Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

รถบรรทุกน้ำมันพลิกคว่ำที่พาน กู้ภัยเร่งช่วยเหลือจนเปิดใช้ถนนได้ปกติ

รถบรรทุกน้ำมันพลิกคว่ำที่พาน กู้ภัยเร่งช่วยเหลือจนเปิดใช้ถนนได้ปกติ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 เวลา 04.50 น. เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเตาพลิกคว่ำบริเวณถนนพหลโยธินขาขึ้น หน้าบริษัททนาเกรน หมู่ 6 ตำบลสันกลาง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยรถบรรทุกน้ำมันพลิกคว่ำขวางถนน ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง

เหตุการณ์และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บเป็นชาย อายุประมาณ 50-60 ปี มีบาดแผลเล็กน้อยที่ศีรษะ หน่วยกู้ชีพองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สันกลาง ได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลพานเพื่อรับการรักษาทันที

การกู้รถและเคลียร์พื้นที่

ต่อมา เจ้าของรถบรรทุกได้นำรถเครนมายกย้ายรถที่พลิกคว่ำออกจากพื้นที่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่ร่วมกันเคลียร์พื้นถนน โดยได้ฉีดล้างคราบน้ำมันและตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมืออย่างแข็งขัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ได้แก่

  1. สถานีตำรวจภูธรพาน
  2. สายตรวจทางหลวง
  3. แขวงการทางเชียงราย
  4. กู้ชีพ อบต.ม่วงคำ
  5. กู้ชีพสมาคมเจริญเมือง
  6. เทศบาลเมืองพาน
  7. อบต.เจริญเมือง
  8. อบต.ป่าหุ่ง
  9. อบต.แม่เย็น

ทุกหน่วยงานได้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่จนสามารถเปิดถนนให้ใช้งานได้ตามปกติในเวลาประมาณ 14.00 น.

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

อุบัติเหตุครั้งนี้เน้นย้ำความสำคัญของการขับขี่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงเวลามืดหรือเมื่อขับขี่รถบรรทุกสารเคมีหรือเชื้อเพลิงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

องค์การบริหารส่วนตำบลสันกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่และผู้ใช้รถใช้ถนนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมทั้งยืนยันที่จะดูแลความปลอดภัยและจัดการอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งของทุกฝ่ายในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยและการจัดการปัญหาที่รวดเร็ว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการอุบัติเหตุในพื้นที่สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลสันกลาง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานข้ามแม่น้ำกกแม่จัน-ดอยหลวง คืบหน้า 56% เสร็จเม.ย. 68

กรมทางหลวงชนบทเร่งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก เชื่อม อ.แม่จัน-อ.ดอยหลวง ร่นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ยกระดับเศรษฐกิจเชียงราย

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก เชื่อมต่อระหว่างอำเภอแม่จันและอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 56 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2568

ลดระยะทางเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพคมนาคม

นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า สะพานข้ามแม่น้ำกกดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยลดระยะทางการเดินทางจากเดิมกว่า 25 กิโลเมตร ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ โดยจุดเริ่มต้นของโครงการอยู่ที่ถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.4004 บริเวณบ้านผ่านศึก หมู่ที่ 10 ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน และสิ้นสุดที่บ้านวังเขียว หมู่ที่ 8 ตำบลหนองป่าก่อ อำเภอดอยหลวง

รายละเอียดโครงการ

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกกประกอบด้วยสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กความยาว 160 เมตร ผิวจราจรกว้าง 9 เมตร พร้อมถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีตต่อเชื่อมสะพานความยาว 2,522 เมตร กว้าง 6 เมตร รวมความยาวตลอดโครงการ 2,682 เมตร ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 59.590 ล้านบาท

สะพานนี้ไม่เพียงช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น แต่ยังเชื่อมต่อถนนสาย ชร.4004 กับถนนหลวงหมายเลข 1271 ทำให้การเดินทางจากชุมชนสู่ท่าเรือเชียงแสนและอำเภอดอยหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

โครงการนี้ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวโพด ยางพารา และผลิตภัณฑ์ในชุมชน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

นอกจากนี้ สะพานยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัดพระพุทธบาทผาเรือ และโรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ 2 ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

แผนงานและความคืบหน้า

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างคานอัดแรง (I-GIRDER) พื้นสะพาน และถนนเชิงลาด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2568 เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ สะพานนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอแม่จันและอำเภอดอยหลวง

ความสำคัญต่อชุมชน

นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการนี้ยังเป็นการส่งเสริมความเจริญในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนริมฝั่งแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมและแหล่งผลิตสินค้าชุมชนที่สำคัญ

กรมทางหลวงชนบทยืนยันว่าจะดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ช่วยพัฒนาชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

อนุทินมอบสำเภาทอง ผลักเศรษฐกิจไทยโต 3% ยั่งยืน

อนุทินมอบรางวัลสำเภาทอง ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ย้ำความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสำเภาทองและรางวัลผู้ว่าราชการจังหวัดสำเภาทอง ประจำปี 2567 ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยในโอกาสนี้ นายอนุทินยังได้รับมอบสมุดปกขาวหอการค้าไทย ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะเร่งด่วน

เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนเศรษฐกิจ 

นายอนุทินกล่าวว่า แม้กระทรวงมหาดไทยจะไม่ได้ดูแลตัวเลขเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “เกตเวย์” หรือประตูสำคัญที่เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัด โดยเน้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเอกชน ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถประกอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“แต่ละจังหวัดมีคลัสเตอร์เศรษฐกิจที่ต้องผลักดัน ขณะเดียวกันเราต้องการรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีบทบาทด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เพื่อดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” นายอนุทินกล่าว

เป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% โดยสมุดปกขาวหอการค้าไทยได้เสนอแนวทางเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่

  1. การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
  2. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs
  3. การวางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายอนุทินกล่าวเสริมว่า ข้อเสนอในสมุดปกขาวเหล่านี้จะถูกนำมาบูรณาการร่วมกับแผนปฏิบัติงานของกระทรวงมหาดไทย เพื่อผลักดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รางวัลสำเภาทอง สะท้อนการพัฒนาจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับรางวัลสำเภาทองในครั้งนี้ ได้รับการยอมรับในด้านการบริหารจัดการและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างโดดเด่น โดยรางวัลดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จในเชิงนโยบาย แต่ยังแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

สมุดปกขาว: พิมพ์เขียวสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

สมุดปกขาวหอการค้าไทยฉบับปี 2567 ยังระบุถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หอการค้าไทยยืนยันว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว

การสนับสนุนจากภาครัฐ: จุดเปลี่ยนสำคัญ

นายอนุทินย้ำว่าการสนับสนุนจากภาครัฐไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกด้าน

งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีสำหรับการรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ยังสะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงราย พร้อมแผนฟื้นฟูยั่งยืน

การประชุมวางแผนแก้ปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่ม เชียงใหม่-เชียงราย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ประสานงานส่วนหน้า (ศปช.) และพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยที่ปรึกษา ศปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

เร่งรัดแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ

นายสุริยะ กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเร่งรัดการจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อบูรณาการทรัพยากรและแผนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องและเกิดความเป็นเอกภาพ

คณะทำงานดังกล่าวจะรวบรวมรายละเอียดและนำเสนอแผนงานต่อที่ประชุมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า (ศปช.) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ก่อนนำเสนอแผนต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567

ผลการประชุมและแผนดำเนินงานที่สำคัญ

ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบแนวทางสำคัญเพื่อปกป้องและลดผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและบ้านเรือนของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน

    • รับทราบคำสั่งที่ 1/2567 ของคณะทำงานศึกษาวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ
    • ประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยเน้นความคืบหน้าและความสอดคล้องของแผนงาน
  2. แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่

    • เสริมสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ
    • ฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต
  3. แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย

    • บูรณาการการจัดการน้ำและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
    • วางระบบเตือนภัยล่วงหน้าและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติ

ความสำคัญของการประชุมและเป้าหมายในอนาคต

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายสุริยะ ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้พิจารณาการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การใช้ระบบตรวจวัดระดับน้ำแบบอัตโนมัติ และการวางแผนปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

เมื่อแผนงานได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในปลายเดือนนี้ คาดว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

ข้อสรุป

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มอย่างจริงจัง โดยใช้แนวทางการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สร้างทักษะเท่าทันสื่อ เด็ก ป.5 พร้อมหนังสือพิมพ์ออนไลน์

โครงการ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนและสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติได้จัดพิธีเปิดตัวโครงการ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงาน รวมถึงผู้แทนโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาค เพื่อร่วมสร้างทักษะเท่าทันสื่อในกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5

ส่งเสริมความเข้าใจสื่อในยุคดิจิทัล

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างทักษะในการรับรู้และจำแนกเนื้อหาสื่อที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กยุคดิจิทัล 4.0

“การเรียนรู้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน ความเข้าใจ และการแยกแยะข่าวสาร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ในทุกสาขาวิชา และยังช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการปรับตัวในสังคมยุคใหม่” นายชวรงค์กล่าว

โครงการเพื่อเสริมสร้างทักษะในโรงเรียน

โครงการดังกล่าวได้คัดเลือกโรงเรียนจำนวน 220 แห่งจากทั่วประเทศ ทั้งในสังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมเสริมสร้างทักษะสำหรับนักเรียนและครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย

กิจกรรมหลักประกอบด้วย

  1. การอบรมครูผู้สอน: ครู 1 คนต่อโรงเรียนจะได้รับการอบรม 1 วัน เพื่อเรียนรู้การใช้หนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในกระบวนการสอน
  2. กิจกรรมสัปดาห์ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์”: ครูจะนำความรู้ไปปรับใช้ในชั้นเรียน โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับจริง 5 ฉบับ รวมถึงแบบฝึกหัดที่ออกแบบมาเฉพาะ

พื้นที่เป้าหมายและช่วงเวลาการดำเนินการ

โครงการนี้จะเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2568 โดยครูที่ผ่านการอบรมจะจัดกิจกรรมในโรงเรียนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ จะใช้หนังสือพิมพ์ระดับชาติ

โดยในส่วน กทม. ปริมณฑล ภาคกลางจะจัดกิจกรรมฯ วันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ใช้

  1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 
  2. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
  3. หนังสือพิมพ์มติชน
  4. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

และส่วนพื้นที่จังหวัดภูมิภาค กลุ่มโรงเรียนที่ใช้หนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค 7 ฉบับ ประกอบด้วย

  1. หนังสือพิมพ์ประชามติ จ.ตราด
  2. หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ จ.เพชรบุรี
  3. หนังสือพิมพ์สงขลาโฟกัส จ.สงขลา
  4. หนังสือพิมพ์หัวหินสาร จ.ประจวบคีรีขันธ์
  5. หนังสือพิมพ์ส่องใต้นิวส์ จ.สตูล
  6. หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ จ.เชียงใหม่
  7. หนังสือพิมพ์ปทุมมาลัย จ.อุบลราชธานี

จะจัดสัปดาห์ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์” ระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2568

เน้นการเรียนรู้เท่าทันสื่อในบริบทดิจิทัล

กิจกรรมการเรียนรู้จะมุ่งเน้นไปที่การจำแนกข่าวสาร การแยกความแตกต่างระหว่างหนังสือพิมพ์ฉบับพิมพ์และออนไลน์ การรู้เท่าทันสื่อ และการใช้สื่ออย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันภัยจากสื่อไซเบอร์

เสวนาเรื่องนวัตกรรมสื่อ

ในงานเปิดตัวโครงการ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมสื่อกับการเรียนรู้เท่าทันสื่อในห้องเรียนภาษาไทย” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและสื่อมวลชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น ดร.วสันต์ สุทธาวาศ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณฐิติวรรณ ไสวแสนยากร บรรณาธิการข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และคุณภูวสิษฏ์ สุขใส บรรณาธิการสงขลาโฟกัส

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

โครงการนี้คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนกว่า 4,500 คน ได้รับทักษะเท่าทันสื่อผ่านการเรียนรู้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในระยะยาว

มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่สามารถใช้สื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ นำไปสู่การพัฒนาทักษะชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายจัดสัมมนายกระดับเส้นทางการท่องเที่ยว สู่การเป็นจุดหมายระดับโลก

เชียงรายเปิดเวทีสัมมนายกระดับเส้นทางการท่องเที่ยว เสริมศักยภาพเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล จัดงานสัมมนาวิชาการเพื่อยกระดับเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ความพร้อมของเทศบาลนครเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี กล่าวในหัวข้อ “ความพร้อมของเทศบาลนครเชียงรายในการรองรับการท่องเที่ยว” ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เทศบาลได้มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ความร่วมมือในมิติด้านศิลปะ

อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ศิลปินเชียงราย กล่าวถึงความสำคัญของศิลปะในฐานะเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมชื่นชมเทศบาลนครเชียงรายที่ให้การสนับสนุนศิลปินอย่างเต็มที่ โดยอนาคตอาจได้เห็นโครงการสร้างสรรค์ประติมากรรมขนาดใหญ่กว่า 300 ชิ้นในเมืองเชียงราย ซึ่งจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและอาจเป็นแห่งแรกในโลก

ความพร้อมของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กล่าวว่า ท่าอากาศยานพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยปี 2019 มีผู้เดินทางผ่านสนามบินมากถึง 2.9 ล้านคน แม้ในปี 2023 จะลดลงเหลือ 1.9 ล้านคน แต่ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีสายการบินให้บริการทั้งหมด 6 สาย และยังมีแผนสนับสนุนให้เชียงรายกลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในอนาคต

แผนการท่องเที่ยวทั้ง 12 เดือน

นายสมชาย ชมภูมิน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. ได้จัดเตรียมแผนการท่องเที่ยวตลอด 12 เดือนสำหรับภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยว โปรโมชั่นพิเศษ และการประชาสัมพันธ์สถานที่ต่างๆ ที่เหมาะสมกับทุกฤดูกาล

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวชื่นชมความร่วมมือของทุกฝ่ายในการจัดสัมมนาครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำว่าเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่สามารถสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นและความงดงามทางธรรมชาติที่หลากหลาย

การบูรณาการเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาเมืองเชียงรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายพร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยงานสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสในวงการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายต่อไป

วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการสัมมนาฯ 
มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนของประเทศและจังหวัดเชียงราย เตรียมความพร้อมของเมือง ของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยว ในการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย หลังจากได้ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ระหว่างวันที่ 11 – 18 กันยายน 2567 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหาย ซึ่งในปัจจุบันได้กลับคืนสู่สภาวะเกือบเป็นปกติแล้ว และอยู่ระหว่างการฟื้นฟูสภาพพื้นและเศรษฐกิจหลังเกิดอุทกภัย โดยการผนึกกำลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยว กีฬา ผลิตภัณฑ์ชุมชน วิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายฟื้นฟูเศรษฐกิจ สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

เชียงรายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งสู่การเป็นเจ้าภาพ PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย (กรอ.จ.เชียงราย) ครั้งที่ 1/2568 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เชียงรายลุ้นเป็นเจ้าภาพ PATA 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม คือ ความคืบหน้าในการเสนอตัวของจังหวัดเชียงรายให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 ซึ่งหากได้รับการคัดเลือก จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในเวทีระดับโลก และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ยังจะได้รับประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวอีกด้วย

ปรับปรุงโครงสร้าง กรอ.เชียงราย เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่ประชุมได้มีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อกฎหมายและตำแหน่งปัจจุบันของสมาชิก ทำให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการแจ้งแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กรอ.จังหวัด และกรอ.กลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ในจังหวัดเชียงราย ระยะที่ 2 เพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์เศรษฐกิจเชียงรายล่าสุด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย โดยพบว่าเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกันยายน 2567 หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวกลับมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดกว่า 33,864.04 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนด้านจังหวัดเชียงราย ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 95,797.50 ล้านบาท

ผลักดันโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเสนอโครงการของภาคีเครือข่าย ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนการประชุมคณะกรรมการ กรอ.จ.เชียงราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ และวางแผนการดำเนินงานในอนาคต

สรุป

การประชุม กรอ.จ.เชียงราย ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยมีการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. จังหวัดเชียงรายมีแนวโน้มที่จะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน PATA DESTINATION MARKETING FORUM 2025 มากน้อยเพียงใด? การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ศักยภาพของจังหวัดในการจัดงาน ความพร้อมของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  2. การจัดงาน PATA จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? การจัดงาน PATA จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในระดับสากล ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวให้เติบโต
  3. จังหวัดเชียงรายมีแผนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างไร? จังหวัดเชียงรายมีแผนปฏิบัติการและระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  4. ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายอย่างไร? ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งภาคเอกชนจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
  5. ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้อย่างไร? ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายได้หลายช่องทาง เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน การให้ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเลือกผู้แทนที่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อนุทินสั่งรับมือพายุหม่านหยี่ เร่งฟื้นฟูน้ำท่วมแม่สาย

“มหาดไทยเตรียมพร้อมรับมือพายุหม่านหยี่ เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมแม่สาย”

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์พายุหม่านหยี่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เตรียมแผนเผชิญเหตุและแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่จะมาถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น พื้นที่ลาดเชิงเขาที่อาจเกิดดินถล่ม หรือถนนที่อาจถูกน้ำท่วมขังจนทำให้การสัญจรถูกตัดขาดได้ ทางกระทรวงได้กำชับให้มีการตั้งจุดตรวจเตือนให้กับผู้สัญจรไปมา พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังในจุดเสี่ยง พร้อมทั้งมีการเตรียมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อช่วยเคลียร์พื้นที่และซ่อมแซมถนนที่อาจได้รับความเสียหาย

การฟื้นฟูพื้นที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เสนอแนวทางการวางผังเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการสร้างฝายและเขื่อนถาวรเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและดำเนินการ

นายอนุทินระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่เกิดปัญหา โดยเฉพาะในตลาดสายลมจอย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการลุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ทำให้เกิดการอุดตันของทางน้ำ และเป็นสาเหตุให้น้ำไม่สามารถระบายได้ตามปกติ กระทรวงมหาดไทยจึงมีแผนที่จะเร่งเวนคืนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อนำไปสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมรับมือพายุหม่านหยี่

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเตรียมการรับมือพายุหม่านหยี่จะต้องเป็นไปอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับจังหวัดและท้องถิ่น ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำหลากและดินถล่มที่จะเกิดขึ้น โดยให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมความพร้อมในการระดมกำลังคนและอุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักร อุปกรณ์ และยานพาหนะที่ใช้ในการบรรเทาสาธารณภัย พร้อมทั้งเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่เกิดอุทกภัย เช่น การจัดหาถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยทันที

แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยการพัฒนาระบบระบายน้ำและการวางผังเมืองให้สามารถรองรับน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงของน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ได้วางไว้ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน และเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จากการเตรียมความพร้อมและการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลและช่วยเหลือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ โดยนายอนุทินได้ย้ำว่า การร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สมศักดิ์เผยแผนคุมเหล้า-เบียร์ปีใหม่ เน้นปลอดภัยทุกพื้นที่

“สมศักดิ์” ไฟเขียวแนวทางควบคุมแอลกอฮอล์ช่วงปีใหม่ เน้นความปลอดภัย-กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อพิจารณาแนวทางการควบคุมและกำหนดมาตรการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน พร้อมสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

แนวทางการควบคุมและส่งเสริมการขายแอลกอฮอล์ในโรงแรม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หารือในที่ประชุมคือการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องพักของโรงแรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยนายสมศักดิ์เปิดเผยว่า การอนุญาตดังกล่าวจะจำกัดเฉพาะในพื้นที่ห้องพักเท่านั้น เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ในมินิบาร์ โดยไม่ขยายการอนุญาตไปยังห้องอาหารหรือพื้นที่สาธารณะของโรงแรม การตัดสินใจนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความสะดวกแก่ผู้เข้าพักและกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน

ความเห็นเกี่ยวกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นการขออนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ โดยเฉพาะในขบวนรถเช่าเหมาลำและตู้นอนชั้น 1 คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์อาชญากรรมในอดีต ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ได้เสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับไปสรุปข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมาตรการความปลอดภัย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขบวนเช่าเหมาลำอาจได้รับการพิจารณาอนุมัติในอนาคต

มาตรการควบคุมการขายแอลกอฮอล์ช่วงเทศกาลปีใหม่

ในการเตรียมความพร้อมสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2568 คณะกรรมการได้เน้น 4 มาตรการหลักเพื่อควบคุมและลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่:

  1. ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
  2. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์
  3. ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยง โดยการตั้งด่านตรวจและการเฝ้าระวังในชุมชนต่างๆ
  4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่และการเมาแล้วขับ

นายสมศักดิ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อเข้ามามีบทบาทในการตรวจเตือนประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายการดื่มแอลกอฮอล์ และการประเมินพฤติกรรมการดื่มสุราในชุมชน

การสนับสนุนด้านสุขภาพและความปลอดภัย

ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า การประชุมครั้งนี้ได้เน้นถึงการควบคุมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มักมีการบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมในวงกว้าง

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาล และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งนี้ การออกมาตรการควบคุมการขายและการบริโภคแอลกอฮอล์ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ญี่ปุ่นขึ้นทะเบียน GI ให้ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ส่งเสริมส่งออกไทย

ข่าวดี! ญี่ปุ่นขึ้นทะเบียน GI ให้ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ส่งเสริมการส่งออกไทยสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีว่า กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้กับ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ของไทย ซึ่งนับเป็นผลไม้ไทยชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นสินค้าลำดับที่ 3 ที่ได้รับการรับรองต่อจาก ‘กาแฟดอยช้าง’ และ ‘กาแฟดอยตุง’

สับปะรดห้วยมุ่น ผลไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

‘สับปะรดห้วยมุ่น’ มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสับปะรดทั่วไป ด้วยเนื้อที่หนา นุ่ม รสชาติหวานอร่อย พร้อมทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ การขึ้นทะเบียน GI ในครั้งนี้ ยังเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของสับปะรดห้วยมุ่น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นในการเลือกบริโภคสินค้าจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ส่งเสริมการส่งออก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการมากกว่า 850 ราย ที่มีศักยภาพในการผลิตสับปะรดห้วยมุ่นได้มากกว่า 180,000 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดมากถึง 1,200 ล้านบาท การได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดโลก และยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกรไทยในการเพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

โอกาสทางการตลาดในญี่ปุ่น

นอกจากการส่งออกสับปะรดสดที่ได้รับความนิยมแล้ว ยังพบว่าตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสับปะรดแปรรูปสูง เช่น น้ำสับปะรด สับปะรดกระป๋อง และสับปะรดอบแห้ง ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญในการส่งออกสับปะรดมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากฟิลิปปินส์ คอสตาริกา และอินโดนีเซีย

ใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)

การที่ไทยได้รับการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในการลดภาษีนำเข้าสินค้าสับปะรดไปยังญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น

แผนการขยายตลาดสับปะรดห้วยมุ่น

รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้าคุณภาพและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยการสนับสนุนทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ อย่างเต็มที่

ความหวังใหม่สำหรับเกษตรกรไทย

การขึ้นทะเบียน GI ของ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพทางการค้าของไทย และเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรไทยหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก การส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีสินค้าคุณภาพสูงในตลาดโลก

สวนสับปะรดห้วยมุ่นตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 

    “ สับปะรดห้วยมุ่น ” หลายคนอาจจะได้ยินชื่อเสียงกันมาบ้างแล้วว่าเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์  มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กับของจังหวัดอื่น สวนสับปะรดห้วยมุ่นตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์  ซึ่งหมู่บ้านของเราได้ปลูกสับปะรดมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ จนถึงปัจจุบันหมู่บ้านของเราได้ขยายพื้นการปลูกสับปะรดไปรอบๆหมู่บ้านใกล้เคียงเพิ่มขึ้นมา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE