Categories
SOCIETY & POLITICS

‘นักเรียนจีน’ เลือก ‘ประเทศไทย’ จุดหมายใหม่แห่งการศึกษาอาเซียน

แนวโน้มการศึกษานักเรียนจีนในอาเซียน: ไทยคือจุดหมายปลายทางยอดนิยม

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นักเรียนและนักศึกษาชาวจีนจำนวนมากหันมาเลือกศึกษาต่อในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้ วัฒนธรรมที่ใกล้ชิด และโอกาสในตลาดงานที่สดใสในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาโลก: อาเซียนกลายเป็นตัวเลือกใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศตะวันตก ได้ทำให้นักเรียนจีนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางในการศึกษา โดยภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลของ AP News พบว่าครอบครัวชาวจีนที่ต้องการหนีจากระบบการศึกษาที่แข่งขันสูงในจีน ได้มองหาทางเลือกใหม่ในไทย โดยในปี 2565 มีนักศึกษาจีนในไทยมากถึง 21,419 คน เพิ่มขึ้นถึง 130% เมื่อเทียบกับ 9,329 คน ในปี 2555 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากระบบการศึกษาที่เปิดกว้าง ค่าเล่าเรียนที่ต่ำกว่า และขั้นตอนการดำเนินการด้านวีซ่าที่ไม่ซับซ้อน

เหตุผลที่อาเซียนเป็นตัวเลือกสำคัญ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
    การเรียนระดับปริญญาโทในไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 700,000 บาทสำหรับสองปี ซึ่งต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในสหรัฐฯ หรือยุโรปที่อยู่ในช่วง 200,000-350,000 หยวนต่อปี
  2. วัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิด
    การศึกษาระดับอุดมศึกษาในอาเซียนลดความกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงในจีน อีกทั้งนักศึกษาจีนยังรู้สึกถึงความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม
  3. กระบวนการด้านวีซ่าที่ง่าย
    การดำเนินการด้านเอกสารในประเทศอาเซียนสะดวกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก

ตัวเลือกยอดนิยมในอาเซียน

นอกจากประเทศไทยแล้ว มาเลเซียและสิงคโปร์ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยในไตรมาสที่สองของปี 2566 มาเลเซียมีนักเรียนจีนสมัครเรียนเพิ่มขึ้นถึง 4,700 คน หรือ 18% จากปีก่อนหน้า ส่วนสิงคโปร์มีนักศึกษาต่างชาติกว่า 73,200 คน โดยครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษาจีน

ค่าใช้จ่ายและปัจจัยสำคัญ

ค่าเล่าเรียนที่จับต้องได้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยค่าใช้จ่ายสำหรับปริญญาโทในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,000 หยวน หรือประมาณ 700,000 บาท สำหรับระยะเวลา 2 ปี ซึ่งต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในสหรัฐฯ ที่เฉลี่ยระหว่าง 200,000-350,000 หยวนต่อปี นอกจากนี้ ความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมและความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ยังช่วยดึงดูดนักเรียนจีน

ข้อจำกัดและความกังวล

แม้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้ โดยนักเรียนจีนบางส่วนมองว่าปริญญาจากประเทศในอาเซียนยัง “ไม่แข็งแกร่ง” เทียบเท่ามหาวิทยาลัยในตะวันตก อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนจำนวนมาก การได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่และการเปิดโลกทัศน์เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ความร่วมมือด้านการศึกษา: จีนและอาเซียน

ปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนประชาชนระหว่างจีนและอาเซียน โดยมีจำนวนผู้เรียนจีนในอาเซียนและนักเรียนอาเซียนในจีนรวมกว่า 175,000 คน ในปี 2566 ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความร่วมมือด้านการศึกษาไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับนักเรียน แต่ยังส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างจีนและอาเซียนในระยะยาว

สรุปแนวโน้มที่เปลี่ยนไป

แม้อาเซียนจะยังไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกของนักเรียนจีนทุกคน แต่แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบการศึกษาโลก และเปิดโอกาสให้อาเซียนก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ / apnews / sixthtone

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รองนายกฯ ตรวจชายแดนเชียงราย คุมเข้มยาเสพติด-ค้ามนุษย์

รองนายกฯ ตรวจเยี่ยมหน่วยเรือโขง ย้ำแก้ปัญหายาเสพติด-ค้ามนุษย์เชิงรุก

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ไตรศักดิ์ อินทรรัสมี เลขานุการ รมว.กลาโหม และ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) ที่สถานีเรือเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี

ตรวจเยี่ยมและวางแผนแก้ปัญหาชายแดน

ภายหลังรับฟังการบรรยายสรุป รองนายกฯ และคณะได้ขึ้นเรือตรวจการณ์เพื่อสำรวจภูมิประเทศและเยี่ยมชมสถานีเรือเชียงแสน ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำถึงบ้านหาดบ้าย รวมระยะทาง 39 กิโลเมตร และสถานีเรือเชียงของที่รับผิดชอบตั้งแต่บ้านหาดบ้ายถึงแก่งผาได รวมระยะทาง 57 กิโลเมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุม 34 หมู่บ้านใน 8 ตำบลของ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น รวมระยะทางตามลำน้ำโขงทั้งหมด 96 กิโลเมตร

ผลการปฏิบัติการในรอบ 3 เดือน

ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2567 หน่วยงาน นรข. สามารถตรวจยึดยาเสพติดได้กว่า 15 ล้านเม็ด เฮโรอีน 56 กิโลกรัม และไอซ์ 135 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงการตรวจยึดของกลางอื่น ๆ เช่น รถยนต์ บุหรี่ต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และจับกุมผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ 30 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวลาวและจีน

แนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมชายแดน

รองนายกฯ ระบุว่าการปฏิบัติการเชิงรุกจะเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นในพื้นที่ชายแดน โดยมีแผนดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

  1. แนวชายแดน: สนธิกำลังระหว่างกองกำลังป้องกันชายแดน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยทหารในพื้นที่
  2. พื้นที่ตอนใน: ประสานงานระหว่างตำรวจ นายอำเภอ ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง โดยตั้งจุดตรวจและชุดปฏิบัติการลงพื้นที่

โครงการดังกล่าวจะเริ่ม Kick Off ในวันที่ 30 มกราคม 2568 โดยมีการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน และจะประเมินผลทุก 6 เดือน เพื่อสร้างความมั่นคงและลดปัญหายาเสพติดในระยะยาว

เป้าหมายปี 2568

รองนายกฯ ย้ำว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาจะมุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามเชิงรุก พร้อมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะการลดบทบาทของผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อให้ประเทศไทยปลอดจากปัญหานี้ในปี 2568

กิจกรรมในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและยกระดับความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

กสศ.เดินหน้าดัน Thailand Zero Dropout ช่วยเด็กนอกระบบกลับสู่การเรียนรู้

กสศ. จัดสัมมนาพิเศษ ชูแนวทาง “Thailand Zero Dropout” สร้างโอกาสให้เด็กนอกระบบ

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “Exclusive Seminar ถอดรหัสการช่วยเหลือเด็กนอกระบบ ข้อค้นพบจากชีวิตจริงและปมปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้” ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาเข้าร่วมฟังข้อค้นพบจากโครงการ “Thailand Zero Dropout” ที่ดำเนินงานในปี 2567 เพื่อกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในปี 2568

ผลสำเร็จจากโครงการ Thailand Zero Dropout ปี 2567

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า ในปี 2567 สามารถติดตามเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้จำนวน 304,082 คน จากจำนวนเด็กที่ไม่มีรายชื่อในระบบทั้งหมดกว่า 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2567 พบว่ายังมีเด็กนอกระบบการศึกษาอยู่กว่า 982,304 คน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุ:

  1. เด็กก่อนวัยเรียนภาคบังคับ 279,296 คน
  2. เด็กในวัยเรียนภาคบังคับ 387,591 คน
  3. เด็กหลังวัยเรียนภาคบังคับ 315,417 คน

การแก้ปัญหาต้องเน้นสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ พร้อมป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากเส้นทางการศึกษากลางคัน

หัวใจของการแก้ปัญหา: ใช้ทั้งสมองและหัวใจ

ดร.ไกรยส ระบุว่า เพราะมองหาจึงมองเห็น” เป็นแนวคิดสำคัญของโครงการ โดยการทำงานต้องใช้ทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูล และ ความเข้าใจเชิงลึก ถึงปัญหาที่เด็กแต่ละคนเผชิญ เพื่อสร้างแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของเด็ก ทั้งยังเน้นย้ำว่า การศึกษาคือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ยูเนสโก ได้ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย “Thailand Zero Dropout” ได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่ม GDP ประเทศได้ถึงปีละ 1.7% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

มาตรการสำคัญของโครงการ

โครงการใช้กลไกการทำงานเชิงพื้นที่ (Area Based) โดยมี Case Manager หรือผู้ดูแลรายกรณีทำหน้าที่ค้นหาเด็กนอกระบบและเชื่อมโยงกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพาเด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ สำหรับกลุ่มที่ยังไม่พร้อมจะได้รับการดูแลฟื้นฟูจนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ นอกจากนี้ยังมีการขยายรูปแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความหลากหลายของเด็ก เช่น

  1. โรงเรียนมือถือ (Mobile School)
  2. การเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนในท้องถิ่น
  3. การสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank
  4. การบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ

มิติที่ซับซ้อนของปัญหาเด็กนอกระบบ

รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง อนุกรรมการ กสศ. กล่าวว่า ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษามีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน เช่น วงจรครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือปัญหาบาดแผลทางจิตใจ การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และสร้างพื้นที่ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีเงื่อนไข

คุณนเรศ สงเคราะห์สุข รองผู้จัดการโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการศึกษาต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ในระยะยาว

8 มาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ

คุณพัฒนพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ได้สรุปแนวทาง 8 มาตรการที่เป็นหัวใจของโครงการ ได้แก่

  1. สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เช่น ทุนเสมอภาค
  2. ขยายการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ
  3. จัดตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12
  4. ลดอุปสรรคและปรับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น
  5. สร้างตำบลต้นแบบ Zero Dropout
  6. ใช้เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ เช่น โรงเรียนมือถือ
  7. พัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank)
  8. บูรณาการเรียนรู้บนเส้นทางอาชีพ

อนาคตของเด็กไทย: ความหวังที่ยั่งยืน

โครงการ “Thailand Zero Dropout” ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับทั้งเด็กและประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มอบแว่นสายตาดีแก้ปัญหานักเรียนมองไม่ชัด เชียงราย 2568

สปสช.-เทศบาลนครเชียงราย มอบแว่นสายตาดี แก้ปัญหาการมองเห็นในนักเรียนม.ต้น

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ณ หอประชุมพญามังราย โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย ทพญ.ปาริชาติ ลุนทา ผอ.กลุ่ม สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ ร่วมพิธีมอบแว่นสายตาดีใน โครงการแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นประธานในงาน

โครงการแก้ปัญหาสายตาผิดปกติในนักเรียน

ดร.วันชัย เปิดเผยว่า โครงการนี้ดำเนินการตามนโยบายของ สปสช. ที่มอบสิทธิประโยชน์ “แว่นตาสำหรับเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ” ภายใต้สิทธิสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้เด็กอายุ 3-15 ปี มีการมองเห็นที่ชัดเจน อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้

โครงการแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ได้ตรวจคัดกรองนักเรียนจำนวน 2,435 คน พบความผิดปกติของสายตา 737 ราย (ร้อยละ 30.27)

  • โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า: 120 คน (เลนส์สต๊อก 115 คน เลนส์แล็บ 5 คน)
  • โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย: 619 คน (เลนส์สต๊อก 599 คน เลนส์แล็บ 18 คน)

งบประมาณและเป้าหมายโครงการ

การตัดแว่นสายตาในโครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลนครเชียงราย โดยตั้งเป้าหมายให้เด็กนักเรียนทุกคนที่มีปัญหาสายตาได้รับแว่นสายตาเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า การมอบแว่นสายตาให้กับนักเรียนในปีนี้ถือเป็นของขวัญวันเด็ก (11 มกราคม 2568) ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนที่มีปัญหาสายตา สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อการศึกษาและการพัฒนาเด็ก

ทพ.อรรถพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีสายตาที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญในช่วงพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก หากสายตาไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ

ดร.วันชัย ย้ำว่า เทศบาลนครเชียงรายมุ่งมั่นผลักดันให้เป็น “นครแห่งการศึกษา” ตั้งแต่ปี 2542 โดยมีโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด 8 แห่ง มีนักเรียนรวมกว่า 8,000 คน โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ดังกล่าว

ขยายโอกาสให้ท้องถิ่นอื่น

ทพ.อรรถพร เชิญชวนท้องถิ่นที่ต้องการดำเนินโครงการคัดกรองและตัดแว่นสายตาให้เด็กและผู้สูงอายุ สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน กปท. ที่ สปสช. ร่วมอุดหนุนได้ทุกปี

“การช่วยให้กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุมีสายตาที่ดีขึ้น เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในช่วงพัฒนาการเรียนรู้” ทพ.อรรถพร กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สสส. มอบหมวกกันน็อคเด็กเล็ก เชียงรายตั้งธนาคารหมวกนิรภัย

สสส. มอบหมวกกันน็อคเด็กเล็ก สร้างธนาคารหมวกนิรภัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เชียงรายเป็นต้นแบบ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีรับมอบหมวกกันน็อคสำหรับเด็กเล็ก จำนวน 323 ใบ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน

สานพลังทุกภาคส่วน มอบหมวกกันน็อคสร้างความปลอดภัยให้เด็กเล็ก

การมอบหมวกกันน็อคครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้รักกีฬาแบดมินตันจาก สโมสรกีฬาแบด FUN Saturday บริษัท สปอร์ตอัลติเมท จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์หลี่หนิง) และเพจ จองนาว” โดยหมวกทั้งหมดจะนำไปจัดตั้งเป็น ธนาคารหมวกนิรภัยสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวที่ไม่มีหมวกกันน็อคสามารถยืมไปใช้

เชียงรายมุ่งเป็นต้นแบบเมืองแห่งความปลอดภัย

นายประเสริฐ กล่าวว่า ธนาคารหมวกกันน็อคนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยให้กับเด็กเล็ก พร้อมปลูกฝังผู้ปกครองให้ใส่ใจการสวมหมวกกันน็อคสำหรับลูกหลาน โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่า อัตราการสวมหมวกกันน็อคในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ผู้ขับขี่: เพิ่มจากร้อยละ 40 (ปี 2561) เป็นร้อยละ 45 (ปี 2562)
  • คนซ้อน: เพิ่มจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 17
  • เด็กเล็ก: เพิ่มจากร้อยละ 6-7 เป็นร้อยละ 16

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 10 แห่ง และ 1 โรงเรียนได้รับมอบหมวกกันน็อค

หมวกนิรภัยสำหรับเด็กเล็กจำนวน 323 ใบ ถูกจัดสรรให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 10 แห่ง และโรงเรียน 1 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้แก่

  1. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว
  2. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย
  3. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กม่วงคำ อำเภอพาน
  4. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดอยผาหมี เทศบาลตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย
  5. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดพรหมวิหาร เทศบาลแม่สาย อำเภอแม่สาย
  6. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. ท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย
  7. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านปอกลาง อำเภอเวียงแก่น
  8. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย
  9. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงของ
  10. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจันจว้า อำเภอแม่จัน
  11. โรงเรียนห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า

สรุปใจความสำคัญ

สสส. และพันธมิตรในวงการกีฬา ร่วมส่งมอบหมวกกันน็อค 323 ใบ สร้างธนาคารหมวกนิรภัยให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเชียงราย โดยมุ่งหวังให้จังหวัดเป็นต้นแบบในด้านความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ปกครองใส่ใจเรื่องการสวมหมวกกันน็อค สร้างความตระหนักในสังคมเกี่ยวกับความสำคัญของความปลอดภัยในการใช้ถนน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัดพิธีทำบุญและกิจกรรมวันเด็ก 2568 ที่ค่ายเม็งรายฯ

สมาคมแม่บ้านทหารบก ร่วมพิธีทำบุญและจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 ณ ค่ายเม็งรายมหาราช เชียงราย

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 เวลา 08.00 น. ดร. ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ได้นำคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 45 รูป เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2568 ณ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บริบูรณ์ธนวัฒน์ ภายในค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย

ในงานดังกล่าว นักเรียนและผู้ปกครองต่างนำขนมและน้ำดื่มมาใส่บาตรพระสงฆ์ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุข เด็กๆ ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสจากการได้ร่วมทำบุญ สร้างบุญกุศล และเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัวในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568

เวลา 09.30 น. พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมด้วย ดร. ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ และคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บริบูรณ์ธนวัฒน์

กิจกรรมส่งเสริมเด็กและเยาวชน

กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของตนเองในฐานะอนาคตของชาติ รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ภายในงานมีกิจกรรมนันทนาการหลากหลายให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก พร้อมทั้งมีการมอบไอศกรีมเป็นของรางวัล สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ

เสริมสร้างความสัมพันธ์และความสุขในชุมชน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายทหาร ครู และผู้ปกครอง ซึ่งร่วมมือกันเพื่อสร้างโอกาสและความสุขให้กับเด็กๆ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติครั้งนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมความสุขให้กับเด็กๆ แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนและโรงเรียน โดยย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กฟก.เชียงราย มอบ 3.4 ล้าน ช่วยเกษตรกรแม่สายพ้นหนี้สิน

  • กฟก.เชียงราย มอบเงิน 3.4 ล้าน ช่วยเกษตรกรแม่สายชำระหนี้ แก้ปัญหาที่ดินค้ำประกัน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) สาขาจังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรในอำเภอแม่สายที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยนายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฯ เป็นผู้มอบเงินจำนวน 3,471,751.89 บาท เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกรจำนวน 2 ราย โดยมีผู้แทนจากสหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด และสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตแม่สาย จำกัด เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย

รายละเอียดการช่วยเหลือ

1.สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด

  • มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับสหกรณ์ฯ โดยมีผู้แทนรับมอบ
  • ส่งมอบโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง พื้นที่รวม 9 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา
  • ที่ดินดังกล่าวจะถูกโอนเป็นของกองทุนฯ ตามกฎหมาย

2.สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตแม่สาย จำกัด

  • มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับสหกรณ์ฯ โดยมีกรรมการและเจ้าหน้าที่สินเชื่อรับมอบ
  • ส่งมอบโฉนดที่ดินจำนวน 3 แปลง พื้นที่รวม 1 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา
  • ที่ดินดังกล่าวจะถูกโอนเป็นของกองทุนฯ ตามกฎหมา

กระบวนการช่วยเหลือเกษตรกร

เกษตรกรทั้งสองรายได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระคืน 20 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเข้าร่วมกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 053-150156 ในวันและเวลาราชการ

การช่วยเหลือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกฟก. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) สาขาจังหวัดเชียงราย 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งยกระดับ ITA พัฒนาความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐ

เชียงรายจัดอบรมยกระดับคะแนน ITA เน้นความโปร่งใสภาครัฐ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเอ็มบูทีค รีสอร์ท เชียงราย สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดเชียงราย ได้จัดโครงการอบรมเพื่อพัฒนาและยกระดับคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment – ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย และ นายกิตติศักดิ์ พิมสาร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม

ผลการประเมิน ITA ปี 2567

จากการประเมินในปีงบประมาณ 2567 จังหวัดเชียงรายมีคะแนนเฉลี่ยรวม 91.61 คะแนน โดยมี 138 หน่วยงานจากทั้งหมด 145 หน่วยงาน (ร้อยละ 95.17) ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ซึ่งแบ่งเป็น

  • ระดับดีเยี่ยม: 1 แห่ง
  • ระดับดี: 27 แห่ง
  • ระดับผ่าน: 110 แห่ง
  • ระดับต้องปรับปรุง: 7 แห่ง

ความสำคัญของ ITA ในยุทธศาสตร์ชาติ

นายประสงค์ หล้าอ่อน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประเมิน ITA ตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ในหัวข้อการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดย ITA เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้มีการจัดการข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบ

แผนการดำเนินงาน ITA ปี 2568

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้กำหนดปฏิทินการดำเนินการประเมิน ITA ดังนี้

  • ช่วงเตรียมความพร้อม: 1-31 ธันวาคม 2567
  • ช่วงดำเนินการประเมิน: 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2568
  • ช่วงเผยแพร่ผลการประเมิน: สิงหาคม 2568

เป้าหมายและแนวทางพัฒนา

การจัดอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงรายมีความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และพัฒนาระบบงานให้ทันสมัย โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคะแนน ITA ในปี 2568 ให้สูงขึ้น

งานดังกล่าวยังช่วยสร้างความตื่นตัวให้กับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในจังหวัดเชียงรายในการพัฒนาแนวทางการทำงานที่โปร่งใส และพร้อมเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ในการยกระดับการดำเนินงานภาครัฐอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเดินหน้ารับมือไฟป่า หมอกควัน เตรียมแผนปี 2568 อย่างเข้มข้น

การประชุมแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เชียงรายเตรียมความพร้อมปี 2568

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2568 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานการประชุมจากศูนย์ปฏิบัติการกองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

แผนการรับมือและแนวทางการปฏิบัติ

การประชุมได้แบ่งแผนดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ช่วงเตรียมความพร้อม (15 พ.ย. 67 – 28 ก.พ. 68): เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล วัสดุอุปกรณ์ และระบบประสานงาน
  2. ช่วงเผชิญเหตุ (1 มี.ค. 68 – 30 เม.ย. 68): ดำเนินการดับไฟป่าในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่เมือง
  3. ช่วงฟื้นฟู (1 พ.ค. 68 – 30 ต.ค. 68): ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและเตรียมป้องกันเหตุซ้ำซาก

พื้นที่เป้าหมายรวมถึงเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ พื้นที่เกษตรกรรม และเขตเมือง โดยเฉพาะ 7 อำเภอชายแดนที่มีหมอกควันข้ามแดน ซึ่งต้องประสานงานผ่านกลไก TBC และศูนย์สั่งการชายแดนเพื่อป้องกันจุดความร้อน (Hot Spot) และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

รายละเอียดแนวทางการดำเนินงาน

  • การจัดการไฟป่า: มอบหมายให้กรมชลประทานดูแลแหล่งน้ำสำหรับดับไฟ และใช้โดรนเกษตรเพื่อลำเลียงน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก
  • การลดการเผา: ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่สูงและเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้วิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอื่นแทนการเผา พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ
  • การควบคุมฝุ่นในเมือง: ควบคุมฝุ่นจากชุมชน การก่อสร้าง และยานพาหนะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
  • การปฏิบัติการด้านอากาศ: กองพลทหารราบที่ 7 จ.เชียงใหม่ เป็นจุดระดมพลอากาศยานและสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง
  • การทำงานแบบ Single Command: ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าศูนย์ควบคุมหลัก โดยทหารและตำรวจเป็นหน่วยสนับสนุน

การจัดตั้งศูนย์อำนวยการภาค 3

กองทัพภาคที่ 3 ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ณ สโมสรยอดทัพบันเทิง กองพลทหารราบที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 โดยมอบหมายให้ พลตรีชายแดน กฤษณสุวรรณ เป็นผู้บัญชาการศูนย์ เพื่อประสานงานและปฏิบัติการในพื้นที่ภาคเหนือ

ความสำคัญของการประชุม

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานรับฟังความคิดเห็น ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณให้คุ้มค่า และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงที่เคยเกิดไฟป่าซ้ำซาก การปฏิบัติงานในเวลากลางคืนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสร้างความร่วมมือกับชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการเตรียมรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในปี 2568 เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงพร้อมรับปีใหม่ 2568 ด้วยบริการครบวงจร

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายยกระดับบริการรับเทศกาลปีใหม่ 2568

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เพื่อติดตามการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 โดยมีนาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน

รองรับผู้โดยสารเทศกาลปีใหม่

คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2568 จะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายกว่า 20,750 คน และมีเที่ยวบินรวม 124 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานได้เปิดใช้งานระบบ Biometric เพื่ออำนวยความสะดวก ลดเวลาการตรวจบัตรโดยสาร การตรวจค้น และขั้นตอนก่อนขึ้นเครื่อง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เชิงรุกช่วยให้คำแนะนำในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยเน้นให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด สร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ

สถิติผู้โดยสารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2568 มีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายกว่า 46,190 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1,117 คน และภายในประเทศ 45,073 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ถึง 13.05%

การเติบโตของเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 400% และเที่ยวบินภายในประเทศเพิ่มขึ้น 9.22% จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 22.24% และผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้น 11.71% สะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการให้บริการ

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้โดยสาร พร้อมรองรับการเดินทางของกลุ่มลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคจีนตอนใต้ในอนาคต นอกจากนี้ ท่าอากาศยานยังขอความร่วมมือผู้โดยสารให้เผื่อเวลาเดินทางมายังสนามบินอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบินและให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงยกระดับการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารและเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE