Categories
NEWS UPDATE

‘ม.พะเยา’ คว้าเหรียญทอง เวทีนานาชาติ “แม่อิงชิโบริ” ศิลปะคราฟท์สีย้อมผ้าธรรมชาติ

บพท. นำ 3 นวัตกรรมเด่นคว้ารางวัลระดับโลก ในงาน KIDE 2024 ณ ไต้หวัน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) นำโดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. พร้อมทีมผู้บริหารและนักวิจัย คัดเลือก 3 ผลงานนวัตกรรมเด่นส่งเข้าร่วมประกวดในงาน 2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE 2024) ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ธันวาคม 2567 งานนี้เป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวมนวัตกรรมกว่า 500 ผลงานจาก 30 ประเทศทั่วโลก

ผลงานนวัตกรรมจากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจาก บพท. และคว้ารางวัลทั้ง 3 ผลงาน ประกอบด้วย:

รางวัลเหรียญทอง (GOLD MEDAL): “แม่อิงชิโบริ” ศิลปะคราฟท์สีย้อมผ้าธรรมชาติ

พัฒนาโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย เอกรินทร์ ลัทธศักย์ศิริ และคณะ ผลงานนี้ผสานภูมิปัญญาล้านนาเข้ากับศาสตร์ญี่ปุ่น เกิดเป็นลวดลายอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผ่านเทคนิคการพิมพ์ลายผ้าและนวัตกรรมที่ช่วยลด Carbon Footprint โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

รางวัลเหรียญเงิน (SILVER MEDAL) และรางวัลพิเศษ (Special Award) จากประเทศโปแลนด์:

“เครื่องเพิ่มความชื้นและลดอุณหภูมิจากโอ่งมังกร”
นวัตกรรมที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างความชื้นต่ำและลดอุณหภูมิในโรงเรือน ทำให้สามารถผลิตเห็ดในและนอกฤดูกาลได้ เพิ่มผลผลิตและรายได้ของคนในชุมชน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำ

รางวัลเหรียญเงิน (SILVER MEDAL): “บ้านปลามีชีวิต”

นวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำ ออกแบบให้เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์น้ำ มีอายุการใช้งานยาวนาน ลดการซ่อมแซม และช่วยเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในชุมชน ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว

ขยายผลนวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า ความสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ชุมชน นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ยังสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ

ในปี 2568 บพท. วางแผนขยายผลนวัตกรรมเหล่านี้สู่การใช้งานจริงในชุมชน พร้อมทั้งสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถให้กับชุมชนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

งาน KIDE 2024: เวทีโชว์ศักยภาพระดับโลก

งาน KIDE 2024 เป็นเวทีนานาชาติที่รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เปิดโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ ความสำเร็จของทีมวิจัยไทยในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย แต่ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล

การคว้ารางวัลในเวทีนี้เป็นกำลังใจสำคัญสำหรับนักวิจัยและผู้พัฒนานวัตกรรมในประเทศไทยที่จะมุ่งมั่นสร้างผลงานที่มีคุณค่าและยั่งยืนต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

‘20 ปี สึนามิ’ นักวิชาการเตือน อย่าประมาท พร้อมหาแนวทางการรับมือ

นักวิชาการเตือนอย่าประมาทสึนามิ รำลึก 20 ปี มุ่งสร้างความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ จัดงานรำลึกครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ณ จังหวัดพังงา โดยมีการประชุมสัมมนางานวิจัยแผ่นดินไหวของประเทศไทย ครั้งที่ 2 เพื่อหาแนวทางเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยให้แก่ชุมชนในพื้นที่เสี่ยง

ยกระดับการเตือนภัยและความพร้อมของชุมชน

งานดังกล่าวมุ่งเน้นการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 เพื่อนำมาพัฒนาระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีการบรรยายและกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น การจำลองสถานการณ์ การซักซ้อมอพยพ และการใช้เทคโนโลยีจำลองคลื่นสึนามิ พร้อมสำรวจสถานที่สำคัญที่ได้รับผลกระทบในอดีต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างความรู้และความตระหนักแก่เยาวชนในพื้นที่ผ่านการใช้อุปกรณ์และเกมการเรียนรู้

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ระบุว่าภัยสึนามิในอนาคตยังมีโอกาสเกิดขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณรอยต่อแผ่นดินไหวอาระกันและหมู่เกาะอันดามัน ซึ่งยังไม่คลายพลังงาน การเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ระบบเตือนภัยต้องมีความรวดเร็ว สามารถรับรู้ได้ภายใน 20-30 นาที และดำเนินการอพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่จำกัด นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการสร้างที่หลบภัยแนวดิ่งในพื้นที่จำกัด เช่น เขาหลักและเกาะพีพี เพื่อรองรับผู้ประสบภัยจำนวนมาก

สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคส่วนต่างๆ

นอกจากความพยายามในประเทศ ไทยยังได้สร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการพัฒนาความปลอดภัยและการรับมือสึนามิ โดยนำมาตรการที่ได้ผลของญี่ปุ่นมาปรับใช้ เช่น การออกแบบผังเมือง การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ

ในด้านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติเรียกร้องความร่วมมือจากโรงแรมและสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง เพื่อจัดสรรพื้นที่เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว และติดตั้งป้ายนำทางให้ครอบคลุมทุกจุด

บทบาทของรัฐและการตระหนักรู้

น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าประเทศไทยยังเน้นการเยียวยาผลกระทบเป็นหลัก แต่ขาดการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การบูรณาการระบบเตือนภัย การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องภัยพิบัติในโรงเรียน และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในระดับนโยบายเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

“เราต้องออกแบบเมืองให้พร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาปรับใช้ ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณในระยะยาว” น.ส.รัชนีกร กล่าว พร้อมแนะนำให้รัฐสนับสนุนการศึกษาพื้นที่เสี่ยงและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านภัยพิบัติ

ก้าวต่อไปของการเตรียมพร้อม

ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวยังได้เสนอแนวคิดปรับปรุงการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือแทนวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ทั้งนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการซักซ้อมอพยพและการบำรุงรักษาอุปกรณ์เตือนภัยให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา

งานรำลึก 20 ปีสึนามิครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมพร้อม แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคส่วนต่างๆ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต

“อย่าประมาทกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น เราทุกคนต้องเตรียมพร้อมเสมอเพื่อความปลอดภัยของชุมชนและประเทศชาติ” ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และกระตุ้นให้ภาครัฐดำเนินการเชิงรุกในการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566-2567

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2567 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยมีผู้แทนสมาชิกสมาคมเข้าร่วมประชุม 38 องค์กร เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ สมัยที่ 13 (ปี 2567) รายงานสถานะการเงินประจำปี 2566-2567, แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมาย

การขับเคลื่อนโครงการปี 2567

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ สมัยที่ 13 มีรายละเอียดโครงการประกอบด้วย

  1. กิจกรรมสัมมนา “กระชับสัมพันธ์ SONP” ระดมสมองทิศทางการดำเนินงานปี 67 ณ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ
  2. กิจกรรม One Day Training ครั้งที่ 1: หัวข้อ “Digital Journalism in the context of Influencer Economy Business Model & Monetization”, ครั้งที่ 2: หัวข้อ “ความสำคัญของ MarTech กับอุตสาหกรรมสื่อดิจิทัล ในยุค Digital Era” ส่วนครั้งที่ 3 หัวข้อ “Navigating Change: Strategies for Survival of Online News Providers in the Evolving Media Landscape” และครั้งที่ 4 หัวข้อ: Cyber Security & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  3. โครงการอบรมเชิงปฎิบัติการผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์ ประจำปี 2567 รุ่นที่ 8 (Young Digital News Providers 2024) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
  4. โครงการประกวด รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 (Digital News Excellence Awards 2024) ณ ห้องมรกต โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่ต่อยอดจากโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์ เปิดเวทีให้นิสิต นักศึกษา ผู้เข้าอบรมในโครงการฯ ส่งผลงานเข้าประกวด ในประเภท “รางวัลผู้ผลิตข่าวรุ่นเยาว์” เพื่อเตรียมความพร้อมกับการก้าวเข้ามาทำงานในวงการข่าวดิจิทัลอย่างมืออาชีพ

การจับมือพันธมิตรด้านสื่อสารมวลชนเพื่อสังคม

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเข้าร่วมกับพันธมิตรด้านสื่อสารมวลชน จัดทำโครงการเพื่อสังคม และพันธมิตรสื่อต่างประเทศ อาทิ

  1. ร่วมเวที Media Forum กฎบัตรปารีสเรื่องจริธรรมสื่อในยุค AI และ บริบทของไทย จัดโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
  2. ร่วมเป็นกรรมการ (ร่าง) แนวปฏิบัติ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับสื่อมวลชน โดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติพร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น
  3. ร่วมประชุมความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อของไทยและกัมพูชา
  4. พบปะหารือกับทีมโฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย
  5. เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ: Cyber Booster #สร้างภูมิสู้ภัยไซเบอร์

ความท้าทายด้านเทคโนโลยี สมาคมฯ

นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมฯ กล่าวขอบคุณ “คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ สมาชิกสมาคมฯ ทุกองค์กรที่ร่วมกันขับเคลื่อน และผลักดันวิชาชีพด้านสื่อออนไลน์ จากความท้าทายด้านเทคโนโลยี สมาคมฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ด้าน เนื่องจากปัจจุบันได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงต้องมีผู้ดูแลบริหารจัดการงานสมาคมฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ อุปนายกดูแลเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านมาตรฐานวิชาชีพ ด้านพัฒนาธุรกิจ และด้านวิชาการ รวมถึงมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการบริหารสมาคมฯ ด้วย”

สำหรับการดำเนินงานของสมาคมฯ ในปี 2567 นั้น นโยบายหลักของสมาคมฯ คือ การพัฒนาให้ความรู้กับบุคลากรของสมาชิก โดยในปีนี้ได้มีความร่วมมือกับพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ หรือองค์กรเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ความรู้กับสมาชิกฯ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตคอนเทนต์ อาทิ การอบรม One Day Training ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน จัดทำโครงการเพื่อประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น โครงการ Cyber Booster #สร้างภูมิสู้ภัยไซเบอร์ สร้างความปลอดภัย เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยเหลือประชาชนให้รู้ทันภัยไซเบอร์จากมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  รายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  และ บริษัท เทลสกอร์ จำกัด ซึ่งเป็นโครงการฯ ต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป ส่วนการหารายได้ยังมีการหารือร่วมกับทาง Google พร้อมทั้งเน้นย้ำอุปนายกด้านพัฒนาธุรกิจ ระดมกรรมการตั้ง Core Team เพื่อหาแนวทางการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับสมาชิก

“ขอชื่นชมโครงการประกวด “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม” ครั้งที่ 10 มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากขึ้น รวมถึงสมาชิกสมาคมฯ ที่ส่งผลงานเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอที่ชวนติดตามตั้งแต่วินาทีแรกจนจบคลิป แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาด้านการสร้างสรรค์ของหลายสื่อสมาชิก และมียอดการรับชมที่สูง แต่ไม่ได้ลดคุณภาพของเนื้อหาการทำหน้าที่สื่อ และสุดท้ายขอขอบคุณสมาชิกทุกองค์กรที่ให้ความช่วยเหลืองานกิจกรรมสมาคมฯ มาตลอดทั้งปี”

จากนั้น ในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ที่ปรึกษา และ สมาชิกสมาคมฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งหารือให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เพื่อนำไปพัฒนา ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในปีต่อไป

การวางทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ

นายระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษา สมาคมฯ กล่าวว่า “ขอชื่นชมการทำงานของนายกฯ และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ในปีหน้าจะเป็นปีที่แนวโน้มเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีที่กระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อ ทางสมาคมฯ ควรมีการวางทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ เพื่อช่วยเหลือบุคลากรด้านสื่อที่อาจจะตกงานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ จึงขอฝากสมาคมฯ เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งองค์กร และบุคลากร”

หลักสูตรระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือบุคลากร

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษา สมาคมฯ กล่าวเสนอ “ให้จัดทำหลักสูตรระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือบุคลากรในวิชาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจสื่อ และหรือบุคคลที่ต้องการทำสำนักข่าวออนไลน์ เนื้อหาหลักสูตรต้องครบกระบวนการผลิตข่าวออนไลน์ ที่รวมถึงเรื่องการตลาด แนวทางการสร้างรายได้ แนะนำแหล่งเงินทุน รวมทั้งเรื่องของกฎหมาย จริยธรรมเข้าไปด้วย ซึ่งสมาคมฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดทำหลักสูตร”

ทางรอดของสื่อต้องเน้นการทำข่าวเชิงสืบสวน

นางสาวชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษา สมาคมฯ กล่าวว่า “ขอแบ่งปันการเข้าร่วมสัมมนาที่ประเทศเยอรมัน เรื่อง “เสรีภาพสื่อ” ซึ่งพบว่าสื่อจากหลายประเทศ ไม่ค่อยมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว ทั้งยังมีการพูดถึงเรื่อง AI และเรื่องการทำข่าวเชิงสืบสวนในยุคที่ AI เข้ามาคุกคาม โดยมองว่าทางรอดของสื่อต้องเน้นการทำข่าวเชิงสืบสวน สื่อต้องปรับตัว เนื่องจากในตลาดมีทั้ง Influencer รวมทั้ง User generated content ดังนั้นสื่อต้องทบทวนว่า คอนเทนต์ที่นำเสนอไปนั้นแตกต่างจากคนเหล่านี้หรือไม่ ทั้งเรื่องข่าวเชิงสืบสวนหรือ Solution journalism นอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่อง Fact checking และที่น่าสนใจคือเรื่อง การใช้วัฒนธรรม POP Culture ส่ง Message สื่อสารเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่”

ปัจจุบันสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ https://www.sonp.or.th/ มีสมาชิกทั้งสิ้น 50 องค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยองค์กรสื่อ และองค์กรที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการผลิตข่าวออนไลน์ โดยในปีนี้สมาคมฯ ได้เริ่มเปิดรับสมาชิกวิสามัญ ประเภท Corporate member หรือสมาชิกองค์กร อีกด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ราคากาแฟโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี เหตุภัยแล้ง-ฝนหนัก

ราคากาแฟพุ่งสูงทั่วโลก เหตุสภาพอากาศแปรปรวนในบราซิลและเวียดนาม

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 รายงานจาก Trading Economics เผยว่าราคากาแฟทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบราซิลและเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟหลักของโลก โดยเมล็ดกาแฟอาราบิก้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 75% ของการผลิตกาแฟทั่วโลก มีราคาพุ่งทะลุ $3.44 ต่อปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) เพิ่มขึ้นกว่า 80% ในปีนี้ ขณะที่กาแฟโรบัสต้าราคาสูงถึง $5,694 ต่อเมตริกตันในปลายเดือนพฤศจิกายน

สาเหตุที่ราคาเพิ่มสูง

บราซิลเผชิญภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2567 และตามด้วยฝนตกหนักในเดือนตุลาคม ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟได้รับผลกระทบอย่างมาก เวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ก็ประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

ราคากาแฟที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้แบรนด์กาแฟยักษ์ใหญ่ เช่น Nestlé และ Lavazza ต้องปรับราคาสินค้า Nestlé เปิดเผยว่าราคากาแฟสำเร็จรูปในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นถึง 15% ในปีนี้ และบริษัทต้องลดขนาดแพ็คเกจเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค ส่วน Lavazza ยืนยันว่าราคากาแฟจะยังคงอยู่ในระดับสูงจนถึงกลางปี 2568

มุมมองจากเกษตรกร

ในอีกด้านหนึ่ง Will Corby ผู้อำนวยการฝ่ายกาแฟและผลกระทบต่อสังคมจาก Pact Coffee ชี้ว่าราคากาแฟที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นโอกาสให้เกษตรกรในประเทศแหล่งผลิตได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ความนิยมที่เพิ่มขึ้น

แม้ว่าราคาจะพุ่งสูง แต่ความต้องการบริโภคกาแฟทั่วโลกยังคงเติบโต โดยเฉพาะในประเทศจีนที่การบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Fernanda Okada นักวิเคราะห์ราคากาแฟจาก S&P Global Commodity Insights คาดการณ์ว่าราคากาแฟที่สูงจะยังคงอยู่ในระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากสต็อกของผู้ผลิตและโรงคั่วกาแฟยังอยู่ในระดับต่ำ

การรับมือของแบรนด์กาแฟ

บริษัทกาแฟอย่าง Nestlé และ Lavazza พยายามรักษาความสัมพันธ์กับผู้บริโภคด้วยการไม่ปรับราคามากเกินไป อย่างไรก็ตาม ความกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้องปรับราคาขึ้นในที่สุด

แนวโน้มในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาเรื่องผลผลิตจากแหล่งปลูกหลัก เช่น บราซิลและเวียดนาม อาจส่งผลให้ราคากาแฟยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป หากสภาพอากาศไม่กลับสู่สภาวะปกติ

ราคากาแฟที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่เกษตรกรในประเทศแหล่งผลิตจะได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมกาแฟที่ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : theguardian / bbc /irishnews / LOCAL Coffee

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะท้อนความสูญเสียแชมป์ดริปกาแฟ หลังเหตุรถชนกลุ่มนักปั่นที่เชียงราย

รถชนแชมป์ดริปกาแฟเชียงราย ครอบครัวเรียกร้องความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีเหตุการณ์รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ พุ่งชนท้ายกลุ่มนักปั่นจักรยานบนถนนสายสี่แยกหนองบัวแดง-ถนนพหลโยธิน ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ทำให้ นายยศธพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี เจ้าของร้านกาแฟ ก๋างโต่งคาเฟ่ (Kang Tong Cafe – Coffee & Roaster Chiang Rai) ซึ่งเป็นแชมป์การแข่งขัน Mighty Mix Bartender and Barista Thailand 2023 และเคยคว้ารางวัลดริปกาแฟของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อปี 2564 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้แก่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต โดยคู่กรณีซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้เข้ามอบตัวในวันถัดมาและถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและชนแล้วหลบหนี

ความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทน

น.ส.โสจิลักษณ์ (ขอสงวนนามสกุล) แฟนสาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยถึงความยากลำบากที่เธอและครอบครัวต้องเผชิญหลังการสูญเสียครั้งนี้ โดยระบุว่า นายยศธพลเป็นเสาหลักของครอบครัวและเป็นผู้สร้างร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงด้วยประสบการณ์และความพยายามกว่า 7-8 ปี

“เขาเป็นคนที่เริ่มต้นจากศูนย์และมุ่งมั่นสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ร้านกาแฟของเรากำลังจะขยายกิจการสร้างโรงคั่วกาแฟ แต่ทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

นอกจากนี้ นายยศธพลยังเป็นที่รักของเพื่อนและชุมชน โดยในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เขายังนำสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับต้องมาจบชีวิตในขณะที่ออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อน ๆ

กระบวนการเจรจาที่ไม่ลงตัว

หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ดำเนินคดีกับคู่กรณีและมีการเจรจาเยียวยาหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ น.ส.โสจิลักษณ์ เปิดเผยว่า คู่กรณีเสนอจำนวนเงินเยียวยาที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องเผชิญ

“เขาเป็นถึงผู้บริหารโรงเรียน แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบที่เพียงพอ สิ่งที่เสนอมาไม่สามารถชดเชยความสูญเสียได้เลย” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

นอกจากนี้ คู่กรณีและภรรยาซึ่งเป็นครูเหมือนกัน ได้ติดต่อเจรจากับเธออีกครั้ง โดยระบุว่าหากไม่ยอมรับข้อเสนอเยียวยาในครั้งนี้ อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม

เสียงจากครอบครัวผู้เสียชีวิต

น.ส.โสจิลักษณ์ กล่าวว่า นายยศธพลเป็นคนที่มีความสามารถและนิสัยดี เขาได้รับการยกย่องในวงการกาแฟและเป็นที่รักของคนรอบข้าง

“ชีวิตของเขามีคุณค่าและสำคัญมาก เขายังอายุน้อย มีความสามารถ และเป็นที่รู้จักในวงการกาแฟ ฉันหวังว่าคู่กรณีจะคำนึงถึงชีวิตคนอื่นและแสดงความจริงใจมากกว่านี้” เธอกล่าว

ความคืบหน้าด้านการเยียวยา

น.ส.โสจิลักษณ์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 เพื่อร้องขอให้ต้นสังกัดของคู่กรณีช่วยผลักดันการเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

“จนถึงตอนนี้คู่กรณียังไม่แสดงความจริงใจหรือพยายามชดเชยในแบบที่สมเหตุสมผล แม้ว่าจะมีการติดต่อมาบ่อยขึ้น แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

ข้อคิดและบทเรียนจากเหตุการณ์

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัยและการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย การแสดงความจริงใจและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Matichon Online / ก๋างโต่งคาเฟ่ Kang tong Cafe – Coffee & roaster Chiang Rai

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายร่วมมือหลายฝ่าย หาทางป้องกันวัยรุ่นทะเลาะวิวาท

การประชุมหลายฝ่ายป้องกันปัญหากลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาท ต.แม่กรณ์ เชียงราย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผกก.สภ.เมืองเชียงราย มอบหมายให้ พ.ต.ท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารีย์ รอง ผกก.ป. สภ.เมืองเชียงราย เป็นประธานในการประชุมหลายฝ่าย เพื่อหาแนวทางป้องกันและควบคุมปัญหากลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนร่วมประชุม ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย สำนักงานสรรพสามิตจังหวัดเชียงราย ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 และผู้นำหมู่บ้านในพื้นที่

เหตุการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นต้นเดือนธันวาคม ในระหว่างงานเทศกาลที่จัดขึ้นในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ หลังจากการแสดงดนตรีเสร็จสิ้น มีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันจนทำให้มีผู้บาดเจ็บหนัก เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ได้ตรวจสอบพบว่าสาเหตุของเหตุการณ์เกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มวัยรุ่นที่มีปัญหากันมาก่อนและบังเอิญพบกันในงานเทศกาล ขณะนี้ผู้ก่อเหตุได้ติดต่อขอมอบตัว และทางตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

มาตรการจากหน่วยงานและชุมชน

  1. การจัดการด้านความปลอดภัยภายในงาน
    ตัวแทนจากผู้จัดงานชี้แจงว่า การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีจะได้รับการประทับตราที่ริสแบนด์เพื่อป้องกันการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีมาตรการคัดกรองผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด
  2. บทบาทของชุมชนในการมีส่วนร่วม
    ผู้นำชุมชนได้เสนอให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและดูแลความเรียบร้อยในช่วงที่มีการจัดกิจกรรม เพื่อช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในอนาคต
  3. มาตรการด้านการศึกษา
    นายณรงค์ คำสุขุม รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย กล่าวว่า ทาง สพม.เชียงราย ได้มีศูนย์ความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤติของนักเรียน (พสน.) เพื่อดูแลนักเรียนในช่วงที่มีกิจกรรมในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน เพื่อป้องกันปัญหาการทะเลาะวิวาท

ความร่วมมือในอนาคต

นายชวาล ผู้จัดการทั่วไปของผู้จัดงานในพื้นที่ กล่าวว่า ทางผู้จัดงานมีแผนที่จะเพิ่มการจัดงานประจำปีจาก 5-6 ครั้งต่อปี เป็น 10 ครั้งในปีหน้า และจะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การวางแผนงานจนถึงการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบการจราจรภายในงาน ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาเคลียร์พื้นที่หลังงานจบประมาณ 1-2 ชั่วโมง การมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยลดปัญหาการจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดงาน

สรุปผลการประชุม

การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และผู้จัดงาน เพื่อสร้างระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภ.เมืองเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

‘ทราวิซโก’ เร่งคืนเงินลูกค้า คาดเสร็จสิ้น ก.พ. 68

ทราวิซโก ชี้แจงข้อเท็จจริง คืนเงินลูกค้า คาดเสร็จสิ้น ก.พ. 68

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2567 บริษัท ทราวิซโก อินโนเทค จำกัด จัดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการคืนเงินรีฟันด์ให้ลูกค้าที่ยังค้างอยู่ ณ ห้องประชุมอหัสกร ทีทีซี พาร์ค ทาวเวอร์ โดยมีการชี้แจง 4 ประเด็นสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและโปร่งใส พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและคืนเงินที่เหลือให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

4 ประเด็นสำคัญ

  1. ตัวเลขยอดเงินคงค้างและผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริง

บริษัทขอยืนยันว่าข้อมูลที่สื่อได้นำเสนอเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาทนั้น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก โดยตัวเลขที่แท้จริง ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2567 นั้น มีลูกค้าได้รับผลกระทบจำนวนทั้งสิ้น 760 ท่าน และยอดเงินรวม 32,493,188.64 บาท ทั้งนี้ในระหว่างช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2567 บริษัทได้ดำเนินการทยอยคืนเงินให้ลูกค้าไปแล้วเป็นจำนวน 415 ท่าน คิดเป็นเงินโดยประมาณทั้งสิ้น 20,266,358.14 หรือประมาณ 62.4 % และยังคงเหลืออีก 345 ท่าน คิดเป็นเงินโดยประมาณทั้งสิ้น 12,226,830.50 บาท หรือประมาณ 37.6% ของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการรายงานข่าวก่อนหน้านี้

  1. บริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการจองบัตรโดยสารเครื่องบินและการชำระเงินของสายการบินแห่งหนึ่ง

บริษัทขอชี้แจงว่า บริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ที่กำลังเป็นข่าวเกี่ยวกับการจองบัตรโดยสารเครื่องบินของสายการบินแห่งหนึ่ง ซึ่งในเนื้อข่าวรายงานว่ามีผู้เสียหายหลายแสนราย ทั้งนี้อาจมีกลุ่มบุคคลพยายามเชื่อมโยงบริษัทเข้ากับประเด็นดังกล่าวหรืออาจจะเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนักซึ่งได้นำเสนอข่าวออกไปแล้วในลักษณะว่ามีความเกี่ยวข้องกัน บริษัทจึงขอยืนยันว่าข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

  1. การระงับการขายสินค้าและบริการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 บริษัทได้ระงับการขายสินค้าและบริการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาการคืนเงินให้ลูกค้าโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเปิดทำการตามปกติเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ รวมทั้งติดตามและรายงานสถานะการคืนเงินของลูกค้าแต่ละราย โดยผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามสถานะการคืนเงินได้ตามช่องทางออนไลน์ของบริษัท รวมถึงสามารถติดต่อบริษัทได้ในวันเวลาเปิดทำการตามปกติ

  1. ความคืบหน้าและแผนการคืนเงินส่วนที่เหลือ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้เร่งจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อวัตถุประสงค์ในการคืนเงินใหักับลูกค้าตามที่บริษัทได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากมีกระแสข่าวผ่านสื่อมวลชนอีกครั้งในวันที่ 2-3 ธันวาคม 2567 ที่นำเสนอข้อมูลตัวเลขความเสียหายที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของแหล่งทุนดังกล่าว ทำให้กำหนดการรับเงินทุนจากเดิมจะได้รับในวันที่ 5 ธันวาคม 2567 ต้องมีการชะลอการให้เงินทุนไว้ชั่วคราว เพื่อให้บริษัทชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อแหล่งทุนดังกล่าวต่อไป อันส่งผลให้แผนที่บริษัทจะนำเงินมาคืนลูกค้าส่วนที่เหลือนั้นต้องล่าช้าออกไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ผู้ที่ต้องการติดตามสถานะการคืนเงินสามารถตรวจสอบได้ที่ช่องทางออนไลน์ของบริษัท
  • บริษัทตั้งเป้าหมายคืนเงินให้ครบทุกกรณีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2568

บริษัทฯ ขอน้อมรับทุกคำติชมและมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอย่างเต็มความสามารถเพื่อคืนความมั่นใจแก่ลูกค้าทุกท่าน.

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ทราวิซโก อินโนเทค จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเดินหน้าโครงการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด บูรณาการ 10 หน่วยงานสำคัญ

โครงการประสานความร่วมมือฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จ.เชียงราย มุ่งขับเคลื่อนตามวาระแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารศาลแขวงเชียงราย นายกสิชล ว่องไวชล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยจัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 10 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ ศาลแขวงเชียงราย, จังหวัดเชียงราย, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงราย, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, สภาทนายความเชียงราย, และสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย

แนวทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์กฎหมาย

นายกสิชล ว่องไวชล เปิดเผยว่า โครงการนี้สอดคล้องกับคำแนะนำและนโยบายของประธานศาลฎีกา ที่มุ่งเน้นให้กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เสพยา รวมถึงการคืนคนดีสู่สังคม

การบูรณาการในครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานปกครองและหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดตามวาระแห่งชาติ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานในลักษณะองค์รวม ทั้งการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟู รวมถึงการสร้างโอกาสในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้เสพยา

เนื้อหาของ MOU และบทบาทของหน่วยงาน

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ระบุแนวทางและบทบาทที่ชัดเจน เช่น

  1. ศาลแขวงเชียงราย: ดูแลกระบวนการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับแนวทางการบำบัด
  2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย: สนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรทางการแพทย์
  3. ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย: ปฏิบัติงานสืบสวนและควบคุมการกระทำผิดที่เกี่ยวข้อง
  4. สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงราย: ติดตามผลการบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยา
  5. เทศบาลนครเชียงรายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: สนับสนุนงบประมาณและการพัฒนาชุมชน

การขับเคลื่อนปัญหายาเสพติดตามวาระแห่งชาติ

การแก้ไขปัญหายาเสพติดถือเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยการจัดโครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานเชิงรุกที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคมให้ปลอดภัยและยั่งยืน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ความร่วมมือของทุกหน่วยงานในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่การลดปัญหายาเสพติดในจังหวัดเชียงราย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูที่เน้นการคืนคนดีสู่สังคม

หนึ่งในแนวทางที่สำคัญของโครงการคือการนำผู้เสพและผู้ติดยาเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสม โดยเน้นการประเมินสภาพจิตใจ การให้คำปรึกษา และการสร้างทักษะชีวิตที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

ผลคาดหวังจากการดำเนินโครงการ

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ แต่ยังเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ๆ ในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ

ประชาชนสามารถติดตามผลการดำเนินงานของโครงการได้ที่ศาลแขวงเชียงราย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การลดปัญหายาเสพติดในจังหวัดเชียงรายและประเทศไทยโดยรวม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

อสังหาฯ ไทยรับมือสังคมสูงวัย เน้นที่อยู่อาศัยตอบโจทย์

การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยปี 2567

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 รายงานข่าวจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นจาก 6.8% ในปี 2537 เป็น 20% ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.89% อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน

สถานการณ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

ปี 2567 พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั้งหมด 916 โครงการ แบ่งเป็นเนอร์สซิ่งโฮม 832 โครงการ และที่อยู่อาศัยทั่วไป 84 โครงการ โดยพื้นที่ที่มีโครงการมากที่สุดอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 516 โครงการ นอกจากนี้ อัตราการเข้าพักในเนอร์สซิ่งโฮมเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 70.91% โดยจังหวัดชลบุรีมีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 76.95% ตามมาด้วยนครราชสีมา 73.71% และเชียงใหม่ 73.07%

ในส่วนของที่อยู่อาศัย อัตราการเข้าพักในจังหวัดสมุทรปราการอยู่ที่ 70.91% และกรุงเทพฯ อยู่ที่ 75.64% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เขตเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ

ราคาค่าเช่าและการเข้าถึงบริการ

ผลสำรวจระบุว่าค่าเช่าเนอร์สซิ่งโฮมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มภาครัฐและมูลนิธิอยู่ในช่วง 15,001-20,000 บาท ขณะที่กลุ่มเอกชนมีค่าเช่าสูงถึง 30,001-50,000 บาท ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยของภาครัฐมีค่าเช่าเฉลี่ยต่ำกว่า 10,000 บาท โดยกลุ่มเอกชนมีค่าเช่าที่นิยมอยู่ในช่วง 30,001-50,000 บาท

รายได้และการพัฒนากลไกสนับสนุน

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากบุตร 35.7% รองลงมาคือรายได้จากการทำงาน เบี้ยยังชีพ และบำนาญ ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เช่น สินเชื่อเพื่อที่พักอาศัยแบบเช่าระยะยาว การซื้อสิทธิ์การอยู่อาศัย และโครงการขายหรือเช่าในราคาที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มรายได้ปานกลางถึงต่ำ

มุมมองอนาคต

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้พัฒนาสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจะช่วยผลักดันการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

ข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเน้นการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการที่หลากหลายของประชากรกลุ่มนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สุริยะเปิดถนนใหม่เชื่อมโครงการหลวง หนุนเศรษฐกิจชุมชน

“สุริยะ” เปิดโครงการพัฒนาถนนเชื่อมโครงการหลวง อำนวยความสะดวกประชาชนและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินโครงการปรับปรุงและก่อสร้างถนนในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง บรรเทาความเดือดร้อนด้านการเดินทาง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

โครงการที่สำเร็จล่าสุดคือถนนสาย แยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว (ช่วงที่ 1) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยโป่ง และ อุทยานแห่งชาติขุนแจ

รายละเอียดโครงการ

โครงการดังกล่าวมีระยะทางรวม 19.800 กิโลเมตร และใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 84.090 ล้านบาท โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง:

  1. ช่วงที่ 1: อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้
  2. ช่วงที่ 2: อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 118 (กม. 76+100) ผ่านจุดสำคัญหลายแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำดอยงู, บ้านทุ่งยาว, บ้านห้วยทราย, บ้านปางมะกาด, บ้านห้วยคุณพระ, และ บ้านขุนลาว ก่อนจะกลับมาบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 118 อีกครั้งที่ กม. 54+100

รูปแบบการก่อสร้าง

  • ผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต กว้าง 5 เมตร
  • ผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 4 เมตร
  • ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 แห่ง
  • ติดตั้งระบบระบายน้ำ เครื่องหมายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย

สำหรับถนนสาย แยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว (ช่วงที่ 2) ซึ่งมีระยะทาง 16.875 กิโลเมตร ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปลายปี 2566

วัตถุประสงค์และประโยชน์ของโครงการ

นายสุริยะ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการสนับสนุนงานโครงการหลวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการ:

  1. สนับสนุนคุณภาพชีวิตของประชาชน
    • ช่วยให้การเดินทางในพื้นที่โครงการหลวงสะดวกและปลอดภัย
    • ลดอุปสรรคในการเดินทางเข้าไปปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และประชาชน
  2. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน
    • สนับสนุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผัก, ผลไม้เมืองหนาว, ใบชา, และเมล็ดกาแฟ
    • ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่
  3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
    • พัฒนาพื้นที่รอบ อุทยานแห่งชาติขุนแจ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว
    • ยกระดับมาตรฐานเส้นทางให้เหมาะกับการเดินทางทุกฤดูกาล

เสียงสะท้อนจากกรมทางหลวงชนบท

นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ห่างไกล ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

บทสรุป

โครงการพัฒนาถนนสายแยก ทล.118 – บ้านทุ่งยาว ไม่เพียงแต่สนับสนุนงานของมูลนิธิโครงการหลวง แต่ยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนแจ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกระทรวงคมนาคมที่ได้มีส่วนช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนในพื้นที่.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวงชนบท (ทช.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE