Categories
NEWS UPDATE

เทรนด์การใช้จ่ายใหม่ คนรุ่นใหม่ไทยเน้นประสบการณ์มากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย

รายงานแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทยในปี 2567

แนวโน้มการใช้จ่ายสิ่งของจำเป็นเพิ่มขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้เปิดเผยรายงานผลการศึกษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน (ASEAN Consumer Sentiment Study – ACSS) ประจำปี 2024 โดยพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่า 42% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z (52%) และ Gen Y (47%) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีผู้หญิงเป็นกลุ่มหลักที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น

การตอบสนองต่อความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อ

จากการศึกษาพบว่า อัตราเงินเฟ้อเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคกังวลมากที่สุด โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 64% ระบุว่านี่คือปัญหาหลัก ขณะที่อีก 60% ชี้ให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และ 58% แสดงความกังวลต่อการออมที่ลดลง ทำให้ผู้บริโภคเริ่มลดค่าใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 51% ระบุว่าได้ลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้

การลงทุนเพื่อประสบการณ์ – เทรนด์ใหม่ในหมู่ผู้บริโภค

แม้จะมีภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งการใช้จ่ายในด้านประสบการณ์มีมากกว่า 40% โดยเน้นที่การเดินทาง การรับประทานอาหารในร้านอาหารชั้นนำ การเข้าร่วมคอนเสิร์ต และอีเวนต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์มากถึง 56% และ Gen Y ที่ 45%

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มสูงขึ้นในต่างประเทศ

ตามข้อมูลจากวีซ่า ประเทศไทย พบว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดการรับประทานอาหาร การเดินทาง และการเข้าร่วมงานบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งมีการเติบโตสูงสุดถึง 57% การเดินทางระหว่างประเทศยังคงเป็นแนวโน้มที่สำคัญในการใช้จ่าย โดยผู้บริโภคชาวไทยกว่า 58% ระบุว่าได้เดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

คนรุ่นใหม่กับการบริหารการเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคง

ถึงแม้จะมีแนวโน้มการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุน โดยมีถึง 57% ที่ระบุว่ามีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายสามเดือน ขณะเดียวกัน บัญชีเงินฝากของกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นถึง 52% และ Gen Y เพิ่มขึ้น 27% นอกจากนี้ การลงทุนในต่างประเทศโดยคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น 10% โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 14%

การวางแผนมรดกและการออมเพื่อเกษียณอายุ

ในแง่ของการวางแผนมรดกและการออมเพื่อเกษียณ พบว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความรู้ด้านการเกษียณอายุอย่างเพียงพอ โดยกว่า 9 ใน 10 คนได้เริ่มวางแผนการเกษียณอายุแล้ว และ 41% ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะที่อีก 25% ยังไม่ได้เริ่มวางแผนมรดกใด ๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ไฟไหม้โกดังลำไยเชียงราย หวั่นผลกระทบสุขภาพ

 

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในโกดังเก็บลำไย อบแห้งใน ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อเวลา 07.00 น. โดยนายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ได้รับแจ้งเหตุจาก อบต.ท่าก๊อ ว่าโกดังเก็บสินค้าของโรงงานอบลำไยในพื้นที่หมู่ 10 เกิดเพลิงไหม้หนัก เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งรถดับเพลิงเข้าดับไฟทันที พร้อมเสริมกำลังรถจากหน่วยงานท้องถิ่นใกล้เคียงรวมกว่า 20 คัน

การดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากโกดังมีสินค้าจำนวนมากและมีโครงเหล็กเรียงซ้อนสูงทำให้เพลิงลุกลามรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลานานกว่า 9 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง หน่วยงานท้องถิ่นยังได้เตือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงให้ระวังการสูดดมควันไฟที่พวยพุ่งตลอดเวลา เนื่องจากมีผลต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้จัดหน่วยงานลงพื้นที่เพื่อติดตามสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาทางเดินหายใจ นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย แนะนำให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากอนามัยหากต้องออกไปนอกอาคาร

การเกิดไฟไหม้ครั้งนี้ส่งผลให้เกิดควันไฟกระจายทั่วบริเวณ และต้องใช้รถแบคโฮเพื่อเข้าช่วยเคลื่อนย้ายโครงเหล็กออกจากจุดที่ยังมีเชื้อเพลิง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินสถานการณ์และหามาตรการระยะยาวในการป้องกันเหตุในอนาคต

มาตรการป้องกันสุขภาพสำหรับประชาชน

  • หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่มีควันไฟ และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร
  • ตรวจสอบสุขภาพของตนเองและครอบครัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก ให้ไปพบแพทย์ทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการควบคุมอย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานท้องถิ่นได้วางมาตรการฟื้นฟูสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ไทยติดท็อป 5 ประเทศขับรถที่นักท่องเที่ยวกังวลมากที่สุด

ไทยติดอันดับท็อป 5 ประเทศที่นักท่องเที่ยวกังวลในการขับรถมากที่สุด

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ในการสำรวจประเทศที่นักท่องเที่ยวและผู้ขับขี่ต่างชาติรู้สึกกังวลเมื่อต้องขับรถ รองจากอินเดีย เวเนซุเอลา ซิมบับเว และโมร็อกโก การสำรวจครั้งนี้จัดทำโดย Scrap Car Comparison บริษัทผลิตรถยนต์จากสหราชอาณาจักร ที่สำรวจผู้ขับขี่รถยนต์กว่า 2,000 คนจาก 10 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี และแอฟริกาใต้ ผู้ขับขี่จะให้คะแนนความรู้สึกกังวลในการขับรถในประเทศที่พวกเขาไม่คุ้นเคย โดยให้คะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 10 (1 ไม่ประหม่าเลย และ 10 ประหม่ามากที่สุด)

อินเดียติดอันดับ 1 ในความกังวลในการขับขี่สูงสุด

อินเดียครองอันดับที่ 1 ด้วยคะแนนเฉลี่ยความกังวล 7.15 จาก 10 คะแนน เนื่องจากการจราจรที่คาดเดายาก มีทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถสามล้อ และปศุสัตว์ที่ใช้ถนนร่วมกัน เมืองใหญ่ของอินเดีย เช่น เบงกาลูรู มุมไบ และปูเน่ ยังติดอันดับ 10 เมืองที่มีความคับคั่งในการจราจรมากที่สุดตามดัชนีการจราจรของ TomTom ประจำปี 2023 ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเครียดและหวาดกลัวเมื่อต้องขับรถในประเทศนี้

ไทยติดอันดับ 5 ในการขับขี่ที่น่ากังวล

สำหรับประเทศไทย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักรู้สึกกังวลเมื่อขับรถในประเทศนี้ เนื่องจากการขับรถชิดซ้ายที่อาจไม่คุ้นเคยสำหรับบางคน และการที่รถจักรยานยนต์มีบทบาทสำคัญบนท้องถนน ซึ่งมักทำให้การจราจรติดขัด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ ที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในพื้นที่ชนบท ผู้ขับขี่อาจรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นกับทัศนียภาพของภูเขาและชายหาดที่สวยงาม แต่ยังคงมีความท้าทายด้านการขับขี่และความปลอดภัย

ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวกังวลในการขับรถ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการขับรถในประเทศที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในประเทศที่มีกฎจราจรและมารยาทการขับขี่ที่แตกต่างจากประเทศบ้านเกิด อาจทำให้เกิดความกังวลและความประหม่าสำหรับนักท่องเที่ยว การที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากมักเช่ารถเพื่อสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายของการขับรถในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และการที่รถจักรยานยนต์ครองถนนจำนวนมากในประเทศไทยยังสร้างความเครียดให้กับผู้ขับขี่ที่ไม่คุ้นเคยกับการเดินทางในประเทศนี้

แม้จะมีความกังวล แต่การสำรวจนี้ไม่ได้อิงตามข้อมูลทางสถิติ เช่น ความปลอดภัยบนท้องถนนหรืออัตราการเสียชีวิต แต่อิงตามการรับรู้และประสบการณ์ของผู้ขับขี่ต่างชาติที่ไม่ใช่คนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ นับหมื่นคนในเชียงราย

ครม. เตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 และปัญหาสัญชาติ พร้อมบูรณาการแก้ไขแบบครบวงจร

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หารือเรื่องมาตรการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูหนาว โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้นำในการบูรณาการมาตรการป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ซึ่งต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคมนาคมและภาคอุตสาหกรรม

มาตรการบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 หลายมิติ

ในการประชุมดังกล่าว มีการพูดถึงแนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 โดยใช้หลายมาตรการ ทั้งการคุมเข้มการตรวจสอบยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ การลดการเผาวัสดุทางการเกษตร เช่น ข้าวโพดและอ้อย รวมถึงการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงต่าง ๆ ให้ตรวจจับและควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับรถยนต์ที่ปล่อยควันดำ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมจะควบคุมมาตรการในโรงงานและกิจการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะโรงงานที่มีการเผาไหม้หรือใช้สารเคมีที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้เสนอแผนการจัดการไฟป่าและการควบคุมหมอกควันข้ามแดนที่เข้มงวดเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 ซึ่งจะมีมาตรการทั้งระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด เช่น การสร้างแผนที่เสี่ยงการเผา การตั้งจุดตรวจสกัดในพื้นที่เสี่ยง การตรวจจับการเผาในเขตชุมชนและริมทาง รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการที่ไม่ต้องเผาในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยการให้สิทธิประโยชน์และสนับสนุนเกษตรกรที่ปฏิบัติตามแนวทางนี้

แนวทางแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล

อีกหนึ่งวาระสำคัญในที่ประชุม ครม. คือการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติให้แก่ผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมถึงบุตรที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือบุคคลที่รอการพิจารณาสถานะถึง 483,626 ราย โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาพิจารณาถึง 270 วัน ปรับลดลงเหลือ 5 วัน ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาสถานะบุคคลเกิดประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น

มติสำคัญในการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจก

ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการเห็นชอบในวาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ การสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทย-เยอรมัน เพื่อการพัฒนาพลังงานและการเคลื่อนย้ายด้วยเงินอุดหนุน 234 ล้านบาท การส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ การควบคุมโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน และมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 ซึ่งจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับภาคและระดับจังหวัดเพื่อประสานงานการป้องกันและแก้ไขปัญหา

บทสรุปของแนวทางแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

ในช่วงท้ายของการประชุม ครม. ได้ย้ำถึงการเตรียมความพร้อมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เช่น การควบคุมฝุ่นละอองจากยานพาหนะ โรงงาน การเผาในพื้นที่ชุมชน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข เช่น การสื่อสารเตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิดผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘สนามบินเชียงราย’ เปิดระบบสแกนใบหน้า พร้อมอีก 5 สนามบิน เริ่มใช้ 1 พ.ย.

AOT เปิดตัวระบบไบโอเมตริกที่ 6 สนามบิน พร้อมรับผู้โดยสารทะลุ 120 ล้านคน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดตัวระบบไบโอเมตริกเพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับการเดินทางใน 6 สนามบินหลักของไทย โดยมีการติดตั้งเทคโนโลยี Facial Recognition เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้กับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งระบบนี้จะเริ่มให้บริการกับผู้โดยสารภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 และจะเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารระหว่างประเทศในวันที่ 1 ธันวาคม 2567

ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้แก่
  1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)
  2. ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.)
  3. ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.)
  4. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.)
  5. ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.)
  6. ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.)

เทคโนโลยีไบโอเมตริกเพื่อการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ AOT กล่าวว่า ระบบ Biometric ถูกนำมาใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อช่วยลดเวลารอคิวของผู้โดยสารในจุดบริการต่าง ๆ โดยผู้โดยสารสามารถลงทะเบียนไบโอเมตริกได้ง่าย ๆ ที่จุดเช็กอิน โดยมี 2 วิธี ได้แก่ การเช็กอินผ่านเจ้าหน้าที่และการเช็กอินผ่านเครื่องอัตโนมัติ หลังจากลงทะเบียนแล้ว ผู้โดยสารสามารถผ่านด่านตรวจสัมภาระ จุดตรวจค้น และจุดขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องแสดงเอกสารการเดินทางซ้ำอีก

การเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและลดปัญหาการแออัดในสนามบิน

การใช้งานระบบ Biometric ช่วยให้การระบุตัวตนทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้การเดินทางราบรื่นและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้โดยสารสามารถผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ภายในสนามบินได้รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดของสนามบิน และสร้างโอกาสให้ผู้โดยสารมีเวลามากขึ้นในการพักผ่อน เลือกซื้อสินค้าปลอดอากร และใช้บริการต่าง ๆ ภายในสนามบิน นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางผ่านด่านต่าง ๆ ได้สะดวกและไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

การเติบโตของผู้โดยสารและคาดการณ์สำหรับปีงบประมาณ 2568

จากสถิติในปีงบประมาณ 2567 พบว่า ท่าอากาศยานของ AOT มีผู้โดยสารกว่า 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.22% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่จำนวนเที่ยวบินรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 732,690 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 14.5% AOT คาดการณ์ว่าปีงบประมาณ 2568 จะมีผู้โดยสารรวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% และเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32%

การขยายขีดความสามารถและการพัฒนาความสะดวกสบายในท่าอากาศยาน

AOT มุ่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในท่าอากาศยานให้ทันสมัยและตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการติดตั้งระบบ CUPPS (Common Use Passenger Processing System) เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Biometric ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็กอินไปจนถึงการขึ้นเครื่อง ซึ่งรวมถึงการใช้งานเครื่อง CUTE (เครื่องตรวจบัตรโดยสาร) เครื่อง CUSS (เครื่องเช็กอินด้วยตนเอง) เครื่องรับสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD) ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตน (PVS) และระบบประตูขึ้นเครื่อง (SBG) ที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเพื่ออนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

การเปิดตัวระบบ Biometric ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาท่าอากาศยานของไทยให้เป็นท่าอากาศยานระดับโลก โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การเดินทางของผู้โดยสารอย่างแท้จริง AOT ตั้งเป้าหมายในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กระทรวงอุตฯ ร่วม TikTok ยกระดับความปลอดภัยออนไลน์

กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือ TikTok ร่วมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยผู้บริโภคในโลกดิจิทัล

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้หารือร่วมกับผู้บริหารจากบริษัท ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ จำกัด ณ สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม TikTok

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่าน TikTok Shop

ในการพบปะครั้งนี้ TikTok ได้นำเสนอถึงศักยภาพของแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ผ่าน TikTok Shop ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้อย่างกว้างขวางและสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงลูกค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีกลุ่มผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาดและขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TikTok ยังมีแผนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะด้านการตลาดดิจิทัลและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความน่าสนใจแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถและทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ความร่วมมือเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภค

นอกจากการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว ความปลอดภัยของผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับการหารือ ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว การควบคุมคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดย TikTok ได้แสดงความรับผิดชอบในการปกป้องผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับการควบคุมสินค้าที่จำหน่ายในแพลตฟอร์มของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงของการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน

การป้องกันการแพร่กระจายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นายเอกนัฏ กล่าวว่า “การแพร่กระจายของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรมมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอบคุณต่อ TikTok ที่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้และพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม

TikTok เองก็ได้ยืนยันถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยระบุว่าการร่วมมือกับภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และให้ความมั่นใจว่าการใช้ TikTok Shop จะได้รับการป้องกันและการควบคุมคุณภาพสินค้าที่ดีเยี่ยม ทั้งนี้ TikTok ยังมีแผนจัดทำแนวทางสำหรับผู้ค้าในแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตามมาตรฐานและการคุ้มครองผู้บริโภค

นโยบาย “Save อุตสาหกรรมไทย” และการสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Save อุตสาหกรรมไทย” ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่เน้นการสร้างมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายในตลาดออนไลน์ นโยบายนี้มีเป้าหมายในการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูง

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมมือกันเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและ TikTok นับเป็นก้าวสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถมั่นใจในคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงอุตสาหกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดตัวนางสาวไทยเชียงราย 2568 ดึงเสน่ห์เมืองเหนือ

การเปิดตัวการประกวดนางสาวไทยเชียงราย 2568 และภาพยนตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว “Endpresso ปณิธานหวานน้อย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 เวลา 14.00 น. ณ ร้าน Stella Café and Bar ตลาดล้านเมือง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวการประกวดนางสาวไทย เชียงราย ๒๕๖๘ โดยมีนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้มีเกียรติจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมสนับสนุนงานนี้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างสรรค์โอกาสให้สาวงามจากจังหวัดเชียงรายได้เป็นตัวแทนเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 เพื่อส่งเสริมบทบาทสาวงามทูตวัฒนธรรม

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 ครั้งนี้จัดขึ้นโดยบริษัท โปร อินฟินิตี้ บิช จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดนางสาวไทยในจังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาวงามที่ไม่เพียงแต่มีความงดงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีความรู้และความสามารถในการเป็นทูตวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย ผู้เข้าประกวดจะได้รับบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ อาหารพื้นบ้าน ประเพณี และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้เข้ามาเยี่ยมชมและสัมผัสเสน่ห์ของเชียงราย

การประกวดนี้มีกำหนดการจัดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะมีสาวงามจากทั่วเชียงรายสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยผู้ชนะจะได้เป็นตัวแทนของเชียงรายในการประกวดนางสาวไทย และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

การกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล

การจัดการประกวดครั้งนี้นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเชื่อมโยงกับการสร้างโอกาสให้ธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในพื้นที่เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นจะช่วยดึงดูดผู้คนให้มาเยือนเชียงรายและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดจึงไม่เพียงแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

การเปิดตัวภาพยนตร์ “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวเชียงราย

ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังมีการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวรักที่ถ่ายทำในจังหวัดเชียงราย โดยมุ่งหวังให้เป็นสื่อหนึ่งในการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวของเชียงราย ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอฉากหลังที่งดงามของสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงราย ซึ่งจะช่วยสร้างความสนใจแก่ผู้ชมภาพยนตร์ให้มาเยือนจังหวัด อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมและบรรยากาศที่อบอุ่นของชุมชนชาวเชียงรายอีกด้วย

การเปิดตัวภาพยนตร์ในครั้งนี้มีผู้มีเกียรติหลากหลายจากวงการท่องเที่ยว อาทิ นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย และ นางสาวกัญธนัช กิตติถิรธรรม ผู้บริหารบริษัท บิววี่ ดี-ว่า จำกัด ผู้จัดงาน ได้เน้นถึงความสำคัญของภาพยนตร์นี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือนตลอดปี

การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

งานแถลงข่าวได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ทั้งนี้นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้ส่งตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมงานด้วย โดยมีนางสาวณพิชญา นันตาดี และนายจิรัฏฐ์ ยุทธ์ธนประวิช นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ที่เข้าร่วมงานและสนับสนุนการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น

บทสรุป: การรวมพลังเพื่อสร้างเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 และภาพยนตร์ “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” เป็นสื่อสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมเชียงรายในด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการดำเนินงานทั้งสองเพื่อผลักดันให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย ร่วมมือ Shopee เสริมรายได้ครีเอเตอร์

YouTube เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เสริมรายได้ให้ครีเอเตอร์ผ่านแอฟฟิลิเอตร่วมกับ Shopee

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 YouTube ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด “YouTube Shopping” ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการแอฟฟิลิเอตที่ร่วมมือกับ Shopee โดยเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถหารายได้เพิ่มจากการติดแท็กสินค้าในวิดีโอของตนได้ และคนดูก็สามารถช็อปปิ้งสินค้าได้อย่างง่ายดายขณะดูวิดีโอ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่ได้ใช้ YouTube Shopping

การเปิดตัว YouTube Shopping ครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลก และเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตนี้ ต่อจากสหรัฐอเมริกา เกาหลี และอินโดนีเซีย นับเป็นการยืนยันความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

ครีเอเตอร์มีสิทธิ์รับค่าคอมมิชชั่น 100% ในช่วงแรกของโครงการ

สำหรับครีเอเตอร์ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ต้องมีคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เช่น มียอดชั่วโมงการดูวิดีโอมากกว่า 4,000 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา และมียอดผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน เมื่อครีเอเตอร์สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าคอมมิชชันจากการติดแท็กสินค้าที่มีจำหน่ายบน Shopee ขณะที่คนดูก็สามารถคลิกที่ลิงก์และซื้อสินค้าผ่าน Shopee ได้ทันที โดยวิดีโอยังคงเล่นต่อไปได้เช่นเดิม

เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูง YouTube จึงเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ

การที่ YouTube กระโดดเข้าสู่สนามการช็อปปิ้งครั้งนี้ มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคิดเป็น 61% ของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ในปี 2566 และคาดว่าในปี 2568 มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ชม

YouTube กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการช็อปปิ้ง โดยมีการดูคลิปเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ผู้ชมถึง 85% เห็นด้วยว่าครีเอเตอร์ในไทยผลิตคอนเทนต์ที่เชื่อถือได้ และการสำรวจจาก Kantar ยังเผยอีกว่า 87% ของผู้ชมใช้ข้อมูลจาก YouTube ในการตัดสินใจซื้อสินค้า

การสนับสนุนจาก Shopee และโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้

Shopee ยังสนับสนุนครีเอเตอร์ในหลายๆ ด้าน โดยครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมสามารถรับค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นได้จากร้านค้าที่ร่วมโปรแกรมพิเศษ ค่าคอมมิชชันอาจสูงถึง 80% ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าผ่านวิดีโอ

โอกาสในการเติบโตของครีเอเตอร์ไทยผ่าน YouTube Shopping

สำหรับครีเอเตอร์ไทย YouTube Shopping เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยเพิ่มรายได้และเปิดโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้ชมผ่านการช็อปปิ้งในรูปแบบใหม่ โดยการเปิดตัวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยอย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : YouTube

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งฟื้นฟูแม่สาย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ต.ค. นี้

ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจติดตามการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่สาย ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

การลงพื้นที่ตรวจสอบของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสิทธิศักดิ์ อินใจคำ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตอำเภอแม่สาย โดยเฉพาะบริเวณบ้านถ้ำผาจม ตลาดสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ และชุมชนสำคัญอื่น ๆ ในพื้นที่

ความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย

ผลการฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการล้างถนนและทำความสะอาดพื้นที่เพื่อให้การสัญจรกลับมาปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในบริเวณตลาดสายลมจอย ซึ่งมีจำนวนบ้านพักอาศัยทั้งหมด 66 หลังคาเรือน ที่ถูกฟื้นฟูโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ และภาคเอกชน

กิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

ในวันนี้ ทางคณะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อทำความสะอาดถนนและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ส่งคืนพื้นที่ภายในวันที่ 28 ตุลาคม

การฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัยในอำเภอแม่สายมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการฟื้นฟูในระยะต่อไปได้ภายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงราย เคาะเครื่องจักรซ่อมถนน ‘บ้านเมืองงิม’ เริ่ม 28 ต.ค. นี้

ความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมหลังน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สอบถามถึงความคืบหน้าจาก นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เกี่ยวกับ การซ่อมแซมถนนเส้นบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หลังจากที่ได้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายต่อถนนและการสัญจรของประชาชนในพื้นที่

การลงพื้นที่ตรวจสอบของวิศวกร

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ให้การสนับสนุนทีมวิศวกรจิตอาสาจาก สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจสอบความเสียหายของถนนเส้นนี้ โดยมีการร่วมมือระหว่างวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อให้การซ่อมแซมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

งบประมาณและแผนการซ่อมแซมถนน

นายวิญญู ทองทัน ได้แจ้งว่า ขณะนี้ทาง นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมถนนเส้นนี้แล้ว ซึ่งงบประมาณจะถูกนำไปใช้ในการจัดหาเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อ ปรับปรุงถนนให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ความสำคัญของการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิม

การซ่อมแซมถนนในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ สัญจรของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากถนนเส้นบ้านเมืองงิมเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อระหว่างตำบลริมกกกับตัวเมืองเชียงราย หากไม่ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อย ประชาชนจะได้รับความลำบากในการเดินทางไปทำงาน และการขนส่งสินค้าจะต้องหยุดชะงัก นอกจากนี้ยังเป็น มาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ด้วยการปรับปรุงพื้นผิวถนนและระบบระบายน้ำเพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีขึ้น

สรุปการดำเนินการในอนาคต

การซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมจะเริ่มต้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 และจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดโดยทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ถนนกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ประชาชนในพื้นที่จึงสามารถวางใจได้ว่าการดำเนินการซ่อมแซมถนนในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความปลอดภัยในการสัญจร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News