูกแปลงเป็นการเดินร่วมกัน วัฒนธรรมจึงไม่ใช่ของเก่าเก็บ หากเป็นพลังร่วมสมัยที่ยังพยุงชุมชนให้ยืนอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน

 

แหล่งอ้างอิงและเครดิตข้อมูล

  • ข้อมูลประเพณีและกำหนดการจัดงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง”
  • ข้อมูลภูมิศาสตร์และสถานะพระธาตุประจำปีเกิดปีกุน รวมถึงข้อมูลประวัติทั่วไปของพระธาตุดอยตุง
  • ข้อมูลประกอบเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย  
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวรับสงกรานต์ ชูยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สายและเสริมสร้างสุขภาพชุมชน

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กรับสงกรานต์ ควบคู่เปิดกีฬาชุมชนย้ำยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สาย

เชียงราย,28 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของอำเภอแม่สายที่หลายคนคุ้นตาในฐานะประตูหน้าด่านการค้าและการเดินทางชายแดน กำลังถูกเล่าใหม่ด้วย “พื้นที่” ที่ตั้งใจให้คนอยู่ได้ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอยากแวะมานานขึ้น ไม่ใช่เพียงผ่านทาง ล่าสุดการลงพื้นที่ของผู้บริหารท้องถิ่นระดับจังหวัดและตำบลในตำบลโป่งผา สะท้อนความพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่ทุกพื้นที่เผชิญร่วมกัน คือทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ลงพื้นที่หนองน้ำพุ วางหมากรับสงกรานต์

ช่วงเวลา 10.45 น. ของวันเดียวกัน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ร่วมกับนางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 6 และ ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา เพื่อวางแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว ณ “หนองน้ำพุ” สวนสาธารณะและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลโป่งผา โดยเป้าหมายระยะใกล้ชัดเจน คือเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

“หนองน้ำพุ” ถูกวางบทบาทให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 82 ไร่ มีองค์ประกอบตั้งแต่พื้นที่ออกกำลังกาย เส้นทางเดินวิ่ง พื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ไปจนถึงจุดถ่ายภาพและลานกิจกรรมที่รองรับงานเทศกาลของชุมชนในอนาคต ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

ในมุมการพัฒนาเชิงนโยบาย ภาพของหนองน้ำพุไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว เพราะโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกนำเสนอในกรอบงานภาครัฐด้านการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะ โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองมีบทบาทส่งมอบความสำเร็จโครงการพัฒนา “หนองน้ำพุ” ตำบลโป่งผาในฐานะพื้นที่เพื่อสุขภาพและการใช้ประโยชน์สาธารณะ พร้อมคาดหวังให้ท้องถิ่นดูแลต่ออย่างยั่งยืน

เมื่ออ่านสัญญาณนี้ร่วมกับการลงพื้นที่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่การทำให้มีสวนสวยขึ้นอีกแห่ง แต่กำลังพยายามทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจชุมชนและกลไกดูแลผู้คนในระยะยาว

สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นสนามแข่งขันของเมืองท่องเที่ยว

การเตรียมรับสงกรานต์ในระดับพื้นที่ มีนัยมากกว่าการจัดงานให้คึกคัก เพราะสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่เม็ดเงินและการเดินทางกระจายตัวสูง เมืองที่มีพื้นที่กิจกรรมพร้อม มีจุดเช็กอินใหม่ และมีระบบรองรับที่ดี ย่อมได้เปรียบในการดึงนักท่องเที่ยวให้ “แวะและใช้เวลา” มากขึ้น

ภาครัฐเองตั้งเป้าการท่องเที่ยวในประเทศปี 2569 ที่ 180 ล้านคนครั้ง และมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศกำลังขยับเกมเพื่อแย่งส่วนแบ่งการเดินทางของคนไทย ในบริบทนี้ หนองน้ำพุจึงถูกวางให้เป็นทั้งปอดของชุมชนและเป็นหน้าต่างต้อนรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่แม่สายที่มีศักยภาพเชิงทำเลและเรื่องราวชายแดนเป็นทุนเดิม

อย่างไรก็ตาม การทำให้แลนด์มาร์กใหม่ “ยืนระยะ” ไม่ได้ขึ้นกับทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการออกแบบการใช้ประโยชน์ให้คนทุกวัยเข้าถึงได้จริง ตั้งแต่ผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่เดินออกกำลังแบบปลอดภัย เด็กและเยาวชนที่ต้องการพื้นที่กิจกรรม ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อยที่ต้องการโอกาสทางรายได้ในวันที่คนมาเยือนหนาแน่น

กีฬาเป็นอีกด้านของสมการเมืองน่าอยู่

ก่อนลงพื้นที่หนองน้ำพุ ในเวลา 08.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการจัดการแข่งขันกีฬาตำบลโป่งผา ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ สนามกีฬากลางตำบลโป่งผา โดยมี ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมกิจกรรม ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

สาระของโครงการกีฬาในครั้งนี้ถูกระบุชัดในกรอบสังคมและสุขภาพ คือสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่งเสริมให้เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุออกกำลังกาย ลดโรค ลดการใช้เวลาว่างไปกับอบายมุข และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

หากมองในภาพใหญ่ นี่คือการขยับ “นโยบายสุขภาวะ” ให้จับต้องได้ ด้วยกิจกรรมที่คนเข้าร่วมได้ทันที และเป็นเครื่องมือรวมผู้คนได้จริง มากกว่าการรณรงค์เชิงคำพูด

ด้านมาตรฐานสากล องค์การอนามัยโลกให้ข้อแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนัก 75 ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวางมาตรฐานนี้ขนานกับกิจกรรมกีฬาในตำบล จึงเห็นความหมายที่ลึกกว่าแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการขยับร่างกายและพื้นที่ทางสังคมที่เกื้อหนุนกัน

เมื่อพื้นที่สีเขียวเจอกีฬา เมืองได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ

ภาพที่เกิดขึ้นในตำบลโป่งผาในวันเดียวกัน คือการเดิน 2 ขาพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการยกระดับพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ให้เป็นแลนด์มาร์กและพื้นที่กิจกรรมเพื่อรองรับเทศกาลท่องเที่ยว อีกขาหนึ่งคือการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ลดปัญหาสังคม และส่งเสริมสุขภาวะ

สองขานี้เชื่อมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะแลนด์มาร์กจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้พื้นที่จริง มีชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีปฏิทินกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ไม่ให้พื้นที่สวยแต่เงียบ ขณะเดียวกัน กีฬาและกิจกรรมชุมชนจะยั่งยืนขึ้นเมื่อมีสถานที่รองรับที่เหมาะสม ปลอดภัย และเข้าถึงได้

ในเชิงยุทธศาสตร์ท้องถิ่น การเตรียมรับสงกรานต์ด้วยแลนด์มาร์กใหม่คือการเพิ่ม “เหตุผลในการเดินทาง” ของนักท่องเที่ยว ส่วนการจัดกีฬาชุมชนคือการเพิ่ม “คุณภาพการอยู่ร่วมกัน” ของคนในพื้นที่ หากทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ เมืองชายแดนอย่างแม่สายจะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่าน แต่เป็นพื้นที่ที่คนอยากอยู่และอยากกลับมา

ประเด็นที่ชุมชนและผู้มาเยือนควรจับตาหลังจากนี้

แม้การลงพื้นที่และการเปิดกิจกรรมจะเป็นสัญญาณบวก แต่ความท้าทายที่จะทำให้ผลลัพธ์เกิดจริงยังอยู่ในรายละเอียด เช่น การบริหารจัดการความสะอาด ความปลอดภัย การจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในช่วงเทศกาล การคุมความหนาแน่นของกิจกรรมให้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้รู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่มากกว่าผู้มาใช้ชั่วคราว

อีกด้านหนึ่ง การทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมต้องอาศัยความต่อเนื่อง และการออกแบบให้คนทุกวัยเข้าร่วมได้จริง ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดงาน เมื่อกิจกรรมจบแล้วควรมีระบบสนับสนุนต่อ เช่น ชมรมกีฬา การใช้พื้นที่ฝึกซ้อมประจำ หรือกิจกรรมสุขภาพที่สอดรับกับชีวิตประจำวันของคนทำงานและผู้สูงอายุ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่สามารถเริ่มต้นจากเรื่องง่ายแต่มีพลัง คือชวนกันใช้พื้นที่สาธารณะอย่างรับผิดชอบ รักษาความสะอาด เคารพกติกาพื้นที่ และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในช่วงเทศกาล ขณะที่ผู้ปกครองและโรงเรียนสามารถต่อยอดจากกิจกรรมกีฬาไปสู่การสร้างวินัยการออกกำลังกายของเด็กและเยาวชนให้สม่ำเสมอ ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเตรียมสินค้าหรือบริการที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนอยู่ในชุมชนมากขึ้น

ท้ายที่สุด ภาพของหนองน้ำพุที่กำลังถูกปั้นขึ้น และภาพของสนามกีฬาที่คนหลายวัยลงมาเคลื่อนไหวพร้อมกันในเช้าวันเดียวกัน กำลังบอกเล่าแนวคิดเดียวกันอย่างชัดเจน เมืองที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นของทุกคน และทำให้กิจกรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือดูแลกันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand.go.th
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สุสานดอยวง 5,000 ปี เชียงรายดันเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand สัมผัสประวัติศาสตร์โบราณคดีสุดล้ำค่ากับชุมชน

เชียงรายเร่งยกระดับ สุสานดอยวง แหล่งฝังศพยุคหินใหม่อายุ 3,000 ถึง 5,000 ปี สู่ท่องเที่ยวเรียนรู้ Unseen Thailand ชูพลังชุมชนคุมสมดุลอนุรักษ์

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางภูมิประเทศภูเขาลูกเตี้ย ๆ ในตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงแนวเนินเขาธรรมดากลับซ่อนร่องรอยความเป็นมนุษย์ที่ย้อนไปไกลกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด หลักฐานทางโบราณคดีซึ่งประเมินอายุราว 3,000 ถึง 5,000 ปี กำลังทำให้ชื่อของ สุสานดอยวง และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดอยเวียง กลับมาอยู่ในสายตาทั้งด้านวิชาการและการท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังหน่วยงานด้านท่องเที่ยวระดับกระทรวงลงพื้นที่สำรวจเพื่อผลักดันสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand ที่เน้นทั้งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ควบคู่กัน

ในภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่การเปิดจุดท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นโจทย์ร่วมของจังหวัดที่ต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้มรดกที่เปราะบางที่สุดประเภทหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งฝังศพมนุษย์โบราณและโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายตามหน้าดิน กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยไม่แลกกับการสูญเสียหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้

จากไร่นาในหมู่บ้าน สู่จิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ที่ชุมชนเป็นคนต่อชิ้นแรก

เรื่องเล่าของดอยวงเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด ไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บหรือคณะสำรวจที่มีเครื่องมือไฮเทค หากเริ่มจากผู้คนที่ลงมือทำไร่ไถนาตามปกติในบ้านเหล่าพัฒนา หมู่ 22 ตำบลป่าแดด ช่วงราวปี 2553 ชาวบ้านจำนวนหนึ่งพบเศษภาชนะดินเผาอยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มตั้งข้อสันนิษฐานกันในชุมชนว่า บริเวณดอยเวียงและดอยวงอาจเป็นพื้นที่โบราณคดี ก่อนติดต่อให้นักโบราณคดีเข้ามาสำรวจและขุดค้น

ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า ชุมชนได้ติดต่ออาจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ นักโบราณคดี เข้าสำรวจพื้นที่ และด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของหลักฐาน ชาวบ้านร่วมกันก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่พบระหว่างทำเกษตรกรรมและจากการสำรวจบนดอยเวียงดอยวง โดยใช้อาคารศูนย์การเรียนรู้ตำบลป่าแดดเป็นสถานที่จัดแสดง

การเริ่มต้นจากชุมชนทำให้รูปแบบการอนุรักษ์ของดอยวงมีความหมายพิเศษ เพราะเป็นภาพสะท้อนว่าการปกป้องมรดกไม่ได้เกิดจากคำสั่งบนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่เกิดจากความรู้สึกร่วมว่า สิ่งที่อยู่ใต้เท้าของคนในพื้นที่มีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้หายไปอย่างเงียบ ๆ

สุสานยุคหินใหม่และพิธีกรรมฝังศพที่สะท้อนความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรายงานข่าวท้องถิ่นที่อ้างอิงการลงพื้นที่ ระบุสอดคล้องกันว่า ดอยวงเป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานทางโบราณคดีอายุราว 3,000 ถึง 5,000 ปี ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน

ภาพที่ปรากฏในพื้นที่ คือเนินเขาที่พบหลุมฝังศพมนุษย์โบราณจำนวนมาก พร้อมเครื่องปั้นดินเผาและสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งสะท้อนพิธีกรรมและความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ขณะเดียวกันมีการอนุรักษ์หลุมสำคัญไว้พร้อมหลังคาคุ้มครอง และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อรวบรวมโบราณวัตถุ เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว นักศึกษา และผู้สนใจ

ความน่าสนใจอยู่ที่คำถามเชิงสังคมศาสตร์ว่า คนเมื่อหลายพันปีก่อนคิดเรื่องความตายอย่างไร การจัดวางสิ่งของร่วมกับผู้ตายสะท้อนอะไรเกี่ยวกับโครงสร้างสังคม และเหตุใดจึงเลือกพื้นที่บนสันดอยเป็นพื้นที่ฝังศพ นี่คือชนิดของคำถามที่ทำให้แหล่งโบราณคดีมีพลังมากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ บนโซเชียล

กงจักรหิน โบราณวัตถุที่ทำให้ดอยวงถูกพูดถึงในวงกว้าง พร้อมคำถามเรื่องความปลอดภัย

ในบรรดาโบราณวัตถุที่พบ ชื่อของกงจักรหินมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นของเด่นของพื้นที่ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวงระบุว่า ของเด่นของพิพิธภัณฑ์คือกงจักรหิน และโบราณวัตถุที่ขุดพบจากดอยเวียงและดอยวง เช่น ขวานหิน เศษภาชนะดินเผา

รายละเอียดที่สะท้อนความเปราะบางของการจัดการมรดกคือ กงจักรหินไม่ได้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์โดยถาวร เนื่องจากเกรงว่าจะสูญหาย และจะนำมาให้ชมได้หากติดต่อล่วงหน้า นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดเสี่ยงในเวลาเดียวกัน จุดแข็งคือชุมชนตื่นตัวเรื่องการปกป้องของมีค่า จุดเสี่ยงคือถ้าไม่มีระบบความปลอดภัยและมาตรการมาตรฐานรองรับเพียงพอ ความสนใจที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อการอนุรักษ์

หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ว่าชุมชนผูกพันกับพื้นที่นี้มานาน ไม่ได้เพิ่งเกิดกระแสในวันนี้

หากย้อนกลับไปก่อนหน้ากระแส Unseen Thailand หลายปี สื่อท้องถิ่นเคยรายงานว่า วันที่ 7 เมษายน 2554 ชาวบ้านร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษในโบราณสถานสุสานดอยวง โดยมีชาวบ้านประมาณ 100 คน และพระสงฆ์บวชภาคฤดูร้อน 45 รูปประกอบพิธี พร้อมกล่าวถึงการสำรวจพื้นที่ช่วงเดือนธันวาคม 2553 โดยทีมนักสำรวจและนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดยศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์

แม้รายละเอียดบางส่วนในรายงานเก่าเป็นข้อมูลเชิงข่าวยุคนั้น แต่สาระสำคัญสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่กับสุสานดอยวงเป็นเรื่องที่ฝังรากในชีวิตชุมชน ไม่ใช่เพียงโครงการประชาสัมพันธ์ระยะสั้น การผูกพันลักษณะนี้เองที่กลายเป็นฐานทุนทางสังคมซึ่งมีค่ายิ่งในการทำท่องเที่ยวโดยชุมชน

รัฐขยับหมาก วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ลงพื้นที่สำรวจเพื่อดันสู่ Unseen Thailand

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องราวดอยวงถูกยกขึ้นสู่ระดับนโยบายมากขึ้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะจากกรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ดอยวง อำเภอแม่สรวย ร่วมกับชมรมแม่สรวยเมืองแห่งความสุข นำโดย พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย เพื่อสำรวจศักยภาพและหารือแนวทางพัฒนา

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ว่าเป็นการสำรวจศักยภาพอย่างรอบด้าน ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ไปสู่แนวทางพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำแนวทางบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและกระจายประโยชน์สู่ชุมชน

สารที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของหน่วยงานรัฐคือ การพยายามกำหนดกรอบพัฒนาไม่ให้หลุดไปสู่การท่องเที่ยวแบบเร่งคนเข้าพื้นที่โดยไม่ได้คิดผลกระทบ เพราะสำหรับแหล่งฝังศพโบราณ การเหยียบย่างผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวอาจทำให้หลักฐานเสียหายถาวร

พิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นด่านหน้า เปิดให้เรียนรู้ แต่ไม่เก็บค่าเข้าชม

โมเดลที่ดอยวงใช้อยู่แล้วสอดรับกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่ยั่งยืน ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวงระบุเวลาทำการ 9.00 ถึง 16.00 น. โดยขอให้ติดต่อล่วงหน้า และไม่เก็บค่าเข้าชม

การไม่เก็บค่าเข้าชมไม่ใช่เรื่องเล็กในเชิงนโยบายสาธารณะ เพราะช่วยให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และคนในชุมชนเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็หมายความว่าระบบสนับสนุนด้านงบประมาณ การดูแลรักษา และความปลอดภัยจำเป็นต้องถูกออกแบบให้ยั่งยืนกว่าเดิม หากการท่องเที่ยวขยายตัวจริงตามแนวทาง Unseen Thailand

เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเป็นแรงหนุน แต่ตัวเลขก็เป็นคำเตือนให้บริหารอย่างมีวินัย

การผลักดันดอยวงเกิดขึ้นในบริบทที่เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ข้อมูลในหนังสือ Statistical Yearbook Thailand 2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปี 2567 เชียงรายอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุด โดยแสดงตัวเลขรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนของเชียงราย 49,420 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายแรงผลักเชิงเศรษฐกิจว่าทำไมจังหวัดและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจึงมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขเดียวกันก็เป็นคำเตือนเช่นกันว่า หากการพัฒนาแหล่งใหม่ถูกเร่งด้วยแรงตลาดโดยขาดมาตรฐานการอนุรักษ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งระบบ

จุดทดสอบสำคัญ ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้หลักฐานหายไป

จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดอยวงกำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างโอกาสและความเสี่ยง โอกาสคือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจว่าพื้นที่เล็ก ๆ ในแม่สรวยเคยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ยาวนานหลายพันปี ความเสี่ยงคือความเสียหายต่อหลุมฝังศพและโบราณวัตถุ รวมถึงความเสี่ยงจากการสูญหายของของเด่น ซึ่งแม้ชุมชนจะระวังแล้ว แต่ยิ่งคนรู้จักมากก็ยิ่งต้องมีระบบรองรับมากขึ้น

แนวทางที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุไว้ชัด คือการบูรณาการทุกภาคส่วนควบคู่การอนุรักษ์ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เข้าชม เส้นทางเดินที่ปลอดภัยต่อหลักฐาน การสื่อความหมายแบบไม่แตะต้องวัตถุ และมาตรการดูแลความปลอดภัยของโบราณวัตถุ โดยต้องทำให้ชุมชนยังคงเป็นเจ้าของเรื่องเล่าและเจ้าของการจัดการ ไม่ถูกกลืนเป็นเพียงฉากประกอบการท่องเที่ยว

เชียงรายชวนเปิดประสบการณ์ย้อนเวลา แต่ความรับผิดชอบต้องเดินมาพร้อมกัน

รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าจังหวัดเชียงรายเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางย้อนเวลา เรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ณ สุสานดอยวง สารชวนคิดสำหรับผู้มาเยือนคือ การท่องเที่ยวลักษณะนี้ไม่ใช่การมาเพื่อถ่ายรูปแล้วกลับ แต่คือการมาเพื่อเรียนรู้และเคารพกติกาของพื้นที่ เพราะทุกก้าวย่างบนดินที่มีหลักฐานอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการอนุรักษ์กับการทำลาย

ในท้ายที่สุด สุสานดอยวงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายใหม่ของแผนที่ท่องเที่ยว แต่เป็นกระจกสะท้อนว่า สังคมไทยจะจัดการกับมรดกที่เปราะบางอย่างไร เมื่อความสนใจของผู้คนเพิ่มขึ้น หากทำได้ดี ดอยวงจะเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบมองไกลที่ทำให้ชุมชนมีรายได้พร้อมกับรักษาหลักฐานให้คนรุ่นหลัง หากทำพลาด มรดกอายุหลายพันปีอาจหายไปอย่างไม่อาจย้อนคืน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • การลงพื้นที่เพื่อสำรวจและกำหนดแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดอยวงสู่ Unseen Thailand เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • อายุหลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่ดอยวงประมาณ 3,000 ถึง 5,000 ปี ตามข้อมูลการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวง และรายงานข่าวที่อ้างอิงการลงพื้นที่
  • พิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวง ไม่เก็บค่าเข้าชม เปิดเวลา 9.00 ถึง 16.00 น. และขอให้ติดต่อล่วงหน้า ข้อมูลจากฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  • ปี 2567 เชียงรายติด 10 อันดับจังหวัดรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดของประเทศ โดยระบุรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนของเชียงราย 49,420 ล้านบาท ใน Statistical Yearbook Thailand 2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย รายการพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวง ข้อมูลภูมิหลังการค้นพบ ปี 2553 ข้อมูลการเข้าชม ของเด่น และการจัดการโดยชุมชน
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ Statistical Yearbook Thailand 2025 ข้อมูล 10 อันดับจังหวัดรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ปี 2567 อ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Balloon Love 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย ยกระดับอีเวนต์วาเลนไทน์สู่ World Class Love Destination

เชียงราย 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูน สะท้อนเทรนด์ความสัมพันธ์ไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ และสถิติสมรส-หย่าที่ช่องว่างแคบลง

เชียงราย,14 กุมภาพันธ์ 2569 – บนท้องฟ้าเหนือขุนเขาและไร่ชาในอ้อมกอดฤดูหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาพคู่บ่าวสาวโบกมือจากกระเช้าบอลลูนท่ามกลางบอลลูนหลากสีมากกว่า 30 ลูก กลายเป็นภาพจำใหม่ของวันวาเลนไทน์ไทย เมื่อคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในกิจกรรม Balloon Love 2026 ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ครั้งที่ 10 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย  ร่วมเป็นสักขีพยานร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวอวยพรต่อหน้าสื่อและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความโรแมนติกเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง จากยุคที่การแต่งงานเคยเป็นเส้นทางมาตรฐานของชีวิตคู่ ไปสู่ยุคที่ความสัมพันธ์หลากรูปแบบถูกยอมรับมากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหลังโควิด ความไม่แน่นอนของรายได้ การตัดสินใจมีบุตรที่ชะลอตัว และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งในปีแรกมีการจดทะเบียนรวม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง

ภาพใหญ่ของประเทศ ตัวเลขสมรสและหย่า 5 ปี กับช่องว่างที่แคบลง

ข้อมูลช่วงปี 2564 ถึง 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ชี้ว่าไทยมีการจดทะเบียนสมรสและหย่าในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2564 การสมรส 240,979 คู่ และการหย่า 110,942 คู่ ก่อนที่ปี 2565 จะเกิดการกระโดดของทั้งสองตัวเลข โดยสมรสพุ่งเป็น 305,487 คู่ และหย่าขยับขึ้นเป็น 146,159 คู่ ซึ่งถูกอธิบายในเชิงสังคมว่าเป็นผลสะสมจากช่วงล็อกดาวน์และข้อจำกัดการให้บริการของรัฐในยุคโควิดที่ทำให้ธุรกรรมทางทะเบียนจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป

จากนั้นในปี 2566 ถึง 2567 ตัวเลขหย่าทรงตัวในระดับสูงกว่า 147,000 คู่ ขณะที่การสมรสลดลงต่อเนื่องเป็น 279,748 คู่ และ 263,087 คู่ ก่อนปี 2568 การสมรสขยับขึ้นมา 275,480 คู่ ส่วนการหย่าลดลงเป็น 139,100 คู่ ภาพรวมปี 2568 จึงถูกตีความได้ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ หลังแรงกระแทกใหญ่ของช่วงหลังโควิด

จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือการเปรียบเทียบปี 2568 ที่ระบุว่า ในทุก 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 50.64 ช่องว่างระหว่างการเริ่มต้นและการยุติความสัมพันธ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตคู่ สุขภาวะครอบครัว รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง

สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ จุดเปลี่ยนที่มากกว่าตัวเลข

ในภาพเดียวกัน ปี 2568 ยังถูกระบุว่าเป็นปีแรกของสมรสเท่าเทียม และมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสรวม 25,814 คู่ ซึ่งผู้ใช้แนบการคำนวณว่าเทียบเป็นร้อยละ 9.3 ของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 ตัวเลขระดับนี้สะท้อนความต้องการสะสมของผู้คนจำนวนมากที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ และบ่งชี้ว่าโครงสร้างครอบครัวไทยกำลังขยับจากรูปแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสมรสเท่าเทียมยังถูกมองว่ามีมิติทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เพราะการจดทะเบียนสมรสจำนวนมากมักเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมงานแต่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองท่องเที่ยวที่ใช้ความรักเป็นแรงดึงดูด

และนี่เองที่พาเรื่องกลับมาที่เชียงราย เมืองซึ่งกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองบนแผนที่การท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูน

สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการยกระดับเทศกาลสู่เวทีโลก

ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ผู้จัดระบุว่ามีบอลลูนมากกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกิจกรรมหลักหลายรายการ ทั้งการแสดงบอลลูนแสงสีเสียงยามค่ำคืน Magic Night Glow การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ คอนเสิร์ตตลอด 5 วัน และการแสดงโขนกลางแปลงชุดใหญ่จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ร่วมกับยุวชนกว่า 200 ชีวิต

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ให้ข้อมูลในงานว่า ผู้จัดตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่การเป็น World Class Love Destination โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าได้รับความสนใจต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์มาตรฐานงานระดับนานาชาติถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ระบุว่างานเคยได้รับรางวัล Gold Award สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวที IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงชื่อเสียงของเทศกาลในสายอีเวนต์ระดับโลก

14 คู่รักบนฟ้า คือยุทธศาสตร์ปลายน้ำของเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองในเชิงการท่องเที่ยว กิจกรรม 14 คู่รักไม่ใช่แค่สตอรี่สวยงาม แต่เป็นการสร้างสัญญะใหม่ให้เชียงรายในฐานะปลายทางแห่งประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพต่อการขยายผลเป็นแคมเปญระยะยาว ตั้งแต่ทริปฮันนีมูน เส้นทางถ่ายภาพพรีเวดดิง ไปจนถึงแพ็กเกจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

ประเด็นนี้ยิ่งชัดเมื่อเชื่อมกับสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 ในด้านจำนวนคน และร้อยละ 4.36 ในด้านรายได้ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเป็นสัดส่วนหลัก 5,765,564 คน หรือร้อยละ 89.2 ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน หรือร้อยละ 10.8 และมีข้อสังเกตสำคัญว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้จากต่างชาติลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลชุดเดียวกันยังบอกด้วยว่าเดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน ส่วนรายได้สูงสุดของปีเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แม้จำนวนคนจะน้อยกว่ามกราคม ขณะที่ต่างชาติสูงสุดในเดือนธันวาคม 83,236 คน และต่ำสุดในเดือนกันยายน 37,754 คน พร้อมภาพรวมเชิงฤดูกาลที่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 มีสัดส่วนการท่องเที่ยวสูงสุดใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.7 ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามภาพอินโฟกราฟิกที่ผู้ใช้แนบ

เมื่ออ่านตัวเลขเหล่านี้คู่กับงานบอลลูน จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดขึ้น คือการรักษาฐานตลาดไทยที่ใหญ่ที่สุดให้แข็งแรง และในเวลาเดียวกันสร้างคอนเทนต์ระดับโลกเพื่อช่วยดึงต่างชาติกลับมา โดยใช้จุดขายแบบ Experience Based Tourism ที่มีความหมายทางอารมณ์และถ่ายภาพได้จริง

จุดชวนคิด เมืองท่องเที่ยวจะชนะเกมความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างไร

ตัวเลขสมรสและหย่าที่ช่องว่างแคบลงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกแต่งงานเพราะแรงกดดันทางสังคมเหมือนเดิม แต่เลือกเพราะพร้อมและต้องการความมั่นคงในแบบของตัวเอง ในวันที่คำว่า ครอบครัว ไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวที่ฉลาดจึงต้องทำมากกว่าการจัดฉากโรแมนติก แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคู่รัก และให้บริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ

เชียงรายกำลังทดลองคำตอบผ่านอีเวนต์ที่มีทั้งความงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยอยู่ในเฟรมเดียวกัน ตั้งแต่บอลลูนบนฟ้า โขนกลางแปลงบนพื้นดิน ไปจนถึงกิจกรรมครอบครัวและคอนเสิร์ตในยามค่ำคืน ซึ่งทั้งหมดผูกกันด้วยธีมเดียวคือประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำและอยากกลับมาเล่าซ้ำ

ขณะเดียวกัน การนำสถิติสมรสเท่าเทียมเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของการท่องเที่ยว ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรถูกวางอย่างระมัดระวังบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมจริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ World Class Love Destination มีความหมายมากกว่าแค่คำโปรย

จากทะเบียนราษฎรสู่ท้องฟ้าเชียงราย

ปี 2568 ของไทย ตัวเลขสมรสและหย่าที่สูงพร้อมกันบอกเราว่า ความสัมพันธ์เป็นทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องโครงสร้างชีวิต ขณะที่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ชี้ว่าการยอมรับความหลากหลายกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 ของเชียงราย กิจกรรม 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูนกำลังบอกอีกอย่างว่า เมืองท่องเที่ยวสามารถแปลงความหมายของความรักให้เป็นพลังเศรษฐกิจได้ หากทำด้วยมาตรฐานที่ดี เคารพผู้คน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าต่อชุมชนจริง

เมื่อภาพคู่รักบนฟ้าค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม เหลือไว้เพียงเสียงเชียร์จากพื้นดินและรอยยิ้มของคนดู คำถามที่ยังอยู่ต่อไม่ใช่แค่ว่า ปีหน้าจะมีอีกกี่คู่ แต่คือประเทศไทยกำลังนิยามคำว่า ครอบครัว ใหม่อย่างไร และเมืองอย่างเชียงรายจะยืนอยู่ตรงไหนบนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

สถิติสมรสและหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนกรมการปกครอง สมรสเท่าเทียม ปีแรก ปี 2568 จำนวน 25,814 คู่ 

การหย่า ปี 2564 – ปี 2568

  • การหย่า ปี 2564 จำนวน 110,942 คู่
  • การหย่า ปี 2565 จำนวน 146,159 คู่
  • การหย่า ปี 2566 จำนวน 147,337 คู่
  • การหย่า ปี 2567 จำนวน 147,621 คู่
  • การหย่า ปี 2568 จำนวน 139,100 คู่

การสมรส ปี 2564 – ปี 2568

  • การสมรส ปี 2564 จำนวน 240,979 คู่
  • การสมรส ปี 2565 จำนวน 305,487 คู่
  • การสมรส ปี 2566 จำนวน 279,748 คู่
  • การสมรส ปี 2567 จำนวน 263,087 คู่
  • การสมรส ปี 2568 จำนวน 275,480 คู่

สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569

  • นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Singha Park International Balloon Fiesta 2026 2
  • IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards
  • สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 และจำนวนสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจ และอ้างอิงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเนื้อหาที่แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เมื่อโขนออกจากโรงละครสู่ธรรมชาติ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เปิดเวทีรวมนักแสดงกว่า 200 ชีวิตสืบสานชาติตระการ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยกมหากาพย์น้ำมิตรและหน้าที่ขึ้นสู่เวทีธรรมชาติ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภายใต้บรรยากาศเดือนแห่งความรักที่ผู้คนคุ้นตากับดอกไม้ แสงไฟ และเสียงดนตรี จังหวัดเชียงรายกำลังเพิ่มอีกหนึ่งภาพจำที่หนักแน่นกว่านั้น คือภาพนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เคลื่อนไหวอยู่กลางสนามหญ้าริมทะเลสาบ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขาในยามเย็น

การแสดงโขนกลางแปลงเต็มรูปแบบกำลังกลับมาจัดอีกครั้ง ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย นับเป็นปีที่ 6 ของการสานต่อการนำโขนออกจากกรอบโรงละครไปสู่พื้นที่เปิด ให้คนดูได้สัมผัสระยะใกล้ ทั้งรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย จังหวะดนตรีไทย และลีลาการร่ายรำที่ต้องใช้วินัยระดับสูง พร้อมการออกแบบแสง สี เสียง เพื่อพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกของรามเกียรติ์อย่างเป็นรูปธรรมตามที่ผู้จัดระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์การแสดง

โขนที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียน กับการทำให้มรดกยังหายใจได้ในพื้นที่จริง

โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกในปี 2018 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงเรื่องของพิพิธภัณฑ์หรือห้องเรียน แต่เป็นเรื่องของการทำให้การแสดงยังมีผู้ชมและยังมีผู้สืบทอด

บนพื้นที่เชียงราย ความหมายของคำว่าอนุรักษ์จึงไม่หยุดอยู่ที่การรักษาท่ารำหรือบทพากย์ให้ถูกต้องเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ยอม “หยุดดู” และยอม “ฟัง” จนเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดี

ปีนี้เลือกตอน มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เมื่อเพื่อนรักต้องยืนคนละฝั่ง

หัวใจของโขนกลางแปลงปี 2569 คือโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เรื่องเล่าที่ไม่ได้พาผู้ชมไปยึดติดกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เพียงอย่างเดียว แต่ชวนมองความขัดแย้งในระดับมนุษย์

เรื่องราววางตัวละครสำคัญไว้สองฝั่งที่ไม่น่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้น พญามังกรกัณฐ์ ยักษ์ผู้เป็นหลานของทศกัณฐ์ และเกสรทมาลา ลิงผู้เป็นสิบแปดมงกุฎฝ่ายพระราม เคยเป็นเพื่อนรักร่วมสาบานในวัยเยาว์ แต่เมื่อโตขึ้นหน้าที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ ข้อมูลส่วนนี้ปรากฏชัดในแฟกต์ชีตและเรื่องย่อการแสดงที่ระบุโครงเหตุการณ์ตั้งแต่คำสั่งให้มังกรกัณฐ์ออกศึก ไปจนถึงการที่เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้ฝ่ายตรงข้ามออกจากที่ซ่อน

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง สะท้อนแก่นคิดของตอนนี้ว่า “หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ” และตั้งคำถามปลายเปิดที่ทำให้คนดูอยากตามไปถึงฉากจบ ว่าสุดท้ายระหว่างน้ำมิตรที่ผูกพันกับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวจะคลี่คลายอย่างไร ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโขนละคร กรมศิลปากร และประธานกลุ่มศิลปินวังหน้า ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง

โขนกลางแปลงต่างจากโขนในโรงละคร เพราะธรรมชาติคือฉาก และระยะห่างคือความท้าทาย

คำว่าโขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกเชิงสถานที่ แต่เป็นรูปแบบการแสดงที่มีรากของตัวเอง แฟกต์ชีตอธิบายลักษณะสำคัญว่าเป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนามกว้าง ไม่มีเวที ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงตอนยกทัพและการรบ ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ดำเนินเรื่องด้วยคำพากย์และบทเจรจา มีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบ

เมื่อย้ายจากโรงละครมาอยู่กลางแจ้ง “สิ่งที่หายไป” คือกรอบที่ควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ “สิ่งที่เพิ่มขึ้น” คือความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์และความรู้สึกร่วมของผู้ชมจำนวนมากที่มองไปทางเดียวกัน เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสนามประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

อาจารย์สุรเชษฐ์อธิบายความยากของการแสดงกลางแจ้งว่าแม้รูปแบบโบราณจะใช้ธรรมชาติเป็นฉากมาแต่เดิม แต่ในยุคปัจจุบันต้องผสานเทคนิคการแสดง แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ เพื่อให้ผู้ชม “เห็นจินตนาการ” เป็นภาพใกล้จริงมากที่สุด ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนจารีต แต่ทำหน้าที่พาคนดูเข้าใกล้เรื่องมากขึ้น

ปีนี้ผู้จัดระบุว่าจะมีการจัดเต็มด้านแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ โดยมีไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากคือการออกแบบฉากให้เกิดภาพตัวละคร “เหาะ” ได้จริงกลางพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคสมัยใหม่ทำหน้าที่เสริมความตื่นตา ไม่ใช่แย่งซีนแก่นของศิลปะ

ในมุมของคนดู นี่คือจุดที่ทำให้โขนซึ่งหลายคนเคยคิดว่าไกลตัว กลายเป็นการแสดงที่ “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานความประณีตของงานนาฏศิลป์

มากกว่าโชว์ คือการส่งต่อด้วยคนจริง เยาวชนกว่า 200 ชีวิตบนเวทีเดียวกับครูโขน

อีกหนึ่งแกนใหญ่ของโขนกลางแปลงปีนี้คือการถ่ายทอดมรดกสู่คนรุ่นใหม่ แฟกต์ชีตระบุว่ามีนักแสดงรวมกว่า 200 ชีวิต จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ผนึกกำลังร่วมกับเยาวชนจังหวัดเชียงราย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมสืบทอด

ภาพที่น่าสนใจคือการฝึกเด็กระดับประถมให้รับบทบาทในงานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจารย์สุรเชษฐ์ใช้คำว่าเข้มข้นถึงขั้น “เคี่ยวกรำ” เพื่อให้เด็ก ป.5 ป.6 ก้าวข้ามความเขิน ความกลัว และข้อจำกัดทางร่างกาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงสูง

อาจารย์สุรเชษฐ์ย้ำ 3 องค์ประกอบที่ใช้เป็นหลักในการฝึก คือใจที่รัก กล้าที่จะแสดงออก และวิริยะอุตสาหะในการฝึกซ้ำจนเกิดความแม่นยำ ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

โขนอยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร คำตอบอาจเริ่มจากคำว่า ตัวเป็นๆ

บนเวทีเสวนาและในบทสนทนาหลังการแสดงที่ผ่านมา อาจารย์สุรเชษฐ์เล่าประสบการณ์ที่กลายเป็นเหมือนคำตอบสั้นๆ ต่อคำถามใหญ่ เมื่อมีผู้ชมชาวเชียงรายกล่าวขอบคุณที่นำ “โขนตัวเป็นๆ” มาให้ดู คำพูดนี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่เคยเห็นโขนจริงมาก่อน และเมื่อได้เห็นด้วยตา ได้ยินเสียงปี่พาทย์จริง ได้สัมผัสพลังของงานแสดงที่อยู่ตรงหน้า ความผูกพันจึงเกิดขึ้นทันที

ตรงนี้เองที่โขนกลางแปลงทำหน้าที่คลี่คลายปมความกังวลว่าโขนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่หมุนเร็ว เพราะการย้ายพื้นที่จากโรงละครสู่พื้นที่สาธารณะ คือการลดกำแพงการเข้าถึง และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง

เรื่องย่อที่ชวนตามไปจนสุดฉากจบ เมื่อศรพรหมาศยังไม่เสร็จ และศึกต้องถูกประวิงเวลา

เนื้อเรื่องย่อในเอกสารระบุว่า ทศกัณฐ์มีบัญชาให้พญามังกรกัณฐ์ออกไปรบกับกองทัพพระรามเพื่อขัดตาทัพ ประวิงเวลาให้อินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาศให้สำเร็จ มังกรกัณฐ์แผลงศรจนเกราะประจำพระองค์ของพระรามขาดกระเด็น และลูกศรลอยวนอยู่หน้ากองทัพ ก่อนพระรามจะแผลงศรทำลายศรและคันศรของมังกรกัณฐ์ พร้อมทำลายไพร่พลฝ่ายนั้นจนสิ้น

เมื่อสิ้นศาสตราวุธ มังกรกัณฐ์ร่ายเวทย์เนรมิตรูปเหมือนตนลอยเต็มนภากาศ และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางรูปเหล่านั้น พระรามฉงนไม่แน่ใจว่าร่างใดคือตัวจริง ในจังหวะที่ความเป็นความตายค้างอยู่ตรงหน้า เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้มังกรกัณฐ์ออกจากที่ซ่อน โดยอ้างความหลังที่ทั้งคู่เคยร่วมสาบานเป็นมิตรกัน

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องไม่ได้หยุดอยู่ที่เทคนิคการรบ แต่พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเทาของความสัมพันธ์ ระหว่างคำสาบานที่เคยให้ไว้กับภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และผู้จัดตั้งใจวางคำถามปลายเปิดไว้ให้คนดูเป็นผู้ตัดสินด้วยหัวใจของตัวเอง

ลำดับการแสดงในสองคืน และความหมายของการเปิดเรื่องด้วยการน้อมรำลึก

กำหนดการในแฟกต์ชีตระบุว่า การแสดงจัด 2 วัน ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. ณ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย

ลำดับการแสดงประกอบด้วย
การแสดงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การแสดงชุด มังรายจอมราชันและปิดท้ายด้วยโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตรการวางลำดับเช่นนี้ทำให้โขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เชื่อมโยงมิติของความกตัญญู ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวรรณคดีระดับชาติไว้ในคืนเดียว

โขนกลางแปลงในเทศกาลบอลลูน เมื่อศิลปะการแสดงยืนอยู่เคียงเทศกาลท่องเที่ยว

ข้อมูลการจัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คระบุช่วงวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2026 และถูกสื่อสารในหลายช่องทางทางการ รวมถึงเว็บไซต์ทางการท่องเที่ยวของไทย

เมื่อโขนกลางแปลงถูกวางเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาล ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการดึงดูดผู้ชมที่ตั้งใจมาดูบอลลูน ให้ได้พบศิลปะที่อาจไม่เคยคิดจะดูมาก่อน ชั้นที่สองคือการทำให้ศิลปะที่เคยถูกมองว่าสงวนพื้นที่ กลายเป็น “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนต่างวัย ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เสียงสะท้อนต่อชุมชน เมื่อมรดกวัฒนธรรมกลายเป็นทุนทางสังคมที่จับต้องได้

ในระดับชุมชน การรวมตัวของเยาวชน ครูโขน และเครือข่ายสนับสนุน ทำให้โขนกลางแปลงไม่ใช่กิจกรรมที่มาฉายแล้วจากไป แต่เป็นกระบวนการสร้างคน สร้างวินัย และสร้างความภาคภูมิใจที่สะสมได้ทุกปี

คำว่า “คนดูรุ่นใหม่และรุ่นเก่า” ที่อาจารย์สุรเชษฐ์กล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์ สะท้อนว่าอนาคตของโขนไม่ได้แขวนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอยู่ที่การทำให้ทั้งคนดูและคนแสดงรู้สึกว่าโขนเป็นของเขาจริงๆ และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาในปัจจุบัน

รายละเอียดการเข้าชมที่ผู้ชมควรรู้ก่อนเดินทาง

การแสดงโขนกลางแปลง เรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร
จัดแสดงวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. สถานที่ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงแบบใกล้ชิดผู้ชม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในช่วงเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คซึ่งจัดระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อคำว่าอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บไว้ แต่คือการทำให้คนอยากมองต่อ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เดินเรื่องด้วยโจทย์ที่ร่วมสมัยกว่าที่หลายคนคาด คือโจทย์ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจในวันที่หน้าที่เดินสวนทางกับหัวใจ พร้อมกันนั้นยังเดินเรื่องอีกชั้นหนึ่งผ่านกระบวนการสืบทอดที่เห็นเป็นรูปธรรม จากครูโขนสู่เยาวชนกว่า 200 ชีวิต

ในโลกที่ความสนใจของผู้คนถูกแย่งชิงด้วยหน้าจอ การพาโขนออกมาอยู่กลางธรรมชาติ ใช้เทคนิคสมัยใหม่เป็นสะพาน และปล่อยให้ความงามของจารีตทำงานด้วยตัวเอง อาจเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ว่ามรดกที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะยังคงมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อยังมีคนดู ยังมีคนฝึก และยังมีคนเชื่อว่าเรื่องเล่าบนหน้ากากนั้นพูดกับชีวิตจริงของเราได้เสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อ Representative List ระบุปีที่ขึ้นทะเบียน 2018
  • เทศกาล Singha Park International Balloon Fiesta 2026
  • Singha Park Chiang Rai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายก อบจ.เชียงราย เตรียมพร้อมล่องแพแม่สรวย 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อบจ.เชียงรายเดินหน้า “ล่องแพเปียกแม่สรวย” ปี 2569 เปิดฤดูกาล 1 มีนาคมนี้ วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ชูท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมเข้าสู่ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียนที่ถือเป็นจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้เร่งเครื่องเดินหน้ากิจกรรม “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเปิดฤดูกาลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมหารือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมหารือกับชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในปีนี้

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงระบบ ทั้งในมิติการบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย การดูแลระดับน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

จากเวทีหารือสู่การปฏิบัติ วางแผนรอบด้านก่อนเปิดฤดูกาล

ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาว ในอำเภอแม่สรวย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนมาหลายปี กิจกรรมล่องแพเปียกได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้มอบแนวทางเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัย ซึ่งถูกยกเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมในปี 2569

หนึ่งในมาตรการหลักคือการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพตลอดช่วงกิจกรรม การควบคุมระดับน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลำน้ำในพื้นที่มีความแปรปรวนตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากต้นน้ำ การกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสน้ำแรงหรือระดับน้ำตื้นเกินไป

นอกจากนั้น ได้มีการสั่งการให้สำนักช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนำเครื่องจักรกลเข้าปรับปรุงพื้นที่ในจุดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ทั้งบริเวณจุดลงแพ จุดขึ้นแพ พื้นที่จอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน

ด้านการดูแลความปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาลตลอดเส้นทางล่องแพ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเวรเฝ้าระวัง และการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสะท้อนถึงบทเรียนจากหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำในประเทศที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีต การบริหารจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

ท่องเที่ยวโดยชุมชน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการคลายร้อน แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี ซึ่งเป็นฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน

จากข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเยาวชน กิจกรรมทางน้ำจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

การเตรียมเปิดฤดูกาลล่วงหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถวางแผนสต๊อกสินค้า เตรียมบุคลากร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายผลักดันอย่างต่อเนื่อง มุ่งหมายให้แต่ละอำเภอมีจุดขายเฉพาะตัว ล่องแพเปียกแม่สรวยจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวฤดูร้อนของจังหวัด

ความร่วมมือหลายภาคส่วน หัวใจของความสำเร็จ

การประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมผู้ประกอบการ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ

การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน ทั้งในด้านเส้นทางล่องแพ จุดเสี่ยง และความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอย่างกรมชลประทาน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับจังหวัดกับหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้จะไม่มีตัวเลขคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนจำนวนมาก ทั้งจากค่าบริการล่องแพ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าท้องถิ่น

สำหรับปี 2569 การกำหนดระยะเวลาจัดกิจกรรมยาวกว่า 2 เดือน ตั้งแต่ต้นมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม ช่วยครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูง

การวางระบบความปลอดภัยและการปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นทางการ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

กิจกรรมฤดูร้อนที่มากกว่าความสนุก

การเร่งเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยประจำปี 2569 สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตั้งแต่การประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารระดับน้ำ การสั่งการสำนักช่างปรับปรุงพื้นที่ การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเตรียมระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มุ่งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กิจกรรมนี้จะไม่เพียงสร้างความเย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมความหวังทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแม่สรวยในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรา

  • ข้อมูลสถานที่และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ข้อมูลการประสานงานด้านการบริหารจัดการระดับน้ำจากการหารือกับกรมชลประทาน ตามรายงานการประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

ร้อยเอกธรรมนัส เปิดงานไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ชู “นทีศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการยกระดับการท่องเที่ยวอาเซียนสู่เวทีโลก แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573 กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาท “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ผ่านการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” บริเวณหนองหลวง แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนริมหนองน้ำให้กลายเป็นเวทีเชื่อมโยงนโยบายระดับภูมิภาคกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

งานมหกรรมฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และจะจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลชมไม้ดอกเมืองหนาว หากแต่สะท้อน “เชียงรายโมเดล” ที่นำเป้าหมายการท่องเที่ยวอาเซียนมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่หนองหลวง ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ และเป็นบ้านของชุมชนจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

อาเซียนขยับเกมท่องเที่ยว แผนใหม่ 2569–2573 กับเป้าหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก”

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism) เผยแพร่ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังก้าวเดินตาม “แผนรายสาขาด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573” ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางร่วมของทั้งภูมิภาคในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้สอดคล้องกับ AEC Goals และวิสัยทัศน์อาเซียน 2588 โดยมุ่งผลักดันให้อาเซียน

  1. เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
  2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
  3. สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ได้วาง แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ (Resilient & Sustainable Tourism)
  • การเดินทางที่เข้าถึงได้และไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
  • การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม

กรมการท่องเที่ยวระบุว่า แผนฉบับเต็มจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวในระยะต่อไป

จากแผนระดับภูมิภาค สู่เวทีจริงที่หนองหลวง เวียงชัย

บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของอาเซียน จังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งในเมืองชายแดนตอนเหนือของไทย แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดแห่งนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูง” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชายแดน วัฒนธรรมล้านนา และความหลากหลายทางชาติพันธุ์

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ภาพของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินเคียงข้างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านริมหนองหลวง ในพิธีเปิด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเชิงสัญลักษณ์ หากแต่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างนโยบายเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน

ภายในงานเปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และภาคประชาชน

บรรยากาศในวันเปิดงานสะท้อนให้เห็นความคึกคักของผู้คนในพื้นที่ที่มาร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่ามกลางทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างประณีต ริมผืนน้ำของหนองหลวงที่สะท้อนแสงไฟและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืนอย่างงดงาม

หนองหลวง” จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย

หัวใจสำคัญของเวทีงานครั้งนี้คือ หนองหลวง” แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ เป็นทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ แหล่งทำกินของชุมชน และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาลชั่วคราว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพลิกโฉมหนองหลวงให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาภูมิทัศน์ จนพื้นที่หนองหลวงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยือน คือ ประติมากรรม “แม่หม้าย” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับหนองหลวง เชื่อมโยง “ศรัทธา–ธรรมชาติ–ประวัติศาสตร์” เข้าด้วยกันอย่างมีมิติ ช่วยให้การท่องเที่ยวไม่จำกัดแค่การถ่ายภาพกับดอกไม้ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้รากเหง้าและอัตลักษณ์ของชุมชนริมหนองน้ำแห่งนี้ด้วย

ไฮไลต์มหกรรมไม้ดอก ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมอารมณ์–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 รวมระยะเวลายาวกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่และผู้มาเยือนจากประเทศเพื่อนบ้าน

กิจกรรมสำคัญที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. การจัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวและภูมิทัศน์ริมหนองน้ำ
    แปลงดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นลานชมวิวต่อเนื่องริมหนองหลวง พร้อมจุดถ่ายภาพที่เชื่อมฉากหลังระหว่างดอกไม้–ผืนน้ำ–ทิวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตลอดแนว เสริมด้วยงานศิลปะจัดวางและโคมไฟยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
  2. การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์
    การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาใช้ประกอบการแสดงน้ำพุดนตรี ไม่เพียงเพิ่มอรรถรสด้านบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างสง่างาม
  3. กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำ
    นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพรอบหนองหลวง สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่ง และเรียนรู้เรื่องราวระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญด้านประมงพื้นบ้านและการเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการเรือท้องถิ่นและชุมชนรอบหนองหลวง
  4. การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประติมากรรม “แม่หม้าย”
    ลานกิจกรรมถูกใช้เป็นเวทีหมุนเวียนสำหรับการแสดงฟ้อนเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หนองหลวง ผ่านทั้งการเล่าเรื่องสดและนิทรรศการภาพ–สื่อผสม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความบันเทิงและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชน

งานทั้งหมดถูกจัดวางให้สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดเชียงราย ที่ต้องการกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

เชียงรายโมเดล กับการต่อยอดแผนท่องเที่ยวอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

หากเปรียบแผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 เป็น “แผนที่ระดับภูมิภาค” การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่เวียงชัยก็คือ “แผนที่ระดับชุมชน” ที่ถูกขยายจากแผนใหญ่สู่การปฏิบัติจริง

ในมิติของ การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน หนองหลวงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยประสบปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการจัดภูมิทัศน์ที่เคารพต่อระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนที่เน้นการท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากร

ด้าน การสร้างรายได้และการจ้างงาน งานมหกรรมไม้ดอกฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารพื้นเมือง ผู้ให้บริการเรือ ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และงานหัตถกรรมท้องถิ่น ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น โดยรายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของ การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว เชียงรายใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ผสมผสานกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การชมดอกไม้เมืองหนาวริมหนองน้ำ การล่องเรือชมธรรมชาติยามเย็น และการชมการแสดงน้ำพุดนตรี ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่หนองหลวงมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะธรรมดา

ที่สำคัญ เชียงรายยังมีศักยภาพเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับหนองหลวงและอำเภอเวียงชัยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต จึงสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก” ได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อชุมชน จากดอกไม้สู่ความหวังระยะยาว

แม้ยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มองจากจำนวนวันจัดงานกว่า 20 วัน และการกระจายตัวของกิจกรรมภายในหนองหลวงที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายกลุ่ม เชื่อได้ว่ามหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีและต้นปีใหม่

ในเชิงสังคม งานลักษณะนี้ยังช่วย “เยียวยาและเชื่อมความสัมพันธ์” ระหว่างคนในพื้นที่กับทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน การได้เห็นหนองน้ำที่เคยถูกมองข้ามกลับมามีชีวิต มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และมีการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมและการแสดง เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกร่วมของชุมชน

สำหรับระดับนโยบาย การที่จังหวัดเชียงรายเลือกใช้เวทีมหกรรมไม้ดอกฯ เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สอดคล้องกับทิศทางของแผนท่องเที่ยวอาเซียนชุดใหม่อย่างใกล้ชิด ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการนำแผนระดับภูมิภาคมาปรับใช้ในแบบของตนเอง

เมื่อแผนอาเซียนมาบรรจบกับลมหายใจของชุมชนริมหนองหลวง

แผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก เน้นความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างงานให้ประชาชนในภูมิภาค ขณะที่ “หนองหลวง–เวียงชัย–เชียงราย” กำลังสาธิตให้เห็นว่า เป้าหมายใหญ่ระดับภูมิภาคจะไม่เป็นเพียงเอกสารหรือสไลด์ประชุม หากแต่สามารถแปลงเป็นประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

จากทุ่งไม้ดอกเมืองหนาว น้ำพุดนตรีริมผืนน้ำ ล่องเรือชมวิถีชีวิต ไปจนถึงตำนาน “แม่หม้ายหนองหลวง” ทุกองค์ประกอบคือการเล่าเรื่องเดียวกันว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่แค่การเดินทางไป “ดู” สถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเดินทางไป “เข้าใจ” ผู้คน ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ในช่วงปลายปีนี้ การเดินทางไปสัมผัส “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงไม่ใช่เพียงการไปชมดอกไม้สวยงาม หากแต่เป็นการไปเห็นด้วยตาตนเองว่า เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่ไทย กำลังก้าวเดินเคียงไปกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของอาเซียนอย่างสง่างามเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวต่างชาติสิงหาคม “ชะลอแรง” เชียงรายรับโจทย์ใหญ่ช่วงไฮซีซัน

นักท่องเที่ยวต่างชาติสิงหาคม “ชะลอแรง” เหลือ 2.58 ล้านคน รายได้ 1.19 แสนล้าน ลดสองหลัก—ถอดบทเรียนทั้งประเทศและโจทย์ใหญ่สำหรับเชียงรายรับไฮซีซัน

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – เช้าตรู่ปลายฤดูฝนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เครื่องบินเที่ยวแรกแตะรันเวย์พร้อมผู้โดยสารต่างชาติกลุ่มเล็กๆ ที่ยิ้มให้หมอกขาวเหนือดอยตุง—ภาพเรียบง่ายที่สะท้อนความจริงอันซับซ้อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในเดือนสิงหาคม: นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ยังมา” แต่ “มาน้อยลง” ข้อมูลทางการยืนยันว่า 1–31 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.58 ล้านคน ลดลง 12.81% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 119,000 ล้านบาท ลดลง 13.40% สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงมหภาค แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ปลายเปิดให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติอย่าง เชียงราย ต้องวางหมากรับไฮซีซันทันที

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ เอเชียยังนำ, ยุโรปหนุน, อเมริกา–แอฟริกายังเล็ก

แผนที่แหล่งตลาดเดือนสิงหาคมสะท้อนทิศทางที่คุ้นเคยแต่เปราะบาง:

  • เอเชียและแปซิฟิก ครองสัดส่วนสูงสุด 72.77%
  • ยุโรป 19.17%
  • ตะวันออกกลาง 4.18%
  • อเมริกา 3.23%
  • แอฟริกา 0.65%

ความหมายเชิงนโยบายคือ ไทยยังพึ่งพาตลาดระยะใกล้เป็นหลัก ซึ่งตอบสนองไวต่อปัจจัย “ต้นทุน–ความสะดวก–ความเชื่อมั่น” (ค่าโดยสาร เที่ยวบินตรง มาตรการอำนวยความสะดวก และภาพลักษณ์ความปลอดภัย) หากหนึ่งในตัวแปรสะดุด ยอดทั้งระบบสะเทือนทันที ดังเช่นเดือนสิงหาคมที่ตัวเลขภาพรวมถดถอยสองหลัก

5 ชาติหลักยังขับเคลื่อนตลาด—จีนและมาเลเซียยืนหนึ่ง แต่พฤติกรรมเปลี่ยน

รายการ 5 ประเทศที่เดินทางเข้าไทยมากสุด เดือนสิงหาคม ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น (ตามลำดับ) พร้อมเม็ดเงินจับจ่ายที่ยังทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

  • จีน 409,691 คน รายได้ 22,723 ล้านบาท
  • มาเลเซีย 391,777 คน รายได้ 7,742 ล้านบาท
  • อินเดีย 190,604 คน รายได้ 7,368 ล้านบาท
  • เกาหลีใต้ 133,995 คน รายได้ 5,449 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 128,178 คน รายได้ 5,642 ล้านบาท

ตัวเลขยืนยันภาพ “ตลาดยังมา แต่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น” สะท้อนจากรายได้รวมประเทศที่ลดลงมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว (หดตัว 13.40% เทียบกับ 12.81%) แปลว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว/ทริปลดลงหรือโครงสร้างนักท่องเที่ยวเอียงไปสู่กลุ่มระยะสั้น–คุ้มค่า (value-seeking) มากขึ้น

 “เหตุชะลอ” ในมุมโครงสร้าง

  1. ความสามารถในการบิน (Air Capacity) – เที่ยวบินตรงยังกลับมาไม่เต็มที่ในหลายเส้นทางรอง ทำให้ค่าโดยสารสูงกว่าช่วงก่อนโควิด นักท่องเที่ยวระดับกลาง–ล่างชะลอการตัดสินใจ
  2. อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจประเทศต้นทาง – ตลาดเอเชียบางแห่งเผชิญกำลังซื้อหดตัว ผู้เดินทางเน้นโปรโมชั่นและฤดูกาลพีคที่แน่นอน
  3. การแข่งขันภูมิภาค – ประเทศเพื่อนบ้านเร่งนโยบายวีซ่า–เที่ยวบิน–แคมเปญราคาดึงดูดกลุ่มเดียวกัน ส่งผลให้นักเดินทางกระจายจุดหมาย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพไทยลดลง หากแต่ “สูตรเดิม” ไม่พอในปีที่ผู้บริโภคชั่งน้ำหนัก “ความคุ้มค่า + ความสะดวก + ความปลอดภัย + ความต่าง” มากกว่าที่เคย

เชื่อมโยงสู่เชียงราย เมืองปลายทางภาคเหนือที่มีทั้ง “ข้อได้เปรียบ” และ “ช่องโหว่”

ข้อได้เปรียบ

  • ภูมิทัศน์และฤดูกาลเด่น—หมอกหนาว งานไม้ดอก เดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ คือทราฟฟิกหลัก
  • อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม—วัดร่องขุน, วัดร่องเสือเต้น, บ้านดำ, ชุมชนชาติพันธุ์, วิถีชา–กาแฟดอย
  • ทำเล สามเหลี่ยมทองคำ–เชียงแสน เชื่อมลาว–เมียนมา เสริมประสบการณ์ลุ่มน้ำโขง

ช่องโหว่ที่ต้องอุด

  • เที่ยวบินตรงจากตลาดหลักยังจำกัด (จีน/เกาหลี/ญี่ปุ่น) ทำให้พึ่ง “บินต่อเชียงใหม่” ซึ่งเพิ่มเวลาและต้นทุน
  • โครงสร้างบริการรายย่อยยังไม่สม่ำเสมอ—ภาษา, การชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน, ป้ายสื่อสารหลายภาษา, ห้องน้ำ–ความสะอาดมาตรฐานสากล
  • ไนท์อีโคโนมีและกิจกรรมช่วงเย็นยังมีช่องว่าง เมื่อเทียบเมืองท่องเที่ยวหลัก

บทสรุปเชิงกลยุทธ์ คือ เชียงรายต้อง “บีบความได้เปรียบให้สุด และลดแรงเสียดทานเล็กๆ ให้หายไป” เพื่อเปลี่ยนผู้โดยสารต่อเครื่อง/ทัวร์ข้ามจังหวัด ให้กลายเป็น “พักเชียงรายเพิ่ม 1 คืน” ให้ได้มากที่สุดในไฮซีซัน

จากตัวเลขระดับชาติ สู่ “แผนเล่นจริง” ของเชียงราย โฟกัส 5 ตลาดตามโครงสร้างเดือนสิงหา

1) จีน – ฐานใหญ่ที่ต้องชนะ ด้วยความสะดวก+ความเชื่อมั่น

  • สินค้า: แพ็กเกจ “หิมะแรกเหนือเมฆ”/“ชา–กาแฟ–ศิลปะใน 48 ชั่วโมง”, จุดถ่ายรูปและคาเฟ่โทนอบอุ่น, ประสบการณ์ชุมชนปลอดโรแมนซ์สแกม–ปลอดทัวร์บังคับซื้อ
  • บริการ: ป้าย–เมนูจีน, ไกด์จีน, รองรับ Alipay/WeChat Pay และ QR ข้ามแดน (ผ่านธนาคารไทย), ระบบขอคืนภาษีและชิปป์สินค้าถึงบ้าน
  • การสื่อสาร: ใช้โซเชียลจีน (WeChat/RED/Weibo) อินฟลูเอนเซอร์ “ทริปสั้นคุ้มค่า” เน้นเดินทางคู่เชียงใหม่หรือบินเข้าเชียงราย–ออกเชียงใหม่

2) มาเลเซีย – กลุ่มครอบครัว–เพื่อน เน้น “ความคุ้มค่าและฮาลาล”

  • สินค้า: เส้นทาง ฮาลาล–มุสลิม–โรดทริปเหนือ ร้านอาหารฮาลาล, มัสยิด, พื้นที่ละหมาดในแหล่งท่องเที่ยว
  • บริการ: ภาษา มาเลย์/อังกฤษ, ระบบจ่าย e-wallet ที่ชาวมาเลย์คุ้นเคย, โปรโมชั่น Long weekend ผูกกับสายการบินโลว์คอสต์
  • การสื่อสาร: คอนเทนต์ “หนาวใกล้–งบคุมได้” จุดขายวิวดอย–ชา–กาแฟ–ไนท์มาร์เก็ต

3) อินเดีย – กลุ่มรุ่นใหม่–ครอบครัว เน้น “ประสบการณ์และอาหาร”

  • สินค้า: เซ็ต Vegetarian/Jain-friendly, คาเฟ่วิวสวย–กิจกรรมถ่ายภาพ–แฟชั่น, โปรแกรมโรแมนติก/พรีเวดดิ้ง
  • บริการ: ภาษาอังกฤษคล่อง, ช่องทางชำระเงินสะดวก (UPI ยังไม่แพร่ในไทย—ใช้บัตร/QR), ทีมซัพพอร์ตเหตุฉุกเฉิน
  • การสื่อสาร: รีล–คลิปสั้น “อากาศเย็น–วิวอลัง–ถ่ายรูปสวยทุกมุม” บน Instagram/YouTube/Shorts

4) เกาหลีใต้ – ไลฟ์สไตล์–ธรรมชาติ–คาเฟ่

  • สินค้า: เส้นทาง Hygge in Chiang Rai คาเฟ่นั่งยาว–เส้นทางวิ่ง/ปั่น–ออนเซ็น/สปา–โฮมสเตย์อบอุ่น
  • บริการ: ป้าย–เมนูเกาหลี, พนักงานรู้วัฒนธรรมเกาหลี (เวลาอาหาร, รสชาติ, การเซอร์วิส)
  • การสื่อสาร: ใช้ Naver/Instagram, ภาพนิ่งโทนอบอุ่น–มินิมอล

5) ญี่ปุ่น – ความเรียบร้อย–มาตรฐาน–ความหมาย

  • สินค้า: ทัวร์เชิงวัฒนธรรมเล็กๆ คุณภาพสูง, ชิมชา–เซรามิก–งานฝีมือทำเองได้, เส้นทาง “เงียบ–สงบ”
  • บริการ: ความตรงเวลา–ความสะอาด–เสียงเบาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, พนักงานกล่าวทักภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน
  • การสื่อสาร: รีวิวละเอียด, คู่มือภาษา/มารยาทในวัด–ชุมชน

10 มาตรการ “ทำได้ทันที” เพื่อการประทับใจในปีที่แรงซื้อหดตัว

  1. ป้ายหลายภาษา + QR คู่มือเมือง (ไทย–อังกฤษ–จีน–เกาหลี–ญี่ปุ่น) รวมแผนที่–เวลาเปิด–เลขฉุกเฉิน
  2. ยกระดับห้องน้ำสาธารณะ ตามมาตรฐาน TAT Hygienic Restroom ในทุกจุดท่องเที่ยวหลักและสถานีรถ–ท่าเรือ
  3. Payment Friendly – รับบัตร–QR ข้ามแดน (PromptPay Cross-Border, Alipay/WeChat Pay) พร้อมป้ายราคาชัดทุกเมนู
  4. Tourist Help Desk ฤดูกาลพีค – จุดช่วยเหลือ 2 ภาษาในไนท์บาซาร์/ท่าเรือเชียงแสน/วัดร่องขุน ช่วยแปล–ร้องเรียน–ตามของหาย
  5. Night Economy แบบครอบครัว – โซนดนตรีเบา–ศิลปินพื้นบ้าน–เวิร์กช็อปช่างฝีมือ เพิ่มกิจกรรมหลัง 18.00 น. ให้ “มีเหตุผลค้างเพิ่ม 1 คืน”
  6. Green Rules ชัดเจน – แนวทางท่องเที่ยวรับผิดชอบ (แยกขยะ–ลดพลาสติก–ไม่ไล่จับสัตว์–เคารพวิถีชุมชน) พร้อมการสื่อสารหลายภาษา
  7. ขนส่งเชื่อมจุดเด่น – รถชัทเทิลไลน์ “สนามบิน–เมือง–วัดร่องขุน–บ้านดำ–ไร่ชา–ไนท์มาร์เก็ต” รัดกุมต่อเวลา
  8. มาตรฐานความปลอดภัยกิจกรรม – ตรวจอุปกรณ์/ใบอนุญาตเรือ–รถ–แอดเวนเจอร์ขึ้นทะเบียน โปร่งใส
  9. ดาต้าเรียลไทม์ – เก็บ Occupancy–Visitor Flow ช่วงพีค เพื่อจัดระเบียบคิว–เปิด–ปิดทางเข้าอย่างยืดหยุ่น
  10. โปรแกรมฝึกพนักงาน 20 ชั่วโมง – ภาษา/มารยาทข้ามวัฒนธรรม/การจัดการข้อร้องเรียน เร่งร่วมกับสถาบันในพื้นที่

 “ให้เขารู้สึกว่าอยู่บ้านเดียวกัน”

ในปีที่นักท่องเที่ยว “เลือกมาก” เมืองที่ชนะไม่ใช่เมืองที่มีสถานที่สวยสุดเสมอไป แต่คือเมืองที่ ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเป็นคนในพื้นที่ชั่วคราว สำหรับเชียงราย นี่คือเสน่ห์ที่มีอยู่แล้ว—โฮมสเตย์ชุมชนชาวเขา ชา–กาแฟที่เจ้าของไร่ชงเอง งานศิลป์ร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากคนในท้องถิ่น—เพียงต้องเล่าเรื่องให้ถูกตลาดและเพิ่มความสะดวกให้ไร้รอยต่อ

ลองจินตนาการ “ทริป 48 ชั่วโมง” สำหรับคู่รักจีนหรือครอบครัวมาเลเซีย: ลงเครื่องเช้า–รับชัทเทิลไปคาเฟ่ไร่ชา–บ่ายเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลป์ร่วมสมัย–เย็นเดินไนท์มาร์เก็ตฮาลาลเฟรนด์ลี่–เช้าวันถัดไปทำเวิร์กช็อปย้อมผ้าชุมชน–บ่ายล่องเรือโขง–ค่ำชมแสงเมืองเก่าเชียงแสน แล้วระบบจ่ายเงิน–การสื่อสาร–ความปลอดภัย ลื่นไหลไร้สะดุด พวกเขาจะบอกต่อโดยไม่ต้องขอ

มุมเศรษฐกิจท้องถิ่น “เม็ดเงินน้อยลง ต้องกระจายในเมืองให้ได้นานขึ้น”

เมื่อค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวมีแนวโน้มลดลง กลยุทธ์ของเชียงรายควรย้ายจาก “ไล่ล่าปริมาณ” สู่ “ขยายเวลาพัก + เพิ่มกิจกรรมสร้างมูลค่า”:

  • จาก 1–2 คืนเป็น 2–3 คืน ผ่าน Night Economy, เวิร์กช็อปทำจริง, ทริปชายแดน
  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ชุมชน เช่น แพ็กเกจ ชา–กาแฟ–เซรามิก–สิ่งทอ ที่นักท่องเที่ยว “ลงมือทำและซื้อกลับ”
  • ใช้ บัตรเมือง (City Pass) รวมรถ–ค่าเข้า–คูปองร้านท้องถิ่น เพื่อทั้งเพิ่มความคุ้มค่าและกระจายเม็ดเงิน

การสื่อสารเชิงความเชื่อมั่น ความปลอดภัย–ความเป็นระเบียบคือสินค้าที่ขายได้

ในยุคที่โลกโซเชียลตัดสินใจเร็วกว่าป้ายบอกทาง เมืองต้องขาย “ความสบายใจ” ไปพร้อมกับวิวสวย:

  • ช่องทางทางการสองภาษา (Facebook/Line/WeChat/Naver) รายงานสภาพอากาศ–คุณภาพอากาศ–ถนน–งานเทศกาล แบบวันต่อวัน
  • ระบบรับแจ้งเหตุ–ของหาย One Touch ผ่าน QR เดียว แล้วกระจายไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสื่อสาร มารยาทในวัด–หมู่บ้าน ให้เข้าใจง่าย (เช่น แต่งกาย/ระดับเสียง/ถ่ายภาพ) ลดความขัดแย้งเล็กๆ ที่ทำลายประสบการณ์

ไฮซีซันใกล้เข้ามา เชียงรายควร “จัดทัพ 90 วัน”

30 วันแรก – เก็บกวาดพื้นฐาน: ห้องน้ำ–ป้าย–ซ่อมไฟ–ตรวจความปลอดภัยกิจกรรม, อบรมหน้าบ้าน (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไกด์)
60 วันถัดมา – เปิดชัทเทิลรูท, ทดลอง Night Economy ทุกสุดสัปดาห์, เปิด Help Desk สองภาษา, เปิด City Pass รุ่นทดลอง
90 วัน – ลุยแคมเปญตลาดเป้าหมาย 5 ประเทศผ่านอินฟลูเอนเซอร์/เอเจนซี, เสนอแพ็กเกจ “เชียงใหม่–เชียงราย 4 วัน 3 คืน” เน้นภาพลักษณ์ “ภาคเหนือสะอาด–สงบ–ปลอดภัย–ชำระเงินง่าย”

ประเด็นนโยบายที่ควรหารือร่วมจังหวัด

  1. อำนวยความสะดวกเที่ยวบินตรงฤดูกาลหนาว จากเมืองรองในจีน–เกาหลี–ญี่ปุ่น พร้อมกำกับคุณภาพทัวร์
  2. มาตรฐานโฮมสเตย์–แอดเวนเจอร์ ระดับจังหวัดเดียวกัน ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ
  3. ข้อมูลท่องเที่ยวแบบเปิด (Open Data) ให้ผู้ประกอบการเข้าถึง เพื่อวางแผนราคา–บุคลากรอย่างมีข้อมูล
  4. สิ่งแวดล้อมเป็นวาระท่องเที่ยว – จัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยว/เส้นทางยอดนิยม พร้อมมาตรการชัดเจนช่วงเทศกาล

ตัวเลขประเทศ “เตือนให้เข้ม” แต่ไม่ใช่เหตุให้ถอย

2.58 ล้านคนและรายได้ 1.19 แสนล้านบาทในสิงหาคมที่หดตัวสองหลัก เป็นสัญญาณเตือนว่า “การแข่งขันท่องเที่ยวปี 2568 ดุเดือด” เมืองที่ไปต่อได้ต้องอ่านเกมไว ปรับสินค้า–บริการให้เข้ากับความคาดหวังนักเดินทางยุคใหม่ และสร้างความสะดวก–สบายใจแบบไร้รอยต่อ

สำหรับ เชียงราย เมืองที่มีทั้งภูมิทัศน์งดงาม วัฒนธรรมเข้ม และเส้นเลือดใหญ่ชายแดน—หากทำการบ้านตามขั้นตอน (พื้นฐานแน่น/สินค้าแตกต่าง/จ่ายเงินง่าย/สื่อสารสองภาษา/ปลอดภัยรู้สึกดี) โอกาสพลิก “ผู้โดยสารต่อเครื่อง” ให้กลายเป็น “ผู้พัก 2–3 คืน” อยู่ไม่ไกล และเมื่อเขากลับบ้านพร้อมคำว่า “รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน” เม็ดเงินที่หายไปย่อมมีทางกลับมา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (มท.): อินโฟกราฟิก “Tourism Situation in August 2025 – Inbound August” และสรุปสถานการณ์ท่องเที่ยว (ข้อมูล ณ 7 กันยายน 2568) ใช้ประกอบตัวเลขสำคัญ ได้แก่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.58 ล้านคน (-12.81% YoY), รายได้ 1.19 แสนล้านบาท (-13.40% YoY), สัดส่วนภูมิภาค และ 5 ประเทศแหล่งตลาดหลักพร้อมรายได้.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

‘สมพงศ์’ ย้ำคุมเข้มริมเขื่อนแม่สรวย ออกกฎเหล็ก รับนักท่องเที่ยว

เทศบาลตำบลเวียงสรวยออกระเบียบเข้มคุมซุ้มริมน้ำแม่สรวย รับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

เชียงราย, 26 มีนาคม 2568 – จากกระแสการใช้บริการซุ้มริมน้ำบริเวณเหนือสะพานหน้าอ่างเก็บน้ำแม่สรวย ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ที่มีการเก็บค่าบริการต่าง ๆ และเกิดประเด็นเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ของประชาชน ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สัมภาษณ์นายสมพงศ์ เจาะเส็น นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวย ผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสอบถามถึงแนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสมพงศ์ เจาะเส็น เปิดเผยว่า ทางเทศบาลตำบลเวียงสรวยได้จัดการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ และออกระเบียบข้อบังคับเพื่อควบคุมการดำเนินงานของร้านค้าและซุ้มริมน้ำบริเวณลำน้ำท้ายเขื่อนแม่สรวย โดยระเบียบดังกล่าวครอบคลุมถึงการเก็บค่าบำรุงรักษาขยะ การกำหนดจุดต่าง ๆ ให้ชัดเจน และการบังคับให้ผู้ประกอบการทุกซุ้มต้องจัดให้มีเสื้อชูชีพสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการล่องแพ เพื่อความปลอดภัย ส่วนการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะยึดตามกฎหมายทั่วไป โดยไม่มีข้อยกเว้นให้เป็นพื้นที่พิเศษ และกำหนดให้ทุกร้านค้าปิดให้บริการในเวลา 18:00 น. พร้อมกันทั้งหมด

ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนและนักท่องเที่ยว

สำหรับกรณีที่ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการเอาเปรียบจากร้านค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวยยืนยันว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริเวณเขื่อนแม่สรวยเพื่อรับเรื่องร้องเรียน และประสานงานกับโรงพยาบาลแม่สรวย รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สรวย เพื่อดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนรับมือการจราจรในช่วงวันหยุดและเทศกาล โดยขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ในประเด็นเรื่องภัยแล้ง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเคยแสดงความกังวลนั้น นายสมพงศ์ระบุว่า ได้ประสานงานกับกรมเจ้าท่าและกรมชลประทานในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเบื้องต้นยังคงยึดกำหนดการเดิม แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบทันที โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่ต้องการน้ำสำหรับการเกษตร

 

ปรับร้าน 5,000 บาท ถ้าผิดข้อปฏิบัติ

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ประกอบการซุ้มริมน้ำ ลำ ลำแม่สรวยทุกร้าน ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ทางกลุ่มและส่วน

ราชการกำหนดไว้เท่านั้น ตามข้อปฏิบัติทั้งหมดที่ได้ตกลง และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำขึ้นมา รวมถึงการ

กำหนดราคาอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าผู้ประกอบการเจ้าไหนไม่ปฏิบัติดามนี้ เมื่อมีลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวมา

ร้องเรียน โดยสืบทราบแล้วว่าผู้ประกอบการผิดจากข้อปฏิบัตินี้จริงครั้งแรกให้ปรับเข้ากลุ่ม 5,000 บาท แต่ถ้า

ผิดเป็นครั้งที่สอง ให้ทางคณะกรรมการดำเนินารปิดร้านนั่นทันทีไม่ให้ประกอบกิจการในฤดูการนี้อีก

รายละเอียดระเบียบข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการเบื้องต้น

จากการประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเวียงสรวย มีมติร่วมกันกำหนดระเบียบข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าและซุ้มริมน้ำบริเวณลำน้ำแม่สรวย ดังนี้:

  1. การลงทะเบียน: ผู้ประกอบการทุกรายต้องแจ้งความประสงค์และลงทะเบียนก่อนตั้งร้านค้า พร้อมรับฟังระเบียบข้อบังคับ
  2. การจัดการขยะ: ร้านค้าและซุ้มริมน้ำต้องแยกขยะ ห้ามทิ้งลงน้ำโดยเด็ดขาด และต้องรักษาความสะอาด หากพบการสะสมขยะหรือมีกลิ่นเหม็นจนไม่ผ่านการตรวจจากสาธารณสุข จะถูกสั่งปิดร้านทันทีจนกว่าจะแก้ไข
  3. การตั้งซุ้ม: เมื่อสร้างซุ้มเสร็จ ต้องลงทะเบียนจำนวนซุ้มทันที
  4. การประชุม: จัดประชุมผู้ประกอบการตามความเหมาะสมหรือตามสถานการณ์
  5. ค่าบำรุงร้านค้า: ร้านค้าหน้ากว้างไม่เกิน 3 เมตร เก็บ 100 บาท หากเกิน 3 เมตร เก็บ 200 บาท
  6. ค่าบริการซุ้มริมน้ำ: ซุ้มหน้ากว้าง 2 เมตร เก็บ 100 บาท อัตราค่าบริการซุ้มกำหนดที่ 20 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดเวลา
  7. ลานจอดรถ: พื้นที่ไม่เกิน 2 ไร่ เก็บ 100 บาทต่อฤดูกาล หากเกิน 2 ไร่ เก็บ 300 บาท
  8. ห่วงยาง: ค่าบำรุง 500 บาทต่อฤดูกาล จำนวนไม่เกิน 20 ห่วงต่อผู้ประกอบการ
  9. ป้ายราคา: ต้องติดป้ายราคาอาหารและสินค้าอย่างชัดเจน หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกสั่งหยุดดำเนินการจนกว่าจะแก้ไข
  10. การทะเลาะวิวาท: ห้ามผู้ประกอบการหรือพนักงานทะเลาะกับลูกค้า หากฝ่าฝืนปรับ 2,000 บาทต่อคน และดำเนินคดีตามกฎหมาย
  11. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ร้านค้าต้องติดป้ายห้ามจำหน่ายให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี
  12. การบริการ: ต้องให้บริการด้วยความเสมอภาคและสุภาพ หากพบการเอาเปรียบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  13. สิ่งผิดกฎหมาย: ห้ามจำหน่ายยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย หากพบจะถูกดำเนินคดีและห้ามประกอบการต่อ
  14. การวางโต๊ะ: ห้ามวางโต๊ะหรือเก้าอี้กลางลำน้ำ
  15. หน้าร้าน: ร้านค้าต้องตั้งในที่ดินเอกชน ห้ามรุกล้ำถนนหรือขวางการจราจร
  16. การเร่ขาย: ห้ามเร่ขายในลำน้ำ หากพบจะยึดของและให้ไปตั้งร้านตามระเบียบ
  17. ภาชนะ: ห้ามใช้โฟมหรือพลาสติก ใช้ภาชนะกระดาษหรือชานอ้อย ยกเว้นอาหารต้มหรือแกง
  18. เครื่องเสียง: ห้ามใช้รถติดเครื่องเสียงเปิดเพลงดังรบกวน
  19. การรดน้ำถนน: ผู้ประกอบการต้องรดน้ำถนนหน้าร้านเพื่อลดฝุ่น
  20. การส่งของ: รถส่งของต้องมาถึงก่อน 10:00 น. หากเกินเวลาให้รับเอง
  21. การปฏิบัติตามระเบียบ: ผู้ฝ่าฝืนครั้งแรกปรับ 5,000 บาท ครั้งที่สองปิดร้านทันที
  22. ราคาอาหารและเครื่องดื่ม: กำหนดราคาสูงสุด เช่น ปลาเผา 180 บาท, ส้มตำ 50-80 บาท, เบียร์ถาดละ 900-1,000 บาท

ความเป็นมาของการจัดระเบียบ

การจัดระเบียบนี้สืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีนายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย เป็นประธาน หลังจากเทศบาลตำบลเวียงสรวยได้รับคำร้องจากนายนิธิศ ชัยยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านตีนดอย และนายสมหมาย สินเปียง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 บ้านริมทาง ขออนุญาตใช้พื้นที่เหนือสะพานหน้าอ่างเก็บน้ำแม่สรวย เพื่อจัดทำร้านค้าและซุ้มชั่วคราวสำหรับกิจกรรมล่องแพเปียก สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีผู้ประกอบการจาก 2 หมู่บ้าน จำนวน 36 ราย ร่วมกับกลุ่มแพเปียกเดิม ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติ และมอบหมายให้เทศบาลตำบลเวียงสรวยจัดสรรล็อคให้เหมาะสม

นายอำเภอแม่สรวยฝากย้ำถึงการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวอำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการล่องแพและพักผ่อนคลายร้อน ด้วยลำน้ำที่ใสเย็นจากยอดดอย

ความสำคัญของการท่องเที่ยวแม่สรวย

การล่องแพเปียกบริเวณเขื่อนแม่สรวยเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปีสะท้อนถึงความนิยมของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ ซึ่งมีจุดเด่นคือน้ำใสเย็นจากต้นน้ำธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์

ความเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการบางรายเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าจะช่วยสร้างความปลอดภัยและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเกี่ยวกับต้นทุนในการจัดเตรียมเสื้อชูชีพและการจัดการขยะ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย

ฝ่ายประชาชนและนักท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่มองว่ามาตรการนี้เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น โดยเฉพาะการบังคับใช้เสื้อชูชีพเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่บางส่วนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอัตราค่าบริการที่อาจสูงเกินไป

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ปริมาณนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย: จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ปี 2566 พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงรายมีจำนวน 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มี 1.8 ล้านคน (ที่มา: ททท. สำนักงานเชียงราย)
  2. ผลกระทบจากน้ำท่วมในเชียงราย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใน 12 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน 15,000 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตร 50,000 ไร่ (ที่มา: ปภ. รายงานสถานการณ์น้ำท่วม 2567)
  3. การจัดการขยะจากการท่องเที่ยว: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในปี 2566 แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยผลิตขยะเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อนักท่องเที่ยว 1 คนต่อวัน (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เทศบาลตำบลเวียงสรวย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กรมควบคุมมลพิษ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ซ่อมใหม่ “สะพานฮาแหล่จะ” แลนด์มาร์คเชียงราย เริ่มมีนา 68

อบจ.เชียงราย ร่วมลงนาม MOU ดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ เชื่อมบ้านแคววัวดำ – บ้านผาเสริฐ

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ผู้าื่อข่าวรายงานว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ เชื่อมระหว่างบ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว และบ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นที่ปรึกษาโครงการ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

การซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะเป็นไปเพื่อฟื้นฟูการใช้งานให้สามารถใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน

ปัจจุบันทางคณะกรรมการโครงการได้คัดเลือก บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างภายใต้งบประมาณ 6,170,000 บาท ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากเอกชน 2 แห่ง ได้แก่:

  1. สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการ “ช่อง 8 ปันน้ำใจ” จำนวน 6,000,000 บาท
  2. โรงแรมโฆษะขอนแก่น และกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท

รายละเอียดของการก่อสร้าง

โครงการนี้ประกอบด้วย:

  • การสร้างสะพานแขวนใหม่โดยใช้โครงสร้างลวดสลิงเดิม
  • การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะ
  • การปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เอื้อต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว

โครงการคาดว่าจะเริ่มต้นก่อสร้างภายในเดือนมีนาคม 2568 และแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 หากไม่มีอุปสรรคใดๆ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเดินทางไกลขึ้นเนื่องจากสะพานพัง รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของตำบลแม่ยาวและตำบลดอยฮาง โดยเฉพาะธุรกิจท้องถิ่น ร้านอาหาร และสินค้า OTOP ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น

ประโยชน์ของโครงการ

  • อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน: สะพานแขวนฮาแหล่จะเป็นเส้นทางหลักของชาวบ้านจากตำบลแม่ยาว, ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู ที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน, ไปโรงเรียน และไปยังสถานพยาบาล
  • ลดระยะทางการเดินทาง: สะพานช่วยร่นระยะทางไปกลับได้ถึง 10 กิโลเมตร ทำให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว: คณะกรรมการโครงการตั้งเป้าหมายให้สะพานฮาแหล่จะเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ความเป็นมาของสะพานแขวนฮาแหล่จะ

สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2541 ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากสถานทูตญี่ปุ่น เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทไทย โดยสะพานเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพืชผลทางการเกษตรและการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน

อย่างไรก็ตาม สะพานได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ที่ระดับน้ำในแม่น้ำกกเพิ่มสูงขึ้นจนสะพานพังเสียหาย ไม่สามารถใช้สัญจรได้ ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้เส้นทางอ้อมที่มีระยะทางไกลขึ้นและอาจมีอันตรายในการเดินทาง

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากจิตอาสา 100% จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ โดยคณะกรรมการโครงการและผู้เกี่ยวข้องต่างมุ่งมั่นให้สะพานกลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ทางคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ และมั่นใจว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จตามกำหนด และสะพานแขวนฮาแหล่จะจะกลับมาเป็นเส้นทางหลักที่ปลอดภัยและเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาในจังหวัดเชียงรายต่อไป

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง:

  • สะพานแขวนฮาแหล่จะ ถูกสร้างขึ้นในปี 2541 และใช้สัญจรมากกว่า 1,000 คน/วัน ก่อนจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
  • งบประมาณโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ 6,170,000 บาท ได้รับการสนับสนุนจาก 2 องค์กรเอกชน
  • สะพานแห่งนี้ช่วยร่นระยะทางเดินทางของประชาชนในพื้นที่ได้ถึง 10 กิโลเมตร
  • การซ่อมแซมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน กรกฎาคม 2568 และคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น 20-30% ในปีแรกหลังเปิดใช้งาน

อ้างอิง: ข้อมูลจากคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะ, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลแม่ยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE