Categories
SOCIETY & POLITICS

หน่วยงานสธ.ในพื้นที่ร่วมบูรณาการมาตรการรองรับเปิดสถานบริการผับ บาร์ถึงตี 4

 

16 ธ.ค.2566  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย หน่วยงานสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่จัดมาตรการรองรับเปิดสถานบริการผับ บาร์ ถึงตี 4 โดยเชียงใหม่ มีการจัดเตรียมที่พักคอยคนเมา ประสานรถสาธารณะบริการนักท่องเที่ยว ขณะที่ชลบุรี ภูเก็ตออกตรวจตราสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เตรียมระบบการแพทย์และสาธารณสุขพร้อมดูแลเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ


        นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกรณีมีการขยายเวลาเปิดสถานบริการผับ บาร์ถึงตี 4 นำร่องใน กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งเริ่มเมื่อคืนวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่า หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจ ฝ่ายปกครองท้องถิ่น ในการดำเนินมาตรการต่างๆ รองรับเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ มีสถานบริการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายรวม 27 แห่ง ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองเชียงใหม่ 24 แห่ง อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.สันทราย อำเภอละ 1 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับอำเภอ ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดเตรียมที่พักคอยสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ขนส่งจังหวัดได้ประสานเครือข่ายรถสาธารณะคอยให้บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งส่งทีมออกตรวจตรา ควบคุมสถานประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย


         จังหวัดชลบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้นำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เมืองพัทยาเพื่อตรวจตราสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนจังหวัดภูเก็ต เบื้องต้นมีสถานบริการจดทะเบียนเปิดถึงตี 4 เฉพาะที่ซอยบางลา ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการผ่านหมายเลข 1669 ได้เตรียมพร้อมดูแลตลอด 24 ชม. และยังมีคณะทำงานวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อสอบสวนสาเหตุพฤติกรรมเสี่ยงและจุดเสี่ยงในพื้นที่ เป็นต้น

 

        “หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ส่วนระบบการแพทย์และสาธารณสุข ทั้ง 3 จังหวัดมีความพร้อมอยู่แล้วเนื่องจากเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งจากนี้จนถึงช่วงปีใหม่ จะเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆไว้ด้วย เพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” นายแพทย์สุรโชคกล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข่าวดี! ส่งท้ายปี หญิงไทยกว่า 1 ล้านคน ได้รับภูมิคุ้มกันมะเร็งปากมดลูก

 
 

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ข่าวดี! ส่งท้ายปี หญิงไทยกว่า 1 ล้านคน ได้รับภูมิคุ้มกันมะเร็งปากมดลูกเกินเป้าหมาย “หมอชลน่าน” มอบของขวัญปีใหม่คนไทยก่อนใคร ฉีดวัคซีน HPV เกิน 1 ล้านโดส ให้ผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี ครบแล้ว เดินหน้าวางมาตรการสานต่อนโยบาย “มะเร็งครบวงจร” จัดหาวัคซีนเพิ่มเป็นเข็มที่ 2 ในอีก 6 เดือน ควบคู่กับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงอายุ 30-60 ปี

 

           จากนโยบายมะเร็งครบวงจร ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน 100 วัน วันนี้ (9 ธันวาคม 2566) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศชัยชนะของหนึ่งในโครงการภายใต้นโยบายมะเร็งครบวงจรที่ประสบความสำเร็จล่วงหน้าไปแล้ว ก่อนที่จะครบ 100 วัน คือ การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี โดยกล่าวว่า หลังจากเริ่ม kick-off การฉีดวัคซีน HPV 1 ล้านโดสภายใน 100 วัน ไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้ทุกจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครจัดให้มีการรณรงค์ฉีดวัคซีน HPV ให้กับนักเรียนหญิงกลุ่มเป้าหมายอายุ 11-20 ปีอย่างต่อเนื่อง และขยายการฉีดไปกลุ่มอายุเดียวกันที่อยู่นอกระบบโรงเรียนในเดือนธันวาคม ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ส่งผลให้วันนี้กระทรวงสาธารณสุขสามารถฉีดวัคซีนได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านโดสแล้ว โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2566 มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1,036,891 โดส ถือเป็นความสำเร็จที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเร็วกว่ากำหนดที่คิดว่าจะทำให้สำเร็จ

 

          “เดิมเราคิดว่าจะพยายามฉีดวัคซีน HPV ให้ครบล้านโดสภายในสิ้นปี 2566 แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทำให้เราประสบความสำเร็จเกินคาด วันนี้ผู้หญิงไทยอายุ 11-20 ปี มากกว่า 1 ล้านคน ได้รับการปกป้องจากมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งของผู้หญิงเป็นอันดับหนึ่งแล้ว อยากให้ทุกคนร่วมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วยกัน และขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานที่ช่วยกันจัดหาวัคซีน ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค” นพ.ชลน่าน กล่าว

 

           ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียนหญิงอายุ 11-20 พร้อมกัน 1 ล้านคน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลดีไปในภายหน้าหลายสิบปี ทำให้ประชากรกลุ่มฉีดวัคซีนนี้มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกลดลงมากกว่า 10,000 ราย และหากกลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีน HPV เข็มที่ 2 โดยห่างจากเข็มที่ 1 อย่างน้อย 6 เดือน จะมีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายหญิง 11-20 ปีในประเทศไทยมีจำนวน 3.8 ล้านคน ได้รับวัคซีนในปีนี้รวมกับที่เคยได้วัคซีนมาแล้วในอดีตทั้งหมด 2.2 ล้านคน จึงเหลือกลุ่มเป้าหมายเพียง 1.6 ล้านคน ที่จะทยอยเข้ารับวัคซีนต่อ รวมถึงการจัดหาวัคซีนเพิ่มเป็นเข็มที่ 2 ในอีก 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ จะมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงอายุ 30-60 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป้าหมายสตรีไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก ตามนโยบายมะเร็งครบวงจรของกระทรวงสาธารณสุข

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“ชลน่าน” เผย มกราคมนี้ 4 จังหวัดพร้อมใช้ “บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่”

 
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ที่ โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมระดับชาติด้านเวชสารสนเทศ ครั้งที่ 12 และการประชุมวิชาการสมาคมเวชสารสนเทศไทย ครั้งที่ 32 ประจำปี พ.ศ. 2566 ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดิจิทัลเพื่อชาวไทย คลื่นลูกใหม่ของการขยายบริการสุขภาพถ้วนหน้า” ว่า เรื่องดิจิทัลสุขภาพ เป็น 1 ในนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ตอบสนองนโยบายยกระดับ 30 บาท เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของรัฐบาล ถือเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาระบบบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมมิติด้านสุขภาพ ทั้งการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งงานเวชสารสนเทศจะมีส่วนช่วยให้สามารถนำข้อมูลทางสุขภาพมาใช้วางแผนการจัดการและปรับปรุงบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การเข้ารับการรักษาด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน การดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน การจัดทำ Home Ward หรือสถานชีวาภิบาล เพื่อรองรับความต้องการบริการจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย เป็นต้น          
 
โดยกระทรวงสาธารณสุข จะประกาศนำร่องการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ระยะที่ 1 ในต้นเดือนมกราคมนี้ 4 จังหวัด คือแพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส สามารถใช้ได้ทุกสิทธิการรักษาทั้งโรงพยาบาลรัฐทุกสังกัด โรงพยาบาลเอกชน คลินิกและร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ ส่วน เดือนเมษายน 2567 ทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1, 4, 9 และ 12 จะสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวรับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ทุกแห่ง และจะขยายผลครอบคลุมทั้งประเทศให้ได้ภายใน 1 ปี
 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : รัฐบาล / กทม.

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ไทยยังคงเฝ้าระวัง การระบาด โรคปอดอักเสบในเด็กที่จีน

 

25 พฤศจิกายน 2566 จากการระบาดของโรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการแพร่ระบาดมายังประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ และ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรครองรับ

           โดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ยืนยันชัดเจนว่า โรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน เกิดจากเชื้อก่อโรคตัวเดิมที่ว่างเว้นการระบาดช่วง 3 ปีในช่วงของการเข้มงวดมาตรการโควิด แต่เพื่อความไม่ประมาท ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อมาหารือ เพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคแล้ว

          รมว.สาธารณสุข ระบุว่า หากสถานการณ์มีความจำเป็น จะเพิ่มความเข้มข้นใน 4 มาตรการ คือ 1.มาตรการเฝ้าระวังโรค ให้ทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ติดตามสถานการณ์โรคปอดอักเสบในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กรณีพบผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ให้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรค หากพบผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวนมากผิดปกติ หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นปอดอักเสบ หรือพบผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันหรือเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุให้รีบสอบสวนและเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและควบคุมโรคต่อไป

          2.มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล ให้สื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยการล้างมือบ่อยๆ สำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ 3.มาตรการด้านการรักษา ให้โรงพยาบาลเตรียมชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ยา เวชภัณฑ์และเตียง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินตามแผนการตอบโต้สถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว และ 4.กรณีพบการระบาดของโรคปอดอักเสบรุนแรงไม่ทราบสาเหตุเป็นวงกว้างในต่างประเทศ จะยกระดับการเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค โดยด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศที่สนามบินนานาชาติคัดกรองผู้มีอาการทางเดินหายใจและเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อก่อโรค รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันที

          ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนตระหนักเพื่อระมัดระวังป้องกันแต่ไม่ต้องวิตกกังวล ติดตามข้อมูลสถานการณ์ และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

เชียงรายส่ง เมืองผู้สูงวัย ตำบลม่วงคำ นำร่อง Healthy City Model

 

วัน 24 พฤศจิกายน 2566  เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ โครงการ HEALTHY CITY MODELs “เมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน คนอายุยืน” ณ วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มจร.เฉลิมพระเกียรติฯ อ.ภูเพียง จ.น่าน ภายใต้นโยบายสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ1 ใน 13 นโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีเป้าหมาย Quick Win ใน 100 วัน เขตสุขภาพละ 1 เมือง ล่าสุด มีพื้นที่ชุมชนสุขภาพดีในจังหวัดต่างๆ นำร่องครบทั้ง 12 เขต รวม 20 เมือง

 


          นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยถึงแนวคิดเมืองสุขภาพดี ว่า คือเมืองที่เอื้อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ตอบสนอง ความต้องการพื้นฐาน เปิดโอกาสให้คนมีปฏิสัมพันธ์จากการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่ง Healthy City Models ประกอบด้วย 7 ดี คือ กินดี อยู่ดี อารมณ์ดี สติปัญญาดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี และระบบบริการสุขภาพดี 

 


          นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีพื้นที่นำร่อง Healthy City Models ครบทั้ง 12 เขตสุขภาพ รวม 20 แห่ง โดยเขตสุขภาพที่ 1 นำร่องครบทุกจังหวัด ได้แก่ 

1) “Nan City Models” พื้นที่เทศบาลเมืองน่าน ต.ในเวียง จ.น่าน 

2) “ชุมชนแม่จั๊วะ” พื้นที่ชุมชนแม่จั๊วะ หมู่ 8 ต.แม่จั๊วะ อ.เด่นชัย จ.แพร่ 

3) “เมืองมางน่าอยู่” ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน  จ.พะเยา 

4) “The old man town เมืองผู้สูงวัย” ตำบลม่วงคำ พื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงคำ อ.พานจ.เชียงราย 

5) “ต้นแบบเมืองสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่” พื้นที่บ้านวังธาร หมู่ 1 ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 

6) บ้านท่าส้มป่อย หมู่ 1 ต.ทุ่งฝาย อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง 

7) “คนวังมุยสุขภาพดี” พื้นที่ชุมชนบ้านวังมุย หมู่ 1 ต.ประตูป่า อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน 

8) “ชุมชนคนแม่ฮี้สุขภาพดี” พื้นที่บ้านแม่ฮี้ หมู่ 5 ต แม่ฮี้ อ.ปายจ.แม่ฮ่องสอน

 

          ส่วนเขตสุขภาพที่เหลือ ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 2 ชุมชนบ้านหาดเสี้ยวเหนือ หมู่ 2 ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เขตสุขภาพที่ 3 บ้านนา ต.บ้านนา อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร เขตสุขภาพที่ 4 “Nakhon Nayok Healthy City Models อยู่ดี มีแฮง บ้านพวนหนองแสง นครนายก” พื้นที่บ้านหนองหัวลิงใน หมู่ 3 ต.หนองแสง อ.ปากพลีจ.นครนายก เขตสุขภาพที่ 5 “ชุมชนสุขภาพดี วิถีบ้านคลองเหมืองใหม่” พื้นที่ชุมชนบ้านคลองวัว ต.เหมืองใหม่
อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เขตสุขภาพที่ 6 “Khoa-Ta-Nuay Model Way of Life Balance สมดุลชีวิตวิถีชุมชน คนเขาตาหน่วย” พื้นที่ชุมชนบ้านเขาตาหน่วย ต.เกาะเปริด อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เขตสุขภาพที่ 7 “การจัดการตนเองเพื่อป้องกันภาวะพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน CHAIR Model” พื้นที่บ้านหนองแวง หมู่ 8 ต.แวงน่างอ.เมือง จ.มหาสารคาม เขตสุขภาพที่ 8 “Banchiang Community Healthy  Models ชุมชนบ้านเชียงเมืองต้นแบบ สุขภาวะดี” พื้นที่บ้านพิพิธภัณฑ์ หมู่ 13 ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เขตสุขภาพที่ 9 “ยอดน้ำซับสู่เศรษฐกิจสุขภาพ ชัยภูมิ” พื้นที่บ้านซับรวงไทร หมู่ 4 ต.นาเสียว อ.เมือง จ.ชัยภูมิ และ “เบาหวานสงบได้..ที่ขามสะแกแสง” โรงเรียนอ่อนหวานวิทยา อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา เขตสุขภาพที่ 10 พื้นที่ชุมชนเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เขตสุขภาพที่ 11 “NCDs หายได้ที่สุราษฎร์ธานี” พื้นที่บ้านไกรสร หมู่ 4 ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี และ เขตสุขภาพที่ 12 “บ้านดินลาน ชุมชนดี กินดีอยู่ดี สู่ชีวีที่ยั่งยืน” พื้นที่บ้านดินลาน หมู่ 15 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา


          “ภายใน 1 ปี จะพยายามผลักดันให้เกิด เมืองสุขภาพดี Healthy City Models เพิ่มขึ้นจนครบทุกจังหวัด เพื่อให้เมืองไทยเป็นเมืองสุขภาพดี คนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง อย่างแท้จริง” นพ.ชลน่านกล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

รมว.สธ. นำคณะวางพานพุ่มถวายราชสักการะ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

 

วันนี้ (21 ตุลาคม 2566) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล และ ศ.ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สภาการพยาบาล สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ สถานพยาบาล สถาบันทางการศึกษาด้านการพยาบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร/เทศบาลเมือง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันพยาบาลแห่งชาติ ณ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานบนแท่นฐานเดียวกัน

 


          นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในประเทศไทย เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวันพยาบาลแห่งชาติ กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกับสภาการพยาบาล และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ จัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล อีกทั้งทรงมีพระเมตตาต่อวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์อย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสำเร็จการศึกษาด้านวิชาการพยาบาล จากโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้ (ปัจจุบันคือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) จากนั้นทรงศึกษาเพิ่มเติมที่วิทยาลัยซิมมอนส์ และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซทท์ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ทรงมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างและพัฒนางานด้านสุขอนามัยแก่ประชาชนในประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักในปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนด้านสุขอนามัยโรคภัยต่างๆ ของประชาชน 

 


          ในทุกปี ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั่วประเทศ จึงพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้แผ่ไพศาล โดยในปีนี้ สภาการพยาบาลได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิต ในโครงการ “พยาบาลไทยบริจาคโลหิต ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ปีที่ 2” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม – 21 ตุลาคม 2566 เพื่อแสดงพลังของพยาบาลนิสิต/นักศึกษาพยาบาลทั่วประเทศ ในการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เหล่ากาชาดประจำจังหวัด และศูนย์รับบริจาคโลหิตประจำจังหวัด โดยถ่ายภาพตนเองขณะบริจาคโลหิตและถือป้ายกิจกรรม และเขียนข้อความเชิญชวนสั้น ๆ โพสต์ลง Social Media อาทิ Facebook, Instagram, Twitter, TikTok พร้อมติดแฮชแท็กโครงการ คือ #Nationalnursesday #Bloodforlife #พยาบาลไทยบริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ปีที่ 2 เพื่อร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

สาธารณสุข ยกระดับ 30 บาท ออกแบบบริการตามความต้องการประชาชน

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กทม. นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ Quick Win (แผนปฏิบัติการเร่งรัด) ยุคเปลี่ยนผ่าน “ก้าวสู่ระบบสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพ 30 บาท รักษาทุกโรคยุคใหม่” โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะผู้บริหาร สาธารณสุขอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 900 คน


          นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า การแพทย์ปฐมภูมิ ถือเป็นบริการด่านแรกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้แบบใกล้บ้านใกล้ใจ ดูแลตั้งแต่ส่งเสริม ป้องกัน ควบคุม รักษา และฟื้นฟู และเป็น 1 ใน 13 ประเด็น ในการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทพลัส เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ โดยการยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิเพิ่มความครอบคลุมการดูแลสุขภาพที่บ้านและชุมชน การรับยา ส่งยาทางไปรษณีย์ การเจาะเลือดตรวจแล็บใกล้บ้าน 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบนัดหมาย ระบบเทเลเมลดีซีน และการเสริมสร้างงานอนามัยโรงเรียนให้เข้มแข็ง 1 อำเภอ 1 โรงเรียน ซึ่งการพัฒนาในเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน มีความเข้าใจบริบทของพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถออกแบบระบบบริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่

 


          ซึ่งการจัดประชุมในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้บริหารในระดับอำเภอ เพื่อที่จะนำนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง Quick Win 10 เรื่อง อาทิ บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ มะเร็งครบวงจร ส่งเสริมการมีบุตร จัดตั้งศูนย์ธัญญารักษ์ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลอัจฉริยะระบบการแพทย์ทางไกล สถานชีวาภิบาลและคลินิกผู้สูงอายุ เป็นต้น ไปเร่งรัดขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชนให้ครอบคลุมทุกมิติต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ปธพ.10 ชู10 หัวข้อแนวทาง วงการแพทย์ไทย นำไปปฏิบัติจริง

 

ปธพ.10 สำเร็จการศึกษา ชู10 หัวข้อผลงานวิชาการทางการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาวงการแพทย์สาธารณสุขไทย สอดคล้องนโยบายรัฐบาล พร้อมนำไปปฏิบัติจริง

 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2566  ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ฯ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มีการจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2566 แพทยสภา – ปธพ.ครั้งที่ 10 โดยแพทยสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าได้จัดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) ขึ้น  ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อร่วมพัฒนาวงการแพทย์ และระบบสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์   เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเกียรติคุณ แก่นักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10 ที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 143 คน โดยมีนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ สภานายกพิเศษแพทยสภา นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา  พลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์  และผู้อำนวยการหลักสูตรปธพ.  พร้อมด้วยนักศึกษาปธพ.รุ่น 10 เข้าร่วมพิธีสำเร็จการศึกษา และเยี่ยมชมบอร์ดนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาและมีกิจกรรมการนำเสนองานวิจัยของนักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10 จำนวน 10 หัวข้อวิชาการอีกด้วย

 

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว กล่าวบรรยาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตระบบสาธารณสุขไทย” ว่า ผลงานวิชาการของนักศึกษาปธพ.10 นั้นตอบโจทย์วงการสาธารณสุขไทยทั้งหมด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล พร้อมนำไปปฏิบัติได้จริง    โดยความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย มี 9 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพไทยในอนาคต ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง ประชากร ลักษณะเฉพาะของคนไทย โรคอุบัติใหม่ เทคโนโลยี การขนส่ง อาหารเกษตรกรรม และ สิ่งแวดล้อม  ประเด็นสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องรับมือคือ โรควัณโรค และอุบัติเหตุจราจร ที่เป็นเรื่องท้าทาย ส่วนในเชิงสังคมต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในสังคมทุกภาคส่วน  โดยกระทรวงสาธรารณสุขกำหนดให้เขตสุขภาพ ทั้ง 12 เขต พัฒนา “เมืองสุขภาพดี” เขตละ 1 แห่ง  เพื่อประชาชนมีอายุยืน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ กล่าวถึงผลงานวิจัย ทั้ง 10 เรื่องของนักศึกษาว่า ทำให้เห็นศักยภาพของความร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมกันพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทย  ยกระดับสุขภาวะที่ดีของประชาชน บนพื้นฐานว่าการทำงานใดๆ จะสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแบบมีธรรมาภิบาล 

 

ด้านพลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ กล่าวว่าหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 10 (ปธพ. 10) เป็นความร่วมมือระหว่างแพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก 6 เสาหลัก มาเรียนร่วมกันคือ แพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข  ครูแพทย์จากมหาวิทยาลัย แพทย์ทหาร ตำรวจ และภาครัฐ  แพทย์จากภาคเอกชน ผู้บริหารภาครัฐ และ ผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาวงการแพทย์ ตามแนวทางพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ให้แพทย์ไทย “อ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าดูถูกใคร” โดยใช้ “ธรรมาภิบาล”เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ 

 

ทั้งนี้ผลงานวิจัยของนักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10  ประกอบด้วย หัวข้อที่ 1 ประสิทธิภาพ และผลกระทบของมาตรการสาธารณสุขในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย  หัวข้อที่ 2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤตทางการแพทย์ โดยใช้โมเดลการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ศึกษากรณีวัคซีน COVID-19   หัวข้อที่ 3 การศึกษาต้นแบบโมเดลสุขภาพในการบูรณาการการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพของประชาชนไทย: กรณีศึกษาจากโรคมะเร็งปอดชนิดยีนกลายพันธุ์ EGFR หัวข้อที่ 4 ความรุนแรงภายในสถานพยาบาลต่อบุคลากรทางการแพทย์ และข้อเสนอทางมาตรการกฎหมายเพื่อลดความรุนแรง (Violence against medical personal in Thailand: evidence and mitigation strategies) หัวข้อที่ 5  โครงการศึกษาสมรรถนะร่วมเชิงบูรณาการ (Integrative core competencies) ของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อระบบ บริการสุขภาพไทยใน 10 ปีข้างหน้า หัวข้อที่ 6   Dementia Awareness in Thai Population การตระหนักรู้เรื่องภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุของประชากรไทย หัวข้อที่ 7 ปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคในการให้บริการโทรเวชในมุมมองของผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาล และถอดบทเรียนของการก้าวข้ามอุปสรรคของโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์การให้บริการโทรเวช หัวข้อที่ 8 บทบาทของโรงพยาบาลเอกชน  ในการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตามหลักธรรมาภิบาล  หัวข้อที่ 9  การศึกษาวิเคราะห์การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กัญชากัญชงตามหลักธรรมาภิบาล และ หัวข้อที่ 10  ผลกระทบของการโฆษณาโดยแพทย์ในสื่อสังคมออนไลน์ในการดูแลรักษาเรื่องของความงาม โดยผลงานวิจัยทั้งหมดได้ถูกนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้มีการมอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นแนวทางการพัฒนาวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : แพทยสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

วันสุขภาพจิตโลกพร้อม ! “Better Mind Better Bangkok” 8 ต.ค.นี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์

 

จากหลายๆ สถานการณ์สะเทือนขวัญและบางกรณีมีการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาดังที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น ได้บั่นทอนการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขของคนในสังคม  ความจริงที่ต้องยอมรับ ก็คือ ประเทศไทยวันนี้มีความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างยิ่ง องค์การอนามัยโลกคาดในแต่ละปีจะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน หรือทุก 40 วินาที มีคนฆ่าตัวตาย 1 คน

 

ข้อมูลจากผลการวิจัย “อนาคตสุขภาพจิตสังคมไทย พ.ศ. 2576 (Futures of Mental Health in Thailand 2033) โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ฯ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab by MQDC) ระบุว่า ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคนในปี 2564 และ 1 ใน 14 ของเด็กอายุ 5-9 ปี /1 ใน 7 ของวัยรุ่นอายุ 10 – 19 ปี มีความผิดปกติด้านจิตประสาทและอารมณ์  ร้อยละ 17.6 ของวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายเป็นเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่นไทย โดยทุกๆ 10 นาที จะมีคน 1 คนพยายามฆ่าตัวตาย และ ทุกๆ 2 ชั่วโมงประเทศไทยจะสูญเสียประชากร 1 คน จากการจบชีวิตตัวเอง ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพจิต-ซึมเศร้า เพิ่มขึ้น 1-2 % พบการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อปีกว่า 4,625 คน (ปี พ.ศ. 2564-2565)

 

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “สุขภาพจิต” ส่งผลอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของทุกคนในแต่ละวัน ทั้งระดับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม หรือแม้แต่ส่งผลต่อสังคม  และเนื่องด้วยในวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันสุขภาพจิตโลก”  (World Mental Health Day) มูลนิธิสติแอพ (SATI) ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) กรุงเทพมหานคร มูลนิธิเพื่อ“คนไทย” และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายสร้างความตระหนักและการสร้างพลังใจ เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตที่กำลังเพิ่มขึ้นของคนเมือง จึงได้ร่วมกันจัดงาน “วันสุขภาพจิตโลก” ชื่อ “Better Mind Better Bangkok” ขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ณ ลานกิจกรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อนำเสนอข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ตรงของภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านจิตเวชในประเทศไทย ได้ร่วมกันแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ต่อสาธารณชน พร้อมกับการระดมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และหวังให้เกิดการผลักดันในเชิงนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตลอดจนเพื่อระดมความร่วมมือในการรับสมัครอาสาสมัครนักฟังเชิงลึกช่วยผู้เผชิญภาวะความเครียดผ่านแอพพลิเคชัน  “SATI”

 

ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานประกอบด้วย 4 เวทีเสวนา โดยวิทยากรผู้อุทิศตนให้กับแวดวงสุขภาพจิต รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ เช่น คุณภัทรดนัย เสตสุวรรณ คุณอแมนด้า ออบดัม คุณเจมส์ รัศมีแข ฟอเกอร์ลุนด์ฟ คุณนที เอกวิจิตร์ คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ คุณพลวัชร ภู่พิพัฒน์  ดร.ทวิดา กมลเวชช คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ ดร.ชาติวุฒิ วังวล ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ คุณอมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ คุณชนิดา คล้ายพันธ์ คุณดุจดาว วัฒนปกรณ์ คุณณาตยา แวววีรคุปต์ ฯลฯ ดำเนินรายการโดย คุณเกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ

 

เนื้อหาของเวทีเสวนาปีนี้ จะมีการนำเสนอ 4 ประเด็นภายใต้แนวคิด SEAS” ประกอบด้วย

เวที 1 SSECURITY : Safe Environment  ร่วมสำรวจกลยุทธ์ต่างๆ เรียนรู้เครื่องมือและเทคนิคสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ส่งเสริมให้มีความมั่นคงอารมณ์   เวที 2 E EQUITY : Better Access การเข้าถึงสุขภาพจิตที่มากขึ้นและลดช่องว่างของปัญหา ส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมและมากขึ้นในการเข้าถึงสุขภาพจิตอย่างเพียงพอของทุกคน  เวที 3 A ADAPTABILITY : Building Resilience  สร้างพลังฟื้นฟูจิตใจจากภายในตนเอง และบุคคลรอบข้าง สามารถปรับตัวในเวลาที่ยากลำบากและชีวิตผันผวน เวที 4 S SERENITY : Nonviolent Communication   การสื่อสารที่ปราศจากการคุกคาม ที่นำไปสู่ความสงบของจิตใจ และเสริมสร้างความสงบสุขให้ตนเองและผู้คนรอบข้าง

 

นอกจากนั้น ยังมี กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมสามารถมีส่วนร่วมอีกมากมาย เช่น กิจกรรม Mind Journal จาก Understand : ห้องนั่งเล่นของหัวใจ – จัดการกับความคิด อารมณ์ ด้วยเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตในแบบฉบับที่จับต้องได้ กิจกรรมศิลปะ Emotional Wheel และ  VR for Mental Health จาก ME HUG – An Innovative Mental Health Wellness Center – สำรวจความรู้สึก และ ความหวังของตัวเองผ่านการใช้สี oil pastel ในการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกตนเอง ผ่านมุมมอง อารมณ์หลักๆ ทั้งหมด 4 อารมณ์ และความหวังของตนเอง  กิจกรรม Check Up My Mind จากกทม. มีประเมินสุขภาพจิต และคัดกรองความเครียดเบื้องต้น ตรวจวัดความเครียดด้วยเครื่อง HRV ให้คำปรึกษาสุขภาพจิต และ Dots Coffee กาแฟดีที่สกัดและชงอย่างพิถีพิถันโดยผู้พิการทางสายตา และปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก IndyCamp

 

สามารถลงทะเบียนร่วมงานที่ https://book.soldoutt.com/bettermindbetterbangkok/register ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/satiapp

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : งานร้อยพลังสื่อ มูลนิธิเพื่อคนไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
HEALTH

“หมอชลน่าน” สั่งปูพรมทั่วประเทศ สกัด “ ไข้หวัดใหญ่” หลังพบระบาดเพิ่ม 3 เท่า

 

    วันนี้ (14 ก.ย. 66)นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ว่า ล่าสุดได้รับรายงานมีจำนวนผู้ป่วยมากถึง 138,766 ราย อัตราป่วยเพิ่มสูงถึงกว่า 200 รายต่อประชาการแสนราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ที่แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะมีเพียงแค่ 2 ราย ในจังหวัดสงขลาและนครราชสีมา ก็ตาม


          นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า การระบาดในรอบนี้ เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 ซึ่งประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ มีการระบาดในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่มีเด็กนักเรียนอยู่รวมกัน อาจมีการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกันได้ง่าย โดยข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่า ในสัปดาห์ที่ 35 (ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม–2 กันยายน) มีรายงานนักเรียนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 101 ราย ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดลําพูน จากการเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อ 5 ราย พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด A 4 ราย (ร้อยละ 80) จึงได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคเตรียมพร้อมส่งทีมสอบสวนโรคปูพรมทุกโรงเรียนในชุมชน โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดสูงกว่าพื้นที่อื่น รวมถึงให้ทุกโรงพยาบาลเตรียมพรร้อมให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วย โดยขอให้บุคลากรสาธารณสุขทุกคนถือว่าเรื่องนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News