Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทางแต่คือเดิมพันอนาคตเมือง

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเดิมพันอนาคตของเมือง

เชียงราย,19 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังไม่ได้พูดแค่เรื่องสนามบิน แต่กำลังพูดถึงอนาคตของเมืองทั้งระบบ ที่ห้องดอยวาวี โรงแรมเดอะริเวอร์รีบายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย เวทีสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ครั้งที่ 2 อาจดูเหมือนกิจกรรมตามขั้นตอนของโครงการรัฐทั่วไป แต่หากมองให้ลึกกว่าเอกสารประชุมและแบบร่างอาคาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการเปิดฉากสนทนาครั้งสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายจะวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับส่งผู้โดยสารอีกต่อไป หากเป็นทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการท่องเที่ยว และโครงสร้างภาพจำของเมืองในสายตาคนนอกพื้นที่.

ข้อมูลจากเวทีดังกล่าวระบุชัดว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. เดินหน้าโครงการนี้เพื่อยกระดับสนามบินเชียงรายจากขีดความสามารถเดิม 3 ล้านคนต่อปี ไปสู่ 6 ล้านคนต่อปี พร้อมขยายหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงระบบภายในสนามบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต. จุดนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวอีกแล้ว แต่กำลังถูกกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะสนามบินภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเหนือตอนบน

ทำไมเชียงรายต้องขยายตอนนี้ เมื่อขีดความสามารถเดิมเริ่มตึง และการรอเฉยอาจทำให้เมืองเสียจังหวะ

ในทางกายภาพ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อาจยังดูไม่แออัดเท่าสนามบินเมืองใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การรอให้เต็มก่อนขยายไม่ใช่คำตอบของสนามบินยุคใหม่ เพราะเมื่อความต้องการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนเริ่มสะสม การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ปีก็อาจทำให้เมืองสูญเสียโอกาสในระยะยาวได้ ข้อมูลจาก ทอท. ก่อนหน้านี้ระบุชัดว่ามีแผนพัฒนาเชียงรายเพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี และมองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ.

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะเมืองมีทุนพร้อมอยู่แล้วทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม ชายแดน และศักยภาพเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศไม่ขยับ เมืองก็อาจไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในยุคที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึง” และ “ความสะดวก” ของนักเดินทางด้วย ยิ่งในบริบทที่สายการบินและนักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจจากต้นทุน ความพร้อม และศักยภาพขยายตัว สนามบินจึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีวัดอนาคตของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนกลางของโครงการระยะที่ 1 อาคารใหม่ หลุมจอดเพิ่ม และระบบสนับสนุนที่ต้องโตไปพร้อมกัน

รายละเอียดของโครงการระยะที่ 1 ตามข้อมูลสัมมนาระบุว่า งานพัฒนาถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานเขตการบิน งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน และงานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าการขยายครั้งนี้ไม่ได้คิดเพียงอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ แต่เป็นการมองทั้งระบบตั้งแต่การขึ้นลงของเครื่องบินไปจนถึงการไหลเวียนของผู้โดยสาร รถยนต์ และสาธารณูปโภคภายในพื้นที่สนามบิน.

ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ตรงที่สนามบินยุคใหม่ไม่สามารถขยายแบบแยกส่วนได้อีกแล้ว หากเพิ่มผู้โดยสารแต่ไม่เพิ่มหลุมจอด ก็เกิดคอขวดที่ลานจอด หากมีอาคารใหม่แต่ระบบจราจรภายในไม่ดี ก็ย้ายความแออัดจากในอาคารออกไปนอกอาคารแทน ดังนั้น การเพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร 9 หลุม การปรับระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และสาธารณูปโภคภายในสนามบิน จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ “ขยายได้จริง” ไม่ใช่แค่ “สร้างเสร็จ”

รูปลักษณ์อาคารใหม่ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน เพราะภาพแรกของสนามบินคือภาพแรกของเชียงรายในสายตาผู้มาเยือน

จุดที่น่าสนใจมากในเวทีรับฟังความคิดเห็นคือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมมองและเสนอความเห็นต่อรูปลักษณ์ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings โดยแต่ละแนวทางพยายามเชื่อมภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ภาคเหนือในวิธีที่ต่างกัน จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีความเห็นส่งเข้ามาว่าแนวทางที่ 3 หรือ Gateway Wings เป็นรูปแบบที่สื่อพลังของการเดินทางและภาพจำของสนามบินได้ชัดเจนที่สุดในบริบทเมืองเชียงราย

นี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงโครงสร้างใช้งาน แต่เป็น “หน้าตาเมือง” ที่คนจำนวนมากเห็นก่อนสถานที่อื่น หากออกแบบได้ดี อาคารสนามบินจะไม่เป็นเพียงที่ผ่านทาง แต่กลายเป็นประสบการณ์แรกของเมือง แนวคิดอย่าง Woven Eaves ที่หยิบผ้าทอพื้นเมืองและชายคาล้านนามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือ Northern Horizon ที่ตีความภูมิทัศน์ภาคเหนือในเส้นแนวนอน ล้วนสะท้อนความพยายามทำให้สถาปัตยกรรมสื่อถึงเชียงรายมากกว่าอาคารสนามบินมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Gateway Wings ชี้ไปข้างหน้ามากกว่า ด้วยภาพของการโบยบิน การเปิดรับ และความร่วมสมัย ซึ่งตรงกับบทบาทสนามบินในฐานะประตูของเมือง

เชียงรายต้องชนะด้วยเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ชนะด้วยการเลียนแบบสนามบินใหญ่

หากมองให้ไกลกว่าแบบก่อสร้าง สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญคือคำถามสำคัญว่า จะทำให้สนามบินแห่งนี้ “เป็นของเชียงราย” ได้อย่างไร ในวันที่หลายเมืองต่างขยายสนามบินพร้อมกัน หากตอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม สนามบินก็อาจเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้ดีแต่ไร้บุคลิก แต่ถ้าตอบด้วยอัตลักษณ์ของพื้นที่ สนามบินก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองได้ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้โดยสารก้าวลงจากเครื่อง

เชียงรายมีต้นทุนเรื่องนี้มากกว่าหลายเมือง ทั้งงานหัตถกรรม ความเป็นล้านนาร่วมสมัย ชุมชนชาติพันธุ์ ภูเขา แม่น้ำ ศิลปะร่วมสมัย และภาพจำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกับสุขภาพ หากนำทั้งหมดมาถอดเป็นภาษาสถาปัตยกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อสาร พื้นที่ค้าปลีก หรือประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างชัด สนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เป็นเพียงจุดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้เมือง

เพราะสนามบินนี้ต้องตอบเรื่องเมืองให้มากกว่าตอบเรื่องการบิน

หัวใจของข่าวนี้จึงต้องอยู่ที่เชียงรายเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะสนามบินตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เท่านั้น แต่เพราะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาหาคนเชียงรายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว หรือมูลค่าที่ดินและการพัฒนาเมือง หากสนามบินรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น สิ่งที่จะขยับตามมาไม่ใช่แค่เที่ยวบิน แต่คือโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า ผู้ประกอบการท้องถิ่น งานบริการ และการไหลเวียนของคนจากภายนอก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนเชียงรายก็ย่อมมีสิทธิถามกลับเช่นกันว่า เมืองจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างนอกจากตัวเลขผู้โดยสาร เพราะโครงการขนาดใหญ่มักสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งเรื่องจราจร การใช้ที่ดิน เสียงรบกวน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูล การออกแบบที่รับฟังคนในพื้นที่ และการทำให้ผลประโยชน์กระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจริง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของโครงการนี้

เชียงใหม่คือบทเปรียบเทียบที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเมืองพี่ใหญ่ของภาคเหนือกำลังเร่งเครื่องแรงกว่าเดิม

หากจะอธิบายอนาคตของสนามบินเชียงรายให้ชัด จำเป็นต้องวางคู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงใหม่ด้วย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ซึ่งวางให้เชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ และขยายสนามบินเดิมจากรองรับ 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผน “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพงและบ้านธิ ที่ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 24 ล้านคนในอนาคต. มูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนสนามบินชุดใหม่อย่างจริงจัง และเชียงใหม่ถูกวางเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา MICE และการบิน. นี้ไม่ได้แปลว่าเชียงรายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าเชียงรายต้องชัดขึ้นว่าตนเองจะยืนตรงไหน หากเชียงใหม่คือศูนย์กลางขนาดใหญ่ เชียงรายก็อาจต้องชนะในฐานะเมืองประตูเชื่อมลุ่มน้ำโขง เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดนที่เข้าถึงได้เร็วและมีบุคลิกชัดกว่า

ต่างประเทศอยู่ในโจทย์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์แต่ก็สำคัญพอจะบอกว่าเชียงรายกำลังเดินอยู่บนสนามแข่งขันแบบไหน

ในระดับระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในช่วงฟื้นและเติบโต โดย IATA ประเมินว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 ขณะที่สนามบินทั่วโลกกำลังถูกกดดันให้ขยายตัวไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม. กรม Airport Carbon Accreditation ซึ่งเป็นกรอบรับรองการจัดการคาร์บอนของสนามบิน ก็ถูกใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้นในวงการ. นทำให้คำว่า “Northern – Most Sustainability Regional Airport” ของเชียงรายไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่เป็นคำมั่นที่ต้องแปลออกมาเป็นการลงทุนจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ การลดคาร์บอน การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และระบบภาคพื้นดินที่รองรับอนาคตของการบินสะอาดมากขึ้น สำนักงาน ICAO เองก็ผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของการบินระหว่างประเทศผ่านเชื้อเพลิงการบินที่สะอาดขึ้นด้วย. ั้น หากเชียงรายจะใช้คำว่ายั่งยืน ก็ต้องทำให้จับต้องได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ข้อความในเอกสารประชุม

ความหมายที่แท้จริงของสนามบินใหม่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ต้องทำให้เมืองมีคุณภาพขึ้นด้วย

สนามบินที่ดีไม่ควรวัดแค่จำนวนคนผ่าน แต่ควรวัดว่าทำให้เมืองดีขึ้นหรือไม่ หากสนามบินใหม่ทำให้เศรษฐกิจโตแต่เมืองวุ่นวายขึ้น ชุมชนอึดอัดขึ้น และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์มากพอ โครงการก็ย่อมถูกตั้งคำถามเสมอ ตรงกันข้าม หากสนามบินช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ดึงรายได้ใหม่เข้าจังหวัด เปิดทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาด และสร้างภาพจำเชียงรายในฐานะเมืองคุณภาพได้จริง สนามบินนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าตัวเลขงบลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความคิดเห็นในรอบสัมมนาครั้งที่ 2 มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ว่าการพัฒนาสนามบินไม่ควรเป็นเรื่องของวิศวกรหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการเจรจากับอนาคตของเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ใช้งานจริง

เชียงรายกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพัฒนาให้เมืองได้ประโยชน์จริง

เมื่อฟังทั้งข้อมูลจากสัมมนา แผนการลงทุนของ ทอท. และภาพเปรียบเทียบจากเชียงใหม่ จะเห็นชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ สนามบินแม่ฟ้าหลวงระยะที่ 1 ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างตามวงรอบงบประมาณ แต่เป็นเดิมพันระยะยาวว่าเชียงรายจะใช้ประตูทางอากาศแห่งนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแบบมีเอกลักษณ์ได้หรือไม่

หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นมากกว่าสนามบิน มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมเชียงรายเข้ากับการท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจชายแดน การลงทุน และเครือข่ายลุ่มน้ำโขง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ความได้เปรียบของเมืองยังไม่ชัดขึ้นเท่าที่ควร คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่แบบอาคารหรือจำนวนหลุมจอด แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะใช้สนามบินนี้เล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน และทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าโครงการนี้เป็นอนาคตร่วมกันจริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
  • International Air Transport Association หรือ
  • Airport Carbon Accreditation และ Airports Council International.
  • องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ เกี่ยวกับรูปแบบอาคารผู้โดยสารใหม่ 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ม.พะเยาเปิดตัว Final Design อาคารคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่ ชูคอนเซปต์ Smart Campus กลางหุบเขา

ม.พะเยาเปิดโฉม Final Design อาคารกองอาคารสถานที่ – คณะเกษตรศาสตร์ฯ ก้าวสู่ Smart Campus และ Green University สร้างเมืองการเรียนรู้กลางหุบเขาอย่างยั่งยืน

พะเยา, 19 ธันวาคม 2568 – มหาวิทยาลัยพะเยาเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้และการบริหารทรัพยากรอาคารอย่างยั่งยืน เมื่อบริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ภาพ Final Design ของโครงการอาคารกองอาคารสถานที่ และกลุ่มอาคารเรียน–ห้องปฏิบัติงานของคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Campus – Green University” ที่ผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ภูมิประเทศแบบหุบเขา และเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารยุคดิจิทัลอย่างลงตัว

ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องเผชิญความท้าทายเรื่องงบประมาณ การดูแลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความคาดหวังด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แบบอาคารชุดใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการก่อสร้าง” หากแต่เป็นการจัดวางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และชุมชนรอบข้างในระยะยาว

ผังแม่บทกลางหุบเขา จากสำนักงานอธิการบดีสู่เครือข่ายอาคารเรียนรวม

มหาวิทยาลัยพะเยาตั้งอยู่บนพื้นที่หุบเขาและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบผังแม่บทจึงยึดหลักสอดประสานกับภูมิประเทศ ไม่ฝืนภูมิภูมิศาสตร์ แต่ใช้ความลาดชันและแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างหลักของการจัดวางอาคารต่าง ๆ

ศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยคือ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 8,600 ตารางเมตร ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2540 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังเหตุเพลิงไหม้ในปี 2552 ให้มีความทันสมัยและกลมกลืนกับหอประชุมพญางำเมือง ปัจจุบันอาคารแห่งนี้มิใช่เพียงที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูง แต่ยังเป็นที่ตั้งของกองงานสายสนับสนุนสำคัญ รวมถึง “กองอาคารสถานที่” ที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

ล้อมรอบศูนย์กลางดังกล่าวคือเครือข่ายอาคารเรียนรวม ได้แก่ อาคารเรียนรวม PKY พื้นที่ใช้สอยกว่า 18,400 ตารางเมตร และ อาคารเรียนรวม CE พื้นที่ราว 11,213 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบให้มีความต่อเนื่องของพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่พบปะของนิสิตจากหลากหลายคณะ การจัดวางอาคารในรัศมีใกล้กันช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายวิชาการและฝ่ายสนับสนุนเป็นไปอย่างคล่องตัว และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ภายในแคมปัส

ภาพ Final Design ที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นการพัฒนาเครือข่ายอาคารชุดใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ และกองอาคารสถานที่ที่ “ต่อยอด” จากผังแม่บทเดิม ไม่ใช่การแยกส่วนออกจากกัน แต่เป็นการต่อเส้นเวลาและพื้นที่ให้รองรับภารกิจใหม่ในอนาคต

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ห้องทดลองกลางป่าและศูนย์นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ (School of Agriculture and Natural Resources) เป็นหนึ่งในคณะที่มีภารกิจซับซ้อนที่สุดของมหาวิทยาลัยพะเยา เนื่องจากต้องดูแลทั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล โรงเรือนปศุสัตว์ แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และแปลงปลูกพืชภาคสนามบนพื้นที่จริง การออกแบบกลุ่มอาคารชุดใหม่จึงต้องตอบโจทย์ “ทั้งห้องเรียน ห้องแล็บ และฟาร์มทดลอง” ไปพร้อมกัน

ภายใต้การบริหารของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิพรพรรณ เนื่องเม็ก คณบดีคณะฯ พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ ถูกวางบทบาทให้เป็น “ห้องทดลองระดับภูมิภาค” ที่สร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่และทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับจุลภาคถึงระดับภูมิทัศน์ โดยโครงสร้างห้องปฏิบัติการเฉพาะทางประกอบด้วย

  • กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมการประมง ที่มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเคยใช้เป็นฐานการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ของโลกโดยนักวิจัยของคณะ
  • กลุ่มสัตวศาสตร์ พร้อมโรงเรือนมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์และพัฒนาอาหารสัตว์ สนับสนุนการยกระดับฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  • กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชและงานจุลชีววิทยาเชิงลึก
  • กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ซึ่งมีห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน Food Safety สำหรับการแปรรูปและถนอมอาหาร เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร

ภายนอกอาคารเรียน ระบบนิเวศการเรียนรู้ยังต่อเนื่องไปยัง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ งานพัฒนาพันธุ์พืช งานปศุสัตว์ งานประมง และงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองกลางแจ้ง” ที่นิสิตสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีจากแล็บสู่การปฏิบัติจริงในแปลง

ภาพ Final Design ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ สื่อให้เห็นกลุ่มอาคารสีน้ำตาล–ครีมที่จัดวางท่ามกลางแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว และทางเดินโค้งโอบรับภูมิรูปแบบหุบเขา ลานกว้างหน้าคณะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กิจกรรม เปิดมุมมองสู่บึงน้ำและแปลงสาธิตเกษตร พร้อมป้าย “SMART Agriculture” ที่ตอกย้ำบทบาทคณะในฐานะต้นแบบเกษตรอัจฉริยะของภูมิภาค

กองอาคารสถานที่ ฟันเฟืองโครงสร้างพื้นฐานและผู้ดูแลเมืองการเรียนรู้

หากคณะเกษตรศาสตร์ฯ คือ “หัวใจด้านองค์ความรู้” ของการพัฒนาพื้นที่เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัย กองอาคารสถานที่ (Division of Buildings and Grounds) ก็เปรียบเสมือน “ระบบไหลเวียนโลหิตและโครงกระดูก” ที่ทำให้เมืองการเรียนรู้แห่งนี้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

กองอาคารสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักงานอธิการบดี ทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เอกสารธุรการ ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องปรับอากาศ งานโยธา และภูมิทัศน์ทั่วทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ นายจีรวัฒน์ มังคาร ผู้อำนวยการกองฯ โครงสร้างการทำงานถูกแบ่งเป็น 4 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. งานธุรการ รับผิดชอบสารบรรณ การเงิน พัสดุ และข้อมูลสารสนเทศ โดยมีหัวหน้างานคือ นางนิรชา เตชะกุลวิโรจน์ ดูแลให้การใช้งบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานธรรมาภิบาล (ITA)
  2. งานความปลอดภัย ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง งานป้องกันอัคคีภัย และระบบรักษาความสะอาด ซึ่งมีหมายเลขติดต่อฉุกเฉิน 054-466-710 สำหรับเหตุการณ์นอกเวลาราชการ
  3. งานสวนและภูมิทัศน์ ซึ่งดูแลพื้นที่สีเขียวและคลังพันธุ์ไม้นานาชนิด มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายสมปอง ใจประเสริฐ และนักจัดสวน นายกมล มูลป้อน ที่ทำให้พื้นที่มหาวิทยาลัยกลายเป็น “อุทยานการเรียนรู้” ที่ร่มรื่นและเหมาะกับการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
  4. งานสาธารณูปโภคและบำรุงรักษา ทำหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้า ประปา และโครงสร้างทางวิศวกรรม โดยมีวิศวกรโยธาและสถาปนิกประจำกอง เช่น นายกิตติธัช อาจทะตัน เข้ามาควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและซ่อมบำรุง

ภาพ Final Design ของอาคารกองอาคารสถานที่ที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นอาคารรูปทรงทันสมัย ใช้เส้นสายแนวนอนและแผงกันแดดไม้ รวมถึงหลังคาที่เตรียมพื้นที่รองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำด้านหน้าอาคาร สอดรับกับบทบาทของหน่วยงานที่ต้องรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม

Smart Campus เมื่อเทคโนโลยีอาคารเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนิสิต

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการอาคารของมหาวิทยาลัยพะเยาคือการพัฒนาระบบ “Smart Campus Infrastructure” ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารทรัพยากร โดยกองอาคารสถานที่ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาและผู้ใช้จริงในเวลาเดียวกัน

ระบบเด่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • Smart Services – ระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้คณะต่าง ๆ เช่น คณะเกษตรศาสตร์ฯ สามารถแจ้งปัญหาวัสดุอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้า–ประปาได้แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามงาน
  • Smart Water – ระบบจัดการน้ำประปา ซึ่งมหาวิทยาลัยผลิตน้ำใช้เองตั้งแต่การเก็บน้ำดิบจนถึงการควบคุมแรงดันน้ำในอาคารสูง ทำให้สามารถวางแผนรับมือภัยแล้งและเหตุฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ
  • Garden System และฐานข้อมูล Trees Req ที่บันทึกข้อมูลพรรณไม้ภายในมหาวิทยาลัย ช่วยให้การตัดแต่งกิ่งไม้ การดูแลต้นไม้ใหญ่ และการพัฒนาภูมิทัศน์ทำได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพ ไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้พื้นที่
  • UP IMS & Purchasing ระบบคลังพัสดุและจัดหาพัสดุที่เชื่อมโยงกับข้อมูล ITA สร้างร่องรอยการใช้จ่ายงบประมาณที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ระบบ EV Shuttle Bus ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อมต่อจุดสำคัญอย่าง P1 (หน้ามหาวิทยาลัย), P8 (สำนักงานอธิการบดี–กองอาคารสถานที่), P9 (อาคารเรียนรวม PKY–พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ) และ P12 (หอพักนิสิต UP Dorm) ก็เป็นอีกหนึ่งมิติของ Smart Campus ที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตและบุคลากร

เมื่อพิจารณาจากภาพ Final Design จะเห็นได้ว่าโครงการอาคารใหม่ถูกผูกโยงเข้ากับโครงข่าย Smart Campus เหล่านี้อย่างแนบแน่น ทั้งในมิติการวางตำแหน่งอาคาร ทางเดิน และจุดจอดรถไฟฟ้า ทำให้ระบบกายภาพและระบบดิจิทัลทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

พื้นที่เรียนรู้–พื้นที่พบปะ สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อคน

จุดเด่นอีกประการของ Final Design คือการออกแบบ “พื้นที่กึ่งทางการ–กึ่งไม่เป็นทางการ” ให้เกิดขึ้นทั้งในอาคารและภายนอกอาคาร

ภาพภายในอาคารเรียนของคณะเกษตรศาสตร์ฯ แสดงให้เห็นห้องแลปสีขาว–ฟ้า สว่าง โปร่ง มีโต๊ะยาวและเก้าอี้ล้อเลื่อน รองรับการเรียนปฏิบัติการที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตลอดเวลา ขณะที่ห้องบรรยายขนาดใหญ่ในอาคารสำนักงานและอาคารกองอาคารสถานที่ออกแบบให้รองรับการประชุมเชิงวิชาการและการอบรมของบุคลากรจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

อีกภาพหนึ่งเป็นโถงบันไดกว้างที่ตกแต่งด้วยอิฐแดงและหินสีเทา สร้างบรรยากาศคล้าย “ขั้นบันไดเมือง” ที่นิสิตสามารถนั่งพูดคุย ทำงานกลุ่ม หรือรอเข้าชั้นเรียน ขณะที่ชั้นบนเปิดรับแสงธรรมชาติและมองออกไปเห็นต้นไม้เขียวขจีภายนอก สถาปัตยกรรมในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด “Learning Commons” ที่ให้พื้นที่อาคารเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเปลือกหุ้มของห้องเรียนแบบเดิม

ในส่วนอาคารนิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงผลงาน ถูกออกแบบให้มีผนังสีเขียวและงานไม้ ผสมผสานวัสดุธรรมชาติกับระบบไฟส่องสว่างสมัยใหม่ เหมาะสำหรับการจัดแสดงผลการวิจัย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่เดินไปด้วยกัน

ในมุมเชิงยุทธศาสตร์ การวางกลุ่มอาคารคณะเกษตรศาสตร์ฯ และอาคารกองอาคารสถานที่ให้ทำงานเกื้อหนุนกัน มีนัยสำคัญมากกว่าการประหยัดงบประมาณก่อสร้าง ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์แบบ “พึ่งพากันสองทิศทาง”

ด้านหนึ่ง คณะเกษตรศาสตร์ฯ ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคและการบำรุงรักษาที่มีมาตรฐานสูง ทั้งระบบไฟฟ้าของห้องแล็บ ระบบบำบัดน้ำทิ้ง และโครงสร้างโรงเรือนทดลองจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองอาคารสถานที่ อีกด้านหนึ่ง กองอาคารสถานที่เองก็ใช้พื้นที่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ เป็น “ห้องทดลองชีวภาพขนาดใหญ่” ในการออกแบบภูมิทัศน์ การจัดการต้นไม้ใหญ่ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้สมดุลระหว่างความสวยงามและความปลอดภัย

เมื่อเพิ่มชั้นของเทคโนโลยี Smart Campus เข้าไป การทำงานร่วมกันนี้ยิ่งมีความชัดเจน ระบบ Smart Services ทำให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ แจ้งซ่อมและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ฐานข้อมูล Trees Req กลายเป็นเครื่องมือให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ ใช้ข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยประกอบการเรียนการสอนและงานวิจัยได้โดยไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่

การออกแบบ Final Design ที่ให้ทั้งสองกลุ่มอาคารมีภาษาสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อน “โครงสร้างความร่วมมือ” ของสองหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงของมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “เมืองการเรียนรู้” มากกว่าสถานศึกษาในหุบเขา

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมาประกอบกัน ตั้งแต่ผังแม่บทกลางหุบเขา คณะเกษตรศาสตร์ฯ ที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ กองอาคารสถานที่ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ Smart Campus จนถึง Final Design ของอาคารชุดใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดว่า มหาวิทยาลัยพะเยากำลังเคลื่อนตัวจาก “มหาวิทยาลัยในภูเขา” ไปสู่ “เมืองการเรียนรู้” (Learning City) ที่มีระบบนิเวศการศึกษาเต็มรูปแบบ

ในมิติของนิสิต พื้นที่เหล่านี้หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องแลปสมัยใหม่ไปจนถึงแปลงทดลองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติของบุคลากร พื้นที่สำนักงานและห้องประชุมที่ได้รับการออกแบบใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมการทำงานและมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนในมิติของชุมชนโดยรอบ อาคารและศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ มีศักยภาพในการเปิดเป็นเวทีให้เกษตรกร หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพื้นที่ในระยะยาว

สุดท้าย ภาพ Final Design ที่บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ออกมา จึงไม่เพียงสะท้อนทิวทัศน์อาคารชุดใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อน “ทิศทางการพัฒนา” ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่ Green University และ Smart Campus อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อมูล ระบบ และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และข้อมูลศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ
  • ข้อมูลผังแม่บทและประวัติอาคารสำนักงานอธิการบดี–อาคารเรียนรวม PKY และ CE มหาวิทยาลัยพะเยา
  • บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME