Categories
SOCIETY & POLITICS

ลุยดับไฟป่าพะเยา-เชียงราย! รมว.ทส. สั่งส่งชุดเสือไฟเข้าพื้นที่ลาดชัน หวังหยุดจุดความร้อนก่อนลุกลามหนัก

รมว.ทส. สั่งยกระดับชุดเคลื่อนที่เร็ว คุมไฟป่าพะเยา–เชียงราย หลังจุดความร้อนพุ่ง 61 จุด เดินหน้ามาตรการห้ามเผา 86 วัน ลดผลกระทบ PM2.5

เชียงราย, 6 มีนาคม 2569 – ในห้วงต้นฤดูแล้งที่ภาคเหนือเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อน ทั้งไฟป่าที่ปะทุเป็นหย่อม ๆ ในพื้นที่ลาดชัน เข้าถึงยาก และหมอกควันที่สะสมในอากาศจนกระทบต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน สั่งการด่วนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าเคลื่อนที่เร็วเข้าควบคุมสถานการณ์ในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย และลำปาง หลังรายงานพบจุดความร้อนรวม 61 จุดในวันเดียว เพื่อจำกัดวงความเสียหายและลดมลพิษทางอากาศให้ได้มากที่สุด

ปฏิบัติการเร่งด่วนจากวอร์รูม สบอ.15 ชี้จุดยุทธศาสตร์ต้องเข้าถึงให้ทันก่อนลุกลาม

การสั่งการดังกล่าวสะท้อน “โจทย์เวลา” ที่เป็นหัวใจของการสยบไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะเมื่อไฟป่าลุกลามผ่านสันเขาและหุบห้วย การระดมกำลังล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้พื้นที่เสียหายกว้างขึ้นและเพิ่มฝุ่นควันในบรรยากาศอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยถึงการประชุมติดตามสถานการณ์ ณ ศูนย์สั่งการสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน หรือวอร์รูม ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย โดยกำชับให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุกแห่งที่พบจุดความร้อน ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ระดมกำลังเข้าดับไฟให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

พะเยาพบหนักสุดในอุทยานดอยภูนาง 21 จุด ระดม 120 นายแบ่ง 8 ชุด

จากข้อมูลปฏิบัติการภาคสนาม อุทยานแห่งชาติดอยภูนางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุด 21 จุด โดยหัวหน้าพื้นที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 120 นาย แบ่งเป็น 8 ชุดปฏิบัติการ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงม่วนและอำเภอปง เข้าควบคุมจุดวิกฤตบริเวณสันเขา เช่น ดอยถ้ำหมากเม่าและดอยสังฆราช เพื่อกันไฟไม่ให้ไล่ลงสู่พื้นที่ลุ่มและชุมชนปลายน้ำ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ 20 จุด ผนึกหน่วยเสือไฟเสริมกำลังเข้าพิกัดยาก

อีกพื้นที่ที่ต้อง “เร่งเข้าถึง” คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ พบจุดความร้อน 20 จุด หัวหน้าพื้นที่ประสานชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า หรือหน่วยเสือไฟ จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย เข้าสนับสนุน ร่วมกับเครือข่ายอาสาและฝ่ายปกครองในหลายอำเภอของพะเยา เพื่อเข้าถึงพิกัดที่มีความยากลำบากและควบคุมไม่ให้เกิดการปะทุซ้ำ

กระจายกำลังหลายแนวรบ ทั้งเขตห้ามล่า ทับพญาลอ ดอยผาช้าง แม่ปืม และดอยหลวง

นอกจากพื้นที่หลัก ยังมีการปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่อื่นควบคู่กัน เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพญาลอเข้าควบคุมจุดความร้อน 8 จุดในบางพื้นที่ของพะเยา ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างรายงานการเข้าดำเนินการในพื้นที่ 6 จุด ขณะที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืมจัดกำลัง 38 นายเข้าดับไฟในพื้นที่อำเภอภูกามยาว โดยประเมินว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ภายในวันเดียว และอุทยานแห่งชาติดอยหลวงรายงานว่าสามารถควบคุมไฟในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ได้แล้วส่วนใหญ่ พร้อมเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ

ภาพรวมดังกล่าวทำให้การรับมือไฟป่าปีนี้ไม่ใช่การ “ตั้งรับตามเหตุ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดกำลังแบบหลายชั้น ตั้งแต่การเข้าดับไฟฉับไว การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดว่าฤดูแล้งปี 2569 จะควบคุมความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายเดินมาตรการห้ามเผา 86 วัน คุมต้นเหตุ ลดจุดความร้อน แต่ PM2.5 ยังต้องจับตา

จังหวัดเชียงรายยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเป็นแกนหลักของการป้องกัน โดยกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน พร้อมเตือนบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อสกัดต้นเหตุฝุ่นควันจากกิจกรรมเผาในพื้นที่และลดความเสี่ยงไฟป่าลุกลาม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านข้อมูลย้ำว่า “จุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการติดตามความเสี่ยงไฟและการเผา โดยปกติได้จากการตรวจจับดาวเทียม เช่น MODIS และ VIIRS ซึ่งทำให้หน่วยภาคสนามสามารถวางกำลังเข้าหาพิกัดได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จุดความร้อนในบางช่วงจะลดลง แต่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังขึ้นกับปัจจัยลม การสะสมในบรรยากาศ และฝุ่นควันข้ามพื้นที่ได้ โดยมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ที่ระดับ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นค่ามาตรฐานอ้างอิงด้านสุขภาพในปัจจุบัน

ฝ่ายปกครองและชุมชน ร่วมแนวกันไฟ ตอกย้ำว่าป้องกันต้องเดินพร้อมภาคสนาม

ในระดับพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย รายงานการระดมฝ่ายปกครอง จิตอาสา และประชาชน ออกลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในหลายจุดเสี่ยง สามารถควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว ไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง และติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนลดกิจกรรมก่อฝุ่น และร่วมกันจัดการเชื้อเพลิงในครัวเรือนและชุมชน เช่น การเก็บเศษใบไม้กิ่งไม้ทำปุ๋ยหมักแทนการเผา การทำเสวียน รวมถึงการทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ร่วมรณรงค์สร้างการรับรู้แก่ชุมชนโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ เพื่อให้มาตรการห้ามเผา “เกิดผลจริง” ในระดับหมู่บ้าน

เงินกองทุนและแรงจูงใจ สะพานเชื่อมการทำงานจากศรัทธาสู่ภารกิจจริง

อีกด้านหนึ่ง การสนับสนุนกำลังภาคสนามและอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายมีการขับเคลื่อนกองทุนและกิจกรรมสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและลดฝุ่นควันผ่านหลายกลไก ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในช่วงวิกฤต โดยหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในจังหวัดยังเผยแพร่ข้อมูลการประชุมติดตามงานเป็นระยะ เพื่อบูรณาการหน่วยงานและขับเคลื่อนมาตรการร่วมกัน

ความท้าทายที่ยังอยู่ตรงหน้า เมื่อไฟป่าคือปัญหาทรัพยากร แต่ฝุ่นควันคือปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจ

แก่นของสถานการณ์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ดับไฟให้ทัน” แต่ต้องลดความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับการลดภาระสุขภาพของประชาชน และรักษากิจกรรมเศรษฐกิจในช่วงฤดูท่องเที่ยวและฤดูเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องใช้แรงงานกลางแจ้ง

หน่วยงานด้านอุทยานชี้ว่าการเข้าถึงพื้นที่รวดเร็วและแม่นยำคือยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะที่จังหวัดและท้องถิ่นต้องยืนระยะมาตรการห้ามเผาให้ครบช่วง 86 วัน เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและลดฝุ่นสะสมในอากาศในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและช่วยภาคสนาม

ภายใต้สถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวัง หน่วยงานรัฐแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่สร้างความตื่นตระหนก ได้แก่ ลดกิจกรรมก่อควันทุกชนิด งดเผาเศษวัสดุในที่โล่ง ติดตามค่าฝุ่นจากสถานีตรวจวัดหรือช่องทางทางการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากมาตรฐานเมื่อจำเป็น และแจ้งเหตุไฟหรือควันในพื้นที่เสี่ยงต่อหน่วยงานท้องที่เพื่อให้ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าถึงพิกัดได้เร็วที่สุด

ท้ายที่สุด ภาพของการแก้ไฟป่าและฝุ่นควันในปี 2569 กำลังสะท้อนบทเรียนเดิมที่ยังต้องย้ำซ้ำ คือภาครัฐต้องเข้มข้นเรื่องการบังคับใช้และการสนับสนุนภาคสนาม ขณะที่ประชาชนและชุมชนคือด่านแรกของการป้องกัน หาก “ไม่เผา” ถูกทำให้เป็นวินัยร่วมกันในทุกหมู่บ้าน เป้าหมายอากาศที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นจะขยับเข้าใกล้ความจริงได้มากกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานการสั่งการและปฏิบัติการควบคุมไฟป่าในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย ลำปาง และข้อมูลจุดความร้อน 61 จุด วันที่ 4 มีนาคม 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ และราชกิจจานุเบกษา ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยแบบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง
  • GISTDA ข้อมูลอธิบายการตรวจจับจุดความร้อนจากดาวเทียม MODIS และ VIIRS เพื่อการติดตามไฟและการเผา
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารและการบูรณาการงานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในจังหวัด
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารประเด็นไฟป่าหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
  • NBT North กิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ลดค่า PM2.5 ในพื้นที่เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

เชียงแสน จัดกิจกรรม “เดิน วิ่งรณรงค์เพื่อ ต่อด้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย”

 
วันนี้ (1 ก.ย. 66) ณ สวนชมวิวแม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย นายสมหวัง บุญระยอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เดิน วิ่งรณรงค์เพื่อต่อด้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย” โดยสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Thailand) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมดำเนินโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในประเทศไทย เพื่อเป็นกลไกของจังหวัดเชียงราย ในการขับเคลื่อนกิจกรรมตามโครงการต่อด้านการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย โดยมีนายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผู้แทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนรัฐวิสาหกิจ และเยาวชน เข้าร่วมกิจกรรม
โครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย เป็นโครงการที่สร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนและประชาชน ถึงปัญหาการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน ทั้งภาคประชาสังคม ในการร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายให้เป็นไปอย่างบูรณาการ และเกิดประสิทธิผล ในการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าตามแนวชายแดนของประเทศไทย
นายสมหวัง บุญระยอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย ได้มีความตระหนักถึงความสำคัญ ของการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ด้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายขึ้น มีผู้ว่าฯ เป็นประธานคณะทำงาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเป็นคณะทำงาน ที่ผ่านมาได้มีการอบรม และพัฒนาความรู้ทางด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดของเชียงราย ตามเป้าประสงค์ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายนั้น ถือว่าเป็นปัญหาระดับโลก และส่งผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมหลายด้าน การดำเนินการโดยภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ จึงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
สำหรับกิจกรรมวิ่งRun for Wildlife ใช้เส้นทางวิ่งจากหน้าสถานีตำรวจอำเภอเชียงแสน ไปตามถนนรอบเวียง ถึง วัดป่าสัก วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ระยะทางรวม 4.4 กิโลเมตร อีกทั้งในงานมีกิจกรรมเดินรณรงค์ร่วมกับโรงเรียนและเครือข่ายต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย พร้อมทั้งนิทรรศการภาพวาดโดยเยาวชนต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอีกด้วย
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ลุ้นสำนักงบประมาณสนับสนุนขึ้นเงินเดือนพิทักษ์ป่า

 
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ตามที่ได้ส่งหนังสือไปถึงอธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา เพื่อขอปรับเพิ่มค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตำแหน่งผู้พิทักษ์ป่า จำนวน 13,419 อัตรา จาก 9,000 บาท เป็น 11,000 บาท ต่อเดือน 
 
 
หลังจากมีการปรับอัตราค่าตอบแทนครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นั้น เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 กรมบัญชีกลางมีหนังสือตอบกลับมาว่าอนุมัติให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลภายนอกซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 13,419 อัตรา ให้ไม่เกิน 11,000 บาท ต่อเดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ กรมอุทยานฯ เตรียมประสานสำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินการต่อไป
 
 
ทั้งนี้การขอปรับเพิ่มค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่านั้น เนื่องจากสภาพของเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้อัตราค่าครองชีพสูงขึ้น และค่าตอบแทนที่กรมบัญชีกลางอนุมัติให้กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ในอัตราไม่เกิน 9,000 บาท ตั้งแต่ปี 2555 นั้น ระยะเวลาได้ล่วงเลยมา 11 ปี แล้วจึงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 
 
 
เพราะภารกิจของกรมอุทยานฯ นั้น ต้องออกไปลาดตระเวนและพักแรมในพื้นที่ป่าทุรกันดารตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน มีความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดแก่สุขภาพจากสัตว์มีพิษ เชื้อโรค และภัยอันตรายต่างๆ ที่มีอยู่ในป่า รวมถึงอันตรายจากผู้กระทำผิดในป่าที่มุ่งร้ายต่อเจ้าหน้าที่อีกด้วย
 
 
การจ้างเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นราษฎรในท้องถิ่นผู้มีความรู้ความสามารถมีความชำนาญในสภาพภูมิประเทศ มีทักษะในการเดินป่าเพื่อร่วมปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า การป้องกันปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรของชาติในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า วนอุทยาน และพื้นที่อนุรักษ์อื่น ๆ รวมกว่า 73 ล้านไร่.
 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

จับแก็งลักลอบล่าสัตว์ป่า ยึดตะกวด 13 ตัว พร้อมซากอีก 3

จับแก็งลักลอบล่าสัตว์ป่า ยึดตะกวด 13 ตัว พร้อมซากอีก 3

Facebook
Twitter
Email
Print
เมือวันที่ 4 มิถุนายน 2566 นายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ค รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจปราบปรามการกระทำเกี่ยวกับกฎหมายสัตว์ป่าชุดที่ 4 ได้ดำเนินคดีการกระทำผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่า ร่วมกันจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 4 ราย พร้อมของกลางตะกวด หรือแลน จำนวน 13 ตัว น้ำหนักรวม 31.4 กิโลกรัม มูลค่า 12,560 บาท และซากตะกวด จำนวน 3 ตัว น้ำหนักรวม 5.3 กิโลกรัม มูลค่ารวมเงิน 2,120 บาท และอุปกรณ์การกระทำความผิด รถยนต์จำนวน 1 คันตาชั่งขนาด จำนวน 1 ตัว
 
โดยผู้ต้องหากระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19(3) ประกอบมาตรา 43 มาตรา 19(6) ประกอบมาตรา 44 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17 ประกอบมาตรา 92 มาตรา 29 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 15
จากนั้นได้นำส่งดำเนินคดีที่ สภ.นาน้อย ต.ศรีษะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน
สำหรับของกลางอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ได้ดำเนินการตามระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในความผิด พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เจ้าหน้าชุดจับกุม และ สพ.ญ.สการินทร์ ประพฤติ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ได้ร่วมกันตรวจสอบสุขภาพตะกวด (แลน) ก่อนนำปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ สำหรับซากตะกวด เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเผาทำลายซาก ตามระเบียบของทางราชการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News