Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เชียงรายจัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง-ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ

เชียงราย เตรียมจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ที่ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติ” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานกิจกรรมครั้งนี้

เตรียมจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่น เฉลิมพระเกียรติ วันที่ 2 พ.ย. 2567

กิจกรรมครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ระยะทาง 5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นที่สวนตุงและโคม อำเภอเมืองเชียงราย และมีจุดปล่อยตัวและเข้าเส้นชัยบริเวณลานรำวงย้อนยุค สวนตุงและโคม โดยกิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 05:00 น. เป็นต้นไป การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพ และการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่ายต่อการปฏิบัติ เช่น การเดิน การวิ่ง และการปั่นจักรยาน นอกจากนี้ ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพและมีความรู้ในการป้องกันโรคต่างๆ อย่างถูกต้อง

ผู้ร่วมกิจกรรมคึกคัก ยอดผู้สมัครกว่า 10,499 คน

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมแล้วจำนวน 10,499 คน และมีประชาชนที่ได้รับเสื้อวิ่งจำนวน 6,150 คน โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์สามารถติดต่อรับเสื้อได้ตามจุดบริการที่กำหนด ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอและโรงพยาบาลชุมชน ในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 รวมถึงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย แห่งที่ 1 (ดาวน์ทาวน์) ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2567 และที่สวนตุงและโคม เทศบาลนครเชียงราย ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ก่อนเวลาเริ่มกิจกรรม

สำหรับประชาชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนรับเสื้อโครงการ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ด้วยการสวมใส่เสื้อเฉลิมพระเกียรติ หรือเสื้อสีเหลืองในรูปแบบใดก็ได้ตามความเหมาะสม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและสร้างความตระหนักถึงการป้องกันโรคอัมพาตในครั้งนี้

 
เป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันอัมพาต

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวในที่ประชุมว่า การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่น ครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาต ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่พบมากในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความรัก ความสามัคคีในชุมชน และแสดงถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการดำเนินงานโครงการเฉลิมพระเกียรติที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

รายละเอียดเส้นทางและการอำนวยความสะดวก

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการรายงานเส้นทางการจัดกิจกรรมและการเตรียมความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งการดูแลความปลอดภัย การจัดการจราจร และการตั้งจุดบริการต่างๆ ตลอดเส้นทาง เพื่อให้กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

โครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10” ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีทั่วประเทศ โดยในปีนี้ จังหวัดเชียงรายได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งสูบน้ำท่วมขังชุมชนทวีรัตน์ หลังท่วมยาวกว่า 1 เดือน

 

อบจ.เชียงราย เร่งสูบน้ำช่วยชุมชนทวีรัตน์ หลังน้ำท่วมขังนานกว่า 1 เดือน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและบ้านเรือนประชาชนในชุมชนทวีรัตน์ อำเภอเมืองเชียงราย หลังเกิดเหตุน้ำท่วมขังยาวนานกว่า 1 เดือน ส่งผลกระทบกับชาวบ้านประมาณ 40 หลังคาเรือน ซึ่งมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ถึง 20 หลังคาเรือน คิดเป็นพื้นที่กว่า 3 ตารางกิโลเมตร โดยมีความลึกของน้ำท่วมขังประมาณ 1 เมตร

นายดำรงค์ศักดิ์ได้มอบหมายให้กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ประสานงานกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขต 15 จังหวัดเชียงราย เพื่อนำเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกลจำนวน 2 เครื่องเข้าดำเนินการสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน คาดว่าจะสามารถสูบน้ำให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 2 วัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

น้ำท่วมขังในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลแม่ยาว

ชุมชนทวีรัตน์ ตั้งอยู่บริเวณหลังหมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างเขตเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลแม่ยาว โดยมีบ้านเรือนจำนวน 26 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังอย่างหนักกว่า 14 หลังคาเรือน ลึกตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร สาเหตุหลักมาจากพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นหนองน้ำเก่า และถูกปรับเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย จึงมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้งเมื่อฝนตกหนัก

เทศบาลนครเชียงรายได้พยายามแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กดำเนินการมาแล้ว 2 สัปดาห์ แต่ไม่สามารถสูบน้ำได้หมดเนื่องจากปริมาณน้ำมีจำนวนมาก จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก ปภ. เขต 15 เชียงราย ในการนำเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกลเข้ามาเพิ่มเติม พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อทำทางลัดเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วม เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าพื้นที่

เร่งปรับเส้นทาง และเตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด

ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อบจ.เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลแม่ยาว กำนันตำบลแม่ยาว ผู้นำชุมชน และฝ่ายปกครองจังหวัด ได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาและการเตรียมฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้จัดเตรียมหินคลุกและทำการปรับเส้นทางลัดเข้าสู่พื้นที่น้ำท่วม เพื่อให้เครื่องสูบสามารถเข้าทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ในบ่ายวันเดียวกัน กองป้องกันฯ อบจ.เชียงราย และ ปภ. เขต 15 เชียงราย ได้ดำเนินการวางหินคลุกและปรับเส้นทางเสร็จสิ้น พร้อมทั้งเตรียมเริ่มปฏิบัติการสูบน้ำในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค. 2567) คาดว่าจะสามารถสูบน้ำให้แห้งได้ภายใน 2 วัน

ฟื้นฟูพื้นที่และทำความสะอาดหลังน้ำลด

หลังจากดำเนินการสูบน้ำให้แห้งแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ เช่น อบจ.เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลแม่ยาว จะนำเครื่องจักรเข้ามากำจัดโคลนและทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมทั้งทางสำนักงานปกครองจังหวัดและมณฑลทหารบกที่ 37 จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ อส. และทหาร เข้าช่วยเหลือชาวบ้านในการล้างทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าพื้นที่พักอาศัยได้โดยเร็ว

เร่งประสานแก้ไขข้อพิพาทและอาณาเขตการปกครอง

นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาในด้านการจัดการอาณาเขตปกครองระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลแม่ยาว เนื่องจากพื้นที่ทวีรัตน์บางส่วนอยู่ในเขตของทั้งสองเทศบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการประสานงานในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยจะมีการประสานงานเพื่อจัดทำแผนงานแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอนาคต

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชนทวีรัตน์ พร้อมฟื้นฟูพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จับร้านขายยาผิดกฎหมาย ยึดของกลางกว่า 15,000 ชิ้น

จับร้านขายยาผิดกฎหมายเชียงราย ยึดของกลาง 15,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ที่ห้องประชุมกาสะลองคำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย ทันตแพทย์ฉลองชัย สกลวสันต์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.มานพ เสนากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมสถานประกอบการจำหน่ายยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมความงามผิดกฎหมาย โดยตรวจยึดของกลางได้กว่า 15,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท

ตรวจยึดยาและผลิตภัณฑ์ความงามผิดกฎหมาย

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่ามีสถานที่จำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ผิดกฎหมาย บริเวณถนนเวียงบูรพา หรือบายพาสฝั่งตะวันออก ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในร้านพบยาควบคุมและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จำนวนมาก

ยาอันตรายและผลิตภัณฑ์เสริมความงามผิดกฎหมาย

ของกลางที่ยึดได้ในครั้งนี้ประกอบด้วยยาอันตรายที่ต้องมีการควบคุมตามกฎหมาย เช่น โบท็อกซ์ ยาชาไลโดเคน กลูต้าไธโอนสำหรับฉีด คอลลาเจนชนิดฉีด โซเดียมไฮยาลูโรเนตชนิดฉีด วิตามินชนิดฉีด ฟิลเลอร์ เส้นไหมร้อยหน้า และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. และเครื่องมือแพทย์สำหรับใช้ในคลินิกความงามที่ต้องได้รับการควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นายแพทย์วัชรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาและผลิตภัณฑ์ที่ตรวจยึดได้บางรายการเป็นของที่ต้องใช้ในคลินิกเฉพาะทางเท่านั้น ไม่สามารถจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปได้ การลักลอบจำหน่ายเช่นนี้จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการเลือกซื้อยาและผลิตภัณฑ์ความงาม ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เบาะแสจากประชาชนสู่การจับกุม

ด้าน พล.ต.ต.มานพ เสนากุล เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับเบาะแสจากประชาชนที่สังเกตเห็นความผิดปกติของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายหน้าร้านและการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานจนแน่ชัด ก่อนที่จะยื่นขอหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงราย เพื่อเข้าตรวจค้นและยึดของกลางทั้งหมด

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการได้เช่าสถานที่ดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 และมีการเคลื่อนย้ายสถานที่เก็บสินค้าบ่อยครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยสินค้าบางรายการนำเข้ามาจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย ก่อนนำมาจัดจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด พร้อมกับทำโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะขยายผลการจับกุมไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น หมอกระเป๋า หรือผู้รับซื้อเพื่อนำไปขายต่อ

โทษหนัก จำคุก 5 ปี

สำหรับโทษของการจำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงความผิดอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ที่ระบุโทษปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือจำคุกสูงสุด 1 ปี ซึ่งในกรณีนี้ผู้ต้องหาจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกข้อหาและมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป

นายแพทย์วัชรพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อยาและผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ควรตรวจสอบแหล่งที่มาว่าได้รับการรับรองจาก อย. และเลือกใช้บริการจากสถานประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งขอให้ผู้ประกอบการที่ยังจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายอยู่ยุติการกระทำดังกล่าวทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เลื่อนจัดงาน ชา-กาแฟ เชียงราย 2024 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดงาน

ทีเส็บเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ หลังน้ำลด พร้อมดันงานอีเวนต์ปลายปี ชูซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งประกอบด้วยการจัดประชุม งานแสดงสินค้า และอีเวนต์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านการจัดงานขนาดใหญ่หลายงานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการจัด เทศกาลประจำจังหวัด ต่าง ๆ ที่ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลไทย โดยการนำเสนอวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านการจัดงานต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ไมซ์ดันรายได้ท่องเที่ยวพุ่ง 3 เท่า

นายจิรุตถ์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 3 เท่าครึ่ง ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมา ทีเส็บ ได้ร่วมมือกับ หอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการส่งเสริมการจัดงานในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อลดความหนาแน่นของการจัดงานในเมืองใหญ่ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เช่น การจัดงานเทศกาลประจำจังหวัด หรือการจัดนิทรรศการเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“ขอนแก่นปลาร้าเฟสติวัล” จัดปลายปี เน้นอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ในเดือนธันวาคมนี้ ทีเส็บเตรียมสนับสนุนการจัดงาน ขอนแก่นปลาร้าเฟสติวัล ซึ่งเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น และวัฒนธรรมการทำปลาร้าในจังหวัดขอนแก่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของขอนแก่นในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการจัดงานในรูปแบบ “ระเบิดจากภายใน” (Inside-Out) ซึ่งเป็นการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม Soft Power ผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น

 
ฟื้นฟูพื้นที่จัดงานหลังน้ำลดในเชียงใหม่-เชียงราย

นายจิรุตถ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ ทีเส็บอยู่ระหว่างการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่จัดงานในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะ เชียงใหม่ และ เชียงราย หลังจากระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง เช่น โรงแรมและสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่ต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning Day) เนื่องจากได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทั้งนี้ ทีเส็บจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้พร้อมสำหรับการจัดงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจัดงานไมซ์และอีเวนต์มากที่สุด

“ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2567 (ต.ค.-ธ.ค.) เป็นช่วงเวลาสำคัญของการจัดงานไมซ์และอีเวนต์ในประเทศไทย เราจึงต้องเร่งฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับงานต่าง ๆ เช่น งาน ชา-กาแฟ ของจังหวัดเชียงราย ที่แม้สถานที่จัดงานจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดงาน เราอาจต้องมีการเลื่อนการจัดงานไปอีกเล็กน้อย” นายจิรุตถ์ กล่าว

เตรียมบิดงานอีเวนต์ระดับโลกเข้าประเทศในปี 68

สำหรับปี 2568 ทีเส็บเตรียมดำเนินการเสนอแผนการจัดงานประชุมและอีเวนต์ระดับโลกในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาจัดงานในไทยมากขึ้น ผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุนการจัดงานขนาดใหญ่ พร้อมทั้งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของจังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ และ เชียงราย ที่มีศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ และสามารถดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: “ไมซ์” กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังน้ำลด

การฟื้นฟูและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์จะเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2567 นี้ โดยเฉพาะการจัดงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เช่น เชียงใหม่ และเชียงราย ที่ทีเส็บกำลังเร่งฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาพร้อมรับการจัดงานและดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ทั้งนี้ การฟื้นฟูและดึงดูดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งสนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดงานประชุมและนิทรรศการในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : World Tea & Coffee Expo 2024

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

น้ำท่วมเชียงราย 9 ก.ย. – 9 ต.ค. 67 ยอดเงินกองทุน 9,670,321.42 บาท

 

ข้อมูลสะสมระหว่างวันที่ 9 ก.ย. – 9 ต.ค. 2567 รวมทั้งสิ้น 13 อำเภอ 64 ตำบล 581 หมู่บ้าน 1 เทศบาลนคร (52 ชุมชน) โดยราษฎรได้รับผลกระทบเบื้องต้น 56,587 ครัวเรือน เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 3 ราย บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบ(เสียหายทั้งหลัง) 112 หลัง ตลาดชุมชนเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบ 2 แห่ง ร้านค้า/สถานประกอบการ 92 แห่ง โรงงานอุตสาหกรรม 19 แห่ง พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ 18,587 ไร่ ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ 49,054 ตัว (ได้แก่ โค 1,110 ตัว กระบือ 176 ตัว สุกร 66 ตัว แพะ/แกะ 25 ตัว สัตว์ปีก 47,677 ตัว) สัตว์เลี้ยง 322 ตัว (ได้แก่ สุนัข 145 ตัว แมว 154 ตัว และอื่นๆ 23 ตัว) บ่อปลา 1,074.53 ไร่ ด้านสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โรงเรียน 42 แห่ง ถนน 42 จุด คอสะพาน 5 จุด และ รพ.สต. 1 แห่ง

 

รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งได้เตรียมการมาเป็นอย่างดีทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ พร้อมกำลังพลในการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง หลายวัน ทำให้วันนี้ (9 ตุลาคม 2567) ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

 

โดยเฉพาะที่ ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย อ.ดอยหลวง อ.เทิง อ.เวียงแก่น อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สรวย อ.เวียงชัย และอ.แม่ลาว เกิดน้ำท่วมหนักในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจ และเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน หากประชาชนต้องการขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1784

 

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานสถานที่เกิดเหตุ/ความเสียหาย/การให้ความช่วยเหลือ (เหตุต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 67 และสถานการณ์ในวันนี้ (9 ต.ค. 67) ดังนี้

 

การให้ความช่วยเหลือ จังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2567 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และจัดหาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีพ ผ่านทางธนาคาร กรุงไทย สาขาเชียงราย เลขที่บัญชี 504-3-23-732-5 ชื่อบัญชี กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2567 โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ยอดเงินบริจาค ณ วันที่ 9 ต.ค. 67 เวลา 16.30 น. จำนวน 9,670,321.42 บาท

 

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.แม่สาย แบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 2 โซนหลัก 6 โซนย่อย โซนหัวฝาย-สายลมจอย/เกาะทราย/ไม้ลุงขน : กระทรวงกลาโหม โซนเหมืองแดง/เหมืองแดงใต้/ ปิยะพร : กระทรวงมหาดไทย

 

ศูนย์พังพิงที่ยังคงให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลแม่สาย จำนวน 87 ราย ศูนย์พักพิงวัดถ้ำผาจม 50 ราย ศูนย์พักพิงวัดเหมืองแดง 52 ราย รวมทั้งสิ้น 189 ราย

 

การดำเนินการปิดจุดรอยรั่ว ป้องกันการอุบัติซ้ำกรมการทหารช่าง เสริมความแข็งแรงของแนว Big Bag จำนวน 7 จุด ดำเนินการวางแนวชั้นที่ 1 จุดท่าเจ้ดาว จำนวน  40 เมตร (ผลการดำเนินการ 100%) ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 10 ต.ค. 67) จะดำเนินการวางแนวชั้นที่ 2/ บ้านเหมืองแดงใต้ ซึ่งไม่มีแนว Big Bag แต่ใช้การบดอัดคันดินป้องกันน้ำท่วมทดแทน แผนดำเนินการระยะทาง 200 เมตร ดำเนินการได้ 150 เมตร (75%)

 

สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา วางชีทไพล์ 120 ต้น การฟื้นฟูระบบจ่ายน้ำประปาแผนการซ่อมแซมระบบประปา 472 จุด ดำเนินการแล้วเสร็จ 409 จุด(87%)  จุดซ่อมคงค้าง 63 จุด (14%) (จุดสำรวจแล้วรอเข้าซ่อม 61 จุด, จุดซ่อมคงค้าง 2 จุด)

 

การจ่ายน้ำเข้าพื้นที่ กปภ. สาขาแม่สาย จ่ายน้ำเข้าพื้นที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ห้าแยกตลาดพลอย อาคารอเนกประสงค์บ้านเกาะทราย (เฟส 1 ตามแผนการจ่ายน้ำทั้งหมด 3 เฟส) โดยได้ระดมเจ้าหน้าที่จาก กปก.ข.9 และ กปก.สาขาในสังกัดใกล้เคียง เข้าสำรวจ/ซ่อมแซมระบบประปาที่ชำรุด/เสียหาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถจ่ายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง ภายในวันที่ 8 ต.ค. 67 ในส่วนของพื้นที่ในเฟส 2 (ถนนไม้ลุงขน ตลาดพลอย ตลาดไม้ลุงขน เหมืองแดง) และเฟส 3 (เกาะทราย ไม้ลุงขน ผามควาย) กปก. ได้ประสานหน่วยงานฟื้นฟูพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนเคลียร์พื้นที่ตามลำดับ และคาดว่าจะสามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในวันที่ 14 ต.ค. 67

การจ่ายน้ำโดยรถบรรทุกน้ำ กปภ. จำนวน 6 คัน เติมถังน้ำวัดถ้ำผาจม/ถังบ้านอาข่า แจกจ่ายน้ำพื้นที่หยุดจ่ายน้ำชุมชนเกาะทราย ชุมชนไม้ลุงขน  ผามควาย ชุมชนภูผาคำ และห้าแยกตลาดพลอย เติมรถสุขาสาธารณะ ศูนย์พักพิงวัดพรหมวิหาร

 

กปภ. สาขาแม่สาย สนับสนุนน้ำให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ รถน้ำของ ป4.พัน.104 และพัน สห.31 รถน้ำของ ส.พัน4. เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนบริเวณศาลเจ้าพ่อคำแดง รถน้ำของ มทบ.33 เพื่อสนับสนุนให้แก่โรงเรียนไม้ลุงขนฯ รถน้ำของ ร.17 และ ร.17พัน.2 เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนไม้ลุงขน โซน 3D รถน้ำของ ป.4 พัน.7 กองพันพัฒนาที่ 3  พัน สร.4 พลร.4 เพื่อสนับสนุนให้แก่ชุมชนหัวฝาย-สายลมจอย

 

การฟื้นฟูระบบจ่ายไฟฟ้า

ค้างจ่ายไฟฟ้าจำนวน 258 หลังคาเรือน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ประกาศแผนกำหนดการเข้าตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อต่อกลับการใช้ไฟ ในพื้นที่บ้านเกาะทราย ม.7, บ้านไม้ลุงขน ม.10 และบ้านเหมืองแดง ม.2 ทั้งนี้ ได้มีประกาศขอความร่วมผู้ใช้ไฟที่ประสงค์ต่อกลับการใช้ไฟในพื้นที่ดังกล่าว รอรับการตรวจสอบฯ ตามกำหนดการดังนี้  วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ถนนไม้ลุงขน ตลาดพลอยวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เกาะทราย เกาะสวรรค์ ผามควาย วันที่ 9 ตุลาคม 2567 เหมืองแดง ซ.6 เหมืองแดง ซ.8 หน้าโรงเรียนไม้ลุงขนฯ

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.เมืองเชียงราย

 

หมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก ต.ริมกก อ.เมืองชร. : หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ มทบ.37 และกอ.รมน.จว.เชียงราย ภารกิจดูดโคลนถนนสายหลักภายในหมู่บ้าน 2 สาย นำขยะไปยังที่พักขยะ และฉีดน้ำรีดโคลนออกจากบ้าน รายละเอียดดังนี้ อาคารบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ 273 หลัง แสดงเจตนาให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ 63 หลัง ดำเนินการฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว 61 หลัง (97%) รอดำเนินดำเนินการ 2 หลัง (3%)

 

พื้นที่นอกเขตเทศบาลนครเชียงราย : หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

ตำบลแม่ยาวบ้านป่าอ้อใหม่ หมู่ที่ 5 ซอยทวีรัตน์ (พื้นที่คาบเกี่ยวกับชุมชนทวีรัตน์ เขตเทศบาลนครเชียงราย) ผลการดำเนินการความก้าวหน้า มีน้ำท่วมขังจำนวน 10 ครัวเรือน ระดับน้ำประมาณ 30 – 50 ซม.  ยังไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ ตำบลดอยฮาง บ้านผาเสริฐพัฒนา หมู่ที่ 6 บริเวณบ่อน้ำพุร้อนผาเสริฐ ดำเนินการล้างอาคาร สระน้ำพุ กำจัดดินโคลนและปรับพื้นที่ ตำบลริมกก บ้านเมืองงิม หมู่ที่ 4 ภาพรวมผลการดำเนินการฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือน 95% (ที่เหลือหมู่บ้านดำเนินการเอง) อยู่ระหว่างซ่อมพนังกันน้ำ วางบิ๊กแบ็ค ทำทางชั่วคราว ต.รอบเวียง บ้านป่างิ้ว หมู่ที่ 4 (หาดเชียงราย) ภาพรวมผลการดำเนินการ 65% ขนย้ายดินดินโคลน เก็บขยะ ทำความสะอาดร้านค้า 32 หลัง บ้านที่อยู่อาศัย อบต.รอบเวียงได้เข้าดำเนินการฟื้นฟูเรียบร้อยแล้วคงค้างขยะบ้านเรือน ต.นางแล บ้านเด่น หมู่ที่ 5 ทำพนังกั้นน้ำ(พนังดิน) 1 จุด ผลดำเนินการ 100% ต.ห้วยชมภู ถ.บ้านจะคือ หมู่ที่10 เส้นทางไปบ้านแม่สลัก หมู่ที่ 9 อยู่ระหว่างปรับเกลี่ยดิน เปิดใช้เส้นทาง

 

การก่อสร้างบ้านน็อคดาวน์ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม กรณีบ้านถูกน้ำพักเสียหายทั้งหลัง ตามโครงการ “โครงการบ้านร่วมใจ” ในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลริมกก และตำบลดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เป้าหมายรวม 31 หลัง ดำเนินการโดยเรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 ต.ค. 67

 

การกำจัดเศษวัสดุ ขยะ และดินโคลนตามเส้นทาง จุดพักขยะจำนวน 7 จุด ปริมาณขยะ 45,783 ตัน

เทศบาลนครเชียงราย ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชน ดังนี้ ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเบื้องต้น ครอบครัวละ 2,500 บาท  มอบไปแล้ว 7,590 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 18,975,000 บาท คงเหลืออีก 838 ครัวเรือน เยียวยาตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2567 มอบไปแล้ว 3,690 ครัวเรือน เป็นเงินทั้งสิ้น 18,450,000 บาท คงเหลืออีก 4,738 ครัวเรือน

 

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย อ.เวียงป่าเป้า

เทศบาลตำบลป่างิ้ว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองร่วมกันฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนราษฎรและซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ดำเนินการแล้วเสร็จ 100%

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโป่ง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองร.17พัน.3 ภาคเอกชน และราษฎรในพื้นที่ ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบ้านห้วยหินลาด(หย่อมบ้านห้วยทรายขาว) หมู่ที่ 7 ต.บ้านโป่ง

 

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาเวียงป่าเป้า ซ่อมแซมระบบจ่ายไฟให้กับครัวเรือนในพื้นที่

หย่อมบ้านห้วยไม้เดื่อ บ้านดงหล่ายหน้า หมู่ที่ 7 ต.เวียง และหย่อมบ้านห้วยทรายขาว บ้านห้วยหินลาด หมู่ที่ 7 ต.บ้านโป่ง ผลดำเนินการกู้ระบบไฟฟ้าประมาณ 95% คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 10 ต.ค.67)

 

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รถประกอบอาหารเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 67 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 8 ต.ค. 67) ประกอบอาหาร จำนวน 2 มื้อ รวมทั้งหมด 3,630 กล่อง ประกอบด้วยเมนู หมูผัดพริกไทยดำ ลาบหมู ผัดคะน้าหมูชิ้น  ผัดกระเพราหมูชิ้น ผัดพริกแกงหมูชิ้น ไก่กรอบผัดกระเทียม เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

 

ชมรมแม่บ้านมหาดไทย

“แม่บ้านมหาดไทยร่วมใจฟื้นฟูเชียงราย” จัดตั้งโรงครัว (ครัวแม่บ้านมหาดไทย) เพื่อผลิตอาหาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่ม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณ หอประชุมชั้นล่างอาคาร 7 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 67 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 7 ต.ค. 67)

 

กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ได้ส่งกำลังพล สมาชิก อส. จากส่วนกลาง และร้อย อส.จ. จาก 36 จังหวัด กองบังคับการจังหวัด จำนวนไม่น้อยกว่า 1,462 นาย ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบอุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นสุดภารกิจ รายละเอียดดังนี้

อ.แม่สาย จ่ายกำลังพล 850 นาย ดำเนินการในพื้นที่บ้านเหมืองแดงใต้ บ้านเหมืองแดง และหมู่บ้านปิยะพร เป้าหมาย 314 หลัง

อ.เมืองเชียงราย จ่ายกำลังพล 612 นาย ดำเนินการในพื้นที่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย

นอกเขตเทศบาลนครเชียงราย (พื้นที่ตำบลแม่ยาว ดอยฮาง ริมกก รอบเวียง ห้วยชมภู และนางแล) และพื้นที่สาธารณะ

 

การสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านปฏิบัติการ (อุทกภัย) และกำลังพล ของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ประจำวันที่ 9 ต.ค. 67 ดังนี้

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง  เขต 11 สุราษฎร์ธานี และเขต 15 เชียงราย นำหัวลากพร้อมหางลากจูงเครื่องจักรกล รถขุดตักไฮดรอลิคยกสูง รถตักล้อยางเอนกประสงค์ รถขุดล้อยางกู้ภัยปรับฐานล้อ รถตีนตะขาบ รถบรรทุเทท้าย 6 ล้อ 6 ตัน รถบรรทุกขนาดใหญ่ 6 ล้อ รถขุดตักไฮดรอลิค ทั้งชนิดแขนสั้น และแขนยาว ทำการขุดตักขนย้ายดินโคลน เศษวัสดุ สิ่งปรักหักพัง ออกจากบ้านเรือนราษฎรในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย และนำหินคลุกเททำทางเข้า-ออกพื้นที่ทิ้งเศษวัสดุ หมู่ที่ 10 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย

 

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร นำรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ขนาด 12,000 ลิตร และรถบรรทุกน้ำช่วยดับเพลิง 10,000 ลิตร ร่วมกับ อส. ฉีดล้างทำความสะอาดบริเวณสวนสาธารณะเกาะลอย ตำบลเวียง และศูนย์ประชุมสินค้านานาชาติ GMS ตำบลริมกก อำเภอเมืองชร. จังหวัดเชียงราย

 

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิงขนาด 10,000 ลิตร จำนวน 2 คัน และรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขนาด 12,000 ลิตร จำนวน 1 คัน แจกจ่ายน้ำให้กับประชาชนหมู่บ้านกิจโพธิ์ทอง/บ้านเมืองงิม ม.4 ต.ริมกก ,บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย ต.สันทราย อ.เมืองชร. จ.เชียงราย

 

ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย สนับสนุนยานพาหนะและเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติภารกิจ ดังนี้

นำรถขุดตักไฮดรอลิค ปรับเส้นทางสัญจร ถนนในพื้นที่บ้านรวมมิตร หมู่ที่ 2 ต.แม่ยาว อ.เมืองชร. จ.เชียงราย

นำรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย บรรทุกผ้าห่ม จำนวน 20 กระสอบ 12 กล่อง จากศูนย์รับบริจาค ศปภ. เขต 15 เชียงราย นำส่งให้กาชาดจังหวัดเชียงราย เพื่อมอบให้ผู้ประสบภัยต่อไป

 

นำรถบรรทุกน้ำช่วยดับเพลิงขนาด 10,000 ลิตร ไปฉีดล้างทำความสะอาดในบริเวณอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

นำรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ขนาด 12,000 ลิตรไปฉีดล้างทำความสะอาดบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย

 

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย บรรเทาความเดือดร้อนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ตามมาตรการ “PEA บรรเทาความเดือดร้อนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 กันยายน 2567 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ที่อยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัย สำหรับค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2567 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้ไม่เรียกเก็บค่าไฟฟ้า เดือนกันยายน 2567 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าเดือนถัด ๆ ไป ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 30 ก่อนคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนตุลาคม 2567

 

ศูนย์พักพิง ที่ยังเปิดศูนย์ฯ ให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ ณ วันที่ 8 ต.ค. 67 รวมทั้งสิ้น 5 แห่ง

แบ่งตามขอบเขตการปกครอง ได้แก่ อ.แม่สาย 3 แห่ง/ อ.เวียงป่าเป้า 1 แห่ง/ วันที่ 2 ต.ค. 67 อ.เมืองเชียงราย 1 แห่ง

ศูนย์พักพิงฯ ที่มีทีมแพทย์และสาธารณสุขให้บริการด้านการแพทย์ เยียวยาจิตใจ แจกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ ทั้งหมด 4 แห่งรายละเอียดดังนี้

 

อำเภอแม่สาย ที่ยังเปิดศูนย์ฯ ให้บริการที่พักพิงชั่วคราวอยู่ ณ ปัจจุบัน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 173 คน (โดยเป็นศูนย์พักพิงฯ ที่มีทีมแพทย์และสาธารณสุขให้บริการ ทั้ง 3 แห่ง) ดังนี้ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลแม่สาย* คงค้างจำนวน 87 ราย  ศูนย์พักพิงวัดเหมืองแดง* คงค้างจำนวน 50 ราย ศูนย์พักพิงวัดถ้ำผาจม* คงค้างจำนวน 36 ราย

อำเภอเวียงป่าเป้า ศูนย์พักพิง อบต.บ้านโป่ง จำนวน 1  แห่ง  คงค้างจำนวน 26 คน

อำเภอเมืองเชียงราย วันที่ 2 ต.ค. 67 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เปิดศูนย์อพยพ/พักพิง (ชั่วคราว) ณ อาคารเรียน 10 โรงเรียน อบจ. เชียงราย (ด้านหลังรูปปั้นบัวบาน ผามั่ง)

 

มูลนิธิสมาคมกู้ชีพกู้ภัย อาสาสมัคร จิตอาสาภาคประชาชน ร้านค้า/ผู้ประกอบการ สนับสนุนปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย ให้ที่พักพิงชั่วคราว มอบอาหารปรุงสำเร็จ และถุงยังชีพ

 

วิทยาลัยอาชีวศึกษาและโรงเรียนในเครือ ดำเนินโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix It Center

ตั้งจุดบริการและจัดชุดเคลื่อนที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจะช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมถึงยานพาหนะที่เสียหาย เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. เป็นต้นมา

 

ศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center ถาวร ซ่อมฟรี เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ ที่เสียหายจากเหตุอุทกภัย จำนวน 3 แห่ง ดังนี้ ภายในวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย อ.เมืองชร. วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมืองชร. จุดบริการบ้านเวียงกือนา หมู่ที่ 2 ต.ริมกก อ.เมืองชร.

 

ช่างซ่อมจิตอาสา ช่างซ่อมจิตอาสาจังหวัดสมุทรปราการ นำโดยช่างเต้ วัดด่าน ตั้งศูนย์ช่วยซ่อมจักรยานยนต์ที่โดนน้ำท่วม ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 3 – 15 ต.ค. 2567 ณ ศูนย์การเรียนรู้ อบจ.เชียงราย สี่แยกศูนย์ราชการ

 

นายอภิวัฒน์ เรืองโรจ และนายสุวิทย์ ขวัญแก้ว สองพี่น้องใจบุญ ที่ขับรถจักรยานยนต์มาจากกรุงเทพมหานครเพื่อช่วยซ่อมรถให้ชาวเชียงรายฟรี โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย และตั้งใจอยู่ช่วยต่อจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ณ จุดรับซ่อมบริเวณหน้าศูนย์ยามาฮ่าสามแยกทางเข้าวัดฝั่งหมิ่น พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fR3Y8Jt11D9BtMGVA

 

วันที่ 17 ก.ย. 67 ทภ.3 จัดตั้ง ศบภ.ทภ.3 ส่วนหน้า ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่ออำนวยการประสานงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยทหารทุกหน่วย ในพื้นที่ อ.แม่สาย จนถึงปัจจุบัน

 

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ณ โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย

 

อบจ.เชียงราย ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม  ด้านดำรงชีพ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายด้านดำรงชีพ ได้แก่ค่าเครื่องนุ่งห่ม รายละไม่เกิน 1,100 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท ค่าเครื่องครัวและอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 3,500 บาทค่าเครื่องนอน รายละไม่เกิน 1,000 บาท หลักฐานที่ต้องเตรียม ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของเจ้าของบ้านที่ประสบภัย รูปภาพความเสียหาย กรณีผู้เช่า แนบเอกสารสัญญาเช่า การขอรับความช่วยเหลือ ผ่าน อบต. หรือ ทต. ที่ประสบภัย ในวันและเวลาราชการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย ฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย โทร. 053175329 หรือ 053175333 ต่อ 1402 ในวันและเวลาราชการ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 30 ก.ย. 2567 ขยายเวลาถึงวันที่ 15 ต.ค.67

 

การปฏิบัติงานฟื้นฟูบูรณะ และกู้คืนพื้นที่ของจิตอาสาราชทัณฑ์ (จอส.รท.) และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ประจำวันที่ 8 ต.ค. 67

 

เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงรายและกำลังสนับสนุนจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน เขต 5 (รจจ.ลำพูน, รจจ.พะเยา ,ทสบ.ลำปาง ,รจอ.แม่สะเรียง, รจก.ลำปางและ รจจ.ฝาง) จำนวน 16 นาย นำผู้ต้องขัง จำนวน 78 คน ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์(ในรูปแบบ CSR) บรรเทาภัยน้ำท่วมพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดังนี้ 

 

ภารกิจภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ปรับภูมิทัศน์ ขนย้ายสิ่งของ ล้างทำความสะอาดสิ่งของเปื้อนโคลน บ้านเรือนประชาชนหลังน้ำลด จำนวน  8 จุด ภารกิจดำเนินการก่อสร้างบ้านน็อคดาวน์ จำนวน 6 หลัง บ้านเมืองงิม หมู่ที่ 4 ต.ริมกก จำนวน 1 หลัง บ้านจะเด้อ หมู่ที่ 6 ต.ดอยฮาง จำนวน 1 หลัง บ้านรวมมิตร หมู่ที่ 2 ต.แม่ยาว  จำนวน 2 หลัง บ้านแควัวดำ หมู่ที่ 12 ต.แม่ยาว จำนวน 2 หลัง

 

ปฏิบัติการดูดโคลนเลนที่อุดตันบริเวณท่อระบายน้ำ ตามตรอก ถนน และจุดต่าง ๆ ที่กีดขวางทางระบายน้ำพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่ในเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย ประจำวันที่ 9 ต.ค. 67 อบจ.สมุทรปราการ รถดูดโคลน 2 คัน ปฏิบัติงาน ต.แม่สาย อ.แม่สาย คันที่ 1 ปฏิบัติงานบริเวณโรงเรียนไม้ลุงขนฯ ต.แม่สาย อ.แม่สาย ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 72 ลูกบาศก์เมตร คันที่ 2 ปฏิบัติงานบริเวณเหมืองแดงใต้ ซอย 5  ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 2 ลูกบาศก์เมตร

เทศบาลตำบลบางปู ปฏิบัติงานบริเวณหมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก เส้นเมนระยะทางที่ลอก 360 เมตร ขนาดท่อ 80 ซม. และ 60 ซม. ปริมาณดินโคลนที่ดูดได้ 80 ลูกบาศก์เมตร

 

เทศบาลตำบลบางเมือง ดูดโคลนเลน ซอย 8/1 แมนชั่น และซอย ซอย 8/2  จำนวน 9 รอบ รวม 72,000 ลิตร

ทีมจังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย ทม.ท่าโขลง และ ทม.ลาดสวาย ดำเนินการล้างถนน 5 วอย ระยะทาง 1,200 เมตร

ชุดปฏิบัติการดูดโคลนกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติงานบริเวณโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

ในวันที่ 9 ต.ค.67 เวลา 18.00 น. ดำเนินการจนกว่าจะแล้วเสร็จ

 

บริษัท วอชแอนด์โก Code Clean ให้บริการ ซัก อบ ผ้า น้ำยา ฟรี แก่ผู้ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง และเปิดให้บริการจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จำนวน 3 จุด ได้แก่ ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย หรือลานรัชกาลที่ 5 (ศาลากลางจังหวัดหลังแรก) ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 67 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ณ สถานีดับเพลิงเทศบาลนครเชียงราย หน้าวัดดงหนองเป็ด ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 67 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน หน้ามูลนิธิสยามเชียงราย สำนักงานใหญ่ จุด 5 แยก พ่อขุนฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 67 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน

 

งานบริการถ่ายบัตรประชาชน : กรมการปกครอง โดยส่วนบัตรประจำตัวประชาชน ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค และอำเภอแม่สาย ขยายระยะเวลางานบริการถ่ายบัตรประชาชน จากเดิมตั้งแต่วันที่ 19 – 30 กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. ขยายระยะเวลาออกไปตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2567 ในวันและเวลาราชการ ณ สำนักงานเทศบาลตำบลแม่สาย ชั้น 2 งานทะเบียนราษฎร์

 

วันที่ 9 ต.ค. 67 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พบปะให้กำลังใจมอบถุงยังชีพบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 80 ชุด และอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านเรือน แก่ เครือข่าย OTOP ที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมทั้งร่วมประกอบอาหารเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย ทหาร และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่มาช่วยฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมอบฯ

 

วันที่ 8 – 9 ต.ค. 67 สภากาชาดไทย โดยสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด จัดโครงการอาสาสมัครกาชาด อาสาสาด้วยใจร่วมฟื้นฟูภัยพิบัติ จังหวัดเชียงราย โดยมีอาสาสมัครกาชาด อาสายุวกาชาด คณะผู้บริหาร ครูในจังหวัดเชียงราย สกร.ระดับอำเภอจาก 18 อำเภอ กลุ่มไฟฟ้าจิตอาสา และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพะเยา กว่า 300 คน เข้าร่วม ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ซึ่งได้เร่งฟื้นฟูพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน ขนย้ายสิ่งของ ล้างทำความสะอาด รวมถึงซ่อมระบบไฟฟ้า ณ อาคารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงราย เพื่อคืนพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ได้ทันช่วงเวลาที่จะเปิดภาคเรียน และประชาชนที่จะได้เข้ามาใช้บริการต่อไป

 

วันที่ 9 ต.ค. 67 นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย คณะผู้บริหาร สท. พี่น้องชุมชนร่องเสือเต้น ชุมชนฝั่งหมิ่น ปลัดเทศบาลนครเชียงรายร่วมกับ พ.ต.ท. มณฑล พสิษฐ์มณฑล รองผกก.ฝอ.ภ.จว.เชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ตำรวจตระเวนชายแดนกองร้อย 327 กองร้อยอาสารักษาดินแดน จาก 37 จังหวัด ร่วมกันฟื้นฟูสวนสาธารณะริมกก(ชุมชนร่องเสือเต้น ชุมชนฝั่งหมิ่น ชุมชนป่าแดง) ระยะทาง 1.6 กม.

 

วันที่ 7 ต.ค. 67 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รับมอบน้ำมันเครื่อง Shell Advance 4T Ax5  สำหรับรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะทุกรุ่น จำนวน 3,000 ลิตร  รวมมูลค่า 567,000 บาท จากบริษัท เติมสุขออยล์ จำกัด โดยคุณสาริกา มัลโฮตรา ตัวแทนของบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบอุทกภัยที่รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่เมืองเชียงราย

วันที่ 9 ต.ค. 67 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เก็บขนวัสดุดินโคลน ฉีดล้างพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บขนออกจากพื้นที่ และบำรุงรักษาต้นไม้ตามหลักรุกขวิทยา ณ สวนสาธารณะพรหมราช(สวนสุขภาพ) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย พื้นที่ดำเนินการประมาณ 20 ไร่ อัตรากำลัง ทั้งสิ้น จำนวน 125 นาย ประกอบด้วย สบอ.15 ชร. จำนวน 60 นาย สจป.ที่ 2 เชียงราย จำนวน 40 นาย ทสจ.ชร. จำนวน 25 นาย ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด 20 ไร่ (100%)

 

วันที่ 9 ต.ค. 67 เวลา 12.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร คณะกรรมการเครือข่าย OTOP ระดับประเทศ  ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งมอบกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน พร้อมพบปะพูดคุยให้กำลังใจ และเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัย สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน และมอบถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนจากอุทกภัย และช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

 

โรงครัวลุงอู๊ดอีจัน “เพจอีจัน” โรงครัวช่วยผู้ประสบภัย ทีมตอบโต้ภัยพิบัติ “มูลนิธิเพชรเกษม”

ตั้งโรงครัว ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย ตั้งตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. – 8 ต.ค. 67 เป็นระยะเวลา 29 วัน ผลิตข้าวกล่องประกอบเลี้ยงผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและจิตอาสา จำนวนทั้งสิ้น  261,076 กล่อง

 

แนวโน้มสถานการณ์ คาดหมายลักษณะอากาศ (24 ชั่วโมงข้างหน้า) : บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีกำลังอ่อนลงแต่ยังคงทำให้ภาคเหนือตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า ในขณะที่มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและจังหวัดเชียงรายฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง รายละเอียดดังนี้ พื้นที่ฝนเล็กน้อย จำนวน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย/ แม่สรวย/ แม่ลาว/ เวียงป่าเป้า /เทิง และเวียงแก่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ลาก่อนความทรงจำ ‘บ้านถ้ำผาจม’ ตัดใจทุบบ้านหลังน้ำท่วมหนักที่แม่สาย

บ้านพังทั้งหลัง น้ำท่วมแม่สายสร้างความเสียหาย ชาวบ้านรอความช่วยเหลือด่วน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบ้านเรือนและชุมชนในบริเวณดังกล่าว โดยมีผู้ใช้โซเชียลที่ชื่อว่า อนันต์ ปุระ โพสต์ภาพบ้านของตนที่จำเป็นต้องรื้อทิ้งหลังน้ำท่วม เนื่องจากโครงสร้างพังเสียหายทั้งหลัง คานรับน้ำหนักหัก ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมได้ จึงต้องทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการสร้างบ้านใหม่

บ้านพังทั้งหลัง น้ำท่วมกระหน่ำเสียหายยับเยิน

บ้านหลายหลังในเขต บ้านถ้ำผาจม ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และพื้นที่โดยรอบถูกน้ำท่วมอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง บางครอบครัวต้องรื้อถอนบ้านทั้งหลังเนื่องจากโครงสร้างพังเสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ ส่งผลให้ชาวบ้านต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือบ้านญาติเป็นการชั่วคราว ขณะที่บางครอบครัวเลือกที่จะกางเต็นท์อยู่หน้าบ้านตัวเองเพื่อดูแลทรัพย์สินที่ยังหลงเหลืออยู่

ชาวบ้านแม่สายเผยความเดือดร้อน รอการช่วยเหลือ

อนันต์ ปุระ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดียว่า “บ้านหลังเก่าไป บ้านหลังใหม่มา แต่กว่าจะได้บ้านใหม่กลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ติดต่อหน่วยงานใด ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก” เขาเล่าว่าตอนนี้ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นจาก มูลนิธิพึ่ง(ภา)ยามยาก และ มูลนิธิทรรมนัส พรหมเผ่า ที่เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่วันแรกของน้ำท่วม แต่ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้คือการสร้างบ้านใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

หน่วยงานมูลนิธิและภาคเอกชนเข้าช่วยเหลือ แต่ยังไม่เพียงพอ

แม้จะมีมูลนิธิต่าง ๆ เช่น มูลนิธิไอแคร์ และ มูลนิธิพึ่ง(ภา)ยามยาก เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการจัดหาสิ่งของจำเป็นและการฟื้นฟูเบื้องต้น แต่การสร้างบ้านใหม่และการซ่อมแซมโครงสร้างนั้นต้องอาศัยงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่มีปัญหาเรื่องการกัดเซาะของน้ำและดินโคลนจำนวนมาก ทำให้การก่อสร้างหรือซ่อมแซมในพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง

บ้านถล่ม โครงสร้างเสียหาย ซ่อมแซมไม่ได้ต้องรื้อถอนใหม่

ปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านแม่สายต้องเผชิญในขณะนี้คือ การรื้อถอนและสร้างบ้านใหม่เนื่องจากบ้านที่ได้รับความเสียหายมีโครงสร้างที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้กับลำน้ำแม่สายซึ่งมีการกัดเซาะของน้ำอย่างรุนแรง ทำให้โครงสร้างเสียหายถึงขั้นต้องรื้อถอนทั้งหมด ชาวบ้านบางส่วนระบุว่า หากไม่มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือการจัดการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ น้ำท่วมในอนาคตก็อาจสร้างความเสียหายซ้ำอีกครั้ง

เรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ลงพื้นที่สำรวจและจัดทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน เพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและระบบโครงสร้างต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางน้ำและสร้างกำแพงกั้นน้ำในจุดที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการยื่นขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ

ชาวบ้านยังรอความช่วยเหลือ บ้านพังทลายชีวิตต้องเริ่มใหม่

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่แม่สายยังคงรอคอยความช่วยเหลือและการเยียวยาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างบ้านใหม่และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคตได้ แม้จะมีความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและมูลนิธิต่าง ๆ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ชาวบ้านหลายครอบครัวยังต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีบ้านพักอาศัยถาวร และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เหลืออยู่

บทสรุป: ชุมชนแม่สายยังรอความช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านและชีวิตใหม่

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้นอกจากจะทำให้บ้านเรือนประชาชนในอำเภอแม่สายได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนอย่างมาก การฟื้นฟูบ้านเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชุมชนแม่สายสามารถกลับมาเป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้อีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อนันต์ ปุระ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เตือนพายุเวียดนาม 13-14 ต.ค.เสี่ยงน้ำท่วมใต้เขื่อน เจ้าพระยาตอนล่าง

นักวิจัยเตือนพายุเวียดนามเข้า 13-14 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมใต้เขื่อน แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

วันที่ 10 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยการขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันว่า แม้ว่าปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือเริ่มลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีพายุลูกใหม่เข้าประเทศเวียดนามในระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม 2567 และมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบถึงประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ใต้เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จังหวัดพิษณุโลก ลงมาถึง จังหวัดนครสวรรค์ และแนวลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นและมีโอกาสล้นตลิ่งในบางพื้นที่

คาดน้ำจะสูงขึ้นในพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา

ผลการวิเคราะห์ของทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ ร้อยละ 70 ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ 94 และ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ร้อยละ 79 ส่วน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักสูงถึงร้อยละ 93 จากปริมาณน้ำทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าหากมีพายุเข้ามาเติมน้ำเพิ่มอีก จะทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนมีความเสี่ยงที่จะล้นและจำเป็นต้องระบายออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ตั้งแต่จังหวัด ชัยนาท และ พระนครศรีอยุธยา ลงมา

เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

จากผลการคาดการณ์ พบว่า ในช่วง 10 วันข้างหน้าจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มขึ้น โดยสถานีตรวจวัดน้ำที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีระดับน้ำเพิ่มจาก 1,990 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,128 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำสูงขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะล้นคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำและลุ่มต่ำ ในขณะที่ระดับน้ำที่ จังหวัดนครสวรรค์ จะลดลงจากระดับสูงสุดในปัจจุบันที่ 2,334 ลบ.ม./วินาที ลงมา

เร่งดำเนินแผนวิจัยมุ่งเป้า ปี 68 มุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งใน 10 จังหวัด

รศ. ดร.สุจริต กล่าวว่า ในปี 2568-2569 ทีมวิจัยมีแผนดำเนินการภายใต้เป้าหมาย “น้ำมั่นคง เพียงพอ ไม่แล้ง ไม่ท่วม ใน 10 จังหวัด” โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ซึ่งประกอบด้วย พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และปทุมธานี โดยจะเน้นการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน

เสนอระบบการบริหารจัดการน้ำด้วยข้อมูลเชิงลึก

จากการศึกษาของทีมวิจัย พบว่าความสามารถในการจัดการปริมาณน้ำและการคาดการณ์ของแต่ละพื้นที่ยังขาดความเชื่อมโยงกัน จึงได้เสนอให้จัดทำระบบข้อมูลและแผนที่เสี่ยงภัยน้ำแบบบูรณาการ เพื่อให้หน่วยงานหลัก เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน และ สำนักระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร สามารถใช้ข้อมูลในการวางแผนป้องกันและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างระบบเตือนภัยและกำหนดแนวทางการใช้น้ำอย่างเหมาะสมในพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สรุปแนวทางการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต
  1. การบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่: วางระบบกักเก็บและระบายน้ำอย่างเหมาะสม
  2. การจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง: เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดการในแต่ละพื้นที่
  3. การเพิ่มประสิทธิภาพของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ: ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการ
  4. การร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ: เพื่อบูรณาการแผนงานในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
บทสรุป: เฝ้าระวังพายุลูกใหม่จากเวียดนาม พร้อมรับมือระดับน้ำเพิ่มสูง

นักวิจัยเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังพายุลูกใหม่จากเวียดนามในช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม 2567 นี้ พร้อมเตรียมรับมือระดับน้ำที่จะสูงขึ้นจากการระบายน้ำของเขื่อน โดยเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องมีแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทันท่วงที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : แผนงานวิจัยการขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

อบจ.เชียงราย เร่งฟื้นฟูบ้านแม่ยาว สูบน้ำขังแก้ปัญหาเร่งด่วน

 

อบจ.เชียงราย เร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหมู่บ้านป่าอ้อใหม่ สูบน้ำขังแก้ปัญหาเร่งด่วน

วันที่ 10 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และบุคลากร อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อใหม่ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ เนื่องจากหมู่บ้านดังกล่าวยังคงมีน้ำท่วมขังยาวนานกว่า 1 เดือน หลังจากเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ในบ้านป่าอ้อใหม่ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากไม่มีทางระบายน้ำออกจากพื้นที่

อบจ. เชียงราย นำเครื่องสูบน้ำใหญ่ 2 เครื่องเข้าพื้นที่

หลังจากได้รับแจ้งปัญหาจากผู้ใช้โซเชียลที่ใช้ชื่อว่า “แมรี่ จอย” ซึ่งได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ว่า “บ้านถูกน้ำท่วมมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน จนถึงตอนนี้น้ำยังไม่แห้ง อยากให้หน่วยงานมาช่วยสูบน้ำออกให้หน่อยค่ะ” อบจ.เชียงรายได้ร่วมมือกับ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 2 เครื่อง เข้าไปติดตั้งในพื้นที่หมู่บ้านป่าอ้อใหม่ เพื่อเร่งทำการสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยใช้เวลาประมาณ 2 วันในการสูบน้ำท่วมขังที่ยังไม่มีทางระบายออกให้หมดไป

จังหวัดเชียงรายเร่งเสริมกำลังเคลียร์พื้นที่โคลนหลังสูบน้ำ

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.) ได้ประสานงานร่วมกับ อบจ.เชียงราย เพื่อนำรถขุดเข้ามาช่วยเคลียร์พื้นที่โคลนที่สะสมอยู่ในบริเวณบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะหลังการสูบน้ำเสร็จสิ้น เนื่องจากระดับน้ำที่ท่วมขังมาเป็นเวลานาน ทำให้โคลนและตะกอนดินสะสมหนาแน่นในหลายจุด ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขอนามัยและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

สภาพความเสียหายหนัก ชาวบ้านต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

จากการสำรวจพื้นที่เบื้องต้นพบว่า บ้านเรือนกว่า 10 หลัง ในหมู่บ้านป่าอ้อใหม่ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ โดยบางหลังมีโครงสร้างที่เสียหายจากการกัดเซาะของน้ำ ต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมและสวนผักของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนอาหารและทรัพยากรในการดำรงชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ถนนภายในหมู่บ้านและเส้นทางเข้า-ออกหมู่บ้านหลายจุดถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นหลุมลึก ส่งผลให้การสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก และยังไม่สามารถนำยานพาหนะขนาดใหญ่เข้าไปได้

 
อบจ.เชียงรายเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างเป็นระบบ

นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยว่า หลังจากการสูบน้ำออกจากพื้นที่แล้ว อบจ.เชียงรายได้วางแผนฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ โดยจะเริ่มจากการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย เช่น ถนน ทางเท้า และการปรับปรุงระบบระบายน้ำในหมู่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมซ้ำในอนาคต รวมถึงการพิจารณาสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำเพิ่มเติมในจุดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งเร่งสนับสนุนชาวบ้านในการทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับมาพักอาศัยในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

เรียกร้องภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลแม่ยาวนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสูบน้ำเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบระบายน้ำและพิจารณาการก่อสร้างคันกั้นน้ำเพิ่มเติม เนื่องจากตำบลแม่ยาวเป็นพื้นที่ราบต่ำที่ไม่มีทางระบายน้ำโดยตรงลงสู่แม่น้ำกก จึงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนปรับโครงสร้างพื้นฐานและระบบการระบายน้ำใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน

บทสรุป: อบจ. เชียงรายเร่งสูบน้ำบ้านป่าอ้อใหม่ พร้อมวางแผนฟื้นฟู

การฟื้นฟูหมู่บ้านป่าอ้อใหม่ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย โดย อบจ.เชียงรายมีแผนที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เพื่อให้หมู่บ้านป่าอ้อใหม่และชุมชนใกล้เคียงสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

วิศวกรไทยร่วมฟื้นฟูเชียงรายหลังน้ำท่วม แนะปรับผังเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติ

 

วิศวกรไทยร่วมฟื้นฟูเชียงรายหลังน้ำท่วม แนะปรับผังเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทีมวิศวกรจาก สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ภายใต้การนำของ ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากน้ำท่วมในอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พบว่าความเสียหายในพื้นที่มีระดับสูงทั้งด้านระบบโครงสร้าง และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

น้ำท่วมเชียงรายเสียหายหนัก บ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคพังยับ

จากการสำรวจของทีมวิศวกรพบว่า บ้านเรือนในอำเภอแม่สายได้รับความเสียหายกว่า 150 หลังคาเรือน โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ติดริมน้ำถูกน้ำกัดเซาะจนโครงสร้างได้รับความเสียหาย ส่วนระบบไฟฟ้าและระบบประปาในพื้นที่ได้รับความเสียหายมาก ทำให้ระบบจ่ายน้ำและไฟฟ้าในหลายพื้นที่ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ ตลาดสายลมจอย ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายสำคัญในพื้นที่แม่สาย ยังไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย และจำเป็นต้องรื้อปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

ปัญหาใหญ่: ถนนขวางทางน้ำและพื้นที่รับน้ำเปลี่ยนแปลง

นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า พื้นที่รับน้ำที่ติดกับลำน้ำกก ซึ่งเคยเป็นแก้มลิงรองรับน้ำ แต่ปัจจุบันถูกถมดินสูงเกินกว่าระดับน้ำ ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติ เมื่อเกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ราบต่ำ นอกจากนี้ การตัดถนนและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงการระบายน้ำ ทำให้เส้นทางน้ำถูกขวางและเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายจุด

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้ประสานงานให้วิศวกรทำการสำรวจเพิ่มเติม และวางแผนแก้ไขอย่างเป็นระบบ เช่น การปรับโครงสร้างถนนเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น การสร้างพนังกั้นน้ำตามแนวลำน้ำกก และการพัฒนาฝายน้ำล้นในจุดที่มีความเสี่ยง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว

 
ฟื้นฟูเชียงราย: ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เชียงรายต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยทีมวิศวกรจะนำความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ เช่น การใช้โดรนและเรดาร์สำรวจเพื่อสร้างแผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงการประเมินโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อจัดทำแผนการฟื้นฟูอย่างครบวงจร

นายก อบจ. เชียงรายเสนอสร้างระบบเตือนภัยและแก้มลิง

นายก อบจ.เชียงราย เห็นด้วยกับข้อเสนอของทีมวิศวกรที่จะจัดทำ แผนที่ความเสี่ยงภัย เช่นเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ทราบถึงจุดเสี่ยงและสามารถวางแผนป้องกันได้อย่างแม่นยำ โดยเสนอให้พัฒนา แก้มลิงและระบบระบายน้ำ เพื่อรองรับน้ำจากลำน้ำกก และเชื่อมต่อกับลำน้ำโขง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนแนวคิดในการสร้าง ระบบเตือนภัย ที่ครอบคลุมเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ฟื้นฟูเชียงรายให้กลับมาแข็งแกร่ง ต้องมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และเลขาธิการสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า จังหวัดเชียงรายมีความเสี่ยงสูงทั้งจากแผ่นดินไหว ดินถล่ม และน้ำท่วม จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยเน้นที่การออกแบบและก่อสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายถนนและสะพานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำในอนาคต

การฟื้นฟูเชียงรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะต้องทำการซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย แต่ต้องมองไปถึงการวางแผนผังเมืองใหม่ที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นต่อการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ ซึ่งการวางแผนและการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เชียงรายกลับมาแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรยานิวส์ /สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยมูลนิธินายช่างไทยใจอาสา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สทท.เสนอ ‘เที่ยวคนละครึ่ง’ กระตุ้นท่องเที่ยวไทยหลังน้ำท่วม

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ เสนอ “เที่ยวคนละครึ่ง” ฟื้นฟูท่องเที่ยวไทยหลังน้ำท่วม

วันที่ 9 ตุลาคม 2567 นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในจังหวัด เชียงใหม่ และ เชียงราย ที่เคยสร้างรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดถึง เดือนละ 7,000 ล้านบาท และ 3,000 ล้านบาท ตามลำดับ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวในภาคเหนือหายไปมากกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นวิกฤติครั้งใหญ่สำหรับการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีนี้

เร่งกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เสนอ “เที่ยวคนละครึ่ง” วงเงิน 5,000 ล้านบาท

เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ นายชำนาญเผยว่า สทท. เตรียมเสนอโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่คาดว่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท โดยจะให้สิทธิ์เงินสนับสนุนคนละ 2,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขการเข้าพักในโรงแรมอย่างน้อย 3 วัน 4 คืน มาตรการนี้จะช่วยสร้างความตื่นตัวให้กับคนไทยหันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 หากไม่มีมาตรการนี้ อาจส่งผลให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวไม่ถึง 900,000 ล้านบาท ตามเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้

ภาพลักษณ์เชียงใหม่เสียหายหนัก กระทบการท่องเที่ยวอย่างหนัก

นายพัลลภ แซ่จิว รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับความเสียหายหนัก ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติยกเลิกการเดินทาง แม้แต่คนไทยยังเปลี่ยนแผนไปเที่ยวที่อื่น ส่งผลให้รายได้ที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน ลดเหลือเพียง 200 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งหมายความว่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท ได้เกิดขึ้นภายใน 10 วัน โดยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อำเภอแม่แตง และ อำเภอแม่ริม เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ และคาดว่าจะลากยาวอีกอย่างน้อย 15 วัน

ภาคการเกษตรเสียหายหนักถึง 24,553 ล้านบาท

นอกจากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ภาคการเกษตร ยังเป็นอีกภาคส่วนที่ได้รับความเสียหายรุนแรง โดยจากการประเมินพบว่ามูลค่าความเสียหายในภาคเกษตรสูงถึง 24,553 ล้านบาท คิดเป็น 82.3% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมดใน 33 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ รองลงมาคือ ภาคบริการ ที่มีมูลค่าความเสียหาย 5,121 ล้านบาท และ ภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นมูลค่า 171 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 30,000 ล้านบาท

สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงราย เสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 6,412 ล้านบาท รองลงมาคือ จังหวัดพะเยา และ จังหวัดสุโขทัย ขณะที่จังหวัด เชียงใหม่ มีความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่นิ่ง เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งทำให้การฟื้นฟูต้องใช้เวลาและงบประมาณเพิ่มเติม

ข้อเสนอแนะเพื่อการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวในระยะยาว

นอกจากมาตรการระยะสั้นอย่าง “เที่ยวคนละครึ่ง” นายชำนาญยังเสนอแนวทางการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวในระยะกลางและยาว โดยเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวผ่านการตั้ง คณะกรรมการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาความปลอดภัย ความยั่งยืน และการสร้างเรื่องราว (Storytelling) ให้กับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งให้กับสินค้าและบริการในภาคท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และเพิ่มความหลากหลายในการท่องเที่ยวไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2567 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้า

สำหรับภาพรวมรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.7-2.8 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5-36.5 ล้านคน และในปี 2568 สทท. ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 2.9-3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดใหม่ (New High) จากการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38-40 ล้านคน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอาจทำให้เป้าหมายนี้ไม่สามารถบรรลุได้

บทสรุป: สทท. เดินหน้าผลักดัน “เที่ยวคนละครึ่ง” เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว

การเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดย โครงการเที่ยวคนละครึ่ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางในช่วงปลายปีนี้ หากได้รับการอนุมัติจากภาครัฐ เชื่อว่าคนไทยจะพร้อมใช้สิทธิ์และออกเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยหลังน้ำท่วม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ / DoiTung Club

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News