Categories
FEATURED NEWS

“โครงการอสรพิษวิทยา ภาคเหนือ” ครั้งที่ 1 โดย Nick Wildlife และชมรมอสรพิษวิทยา

 

เมื่อวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงู และลดความขัดแย้งที่มีระหว่างคนกับงูใน “โครงการฝึกอบรมอสรพิษวิทยา ภาคเหนือ” ครั้งที่ 1 โดย Nick Wildlife และชมรมอสรพิษวิทยา และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกคับคั่ง

คุณนิรุทธ์ ชมงาม (Nick Wildlife) และผู้ก่อตั้งชมรมอสรพิษวิทยา กล่าวว่า “ปัจจุบันทีมอสรพิษวิทยาทําหน้าที่ในการที่สร้าง แล้วก็แบ่งปันความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ในที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ซึ่งเรามีเครือข่ายที่ทําหน้าที่ในเรื่องของการลดความขัดแย้งระหว่างงูกับคน คือปกติแล้วจะมีพวกเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เขาทํางานกันอยู่ สิ่งที่เราทำก็คือว่าเราเอาความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับงูเข้าไปเพิ่มศักยภาพ ติดอาวุธให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้สามารถทํางานได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง รวมไปถึงต้องปลอดภัยทั้งคนและสัตว์ด้วย

ผู้เข้าอบรมในครั้งนี้ จะเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปที่สมัครกันเข้ามา มีหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น กู้ภัย ตํารวจ เจ้าหน้าที่ หรือแม้กระทั่งนักข่าว โดยแต่ละท่านได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับงู และอยากได้ความรู้เพิ่มเติม ซึ่งการที่เข้ามาอบรม ไม่ใช่เพื่อมาจับงูอย่างเดียว บางคนอยากได้ความรู้ บางคนอยากรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเจองู หรือบางคนที่อยากรู้ว่าถ้าตัวเองกลัวงูต้องทำอย่างไรจึงจะหายกลัวได้

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาอบรมอีกกลุ่มนึง จะเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ก็จะมีประสบการณ์การทำงานในระดับนึงอยู่แล้ว แต่ที่เราไปเสริมให้เป็นความรู้ด้านงูโดยเฉพาะ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ถนัด ดังนั้นทางทีมอสรพิษวิทยา จึงได้แบ่งปันองค์ความรู้นี้ ไปให้กับผู้คนหลาย ๆ อาชีพ”

โดย “โครงการฝึกอบรมอสรพิษวิทยา ภาคเหนือ” ครั้งที่ 1 ” ในครั้งนี้ คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์ และคุณกีรติ ชุติชัย ผู้สื่อข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้เข้าร่วมอบรมด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงูในการนำเสนอข่าว และช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนกับงูที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและใกล้เคียง

สำหรับเนื้อหาใน “โครงการฝึกอบรมอสรพิษวิทยา ภาคเหนือ” ครั้งที่ 1 ประกอบไปด้วยการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี ทั้ง ชนิดและสายพันธุ์ของงู, งูคู่แฝดคู่เหมือนที่คนมักเข้าใจผิด, ลักษณะเกล็ดรวมถึงการจำแนกคราบงู, ความอันตรายของพิษงู, การเปรียบเทียบความรุนแรงของพิษงูและการนำไปใช้ประโยชน์, งูที่มีความสำคัญทางการแพทย์ของประเทศไทย และรายชื่องูที่อยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี พ.ศ.2562 ส่วนการเรียนรู้ในภาคปฏิบัติ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ตามฐานต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้และศึกษาวิธีการจับงูอย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัยทั้งคนและงู รวมไปถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับบาดเจ็บจากการถูกงูกัด

โดยการอบรมในครั้งต่อไป คุณนิรุทธ์ ชมงาม (Nick Wildlife) และผู้ก่อตั้งชมรมอสรพิษวิทยา กล่าวว่า คาดการณ์กันไว้ว่าจะจัดอบรมในโซนภาคอีสาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องดูตามความเหมาะสมของทุกพื้นที่ บางทีอาจจะต้องดูเรื่องของความเดือดร้อนเป็นหลักก่อน ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Nick Wildlife และ Facebook : อสรพิษวิทยา

***หมายเหตุ : การอบรมในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ห้ามลอกเลียนแบบ คนและสัตว์ทุกตัวปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ***

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

อ.แม่จัน พบการลักลอบตัดไม้ ของกลางไม้ท่อนและไม้แปรรูป

 

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ จาก กองร้อยทหารพรานที่ 3108 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมาย บริเวณ พื้นที่เขตป่าสงวน บ้านจะกอนะ หมู่ 19 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

 

 ตรวจพบการลักลอบตัดไม้กระยาเลย ถูกตัดเป็นท่อน จำนวน 7 ท่อน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5 เมตร และไม้แปรรูปจำนวน 13 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตรประมาณ 7 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายภาครัฐ จำนวน 70,000 บาท

 

 

จากการตรวจสอบบริเวณพื้นที่โดยรอบไม่พบผู้กระทำผิด หน่วยจึงได้ประสานหน่วยป้องกันรักษาป่าเชียงราย 2 (แม่จัน), ผู้นำชุมชน เข้าตรวจสอบ และได้แจ้งไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย และไม่ให้ใช้ประโยชน์ไม้ดังกล่าว โดยให้ทิ้งไว้ให้ผุพังตามกาลเวลา หน่วยจะติดตามเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าวต่อไป.
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน “ตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2567”

 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน “ตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2567” ภายใต้ชื่องาน “เบิกฟ้าพญามังกร ร่ำรวยบารมี สุขีนิรันดร์” ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร


ในการนี้ ทอดพระเนตรร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา ที่ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าภายในงาน โดยมีนางภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา เฝ้าฯ รับเสด็จโอกาสนี้ ทรงผัดหมี่มงคล ปีมังกรทอง ณ บริเวณร้านภัทรพัฒน์ เพื่อพระราชทานเป็นสิริมงคลแก่งาน โดยทรงใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ในการปรุง และมีเชฟจากร้านจกโต๊ะเดียว เยาวราช เป็นผู้ถวายงาน
 

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ คือหนึ่งในพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาปลูกในพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างพื้นที่ป่ารวมถึงบรรเทาปัญหาป่าเสื่อมโทรมและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎร ขณะเดียวกันคนไทยจะได้มีน้ำมันคุณภาพสำหรับการบริโภคอีกด้วย
 

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้ชื่อว่าเป็น “น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก” มีโอเมก้า 3 6 9 ปราศจากไขมันทรานส์ อีกทั้งช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และทนความร้อนได้สูงถึง 252 องศาเซลเซียส จึงสามารถใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายประเภท
 

งาน “ตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2567” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ณ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ทรู ดิจิทัล ปลุกองค์กรธุรกิจ ยกระดับรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

 

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ภัยไซเบอร์ที่คุกคามองค์กรธุรกิจในปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกทั้งมูลค่าความเสียหายต่อธุรกิจและระบบเศรษฐกิจทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายและการหยุดชะงักของธุรกิจจากการถูกโจมตีระบบและข้อมูลสำคัญ ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ หนึ่งในธุรกิจของ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ผู้ให้บริการดิจิทัลครบวงจรในกลุ่มทรู ผู้นำโทรคมนาคม-เทคโนโลยี เดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งเสริมความยั่งยืนในการทรานสฟอร์มธุรกิจ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด  ควบคู่กับความปลอดภัยขั้นสูง ชูจุดแข็งระบบบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และ ML (Machine Learning) สามารถตรวจจับความผิดปกติและตอบสนองการโจมตีได้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์  พร้อมกระบวนการด้านความปลอดภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล และทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมบริการด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security Operation Center – SOC)  Managed Security Services บริการ Outsource การบริหารจัดการระบบความปลอดภัยไซเบอร์ และบริการให้คำปรึกษาด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ อาทิ การประเมินความเสี่ยง การปกป้องข้อมูลรั่วไหล และปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และบริการค้นหาช่องโหว่และจุดอ่อนของระบบ เพื่อสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งให้องค์กรธุรกิจทุกขนาด ในทุกอุตสาหกรรม สามารถรับมือกับภัยไซเบอร์และการโจมตีระบบบนโลกดิจิทัลทุกรูปแบบ พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ บนพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

 

นางฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ หัวหน้าสายงานด้านความปลอดภัยระบบข้อมูลสารสนเทศ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การทรานสฟอร์มและปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายในการรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในปี 2566 ที่ผ่านมา สถิติภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ของประเทศไทยมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกถึงเท่าตัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ของการโจมตี รองมาคือ หน่วยงานราชการ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ยังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของการโจมตี เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของธุรกิจ SMEs ยังไม่เพียงพอ รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้ปัจจุบัน SMEs มีความเสี่ยงที่จะเผชิญภัยคุกคามไซเบอร์สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ถึง 3 เท่า

 

แนะธุรกิจทุกขนาดปรับกลยุทธ์ด้านความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์

นางฐิติรัตน์ กล่าวว่า  ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ หนึ่งในธุรกิจของทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Empowering Digital Equity” มุ่งสร้างความเท่าเทียมให้คนไทยและภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีได้ง่าย เหมาะสมและคุ้มค่า ตอบโจทย์ตรงความต้องการและได้ประโยชน์มากขึ้น บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่มีระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง เพื่อรองรับการทรานสฟอร์มธุรกิจ (Business Transformation) ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการใช้เทคโนโลยีระบบปฏิบัติการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการเก็บข้อมูลสำคัญในระบบดิจิทัล เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น อาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกโจมตีระบบหรือโจรกรรมข้อมูล อีกทั้งผู้โจมตียังมีความสามารถในการคิดค้นและใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยให้ความสำคัญใน 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ และสร้างความตื่นตัวต่อภัยไซเบอร์ให้แก่บุคลากรทุกระดับ 2) การปรับเปลี่ยนระบบความปลอดภัยในกระบวนการและระบบต่างๆ ขององค์กร และ3) การลงทุนในเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มค่าในการจัดการความเสี่ยงจากภัยคุกคาม  ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อธุรกิจ ทั้งความเสียหายด้านการเงิน สูญเสียโอกาสทางการตลาดจากธุรกิจที่สะดุดหรือไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ รวมถึงความน่าเชื่อถือขององค์กร

 

เสริมเกราะป้องกันภัยคุกคาม ด้วยระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหนือกว่า

ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ซิเคียวริตี้  เดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งมอบบริการระดับมืออาชีพ ให้ทุกองค์กรมั่นใจได้มากกว่า ด้วยหลากหลายจุดเด่น ดังนี้

  • ขับเคลื่อนระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยเทคโนโลยี ML และ AI เพิ่มขีดความสามารถในการคาดการณ์การโจมตีระบบบนโลกไซเบอร์ ทั้งการตรวจจับความผิดปกติ วิเคราะห์ แจ้งปัญหาได้แบบเรียลไทม์ และเชื่อมโยงกับระบบอัตโนมัติ ทำให้ตอบสนองต่อการโจมตี ตัดกระบวนการโจมตีได้อย่างทันท่วงที
  • การันตีมาตรฐานสากลในการให้บริการแบบ Secure Digital Transformation and Operation อาทิ ระบบความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO 27001
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองชั้นนำระดับโลก อาทิ CISSP, CISM, GIAC, OSCP เป็นต้น ช่วยดูแลความปลอดภัยให้ธุรกิจต่อเนื่องทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรชั้นนำ ในการพัฒนาบริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนร่วมกันผลักดันการสร้างความตระหนัก และเสริมสร้างองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ

 

ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ บริการครบวงจร ตอบโจทย์ทุกขนาดธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม

ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความซับซ้อนในการพัฒนาระบบ รวมถึงการลงทุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ จึงพัฒนาโซลูชันและบริการที่สามารถตอบโจทย์และเติมเต็มความต้องการขององค์กรธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ในทุกอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือและตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที

  • Security Operations Center (SOC) ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังด้านความมั่นคงปลอดภัย ให้บริการที่เหนือกว่าด้วย Next Generation SOC ใช้เทคโนโลยี AI และ ML ช่วยจัดการภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจจับภัยคุกคาม ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและรับมือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2013
  • Managed Security Services บริการ Outsource เพื่อการบริหารจัดการระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ที่ช่วยให้องค์กรทุกขนาดมีระบบความปลอดภัยไซเบอร์ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและ การลงทุนในระบบความปลอดภัย
  • Governance Risk and Consulting บริการให้คำแนะนำปรึกษาด้านการประเมินความเสี่ยง บริหารระบบความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO 27001
  • Offensive Cybersecurity บริการทดสอบเจาะระบบ และค้นหาช่องโหว่ ในการเข้าถึงระบบต่างๆ รวมถึงจำลองเหตุการณ์การโจมตีในระบบเพื่อค้นหาจุดอ่อนในการเข้าถึงระบบ
  • PDPA and Data Protection บริการให้คำปรึกษาในการปกป้องข้อมูลรั่วไหล และปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจใช้บริการ “ทรู ดิจิทัล ไซเบอร์ซิเคียวริตี้” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.truedigital.com/cybersecurity

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“เศรษฐา” ชูไทยจุดหมายนักมวยทั่วโลก กองทุน ววน. ยกระดับเป็นเฟสติวัลมวยไทย

 

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 67 นายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีว่าการ 4 กระทรวง ร่วมงาน “มหัศจรรย์วันมวยไทย ดังไกลสู่ชาวโลก” ที่อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการมวยไทย ผลงานจากกองทุน ววน.มุ่งหวังไทยเป็นจุดหมายของนักมวยจากทุกมุมโลก

 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน “มหัศจรรย์ วันมวยไทย ดังไกลสู่ ชาวโลก ประจำปี 2567” (Amazing Muay Thai World Festival 2024) จัดโดย กองทัพบก ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา เพื่อส่งเสริมกีฬามวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ณ อุทยานราชภักดิ์ อําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ พร้อมส่งเสริมกีฬามวยไทย พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากล มุ่งให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬามวยไทยของโลก โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติร่วมงาน

 

นายเศรษฐา ทวีสิน โพสต์ถึงงานวันมวยไทยว่า “วันนี้เรากำลังทำให้มวยไทยเป็นมรดกของโลก ซึ่งต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เรามีงาน WBC Amazing Muay Thai ที่รวมนักมวยกว่า 60 ประเทศ ความยิ่งใหญ่ที่เราร่วมกันถ่ายทอด และความงดงามของการไหว้ครูมวย ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักมวยจากทุกมุมโลก ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องเดินทางมาร่วมไหว้ครูมวยที่นี่ครับ”

 

ด้าน ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว.ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรีถึงการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมมวยไทย ให้เป็น SOFT POWER ที่ทรงพลังสู่สากล ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง นับตั้งแต่ปี 2558-2567 โดยในช่วงปี 2558-2560 เป็นงบประมาณจากทุนวิจัยมุ่งเป้า โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และในช่วงปี 2563- ปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ทั้งนี้เป็นการสนับสนุนการวิจัยด้าน Soft Power Mauy Thai อย่างต่อเนื่องสู่สากล

 

 

การวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการพลัง SOFT POWER (5F)  และธุรกิจเชื่อมโยงเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มวยไทยสู่การจัดการเทศกาลมวยไทย (MauyThai Festival) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งออกวัฒนธรรมสู่สากล  เป็นการศึกษาเพื่อยกระดับ อีเว้นท์มวยไทย สู่การเป็น เฟสติวัลมวยไทย (Muay Thai Festival) ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนจากฐานความรู้เดิมได้แก่ 1. ฐานข้อมูลค่ายมวย องค์ประกอบและปัจจัยสำเร็จของธุรกิจค่ายมวย 2. เครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้มวยสุวรรณภูมิ (มวยไทย มวยพม่า มวยเขมร และมวยลาว) 3. องค์ความรู้การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยใช้ศิลปะการต่อสู้มวยไทยบูรณาการวิถีไทย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4. ต้นแบบการบูรณาการการจัดกีฬาเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะในโรงแรม (WellHotel) โดยใช้โมเดลกีฬามวยไทยบูรณาการวิถีไทย 5.การจัดอีเว้นท์กีฬามวยไทยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 6. การท่องเที่ยว Pre–event และ Post-event เชิงสร้างสรรค์เพื่อชดเชยคาร์บอนเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬา สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ 7. ต้นแบบเทคโนโลยีจักรวาลนฤมิตร มวยไทยเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจค่ายมวยสู่การส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผศ.สุภาวดี กล่าวเสริม

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ประชุมพะเยาวิจัยปี 2567 อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย

 

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 มหาวิทยาลัยพะเยาจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัย ครั้งที่ 13 ขึ้น ในวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 ภายใต้หัวข้อ “Frontier area-based research for sustainable development goals” ซึ่งเป็นเวทีทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายระดับชาติ พัฒนาศักยภาพของนักวิจัย และสถาบันการศึกษาของไทย ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการการนําเสนอผลงานวิจัย นิทรรศการ และกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือ Section: “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ได้มีเวทีการเสวนา “อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย” รวมทั้งการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทางและแนวโน้มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” และ “การส่งเสริมสุขภาพและการเที่ยวไทย” นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ “การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอุทยานแห่งชาติและการส่งเสริมใช้แอพพลิเคชั่น ZERO CARBON” ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานโดยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานกล่าวเปิดงานการประชุมวิชาการพะเยาวิจัย โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ร่วมเปิดงานซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 13 ในวันที่ 25 มกราคม 2567 ณ อาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

สำหรับการเสวนา “อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย” ประกอบด้วยผู้ร่วมเสวนา 5 ท่าน คือ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้อำนวยการแผนงานท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ บพข. นายคมกริช เศรษฐบุบผา ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ในฐานะผู้แทนอธิบดีกรมอุทยานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นางสาวภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และ Mr.James Andrew Moore ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WAVE BCG Co., Ltd.

 

 

 

 

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช กล่าวถึงความเป็นมาของ บพข. ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มในการส่งเสริมแนวคิดการวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดย แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ได้จำลองแบบ net zero pathways ในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากว่ากว่าด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยนวัตกรรมของเราได้รับ งบประมาณจากรัฐบาลมาต่อเนื่องให้เราทำงานวิจัย โดยเราจะออกแบบแผนงานที่เป็น Marketing CNT ในปี 2567  ทำร่วมกับกับ TEATA และตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เข้ามาในเมืองไทยเพื่อที่จะเตรียมความพร้อมการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง จะให้พำนัก 10 ขึ้นไป โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 5000 บาท  มีหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่าย เราทำการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเราทำเรื่องของงานเชิงนโยบาย นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ต้องจัดการการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพด้วย  และในปลายปี 2568 -270 เราจะมี Net Zero pathways ออกมาให้พี่น้องชาวไทย เราสามารถที่จะบริการจัดภาคการท่องเที่ยว และนำไปสู่ Net Zero pathways เป็นลักษณะของการให้การทดลองการท่องเที่ยวต่างๆในโปรแกรม

 

 ด้าน รศ. ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน กล่าวว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น คือมาจากปัญหาโลกร้อนและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนร่วมถึงภาคการท่องเที่ยว แล้วภาคการท่องเที่ยวได้มองถึงการแก้ไขปัญหาหรือเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยมีประเด็นดังนี้ 1.ตัวกลางวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ 2.หลังจากที่ทราบตัวเลขแล้ว ควรจะมีมาตรการหรือแนวทางลดให้มากที่สุด 3.ชดเชย 4.ทุกภาคส่วนทุกฝ่ายต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

 

 

สำหรับคุณคมกริช เศรษฐบุบผา เผยถึง ในฐานะตัวแทนของทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีนโยบายเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ คือหน่วยงานมีวิสัยทัศน์เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี 2569 และมีภารกิจงานด้านอนุรักษ์วิจัย งานด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ งานมีส่วนร่วม และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว และมียุทธศาสตร์ ประเด็นที่ 18 การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

 

ด้าน คุณภคมน สุภาพพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกมีแอพพลิเคชั่น Zero Carbon ที่เกิดจาก ความร่วมมือกับ บพข. ซึ่งต้องบอกว่า ประโยชน์ของแอพพลิเคชันของทาง อบก. เขาเห็นถึงการท่องเที่ยวที่มีการจัดการก๊าซเรือนกระจก 1.การเดินทางของผู้ร่วมงาน 2.ที่พัก 3.อาหาร  4.ของเสีย ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถบอกเลขได้ เมื่อนำไปทดลอง พบว่า ชุมชนสามารถใช้ได้ และนอกจากนี้เด็กมัธยมต้นก็สามารถใช้แอพนี้ได้และใช้โดยไม่ใช้เงินอะไรเลย ในอนาคตเรามีการพัฒนาแอพที่ดี เราจะตัดระบบผู้ทวนสอบ  เพื่อให้งานนั้นหรือว่าการท่องเที่ยวนั้น โดยสามารถที่จะซื้อคาร์บอนในระบบได้เช่นเดียวกัน

 

ในด้านของภาคเอกชน คุณเจมส์ แอนดริว มอร์ กล่าวว่า บริษัท เวฟบีซีจี จำกัด ของเราเป็นบริษัทมหาชน เรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมาก เราเป็นผู้สนับสนุน ในการที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน ในการเป็น Net Zero และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้ ที่ปรึกษาในการประเมิน และเมื่อประเทศมีการตั้งเป้าหมายแล้วจึงส่งผลต่อภาคเอกชน ทำให้ภาคเอกชนมีการตั้งเป้า เพราะเรื่องนี้เป็นการแข่งขันในภาคเอกชน เช่น ณ วันนี้ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ส่งออกสินค้าไปเข้ายุโรป เราจะต้องจ่ายภาษีคาร์บอนแพงกว่าคู่แข่งที่ยุโรป ดังนั้นความสามมารถในการแข่งขันส่งออกเราจะลดลงเรื่อย ๆ และ CBAM ที่เป็นภาษีคาร์บอนของยุโรป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 14,700 ล้านบาท ถ้าเราไม่มีการปรับตัว

สำหรับโซนนิทรรศการ “การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอุทยานแห่งชาติและการส่งเสริมใช้แอพพลิเคชั่น ZERO CARBON” และการนำเสนอผลงานวิชาการรูปแบบ Oral Presentation แบบ Onsite ใน Section“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ครั้งที่ 1” มีผู้นำเสนอผลงานวิชาการเป็นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากอุทยานฯ 12 แห่ง และนักวิชาการ รวมจำนวน 15 ผลงาน ตลอดจนการประกวดผลงานสร้างสรรค์แบบออนไลน์ ประเภทภาพถ่ายและคลิปวีดีโอนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีผู้ร่วมส่งผลงานจำนวน 48 ราย โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้นำแอพพลิเคชั่น ZERO CARBON มาใช้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการการจัดการประชุมและกิจกรรม  ซึ่งมีปริมาณ 14.90 ตันคาร์บอนฯ และได้ชดเชยคาร์บอน เป็นจำนวน 2,700 บาท สำหรับผู้ร่วมงานในครั้งนี้แล้วจำนวน 200 คน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานวิจัยการยกระดับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ภาคเหนือมุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมี ผศ.ดร.สุขทัย พงศ์พัฒนศิริ สังกัดมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการอุดหนุนทุนวิจัยจาก  แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  (บพข.) กองทุน ววน. ซึ่งมีพื้นที่วิจัยหลัก คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และเครือข่ายอุทยานแห่งชาติสีเขียวอีก 9 แห่งของภาคเหนือ ในปี พ.ศ. 2566 โดยงานวิจัยนี้คาดว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) นั้น จะเป็น Mega trend ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยและพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวมูลค่าสูง และจากการติดตามร่องรอยทางนิเวศของนักท่องเที่ยว (Tracking Survey) พบว่า ค่าใช้สอยในการท่องเที่ยวเป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 2,921 บาท/วัน ซึ่งจะกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจที่พักรองรับนักท่องเที่ยวโดยรอบอุทยานฯ จำนวน  144 แห่ง และจากการสร้างความร่วมมือเครือข่ายผู้ประกอบการ 63 แห่ง ที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบ CNT นำร่องแคมเปญการเตรียมตัวแบบการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนสุทธิ์เป็นศูนย์มีเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนจากเดินทางท่องเที่ยว ลดการใช้ไฟฟ้าในที่พัก คัดแยกขยะ ลดการใช้การเกิด และทำการชดเชย โดยคำนวณจากแอพพลิเคชั่น ZERO CARBON คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่จะร่วมกิจกรรมนี้ 1,560 คน/ปี เป็นรายได้เพิ่มขึ้น 1,760,000 บาท/ปี จากผู้ประกอบการที่พัก 9 แห่ง

 

ทั้งนี้อุทยานฯ และผู้ประกอบการร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)  โดยการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิล การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองและการผลิตปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์  32 แห่ง คิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 4.9 tCO2eq โดยในอนาคตอุทยานฯ ต้องยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 ตามการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ Nationally Determined Contributions (NDCs) ของประเทศ โดยในงานวิจัยได้คาดการณ์จากแนวโน้มในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ 3 อุทยานฯ ร้อยละ 4 ต่อปี จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของการให้บริการของอุทยานฯจำนวน 4,898 kWh  เชื้อเพลิง 5,102 ลิตร 5.1 ตัน การใช้น้ำ 1,087 ลบ.ม. คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง 60 tCO2eq/ปี ซึ่งคิดเป็นเงินต้นทุนที่ลด 229,125 บาท/ปี ในส่วนของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สำนักงานอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีการใช้ผลิตภัณฑ์ในบัญชีตะกร้าเขียว ฉลากเขียว ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้น  ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  ฉลากประสิทธิภาพสูงและวัสดุธรรมชาติสูงถึง  45.28 เปอร์เซ็นต์  

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมในการรองรับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) เมื่อนักท่องเที่ยวมาใช้บริการจะทำให้เป็นท่องเที่ยวที่เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติต่ำ อีกทั้งในอนาคตจะมีการสื่อสารและเรียนรู้ผ่านคู่มือการท่องเที่ยว Green Travel Plans (GTPs) สำหรับท่านที่จองบ้านพักภายในอุทยานฯและและที่พักชุมชนในเครือข่ายเพื่อการเตรียมตัวมา “ท่องเที่ยวกลุ่มอุทยานแห่งชาติสีเขียวสไตล์คาร์บอนเป็นศูนย์” และ การเป็นองค์ชั้นนำในการบริการการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของกรมอุทยานฯ ก้าวสู่ Net Zero Pathway และ Climate-Smart National Park

 

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษใน 2 เรื่องสำคัญคือ “ทิศทางและแนวโน้มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ“การส่งเสริมสุขภาพและการเที่ยวไทย” โดย นายณัฐพงศ์ โพธิ์วัฒนะชัย ตัวแทนสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

ทั้งนี้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการ แข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” พร้อมส่งเสริม ความร่วมมือเพื่อผลิตกําลังคนระดับสูงเฉพาะทาง และความร่วมมือในด้านการวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรมกับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคคลหรือหน่วยงานในต่างประเทศต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เจาะเบื้องหลังงานบริการ TrueSphere “สุจิตรา อมิตรพ่าย”

 

[Eng below]

ท่ามกลางกระแสธารและการไหลบ่าของเทคโนโลยี การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ภาคธุรกิจทุ่มสรรพกำลังเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าอย่างดีที่สุด แต่กระนั้น ความต้องการลูกค้ายังประกอบด้วยมิติด้านอารมณ์ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถแทนที่ได้

 

True Blog ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับ สุจิตรา อมิตรพ่าย หัวหน้าฝ่ายงานบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการทรูสเฟียร์และแบรนด์ดิ้งช็อป บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบงานบริการเหนือระดับที่ลูกค้าทุกท่านสามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกแบบใจถึงใจ ที่มาพร้อมกับความแม่นยำด้านข้อมูล

 

ยึดถือความต้องการลูกค้าเป็นตัวตั้ง

 

สุจิตรา เรียกได้ว่าเป็น “ลูกหม้อ” ของ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่แท้จริง เริ่มต้นจากตำแหน่งจูเนียร์ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบงานขายสื่อโฆษณาทั้งหมดของ True Visions และด้วยความหลากหลายของธุรกิจภายใต้กลุ่มทรู เธอยังได้มีโอกาสโลดแล่นบนจอแก้ว ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวของช่อง TNN ไปพร้อมๆ กัน ทำให้เธอได้สัมผัสกับสนามข่าวอย่างแท้จริง ทั้งลงพื้นที่เก็บประเด็น รายงานสด อ่านข่าวในสตูดิโอ เติมเต็มความฝันในวัยเด็ก

 

แต่แล้ว ชีวิตการทำงานก็เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่อีกครั้ง เมื่อเธอได้รับทุนการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในระดับปริญญาโท จากโครงการ “True-ABAC Entrepreneur Scholarship” โดยความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และเมื่อจบหลักสูตร เธอได้รับการสอบถามจากผู้บริหารถึงความสนใจในการบริหารงานค้าปลีกหรือไม่ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้าน True Branding Shop สาขา Flagship ใหม่ที่ศูนย์การค้า Siam Center ในขณะนั้น รวมทั้งรุ่นบุกเบิกโครงการที่สำคัญอย่าง “เถ้าแก่น้อย” (Management Trainee โดยผู้บริหารระดับสูงสุดของเครือซีพี)

 

เธอให้ข้อมูลเชิงลึกว่า บริเวณพื้นที่ “สยาม” ซึ่งครอบคลุมทั้งมาบุญครอง สยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน จัดว่าเป็น Red Zone กล่าวคือ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของผู้ให้บริการมือถือทุกค่าย การแข่งขันสูงทั้งจากคู่แข่งและ True Branding Shop เองที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ขณะที่ลูกค้าก็มีความคาดหวังและความต้องการสูง ด้วยบริบทที่กล่าวมานั้น ทำให้การทำหน้าที่ Shop Manager ของที่นี่ทวีแรงกดดันอย่างมากทั้งในแง่การชิงส่วนแบ่งยอดขายและการสร้างความแตกต่าง

 

“แม้จะไม่มีประสบการณ์ด้านรีเทลมาก่อนเลย แต่โอกาสมีความท้าทาย จึงตัดสินใจทดลองอย่างไม่ลังเล” สุจิตรากล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริงๆ ว่าการนำเอาความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เมื่อนำมาปรับผสมผสานกับสินค้าและบริการของเรา เมื่อมองแบบ Outside-In คิดจากมุมลูกค้าว่าต้องการอะไร จากนั้นจึงพัฒนาและปรับปรุง ส่งมอบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งผลประจักษ์ชัดถึงความสำเร็จด้วยการรั้งตำแหน่งสาขาที่มียอดขาย iPhone สูงที่สุดในเวลานั้น”

 

เธอทำหน้าที่ผู้จัดการร้านอยู่ 3 ปี เมื่อผลงานผ่านการพิสูจน์ เธอจึงได้เลื่อนขั้นเป็น “ผู้จัดการเขต” จาก 1 สาขา กลายมาเป็นทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ หินและโหด ทว่า สุจิตรากลับมองว่าเป็น “ความท้าทาย” เธอเห็นความต้องการลูกค้าที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ และนั่นคือ “โอกาส” ในการส่งมอบบริการให้ตรงกับความต้องการลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยยังคงมาตรฐานกลางไว้ ซึ่ง TrueSphere & True Branding Shop นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การขายที่สำคัญช่องทางหนึ่งของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

 

เบื้องหลัง TrueSphere

 

สุจิตรา เล่าต่อว่า ช่วงปี 2559 ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ทรู คอร์ปอเรชั่น (ในขณะนั้น) ที่เล็งเห็นว่าทรูควรมีบริการพิเศษเพื่อดูแลลูกค้าที่ให้ความวางใจในการใช้บริการของทรูมาอย่างยาวนาน จึงได้ริเริ่มก่อตั้ง TrueSphere ขึ้น เพื่อให้ “แตกต่างและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ” โดยวางตำแหน่งทางการตลาดเป็น First Class Co-Working Destination ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

 

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าใช้บริการ TrueSphere ได้นั้น จะต้องเป็นลูกค้าระดับ Black Card ประกอบด้วย 2 เกณฑ์หลัก ได้แก่ ใช้บริการทรูเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และมีค่าใช้จ่ายต่อรอบบิล 3,000 บาทขึ้นไป โดยพิจารณารวมทุกบริการในกลุ่มทรู ทั้งทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และทรูวิชันส์  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการควบรวมระหว่างทรูและดีแทค สิทธิพิเศษดังกล่าวถูกขยายให้ครอบคลุมกลุ่มลุกค้า Blue Member ของดีแทคอีกด้วย

 

เธอให้ข้อมูลเสริมว่า เมื่อเข้ามาใช้บริการ TrueSphere ลูกค้าได้ชุด True Welcome Set ฟรี 4 ครั้งต่อเดือน ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดื่มที่หลากหลาย และคุกกี้อัลมอนด์ข้าวโอ๊ตหอมหวานกรอบอร่อย นอกจากนี้ ยังได้สิทธิพิเศษอื่นๆ มากมายจาก TrueYou เช่น บริการล้างรถ ส่วนลดร้านอาหาร บริการผู้ช่วยส่วนตัว ฯลฯ

 

“เมื่อเข้ามาใช้บริการที่ TrueSphere ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบปะ ดีลธุรกิจ หรือนั่งพักผ่อน ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สมกับความเป็น First Class Co-Working Destination อย่างแท้จริง”

 

เมื่อถามถึงเบื้องหลังและแนวคิดที่มาของความเป็น First Class สุจิตรา ชี้ให้เห็นว่าขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “2P” โดย P ตัวแรกคือ Privilege หรือสิทธิพิเศษที่แตกต่างและจับต้องได้อย่างการออกแบบตกแต่งสถานที่ที่เน้นความหรูหรา แต่อบอุ่น ให้ความเป็นส่วนตัว ในส่วน P อีกตัวหนึ่ง ก็คือ People หรือบุคลากร ที่ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

 

TrueSphere DNA เหนือชั้นด้านบริการ

 

เธอเล่าว่า กว่าจะมาเป็นพนักงานของ TrueSphere ได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการคัดสรรอย่างเข้มข้น โดยพิจารณาจากประสบการณ์การทำงาน ซึ่งหากมีประสบการณ์ในแวดวงการบินและการโรงแรม (Airline and Hospitality) จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ นอกจากนี้ บุคลิกท่าทาง การวางตัว ปฏิภาณไหวพริบ การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และทัศนคติ ยังเป็นอีกคุณลักษณะที่สุจิตรามองหาจากผู้สมัคร ซึ่งพนักงานของ TrueSphere ทุกคนจะต้องผ่านการสัมภาษณ์จากสุจิตราในทุกรายละเอียดด้วยตัวเองเลยทีเดียว

 

“เวลาสัมภาษณ์ เราจะมีคำถามสำคัญ 4-5 ข้อ เช่น เรามองตัวเองอย่างไร เราเข้าใจตัวเองอย่างไร อะไรทำได้ดี อะไรต้องปรับปรุง ชุดคำถามนี้เป็นการวัดความจริงใจของผู้สมัครอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงความสามารถในการยอมรับและเปิดเผยตัวตนของพวกเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกรอบคิดพื้นฐานที่นำไปพัฒนาต่อยอดสู่บริการที่เป็นเลิศ” สุจิตรา อธิบาย

 

นอกเหนือจากการอบรมด้านเทคนิคที่พนักงานจำเป็นต้องรู้แล้ว TrueSphere ยังได้ร่างหลักสูตรอบรมเฉพาะทางที่เรียกว่า “TrueSphere DNA” โดยมุ่งเน้นการพัฒนางานบริการอันเป็นเลิศ ครอบคลุมทุกมิติของงานบริการ ตั้งแต่การเสิร์ฟอาหารแบบ Fine Dining การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า การส่งมอบความรู้สึกจากภายในสู่ภายนอก โดยพัฒนาร่วมกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ และหลักสูตร Inner to Outer โดยครูเงาะ – รสสุคนธ์ กองเกตุ นักพัฒนาบุคลิกภาพระดับแนวหน้าของไทย

 

รับมือกับการเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ การอบรมผู้สมัครแต่ละชุดจะเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการจำลองสถานการณ์จริง เพื่อติดตามและประเมินผลความสามารถในการตัดสินใจ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

 

ถามว่าทำไม TrueSphere ถึงให้ความสำคัญกับความสามารถในการตัดสินใจนัก สุจิตรา ให้คำตอบว่า เพราะความเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้เสมอ ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์กราดยิงถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2563 และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมาใจกลางเมือง ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง มีพนักงานและลูกค้า เกิดความสุ่มเสี่ยงความรุนแรงและจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอดในภาวะคับขัน ซึ่งกรณีดังกล่าว ความปลอดภัยของลูกค้าถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ขณะเดียวกัน การควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบก็ถือเป็นอีกความท้าทาย โดยเฉพาะในยามคับขันที่การไลฟ์วิดีโอเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปในยุคดิจิทัล สติและความนิ่งของพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการตรวจสอบความปลอดภัยของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือและควบคุมความวุ่นวายสับสน และรอจนกว่าแลนลอร์ดส่งสัญญาณปลอดภัยต่อไป

 

ปัจจุบัน TrueSphere เปิดให้บริการทั่วประเทศ 12 สาขา ได้แก่ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์, สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวสท์เกต, เมกะบางนา, ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต, เซ็นทรัล อีสวิลล์, เซ็นทรัลเวิลด์, ไอคอนสยาม, บลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์, เซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา, สนามปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต, และล่าสุดที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ กับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่มุ่งนำเสนอนวัตกรรมสุดล้ำแห่งอนาคต อธิบายภาพ Telco-Tech อย่างแท้จริง

 

Look Into Thinking and Process that Drives the Superior Services – TrueSphere – Becomes More Special

 

As fast-evolving technology including artificial intelligence (AI) has flooded the business landscape, enterprises have tried to ride the wave in their bid to best respond to the needs of their customers. But robots are still unable to replace humans when it comes to answering emotional needs, showing empathy, and solving issues that have just arisen.

 

True Blog sat down with Sujitra Amitrapai, Head of TrueSphere and Branding Shop at True Corporation

Plc on how she ensured the delivery of heartfelt, data-driven premium services to all customers.

 

Customer-Centric Approach

 

Sujitra, a “protégé” of True Corporation, first joined the company as a junior employee. Back then, she was responsible for selling ad media of paid-TV arm TrueVisions. However, as her company’s group has had a diverse range of businesses, she also got a role as a TNN newscaster. But apart from reading news inside a studio, she also went out to gather information and make live news broadcast herself. All those experiences had fulfilled her childhood dream.

 

But her career path turned a new page because she was granted a “True-ABAC Entrepreneur Scholarship” to study for a Master of Business Administration. Following her graduation, True’s executives asked if she was interested in retail management and offered her the manager post at the latest True Branding Shop in town. The offer had much significance because the shop was located at Siam Center. She also became a pioneer in one of her company’s key projects – “Taokae Noi” (Management Trainee under CP Group’s CEO)

 

According to Sujitra, “Siam” area that includes MBK, Siam Square, Siam Center and Siam Paragon has long been considered a strategic location with fierce competition as ‘Red Zone’. Fighting for customers are similar outlets operated by not just competitors but also True itself. Customers in the area have usually had high expectations too. As the Shop Manager at Siam Center, she faced a lot of pressure. But thanks to her focus on differentiation, her shop managed to steal market share from others.

 

“Although I had never worked in retail field before, I considered this challenging offer an opportunity. That’s why I grabbed it,” Sujitra said, “I also proved soon later that the customer-centric approach truly worked. The outside-in perspectives made us know what customers wanted. Then, we could mix or adjust our product / service offerings to best respond to their needs. When I implemented this approach at my shop, it became the biggest seller of iPhones”.  

 

After three years as the shop manager, Sujitra was appointed a “district manager”. As she gradually climbed up her career ladders, the number of shops under her supervision is no longer just one. Today, there are so many outlets under her guidance and they are located across Thailand. Her current job therefore is much tougher. But she appreciates this “challenge” because the current job has enabled her to see the diverse needs of customers in different areas. To her, she has thus received “opportunities” to satisfy all those customers without compromising the standards of Truesphere & True Branding Shop – which are in fact True Corporation’s strategic selling tools.

 

What is behind TrueSphere?

Sujitra recounted that in 2016, Suphachai Chearavanont – then-President of True Corporation – initiated TrueSphere to deliver exclusive services to his company’s long-time customers. TrueSphere was expected to “be different and creative” and positioned as “First Class Co-Working Destination” for the new generation.

 

TrueSphere was initially accessible to Black Card holders only. To become Black Card members, customers must have already used True services for at least six months and spent more than 3,000 baht per billing cycle. Their bill can cover TrueMove H, TrueOnline and TrueVisions. But after the amalgamation of True and dtac, this exclusive service has been made available to dtac’s Blue Members too.

 

Sujitra disclosed that TrueSphere served a complimentary True Welcome Set to each eligible customer four times a month. The set presents a variety of drinks and fragrant almond oatmeal cookies. Better still, customers are entitled to various other privileges from TrueYou like car-washing services, discounts at restaurants, and personal-assistant services.

 

“Whenever customers walk into TrueSphere for a hangout, a business discussion, or leisure, they will enjoy new experience because our space is a truly First Class Co-Working Destination,” she continued.

 

Why is TrueSphere “First Class”? Sujitra’s answer was ““2Ps”. The first P is Privilege. Customers who can access TrueSpere get tangible privileges that are exemplified by elegant and warm décor. The space also exudes privacy. The other P is People or Personnel, which have crucial importance to the delivery of services.

 

TrueSphere DNA Stands for Superior Services

 

Sujitra said TrueSphere staff had undergone stringent selection process, which focused on their qualifications and work experience. While candidates having airline and hospitality background enjoy an advantage, personality, composure, quick wits, and attitudes are also key criteria. Sujitra interviewed all TrueSphere candidates herself.

 

“Our interview generally has four to five key questions like ‘How do you describe yourself?’, ‘What do you think of yourself?’, ‘What are your strengths?” and “What are your weaknesses?’. These questions test candidates’ sincerity, self-awareness, and frankness because such qualities can contribute to the delivery of excellent services,” Sujitra continued.

 

All staff at TrueSphere have received technical training to get skills needed for their jobs. They, moreover, are given “TrueSphere DNA” via specialized training that is focused on service excellence. Addressing all aspects of services, staff are even trained in how to serve Fine-Dining dishes, solve problems at hand, and translate positive inner feelings into perceivable elements. The training has been developed through True Corporation’s collaboration with the Mandarin Oriental Bangkok Hotel. TrueSpehere has also arranged for Thailand’s leading personality training Rossukon “Kru Ngor” Gonggate to provide “Inner to Outer” training to its staff.

 

React Right

 

Training for each batch of new TrueSphere staff has been extensive. Different scenarios have been created to hone staff’s skills for proper response to each of various possible incidents. Trainers have monitored and evaluated staff’s decision-making and problem-solving skills during such training.

 

Why does TrueSphere place a strong emphasis on decision-making skills? Sujitra said these skills had much importance because anything could happen. Thailand already saw two shooting sprees, first in Nakhon Ratchasima in 2020 and again last year. Both incidents happened in the heart of the towns, with staff and customers at TrueSphere facing risks of extreme violence and struggling for survival. In such violent incidents, customer safety is the top priority with staff expected to handle the challenge of controlling the situation well. Live broadcasts on social media are common in the digital age but staff must be calm and cautious of what can endanger the safety of customers under their care. TrueSphere staff must provide assistance and stop confusion while waiting for landlords’ signal that it is safe to leave the place.

 

There are now 12 TrueSphere outlets in Thailand. They are located at EmQuartier, Siam Paragon, Central Westgate, Mega Bangna, Future Park Rangsit, Central EastVille, CentralWorld, ICONSIAM, Blue Port Hua Hin Resort Mall, CentralPlaza Nakhon Ratchasima, Happy and Healthy Bike Lane, and The Emsphere. The latest branch at The Emsphere embraces the concept of futuristic innovations to visualize what a Telco-Tech firm is.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทรู คอร์ปอเรชั่น

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

SONP จัดอบรมเชิงปฏิบัติการระดับผู้บริหารองค์กรสื่อดิจิทัล

 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องฟอร์จูน 3-4 ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในโครงการความร่วมมือองค์กรสื่อขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ในระดับผู้บริหารองค์กรสื่อดิจิทัล สมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ SONP รวมทั้งนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน องค์กร หน่วยงานและบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารการตลาด ให้ความสนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์

 

โครงการ One Day Training แลกเปลี่ยน – เรียนรู้กับกูรูออนไลน์ ประจำปี 2566 ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Navigating Change: Strategies for Survival of Online News Providers in the Evolving Media Landscape” ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะได้แลกเปลี่ยน ทำความเข้าใจแนวโน้มและความท้าทายในปัจจุบันของอุตสาหกรรมข่าวออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สำรวจกลยุทธ์ที่เป็นนวัตกรรมสำหรับการสร้างและการเผยแพร่เนื้อหาในยุคดิจิทัล, สำรวจแหล่งรายได้ที่แตกต่างกันนอกเหนือจากการโฆษณาแบบเดิม ๆ แนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตข่าวออนไลน์
 
 
การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณ Chia Ting Ting, CEO of FG Media (Exclusive Business Arm for Malaysiakini Group) Experienced Leader Driving Commercial Success in Media Innovation มาเป็นวิทยการ
คุณ Chia Ting Ting กล่าวในเวทีสัมมนา โดยให้คำแนะนำว่า เทรนด์โลกตอนนี้เป็นเรื่องการแชร์ข่าวเข้าสู่แพลตฟอร์มส่วนตัว เช่น Line whatsapp คนรุ่นใหม่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มส่วนตัว ดังนั้นผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ แม้แต่ข่าวสถานการณ์ทั่วไปหรือข่าวที่แชร์บนโซเชียลมีเดีย กลุ่มวัยรุ่นก็ยังแชร์เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวเพื่อถกเถียงหาข้อสรุปและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ผลกระทบของโซเซียลมีเดียกว้างมาก ฉะนั้นทำยังไงเราจะสร้างและกระจายตรงนี้ไปได้ ต้องเลือกรูปแบบของแพลตฟอร์มใหม่ และทำยังไงให้ข้อมูลเข้าถึงผู้ฟัง
 
 
“ยกตัวอย่าง ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันคนทั่วไปมักจะใส่หูฟังตลอดเวลา ดังนั้นเราจะต้องทำยังไงให้คอนเทนต์หมาะสำหรับคนที่ฟังหูฟังตลอดเวลา หรือบางกลุ่มเบื่อการเมือง แต่สนใจเรื่องทำมาหากิน หรือสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่า หรือออกกำลังกายแล้วสามารถฟังข่าวสารใกล้ตัวไปด้วย บางทีข่าวการเมืองหรือข่าวแย่ ๆ ทำให้คนเลิกอ่านข่าวไปเลย เพราะเบื่อข่าวซ้ำ ๆ ทั้งที่มาเลเซียและที่ไทยก็มีเหตุการณ์เหมือนกัน”
 
 
คุณ Chia Ting Ting แนะว่า ผู้ผลิตคอนเท้นท์ยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงแต่ข่าวเดียวหรือข่าวซ้ำ ๆ ควรดู trending ในช่วงเวลานั้นว่าคนสนใจเรื่องอะไร เราก็ผลิตคอนเทนต์ที่เข้าถึงความสนใจ เช่น เรื่องความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม สังคม สิทธิมนุษยชน สิ่งที่น่าสนใจของคน การช่วยเหลือคน การอพยพของผู้คน มีเรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตของคน หรือการหลอกลวง scramble โดยการนำเสนอจะต้องทำให้เห็นว่าการใช้สื่อจะมีประโยชน์ต่อเขาอย่างไร การนำเสนอเรื่องการหลอกลวงต่าง ๆ เพื่อให้เขาสามารถป้องกันตัวได้อย่างไร ไม่ใช่มีเพียงแต่ข่าวการเมือง ข่าวรายวันเท่านั้น
 
 
นอกจากนั้น คุณ Chia Ting Ting ยังพูดถึงโมเดลการสร้างรายได้บนคอนเทนต์ออนไลน์ด้วยรูปแบบของการบอกรับสมาชิก (Subscription) ว่า เราต้องหาทางให้ได้ว่าทำยังไงให้เขายอมจ่าย จะให้คนจ่ายเขาต้องรู้ว่าจะได้ข่าวพิเศษอย่างไร สิ่งสำคัญต้องรู้ว่ามีสิทธิพิเศษอะไรให้ผู้สมัครบ้าง และเราจะมีส่วนร่วมกับข่าวหรือคอนเทนต์ ของเราได้อย่างไร
“เราต้องแยกให้ออกระหว่าง คนดูทั่วไป กับคนที่สมัครสมาชิก คนสมัครเขาย่อมต้องการอะไรที่มากกว่าคนเสพข่าว เขาไม่ได้แค่ต้องการเสพข่าวเขาต้องการ ดีเบต การโต้วาที มีปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ เขาถึงจะเห็นว่าคุ้มค่าในการเข้ามาตามเรา ต้องดึงดูดให้เขามามีส่วนร่วม”
 
 
เรื่องของเทรนด์คอนเท้นท์ในปี 2024 คุณ Chia Ting Ting เชื่อว่าเราจะหนีไม่พ้น AI อย่างแน่นอน ในฐานะผู้ผลิตข่าว ในที่สุดแล้ว เทคโนโลยียังไงก็ต้องมีเข้ามาในงานของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาประยุกต์ใช้ยังไง ไม่ใช่แค่มารอแต่ Traffic คนเข้ามาดูเยอะ ๆ อย่างเดียว เราต้องเตรียมตัวให้มาก ต้องดูว่าเราเตรียมตัวแค่ไหนในการรับมือแต่เราต้องตระหนักว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคอนเท้นท์นั้น ๆ ได้อย่างไร
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงรายเตรียมติดตู้แดง ทุกสถานศึกษา หลังกรณีครูถูกทำร้ายในช่วงอยู่เวร

 

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 ที่ห้องประชุม กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการการประชุม หารือมาตรการในการป้องกันอาชญากรรมในสถานศึกษา และรับมอบตู้แดง เพื่อติดตั้งในสถานศึกษา จากบริษัท อีซูซุสงวนไทย จํากัด ซึ่งได้จัดทําตู้แดงเพื่อมอบให้ ตํารวจภูธรจังหวัดเชียงราย โดยมีผู้บริหารทางด้านการศึกษาทุกระดับ ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมในการสรุปแนวทางดำเนินการ รักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา และประชาชน

 

จากนั้นได้มีการรับมอบตู้แดง จากตัวแทน บริษัท อีซูซุสงวนไทย จํากัด ที่ได้ดำเนินการผลิตให้กับทางตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และยังได้มอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับสายตรวจ ที่จะเข้าไปตรวจป้องกันเหตุตู้แดงในสถานศึกษา
 
 
พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ทําร้ายร่างกายคุณครู ภายในโรงเรียน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ตํารวจภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาและประชาชน ในพื้นที่ จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันและนำไปปฏิบัติได้ทันที ทั้งนี้การดำเนินการทางตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับทางสถานศึกษา ฝ่ายปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วจะต้องลงมือทำที
 
 
“ในขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่สำรวจสถานศึกษาพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการตู้แดง จากนั้นให้สรุปส่งเข้ามายังตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อวางมาตราการการรักษาความปลอดภัยและติดตั้งตู้แดง และขณะนี้ได้ทำการสำรวจความต้องการในการติดตั้งตู้แดงในสถานศึกษา และต้องการตู้แดง จำนวน 246 โรงเรียน ทั้งนี้หากจะเกินกว่า 500 ตู้แดง ก็พร้อมดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยในโรงเรียน รวมทั้งการทำเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งกล้องวงจรปิด การแจ้งเจ้าหน้าที่ในช่องทางอื่นๆ ที่รวดเร็ว รวมทั้งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ฝ่ายปกครอง ร่วมกันตรวจด้วยเช่นกัน” พล.ต.ต.มานพ กล่าว
 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องการดำเนินการจ้างบุคคลภายนอกเข้าไปปฏิบัติงาน นอกเหนือจากการเรียนการสอน ให้ทางสถานศึกษาพิจารณาเป็นพิเศษ และให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นข้อมูลเพื่อป้องกันเหตุร้าย รวมทั้งผู้นำหมู่บ้าน ชุมชน และคณะกรรมการศึกษาต้องเข้าไปดูแลด้วยเช่นกัน
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ผู้อบรมหลักสูตรวิเคราะห์ข่าวระเบียบโลก ศึกษาดูงาน จ.เชียงราย – สปป.ลาว

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือสกสว.และ สภาการการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านตลาดการค้าชายแดน สปป.ลาว – ประเทศไทย ” ระหว่างวันศุกร์ที่ 26 – วันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2567

 

เมื่อวันที่ 26 – 27 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกให้กับสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความสามารถของสื่อมวลชนในการรายงานและวิเคราะห์ข่าว ความเคลื่อนไหวในมุมต่างๆ ของระเบียบโลกได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเป็นไปตามหลักจริยธรรมสื่อมวลชน ที่ซึ่งจัดโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยได้ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แลนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เข้าร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย

 

 

 

โครงการได้คัดเลือกในรูปแบบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามสัดส่วนของทั้งสื่อมวลชน องค์กรภาครัฐและเอกชนรวม จำนวน 31 คน นอกจากจะมีการศึกษาดูงานในส่วนกลางที่กระทรวงการต่างประเทศ และสหประชาชาติใน ประเทศไทย นอกจกานี้ยังจะมีในส่วนภูมิภาคที่จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาดูงานการค้าขายชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว – เมียนมา – จีน เพื่อให้ได้รับข้อมูลและความรู้โดยตรงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดทำรายงานกลุ่มเพื่อร่วมกันออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้น่าสนใจและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้รับสาร ต้องขอบคุณ สกสว. กองทุน ววน.ที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ในครั้งนี้

 

 

ซึ่งทาง สำนักข่าว นครเชียงรายนิวส์ หรือเดิมชื่อหนังสือพิมพ์นครเชียงราย มีนายกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งท่านในโครงการอบรมครั้งนี้ด้วย

 

ในวันที่ 26 มกราคม 2567  ผู้เข้ารับการอบรม โครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง : โลกาภิวัตน์ในกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ” จัดโดยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในส่วนภูมิภาค ที่จังหวัดเชียงราย

 

โดยมี นายเกรียงศักดิ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ. เชียงราย ให้การต้อนรับ และนางสาวผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ได้บรรยาย สถานการณ์การเมือง-เศรษฐกิจชายแดน แก่ผู้เข้ารับการอบรมทราบ

 

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เพื่อศึกษาดูงานแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว  โดยมี ท่านไพบูน พิลาทอง รองอธิบดีกรมสื่อมวลชน กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว แห่ง สปป.ลาว ให้การต้อนรับ และนายสีสุพรรณ สีลิวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมและการค้า แขวงบ่อแก้ว บรรยายสรุปอุตสาหกรรมและการค้าแขวงบ่อแก้ว ให้ผู้เข้ารับการอบรมทราบ และนมัสการพระธาตุสุวรรณผ้าคำ เมืองห้วยทราย 

 

โดยในวันที่ 27 มกราคม คณะฯ ได้เยี่ยมชมหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย ในช่วงการจัดงาน ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ซึ่งนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นางสุภัสสร ประภาเลิศ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ร่วมต้อนรับ มีนางสาววัจนีย์ บุญเจ็น ผู้จัดการขัวศิลปะ กล่าวต้อนรับและนำชมงาน นอกจากนี้ คณะฯ มีโอกาสได้ไปเยี่ยมกิจการสิงห์ปาร์ค วัดร่องเสือเต้น และถนนคนเดินเมืองเชียงรายด้วย

โดยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ประกาศรับสมัครผู้เข้ารับการอบรบโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง : โลกาภิวัตน์ในกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566 – 25 ตุลาคม 2566 นั้น บัดนี้ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ดำเนินการพิจารณาแล้ว ผลปรากฎว่ามีผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมจำนวน 31 คน ดังนี้

1. นายกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ นครเชียงรายนิวส์

2. นายกิตติกร แสงทอง ผู้สื่อข่าว สำนักข่าวอิศรา

3. นางสาวจารุพร โอภาสรัตน์ ผู้สื่อข่าว องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

4. ดร.ฉัตรฉวี คงดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยข้อมูลและสำนักงานผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

5. นายชนาภัทร กำลังหาญ ผู้สื่อข่าว The Nation (บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน))

6. นายณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด (The Standard)

7. นายณัฐพล สมุหเสนีโต นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ กรมประชาสัมพันธ์

8. นางสาวณัฐยา เมืองแมน รองผู้อำนวยการอาวุโส ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

9. นางสาวดวงกมล เจนจบ ผู้สื่อข่าว-เว็บไซต์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

10. นางสาวดารินทร์ หอวัฒนกุล ผู้สื่อข่าวอาวุโส บริษัท เนชั่น ทีวี จำกัด (เนชั่น ทีวี)

11. อาจารย์ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ อาจารย์ประจำ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

12. นางธัญดา วาณิชฤดี ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

13. นายนครินทร์ ศรีเลิศ หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ – นโยบายสาธารณะ บริษัท กรุงเทพธุรกิจ จำกัด (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)

14. นางสาวนิธิปรียา จันทวงษ์ นักวิชาการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

15. นางสาวเนาวรัตน์ เสือสอาด ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

16. นายปรัชญา ชีพเจริญรัตน์ บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ (Onenews) บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (ช่อง ONE)

17. นายพงษ์ธร กิจเจริญยิ่ง ผู้สื่อข่าว บริษัท ไทย เวิลด์ มีเดีย จำกัด (ผู้จัดการออนไลน์)

18. นางสาวมนกนก ภาณุสิทธิกร ผู้จัดการ – Public Relations บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

19. นางสาววนิดา เพ็งจันทร์ ผู้ชำนาญการ ขั้นพิเศษ ส่วนสารนิเทศและกิจกรรมสังคม ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

20. นายวรพล เพชรสุทธิ์ หัวหน้าข่าวภูมิภาค บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด(หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)

21. นางสาววรางคณา จำปาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซียน ทีวี จำกัด

22. นายวิชัย สอนเรือง หัวหน้าข่าวออนไลน์ บริษัท สยามรัฐ จำกัด (หนังสือพิมพ์สยามรัฐ)

23. ผศ.วิภาวี วีระวงศ์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

24. นายวีรยุทธ แก้วจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

25. นายวีระพันธ์ โตมีบุญ ผู้ดำเนินรายการวิทยุ สถานีวิทยุศึกษา

26. นายศราวุธ ดีหมื่นไวย์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เจาะประเด็น บริษัท เทรนด์วีจี 3 จำกัด (ไทยรัฐออนไลน์)

27. นางสาวศิดาพักตร์ ศักดิ์บุญญารัตน์ บรรณาธิการการเมือง บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น 16)

28. นายศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา นักวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

29. นางสาวสราลี แซ่เตี๋ยว กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บจก.เชียงใหม่รายวัน จำกัด (สำนักข่าวเชียงใหม่นิวส์)

30. นางสาวสุมนชยา จึงเจริญศิลป์ ผู้จัดการแผนก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

31. นางสาวอาทิตญา ทาแป้ง ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ บริษัท วัชรพล จำกัด (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News