Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เยี่ยมญาติทหารใหม่ มทบ.37 สร้างความอบอุ่นใจในรั้วกองทัพ

มทบ.37 จัดกิจกรรมเยี่ยมญาติทหารใหม่ สร้างความอบอุ่นใจในรั้วกองทัพ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 พล.ต.บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37/ผู้อำนวยการฝึกทหารใหม่ พร้อมด้วย ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 37 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อพบปะและให้กำลังใจทหารใหม่รุ่นปี 2567 ผลัดที่ 2 ในกิจกรรมเยี่ยมญาติทหารใหม่

กิจกรรมเพื่อสร้างความอบอุ่นใจ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทหารใหม่ได้พบปะกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครอบครัว หลังจากเข้ามารับราชการทหารและผ่านการฝึกมาแล้วระยะหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อคลายความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับทั้งทหารใหม่และครอบครัว กิจกรรมเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความใส่ใจของกองทัพบกที่มีต่อทหารใหม่ในทุกมิติ

บริการพิเศษสำหรับครอบครัวทหารใหม่

ในงานมีการจัดบริการพิเศษเพื่อครอบครัวทหารใหม่ เช่น

  • บริการทางการแพทย์: ตรวจอาการขั้นต้นให้กับญาติทหารใหม่
  • การแสดงดนตรี: โดยหมวดดุริยางค์ของกองทัพ
  • อาหารพิเศษ: จัดเตรียมโดยรถครัวสนามของกองทัพ แจกจ่ายให้กับญาติทหารใหม่

ทุกกิจกรรมจัดขึ้นด้วยความตั้งใจภายใต้แนวคิด “เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติทหารใหม่ว่าลูกหลานของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีในรั้วกองทัพบก

ช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับทหารใหม่

การจัดกิจกรรมเยี่ยมญาติทหารใหม่ในสัปดาห์ที่สามของการฝึกนับเป็นประเพณีสำคัญของหน่วยฝึกในสังกัดกองทัพบก โดยเน้นให้ครอบครัวได้เห็นถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของทหารใหม่ รวมถึงได้รับทราบข่าวสารจากบ้าน สร้างขวัญกำลังใจให้กับทั้งครอบครัวและตัวทหารใหม่

ความสำเร็จของกิจกรรม

ผลการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งทหารใหม่และครอบครัว โดยครอบครัวของทหารใหม่ต่างแสดงความพึงพอใจที่ได้พบปะและเห็นการดูแลอย่างเอาใจใส่จากกองทัพ ส่วนทหารใหม่เองได้รับกำลังใจจากครอบครัว ซึ่งช่วยเติมพลังใจในการฝึกต่อไป

บทบาทสำคัญของกองทัพในการดูแลกำลังพล

พล.ต.บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน กล่าวว่า “กิจกรรมเยี่ยมญาติทหารใหม่เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการดูแลกำลังพลอย่างใกล้ชิด สร้างความอบอุ่นใจให้กับครอบครัวและตัวทหารใหม่ เพื่อให้พวกเขามีพลังใจในการฝึกและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป”

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและครอบครัวของทหารใหม่ ตอกย้ำว่ากองทัพไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ฝึกฝนความแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นครอบครัวใหญ่ที่พร้อมดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ แพทองธาร ลงพื้นที่แม่สาย ติดตามแผนขุดลอกแม่น้ำ แก้ปัญหาอุทกภัย

แพทองธารลงพื้นที่แม่สาย ติดตามแผนขุดลอกแม่น้ำและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 11.00 น. บริเวณคันดินตลาดสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามแผนการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการลงพื้นที่

แผนขุดลอกแม่น้ำและมาตรการแก้ปัญหาอุทกภัย

นายกรัฐมนตรีรับฟังแผนการดำเนินงานจากผู้บริหารสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงกลาโหม และกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป็นการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม โดยแผนงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. แผนระยะเร่งด่วน (1 ปี)

    • ขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมระยะทาง 59 กิโลเมตร
    • รื้อถอนสิ่งกีดขวางลำน้ำและสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราว
  2. แผนระยะกลาง (1-3 ปี)

    • สร้างโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมและตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำ
    • ศึกษาและออกแบบโครงการขุดคลองผันน้ำ
  3. แผนระยะยาว (3-5 ปี)

    • จัดการพื้นที่รับน้ำชั่วคราวหรือแก้มลิง
    • สำรวจและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด พร้อมระบุว่างบประมาณต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด

ตรวจเยี่ยมพื้นที่และพบปะประชาชน

หลังจากตรวจคันดินบริเวณตลาดสายลมจอย นายกรัฐมนตรีได้ทักทายประชาชนที่มารอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งเป็นประธานพิธีเปิดงาน “ปรับ ฟื้น คืนสุข เมืองล้านนา” ที่จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมีการส่งมอบมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อให้ประชาชน

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา

นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขณะนี้ได้ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในพื้นที่ฝั่งเมียนมา 3 จุด และฝั่งไทย 1 จุด เพื่อใช้ในการเตือนภัยน้ำท่วม รวมถึงการสำรวจแนวทางสร้างพนังกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำสายระยะทาง 3.96 กิโลเมตร และขุดลอกลำน้ำเพิ่มเติม

สถานการณ์ในพื้นที่และการค้าชายแดน

นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอแม่สาย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก บรรยากาศการค้าขายกลับมาคึกคัก

ประเด็นปัญหาเรือประมงไทย

ระหว่างการสัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีเรือประมงไทยที่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่เมียนมา โดยระบุว่าขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการประท้วงและขอให้ปล่อยตัวคนไทยโดยเร็วที่สุด

ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาภาคเหนือและภาคใต้
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคเหนือจะนำไปปรับใช้กับการช่วยเหลือภาคใต้ โดยระบุว่ารองนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุอุทกภัย และรัฐบาลพร้อมลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

ส่งมอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน

งาน “ปรับ ฟื้น คืนสุข เมืองล้านนา” มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในกระทรวงการคลังที่จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ มอบนโยบายแก้ PM2.5 ยั่งยืน เน้นลดไฟป่าภาคเหนือ

นายกฯ ลงพื้นที่แม่ริมถกแผนป้องกันไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 เน้นมาตรการยั่งยืน

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางไปยังกองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สำหรับปี 2568 โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าราชการจาก 17 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วม

สรุปสถานการณ์ปี 2567

ในที่ประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่รายงานสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี โดยเฉพาะในปี 2567 พบว่ามีการลดลงของจุดความร้อน (Hotspots) พื้นที่เผาไหม้ และจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เข้ารับการรักษา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2566 ความสำเร็จนี้เกิดจากการดำเนินงานเชิงรุกและการใช้หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยมีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในทุกระดับ

นายกฯ เน้นย้ำมาตรการแก้ไขปัญหา

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ระบุว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย พร้อมมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พัฒนาแนวทางการแปรรูปวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดการเผาและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องจัดทำพื้นที่เฝ้าระวังให้ชัดเจน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงปัจจัยจากต่างประเทศ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกำชับให้ดูแลสุขภาพของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน

ตรวจความพร้อมและมอบกำลังใจ

หลังการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ตรวจแถวกำลังพลและความพร้อมของอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือและกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการทำงานของทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

นางสาวแพทองธารยังกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ต้องวางรากฐานเพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาจะเป็นต้นแบบในการสร้างมาตรการที่มีประสิทธิภาพต่อไป

มาตรการระยะยาวและเป้าหมายปี 2568

สำหรับปี 2568 รัฐบาลตั้งเป้าหมายลดจุดความร้อนและค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือให้ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน และการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการเผา พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจสำหรับรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 31 ล้านคน สร้างรายได้มหาศาล

กระทรวงการท่องเที่ยวเผย นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 31 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.46 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 24 พฤศจิกายน 2567 โดยพบว่าประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วทั้งสิ้น 31,313,787 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นมูลค่าประมาณ 1,466,408 ล้านบาท

นักท่องเที่ยว 5 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทย

  1. จีน จำนวน 6,096,010 คน
  2. มาเลเซีย จำนวน 4,443,173 คน
  3. อินเดีย จำนวน 1,868,802 คน
  4. เกาหลีใต้ จำนวน 1,647,328 คน
  5. รัสเซีย จำนวน 1,455,398 คน

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short Haul) มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางสะสมมากกว่า 6 ล้านคน และชาวเกาหลีใต้ที่มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 14.28% จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long Haul) มีการชะลอตัวด้านการเดินทาง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติช่วงก่อนฤดูท่องเที่ยวในเดือนธันวาคม

จำนวนนักท่องเที่ยวประจำสัปดาห์ (18-24 พฤศจิกายน 2567)

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวม: 749,306 คน
  • เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า: 1,362 คน หรือ 0.18%
  • ค่าเฉลี่ยต่อวัน: 107,044 คน

5 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยประจำสัปดาห์

  1. จีน: 122,020 คน (+7.18%)
  2. มาเลเซีย: 81,886 คน (ปรับลดลงเล็กน้อย)
  3. รัสเซีย: 50,071 คน (+3.37%)
  4. อินเดีย: 46,259 คน (+1.88%)
  5. เกาหลีใต้: 38,959 คน (+14.28%)

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว

  1. เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ของตลาดระยะไกล โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป
  2. เพิ่มจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
  3. มาตรการ Ease of Traveling เช่น การยกเว้นบัตร ตม.6 ในด่านทางบก
  4. การเพิ่มเที่ยวบิน โดยรัฐบาลได้กระตุ้นสายการบินให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม โดยเฉพาะกลุ่มตลาดยุโรปและตลาดระยะไกล เนื่องจากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว และมาตรการส่งเสริมการเดินทางที่เอื้อต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย

การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในปี 2567 ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งในแง่ของรายได้จากนักท่องเที่ยวและการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“เชียงราย” จัดประชุมสำคัญ พร้อมเปิดตัว ‘มหกรรมไม้ดอก’

การประชุมกรมการจังหวัดเชียงรายครั้งที่ 11/2567 พร้อมประชาสัมพันธ์มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย นายราชัน มีน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมกรมการจังหวัดเชียงรายและหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 11/2567 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

พิธีมอบโล่เกียรติคุณเชิดชูเกียรติ

ในช่วงก่อนเริ่มการประชุม มีพิธีมอบโล่เกียรติคุณและเข็มกลัดเชิดชูเกียรติ “รางวัลหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ประจำปี 2567 ให้แก่นางสาวเทียนรุ่ง เครือนพรัตน์ จากโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมแสดงความยินดี

การแนะนำผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการใหม่

ในที่ประชุมมีการแนะนำผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ตำแหน่งเดิมผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และผู้บริหารอื่น ๆ รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานที่สำคัญในจังหวัด

การหารือเรื่องสำคัญในที่ประชุม

ในที่ประชุมมีการรายงานและพิจารณาเรื่องสำคัญ ดังนี้:

  • การเตรียมต้อนรับนายกรัฐมนตรี: นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 1 ธันวาคม 2567
  • พิธีวันสำคัญ: การจัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม 2567 และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ วันที่ 7 ธันวาคม 2567
  • การประชาสัมพันธ์งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 21 และมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024: งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 5 มกราคม 2568 ในธีม “The Magical Garden” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
  • การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP: ประชาสัมพันธ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ในรูปแบบกระเช้าของขวัญสำหรับเทศกาลปีใหม่
  • การรายงานภาวะเศรษฐกิจ: สรุปรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและการค้าชายแดนของจังหวัดเชียงราย

ประชาสัมพันธ์มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024

นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวในที่ประชุมว่า มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024 จะจัดขึ้นในธีม “The Magical Garden” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยงานนี้จะแบ่งเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่:

  1. สวนไม้งามริมน้ำกก อ.เมืองเชียงราย ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 5 มกราคม 2568
  2. พื้นที่อำเภอแม่สาย ได้แก่ วัดถ้ำเสาหินพญานาคและหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2567 – 5 มกราคม 2568

งานนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบ “Social Impact Tourism” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเชียงราย ช่วยเชียงราย”

การรณรงค์หยุดความรุนแรงในครอบครัว

บริเวณด้านหน้าห้องประชุม มีการตั้งบูทรณรงค์หยุดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในครอบครัว โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย หวังสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมความรักในครอบครัว

สรุป

การประชุมในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าของงานในจังหวัดเชียงราย พร้อมวางแผนการดำเนินงานในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีกิจกรรมสำคัญหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE TOP STORIES

รมช.เกษตรฯ หนุนส่งออกโคเนื้อ เชียงรายสู่ตลาดโลก

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เยี่ยมชมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อเชียงราย

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.30 น. ณ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน จังหวัดเชียงราย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพเมียนมา

การสนับสนุนการส่งออกปศุสัตว์ไทย

ปัจจุบันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีบทบาทสำคัญในการส่งออกโค กระบือ และสุกร โดยในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 มีการส่งออกโคจำนวน 424 ตัว กระบือ 95 ตัว สุกร 42,894 ตัว และลูกสุกร 8,055 ตัว รวมถึงซากสุกร 919,553 กิโลกรัม ซากไก่ 573,942 กิโลกรัม และซากโค 1,400 กิโลกรัม

นายอิทธิ ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการผลักดันการส่งออกสัตว์และผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งฝากถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ใส่ใจดูแลสุขภาพสัตว์ ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการใช้สารเร่งเนื้อแดง

เยี่ยมชมเครือข่ายโคเนื้อล้านนา

ในช่วงบ่าย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง สวนลุงดี อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของเครือข่ายโคเนื้อล้านนา ซึ่งริเริ่มโดยนายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายฯ โดยเครือข่ายฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อบีฟมาสเตอร์ให้มีคุณภาพสูง เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดเชียงราย

เครือข่ายฯ ได้ดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อตั้งแต่การนำตัวอ่อนพันธุ์บีฟมาสเตอร์จากต่างประเทศ มาย้ายฝากและเลี้ยงดูจนได้พ่อพันธุ์ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการรีดน้ำเชื้อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายกว่า 800 รายในพื้นที่ภาคเหนือ

นายนเรศ ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการสร้างตลาดรองรับโคขุน โดยการจัดตั้งคอกกลางเพื่อรับซื้อโคจากสมาชิกเครือข่ายในราคารับประกัน ก่อนนำไปขุนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนคุณภาพในแบรนด์ ลานนาบีฟ ซึ่งจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงในร้านอาหาร “สวนลุงดี”

ปัญหาและแนวทางแก้ไขในอุตสาหกรรมโคเนื้อ

นายนเรศ ระบุว่า อุตสาหกรรมโคเนื้อในประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาหลายประการ เช่น การแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกับเนื้อโคนำเข้า การขาดมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ ต้นทุนการผลิตสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอ

เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เครือข่ายฯ ได้เสนอแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น

  1. การพัฒนาพันธุกรรมและการเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ
  2. การสร้างระบบผลิตเนื้อกล่อง (Boxed Beef)
  3. การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System)
  4. การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร
  5. การกระตุ้นการบริโภคเนื้อโคในประเทศ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับทราบสถานการณ์และราคาเนื้อโคในปัจจุบันซึ่งน่าเห็นใจผู้เลี้ยงโคและผู้ประกอบการ ขอให้กำลังใจส่วนปัญหาต่างๆที่นำเสนอ จะได้นำไปปรึกษาเพื่อช่วยกันแก้ไขต่อไป

ตรวจเยี่ยมด่านกักกันสัตว์เชียงราย

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังด่านกักกันสัตว์เชียงราย ตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ เพื่อรับฟังข้อมูลและตรวจเยี่ยมโครงการสถานกักกันสัตว์สำหรับส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ด่านกักกันสัตว์แห่งนี้มีความสามารถในการกักสัตว์ชนิดโค-กระบือจำนวน 200-300 ตัว และเป็นจุดพ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะขนส่งสัตว์

นายอิทธิ  ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันนี้มาดูสถานที่กักกันสัตว์ เพื่อดูสถานที่ที่จะก่อสร้างที่กักกันสัตว์ ก่อนที่จะส่งออก และฝากถึงผู้เลี้ยงโคกระบือ ช่วยดูแลโค กระบือ ไม่ให้เกิดโรค ต้องพยายามฉีดวัคซีนให้ครบ และอย่าใช้สารเร่งเนื้อแดง พร้อมขอบคุณเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ และสุกรที่ให้ความร่วมมือกับทางกรมปศุสัตว์ด้วย สินค้าส่งออกที่สำคัญของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ได้แก่ เมล็ดถั่วและธัญพืช  เบียร์  สินค้าอุปโภค บริโภคและรถยนต์  สำหรับการส่งออกสัตว์และซากสัตว์ ตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2567 มีการส่งออกสัตว์ ได้แก่ โค  424  ตัวกระบือ 95 ตัว สุกร  42,894 ตัว ลูกสุกร 8,055 ตัว การส่งออกซากสัตว์ สุกร 919,553 กิโลกรัม  ไก่ 573,942 กิโลกรัม และโค 1,400 กิโลกรัม

ปัจจุบัน ด่านกักกันสัตว์เชียงรายมีแผนการขยายพื้นที่เพื่อสร้างสถานกักกันสัตว์ปลอดโรคเพิ่มเติม โดยมีพื้นที่ขออนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (สปก.) ประมาณ 37 ไร่ เพื่อรองรับการส่งออกสัตว์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

สรุปและข้อเสนอแนะ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร กล่าวปิดท้ายว่า การพัฒนาการส่งออกสัตว์และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาที่ได้รับฟังจากเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยต่อไป

สำหรับด่านกักกันสัตว์เชียงราย มีสถานที่ปฏิบัติงานจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ปฏิบัติงานด้านสารบัญ อำนวยการ และการตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์เข้า – ออก เขตด่านศุลกากรแม่สาย และท่าปศุสัตว์เชียงแสน ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน เป็นจุดตรวจสอบส่งออกสัตว์มีชีวิต ชนิด โค กระบือ สุกร และเป็นที่ตั้งของจุดทำความสะอาดยานพาหนะขนส่งสัตว์ และด่านกักกันสัตว์เชียงราย ตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ใช้เป็นสถานที่กักกันสัตว์ซึ่งสามารถกักสัตว์ชนิด โค – กระบือ ได้จำนวน 200 ถึง 300 ตัว ซึ่งที่อำเภอเชียงของ สามารถส่งออก โค กระบือ สุกร และแพะมีชีวิต ซากสัตว์ และอาหารสัตว์ ผ่านทางสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย และส่งออกสัตว์ปีก ซากสัตว์ และอาหารสัตว์ ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผ่านทางท่าเรือผาถ่าน ตำบลเวียง 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

“สมรสเท่าเทียมไทย จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่ม 4 ล้านคน”

ไทยพร้อมรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม คาดดึงดูดนักท่องเที่ยว 4 ล้านคนต่อปี

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดของแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว Agoda (อโกด้า) ซึ่งประเมินถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเพศเดียวกัน โดยกฎหมายดังกล่าวมีกำหนดเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่รับรองกฎหมายดังกล่าว และเป็นประเทศที่สามในเอเชีย รองจากไต้หวันและเนปาล

ดึงดูดนักท่องเที่ยว 4 ล้านคนต่อปี

จากการประเมินของ Agoda คาดการณ์ว่าการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนต่อปี หรือราว 10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 69,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้

กระจายรายได้ทั่วทุกภาคส่วน

รายได้จากการท่องเที่ยวดังกล่าวจะกระจายไปยังหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย อาทิ การจองที่พัก การบริการอาหารและเครื่องดื่ม การจับจ่ายซื้อสินค้า และการเดินทางภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

สร้างงานกว่า 152,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังส่งผลดีต่อการสร้างงาน โดยคาดว่าจะสามารถสนับสนุนการจ้างงานเพิ่มอีก 152,000 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้ 76,000 ตำแหน่ง จะเกิดขึ้นโดยตรงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอีก 76,000 ตำแหน่ง จะกระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ยังคาดว่าผลเชิงบวกจากกฎหมายดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยเพิ่มขึ้น 0.3%

ดันไทยสู่เจ้าภาพ WORLD PRIDE 2030

รัฐบาลไทยยังตั้งเป้าหมายในการเสริมสร้างยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ด้วยการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “WORLD PRIDE 2030” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศระดับโลก โดยมีตัวอย่างจากนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เป็นเจ้าภาพในปี 2023 สามารถสร้างรายได้สูงถึง 185.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท

สนับสนุนความหลากหลาย เสริมเศรษฐกิจไทย

“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ รวมถึงเสริมภาพลักษณ์ความเปิดกว้างของประเทศไทยในเวทีโลก” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เดินหน้าสู่อนาคตที่เท่าเทียม

การบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ไทยกำลังเดินหน้าสู่อนาคตที่เท่าเทียมและเปิดกว้าง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Agoda (อโกด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายผลักดันการท่องเที่ยวคาร์บอนนิวทรัล สู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

เชียงรายผลักดันท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่มาตรฐานระดับสากล ด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เพจ Chiangrai Geopark-อุทยานธรณีเชียงราย รายงานถึงความสำเร็จของกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ภายใต้โครงการ “ฝึกอบรมทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์” (Famtrip) ที่จัดขึ้นในปีงบประมาณ 2567 เพื่อผลักดันเชียงรายเข้าสู่ตลาดการท่องเที่ยวระดับสากล ด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยั่งยืน

ท่องเที่ยวครบ 5 เส้นทางในจังหวัดเชียงราย

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นใน 5 เส้นทางการท่องเที่ยวหลัก ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอเชียงของ โดยเน้นส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย ทั้งในเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

กิจกรรมนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย สมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงราย รวมถึงสื่อมวลชนและอินฟลูเอ็นเซอร์ในพื้นที่

เข้าสู่การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนนิวทรัล

ผลจากการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ อบจ.เชียงราย ได้รับการประสานงานจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เพื่อนำเส้นทางการท่องเที่ยวเข้ารับการประเมินผ่านระบบคาร์บอนนิวทรัล ด้วยเครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของ TGO เบื้องต้นกิจกรรมดังกล่าวผ่านการประเมินในระดับที่ดีเยี่ยม พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนขยายกลุ่มเป้าหมายการท่องเที่ยวสู่ตลาดต่างประเทศ

ผลักดันเชียงรายสู่ตลาดการท่องเที่ยวระดับโลก

อบจ.เชียงราย วางเป้าหมายให้โครงการนี้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัด ด้วยการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองต่อกระแสการท่องเที่ยวแนวใหม่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเชียงราย

อบจ.เชียงรายแสดงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาจังหวัดให้เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ แต่ยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในระยะยาวอีกด้วย

ข้อมูลสำคัญของข่าว

  • โครงการ: ฝึกอบรมทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์ (Famtrip)
  • พื้นที่ดำเนินการ: 5 อำเภอในจังหวัดเชียงราย
  • ผลการประเมิน: ผ่านมาตรฐานคาร์บอนนิวทรัลโดย TGO
  • เป้าหมาย: การขยายตลาดการท่องเที่ยวสู่ระดับสากล

เชียงรายจึงไม่เพียงเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย แต่ยังพร้อมเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่ตอบสนองต่อเทรนด์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Chiangrai Geopark-อุทยานธรณีเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

รัฐช่วยชาวนาไร่ละพัน ลดผลกระทบราคาข้าวตกต่ำ

รัฐบาลอนุมัติเงินสนับสนุนชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท กระตุ้นผลผลิตเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการผลิต เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้สามารถเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบจากราคาข้าวที่ตกต่ำในปีนี้ โดยเห็นชอบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ซึ่งจะครอบคลุมเกษตรกรจำนวน 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ รวมวงเงิน 38,000 ล้านบาท

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยชาวนา

นางนฤมล ระบุว่า การสนับสนุนดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยวครั้งนี้เท่านั้น เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกร และเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตในระยะสั้น สำหรับแผนการช่วยเหลือระยะยาว จะต้องพิจารณาแนวทางเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่ประชุมยังได้ยกเลิกโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ซึ่งใช้งบประมาณ 29,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนมาเป็นการจ่ายเงินสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาทแทน ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยได้อย่างครอบคลุมและตรงจุดยิ่งขึ้น

เปลี่ยนโครงการปุ๋ยคนละครึ่งเพื่อช่วยชาวนา

นางนฤมล อธิบายว่า งบประมาณที่มีอยู่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จำนวน 29,000 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้ในโครงการนี้ โดยเพิ่มเติมงบประมาณอีก 9,000 ล้านบาท ซึ่งทางผู้บริหาร ธกส. ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการได้

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวแสดงความพึงพอใจกับโครงการดังกล่าว แม้ในอดีตชาวนาเคยได้รับเงินสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาข้าวตกต่ำ การได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้จึงช่วยลดความเดือดร้อนของเกษตรกรรายย่อยได้

เงินสนับสนุนเพื่อความยั่งยืนในอนาคต

แม้ตัวแทนเกษตรกรจะแสดงความต้องการได้รับการสนับสนุนมากกว่าที่กำหนด แต่รัฐบาลยังต้องพิจารณางบประมาณที่มีอย่างรอบคอบ โดยเงินบางส่วนจะถูกนำไปพัฒนาแหล่งน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคตสำหรับภาคเกษตรกรรม

นางนฤมล กล่าวปิดท้ายว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนเกษตรกรไทย และคาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เพื่ออนุมัติเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับชาวนาไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ ชูแผนแก้น้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงราย เสร็จก่อนฤดูฝนปี 2568

นายกฯ เคาะแผนแก้น้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงราย เร่งเสร็จก่อนฤดูฝนปีหน้า

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เป็นผู้นำทีมวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพื่อป้องกันเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำในปีหน้า

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและโฆษก ศปช. เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงรุก โดยแผนระยะเร่งด่วนต้องเร่งให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการขุดลอกแหล่งน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และการสร้างแนวป้องกันตลิ่ง ทั้งนี้ ศปช.เห็นชอบในหลักการแผนงานที่เสนอมาแล้ว และจะนำเสนอเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในสัปดาห์นี้ เพื่อเริ่มดำเนินงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

แผนระยะกลางและระยะยาว

ในระยะกลางและระยะยาว แผนงานจะรวมถึงการขุดคลองผันน้ำ การสร้างแก้มลิงชั่วคราว และการพัฒนาระบบป้องกันตลิ่งที่มีความยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ เช่น แม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่ และแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย

การแก้ปัญหาน้ำท่วมแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ระหว่างไทย-เมียนมา

สำหรับปัญหาการไหลของน้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งเป็นพื้นที่เขตแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (JCR) ได้เห็นพ้องในการขุดลอกแม่น้ำเพื่อเพิ่มช่องทางการระบายน้ำ และแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแม่น้ำ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและจังหวัดเชียงราย ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

เสียงสะท้อนจากประชาชน

นายจิรายุเปิดเผยว่า มีเสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอแม่สายว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ซ้ำอีก ทาง ศปช. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบ้านเรือนประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

การดูแลเยียวยากำลังพลที่ได้รับผลกระทบ

ในขณะเดียวกัน ศปช. ได้เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงกลาโหม รวบรวมรายชื่อกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาท ส่งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อจัดการเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีชื่นชมการทำงานเชิงรุกของ ศปช. ที่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือและป้องกันภัยพิบัติในอนาคตอย่างเต็มที่.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE