Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จุฬาราชมนตรีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

จุฬาราชมนตรีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เชียงราย: ความร่วมมือเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2567 วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๗ จุฬาราชมนตรีได้ลงพื้นที่เพื่อมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมนี้เกิดขึ้นเวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ชุมชนมุสลิมกกโท้ง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 

การมอบเงินช่วยเหลือเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัย

ในวันอาทิตย์ที่กล่าวมา อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พระไพศาลประชาทร วิ. เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย ร่วมกันมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่เขตเทศบาลนครเชียงราย

ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้กล่าวต้อนรับการมอบเงินช่วยเหลือนี้ พร้อมด้วยประชาชนชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธที่มาร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ชุมชนมุสลิมกกโท้ง

คำกล่าวของอาจารย์อรุณ บุญชม

อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่จังหวัดเชียงรายประสบอุทกภัย ทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ออกประกาศเพื่อร่วมบริจาคเงินนำมามอบให้กับพี่น้องชาวเชียงรายที่ประสบภัย โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ

การสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการอยู่ร่วมกันของทั้ง ๕ ศาสนา โดยไร้ซึ่งความขัดแย้งกัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ดูแลทุกศาสนาและให้ความอนุเคราะห์อย่างเท่าเทียมกัน ทำให้บ้านเมืองของเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

การร่วมบริจาคจากพระไพศาลประชาทร วิ. เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง

พระไพศาลประชาทร วิ. เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง ได้ร่วมสมทบเงินและสิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้กำลังใจและเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากเหตุการณ์ดังกล่าว

การมีส่วนร่วมของหน่วยงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมการต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานดังกล่าว

ผลกระทบของน้ำท่วมต่อชุมชนเชียงราย

น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายที่มีภูมิประเทศเป็นเขตหุบเขาและมีการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ การเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หลายครัวเรือนต้องสูญเสียทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย

การฟื้นฟูและช่วยเหลือหลังน้ำท่วม

การมอบเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้น แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชนให้สามารถเผชิญกับภัยธรรมชาติในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

บทบาทของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการประสานงานและจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมจากหลายองค์กรช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ต้องการ

การสนับสนุนจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนทางการเงินและการจัดการทรัพยากร เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างราบรื่นและทันเวลา

ความสำคัญของความสามัคคีในชุมชน

การที่ชุมชนมุสลิมและชาวพุทธมาร่วมกันต้อนรับและให้การสนับสนุนกันแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมือที่เข้มแข็งในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสังคมที่มีความยั่งยืนและมั่นคง

การส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างศาสนา

การมีปฏิสัมพันธ์และการสนับสนุนกันระหว่างศาสนาต่างๆ ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้ง ทำให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมีความสุข

การตอบสนองของประชาชนในเหตุการณ์น้ำท่วม

ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างมาก หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน การมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ มาช่วยเหลือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟู

ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การร่วมมือกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

แผนการฟื้นฟูระยะยาวสำหรับจังหวัดเชียงราย

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมไม่เพียงแต่เน้นที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที แต่ยังต้องมีแผนการฟื้นฟูระยะยาวเพื่อป้องกันและเตรียมความพร้อมสำหรับภัยธรรมชาติในอนาคต

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัย

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยน้ำท่วมและการติดตั้งระบบเตือนภัยที่ทันสมัย เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนรู้จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

การวิเคราะห์และเรียนรู้จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

การประเมินผลการช่วยเหลือและการฟื้นฟู

การประเมินผลการช่วยเหลือและการฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญในการตรวจสอบประสิทธิภาพของการดำเนินงานและการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กรเอกชน หรือประชาชนทั่วไป เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและสามารถเผชิญกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรต่างๆ

องค์กรต่างๆ ควรมีบทบาทในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน การจัดหาอาหารและเครื่องใช้ หรือการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนด้านจิตใจ

สรุป

การมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เชียงรายโดยจุฬาราชมนตรีและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือและความสามัคคีในสังคมไทย การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นฟูชีวิตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติในอนาคต และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

แห่ขายบ้านเพิ่มขึ้น ในธุรกิจเอสเอ็มอีชั้นกลาง

การแห่ขายบ้านที่ดินเพิ่มขึ้นในธุรกิจเอสเอ็มอีคนชั้นกลาง ท่ามกลางพิษเศรษฐกิจและหนี้เรื้อรัง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์ตลาดบ้านมือสองที่เข้าสู่ตลาดในปัจจุบัน โดยนายปรีชา ศุภปิติพร นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้เปิดเผยว่าตลาดบ้านมือสองในปัจจุบันมีสองประเภทหลัก คือ ผู้ขายบ้านเองและผู้ที่ถูกบังคับให้ขายเนื่องจากเป็นหนี้เสีย ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีการเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด-19

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดบ้านมือสองขยายตัว

หลังจากมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลสิ้นสุดลง ทำให้หลายธุรกิจเอสเอ็มอีและคนชั้นกลางต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสีย ส่งผลให้มีการนำที่ดินมาฝากขายมากขึ้น ในกรณีของธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้พวกเขาต้องขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโดมิเนียมเพื่อชำระหนี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการบ้านมือสองสูง

การแข่งขันในตลาดบ้านมือสองและความสนใจจากบริษัทรับซื้อหนี้

ทรัพย์สินมือสองเริ่มได้รับความสนใจจากบริษัทรับซื้อหนี้มากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดและราคาการซื้อหนี้สูงขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่ดีและราคาขายไม่สูงมาก ทำให้บ้านมือสองมีการซื้อขายเปลี่ยนมือคล่องกว่าบ้านมือหนึ่งที่มักจะมีการกู้ยืมสูง

ภาพรวมตลาดบ้านมือสองในไตรมาสที่ 2/2567

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2/2567 ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศมีการประกาศขายทั้งหมด 140,725 หน่วย มูลค่า 718,436 ล้านบาท โดยประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการประกาศขายมากที่สุด ได้แก่:

  1. บ้านเดี่ยว: 55,754 หน่วย (39.6%) มูลค่า 373,917 ล้านบาท (52.0%)
  2. ทาวน์เฮ้าส์: 41,384 หน่วย (29.4%) มูลค่า 105,191 ล้านบาท (14.6%)
  3. ห้องชุด: 35,963 หน่วย (25.6%) มูลค่า 201,887 ล้านบาท (28.1%)
  4. อาคารพาณิชย์: 5,326 หน่วย (3.8%) มูลค่า 30,635 ล้านบาท (4.3%)
  5. บ้านแฝด: 2,298 หน่วย (1.6%) มูลค่า 6,805 ล้านบาท (0.9%)
ความท้าทายและความหวังในอนาคตของตลาดบ้านมือสอง

แม้ว่าในช่วงต้นปีตลาดบ้านมือสองจะมีการขยายตัวดี แต่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตลาดเริ่มชะลอตัวเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การเมืองที่ไม่เสถียร และนโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่เดินหน้าเต็มที่ อย่างไรก็ตาม นายปรีชา ศุภปิติพร ยังคงมีความหวังว่าเมื่อรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ เศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น ทำให้ตลาดบ้านมือสองกลับมาเติบโตอีกครั้ง

มาตรการและแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดบ้านมือสอง

รัฐบาลมีแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดภาระหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการผ่อนชำระบ้านและลดการเกิดหนี้เสีย นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนการซื้อขายบ้านมือสองผ่านโครงการต่างๆ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดบ้านมือสอง

บทสรุป

ตลาดบ้านมือสองในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้เรื้อรัง แต่ก็ยังมีโอกาสในการเติบโตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ ความสนใจจากบริษัทรับซื้อหนี้และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดบ้านมือสองให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายกเทศมนตรีเชียงรายฟื้นฟูท่องเที่ยวพร้อมจัดงานดอกไม้อย่างยิ่งใหญ่

นายกเทศมนตรีเชียงรายเสนอกลยุทธ์ฟื้นฟูการท่องเที่ยว พร้อมจัดงานดอกไม้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เสนอแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสรวงศ์ เทียนทอง และปลัดกระทรวงนัทรียา ทวีวงศ์ ในการประชุมที่จัดขึ้นที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก

การประชุมร่วมกับรัฐมนตรีท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชียงราย

นายกเทศมนตรีเชียงรายและทีมงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมประชุมกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้แทนเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมากถึง 52 ชุมชน มีบ้านเรือนประชาชนประสบภัยถึง 12,000 หลังคาเรือน และสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งได้รับความเสียหายหนัก

แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวและการจัดงานดอกไม้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

นายกเทศมนตรีเชียงรายได้เสนอแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงการจัดงานลอยกระทงในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 และการจัดงาน “เชียงรายดอกไม้งาม” ในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 งานดอกไม้นี้จะเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดมากว่า 20 ปี โดยจะจัดขึ้นที่หาดนครเชียงราย ภายใต้แนวคิด “ปิ๊กบ้านเฮา จาวเจียงฮาย” ซึ่งเน้นการใช้ดอกไม้ ม่านหมอก สายน้ำ และขุนเขาเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างบรรยากาศและดึงดูดนักท่องเที่ยว

การสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เสนอแผนฟื้นฟูที่มีกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว “เหนือ…พร้อมเที่ยว” ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 และแคมเปญ “แอ่วเหนือ คนละครึ่ง” ซึ่งมอบส่วนลดสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว จำนวน 10,000 สิทธิ์ และวงเงิน 800 บาท นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการตลาดผ่าน influencer ระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังเชียงรายมากยิ่งขึ้น

การฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยวและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

การฟื้นฟูพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในการกลับมาเยือนเชียงรายอีกครั้ง โดยมีการดำเนินการฟื้นฟูทุกแห่งตามแผนที่รัฐบาลวางเอาไว้ รวมถึงการซ่อมแซมบ้านเรือนและสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมล้างฝุ่นและทำความสะอาดเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์และเพิ่มความน่าสนใจให้กับสถานที่ท่องเที่ยว

การร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อความสำเร็จของแผนฟื้นฟู

นายกเทศมนตรีเชียงรายเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซึ่งการสนับสนุนจากทั้งสองฝ่ายจะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเชียงรายฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงในอนาคต

สรุปและมองไปสู่อนาคตที่สดใสสำหรับการท่องเที่ยวเชียงราย

ด้วยการวางแผนฟื้นฟูที่ชัดเจนและการจัดงานที่ใหญ่กว่าเดิม นายกเทศมนตรีเชียงรายเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายจะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต การฟื้นฟูการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างความภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเชียงรายในสายตานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

เตรียมใช้ AI แก้ปัญหาน้ำเน้นความแม่นยำของข้อมูลแก้ปัญหาระยะยาว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เฝ้าระวังฝนตกหนักภาคใต้

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 เวลา 11.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ได้ประกาศปรับลดระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,950 ลบ.ม./วินาที หลังจากที่มีแนวโน้มฝนลดลงในพื้นที่ต้นน้ำ การปรับลดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่าในช่วงวันที่ 13 – 24 ต.ค. นี้

การปรับลดระบายน้ำเพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและโฆษกศปช. เปิดเผยว่า จากปริมาณฝนและจำนวนน้ำที่ไหลผ่านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา สถานี C.2 นครสวรรค์มีการระบายน้ำที่ 2,002 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้การระบายน้ำถูกปรับลดลงเหลือ 1,950 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลดีต่อพื้นที่ต่างๆ เช่น วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี อำเภอเมือง อำเภอพรหมบุรี จ.สิงห์บุรี และวัดไชโย อำเภอไชโย จ.อ่างทอง

เตือนภาคใต้เฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วม

นายจิรายุได้เตือนประชาชนในภาคใต้ให้เฝ้าระวังฝนตกหนักที่บางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มได้ นายจิรายุขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ และติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากหน่วยงานราชการ

กนช. ใช้ AI ในการแก้ปัญหาน้ำเพื่อความแม่นยำ

ด้านคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ประกาศว่าจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลเรื่องน้ำ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาน้ำในระยะยาว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำทุกวัน

ความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่เชียงราย

นายจิรายุได้รายงานความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มในอำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย โดยในอำเภอเมืองเชียงรายมีการดำเนินการฟื้นฟูบ้านเรือน 1,315 ครัวเรือน จากเป้าหมายทั้งหมด 1,367 ครัวเรือน เสร็จสิ้นแล้ว 96% ส่วนในอำเภอแม่สาย มีการฟื้นฟูบ้านเรือน 598 ครัวเรือน จากเป้าหมาย 819 ครัวเรือน คิดเป็น 73% นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Big Cleaning ล้างฝุ่นบนถนนหน้าด่านพรมแดนแม่สาย เพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้ชาวแม่สายตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

การประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติครั้งที่ 4/2567

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ดำเนินการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติครั้งที่ 4/2567 ที่พิษณุโลก โดยมอบหมายภารกิจให้กนช. วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำทุกวันอย่างแม่นยำ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะกลาง-ระยะยาว รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ ภายใต้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

การโต้ข่าวปลอมเกี่ยวกับพายุที่จะเข้าประเทศไทย

โฆษกศปช. นายจิรายุ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับข่าวปลอมที่แพร่กระจายทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุเข้าประเทศเวียดนามในวันที่ 13-14 ต.ค. นี้ นายจิรายุยืนยันว่าไม่มีข้อมูลดังกล่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยา และขอให้ประชาชนตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่เพจกรมประชาสัมพันธ์ หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย

สรุปและแนวทางต่อไป

การปรับลดระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา และการใช้ AI ในการบริหารจัดการข้อมูลน้ำ เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การเฝ้าระวังฝนตกหนักและการเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันและลดความเสียหายจากอุทกภัยในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘ธีรรัตน์’ เยี่ยมผู้ประสบภัย อุทกภัยชุมชนสายลมจอย อ.แม่สาย

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเยี่ยมผู้ประสบภัยอุทกภัยเชียงราย ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 เวลา 11.00 น. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยชุมชนถ้ำผาจม ตำบลเวียงพางคำ และชุมชนสายลมจอย ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมุ่งเน้นการติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ประสบภัย

การเยี่ยมเยียนเพื่อติดตามการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและที่อยู่อาศัย

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ได้ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมเยือนชุมชนถ้ำผาจมและชุมชนสายลมจอย เพื่อประเมินความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่ม

การมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้ประสบภัย

ระหว่างการเยี่ยมเยือน รัฐมนตรีช่วยได้มอบถุงยังชีพแก่ประชาชนจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือในการดำรงชีวิตในช่วงที่กำลังฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีการให้ความสำคัญในการรับฟังข้อมูลความต้องการของประชาชนทั้งด้านไฟฟ้า น้ำประปา และความต้องการให้ภาครัฐเยียวยาในด้านต่างๆ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับเรื่องร้องเรียนและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยทุกคน

การฟื้นฟูชุมชนถ้ำผาจมและสายลมจอย

ชุมชนถ้ำผาจมและชุมชนสายลมจอย เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุทกภัยและดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของอำเภอแม่สาย ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และสภากาชาดไทย โดยมีการฟื้นฟูบ้านเรือนและนำดินโคลนออกจากบ้านเรือน รวมถึงการจัดหาสาธารณูปโภคเช่นไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับประชาชน

 
การให้ความช่วยเหลือและกำลังใจจากภาครัฐและภาคเอกชน

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้มอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูชุมชนตลอดเส้นทาง การให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

การรับฟังและตอบสนองความต้องการของประชาชน

ระหว่างการลงพื้นที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อมูลความต้องการจากประชาชนทั้งด้านไฟฟ้า น้ำประปา และการเยียวยาจากภาครัฐ รัฐมนตรีช่วยได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามความต้องการเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

การฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

การฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะในชุมชนถ้ำผาจมและสายลมจอย ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ องค์กรช่วยเหลือ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้การฟื้นฟูเสร็จสมบูรณ์และสามารถกลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด

ความสำคัญของการฟื้นฟูหลังอุทกภัย

การฟื้นฟูหลังอุทกภัยเป็นสิ่งที่สำคัญไม่เพียงแต่ในด้านการฟื้นฟูสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การมองไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับชุมชนเชียงราย

ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ชุมชนถ้ำผาจมและสายลมจอยในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีแนวโน้มที่จะฟื้นฟูและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง การให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

มาม่าขยายกำลังผลิตท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นช้า

มาม่าขยายกำลังผลิตท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นช้า เติบโตรายได้ 3 หมื่นล้านบาท

ในวันที่ 11 ตุลาคม นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” เปิดเผยว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตถึง 5-6% แม้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า แต่ยอดขายยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มบะหมี่พรีเมียม

การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ตามการประเมินของนายพันธ์ มาม่าคาดว่าปีนี้มียอดขายรวมประมาณ 29,000 ล้านบาท เติบโต 7-8% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 50-51% จากมูลค่าตลาดรวม 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนแบ่งที่มากที่สุดในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การเติบโตนี้เกิดจากสถานการณ์ต้นทุนที่เริ่มทรงตัว ทำให้ผู้ผลิตสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น และมีกิจกรรมการตลาดและโปรโมชั่นมากขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การตลาดและโปรโมชั่นเพิ่มยอดขาย

การแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เข้มข้นทำให้ผู้ผลิตต้องมีการจัดกิจกรรมการตลาดและโปรโมชั่นมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ คาดว่ากำลังซื้อจะคึกคักขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่แจกเงินสด 10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้พิการ อย่างไรก็ตาม นายพันธ์เน้นว่าการซื้อมาม่าในช่วงนี้ส่วนใหญ่มาจากการซื้อแบบปกติที่ทุกครัวเรือนมีการซื้อเป็นประจำอยู่แล้ว

มาม่าขยายกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับปี 2568 มาม่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากตลาดปีนี้ โดยสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบยังคงไม่ผันผวนเหมือนปี 2565 แต่ยังคงกังวลเรื่องสงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี นอกจากนี้ มาม่ายังมีแผนที่จะติดตั้งเครื่องจักรใหม่อีก 2 เครื่อง จากเดิม 4 เครื่อง เป็น 6 เครื่อง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในสายผลิตภัณฑ์บิ๊กแพคและมาม่าโอเคที่มีตลาดเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

การขยายตลาดส่งออกเพื่อเพิ่มรายได้

มาม่ามีแผนที่จะขยายส่วนแบ่งการส่งออกจากปัจจุบันที่อยู่ระหว่าง 28-30% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 30-40% โดยการขยายการผลิตและเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายรายได้ในปี 2569-2570 คือ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดันรายได้ให้สูงขึ้นจากการขยายตลาดส่งออกและเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ

ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของมาม่า

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเติบโตได้ดีในปีนี้ ได้แก่ การทรงตัวของต้นทุนวัตถุดิบ การแข่งขันที่เข้มข้นในด้านการตลาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ การขยายกำลังผลิตและการขยายตลาดส่งออกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มาม่าสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่สูงที่สุดในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้

อนาคตที่สดใสสำหรับมาม่าและตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ด้วยกลยุทธ์การขยายกำลังผลิตและการขยายตลาดส่งออกที่ชัดเจน มาม่ามองว่าอนาคตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่ดีต่อไป แม้ว่าจะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกเช่น สงครามและราคาพลังงาน แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ดีและการขยายกำลังผลิตอย่างต่อเนื่อง มาม่ามีความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดและขยายรายได้ให้สูงขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จุฬาราชมนตรีมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมเชียงราย พร้อมเสริมสร้างความสามัคคีทางศาสนา

 

จุฬาราชมนตรีมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมเชียงราย พร้อมเสริมสร้างความสามัคคีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 จุฬาราชมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 144 ราย ณ มัสยิดดารุลอามาน อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย การมอบเงินครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธในพื้นที่

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากคณะกรรมการกลางอิสลาม

อาจารย์ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวว่าตั้งแต่วันแรกที่เชียงรายประสบอุทกภัย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวเชียงรายอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนา ประเทศไทยที่มีศาสนาหลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ที่เป็นอัครศาสนูปถัมภก

ความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนในการฟื้นฟูเชียงราย

เหตุการณ์น้ำท่วมที่เชียงรายได้นำพาดินโคลนมากับน้ำ ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวเชียงรายอย่างเต็มใจ นายธีระ ยีโกบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้มอบเงินสมทบจำนวน 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย พร้อมฝากความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อผู้ประสบภัย

นโยบายสนับสนุนผู้ประสบภัยจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้ประกาศมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงนโยบายช่วยเหลือพักชำระเงินต้น 6 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูสภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบ

ความสามัคคีและการช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ

การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังเป็นสัญญาณของความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนไทยทุกศาสนา การตอบรับที่ดีจากประชาชนทั้งมุสลิมและพุทธแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเอื้ออาทรที่มีต่อกันในสังคมไทย

อนาคตที่สดใสหลังน้ำท่วม

การช่วยเหลือจากคณะกรรมการกลางอิสลามและภาคส่วนอื่นๆ ทำให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับชุมชนเชียงรายในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

ไทยประสบความสำเร็จในการประชุมอาเซียนครั้งที่ 44-45

ความสำเร็จในการประชุมอาเซียนครั้งที่ 44 และ 45 ของประเทศไทย

ในวันที่ 12 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงความสำเร็จของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 44 และ 45 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2567 ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การประชุมครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความสำคัญและบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก

การประชุมอาเซียนที่ประสบความสำเร็จ

การประชุมอาเซียนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมอย่างแข็งขัน ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีส่วนร่วมในกว่า 20 วาระสำคัญ ตั้งแต่พิธีเปิดการประชุมจนถึงการกล่าวถ้อยแถลงที่แสดงถึงวิสัยทัศน์และนโยบายของประเทศไทยในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การเจรจาทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า

นายกรัฐมนตรีแพทองธารฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาทางการค้าและการลงทุนกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาการค้าการลงทุนที่ดีเยี่ยม และได้รับความสนใจจากผู้นำประเทศต่างๆ นอกจากการประชุมสุดยอดอาเซียนแล้ว ยังมีการประชุมอาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลี และอาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งทุกครั้งที่มีการกล่าวแถลง นายกรัฐมนตรีได้แสดงถึงความตั้งใจในการร่วมมือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก

การประชุมทวิภาคีและการลงทุนใหม่

หลังจากการประชุมอาเซียน นายกรัฐมนตรีแพทองธารฯ ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับ 12 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น สิงคโปร์ กัมพูชา และอื่นๆ ซึ่งมีการลงนามข้อตกลงการลงทุนใหม่ ๆ เช่น กลุ่มทุนในตะวันออกกลางที่ประกาศแผนลงทุนในศูนย์ข้อมูลดาต้าเซนเตอร์ในไทยกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท การลงทุนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

การแสดงถึง Soft Power ของไทย

นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้แสดงถึง Soft Power ของไทยอย่างเด่นชัด ด้วยการแต่งกายผ้าไทยที่สวยงามและการต้อนรับจากสื่อและประชาชนลาวที่เป็นกันเอง การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในสายตาชาวต่างชาติ

อนาคตที่สดใสสำหรับประเทศไทย

หลังการประชุมอาเซียนครั้งนี้ คาดว่าจะมีข่าวดีเพิ่มเติมสำหรับประเทศไทย ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการขยายโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่อง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ได้ให้ความเห็นว่า ความสำเร็จในการประชุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

การทำงานหนักของคณะผู้แทนไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธารฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการเจรจาและสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในทุกด้าน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ตั้งโรงครัวจิตอาสา ช่วยผู้ประสบภัย น้ำท่วมที่แม่สาย จ.เชียงราย

ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 ตั้งโรงครัวช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่แม่สาย จ.เชียงราย

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 (ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3) ร่วมกับกองบัญชาการควบคุมบริหารสถานการณ์ จ.เชียงราย ภายใต้การนำของ พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ได้จัดตั้งโรงครัวเพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับกำลังพลและจิตอาสาที่ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

โรงครัวนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตามแผนการฟื้นฟูของรัฐบาล โดยในแต่ละมื้อจะประกอบอาหารแจกจ่ายมากถึง 2,800 – 3,000 กล่องต่อมื้อ และจะดำเนินการแจกจ่ายจนกว่าภารกิจการฟื้นฟูจะแล้วเสร็จ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ร.ท. ธวัช เขื่อนขันติ์ รักษาราชการพลาธิการ มทบ.37 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกำลังพลและรถครัวสนาม เพื่อทำหน้าที่ประกอบอาหารสำหรับแจกจ่าย โดยมีจิตอาสาร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันทีมงานได้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามแผนงานฟื้นฟูของรัฐบาล

ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์

การจัดตั้งโรงครัวครั้งนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกำลังพลและจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของ อ.แม่สาย ซึ่งถูกน้ำท่วมและเกิดความเสียหายอย่างหนัก

แผนฟื้นฟูของรัฐบาล


การช่วยเหลือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานจากส่วนกลางที่เน้นให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย

การดำเนินงานของ ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนและครบถ้วน โดยมีแผนที่จะดำเนินการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

การปฏิบัติภารกิจนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าพื้นที่ต่าง ๆ จะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้

สรุป

ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 ตั้งโรงครัวประกอบอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยแจกจ่ายอาหาร 2,800 – 3,000 กล่องต่อมื้อให้กับกำลังพลและจิตอาสาที่ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟู ตามแผนของรัฐบาลในการบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

จีน เวียดนาม และไทย ครองสัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชามากกว่า 73%

จีน เวียดนาม และไทย ครองสัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชามากกว่า 73%

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 สำนักข่าว Phnom Penh Post รายงานว่า จีน เวียดนาม และไทย มีสัดส่วนการนำเข้ารวมกันมากกว่า 73% ของการนำเข้าทั้งหมดของกัมพูชา จากข้อมูลของกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567 กัมพูชานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรวมมูลค่าทั้งสิ้น 18.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย 3 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน เวียดนาม และไทย มีมูลค่าการนำเข้ารวม 13.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 73.59 % ของยอดการนำเข้าทั้งหมด เพื่อสนองความต้องการภายในประเทศและเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตและแปรรูปสินค้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

สัดส่วนการนำเข้าของกัมพูชาจาก 3 ประเทศหลัก
  1. จีน: กัมพูชานำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 24.8 % จากปีก่อน หรือคิดเป็น 47.2% ของการนำเข้าทั้งหมด เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานและสถานประกอบการภายในประเทศ
  2. เวียดนาม: มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 2.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13% หรือคิดเป็น 14.6% ของการนำเข้าทั้งหมด สินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตร
  3. ไทย: กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14.3% หรือคิดเป็น 11.7% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ กัมพูชายังนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย จีนไทเป มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ชิลี สหรัฐอเมริกา ลาว อินเดีย เยอรมนี ออสเตรเลีย และเดนมาร์ก แต่สัดส่วนรวมกันน้อยกว่า 27% ของการนำเข้าทั้งหมด

การค้าระหว่างกัมพูชากับจีน เวียดนาม และไทย

จากข้อมูลของ GDCE ยังระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 จีน เวียดนาม และไทย ได้มีการนำเข้าสินค้าจากกัมพูชารวมมูลค่าประมาณ 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 23.8% ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชาที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 17.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ
  1. ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและ 3 ประเทศหลัก
    ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลของจีน เวียดนาม และไทย อยู่ในระดับที่ดีมาก และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แม้จีนจะไม่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่เป็นศูนย์กลางหลักในการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ส่วนเวียดนามและไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับกัมพูชา ทำให้การซื้อขายสินค้าระหว่างกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

  2. ความสำคัญของการค้าภายในภูมิภาค
    ความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกทำให้การค้าภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความสำคัญมากขึ้น การดำเนินข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ส่งผลให้การค้าระหว่างกัมพูชากับจีน เวียดนาม และไทยเติบโตต่อเนื่อง กัมพูชาได้นำเข้าสินค้าจากทั้ง 3 ประเทศเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีการส่งออกสินค้าจำนวนมากไปยังประเทศเหล่านี้เช่นกัน

โอกาสและความท้าทายของกัมพูชา

แม้การค้าและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของกัมพูชาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และพยายามใช้โอกาสจากความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บทวิเคราะห์: ความร่วมมือและการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการผลิตและการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : phnompenhpost / cambodianess

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News