Categories
TRAVEL

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ปี 2569

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2569

กรุงเพทฯ,25 มีนาคม 2569 – ภาพเปิดงานที่มากกว่างานแฟร์ท่องเที่ยว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักเดินทาง แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์ รายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และความสามารถในการทำให้คนไทยอยากออกเดินทางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่างานแสดงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะงานนี้กำลังทำหน้าที่เป็นเวทีใหญ่ของนโยบายท่องเที่ยวไทยในภาคปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ฮอลล์ 1 ถึง 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย

ความสำคัญของภาพเปิดงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารซึ่งภาครัฐต้องการส่งต่อไปยังผู้คนทั้งประเทศว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 จะไม่หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่สวยงามหรือแคมเปญชวนเที่ยวเท่านั้น แต่จะขยับไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า การยกระดับสินค้าท้องถิ่น และการทำให้เมืองรองมีพื้นที่มากขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยวไทย

แกนของงานคือการผลักไทยเที่ยวไทยให้มีความหมายมากขึ้น

ข้อมูลจากการจัดงานระบุชัดว่า วัตถุประสงค์ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปีนี้ คือการประชาสัมพันธ์และสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเน้นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากเมืองท่องเที่ยวหลักสู่เมืองท่องเที่ยวรอง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ และพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ในปี 2569

หัวใจของการสื่อสารทั้งหมดถูกร้อยเข้ากับแนวคิด สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ผ่านกรอบ 5 Must Do in Thailand ซึ่งประกอบด้วย Must Taste อิ่มใจ, Must Try วัดใจ, Must Buy ฮีลใจ, Must Seek เพลินใจ และ Must See ชื่นใจ แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่ารัฐกำลังมองการท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปถึงจุดหมาย แต่ต้องมีรสชาติ มีกิจกรรม มีการซื้อของที่มีความหมาย มีการค้นพบ และมีภาพความประทับใจที่ทำให้คนอยากกลับไปอีก

เมื่อพิจารณาจากทิศทางนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รวมบูธจังหวัดต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว แต่กำลังพยายามยกเอา “ประเทศไทยฉบับเข้มข้น” มาวางตรงหน้าให้ผู้บริโภคได้สัมผัส และในกระบวนการนั้น เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็ได้รับพื้นที่สำคัญอย่างชัดเจน

เชียงรายและพะเยาในงานใหญ่ระดับประเทศ

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของงานปีนี้ คือบูธ เชียงรายและพะเยา ในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่รวมของดี ของอร่อย และงานคราฟต์สร้างสรรค์จากสองจังหวัด ภายใต้การสื่อสารจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่เชิญชวนผู้ร่วมงานให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบูธอย่างใกล้ชิด

สาระสำคัญของบูธนี้อยู่ที่การรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงรายและพะเยารวม 11 ราย มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนอาหาร โซนเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ และ โซน OTOP CRAFT การจัดวางเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการเล่าตัวตนของพื้นที่ผ่านสามภาษาในเวลาเดียวกัน ภาษาแรกคือรสชาติ ภาษาาที่สองคือไลฟ์สไตล์ และภาษาที่สามคือภูมิปัญญากับงานออกแบบ

เมื่อมองในมุมข่าว บูธเชียงรายและพะเยาจึงไม่ใช่แค่ร้านค้ามาตั้งขายของในงาน แต่คือภาพแทนของเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังพยายามเชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

11 ผู้ประกอบการกับการเล่าเรื่องสองจังหวัดผ่านของกิน ของใช้ และงานสร้างสรรค์

ใน โซนอาหาร ผู้ร่วมงานได้พบกับ ร้านข้าวซอยน้ำคั่ว จังหวัดเชียงราย หมูฝอยสมุนไพรแม่พิม จังหวัดเชียงราย และ ร้านสุขแต๊ จังหวัดพะเยา รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายและพะเยาไม่ได้ขายอาหารเพียงในฐานะของกิน แต่กำลังนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของพื้นที่ ทั้งรสชาติพื้นเมือง ความเป็นครัวเหนือ และการปรับอาหารท้องถิ่นให้สอดรับกับผู้บริโภคร่วมสมัย

ใน โซนเครื่องดื่มและเบเกอรี่ มีทั้ง วันทีแอทอะไทม์ จังหวัดเชียงราย สเตลล่า คาเฟ่ แอนด์ บาร์ จังหวัดเชียงราย และ โรงคั่วกาแฟพะเยา จังหวัดพะเยา การมีร้านลักษณะนี้อยู่ในบูธเดียวกันบอกให้เห็นว่าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม แต่กำลังเติบโตในด้านวัฒนธรรมชา กาแฟ และธุรกิจคาเฟ่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างชัดเจน

ส่วน โซน OTOP CRAFT มีผู้ประกอบการอย่าง ผ้าปักบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย NineShop99 Chiang Rai วรากรไหมฝ้าย จังหวัดเชียงราย ญาดาผักตบชวา จังหวัดพะเยา และ คราฟท์ สตูดิโอ แบรนด์จินจ๋า จังหวัดพะเยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเมืองรองในวันนี้ไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกต่อไป งานผ้า งานแฟชั่น งานจักสาน และงานคราฟต์ท้องถิ่นกำลังถูกยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านไปสู่สินค้าที่มีดีไซน์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดจริง

บูธเล็กที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของเมืองรอง

เหตุผลที่บูธเชียงรายและพะเยามีน้ำหนักในทางข่าว ไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า แต่อยู่ที่มันสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน ทุกสินค้าที่ถูกนำมาแสดงในงานล้วนเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบอาหาร งานฝีมือ ภูมิปัญญาผ้า หรือวัฒนธรรมกาแฟและเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของชุมชนได้

ในอดีต เมืองรองจำนวนมากมักถูกโฆษณาผ่านภาพธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางจากอาหาร จากคาเฟ่ จากของฝาก จากงานคราฟต์ และจากเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น การนำผู้ประกอบการทั้ง 11 รายมาสู่เวทีระดับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเฉพาะกิจ หากเป็นการวางตำแหน่งของเชียงรายและพะเยาให้เป็นจุดหมายที่มีทั้งรสชาติและบุคลิกชัดเจน

นโยบายระดับกระทรวงเดินมาถึงระดับผู้ประกอบการจริง

คำกล่าวของ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ มีน้ำหนักอย่างมากในการอธิบายภาพใหญ่ของงาน เธอระบุว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ททท. จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 44 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน

ประโยคสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่คำว่า มูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือสิ่งที่บูธเชียงรายและพะเยากำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ไม่ได้ถูกส่งเสริมเพียงให้ขายของ แต่ถูกผลักให้เปลี่ยนความเป็นตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องละทิ้งรากเดิม

ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า งานนี้เป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว และจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีจากการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ใช่งานขายบูธเพียงห้าวัน แต่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยาวตลอดปีไปยังตลาดท่องเที่ยวทั้งประเทศ

โซนภาคเหนือกับการเปลี่ยนภาพจำจากฤดูหนาวสู่จุดหมายทั้งปี

ภายใต้ 9 โซนกิจกรรมหลักของงาน โซนภาคเหนือ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมุ่งผลักภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ตลอดทั้งปีในลักษณะ Year Round Destination พร้อมนำเสนอภาคเหนือในรูปแบบ “Contemporary Lanna”

แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงรายและพะเยา เพราะที่ผ่านมา ภาพจำของภาคเหนือมักผูกอยู่กับฤดูหนาวเป็นหลัก แต่การนำเสนอผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ในงานครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังถูกเล่าใหม่ในฐานะพื้นที่ที่มีแรงดึงดูดตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเมื่อก่อนคนเลือกไปเชียงรายเพราะอากาศหนาวหรือไปพะเยาเพราะบรรยากาศเงียบสงบ วันนี้รัฐกำลังพยายามทำให้คนอยากเดินทางไปเพราะมีของกินน่าสนใจ มีร้านกาแฟคุณภาพ มีงานผ้าสวย มีงานคราฟต์ร่วมสมัย และมีประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่มีที่อื่น

กรมการท่องเที่ยวใช้พื้นที่เดียวกันย้ำมาตรฐานและเทคโนโลยี

ในอีกมิติหนึ่ง งานนี้ยังเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภารกิจของ กรมการท่องเที่ยว ผ่านบูธที่กองพัฒนาบริการท่องเที่ยวจัดแสดง โดยเนื้อหาครอบคลุมมาตรฐานและบริการท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก กิจกรรมจาก 5 ภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน สถานประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อการท่องเที่ยว

ประเด็นนี้ทำให้ภาพของงานมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น เพราะบอกว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมเรื่องมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบบริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วย เมื่อผนวกเข้ากับผู้ประกอบการจริงในพื้นที่อย่างเชียงรายและพะเยา ก็ยิ่งเห็นโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงระดับร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

9 โซนกิจกรรมสะท้อนการยกทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว

หนึ่งในเหตุผลที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทยยังคงมีน้ำหนักในฐานะเครื่องมือการตลาดระดับชาติ คือการที่งานไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การแบ่งภาคตามภูมิศาสตร์ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่ากำลังเดินทางผ่านทั้งประเทศในพื้นที่เดียว

ปีนี้มีการจัด 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ โซน Amazing Thailand โซน Road to Sustainability โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการ รวมถึงเวทีกลางซึ่งจัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดงตลอด 5 วัน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศการอยากเดินทางอย่างเป็นระบบ

สำหรับเชียงรายและพะเยา การอยู่ในงานลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าการขายของหน้าบูธ เพราะได้อยู่ในบริบทที่ผู้คนเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว และพร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ชิม สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ซื้อ เข้ากับแผนการเดินทางในอนาคต

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ถูกทำให้เห็นผ่านการจัดงาน

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการที่ ททท. เดินหน้าต่อเป้าหมาย Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน และขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะอย่างครบวงจรเพื่อลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อน

แม้รายละเอียดนี้จะดูเป็นเรื่องเบื้องหลังงาน แต่ในมุมข่าวเชิงลึก มันคือสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพยายามทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังผลักแนวคิดความยั่งยืนให้หลุดจากการเป็นเพียงถ้อยคำในงานสัมมนา ไปสู่การปฏิบัติจริงแม้ในอีเวนต์ขนาดใหญ่

บูธเชียงรายและพะเยาในเวทีใหญ่ของประเทศ

เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าบูธเชียงรายและพะเยาในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 มีความหมายมากกว่าพื้นที่ออกบูธขายสินค้า เพราะเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับพร้อมกัน

ระดับแรก คือการเปลี่ยนผ่านของ เมืองรอง ที่ไม่ได้รอให้คนแวะผ่านอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง

ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านของ นโยบายท่องเที่ยวไทย ที่พยายามขยับจากการตลาดเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า ยกระดับมาตรฐาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

ระดับที่สาม คือการเปลี่ยนผ่านของ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่ แต่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจจริงในท้องถิ่นออกมาเป็นผู้เล่าเรื่องจังหวัดของตัวเองต่อหน้าผู้บริโภคโดยตรง

ในความหมายนี้ บูธเชียงรายและพะเยาจึงเป็นมากกว่าจุดชิม จุดช้อป หรือจุดเช็กอินในงาน หากเป็นภาพย่อส่วนของทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่พยายามทำให้การเดินทางมีทั้งความสุข คุณค่า รายได้ และความยั่งยืนอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ้าการผลักดันนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของนักเดินทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่ถูกตั้งใจเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย
  •  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
  •  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 โลกเมษายน 2569 เชียงแสนรุกปั้นสงกรานต์สามแผ่นดินรับโอกาสใหม่

เจาะลึกไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 ขณะเชียงแสนเร่งปั้นสงกรานต์สามแผ่นดิน รับโอกาสใหม่ท่ามกลางโจทย์ค่าตั๋วแพงและแรงสะเทือนจากตะวันออกกลาง

เชียงราย, 17 มีนาคม 2569 — เดือนเมษายนที่ไทยได้แชมป์โลก แต่สนามจริงยังไม่ง่าย ประเทศไทยกำลังเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวเมษายนด้วยข่าวดีที่มีน้ำหนักในระดับสากล เมื่อ Big 7 Travel จัดให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกสำหรับเดือนเมษายน 2569 โดยมีเทศกาลสงกรานต์เป็นหัวใจสำคัญของการจัดอันดับครั้งนี้ อันดับดังกล่าวทำให้ไทยแซงทั้งเกียวโตในฤดูซากุระ เซบีญากับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และจุดหมายทางธรรมชาติระดับโลกอีกหลายแห่ง นี่ไม่ใช่เพียงเชิงภาพลักษณ์ หากเป็นสัญญาณว่าเทศกาลวัฒนธรรมไทยยังคงมีพลังในตลาดท่องเที่ยวโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่นักเดินทางให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” มากกว่าการเดินทางเพื่อถ่ายภาพหรือพักผ่อนแบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว

เมื่อวางคู่กับรายชื่อ World’s Greatest Places 2026 ของ TIME ภาพของไทยก็ยิ่งชัดขึ้นอีกระดับ เพราะปีนี้ประเทศไทยติดโผถึง 5 แห่ง ได้แก่ DaiDib DaiDee Farmstay ในน่าน โรงแรม Mandarin Oriental Bangkok รถไฟ Blue Jasmine พื้นที่ศิลปะ Khao Yai Art Forest และ DIB Bangkok รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้กระจุกอยู่ในหมวดเดียว แต่กระจายตั้งแต่โฮมสเตย์ชุมชน ที่พักหรู งานศิลปะ และประสบการณ์เดินทาง แปลความได้ว่า จุดแข็งของไทยในสายตาตลาดโลกไม่ใช่เพียง “ความสนุก” แต่คือความหลากหลายของประสบการณ์ที่สื่อสารได้ทั้งความเป็นท้องถิ่น ความร่วมสมัย และคุณภาพของบริการในประเทศเดียวกัน

สำหรับผู้ประกอบการไทย มีความหมายมากกว่าความภาคภูมิใจ เพราะมันเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ความจริงอีกด้านก็คือ การได้รับความสนใจระดับโลกไม่ได้แปลว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าพื้นที่อย่างอัตโนมัติ หากระบบขนส่งไม่คล่อง ราคาตั๋วเครื่องบินสูงเกินไป หรือผู้เดินทางรู้สึกว่าความคุ้มค่าลดลง ความนิยมในเชิงภาพลักษณ์ก็อาจกลายเป็นเพียงกระแสสั้น ๆ มากกว่าจะเป็นรายได้จริงของท้องถิ่น และนั่นคือเหตุผลที่การท่องเที่ยวปีนี้ต้องถูกอ่านควบคู่กับต้นทุนการเดินทางและความเสี่ยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสมอ

สงกรานต์กลับมาเป็นสินทรัพย์เชิงวัฒนธรรมระดับโลก

จุดเด่นที่ทำให้ไทยขึ้นอันดับ 1 ในการจัดอันดับเดือนเมษายน ไม่ได้อยู่ที่สภาพอากาศหรือราคาถูกอย่างเดียว แต่คือ “สงกรานต์” ในฐานะเทศกาลที่ผสมทั้งความสนุก ความเชื่อ และความหมายทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน Big 7 Travel อธิบายภาพของสงกรานต์ว่าเป็นเทศกาลปีใหม่ไทยที่ทั่วโลกรู้จักในฐานะงานเล่นน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังมีรากฐานเรื่องการชำระล้าง การเริ่มต้นใหม่ และการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้สงกรานต์มีมิติทางวัฒนธรรมลึกกว่างานเทศกาลสาดน้ำทั่วไป และนี่คือจุดที่ประเทศไทยได้เปรียบ เพราะประเทศอื่นอาจมีเทศกาลสนุก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีเทศกาลที่ทั้ง “เล่นได้” และ “เล่าเรื่องได้” ในเวทีโลกพร้อมกัน

ในเชิงนโยบาย ภาครัฐไทยเองก็รับรู้ศักยภาพนี้อย่างชัดเจน ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ว่า อินไซต์จาก Trip.com ซึ่งรวบรวมพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนทั่วโลก ยืนยันว่าไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในระดับโลก เธอมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์นักเดินทางที่แสวงหาคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

หากอ่านระหว่างบรรทัด จะเห็นว่าไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่โลกมองเราในฐานะ “แหล่งประสบการณ์” มากกว่าจุดหมายราคาประหยัดเพียงอย่างเดียว และนี่คือการเปลี่ยนฐานความได้เปรียบที่สำคัญมาก เพราะเมื่อการแข่งขันด้านราคาในตลาดท่องเที่ยวสูงขึ้น ประเทศที่ขายเพียงความถูกย่อมเปราะบางกว่าประเทศที่ขายเรื่องเล่าและประสบการณ์ได้แข็งแรงกว่า สงกรานต์จึงไม่ใช่แค่เทศกาล หากกำลังกลายเป็น soft power เชิงเศรษฐกิจที่สามารถแปลงเป็นรายได้ การพักค้างคืน การเดินทางต่อเนื่อง และการใช้จ่ายในเมืองต่าง ๆ ได้ หากท้องถิ่นออกแบบกิจกรรมให้ตอบตลาดได้ดีพอ

เชียงแสนกำลังสร้างเวทีของตัวเองในชื่อ “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน”

ท่ามกลางกระแสหลักที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่มักเป็นภาพจำของสงกรานต์ เมืองชายแดนอย่างเชียงแสนกำลังพยายามสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่ผ่านแนวคิด “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 รายละเอียดกิจกรรมที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุถึงไฮไลต์หลายจุด ทั้งเวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแข่งขันเรือพาย การคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยแสงสี และขบวนแห่สามแผ่นดินที่เชื่อมจินตภาพของไทย ลาว และเมียนมาเข้าด้วยกันในเมืองเดียว

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ แนวคิด “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงสโลแกนเพื่อโปรโมตงาน แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการฟื้นเมืองเก่าริมโขงผ่านกิจกรรมเทศกาล หากทำได้จริง เชียงแสนจะไม่ได้ขายเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ขายประสบการณ์การเดินเมืองโบราณ การชมแม่น้ำโขง การสัมผัสชายแดนสามวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่สาธารณะของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวอีกแบบคือ งานนี้มีศักยภาพจะยกระดับจาก “เทศกาลเล่นน้ำ” ไปสู่ “เทศกาลเมือง” ซึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะผู้มาเยือนมีแนวโน้มใช้เวลากับร้านค้า ชุมชน ตลาด และบริการในเมืองนานขึ้น

สำหรับเชียงราย นี่คือการทดลองครั้งสำคัญมาก เพราะหากเชียงแสนทำให้เทศกาลสงกรานต์มีมูลค่าทางการท่องเที่ยวได้จริง จังหวัดจะมีจุดขายที่ต่างจากเชียงใหม่อย่างชัดเจน เชียงใหม่มีแบรนด์เมืองใหญ่ มีสนามบิน และมีชื่อเสียงด้านเทศกาลยาวนาน แต่เชียงแสนมีสิ่งที่เชียงใหม่ไม่มี คือภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำโขง เมืองเก่าชายแดน และภาพของสามแผ่นดินซึ่งสื่อสารได้ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงภูมิภาค หากบริหารจัดการดี เมืองนี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาว่า เมืองรองสามารถใช้เทศกาลเดียวกันสร้างมูลค่าในแบบที่ไม่ต้องเดินตามรอยเมืองหลักก็ได้

อินไซต์ Trip.com บอกว่าไทยยังแข็ง แต่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเร็ว

ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสื่อธุรกิจหลายแห่งนำเสนอ มีสาระสำคัญหลายจุดที่ควรจับตา ข้อมูลจากผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนบนแพลตฟอร์มระบุว่า ไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน โดยครองสัดส่วน 33 เปอร์เซ็นต์ในหมวด Global 100 Must-Visit Destination ของภูมิภาค ครอง 57 เปอร์เซ็นต์ในหมวดจุดหมายสำหรับครอบครัว 50 เปอร์เซ็นต์ในหมวดชายหาดและเกาะ 41 เปอร์เซ็นต์ในหมวดกิจกรรมแนะนำ และ 36 เปอร์เซ็นต์ในหมวดอาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน ยอดการจองทริปมายังไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

แต่อินไซต์ที่น่าคิดไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยเอง ซึ่งเพิ่มการจองทริปต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 โดยจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามเป็นจุดหมายหลัก และที่โดดเด่นมากคือ ลาวกลายเป็นประเทศที่คนไทยจองทริปเพิ่มขึ้นถึง 5,262 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการเชื่อมต่อจากรถไฟลาว–จีนเป็นแรงหนุนสำคัญ ข้อมูลนี้บอกเราสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ คนไทยกำลังเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องที่สองคือ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเปลี่ยนจาก “ทางผ่าน” เป็น “จุดหมาย” ในสายตาคนไทยแล้ว

สำหรับเชียงรายและเชียงแสน ตัวเลขการจองลาวที่พุ่งขึ้นขนาดนี้ควรถูกอ่านอย่างจริงจัง เพราะมันหมายความว่าเมืองชายแดนไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสและการแข่งขันในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการเป็นประตูผ่านของนักเดินทางข้ามแดน ขณะที่การแข่งขันคือหากฝั่งลาวมีจุดขายใหม่ มีโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น และเดินเกมเร็วกว่า นักท่องเที่ยวไทยอาจใช้เชียงรายเป็นเพียงทางผ่านไปยังลาว มากกว่าจะหยุดพักใช้จ่ายในเชียงรายเองนานพอ ดังนั้น การจัดงานสงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาล หากเป็นการช่วงชิง “เวลาอยู่ในพื้นที่” ของนักท่องเที่ยวจากกระแสข้ามพรมแดนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่ต้องการคุณภาพและเอกลักษณ์

อีกสัญญาณที่สำคัญจาก Trip.com คือ นักเดินทางไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดย 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ชาวไทยให้ความสำคัญกับโรงแรมที่มีธีมเฉพาะทาง และรายละเอียดที่พักที่ถูกมองหามากที่สุด ได้แก่ วิวธรรมชาติ 29.1 เปอร์เซ็นต์ โรงแรม 4 ดาวที่ผ่านการคัดสรร 27.1 เปอร์เซ็นต์ และโรงแรมระดับลักชัวรี 18.2 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนห้องพักหรือจำนวนสถานที่เที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกันที่ “คุณภาพของประสบการณ์” และ “ความรู้สึกเฉพาะตัว” ที่นักเดินทางจะได้รับจากการเดินทางแต่ละครั้ง

นี่คือจุดที่เชียงรายมีศักยภาพไม่น้อย หากมองเกมให้ถูก เพราะจังหวัดมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม เมืองเก่า ชายแดน และเรื่องเล่าที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก การจะชนะในเกมใหม่นี้จึงไม่จำเป็นต้องแข่งด้วยขนาดหรือจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งด้วยคุณภาพและความชัดเจนของภาพจำ หากเชียงแสนสามารถแปลงแนวคิดสามแผ่นดินให้กลายเป็นประสบการณ์จริงที่เดินได้ กินได้ ถ่ายภาพได้ เรียนรู้ได้ และพักค้างได้ เมืองนี้จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ดีกว่าแค่การจัดงานใหญ่แล้วปล่อยให้คนเข้ามาเล่นน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แต่พายุจากภายนอกกำลังทำให้การเดินทางแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่ความต้องการเดินทางกำลังฟื้นและไทยกำลังได้รับการมองเห็นอย่างมากจากตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการบินระยะไกล นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้หลายสายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลให้ต้นทุนเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั๋วในบางเส้นทางระยะไกลโดยเฉพาะยุโรป–ไทย ปรับขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง สทท.ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปตลอดเดือนมีนาคม ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 300,000 คน และอาจทำให้รายได้ท่องเที่ยวหายไปราว 300,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การคาดการณ์ของภาคเอกชนยังมองว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 อาจอยู่ราว 33 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน

ในแง่ดีเรื่องไทยติดอันดับโลกจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสบายใจได้ เพราะแรงหนุนด้านภาพลักษณ์อาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะจุดหมายที่ต้องพึ่งพาตลาดต่างชาติระยะไกลมากเป็นพิเศษ เมืองรองหลายแห่งจึงต้องรีบปรับกลยุทธ์ไปหาตลาดใกล้มากขึ้น เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ตามข้อเสนอของผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อชดเชยตลาดที่อ่อนไหวต่อค่าตั๋วเครื่องบินและเส้นทางบินระยะไกล

ปัญหาตั๋วแพงไม่ได้กระทบแค่ยุโรป แต่เริ่มเป็นโจทย์เร่งด่วนของเมืองท่องเที่ยวในประเทศ

ประเด็นค่าตั๋วเครื่องบินแพงไม่ได้อยู่ไกลจากเชียงรายเท่านั้น เพราะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือ ก็เพิ่งจัดประชุมหารือเรื่องราคาบัตรโดยสารเส้นทางเข้าสู่จังหวัดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยมีภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวสะท้อนว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญ ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างชัดเจน การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายจะประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและติดตามราคาบัตรโดยสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และราคาเพดานที่กำหนด

ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะเชียงใหม่ถือเป็นตัวชี้วัดชั้นดีของภาคเหนือ หากเมืองหลักยังต้องเร่งหารือเรื่องตั๋วแพง เมืองรองอย่างเชียงรายก็ยิ่งต้องคิดล่วงหน้ามากขึ้นว่าจะแก้เกมอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งความต้องการเดินทางเพิ่มสูงอยู่แล้ว เมืองที่พึ่งพาการบินเพียงช่องทางเดียวอาจเจอแรงกดดันมากกว่าเมืองที่มีทางเลือกการเดินทางหลายรูปแบบ ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวในระยะยาวจึงไม่อาจคิดแยกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางได้อีกต่อไป

เชียงรายจึงต้องเล่นสองเกมพร้อมกัน คือใช้กระแสโลกและลดความเปราะบางจากต้นทุน

หากมองจากข้อมูลทั้งหมด เชียงรายกำลังอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจมาก เพราะด้านหนึ่ง จังหวัดมีโอกาสเกาะกระแสการท่องเที่ยวไทยที่กำลังโดดเด่นในเวทีโลก อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากต้นทุนการเดินทางและการเบนตัวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หากปล่อยให้การแข่งขันวัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมือง เชียงรายอาจเสียเปรียบเมืองใหญ่ที่มีสนามบินและเครือข่ายการบินหนาแน่นกว่า แต่ถ้าเล่นเกมด้วย “คุณค่าเฉพาะพื้นที่” เช่น สงกรานต์สามแผ่นดิน เมืองเก่าริมโขง ประสบการณ์ชายแดน และการพักผ่อนคุณภาพ เมืองก็ยังมีทางสร้างความต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ

การขยับของโครงการพัฒนาเมืองในเชียงรายและแม่จันจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาทใน 7 โครงการ และครอบคลุมพื้นที่อย่างฮ่องลี่ ป่างิ้ว น้ำพุร้อนโป่งพระบาท และน้ำพุร้อนป่าตึง ยังสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงกว้าง ไม่ใช่พึ่งกิจกรรมเทศกาลอย่างเดียว หากทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เชื่อมกับภาพจำการท่องเที่ยวคุณภาพได้จริง เชียงรายก็อาจเปลี่ยนจากเมืองทางผ่านหรือเมืองรอง ไปสู่การเป็น “จุดหมายที่ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้นในรอบหลายปีข้างหน้า

สงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่จำนวนคนเล่นน้ำ แต่คือใครเปลี่ยนกระแสให้เป็นเศรษฐกิจจริงได้ดีกว่า

เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยวปกติของไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศได้รับความสนใจระดับโลกพร้อมกับต้องเผชิญแรงเสี่ยงจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเวลาเดียวกัน ไทยมีข่าวดีจากเวทีจัดอันดับระดับโลก มีข้อมูลอินไซต์ที่ยืนยันว่ายังเป็น Tourism Hub ของภูมิภาค และมีเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นจุดขายระดับสากล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง และการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาค ก็กำลังกดดันผู้ประกอบการให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับเชียงแสนและเชียงราย สงกรานต์สามแผ่นดินปีนี้จึงอาจเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ว่าเมืองชายแดนจะใช้กระแสความนิยมของประเทศไทยบนเวทีโลก เปลี่ยนเป็นประสบการณ์เฉพาะพื้นที่และรายได้ที่ตกถึงชุมชนได้จริงหรือไม่ หากทำได้ เชียงแสนอาจไม่ได้เป็นเพียงจุดจัดงานเทศกาลอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ แต่จะกลายเป็นภาพแทนใหม่ของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงไทยที่มีอัตลักษณ์ชัด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีอนาคตในตลาดนักเดินทางคุณภาพอย่างแท้จริง

ภาพ : Krit Bbank
ภาพ : Kho ChiangSaen
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Big 7 Travel
  • World’s Greatest Places 2026 จำนวน 5 แห่ง จาก TIME
  • ข้อมูลกิจกรรม “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 จากการเผยแพร่ของสื่อท้องถิ่นเชียงรายช่วงมกราคมถึงมีนาคม 2569
  • ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ของcom
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมการท่องเที่ยวเปิด 11 เส้นทาง Low Carbon ต้นแบบรักษ์โลก

กรมการท่องเที่ยวเปิดตัว 11 เส้นทาง Low Carbon Tourism ทั่วไทย สร้างการท่องเที่ยวรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism)” จำนวน 11 เส้นทางทั่วประเทศ หวังกระตุ้นทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการลดคาร์บอนในกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช เผยว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเป็นประเด็นเร่งด่วนในยุคโลกร้อน โดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการปล่อยมลภาวะ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

11 เส้นทางต้นแบบการท่องเที่ยวลดคาร์บอน

โครงการนี้จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับสถานที่ได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย โดยมีเส้นทางดังนี้:

  1. ขอนแก่น – ชัยภูมิ
  2. อุดรธานี – หนองคาย
  3. เลย – เพชรบูรณ์
  4. จันทบุรี – ตราด
  5. กาญจนบุรี – ราชบุรี
  6. สมุทรสงคราม – สมุทรสาคร
  7. เชียงราย – พะเยา
  8. เชียงใหม่ – ลำปาง
  9. อุทัยธานี – นครสวรรค์
  10. กระบี่ – สุราษฎร์ธานี
  11. ภูเก็ต – พังงา

ซึ่งมีการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ
ด้านการท่องเที่ยวให้ปรับรูปแบบการบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก จัดอบรมสร้างองค์ความรู้
การจัดการก๊าซเรือนกระจก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอนให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้โครงการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอน (Low Carbon Tourism) โดยก่อนเริ่มเดินทางยังมี นายจิรกร สุวงศ์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ และนายธนกฤษ เวียงแก้ว นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมในการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้อีกด้วย

ปัญหาโลกร้อนกับการท่องเที่ยว

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงการท่องเที่ยวที่เพิ่มมลภาวะ ทั้งจากพาหนะที่ปล่อยมลพิษและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวจึงจัดโครงการ “ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอน (Low Carbon Tourism)” เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมและเป้าหมายโครงการ

กิจกรรมภายใต้โครงการนี้รวมถึงการจัดอบรมพัฒนาความรู้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน การสำรวจและพัฒนาเส้นทางคาร์บอนต่ำ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

วัตถุประสงค์สำคัญ

  • สร้างการตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมท่องเที่ยว
  • กระจายรายได้สู่ชุมชน
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มโอกาสและสร้างงานในพื้นที่

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยอีกว่าในอนาคตอันใกล้หากทั้งโลกไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทุกกิจกรรมของการดำเนินชีวิต จะส่งผลให้สภาพอากาศและสมดุลทางธรรมชาติแปรปรวน ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งหมดบนโลก รวมถึงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มี
การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ออกเดินทางโดยใช้พาหนะต่างๆ ตลอดจน
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ ทำให้พบว่ามีบทบาทสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากขึ้น

โรงแรมต้นแบบด้านความยั่งยืน

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น “Save Water Save Life” ซึ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึง “Green-Economy สวนครัว” ที่ใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษในการปรุงอาหาร

อธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวลดคาร์บอนเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและส่งเสริมประเทศไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวรักษ์โลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยพุ่ง รับผลจากฟรีวีซ่า

นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยโตแรง รับผลบวกจากมาตรการวีซ่าฟรี

นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ผลจากมาตรการวีซ่าฟรี

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากกว่า 5.3 ล้านคน เติบโตถึง 112% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการวีซ่าฟรีระหว่างไทยและจีน อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจเติบโตได้ยากเนื่องจากไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวของชาวจีน

การปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปี 2567

ในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมาอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 8 ล้านคน เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า และชาวจีนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นจากมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวของหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ศรีลังกา และสิงคโปร์ ที่ใช้มาตรการวีซ่าฟรีในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

แนวโน้มการท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทาง โดยชาวจีนมองหาจุดหมายใหม่ๆ ที่เน้นประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเดินทางธรรมชาติ และการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจและโปรโมทจุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการไทยที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

ปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางนักท่องเที่ยวจีนในอนาคต

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมท่องเที่ยว ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวของจีน นอกจากนี้ ปัญหาทางการเมืองและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา โดยการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนไทย คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย /วัดร่องขุ่น – Wat Rong Khun – White Temple , Chiang Rai , Thailand

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News