Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

Illus Illy ปลุกกระแสสัตว์วิเศษล้านนา! จากตำนานโบราณสู่ตัวการ์ตูนร่วมสมัยที่ทุกคนตามหาในสิงห์ปาร์ค

เมื่อสัตว์วิเศษล้านนากลับมามีชีวิตในรูปแบบร่วมสมัย กลุ่มศิลปินเชียงรายสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนจากตำนานโบราณสู่ปรากฏการณ์ที่ทุกคนตามหา

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ควันหลงจากการจัดงาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ยังคงทิ้งเรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษที่กลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เข้าร่วมงาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผลงานชุดนี้เกิดจากฝีมือของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวเชียงราย ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ Illus Illy ซึ่งได้นำสัตว์ในตำนานต่างๆ ของล้านนามาตีความหมายใหม่ จนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่ารักและยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวที่ปรากฏในงานครั้งนี้ ประกอบด้วยแมงสี่หูห้าตา พญานาคี ช้างงู โต และสิงห์มอม ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีรากฐานมาจากตำนานและความเชื่อของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่สนุกสนานและน่าติดตาม

การเดินทางจากตำนานสู่ความร่วมสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัตว์วิเศษเหล่านี้ในต้นแบบดั้งเดิมมักมีรูปลักษณ์ที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศศนันท์ บุตรขุนทอง หนึ่งในสมาชิกหลักของทีม Illus Illy อธิบายถึงความท้าทายในการออกแบบว่า การลดทอนโดยไม่ลดคุณค่าคือหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้ โดยทีมงานได้เลือกปรับภาษาทางสายตาให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญไว้ เช่น รูปทรง เขา เกล็ด และท่วงท่า จากนั้นจึงปรับสัดส่วนและเส้นสายให้โค้งมนนุ่มนวลขึ้น ลดรายละเอียดที่ซับซ้อน และเลือกใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สดใส และอบอุ่น

ทีมงานเล่าว่ากระบวนการออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดในตำนาน รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความใหม่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัวละครใดตัวหนึ่ง แต่คือการทำให้ทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนในขณะที่ยังคงยึดโยงกับต้นแบบทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคง

ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ อีกหนึ่งสมาชิกของทีม กล่าวถึงรายละเอียดที่ถูกใส่เข้าไปในการออกแบบว่า ทีมได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผู้คนในเชียงรายสามารถจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเฉพาะ ลวดลายที่อ้างอิงจากงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น หรือโทนสีที่สัมพันธ์กับภูมิทัศน์ของพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ตัวละครมีรากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแฟนตาซีที่ลอยตัว แต่เป็นตัวแทนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผ่านลายผ้า

สิ่งที่ทำให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบตัวละครที่น่ารัก แต่ยังรวมถึงการนำลายผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมาผสมผสานอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะลายผ้าของชาวลาหู่และชาวไทใหญ่ กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ หนึ่งในทีมออกแบบ อธิบายว่าทีมไม่ได้เลือกลายผ้าจากความสวยงามเท่านั้น แต่เลือกจากเรื่องราวที่จะถูกผสานเข้าไปในโครงสร้างของตัวละคร

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละคร โต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานความเชื่อของชาวไทใหญ่ ทีมงานจึงใส่ลายผ้าลักษณะพิเศษของชาวไทใหญ่เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของสัตว์วิเศษนั้น การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงรายที่มีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของตนเอง

การตัดสินใจเลือกใช้ลายผ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การนำมาใช้นั้นมีความเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารเรื่องราวของความหลากหลายนี้ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและชื่นชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การวางตัวละครตามบริบทสถานที่

สัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้ถูกวางอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าในสิงห์ปาร์ค แต่มีการออกแบบตำแหน่งอย่างพิถีพิถันให้สอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้นๆ ชยพล ทุนอินทร์ สมาชิกทีมอีกคนหนึ่ง อธิบายว่าทีมมองว่าสัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้แค่ตั้งอยู่ แต่มีบทบาทของตัวเองในพื้นที่นั้น บางตัวมีหน้าที่ต้อนรับ บางตัวเป็นผู้เฝ้ามอง บางตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ หน้าตาและท่าทางของแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น พญานาคีที่ถูกวางไว้บริเวณใกล้น้ำ สะท้อนถึงความเชื่อเดิมที่ว่าพญานาคเป็นผู้ปกป้องแหล่งน้ำและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือช้างงูที่ถูกวางไว้ในทุ่งดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสัตว์ผสมที่มีทั้งความอ่อนโยนของช้างและความคล่องแคล่วของงู การวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสมจริงทางเรื่องเล่า แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการและเข้าใจบริบทของแต่ละตัวละครได้ดีขึ้น

ประสบการณ์การผจญภัยผ่านกิจกรรมสะสมแสตมป์

นอกจากรูปปั้นของสัตว์วิเศษที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว ทางสิงห์ปาร์คยังได้จัดกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่จุดประสงค์คือการกระตุ้นให้ครอบครัวได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมดและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละตัว รัชรินทร์ อินธุระ สมาชิกทีม เล่าถึงกระบวนการเตรียมงานว่า ก่อนเปิดงานทีมได้มีการลองเดินเส้นทางและสวมบทบาทเป็นนักผจญภัยเอง พบว่าความสนุกและตื่นเต้นเกิดขึ้นในหลายจังหวะ เช่น เวลาใกล้ถึงแต่ละจุดจะมีความลุ้น มีคำถามกันว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า มีการชะเง้อมองตั้งแต่รถยังไม่จอด หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่มองเห็นตัวโมเดลจากระยะไกล

สิ่งที่ทีมคาดหวังมากที่สุดคือการเห็นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่และลูกที่ยืนอยู่หน้าสัตว์แต่ละตัว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมเรื่องราวว่า พญานาคีตัวนี้โผล่ขึ้นมาจากน้ำมารอต้อนรับพวกเราตรงนี้ หรือช้างงูที่รอจนง่วงอยู่ในทุ่งดอกไม้แต่ก็ยังแอบลืมตามาทักทาย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีบ่อหงส์ ทุ่งดอกไม้ และสวนสัตว์ให้เด็กได้สำรวจ หลังจากสะสมแสตมป์ครบจึงไม่ใช่แค่การมาแลกของรางวัล แต่เป็นการปิดไดอารี่วันนั้นด้วยประสบการณ์ที่เต็มอิ่มไปด้วยเรื่องราวของสัตว์ในตำนาน การได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว และการได้เปิดประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในเส้นทางฟาร์มทัวร์อีกด้วย

สินค้าที่ระลึกในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผลงานของ Illus Illy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าต่างๆ เช่น แผนที่ พัด สติกเกอร์ และลวดลายของรถโดยสาร ธัญวีร์ เพ็งรัตน์ สมาชิกทีมอธิบายว่า ด้วยความตั้งใจออกแบบตัวละครให้มีความแปลกใหม่จากภาพเดิม เข้าถึงง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และด้วยสีสันที่น่ารัก ทีมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้ที่พบเห็น

จุดประสงค์ในการทำพัดคือเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อในชีวิตประจำวัน พกพาได้ และทีมยังแอบใส่เรื่องเล่าสนุกๆ ลงไปในด้านหลังพัด รวมถึงตัวแผ่นพับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์และยังสามารถเล่าต่อให้กับผู้คนต่อไปได้ ส่วนสติกเกอร์ลายสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวก็สามารถนำไปติดเคสโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก หรือขวดน้ำ ด้วยดีไซน์ที่น่ารักเข้าถึงได้ ทีมคาดหวังให้มีการมองเห็นและการเล่าต่อถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ได้พบเจอในเส้นทางการผจญภัยครั้งนี้

การออกแบบสินค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการขยายการเข้าถึงของตัวละครและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้คนนำพัดหรือสติกเกอร์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็กลายเป็นทูตวัฒนธรรมที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาไปยังคนรอบข้าง สร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบอินทรีย์

เชียงรายในฐานะแหล่งวัตถุดิบทางวัฒนธรรม

เมื่อถูกถามว่าเชียงรายมีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอะไรอีกบ้างที่รอให้คนรุ่นใหม่หยิบมาพัฒนา ทีม Illus Illy ตอบอย่างมั่นใจว่าจังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา หรือวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนในอดีต มีเรื่องราว ตำนาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมไปถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เหล่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือคนรุ่นใหม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในวิธีที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่สามารถนำมาตีความใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อวงการศิลปะท้องถิ่น

ความร่วมมือกับสิงห์ปาร์คในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การสร้างสรรค์ผลงานชุดหนึ่ง ทีมงานคาดหวังว่าจะได้เห็นความมั่นใจของศิลปินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โปรเจกต์นี้คือการพิสูจน์ว่างานที่มีรากฐานจากท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นงานดั้งเดิมที่หยุดนิ่งเสมอไป แต่สามารถพัฒนาและตีความใหม่ให้ร่วมสมัยได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพรากเหง้าและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ทีมอยากให้คนในพื้นที่เห็นว่าของบ้านเราสามารถเติบโตและต่อยอดจนมีมาตรฐานในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนที่แท้จริงของมัน การได้รับโอกาสจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสิงห์ปาร์คยังเป็นการเปิดประตูให้ศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานและสร้างอาชีพจากความสามารถของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่

ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการยกระดับศักยภาพของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การรับมือกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

การนำสัตว์ในตำนานมาตีความใหม่ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าผิดเพี้ยนหรือไม่เคารพต้นฉบับ ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าการตีความหมายใหม่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการทำให้ตำนานกลับมามีชีวิต วิธีการสื่อสารของทีมคือการให้เกียรติที่มา ศึกษาข้อมูล และอธิบายเจตนาอย่างชัดเจน

ทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคนรุ่นเก่าเห็นถึงความตั้งใจ และคนรุ่นใหม่สามารถสนุกร่วมไปกับงานได้ จุดตรงกลางก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน การสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์และเจตนาที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่างานนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทนที่หรือลบล้างภาพลักษณ์ดั้งเดิม แต่เป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้

ในความเป็นจริง การที่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักสัตว์วิเศษเหล่านี้ผ่านตัวละครที่น่ารักอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานดั้งเดิมในภายหลัง มากกว่าที่พวกเขาจะไม่เคยรู้จักสัตว์เหล่านี้เลย

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

เมื่อถูกถามถึงแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทีม Illus Illy มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทะเยอทะยาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดกลุ่มวาดภาพประกอบสู่การสร้าง IP (Intellectual Property) สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวให้กลายเป็น Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Character Brand ประจำจังหวัด โดยอิงแนวคิดในการสร้างสัตว์วิเศษแห่งเชียงรายให้กลายเป็น Soft Power ด้านศิลปะร่วมสมัย พัฒนาเป็นของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และขยายสู่ตลาดนักสะสม Art Toy รวมถึงตลาดท่องเที่ยว ทีมคาดหวังว่าจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์เรื่องเล่าผ่าน Storytelling สร้าง Emotional Value ที่สามารถต่อยอดสู่ Franchise IP ได้ และถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หากสำเร็จในระยะ 2 ถึง 3 ปี ทีมคาดหวังว่าสัตว์วิเศษเหล่านี้จะสามารถต่อยอดเป็น Mascot ประจำเมืองเชียงราย ภาพยนตร์ Animation สั้นที่อาจนำไปปรับใช้เป็นสื่อโปรโมทการท่องเที่ยว หรือปรับใช้กับหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หรือพัฒนาไปเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ในตำนาน พงศาวดาร และประวัติศาสตร์ของเชียงรายให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้าง Art Installation กลางเมือง และอาจพัฒนาไปสู่เทศกาลสัตว์วิเศษเชียงราย เป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด คล้ายกับเทศกาลดอกไม้งามหรืองานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ความหมายในระดับที่กว้างขึ้น

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสร้างสรรค์ของไทย ที่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทร่วมสมัย แทนที่จะเลียนแบบเทรนด์จากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การมีกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความสามารถและโอกาสไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้

ผลงานของ Illus Illy ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหลายองค์กรกำลังพยายามส่งเสริม การที่ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนทุกวัยและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บทเรียนสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของการทำการบ้าน การศึกษาข้อมูลและเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ประการที่สองคือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์และการปรับให้ร่วมสมัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์

ประการที่สามคือความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวของศิลปินหลายคนที่มีความสามารถและมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดและทำงานร่วมกันทำให้ผลงานมีความสมบูรณ์และหลากหลายมากขึ้น

สุดท้ายคือความกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่และความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ทีม Illus Illy ไม่ได้กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างหรือท้าทาย แต่ก็เปิดใจรับฟังและพร้อมอธิบายเจตนาของพวกเขา ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีนัยสำคัญ

รายชื่อทีมงานหลักโดยกลุ่มศิลปิน illus illy CEI 1.ศศนันท์ บุตรขุนทอง 2.ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ 3.กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ 4.ชยพล ทุนอินทร์ 5.รัชรินทร์ อินธุระ 6.ธัญวีร์ เพ็งรัตน์

มองไปข้างหน้า

ในขณะที่งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ได้จบลงแล้ว แต่เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การที่ผลงานได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ผู้เข้าร่วมงานนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแผนการพัฒนาต่อในอนาคต

สำหรับจังหวัดเชียงราย โปรเจกต์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การมีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจะช่วยสร้างจุดขายที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

สำหรับวงการศิลปะและการออกแบบของไทย โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสร้างผลงานที่มีคุณภาพระดับสากลได้ อาจจะกระตุ้นให้ศิลปินและนักออกแบบคนอื่นๆ หันกลับมามองหาเรื่องราวและภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเองและนำมาพัฒนาต่อยอดในทำนองเดียวกัน

ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนอย่างสิงห์ปาร์คกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม การให้โอกาสและเวทีแก่ศิลปินท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขา แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม

บทสรุป

เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาที่กลับมามีชีวิตผ่านฝีมือของกลุ่ม Illus Illy เป็นมากกว่าแค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ที่ยังคงรากเหง้า และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเพื่อคงคุณค่า แต่สามารถปรับเปลี่ยนและตีความใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยได้ โดยยังคงความเคารพและความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โปรเจกต์นี้เป็นแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสและความสำเร็จไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ สำหรับผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม มันเป็นตัวอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม

ในที่สุด เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวนี้ไม่ได้จบลงที่งาน Balloon Fiesta แต่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีม Illus Illy ร่วมกับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์วิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงรายและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลในข่าวฉบับนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงาน Illus Illy ประกอบด้วย ศศนันท์ บุตรขุนทอง, ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์, กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ, ชยพล ทุนอินทร์, รัชรินทร์ อินธุระ และธัญวีร์ เพ็งรัตน์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโปรเจกต์การออกแบบตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษล้านนา
  • งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงรา
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Balloon Fiesta และกิจกรรมต่างๆ ในสิงห์ปาร์คสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของสิงห์ปาร์ค เชียงราย

     

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จาก Value over Volume สู่การตลาด Gen Z ถอดบทวิเคราะห์เชียงรายเมืองศิลปะและสุขภาวะระดับสากล

เชียงรายกับโจทย์ “มัดใจ Gen Z” เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวต้องชนะด้วยคุณค่า ไม่ใช่จำนวน

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — เชียงรายยามเช้าในฤดูหนาวยังคงมีมนต์เสน่ห์แบบที่เมืองใหญ่ให้ไม่ได้ กลิ่นกาแฟบนดอยผสมกับหมอกบางเหนือแนวเขา วัดสีขาวสะท้อนแสงแดดแรกของวัน และวิถีชุมชนชาติพันธุ์ที่ยังหายใจไปพร้อมผืนป่า แต่ภายใต้ภาพคุ้นตานั้น จังหวัดเหนือสุดของไทยกำลังเผชิญคำถามใหม่ที่หนักกว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวให้มาเยอะขึ้นได้อย่างไร”

คำถามใหม่คือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากมา และอยากกลับมา โดยเฉพาะ Gen Z กลุ่มนักเดินทางที่กำลังขยับจากผู้ตามเทรนด์ สู่ผู้กำหนดทิศทางตลาดท่องเที่ยว ผ่านพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบเรียลไทม์บนโซเชียล และการเลือกประสบการณ์ที่ “สะท้อนตัวตน” มากกว่าการเก็บเช็กลิสต์สถานที่

ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากปัญหา “เกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม” ซึ่งหมายถึงฐานแรงงานและกำลังซื้อในอนาคตที่เปลี่ยนไป เมืองท่องเที่ยวจึงถูกบังคับให้ปรับเกม จากการแข่งกันที่ปริมาณ สู่การสร้าง มูลค่า/รายได้ต่อหัว/ความยั่งยืนของชุมชน

ข่าวชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่า “เทรนด์” แต่เป็นบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ว่า เชียงรายควรรับมือกับ Gen Z อย่างไร เพื่อก้าวสู่ยุค Creative & Wellness Tourism ตามกรอบที่ผู้ใช้จัดเตรียม พร้อมเชื่อมกับแนวโน้มสากลจากรายงานเทรนด์การเดินทางปี 2026

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “เชียงรายต้องคิดใหม่” วิกฤตประชากรดันเมืองให้หาเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สัญญาณวิกฤตประชากรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลเชิงนโยบายและรายงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนภาพรวมว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งตลาดแรงงาน การบริโภค และโครงสร้างรายได้ท้องถิ่น

สำหรับจังหวัดที่พึ่งพารายได้ท่องเที่ยว “การท่องเที่ยว” จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมบริการ แต่เป็น เครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ตั้งแต่คาเฟ่ โฮมสเตย์ ไกด์ท้องถิ่น งานคราฟต์ ศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงธุรกิจสุขภาวะ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งจำนวนคน (Volume) อย่างเดียวมีเพดานชัดเจน ทั้งความแออัด ต้นทุนสิ่งแวดล้อม คุณภาพบริการ และความเสี่ยงการเป็น “เมืองผ่าน” หากประสบการณ์ไม่ลึกพอให้คนอยากอยู่ต่อ

กรอบคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการท่องเที่ยวโลกคือ Value over Volume ทำให้คนมา “น้อยลงแต่ใช้จ่ายสูงขึ้น อยู่ยาวขึ้น และกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ผู้ใช้จัดเตรียมว่าเชียงรายกำลังพยายามวางตำแหน่งเป็นเมืองศิลปะและสุขภาวะ

ภาพ Worawit Sunny Hemmarat

ทำไม Gen Z จึงเป็น “กุญแจอนาคต” และทำไมการตลาดแบบเดิมถึงเริ่มไม่พอ Gen Z ไม่ได้เริ่มทริปด้วย Google เสมอไป แต่เริ่มจากฟีดและคอมเมนต์

แนวโน้มสากลสะท้อนชัดว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาคำตอบ ตั้งแต่ “จะกินอะไร” ไปจนถึง “จะไปที่ไหน” และแรงกระเพื่อมนี้ทำให้แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกเสิร์ชต้องปรับประสบการณ์ให้ “เหมือนโซเชียลมากขึ้น”

นัยสำคัญต่อเชียงรายคือ การสื่อสารปลายทางต้องเปลี่ยนจาก “โฆษณา” เป็น “คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้” และจาก “ภาพสวย” เป็น “เรื่องเล่าที่พิสูจน์ได้”
เพราะสำหรับ Gen Z ความน่าเชื่อถือจำนวนมากเกิดจาก คนเล่าจริง/รีวิวจริง/ประสบการณ์จริง ไม่ใช่คำโปรยเชิงขาย

Authentic Experience “ความจริงแท้” แพ้ไม่ได้

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมวางโจทย์ไว้ชัดว่า Gen Z ไม่ชอบการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ แต่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและความหมายในพื้นที่ เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ วัฒนธรรมกาแฟ งานศิลป์ หรือกิจกรรมที่ “ได้ลงมือทำ” มากกว่า “ได้ถ่ายรูป”

นี่สอดคล้องกับธีมเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ที่สะท้อนว่า การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น และผู้ประกอบการต้องออกแบบประสบการณ์ให้ตอบความคาดหวังเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “ความง่าย” ในทุกขั้นตอน

เชียงรายมีแต้มต่ออะไรในสนาม Gen Z  “ศิลปะ สุขภาวะ ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ” ที่เล่าได้ไม่รู้จบ

ในโลกที่ปลายทางแข่งขันกันด้วยความคล้าย เชียงรายมีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ที่ “ไม่เหมือนใคร” และสามารถแปลงเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากออกแบบให้ถูก

ศิลปะร่วมสมัย = Soft Power ที่ต่อยอดเป็นเส้นทาง (Route) ได้

เชียงรายมีฐานภาพจำด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหม่คือ “ทำให้ศิลปะไหลออกจากพิพิธภัณฑ์” ไปสู่คาเฟ่ โฮมสเตย์ เวิร์กช็อป และคอมมูนิตี้อีเวนต์
Gen Z ไม่ได้อยาก “ดูงาน” อย่างเดียว แต่อยาก “มีส่วนร่วม” ให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เป็นตัวเอง

Wellness ที่ไม่น่าเบื่อ สุขภาพแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แพ็กเกจผู้สูงวัย

ผู้ใช้ชี้แนวคิดสำคัญว่า Wellness ต้องถูกรีแบรนด์ให้สนุกและร่วมสมัย เช่น น้ำพุร้อนในรูปแบบแคมป์ปิ้ง, กิจกรรมเยียวยาใจ, อาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ หรือเครื่องดื่มฟังก์ชัน

จุดนี้เชื่อมกับเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่สะท้อน “การเดินทางเพื่อผิว/เพื่อการนอน/เพื่อสุขภาวะเชิงลึก” และการเปิดรับคำแนะนำจาก AI ของนักเดินทางจำนวนมากในหลายประเทศ

ถอดเทรนด์ปี 2026 ให้เป็น “โปรดักต์ท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ขายได้จริง

หัวใจของการรับมือ Gen Z ไม่ใช่การท่องคำว่า “เทรนด์” แต่คือการแปลงเทรนด์ให้เป็น เส้นทาง

กิจกรรม  ระบบบริการ  มาตรฐานความปลอดภัย ที่จับต้องได้

 “Romantasy Retreats” และพลังของบรรยากาศ หมอก ป่า ดอย = ฉากแฟนตาซีที่เชียงรายมีโดยธรรมชาติ

เทรนด์ท่องโลกโรแมนตาซีในปี 2026 ที่ Booking.com สะท้อน (จากการสำรวจผู้เดินทางหลายประเทศ) เปิดมุมใหม่ว่า “เรื่องเล่า” กำลังกลายเป็นแรงจูงใจในการเลือกจุดหมาย
เชียงรายมีวัตถุดิบชั้นยอด เส้นทางดอย, ไร่ชา, ป่าลึกลับ, หมอกหนา, สถาปัตยกรรมวัดร่วมสมัย

สิ่งที่ต้องทำ คือออกแบบเป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ที่พัก เช่น

  • เส้นทาง “หมอก ชา หนังสือ” เช็กอินไร่ชา  เวิร์กช็อปชงชา  มุมอ่านหนังสือ  ถ่ายภาพธีมแฟนตาซีแบบไม่ละเมิดวัฒนธรรม
  • กิจกรรมยามค่ำ ดนตรีอะคูสติก/เล่าเรื่องพื้นถิ่น/ดูดาว  มาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน
ภาพ Kit Tiphong Prasert

“Turbulence Test” ทริปพิสูจน์ความสัมพันธ์ เปลี่ยนความยากให้เป็นความสนุกแบบมีโครงสร้าง

ผู้ใช้ยกเทรนด์ “ทริปทดสอบความสัมพันธ์” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่พูดถึงการเดินทางเป็นแบบทดสอบความเข้ากันได้

เชียงรายสามารถออกแบบเป็นกิจกรรม “ร่วมแรงร่วมใจ” แบบปลอดภัย เช่น

  • เวิร์กช็อปอาหารท้องถิ่น/งานคราฟต์ ทำร่วมกัน แข่งกันอย่างสร้างสรรค์
  • กิจกรรมกู้ชีพพื้นฐาน/CPR เวอร์ชันนักท่องเที่ยว (ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
  • ภารกิจเดินป่าเบา ๆ/เส้นทางธรรมชาติที่มีไกด์มาตรฐาน ลดความเสี่ยง

แก่นสำคัญคือ “ความท้าทายต้องถูกควบคุม” ไม่ใช่ปล่อยให้เสี่ยง เพราะ Gen Z ให้คะแนนความปลอดภัยสูง และความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถกลายเป็นกระแสลบได้ในชั่วข้ามคืน

 “Glow-cations” และสุขภาวะเชิงลึก ขาย “การกลับบ้านในเวอร์ชันที่ดีขึ้น”

แนวคิดทริปดูแลผิว/การนอน/สุขภาพ (ที่ปรากฏในเทรนด์ปี 2026) เปิดช่องให้เชียงรายสร้างตลาดใหม่ที่ไม่ชนกับเมืองทะเลหรือเมืองบันเทิง
จุดขายของเชียงรายคือ “อากาศ ความสงบ ธรรมชาติ สมุนไพร ภูมิปัญญา” หากทำให้เป็นระบบและสื่อสารอย่างไม่โอเวอร์เคลม

โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ Gen Z “รักหรือเลิก” ปลายทาง

ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน หากระบบบริการไม่พร้อม ทริปอาจจบลงด้วยรีวิวที่ทำลายทั้งเส้นทาง

Digital Friendly จองง่าย จ่ายง่าย สื่อสารง่าย

Gen Z ต้องการความลื่นไหลตั้งแต่จอง เช็กอิน เดินทาง ขอความช่วยเหลือ
การยกระดับที่เห็นผลเร็ว ได้แก่

  • ช่องทางจอง/แชตที่ตอบไว
  • ข้อมูลการเดินทางเป็นแผนที่เดียวจบ (รวมเวลา ค่าใช้จ่าย จุดแวะ)
  • มาตรฐาน Wi-Fi/สัญญาณในจุดท่องเที่ยวหลัก (สื่อสารตามจริง ไม่โฆษณาเกิน)

 

ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น เมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้อง “มีระบบ”

ผู้ใช้พูดถึงความสำคัญของความปลอดภัยยามค่ำคืน แม้ตัวเลข “อันดับ” บางรายการยังยืนยันไม่ได้ แต่หลักการถูกต้องในเชิงตลาด ความปลอดภัยคือเงื่อนไขขั้นต่ำ ของนักเดินทางรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือมาตรฐานแสงสว่าง จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน การเดินทางกลับที่พัก และการสื่อสารความเสี่ยง (เช่น PM2.5/สภาพอากาศ) แบบโปร่งใส

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย เมื่อโลกหัน “ลดแอลกอฮอล์” และมองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ผู้ใช้ยกประเด็นอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์โลกเผชิญปัญหาสต็อกล้นและดีมานด์ชะลอ ซึ่งมีรายงานและการวิเคราะห์ในสื่อตลาดการตลาดระดับสากลอ้างถึงภาวะสินค้าคงคลังมูลค่าสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่
แม้รายละเอียดตัวเลขต้องอ่านจากต้นฉบับเต็มของสื่อการเงิน แต่ “ทิศทาง” ที่ Gen Z ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเป็นแนวโน้มที่วงการท่องเที่ยวและเครื่องดื่มกำลังตอบสนอง

สำหรับเชียงราย นี่คือโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจทางเลือก” ที่เข้ากับ Wellness เช่น

  • ชา/คราฟต์โซดาจากผลไม้เมืองหนาว
  • เครื่องดื่มฟังก์ชัน (เน้นข้อมูลโภชนาการ ไม่กล่าวอ้างเกินจริง)
  • กิจกรรมจับคู่เครื่องดื่มกับอาหารพื้นถิ่น (Gastro experience)

ความเสี่ยงที่ต้องพูดให้ครบ ถ้าจะชนะ Gen Z ต้องไม่แพ้เรื่องความยั่งยืนและความจริงใจ

การเร่งเครื่องท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน

  1. วัฒนธรรมถูกทำให้เป็นสินค้า   หากเล่าเรื่องชาติพันธุ์แบบผิวเผิน อาจกระทบศักดิ์ศรีชุมชนและเกิดแรงตีกลับ
  2. สิ่งแวดล้อมและขยะท่องเที่ยว   ยิ่งไวรัล ยิ่งเสี่ยงล้นความจุ
  3. ความเหลื่อมล้ำของรายได้   เม็ดเงินอาจกระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่ หากไม่ออกแบบการกระจายผลประโยชน์
  4. Greenwashing / Wellnesswashing   อ้างความยั่งยืนหรือสุขภาพเกินจริง จะเสียความเชื่อมั่นทันทีในยุคโซเชียล

ดังนั้น “ความจริงแท้” ที่ Gen Z มองหา ต้องถูกพิสูจน์ด้วย ระบบและมาตรฐาน ไม่ใช่สโลแกน

Action Plan 2026 ที่แปลงเป็นงานจริง 

ระดับจังหวัด/เมือง

  • ทำ “เส้นทาง City Hopping” ที่เชื่อมอำเภอแบบ 2–3 วัน (มีแผนที่เดียวจบ)
  • ตั้งมาตรฐานข้อมูลความเสี่ยง (อากาศ/PM2.5/ถนน/ความปลอดภัย) แบบอัปเดต
  • สนับสนุนครีเอเตอร์ท้องถิ่นให้เป็น “ผู้เล่าเรื่องเมือง” อย่างมีจริยธรรม

ระดับผู้ประกอบการ

  • ออกแบบแพ็กเกจตามเทรนด์ Romantasy / Turbulence / Glow-cations / Quiet nature
  • ทำบริการ “ถ่ายคอนเทนต์ได้ง่าย” (มุม แสง เรื่องเล่า) แต่ต้องไม่รบกวนชุมชน
  • สร้างสินค้า/เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพเป็นรายได้เสริม

ระดับชุมชน

  • ทำกติกาการท่องเที่ยวชุมชน (ความเป็นส่วนตัว, การถ่ายภาพ, การแต่งกาย, ขยะ)
  • สร้างกิจกรรมที่ชุมชน “เป็นเจ้าของ” ไม่ใช่เป็นเพียงฉากหลัง

เชียงรายจะชนะ Gen Z ได้ ไม่ใช่เพราะ “มีของดี” แต่เพราะ “ทำของดีให้เป็นประสบการณ์ที่คนอยากเล่า”

ในวันที่โลกเดินทางเร็วขึ้นและเทรนด์เปลี่ยนไว เมืองท่องเที่ยวไม่ได้แข่งกันที่จำนวนแลนด์มาร์ค แต่แข่งกันที่ “คุณค่าหลังการเดินทาง”   นักท่องเที่ยวกลับบ้านแล้ว หายใจได้ลึกขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงบันดาลใจมากขึ้น และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไป “คุ้ม” เพราะได้ประสบการณ์ที่เป็นตัวเองจริง ๆ

เชียงรายมีแต้มต่อครบทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ชาติพันธุ์ และสุขภาวะ แต่การมัดใจ Gen Z จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการร่วมกันแปลงแต้มต่อเหล่านี้เป็น เส้นทางที่ชัด บริการที่ลื่นไหล มาตรฐานที่ไว้ใจได้ และเรื่องเล่าที่ซื่อสัตย์

เพราะในยุคที่การตัดสินใจอยู่บนปลายนิ้ว ความจริงแท้ ไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์
มันคือ “เงื่อนไขของการรอดและโต” ของเมืองท่องเที่ยวทั้งเมือง

สถิติ/ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ไทยเผชิญแนวโน้มเกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม (ภาพรวมเชิงโครงสร้างประชากร)
  • Booking.com เผยกรอบเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามหลายประเทศ (ใช้เป็นฐานคิดออกแบบโปรดักต์/บริการ)
  • แนวโน้มคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลมากขึ้น กระทบวิธีทำการตลาดท่องเที่ยว
  • สัญญาณตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผชิญแรงกดดันจากดีมานด์ที่ชะลอและภาระสินค้าคงคลังในกลุ่มบริษัทใหญ่ (สะท้อนโอกาสเครื่องดื่มทางเลือก/สุขภาพ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Booking.com – Travel Predictions 2026 (press release/ข้อมูลวิธีวิจัยและกรอบแนวโน้ม)
  • สรุปเทรนด์ปี 2026 ที่อ้างอิง Booking.com (สื่อ/บทความที่รวบรวมประเด็น)
  • UNFPA/รายงานที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มประชากรและสังคมสูงวัย (ใช้ประกอบกรอบวิเคราะห์โครงสร้าง)
  • Wired – บทวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนรุ่นใหม่บนโซเชียลและผลต่ออุตสาหกรรมเสิร์ช (ใช้ประกอบกรอบพฤติกรรม Gen Z)
  • WARC – บทสรุปประเด็นตลาด/แรงกดดันฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อ้างถึงการวิเคราะห์สื่อการเงิน)
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชุดตัวเลข/ตัวอย่างเส้นทาง/ตัวอย่างสถานที่และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย (ใช้เป็น “กรอบวิเคราะห์และข้อเสนอ” ในข่าวชิ้นนี้)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. เปิดปฏิบัติการปลดล็อกคอขวดงานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจเวลเนสโลก

สกสว. เปิดปฏิบัติการ “ปลดล็อกคอขวด” งานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA-สวก. ดันสมุนไพรและเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ตลาดจริง

เชียงราย, 17 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งในเชียงราย เมืองที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะปลายทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยดอย แต่สำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการท้องถิ่น “เชียงราย” กำลังถูกตั้งโจทย์ใหม่ให้เป็นมากกว่านั้น พื้นที่ทดลองของระบบนวัตกรรม ที่ต้องทำให้งานวิจัย “เดินทางออกจากห้องแล็บ” ไปถึงมือคนใช้จริง

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการลงพื้นที่ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมเครือข่ายหน่วยงานปลายน้ำและกลไกสนับสนุนเชิงพาณิชย์ตาม “ข้อมูลประชาสัมพันธ์” ที่ระบุการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายช่วง 13–14 มกราคม 2569 เพื่อทำหน้าที่ “ปลดล็อกคอขวด” ที่ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาด

หากมองแบบผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงกิจกรรมภาครัฐอีกหนึ่งงาน แต่เมื่อวางลงบนฉากหลังของโลกที่กำลังแข่งขันกันในตลาดสุขภาพและเวลเนส ภาพของเชียงรายในวันนี้กำลังเชื่อมกับตัวเลขระดับโลกที่ “หนักแน่นจนหลีกเลี่ยงไม่ได้” — รายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2022) และเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เดินหน้าทิศทาง Traditional Medicine Strategy 2025–2034 เพื่อยกระดับการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้มีบทบาทอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และอิงหลักฐานมากขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ “สมุนไพร” จึงไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาพื้นบ้าน หากแต่เป็น สนามแข่งขันด้านมาตรฐาน หลักฐาน และกฎระเบียบ — และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “คอขวด” ถูกพูดถึงมากกว่าคำว่า “ขาดไอเดีย”

คอขวดของงานวิจัยสมุนไพร ไม่ได้ติดที่สูตร แต่ติดที่ “มาตรฐาน-กฎหมาย-หลักฐาน”

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในจังหวัดชายแดนมักมีคำถามคล้ายกัน ทำไมผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนทำได้ดี มีเรื่องเล่า มีอัตลักษณ์ กลับไปไม่ถึงชั้นวางในตลาดใหญ่ หรือไปไกลถึงตลาดต่างประเทศไม่ได้

คำตอบมักไม่ใช่ “ทำไม่เก่งพอ” แต่เป็นเพราะระบบปลายน้ำต้องการสิ่งที่เข้มงวดกว่าเรื่องรสชาติหรือบรรจุภัณฑ์ ได้แก่

  • มาตรฐานการผลิตและการทดสอบ
  • การขึ้นทะเบียน/การกล่าวอ้างสรรพคุณอย่างถูกกฎหมาย
  • ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่เชื่อถือได้
  • ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ (traceability) และคุณภาพล็อตต่อล็อต

ภาพรวมนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ สกสว. สื่อสารในเวทีสาธารณะว่า การขับเคลื่อนระบบ ววน. ต้อง “เห็นผลกระทบ” และทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL โดยมีหลักคิดเชิงการบริหารที่ถูกหยิบยกในสื่อ เช่น “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เห็น Impact” ซึ่งตอกย้ำว่างานวิจัยต้องไม่จบที่รายงาน แต่ต้องไปสู่การใช้จริง

การนำ “อย.” เข้ามาร่วมวงในระดับพื้นที่ จึงมีนัยสำคัญ เพราะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุกคำที่สื่อสารกับผู้บริโภคมีต้นทุนทางกฎหมาย และทุกข้อกำหนดที่ไม่เข้าใจ อาจทำให้ SME ต้องเสียเวลาเป็นปี ก่อนจะได้ใบอนุญาตที่ถูกต้อง

เชียงรายกับความพร้อมด้านสมุนไพร เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ฐานความรู้

หนึ่งในจุดแข็งของเชียงรายที่ทำให้ “ปลดล็อกคอขวด” มีความเป็นไปได้มากขึ้น คือการมีสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ผู้ประกอบการและชุมชน ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตงานวิชาการ

ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จากข้อมูลสาธารณะ คือบทบาทของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและห้องปฏิบัติการทดสอบ โดยมีการสะท้อนถึงมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และแนวทางยกระดับคุณภาพงานวิจัย/การทดสอบในมิติที่สัมพันธ์กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นัยสำคัญคือ หากพื้นที่มีความสามารถ “ทำมาตรฐาน” ได้ในจังหวัดเอง ต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันที — ทั้งต้นทุนเงิน ต้นทุนเวลา และต้นทุนการเดินทาง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำ R&D แบบวนซ้ำ (iterate) จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่อง “แต่งแบรนด์” แต่คือการเพิ่มมูลค่าบนฐานความจริง

ข้อมูลตั้งต้นระบุว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้หยุดที่สมุนไพร แต่รวมถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งหากเขียนแบบข่าวเชิงลึก จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่า “สร้างสรรค์” ไม่ใช่การทำให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ ขายได้ซ้ำ ขยายได้ และถูกกฎหมาย

ในตลาดสุขภาพสมัยใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สารสกัด แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” และ “ประสบการณ์” ทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่เกินจริง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ วิทยาศาสตร์ และ ครีเอทีฟ ต้องเดินด้วยกัน

ตลาดสมุนไพรไทย “ใหญ่พอ” แต่การแข่งขันอยู่ที่มาตรฐาน

ข้อมูลเชิงระบบของไทยสะท้อนว่า “สมุนไพร” ไม่ใช่ตลาดเล็กอีกต่อไป เอกสารเชิงนโยบายด้านสมุนไพรระบุว่า ตลาดสมุนไพรในประเทศมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบริบทการยอมรับของการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกในระดับนานาชาติ (มีหลายประเทศที่มีกฎหมาย/การกำกับดูแลด้านนี้)

เมื่อวางตัวเลขนี้คู่กับมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกที่ Global Wellness Institute ประเมินไว้ จะเห็นว่าโอกาส “มีอยู่จริง” แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินค้าหรือบริการของไทยสามารถผ่านด่านมาตรฐาน และสามารถสื่อสารกับตลาดโลกได้อย่างถูกต้องตามกฎ

 “ทำไมต้องปลดล็อก” และปลดล็อกอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชน

การปลดล็อกคอขวดของงานวิจัย หากทำแบบเร่งรัดโดยไม่ระวัง อาจเกิดความเสี่ยง 3 ชั้นที่กระทบชุมชนมากกว่าช่วยเหลือ ได้แก่

  1. เสี่ยงต่อการกล่าวอ้างเกินจริง
    หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรรีบเข้าสู่ตลาดโดยขาดหลักฐานหรือสื่อสารผิดกฎหมาย ผลที่ตามมาคือความเสียหายต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และกระทบความเชื่อมั่นของภาพรวมจังหวัด
  2. เสี่ยงต่อการ “มาตรฐานสูง แต่คนตัวเล็กเข้าไม่ถึง”
    ถ้ามาตรฐานถูกวางแบบที่ SME ไม่สามารถปฏิบัติตามได้จริง จะกลายเป็นการคัดคนออกจากตลาดโดยปริยาย ดังนั้น กลไกสนับสนุนต้องแปลมาตรฐานให้เป็น “ขั้นตอนที่ทำได้” และต้นทุนที่รับไหว
  3. เสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรเกินสมดุล
    เมื่อสมุนไพรบางชนิดถูกทำให้เป็นที่ต้องการสูง อาจเกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและการจัดการวัตถุดิบ จำเป็นต้องมีระบบติดตามแหล่งผลิตและการปลูกที่ยั่งยืน

ในมุมนี้ การที่ สกสว. สื่อสาร “SRI for ALL” ในเชิงระบบ และผลักดัน Open Science ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ เป็นกรอบที่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะทำให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติ “ไม่กระจุก” อยู่กับคนกลุ่มเล็ก

เชียงรายกำลังทดลอง ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ตัวถ่วง”

หัวใจของข่าวนี้จึงอยู่ที่คำถามเดียว ทำอย่างไรให้กฎระเบียบและมาตรฐาน กลายเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโต ไม่ใช่กำแพงกั้นโอกาส

แนวทางที่สะท้อนจากโครงสร้างพันธมิตร (อย. + หน่วยพัฒนานวัตกรรม/การลงทุน/การเกษตร) ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลส่งมา คือการจัด “ปลายน้ำ” มาอยู่ใกล้ “ต้นน้ำ” ให้มากที่สุด — เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้ประกอบการรู้ตั้งแต่ต้นว่า

  • ต้องเตรียมข้อมูลอะไร
  • ต้องทดสอบมาตรฐานไหน
  • ต้องขึ้นทะเบียนอย่างไร
  • และต้องสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยถ้อยคำแบบใดจึงถูกต้อง

หากทำได้จริง สิ่งที่เชียงรายจะได้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่คือ “เวลา” ที่ถูกคืนให้กับระบบ ลดเวลาลองผิดลองถูก ลดภาระเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการต่อยอดงานวิจัยเป็นธุรกิจที่โปร่งใส

เชียงรายไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “ภูมิปัญญา” กับ “มาตรฐาน”

ข่าวการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเชิงพิธีการ เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของระบบ ววน. จากการ “สนับสนุนงานวิจัย” ไปสู่การ “สนับสนุนเส้นทางของงานวิจัย” ตั้งแต่แปลงปลูก-แล็บ-โรงงาน-การขึ้นทะเบียน-การสื่อสาร-ตลาด

ในโลกที่เศรษฐกิจเวลเนสโตต่อเนื่อง และ WHO วางยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้เข้มแข็งด้วยคุณภาพและความปลอดภัย จังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและทุนวัฒนธรรมอย่างเชียงราย ไม่ได้ขาด “ของดี” แต่กำลังต้องการ “สะพานมาตรฐาน” เพื่อพาของดีนั้นออกไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม

และหากสะพานนี้ถูกสร้างอย่างเท่าเทียม — ให้ชุมชนเดินได้ ผู้ประกอบการรายเล็กเดินได้ นักวิจัยเดินได้ — คำว่า “ปลดล็อกคอขวด” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะกลายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่มั่นคงขึ้น และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพของเชียงรายที่ยืนระยะได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.): ยุทธศาสตร์กองทุน ววน. และวิสัยทัศน์ SRI For ALL
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.): ข้อมูลศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร (MPIC) และโรงงานมาตรฐาน GMP/PICS
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย): ข้อมูลผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อน Area-based Research
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): แนวทางการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU): บพข., TCELS, NIA และ สวก. (ข้อมูลการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการแข่งขัน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จากประวัติศาสตร์สู่ Creative Economy! ถ้ำพระเชียงรายเปิดฐานเรียนรู้ ตอกลายโลหะ-ทำสวยกาบ ตามนโยบาย “ไท ไทย”

วธ.เชียงรายนำภาคีจัดพิธีใหญ่ “120 ปี รัชกาลที่ 6 เสด็จถ้ำพระ” เชื่อมถวายราชกุศลพระพันปีหลวง สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – บริเวณโบราณสถานถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ในช่วงเช้าจรดเย็นของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบ ศรัทธา และความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น เมื่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) ผนึกกำลังกับคณะสงฆ์ หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน จัดพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลครั้งสำคัญ ควบคู่กับกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาวัฒนธรรมในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ

งานในครั้งนี้มี “สองวาระหลัก” ที่มีนัยสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ การรำลึกครบรอบ 120 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เสด็จประพาสโบราณสถานถ้ำพระ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2448 และพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2568

ตลอดเวลาตั้งแต่ 09.00–18.00 น. บริเวณถ้ำพระจึงกลายเป็น “เวทีร่วม” ที่ผสานมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบนโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่ต้องการนำความเป็นไทยดั้งเดิมให้ก้าวเดินเคียงคู่ไปกับความร่วมสมัย สร้างทั้งพลังทางจิตวิญญาณและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รำลึก 120 ปี เสด็จประพาสถ้ำพระ ประวัติศาสตร์ที่ “ยังมีชีวิต”

โบราณสถานถ้ำพระ เป็นหนึ่งในพื้นที่ทางศาสนาและโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย มีความผูกพันกับชุมชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้วันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีความหมายเป็นพิเศษ คือการครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นมงกุฎราชกุมาร และทรงเสด็จตรวจเยี่ยมดินแดนภาคเหนือในปลายสมัยรัชกาลที่ 5

วาระ “120 ปี” จึงไม่ใช่เพียงการนับตัวเลขของกาลเวลา หากเป็นการย้ำเตือนว่าพื้นที่เล็ก ๆ ริมขุนเขาและป่าไม้ของเชียงรายแห่งนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงดินแดน การปกครอง และการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในอดีต การจัดพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลในครั้งนี้จึงมีนัยของการ “เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน” ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นภาพที่ต่อเนื่องกันของประวัติศาสตร์ชาติและชุมชน

ในช่วงเช้า นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ คณะสงฆ์ และประชาชน ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพิธีทางศาสนาและการกล่าวรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่เคยมีต่อดินแดนล้านนาและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

บรรยากาศของพิธีเป็นไปด้วยความสงบและสมพระเกียรติ แสดงให้เห็นว่าการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์หรือห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถถูก “ปลุกให้ตื่น” ในพื้นที่จริง ผ่านการประกอบพิธีกรรม วัฒนธรรม และกิจกรรมการเรียนรู้ที่จับต้องได้

ถวายราชกุศล “พระพันปีหลวง” เชื่อมสายใยศรัทธาในยุคปัจจุบัน

อีกหนึ่งวาระสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาไม่นานนักในมิติประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของคนไทย

พิธีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “สายใยแห่งความผูกพัน” ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชุมชนท้องถิ่นในภาคเหนือ การเลือกจัดงาน ณ ถ้ำพระ ซึ่งเป็นโบราณสถานด้านพุทธศาสนา ยังสื่อถึงความตั้งใจในการเชื่อมโยงพระราชกรณียกิจด้านศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญมาตลอดพระชนมชีพ

ในเชิงสัญลักษณ์ การจัดให้มีพิธีถวายราชกุศลสองวาระในวันเดียวกัน – ทั้งรัชกาลที่ 6 ในมิติประวัติศาสตร์เมื่อ 120 ปีก่อน และพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในมิติร่วมสมัย – ทำให้ถ้ำพระในวันนี้กลายเป็น “สะพานเชื่อมเวลา” ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านพิธีกรรมและวัฒนธรรมที่ยังคงดำรงอยู่

จากพิธีกรรมสู่การเรียนรู้ ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น และบทบาทของเยาวชน

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้แตกต่างจากพิธีรำลึกเชิงสัญลักษณ์ทั่วไป คือการขยายมิติจาก “พิธีกรรม” ไปสู่ “การเรียนรู้” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกแบบ “ฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ลงมือสัมผัสวัฒนธรรมด้วยตนเอง

ภายใต้โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ 2569 วธ.เชียงรายได้เชิญคณะครูและนักเรียนจากหลายสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมมากกว่า 100 คน ให้เข้าร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ

หนึ่งในฐานสำคัญคือ “ฐานการตอกลายโลหะ” ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยนายพงศกร ไกรกิจราษฎร์ และนายนัยยะ เหมือนนิ่ม จากศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนเชียงราย อำเภอเชียงแสน ฐานนี้ไม่ได้สอนเพียงการใช้ค้อนและเหล็กตอกลายลงบนแผ่นโลหะ หากยังเป็น “พื้นที่สนทนา” เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของศิลปะการตกแต่งวัตถุโลหะในสังคมล้านนา และการนำทักษะดังกล่าวไปต่อยอดเป็นอาชีพ หรือผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน

อีกฐานหนึ่งคือ “ฐานการทำสวยกาบ” ซึ่งมีนางสาวนงคราญ สมบัติหลาย และนางเพ็ญพักตร์ มหาวรรณ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ทำหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ การทำสวยกาบ หรือพานบายศรีแบบล้านนา ไม่ได้เป็นเพียงงานประดิษฐ์ตกแต่ง แต่เกี่ยวข้องกับความหมายเชิงพิธีกรรม ความเชื่อ การแสดงความเคารพ และการใช้ในงานบุญประเพณีต่าง ๆ การให้เยาวชนได้ฝึกทำด้วยตนเองจึงเป็นทั้งการรักษา “ภาษาทางพิธีกรรม” และการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดออกแบบผลิตภัณฑ์พิธีกรรมแบบร่วมสมัยในอนาคต

ในมิติของการสร้างแรงบันดาลใจเชิงศิลปะ วธ.เชียงรายยังเชิญศิลปินและกลุ่มศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานอย่างใกล้ชิด อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ ศิลปินอาวุโสเชียงราย ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติทั้งระดับ “เพชรราชภัฏ–เพชรล้านนา” และ “เพชรพระนคร” สาขาวรรณศิลป์ ได้นำเครื่องดนตรีพื้นบ้าน “ปี่น้ำเต้า” มาบรรเลงในพื้นที่โบราณสถาน เสียงปี่ที่เป่าด้วยลมหายใจของศิลปินผู้คร่ำหวอดในงานวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสได้ถึง “ความต่อเนื่องของลมหายใจทางวัฒนธรรม” จากรุ่นสู่รุ่น

ขณะเดียวกัน การแสดง “อื่อกะโลง” ถ่ายทอดบทกวีโดยอาจารย์ธัญญณัฐ ชาวเหนือ การแสดงดนตรีจากมหาวิทยาลัยวัยที่สาม เทศบาลนครเชียงราย และการฟ้อนชุด “สร้อยแสงแดง” โดยกลุ่มแม่บ้านบ้านป่าอ้อ ตำบลแม่ลาว ล้วนเป็นส่วนเสริมที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานรำลึกในเชิงพิธีกรรม แต่เป็น “เทศกาลการเรียนรู้วัฒนธรรมขนาดย่อม” ที่เกิดขึ้นท่ามกลางโบราณสถานที่มีชีวิต

บูรณาการเครือข่าย วัฒนธรรมไม่ได้อยู่ลำพังในห้องทำงานราชการ

เบื้องหลังความสำเร็จของกิจกรรมที่ดำเนินตลอดทั้งวันอย่างเป็นระบบ คือการประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในการจัดงานครั้งนี้ วธ.เชียงรายได้บูรณาการความร่วมมือกับ สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลแม่ยาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตลอดจนภาคประชาชนในชุมชนรอบถ้ำพระ

ในเชิงการบริหารจัดการ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายภารกิจให้ทีมงานมืออาชีพด้านวัฒนธรรมหลายฝ่าย อาทิ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม, นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม, และนางสาวณพิชญา นันตาดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มกิจการพิเศษ พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมออกแบบและขับเคลื่อนกิจกรรมภาคสนามให้ดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย

ภาพรวมของการทำงานจึงสะท้อนให้เห็นว่า “งานวัฒนธรรม” ไม่ใช่กิจกรรมที่ปฏิบัติโดยหน่วยงานราชการเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจาก “โครงข่าย” ของพระสงฆ์ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ศิลปิน กลุ่มแม่บ้าน เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่ต่างมีบทบาทของตนเองในพื้นที่เดียวกัน

เชื่อมโยงนโยบาย “ไท ไทย” สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมในระดับพื้นที่

ด้านนโยบายระดับชาติ กิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิด “ไท ไทย” ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ผลักดันให้เป็นกรอบใหญ่ในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของประเทศ

หัวใจสำคัญของแนวคิด “ไท ไทย” คือการยกระดับ “ความเป็นไทยดั้งเดิม” (Traditional Thai) ให้ผสานกับ “ความร่วมสมัย” (Contemporary Thai) และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่คนสามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมที่สงวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรืออยู่ในภาพจำของอดีตเท่านั้น

หากมองจากรูปแบบของกิจกรรมที่ถ้ำพระในครั้งนี้ จะพบว่ามีการทำงานบนสามมิติหลัก ได้แก่

  1. มิติการสืบสาน – ผ่านพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศล การเป่าปี่น้ำเต้า การทำสวยกาบ การฟ้อน และฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ทำให้เยาวชน “ได้สัมผัสของจริง”
  2. มิติการสร้างสรรค์ – ผ่านการออกแบบฐานเรียนรู้และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ เช่น การนำทักษะตอกลายโลหะหรือออกแบบพานบายศรีไปเชื่อมกับผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
  3. มิติการมองไปข้างหน้า – ผ่านการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การสร้าง “ประสบการณ์วัฒนธรรม” ให้กับนักท่องเที่ยว และการใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในระดับจังหวัด

แม้ในวันจัดงานจะยังไม่มีตัวเลขเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่การมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน จากหลายสถาบัน และการผนวกกลุ่มเป้าหมายทั้งครู นักเรียน ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรม” กำลังถูกใช้เป็นฐานในการสร้างทั้งทุนทางสังคม (Social Capital) และทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Capital) อย่างค่อยเป็นค่อยไปในพื้นที่เชียงราย

จากถ้ำพระสู่อนาคตเชียงราย ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และทุนวัฒนธรรมร่วมสมัย

หากพิจารณาในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังผลักดันตนเองให้เป็น “นครแห่งศิลปะ สีสัน และเทศกาลตลอดปี” กิจกรรมที่ถ้ำพระในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานเทศกาลใหญ่ในตัวเมือง

ถ้ำพระในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานเก่าแก่ในหุบเขา หากแต่เริ่มกลายเป็น “จุดหมายทางวัฒนธรรม” ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนสถานท้องถิ่น ภูมิปัญญาชุมชน และนโยบายวัฒนธรรมระดับชาติไว้ในพื้นที่เดียวกัน

สำหรับประชาชนในพื้นที่ การได้เห็นข้าราชการ นักวิชาการวัฒนธรรม ศิลปิน และเยาวชนมาร่วมกันทำกิจกรรมในวันเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษนั้น “ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง” แต่กำลังถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความภาคภูมิใจและโอกาสทางอาชีพในอนาคต

สำหรับเยาวชน การได้ลองตอกลายโลหะ ทำสวยกาบ เป่าปี่น้ำเต้า หรือฟังบทกวี “อื่อกะโลง” ท่ามกลางบรรยากาศของถ้ำพระ อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของคำถามสำคัญในใจว่า “วัฒนธรรมท้องถิ่นของเรา สามารถกลายเป็นอาชีพ เป็นงานสร้างสรรค์ หรือเป็นธุรกิจได้อย่างไรบ้าง” ซึ่งคำถามเหล่านี้เองคือหัวใจของการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว

สำหรับผู้กำหนดนโยบายระดับจังหวัด กิจกรรมในครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ “จุดแข็งด้านวัฒนธรรม” มาสร้างความโดดเด่นให้พื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ ช่วยกระจายจุดท่องเที่ยวและประสบการณ์ให้กว้างออกไปจากตัวเมืองเชียงราย เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปสู่ชุมชนอื่น ๆ รอบนอก

ในท้ายที่สุด กิจกรรมรำลึก 120 ปี รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสถ้ำพระ และพิธีถวายราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผสานเข้ากับฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงศิลปวัฒนธรรม จึงไม่ใช่เพียง “งานพิธีครั้งหนึ่งแล้วผ่านไป” แต่เป็นเสมือน “บทเรียนภาคสนาม” ที่แสดงให้เห็นว่า หากมีการออกแบบอย่างรอบคอบ วัฒนธรรมสามารถเป็นทั้งความทรงจำร่วมของผู้คน เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน และเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองได้ในเวลาเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จากเตาเผาโบราณสู่เวทีโลก! เชียงรายชูเวียงกาหลงเป็นเสาหลักเศรษฐกิจฐานราก ผสานศิลปะกับดีไซน์สมัยใหม่

ผู้ว่าฯ เชียงรายหนุน “เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่เวทีตลาดใหม่ของชุมชน

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ที่อำเภอเวียงป่าเป้า เสียงเตาเผาดินเผาโบราณยังคงดังอย่างสม่ำเสมอท่ามกลางหมู่บ้านที่โอบล้อมด้วยภูเขา ในเช้าวันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย “นายชูชีพ พงษ์ไชย” พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชม “เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง” หนึ่งในหัตถศิลป์พื้นเมืองที่ถือเป็นหน้าตาทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย และเป็นความภาคภูมิใจของคนเวียงป่าเป้ามาอย่างยาวนาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการหรือการเยี่ยมชมเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงความพยายามของจังหวัดในการ “จับมือกับชุมชน” เพื่อยกระดับหัตถกรรม OTOP ให้เดินหน้าสู่ตลาดสร้างสรรค์ ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก และภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะแหล่งรวมภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

เวียงกาหลง จากเตาเผาโบราณ สู่สัญลักษณ์หัตถศิลป์ล้านนา

เวียงกาหลงเป็นเมืองโบราณในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งในทางโบราณคดีได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งเตาเผาโบราณสำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ และเป็นต้นกำเนิด “เครื่องถ้วยเวียงกาหลง” ที่มีลวดลายและเนื้อดินเป็นเอกลักษณ์ จนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมรดกหัตถกรรมสำคัญของไทย DB SAC

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวียงกาหลงไม่เพียงเป็นแหล่งโบราณสถาน แต่ยังพัฒนาเป็น “ชุมชนหัตถกรรมร่วมสมัย” ที่หยิบยกภูมิปัญญาโบราณ เช่น เทคนิคการขึ้นรูปดิน การเคลือบสีเขียว–น้ำตาล และการเผาที่อุณหภูมิสูง มาปรับใช้กับดีไซน์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบภาชนะใช้สอย ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงงานออกแบบร่วมสมัยที่เน้นความเรียบง่ายแต่มีอัตลักษณ์สูง

การได้รับการยอมรับในฐานะสินค้า OTOP ของจังหวัดเชียงราย รวมถึงการผลักดันให้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทำให้ “เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าท้องถิ่น แต่เป็น “สื่อ” ที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชน ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของผู้คนริมขอบป่าในภาคเหนือของไทย

ครูทันธิ จิตตัง ช่างฝีมือ OTOP ผู้สืบสานงานดินเผาให้ยืนยาว

หัวใจของมรดกหัตถศิลป์ไม่ได้อยู่ที่เตาเผา แต่อยู่ที่ “คน” ผู้สืบสานภูมิปัญญา ภาพของ “ครูทันธิ จิตตัง” ศิลปิน OTOP ที่ยืนต้อนรับผู้ว่าฯ เชียงรายในวันลงพื้นที่ จึงไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือภาพแทนของ “ช่างฝีมือท้องถิ่น” ที่อุทิศชีวิตให้กับการรักษามรดกดินเผาเวียงกาหลงไว้ในบริบทของโลกยุคใหม่

ครูทันธิไม่เพียงสืบทอดเทคนิคการปั้นและการเคลือบแบบดั้งเดิม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยว คนเมือง และนักสะสมงานหัตถศิลป์ การร่วมทำงานกับภาครัฐและองค์กรสนับสนุนต่าง ๆ ช่วยให้ครูทันธิสามารถนำ “ภาษาใหม่ของการออกแบบ” มาผสานกับ “รากเดิมของภูมิปัญญา” จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้ง “ใช้ได้จริง” และ “เล่าเรื่องชุมชนได้จริง” ไปพร้อมกัน

ในมุมของผู้ว่าราชการจังหวัด การลงพื้นที่เยี่ยมชมและรับฟังเสียงจากครูทันธิและชุมชน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าใจข้อจำกัด และมองเห็นช่องทางสนับสนุนอย่างตรงจุด ทั้งเรื่องตลาด ช่องทางจัดจำหน่าย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างโอกาสให้ศิลปิน OTOP สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่ จากเตาเผาเล็ก ๆ สู่โจทย์ใหญ่ระดับจังหวัด

ในการเยี่ยมชมแหล่งผลิตและจำหน่ายเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงครั้งนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ได้รับฟังการบรรยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกดินในพื้นที่ การขึ้นรูป การลงเคลือบ ไปจนถึงการเผาที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูงในการควบคุมอุณหภูมิ

นอกจากจะเรียนรู้ขั้นตอนเชิงช่างแล้ว คณะผู้บริหารยังได้หารือกับครูทันธิและชุมชนถึงแนวทางการ “ต่อยอดเชิงสร้างสรรค์” เช่น

  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดของตกแต่งบ้านและงานดีไซน์สมัยใหม่
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และเรื่องเล่า (storytelling) ให้สอดคล้องกับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ
  • การเชื่อมโยงเวียงกาหลงกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงราย

ผู้ว่าฯ เชียงรายเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดในการสนับสนุนสินค้า OTOP และศิลปินชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้าน “การตลาด–การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–โอกาสทางเศรษฐกิจ” เพื่อให้การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาอดีต หากแต่เป็นการสร้างอนาคตที่จับต้องได้ให้แก่คนในพื้นที่

การลงพื้นที่ในลักษณะนี้จึงเป็นมากกว่าการเยี่ยมชม แต่คือ “สัญญาณทางนโยบาย” ว่าจังหวัดเห็นคุณค่าและพร้อมจะผลักดันให้หัตถกรรมเวียงกาหลงกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจฐานรากเชียงรายในระยะยาว

OTOP และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากระดับประเทศสู่เวียงป่าเป้า

หากมองภาพกว้างกว่าหนึ่งชุมชน จะเห็นว่า “เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง” กำลังยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกับนโยบายระดับประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาสินค้าชุมชน OTOP

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ระบุว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 1–1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ของจีดีพี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ThaiPublica ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็น “เศรษฐกิจจริง” ที่สร้างรายได้และการจ้างงานจำนวนมาก

ด้านสินค้า OTOP เอง แม้ตัวเลขเฉพาะจังหวัดเชียงรายในบางปีอาจแตกต่างกันไป แต่แนวโน้มในระดับประเทศชี้ชัดว่าสินค้า OTOP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และเป็น ช่องทางสำคัญในการยกระดับรายได้ครัวเรือนในชนบท ขณะที่ในจังหวัดเชียงราย สินค้า OTOP หลายกลุ่ม—ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงงานหัตถกรรม—ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในบริบทนี้ เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงจึงไม่ใช่เพียง “สินค้าอีกชิ้น” หากแต่เป็นตัวแทนของการผสาน “รากวัฒนธรรม” เข้ากับ “โอกาสจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่กำลังเติบโตในระดับประเทศ

เวียงกาหลงในยุคตลาดดิจิทัล โอกาสใหม่และแรงกดดันรูปแบบใหม่

แม้เวียงกาหลงจะมีชื่อเสียงจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงราย แต่สภาพการแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าร้านหรือหมู่บ้านอีกต่อไป ตลาดออนไลน์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และสื่อโซเชียลกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ที่ทั้งสร้างโอกาสและกดดันผู้ประกอบการหัตถกรรมไปพร้อมกัน

สำหรับครูทันธิและศิลปิน OTOP ในเวียงกาหลง การต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียงการออกแบบลายใหม่ แต่รวมถึงการเรียนรู้การเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย วิดีโอ หรือการถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานในโรงเผา ให้ผู้ซื้อในเมืองใหญ่หรือในต่างประเทศ “สัมผัสความเป็นมือคนและความเป็นหมู่บ้าน” ผ่านหน้าจอ

ในมุมนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การฝึกอบรมด้านการตลาดดิจิทัล การจับคู่ธุรกิจ (business matching) และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายดีไซเนอร์หรือแพลตฟอร์มสร้างสรรค์ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้การพัฒนามาตรฐานสินค้า เพราะหากชุมชนสามารถ “เล่าเรื่องตัวเองได้เก่ง” เท่า ๆ กับที่ “ทำของได้เก่ง” ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสร้างสรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ศิลปะ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก สามเสาหลักของเวียงกาหลงในยุคใหม่

การลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้มการพัฒนาพื้นที่ที่พยายาม “ล็อกสามเสาหลัก” ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่

  1. ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น – ใช้เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ล้านนาและเรื่องเล่าของชุมชน
  2. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม – เชื่อมโยงเวียงกาหลงเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวในเชียงราย เช่น ดอยตุง เมืองเชียงราย หรือชุมชนใกล้เคียง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ครบทั้งธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ศิลปะ
  3. เศรษฐกิจฐานราก – ทำให้รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม ช่วยลดการอพยพแรงงาน และสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน

เมื่อทั้งสามเสานี้ถูกออกแบบให้เสริมกันและกัน เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงก็ไม่ใช่แค่วัตถุสวยงามที่ตั้งอยู่บนชั้นโชว์ แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง เด็กรุ่นใหม่เห็นคุณค่าภูมิปัญญาบรรพบุรุษ และจังหวัดมีจุดขายใหม่ในสายตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ คนรุ่นใหม่ ทุน และความต่อเนื่องของนโยบาย

แม้ภาพรวมจะมีโอกาสจำนวนมาก แต่เวียงกาหลงและหัตถกรรมท้องถิ่นก็ยังเผชิญ “โจทย์ยาก” หลายด้าน เช่น

  • การสืบทอดของคนรุ่นใหม่ ที่อาจลังเลระหว่างกลับบ้านมาทำดินเผากับการไปทำงานในเมือง
  • ต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงทางตลาด เมื่อวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น
  • ความต่อเนื่องของนโยบาย ที่หากเปลี่ยนชุดผู้บริหารหรือแนวทางสนับสนุนบ่อยเกินไป อาจทำให้โครงการระยะยาวสะดุดกลางคัน

การลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็น “จุดเริ่มต้นที่สำคัญ” แต่การจะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นผลลัพธ์จริง จำเป็นต้องมีแผนงานต่อเนื่อง ทั้งในระดับจังหวัดและระดับชุมชน เช่น การจัดทำแผนพัฒนาหัตถกรรมเวียงกาหลงระยะ 3–5 ปี การสนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) การเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา หรือการสร้างแบรนด์ร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ

 

เวียงกาหลง แบบทดสอบเล็ก ๆ ของคำว่า “เชียงรายเมืองสร้างสรรค์”

เชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พยายามวางตัวเองในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์” ผ่านทั้งงานศิลปะร่วมสมัย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมระดับนานาชาติ การหนุนเสริมเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงในวันนี้ จึงอาจมองได้ว่าเป็น “แบบทดสอบเล็ก ๆ” ของจังหวัดว่า จะสามารถทำให้คำว่า “เมืองสร้างสรรค์” ลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้านและครอบครัวได้จริงเพียงใด

หากเวียงกาหลงสามารถกลายเป็นตัวอย่างของการใช้ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เชียงรายก็จะมี “เคสศึกษา” ที่ชัดเจนสำหรับการขยายบทเรียนไปยังชุมชนอื่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหัตถกรรม กลุ่มกาแฟ ชา หรือเกษตรเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่อื่นของจังหวัด

ในทางกลับกัน หากเวียงกาหลงยังติดขัดเรื่องทุน การตลาด หรือการสืบทอดคนรุ่นใหม่ ก็จะเป็น “สัญญาณเตือน” ต่อผู้กำหนดนโยบายว่า การผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่จำเป็นต้องลงลึกกว่าการจัดกิจกรรมเชิงพิธีการ และต้องลงทุนกับคน–ระบบ–ความต่อเนื่องให้มากกว่าที่เป็นอยู่

จากมือช่างถึงมือผู้ว่าฯ และอนาคตของชุมชน

ในวันที่นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก้าวเข้าสู่โรงเผาเล็ก ๆ ของครูทันธิ จิตตัง ที่อำเภอเวียงป่าเป้า ภาพที่เห็นไม่ได้มีเพียงเตาดินเผาและชั้นวางเครื่องเคลือบ แต่เป็น “จุดตัด” ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเศรษฐกิจชุมชนเชียงราย

อดีต – ถูกหล่อหลอมอยู่ในดินและลายเส้นของเวียงกาหลง
ปัจจุบัน – ปรากฏผ่านมือช่างฝีมือ ศิลปิน OTOP และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาซื้อผลงาน
อนาคต – ขึ้นอยู่กับว่า จังหวัดและชุมชนจะสามารถนำมรดกเหล่านี้ไปต่อยอดในโลกของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และตลาดดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนเพียงใด

การลงพื้นที่เยี่ยมชมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ในปฏิทินราชการ หากแต่เป็น “สัญญาณ” ว่าเชียงรายกำลังเลือกเดินบนเส้นทางที่ใช้ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และเวียงกาหลงก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการเดินทางเส้นนี้ในสายตาของทั้งคนในจังหวัดและสังคมไทยโดยรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ผู้ว่าฯ ชูเชียงรายเมืองศิลปะ! ขัวศิลปะจัดงานใหญ่ 3 เดือน ผสาน Artist Talk และ Art Market สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ขัวศิลปะจัด “นิทรรศการประจำปี ครั้งที่ 14” ที่ CCAM ตอกย้ำเชียงรายในฐานะเมืองศิลปะ และเวทีหลักของศิลปินไทยร่วมสมัย

เชียงราย, 7 ธันวาคม 2568 – ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiang Rai Contemporary Art Museum – CCAM) สมาคมขัวศิลปะจัดพิธีเปิด “นิทรรศการประจำปีขัวศิลปะ ครั้งที่ 14” อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในงานคึกคักด้วยขบวนศิลปิน สถาปนิก นักออกแบบ ภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นว่า “ศิลปะ” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวของสังคมเชียงรายอีกต่อไป

พิธีเปิด  6 ธันวาคม 2568 ได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ และคณะศิลปินเชียงรายร่วมเป็นสักขีพยาน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า

“เชียงรายเป็นเมืองที่มีศิลปินพำนักอยู่มากที่สุดในประเทศไทย เป็นหลักฐานชัดเจนว่าเชียงรายคือเมืองแห่งศิลปะ และเมืองแห่งศิลปินอย่างแท้จริง”

คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นถ้อยแถลงเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนทิศทางนโยบายจังหวัดที่เลือก “ศิลปะและวัฒนธรรม” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

14 ปีของเจตนารมณ์ “เชื่อมคน เชื่อมศิลปะ เชื่อมวัฒนธรรม”

นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ ระบุว่า การจัดนิทรรศการประจำปีครั้งนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 14 แล้ว สะท้อนความมั่นคงของสมาคมในฐานะองค์กรศิลปะที่เติบโตจากภาคประชาชนและศิลปินเอง ไม่ใช่โครงการระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไป

ภายใต้เจตนารมณ์ “เชื่อมคน เชื่อมศิลปะ เชื่อมวัฒนธรรม” สมาคมขัวศิลปะทำหน้าที่เสมือน “ขัว” หรือ “สะพาน” ตามคำในภาษาเหนือ ที่เชื่อมต่อสามมิติสำคัญเข้าด้วยกันคือ

  1. เชื่อมศิลปินกับสังคม – ทำให้ผลงานและตัวตนของศิลปินเข้าถึงผู้ชมทั่วไป ไม่จำกัดอยู่ในวงแคบของนักสะสม
  2. เชื่อมวัฒนธรรมดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัย – เปิดพื้นที่ให้ศิลปินตีความเมืองเชียงรายด้วยภาษาศิลปะสมัยใหม่ แต่อิงรากทางวัฒนธรรมเดิม
  3. เชื่อมท้องถิ่นกับเวทีประเทศและนานาชาติ – ผ่านการเชิญศิลปินรับเชิญจากหลายภูมิภาค และการใช้พื้นที่อย่าง CCAM เป็นเวทีมาตรฐานระดับประเทศ

การที่สมาคมสามารถยืนหยัดมาถึงปีที่ 14 ได้ แสดงให้เห็นว่า โมเดลองค์กรศิลปะที่นำโดยศิลปิน (Artist-led Organization) สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน หากมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นจากภาคส่วนอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

โครงสร้างนิทรรศการ มากกว่า 150 ผลงาน และเทศกาลศิลปะตลอด 3 เดือน

นิทรรศการประจำปีครั้งนี้จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 150 ชิ้น ครอบคลุมสื่อหลากหลายประเภท ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม ภาพถ่าย และศิลปะแบบสื่อใหม่ จากศิลปินเชียงราย ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินรับเชิญจากทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลา 3 เดือน การจัดงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ “เดินชมภาพ” ภายในห้องจัดแสดง แต่ถูกออกแบบให้เป็นลักษณะ เทศกาลศิลปะต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมคู่ขนาน เช่น

  • Artist Talk ให้ศิลปินเล่าที่มาของผลงานด้วยตนเอง
  • เวิร์กช็อปศิลปะ สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป
  • กิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว เพื่อปลูกฝังการมองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
  • การแสดงดนตรีและศิลปะการแสดง เพิ่มมิติทางประสบการณ์ให้ผู้เข้าชม
  • ตลาดศิลปะและโซนอาหารพื้นเมือง เชื่อมศิลปะกับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

สมาคมขัวศิลปะตั้งเป้าผู้เข้าชมไว้ไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ตลอด 3 เดือนของการจัดแสดง ซึ่งหากบรรลุเป้าหมาย ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ใช่เพียง “จำนวนคนเดินชมงาน” แต่หมายถึงเม็ดเงินที่ไหลเวียนสู่ร้านอาหาร ที่พัก ร้านกาแฟ แท็กซี่ท้องถิ่น และผู้ค้าชุมชนรอบพื้นที่ CCAM ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างชัดเจน

จากที่ดิน 5 ไร่ สู่พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย พลังการลงทุนของศิลปิน

หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่นเหนือเมืองอื่น คือการมี “ศิลปินชั้นนำระดับชาติ” ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางศิลปะด้วยตนเอง

  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดัง ได้มอบที่ดินจำนวน 5 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) และเคยเป็นผู้มอบทุนตั้งต้นในการจัดตั้งกองทุนศิลปินเชียงราย
  • อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของ “ดอยดินแดง” และนายกสมาคมขัวศิลปะคนแรก ทำหน้าที่วางรากฐานการรวมตัวของศิลปินเชียงรายและสร้างมาตรฐานงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

บทบาทของศิลปินทั้งสองท่าน ทำให้ขัวศิลปะไม่ได้เป็นเพียงหอศิลป์ขนาดกลางในจังหวัด แต่กลายเป็น “โครงสร้าง/ระบบ” ที่มีทั้งหอศิลป์ดั้งเดิม ร้านอาหาร (เช่น ครัวศิลปิน) พื้นที่เวิร์กช็อป และ CCAM เป็นปลายทางของงานระดับชาติ–นานาชาติ

ด้วยเหตุนี้ นิทรรศการประจำปีครั้งที่ 14 ที่ย้ายไปจัดที่ CCAM จึงสะท้อน “การยกระดับสถานะ” ของงานจากกิจกรรมของสมาคม ไปสู่การเป็น “กิจกรรมหลักของเมือง” อย่างชัดเจน

CCAM พื้นที่ศิลปะของเมือง และจังหวะเวลาที่สอดรับฤดูท่องเที่ยว

CCAM เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ ทำหน้าที่เสมือน “ประตูเมืองทางวัฒนธรรม” ของเชียงราย ที่นักท่องเที่ยวสามารถบรรจุไว้ในโปรแกรมการเดินทางควบคู่ไปกับจุดหมายสำคัญอื่น ๆ เช่น วัดร่องขุน ดอยตุง หรือถนนคนเดินในตัวเมือง

การกำหนดช่วงเวลาจัดนิทรรศการระหว่าง พฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นการวางจังหวะเชิงกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยวหลักของจังหวัด ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก การจัดงานศิลปะขนาดใหญ่ในช่วงนี้ จึงช่วยเพิ่ม “เหตุผลใหม่” ให้ผู้คนมาใช้เวลานานขึ้นในเมืองเชียงราย ไม่เพียงเพื่อชมธรรมชาติ แต่เพื่อสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมที่ลึกขึ้น

ผสานพลังนิทรรศการระดับชาติ สร้าง “ความหนาแน่นทางศิลปะ” ให้เชียงราย

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงปลายปี 2568 คือ การจัดนิทรรศการสำคัญของประเทศให้ “ซ้อนทับ” อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับงานประจำปีขัวศิลปะ ณ พื้นที่ CCAM เช่น นิทรรศการ “I AM FINE สัญจร ครั้งที่ 2” ที่รวบรวมผลงานและเรื่องเล่าชีวิตของศิลปินแถวหน้าของไทยหลายคน

การจัดนิทรรศการระดับชาติและกิจกรรมประจำปีของสมาคมในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้เชียงรายมี “ความหนาแน่นของเหตุการณ์ทางศิลปะ” สูงเป็นพิเศษในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดทั้งนักสะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เดินทางขึ้นเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินและการประชาสัมพันธ์ไปพร้อมกัน

เปลี่ยนผู้ชมให้เป็น “ผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะ”

ต่างจากภาพจำของ “หอศิลป์เงียบ ๆ” นิทรรศการครั้งนี้ถูกออกแบบให้ผู้เข้าชมมีบทบาทมากกว่าผู้สังเกตการณ์ ผ่านกิจกรรมเชิงโต้ตอบ (Interactive) หลายรูปแบบ เช่น

  • เวิร์กช็อปสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อให้การเรียนรู้ศิลปะเกิดขึ้นผ่านการลงมือทำ
  • เวทีสนทนาศิลปะ (Artist Talk) ที่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับศิลปินโดยตรง
  • การใช้พื้นที่นอกห้องจัดแสดงเป็นลานกิจกรรม เปิดเพลง ขับกล่อมด้วยดนตรี และการแสดงในบรรยากาศสบาย ๆ ยามเย็น

แนวทางนี้ทำให้ “ศิลปะร่วมสมัย” ซึ่งมักถูกมองว่ายากและเข้าถึงลำบาก กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ เข้าใจได้ และสนุกกับได้ในทุกวัย เป็นการยกระดับ “สายตาศิลปะ” (Art Literacy) ของชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต่อเนื่องและเป็นระบบ

Artbridge Young Artist และศิลปะเพื่อสังคม เมื่องานศิลป์เดินออกจากผนังห้องจัดแสดง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนิทรรศการ คือโครงการสำหรับศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Artbridge Young Artist ที่เน้นให้ศิลปินไม่เพียงสร้างผลงานเพื่อจัดแสดง แต่ยังต้องออกแบบโครงการที่ใช้ศิลปะเข้าไป “เปลี่ยนพื้นที่จริง” และตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย

ตัวอย่างกิจกรรมเช่น การออกแบบทางม้าลายร่วมกับโรงเรียนและชุมชน เพื่อนำลายเส้นจากจินตนาการของเด็ก ๆ ไปใช้จริงในพื้นที่ตลาดและเขตชุมชน โครงการลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับขัวศิลปะแล้ว ศิลปะไม่ใช่เพียงภาพแขวนผนัง แต่เป็นเครื่องมือในการทำให้เมืองน่าอยู่ ปลอดภัย และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด

บทบาทดังกล่าวช่วยขยายภาพของขัวศิลปะจาก “ผู้จัดนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนาพื้นที่ด้วยศิลปะ” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเมืองเชิงสร้างสรรค์ (Creative City) ในระดับสากล

Art Market และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อการดูงานศิลป์เชื่อมต่อกับรายได้ของชุมชน

ภายในนิทรรศการมีการจัด “ตลาดศิลปะ” ควบคู่กับโซนจำหน่ายอาหารและของที่ระลึกท้องถิ่น เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้ศิลปินมีพื้นที่วางขายงานของตนเอง แต่เป็นการทดลองโมเดล “ตลาดศิลปะที่เข้าถึงได้” เพื่อพิสูจน์ว่า งานศิลปะสามารถเป็นสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ไม่จำกัดแค่กลุ่มนักสะสมรายใหญ่

เมื่อเชื่อมต่อกับเป้าหมายผู้เข้าชม 15,000 คนตลอดระยะเวลา 3 เดือน นิทรรศการประจำปีขัวศิลปะจึงกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชียงราย ที่เชื่อมสามเส้นเลือดคือ ศิลปิน–ผู้ประกอบการท้องถิ่น–นักท่องเที่ยว ให้ไหลเวียนถึงกันอย่างเป็นรูปธรรม

โมเดล Public–Private–Artist Partnership รัฐ–เอกชน–ศิลปิน ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองศิลปะ

จากโครงสร้างการดำเนินงาน สามารถมองเห็นได้ชัดว่า นิทรรศการประจำปีครั้งที่ 14 ยืนอยู่บนโมเดลความร่วมมือแบบ Public–Private–Artist Partnership (PPAP) ได้แก่

  • ภาครัฐ (Public) – ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานด้านวัฒนธรรมร่วมให้การรับรอง สนับสนุน และบรรจุงานไว้ในปฏิทินกิจกรรมสำคัญของจังหวัด
  • ภาคเอกชน (Private) – ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้สนับสนุนต่าง ๆ และเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาร่วมสนับสนุนด้านงบประมาณและการประชาสัมพันธ์
  • ภาคศิลปิน (Artist) – สมาคมขัวศิลปะ ศิลปินเชียงราย ศิลปินรับเชิญ และศิลปินรุ่นใหม่ ที่เป็นผู้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานและกิจกรรมเชิงเนื้อหา

โมเดลนี้ทำให้ขัวศิลปะไม่ต้องพึ่งพิงงบประมาณรัฐเพียงด้านเดียว ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็สามารถใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารภาพลักษณ์จังหวัดและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Creative City ได้อย่างมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ เพราะตั้งอยู่บนฐานชุมชนจริง ไม่ได้เกิดจากโครงการชั่วคราวที่ “สร้างเสร็จแล้วเงียบหาย”

รักษามาตรฐานและความต่อเนื่องในวันที่เชียงรายถูกจับตามองมากขึ้น

เมื่อเชียงรายถูกยกให้เป็น “เมืองแห่งศิลปะและเมืองแห่งศิลปิน” ความคาดหวังจากทั้งสังคมในประเทศและต่างประเทศก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ความท้าทายสำคัญที่ตามมาคือ

  1. การรักษาคุณภาพและมาตรฐานของผลงาน – เมื่อจำนวนกิจกรรมและศิลปินเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีกลไกคัดสรรและดูแลคุณภาพอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ “ปริมาณ” กลบ “คุณภาพ”
  2. การบริหารจัดการเชิงวิชาชีพ – การเติบโตของ CCAM และสมาคมขัวศิลปะต้องมาพร้อมการเสริมทักษะด้านบริหารหอศิลป์ การเงิน การสื่อสาร และการตลาด เพื่อรองรับงานระดับนานาชาติในอนาคต
  3. การยึดโยงกับชุมชนฐานราก – ยิ่งงานเติบโตมากเท่าใด ยิ่งต้องระวังไม่ให้ศิลปะถูกจำกัดอยู่ในวงการเฉพาะกลุ่ม เป้าหมายเรื่อง “เชื่อมคน เชื่อมศิลปะ เชื่อมวัฒนธรรม” จึงต้องถูกย้ำอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการที่ลงไปทำงานกับโรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

 “เชียงรายเมืองศิลปะ” จากคำขวัญสู่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

นิทรรศการประจำปีขัวศิลปะ ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้น ณ CCAM ในปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายในปฏิทินกิจกรรมศิลปะของจังหวัด หากแต่เป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ว่าเชียงรายกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองศิลปะระดับสากลด้วยกระบวนการที่มีระบบ มีฐานชุมชน และมีการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

ผลงานกว่า 150 ชิ้น กิจกรรมต่อเนื่อง 3 เดือน เป้าหมายผู้เข้าชม 15,000 คน บทบาทของศิลปินแห่งชาติ การลงทุนที่ดินและทุนตั้งต้นของศิลปินชั้นนำ การสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัด และโครงการพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ ล้วนผสานกันเป็น “โครงสร้าง” ที่ทำให้คำว่า “เชียงรายเมืองศิลปะ” ไม่ใช่เพียงคำขวัญสวยหรู แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มองเห็นได้ ลงแตะพื้นที่เมือง และสัมผัสได้ในชีวิตคนเชียงรายอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สมาคมขัวศิลปะ (Art Bridge Chiang Rai)
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiang Rai Contemporary Art Museum – CCAM)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY EDITORIAL

กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

พะเยาทุ่ม “งานใหญ่ส่งท้ายปี” ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวพุ่ง ชี้โอกาส “อ.พาน จ.เชียงราย” ปั้นบทบาทเมืองพัก เมืองแนะนำ เสริมเส้นทาง CR–PY ให้ไม่ใช่แค่ “เมืองผ่าน”

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 – บรรยากาศปลายปีในลุ่มน้ำกว๊านกำลังจะคึกคักที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อจังหวัดพะเยาเตรียมเปิดม่านงานระดับเรือธงรับปีใหม่ “AMAZING THAILAND PHAYAO COUNTDOWN Flora Fest 2026” ณ ลานกิจกรรมพ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา ระหว่าง 28–31 ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องจากอีเวนต์กีฬามวยไทยกระแสแรง THAI FIGHT พะเยา วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ขณะที่จังหวัดเชียงราย ศูนย์กลางคมนาคมและการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน ถูกจับตาในฐานะ ประตูรับ” นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่พื้นที่ กนบ.2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) โดยเฉพาะ อำเภอพาน ที่อยู่กึ่งกลางเส้นทาง เชื่อม “เมืองหลัก–เมืองรอง” และมีศักยภาพยกระดับจาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองพัก เมืองแนะนำ” เพื่อยืดเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามค่ำที่กว๊านพะเยา

ภาพรวมอีเวนต์ “ดอกไม้ วัฒนธรรม ดนตรี ดอกไม้ไฟ” ยกทั้งเมืองสู่เวทีประเทศ

งาน Phayao Countdown Flora Fest 2026 วางคอนเซ็ปต์ “แสงรักแห่งพะเยา เกิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” ยึดพื้นที่ริมกว๊านพะเยาเป็นฉากหลัง ท่ามกลางสวนดอกไม้และไฟประดับ พร้อมเวทีคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังต่อเนื่องหลายคืนตามกำหนดการประชาสัมพันธ์ของจังหวัด และปิดท้ายด้วย พลุเคาท์ดาวน์ เหนือน้ำกว๊านซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของเมือง นัยสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการ “รีโพสิชัน” พะเยาจากเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสู่ เมืองกิจกรรม เมืองเทศกาล” (Festival City) ที่สร้าง เหตุผลใหม่ในการเดินทาง และ เหตุผลให้พักค้าง เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV)

ก่อนถึงเคาท์ดาวน์หนึ่งสัปดาห์ พะเยายังจัด THAI FIGHT อีเวนต์กีฬาที่ดึงฐานแฟนมวยไทย-มวยสากลและสายคอนเทนต์ ซึ่งมักก่อให้เกิดการเดินทางแบบ “มาก่อน อยู่นานขึ้น” และ “กลับมาอีก” หากเมืองรองสามารถออกแบบ เส้นทางท่องเที่ยวกลางวัน และ ประสบการณ์ก่อนงาน ได้พอดี

เส้นทางการเดินทาง “ลงเชียงราย ใกล้สุด ลงเชียงใหม่ เที่ยวบินเยอะสุด”

ข้อมูลระยะทางสู่ตัวเมืองพะเยา (วัดตามเส้นทางถนน) สะท้อนบทบาทของ “เชียงราย” เป็นประตูหลักของภูมิภาค

  • สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) 90–92 กม., เวลาเดินทาง 1 ชม. 20–30 นาที
  • สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (CNX)   155–160 กม., เวลา 2 ชม. 30–45 นาที
  • สนามบินลำปาง (LPT)   138–141 กม., เวลา 2 ชม.–2 ชม. 15 นาที

ส่วนระยะระหว่าง อำเภอพาน (เชียงราย) ถึง กว๊านพะเยา อยู่ที่เพียง 47–50 กม. ใช้เวลา 45–55 นาที เท่านั้น เมื่อพิจารณาว่าอีเวนต์หลักของพะเยาจัด ช่วงเย็น–ค่ำ, การวางแผนทริปที่ ลงเครื่องเชียงรายช่วงเช้า–เที่ยง แล้ว พัก–เที่ยวกลางวันในอ.พาน ก่อนมุ่งหน้ากว๊านฯ ช่วงเย็น จึงเป็นรูปแบบที่เป็นไปได้สูงสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

กลยุทธ์หลักในการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว (ASV – Average Spending Value)

ในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอย่างแท้จริง นี่คือ เหตุผลหลัก และ กลยุทธ์ ที่ใช้ในการจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้น เพื่อเพิ่ม ASV

 

เหตุผลหลัก การพักค้างคืนเพิ่ม ASV ได้อย่างไร

  1. การเพิ่มฐานค่าใช้จ่ายหลัก (ที่พัก):
    • ยิ่งพักนาน รายได้จากค่าห้องพัก/ที่พัก ต่อลูกค้าหนึ่งคนยิ่งสูงขึ้นโดยตรง (ASV = (ค่าห้องพัก + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) / จำนวนลูกค้า)
  2. โอกาสในการขายบริการเสริม (Cross-selling/Upselling) เพิ่มขึ้น
    • ทุก ๆ คืนที่ลูกค้าพัก คือการเพิ่มโอกาสในการใช้บริการอื่น ๆ เช่น สปา, ร้านอาหาร Fine Dining, บาร์, ทัวร์ในท้องถิ่น, บริการซักรีด, หรือซื้อสินค้าที่ระลึก
  3. การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) สูงขึ้น
    • ลูกค้าที่พักค้างคืนมีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารที่โรงแรม/รีสอร์ทมากกว่า 1 มื้อ (อาหารเช้า, กลางวัน, เย็น) และดื่มเครื่องดื่มที่บาร์ในช่วงเย็น ซึ่งมีกำไรสูง
  4. ความจำเป็นในการเข้าร่วมกิจกรรม
    • การพักหลายคืนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์คช็อปที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่น คลาสทำอาหาร, ดำน้ำ, เดินป่าพร้อมไกด์)
  5. การเปลี่ยนจาก ‘นักท่องเที่ยว’ เป็น ‘ผู้พักอาศัยชั่วคราว’
    • การพักนานทำให้ลูกค้าผ่อนคลายและกล้าที่จะสำรวจและใช้จ่ายในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ

กลยุทธ์เพื่อจูงใจให้ลูกค้า “พักค้างนานขึ้น”

  1. การนำเสนอแพ็คเกจและส่วนลดสำหรับเข้าพักระยะยาว
  • ส่วนลดตามจำนวนคืน (Tiered Discount):
    • เสนอส่วนลดที่จูงใจเป็นพิเศษสำหรับการจอง ตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป หรือ พัก 3 คืน จ่าย 2 คืน” ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)
  • แพ็คเกจประสบการณ์ (Experience Packages):
    • สร้างแพ็คเกจที่รวมห้องพักกับบริการเสริมที่มีมูลค่าสูง (เช่น ห้องพัก + สปานวด 90 นาที + ดินเนอร์มื้อพิเศษ 1 มื้อ) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ ความคุ้มค่า” หากพักนาน
  1. การสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ภายในวันเดียว
  • กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจ (Itinerary):
    • นำเสนอแผนการท่องเที่ยว/กิจกรรมที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องค้างคืนจึงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ครบถ้วน
  • กิจกรรมเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้พักค้างคืน (Exclusive Activities):
    • กิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในช่วงกลางวันหรือกลางคืนสำหรับแขกที่พักกับเราเท่านั้น (เช่น ทัวร์ชมดาว, คลาสโยคะยามเช้า, การชิมไวน์)
  1. การเพิ่มมูลค่าให้กับห้องพัก (Upselling)
  • การอัปเกรดห้องพักที่น่าดึงดูดใจ:
    • เสนอการอัปเกรดเป็นห้องพักที่หรูหรากว่า (วิวดีกว่า, มีอ่างจากุซซี่, มีพื้นที่นั่งเล่น) ในราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อลูกค้าตัดสินใจพักนานขึ้น
  • สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พักระยะยาว:
    • จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การพักนาน เช่น พื้นที่ทำงาน Co-working Space, เครื่องซักผ้า/อบผ้า, หรือมุมครัวขนาดเล็กในห้องพักประเภท Suite

การจูงใจให้ลูกค้าพักค้างคืนนานขึ้นคือการเปลี่ยนจาก การขายสินค้า (ห้องพัก) ไปสู่ การขายประสบการณ์ (Experience Selling) ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากทุกส่วนของธุรกิจ และส่งผลให้ ASV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

มองผ่าน “เลนส์ตัวเลข” พะเยาโตเร็ว เชียงรายฐานแน่น และพานคือ “ตัวคูณการใช้จ่ายระหว่างเส้นทาง”

การเปรียบเทียบผลการท่องเที่ยวปี 2566 ระหว่าง เชียงราย และ พะเยา ชี้ภาพ “ฐาน ศักยภาพ กลยุทธ์” ที่แตกต่างชัดเจน

  • เชียงราย มีนักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (ASV) ราว 7,608 บาท และโตจากก่อนโควิด +64.86%
  • พะเยา มีผู้เยือน 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท ASV เฉลี่ย 2,268 บาท สัดส่วนผู้เยือนเป็นคนไทย  95.7% โต +53.59% เทียบก่อนโควิด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เชียงราย เป็น “สมอรายได้” ของภูมิภาคจากฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพและผลิตภัณฑ์พรีเมียม ขณะที่ พะเยา แม้ตัวเลขปริมาณยังด้อยกว่า แต่ อัตราเติบโต สูงจากนโยบายผลักดัน “เมืองรอง” และการลงทุนด้านซอฟต์พาวเวอร์ กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

หากซูมระดับ อำเภอพาน (แม้ไร้สถิติทางการรายอำเภอ) การประมาณการเชิงอนุรักษนิยม สมมติ 12% ของนักท่องเที่ยวในประเทศที่มาเชียงรายแวะพาน เท่ากับ  650,000 คน ในปี 2566 และด้วย ASV ถ่วงน้ำหนัก 3,000 บาท/คน (สะท้อนพฤติกรรม “กิน ช้อป แวะถ่ายรูป ซื้อของท้องถิ่น”) จะเทียบเท่ารายได้  1,950 ล้านบาท ซึ่ง ใกล้ 85% ของรายได้รวมทั้งจังหวัดพะเยา ในปีเดียวกัน ชี้ว่าพานคือ จุดแวะที่ทำเงินได้จริง หากมีการจัดวางผลิตภัณฑ์ สื่อสารเส้นทางอย่างเป็นระบบ

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 “ตัวเปลี่ยนเกม” และบทของเส้นทาง CR–PY

โครงการก่อสร้าง ถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบประมาณ 1,199 ล้านบาท (คาดเสร็จปี 2567) ถูกวางให้เป็น คอขวดที่ถูกปลดล็อก เชื่อมการเดินทาง เชียงราย พะเยา จุน เทิง ให้ไหลลื่น สอดรับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ไทย–พม่า–ลาว–จีน ระดับอนุภูมิภาค GMS ผลลัพธ์เชิงท่องเที่ยวคือ เวลาบนถนนลดลง และ โอกาสแวะ พัก จับจ่ายเพิ่มขึ้น โดย อ.พาน จะรับอานิสงส์จาก การเก็งกำไรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Arbitrage) อย่างชัดเจน

พะเยา เร่ง “มูลค่า” มากกว่า “ปริมาณ” เป้าโตด้วยซอฟต์พาวเวอร์และงบ 300 ล้านบาท

หลังโควิด ภาคเหนือทะลุผู้มาเยือนระดับ 45 ล้านคน (เป้า 2567) และตั้งเป้ารายได้ภูมิภาค 2.09 แสนล้านบาท แนวโน้มประเทศขับเคลื่อนสู่ “Quality Tourism” ดึงต่างชาติคุณภาพ 39–40 ล้านคนในปี 2568 การเป็น เมืองเทศกาล” ของพะเยา จึงทำหน้าที่ เพิ่มระยะพัก เพิ่มราคาที่นักท่องเที่ยวยอมจ่าย (ยก ASV) ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Wellness Gastronomy Creative ตามกรอบงบ คณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่ม กนบ.2 รวม 300 ล้านบาท (มีโครงการด้านอาหาร 20 ล้านบาท, ชา–กาแฟ 15 ล้านบาท, โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวสร้างสรรค์ 26.12 ล้านบาท, ยกระดับสุขภาพ 15 ล้านบาท ฯลฯ) และ แผน 5 ปี ฉบับทบทวน 2568 จัดสรร 72.6 ล้านบาท เฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยว รวมระบบ Application ท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มคุณภาพ

ความท้าทาย คือ วินัยการส่งมอบ มีรายงานบางโครงการคืบเพียง  45% ถึง 30 ก.ย. 2568 หากล่าช้า ผลคูณรายได้ ASV จะ เบี่ยงเบนจากประมาณการ ทันที

ทำไม “อ.พาน” จึงสำคัญกับความสำเร็จของพะเยาในช่วงเคาท์ดาวน์

  1. ระยะ เวลา พฤติกรรม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจะลงเครื่อง เชียงราย (CEI) เพราะใกล้และเที่ยวบินเพียงพอ ก่อนขยับไปกว๊านพะเยาช่วงเย็น ช่องว่างครึ่งวันถึงบ่าย คือ ชั่วโมงทองของพาน ในการแปรสภาพ “เวลารอ” เป็น “เวลาจับจ่าย”
  2. สินทรัพย์ทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติดอยหลวง น้ำตกปูแกง และพื้นที่สีเขียวของพาน ตอบเทรนด์ Green Season/Slow Travel และตลาด Wellness Annex ของเชียงรายได้ดี กิจกรรมเบา ๆ กลางวัน เช่น เดินเส้นทางสั้นชมธรรมชาติ ถ่ายภาพวิวเขา สวน ทุ่ง ก่อนไปงานเย็น ไม่เหนื่อย ไม่เปื้อน และสร้างคอนเทนต์
  3. วัฒนธรรม ชุมชน วัดห้วยทรายขาว และงานหัตถกรรม OTOP (ผ้าปัก/สิ่งทอ) ช่วยเล่าเรื่อง “เมืองระหว่างทางที่มีตัวตน” เพิ่มความหมายให้ทริป และเอื้อต่อการใช้จ่ายเล็ก กลางที่กระจายถึงร้านชุมชน

ข้อเสนอ “แพ็กเกจครึ่งวันพาน” เพื่อยืดเวลา ยืดกระเป๋า ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา

ธีม 1 Nature Ease & Snap

  • สายถ่ายรูป เดินสบาย จุดชมวิวทุ่ง สวนริมนา, จุดพักคาเฟ่ชุมชนริมทาง (เน้นกาแฟ ชาน้ำผึ้งท้องถิ่น), เซ็ตเมนู “ขันโตกจิ๋ว” สำหรับ 2–3 คน กลางวัน
  • ใช้เวลารวม 2–3 ชั่วโมง ได้รูป ได้รสชาติ ได้ซื้อของฝาก OTOP ขนาดพกสะดวก

ธีม 2 Culture Bite & Craft

  • แวะวัดห้วยทรายขาว เรียนรู้ลวดลายผ้าปัก 30–45 นาที
  • เวิร์กช็อปลองปัก/ทอแบบ “Mini Try” 1 ชั่วโมง ได้ชิ้นงานเล็กกลับบ้าน
  • ปิดด้วยมื้อเที่ยงอาหารเหนือ (ลาบคั่ว จอผักกาด แกงฮังเล) ขนาด “แชร์ริ่ง” สำหรับกลุ่มเพื่อน

ธีม 3 Wellness Annex (เบา ๆ)

  • เดินป่าเส้นทางง่ายในพื้นที่ดอยหลวงช่วงสาย เที่ยง (ไม่เกิน 90 นาที)
  • ชุดเครื่องดื่มสมุนไพรเย็น สปาเท้า 20 นาทีจากชุมชน (บิลเล็ก เพิ่มความรู้สึกพรีเมียม)
  • เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจ “เคาท์ดาวน์แบบสุขภาพดี”

โจทย์หลักของทั้ง 3 แพ็กเกจ ไม่เหนื่อย ไม่เลอะ ไม่ไกล ใช้เวลารวม 3–4 ชั่วโมง แล้วมุ่งหน้า กว๊านพะเยา ช่วงบ่ายแก่ ๆ เพื่อจับจองพื้นที่คอนเสิร์ตและชมพลุ

เชื่อมงาน เชื่อมเมือง แนะนำ “ศูนย์บริการข้อมูล CR–PY Gateway Phan Stop”

เพื่อให้พานยกระดับจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองพัก เมืองแนะนำ” ได้จริง ควรมี ศูนย์บริการข้อมูลริมทาง รูปแบบ Pop-up/Seasonal ติดถนนสายหลัก (แนวทางหลวง 1 หรือจุดทางเชื่อม 1020) ทำหน้าที่

  • แสดง “แผนที่ทริปครึ่งวัน” พร้อม QR Code ไปยัง แอปท่องเที่ยว กนบ.2
  • เสิร์ฟ Welcome Drink ท้องถิ่น (ชา–กาแฟ–น้ำผึ้งมะนาว) บริการห้องน้ำมาตรฐาน
  • ขาย ชุดของฝากราคา 199–299 บาท (ขนม ผ้า ชา) แบบ Grab & Go
  • จอง ยืนยัน แพ็กเกจชุมชน เวิร์กช็อปสั้น เดินป่าทางง่าย เซ็ตอาหารเหนือ

ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ ยึดนักท่องเที่ยวให้อยู่พาน 1–3 ชั่วโมง ทั้งยังเก็บ ดาต้าท่องเที่ยว เพื่อวิเคราะห์เส้นทาง พฤติกรรมจริง รองรับแคมเปญซ้ำในเทศกาลใหญ่ปีถัดไป

กลยุทธ์สื่อสาร (Communication Playbook) ช่วง 1 เดือนก่อนงาน

1.ข้อความหลัก (Key Messages)

  • “ลงเชียงราย ใกล้พะเยาที่สุด แวะพานครึ่งวัน ได้รูป ได้รส ได้ของฝาก ก่อนเคาท์ดาวน์”
  • “พะเยา เมืองเทศกาล เมืองดอกไม้ / พาน เมืองพัก เมืองแนะนำ (CR–PY Gateway)”

2.ช่องทางและรูปแบบ

  • Short-form Video 30–45 วินาที โชว์ทริปจริง “ลง CEI แวะพาน เข้ากว๊านช่วงเย็น”
  • Influencer/Travel Creator สายครอบครัว สุขภาพ ถ่ายรูปธรรมชาติ
  • แผนที่อินเตอร์แอคทีฟ บนแอป/เว็บ กนบ.2 (ใช้งบ 6.5 ล้านบาทที่จัดสรรเพื่อระบบดิจิทัล)

3.ข้อเสนอเชิงการค้า (Trade Offers)

  • คูปอง ค่าน้ำมัน/เครื่องดื่ม เมื่อเช็กอินจุด “Phan Stop”
  • ส่วนลด 10–15% แพ็กเกจเวิร์กช็อป/อาหารชุมชน เมื่อแสดงตั๋วคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์

บริบทความเสี่ยงและการบรรเทา

  • ฝุ่นควัน (PM2.5) ไตรมาส 1–2 ใช้กลยุทธ์ Green Season และ Wellness นำเสนอกิจกรรมกลางแจ้งเบา ๆ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ น้ำพุร้อน (ในแผนยกระดับ) กระจายฤดูกาลเดินทาง
  • ความระมัดระวังการใช้จ่ายของคนไทย ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศของพะเยา (ปัจจุบัน  95.7%) ผ่านแคมเปญยิงตลาดต่างชาติที่ลง CEI/CNX โดยจับคู่ เที่ยวบิน แพ็กเกจ และสร้างเส้นทาง CR–Phan–PY ภาษาอังกฤษ–จีน
  • ความไม่แน่นอนการเบิกจ่ายงบ ติดตามความคืบหน้าโครงการ 300 ล้านบาทอย่างใกล้ชิด จัดลำดับความสำคัญโครงการที่ “ยก ASV ได้ทันที” เช่น ปรับปรุงจุดบริการนักท่องเที่ยว, สุขลักษณะ, ไฟ ป้าย ที่จอด ห้องน้ำ, ทดลองเปิด Pop-up Market ริมกว๊านและในพาน

มุมเศรษฐศาสตร์ท่องเที่ยว ทำไม “ASV” คือคำตอบ

ช่องว่าง ASV เชียงราย  พะเยา = 3.4 : 1 หมายความว่า รายได้ 10 ล้านบาท ของเชียงราย ใช้นักท่องเที่ยวน้อยกว่าพะเยา  4.4 เท่า การจะทำให้พะเยา “ทัน” จึงต้องเลิกวิ่งแข่งที่ ปริมาณ แต่ยกระดับ มูลค่า/คน” ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพ (เทศกาล อาหาร สุขภาพ สร้างสรรค์) และ เมืองพักระหว่างทาง อย่างพาน ทำหน้าที่ “Hedonic Add-on” เติมคุณค่าให้ทริป

ในเชิงปฏิบัติ หากนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 7,608 บาท/คน ในเชียงราย แวะพานแล้วเพิ่มการใช้จ่ายเพียง 10% ( 760 บาท) ต่อหัว จะเกิด รายได้ประจำ (repeatable revenue) กับผู้ประกอบการชุมชนทันที โดยไม่ต้องเร่ง “จำนวน” จนเกินขีดความสามารถของเมือง

สิ่งที่ อำเภอพาน ควร “ทำทันที” ก่อนถึงสัปดาห์เคาท์ดาวน์

  • คัดเลือก 6–8 จุดแวะ (ธรรมชาติ วัฒนธรรม กิน ช้อป) และกำหนดเวลาอยู่ต่อจุด 20–40 นาที
  • ตั้งจุด “Phan Stop” พร้อม QR เดียวเข้าสู่ “เส้นทางครึ่งวัน คูปอง จองเวิร์กช็อป”
  • ทำสื่อ 3 ภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) สั้น กระชับ พร้อมภาพถ่าย ถ่ายซ้ำได้จริง
  • ซ้อมเส้นทางรถ ที่จอด ห้องน้ำ เพิ่มปริมาณชั่วคราวช่วง 21 ธ.ค. (THAI FIGHT) และ 28–31 ธ.ค. (Flora Fest) เพื่อทดสอบโหลด
  • เชื่อม Call Center/Chat ของจังหวัด อุทยาน ชุมชน เพื่อรับจอง ตอบคำถามแบบเรียลไทม์

ปลายปีนี้ พะเยา กำลัง “เร่งเครื่อง” จากเมืองธรรมชาติสู่ เมืองเทศกาล ด้วย THAI FIGHT และ Flora Fest–Countdown 2026 ขณะที่ เชียงราย ยังคงบทบาทประตูหลักของภาคเหนือ ด้วยเที่ยวบินและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การเชื่อมสองเมืองด้วยถนน 1020 และการจัดเส้นทาง CR–Phan–PY คือกลยุทธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ พะเยา ยก ASV, เชียงราย ยืดเวลาพัก, และ อ.พาน เก็บรายได้ระหว่างทาง อย่างมีเกียรติและยั่งยืน

หากทุกชิ้นส่วน “ส่งมอบทันเวลา” และ “เล่าเรื่องร่วมกัน” ปลายปี 2568 อาจไม่ใช่แค่ภาพพลุเหนือน้ำกว๊านที่สวยที่สุด แต่คือ จุดเริ่มต้นของระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพ CR–PY ที่ทำให้คำว่า #เมืองพานไม่ใช่เมืองผ่าน เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลชวนคิด (Highlights)

  • ระยะ เวลาเดินทาง CEI–พะเยา  90–92 กม./1 ชม.20–30 นาที, พาน–กว๊าน  47–50 กม./45–55 นาที
  • ฐาน 2566 เชียงราย 6.15 ล้านคน/46,774 ลบ., ASV  7,608 บ.; พะเยา 1.01 ล้านคน/2,290 ลบ., ASV  2,268 บ.
  • โครงการขับเคลื่อน งบ ครม.สัญจร กนบ.2 รวม 300 ลบ.; แผน 5 ปี (ทบทวน 2568) จัดงบท่องเที่ยว 72.6 ลบ. และระบบแอป 6.5 ลบ.
  • โครงสร้างพื้นฐาน ถนน 1020 ระยะ 43.709 กม., งบ 1,199 ลบ., เป้าหมายเสร็จ 2567

พฤติกรรมเป้าหมาย “ลงเชียงราย แวะพานครึ่งวัน เข้ากว๊านเย็น” เพิ่มการใช้จ่ายเล็ก กลาง แต่อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • มติคณะรัฐมนตรีสัญจร กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (กนบ.2) อนุมัติโครงการพัฒนารวมวงเงิน 300 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 1020 บ้านกิ่วแก้ว ระยะ 43.709 กม. งบ 1,199 ล้านบาท กำหนดเสร็จปี 2567
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 6,147,860 คน รายได้ 46,774 ล้านบาท เติบโต +64.86% เทียบก่อนโควิด   แหล่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)/ข้อมูลจังหวัดเชียงราย
  • สถิติการท่องเที่ยว จังหวัดพะเยา ปี 2566 นักท่องเที่ยว 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท สัดส่วนคนไทย   95.7%   แหล่ง ททท./ข้อมูลจังหวัดพะเยา
  • สินค้าท่องเที่ยวพรีเมียมเชียงราย (สนามกอล์ฟ/ที่พัก 4–5 ดาว/เส้นทางวัฒนธรรม) และบทบาท “ประตู GMS”   แหล่ง แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัด/ททท. ภาคเหนือ
  • แผน 5 ปี (ทบทวนปี 2568) กลุ่มกนบ.2 งบด้านท่องเที่ยว 72.6 ล้านบาท และพัฒนาระบบแอป 6.5 ล้านบาท รวมถึงแผนยกระดับแหล่งน้ำพุร้อน สุขภาพ
  • ยุทธศาสตร์ภาคเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ/ระเบียงการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเป้าหมาย Quality Tourism 2568 – แหล่ง ททท./หน่วยงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายผู้มาเยือนภาคเหนือ 45 ล้านคน (2567) รายได้ 2.09 แสนล้านบาท และแนวทาง Green Season – แหล่ง ททท.
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39–40 ล้านคน ปี 2568 (ระดับประเทศ) – แหล่ง นโยบายการท่องเที่ยวระดับชาติ/ททท.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“Fashion on the Road” เงินสะพัดกว่า 10 ล้าน! ! เชียงรายใช้แฟชั่นโชว์ยืนยันศักยภาพชายแดน

ปิดฉาก “Fashion on the Road” แม่สายเงินสะพัด 10 ล้าน ผ้าไทยบนถนนชายแดน ยกเครื่อง Soft Power เชียงราย หนุนวิสัยทัศน์ NEC

เชียงราย, 3 พฤศจิกายน 2568 — ผืนผ้าไทยสะบัดพลิ้วท่ามกลางสายลมจากแนวสันเขาแม่สาย ก่อนจะตกกระทบเลนส์กล้องนักท่องเที่ยวและผู้สื่อข่าวนับร้อย ณ บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา ในค่ำคืนที่เสียงปรบมือก้องยาวกว่าปกติ “Fashion on the Road 3rd Chiang Rai Designer’s Competition” ประกาศปิดฉากอย่างงดงามเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานปิดงาน และประกาศผลผู้ชนะครบทั้ง 3 ประเภท ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ

งานปีนี้ไม่ได้ปิดเพียงไฟบนรันเวย์ แต่ปิดด้วย “ตัวเลข” ที่จับต้องได้ — เงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท ตลอดห้วงการจัดงาน ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ต่อเส้นเลือดจากพื้นที่ชายแดนไปสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ช่างฝีมือผ้า และผู้ค้าใน “Premium Market” ร้อยบูธที่ขยับตัวตลอดวัน

Soft Power ที่ลงดิน จากลายผ้าล้านนาสู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

แก่นสำคัญของ “Fashion on the Road” คือการเลือก “ถนนชายแดน” เป็นรันเวย์ เปิดพื้นที่ให้ผ้าไทยและผ้าชาติพันธุ์พูดภาษาสากลได้ด้วยตัวเอง การจัดงานที่หน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา อำเภอแม่สาย ทำให้การแลกเปลี่ยนผู้คน สินค้า และวัฒนธรรม เกิดขึ้นแบบไร้รอยต่อ เมื่อผู้มาเยือนได้สัมผัสเนื้อแท้ของผืนผ้า ตั้งแต่แหล่งกำเนิด หัตถกรรม ไปจนถึงแฟชั่นร่วมสมัย ไม่ใช่ผ่านตู้กระจกในหอศิลป์ แต่ “บนถนนจริง” ที่การค้าจริงเกิดขึ้น

งานครั้งนี้ได้รับการขานรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนเกิดอานิสงส์ทางเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน ทั้งรายได้จากที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ภาษีท้องถิ่น ไปจนถึงยอดจำหน่ายจากบูธ Chiang Rai Premium Market ที่คัด สินค้า GI, Chiang Rai Brand และสินค้า Wellness รวมกว่า 100 บูธ มาตั้งเรียงยาวเคียงข้างเวที สะท้อนแนวคิด “แฟชั่น–การค้า–การท่องเที่ยว” ที่ออกแบบให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

เวทีประกวด 3 หมวด คุณภาพงานออกแบบที่ยืนยันความเป็นนานาชาติ

หัวใจของค่ำคืนคือการประกาศผลรางวัล 3 ประเภท ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ดัชนีคุณภาพ” ของเวทีออกแบบในระดับภูมิภาค รายละเอียดดังนี้

  • ประเภทชุดลำลอง รางวัลชนะเลิศ Thaw Thazin Myanmar รับเงินรางวัล 100,000 บาท
    หมายเหตุ: อันดับ 2 Saw Kyaw Thuya Min (Myanmar) เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 นพรัตน์ ตาละสา เงินรางวัล 10,000 บาท
  • ประเภทชุดทำงาน: รางวัลชนะเลิศ Team Sean มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เงินรางวัล 100,000 บาท
    อันดับ 2 เรณู ศิลป์ท้าว เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 ทักษิณ มะลูลีม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เงินรางวัล 10,000 บาท
  • ประเภทชุดราตรี: รางวัลชนะเลิศ นนท์ฒวัศณ์ วงค์พิใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เงินรางวัล 100,000 บาท
    อันดับ 2 รัตนาภรณ์ ธนเสรีธรรม วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 จรณี แซ่ว่าง และ นันทนา แช่ชง วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง เงินรางวัล 10,000 บาท
  • รางวัลพิเศษ The New Generation Creative Ward: นทฤทธ์ จินตกานนท์ จาก Wellington College International School Bangkok เงินรางวัล 10,000 บาท

ผลการตัดสินที่ “ชุดลำลอง” ตกเป็นของดีไซเนอร์จากเมียนมา ขณะที่ประเภทอื่น ๆ กระจายตัวอยู่ในสถาบันการศึกษาหลากหลายของไทย สะท้อน “DNA ข้ามพรมแดน” และ “เครือข่ายการเรียนรู้” ที่งานได้วางรากไว้ตั้งแต่รุ่นแรก ๆ สิ่งนี้ทำให้เวทีแม่สายไม่ได้เป็นเพียง “งานโชว์” แต่เป็น “สนามบ่มเพาะ” ที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่และมืออาชีพได้ทดสอบงานจริงกับผู้ชมจริงและผู้ซื้อจริง

เชื่อมวิสัยทัศน์ NEC ถนนผืนผ้ากับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ

งานปีนี้ชัดเจนขึ้นในบทบาทของตนต่อ NEC (Northern Economic Corridor) — ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือที่ตั้งใจยกระดับฐานเศรษฐกิจชายแดน จาก “ประตูการค้า” ไปเป็น “ชุมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์” กลไกสำคัญคือ Soft Power ด้านผ้าไทย–แฟชั่น–งานออกแบบ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายผลักดันต่อเนื่องผ่านแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” ผสาน ประเพณีล้านนา–ภูมิปัญญาท้องถิ่น–ผ้าชาติพันธุ์ กับรสนิยมร่วมสมัย เป็นภาษาการตลาดที่คนทั้งโลกเข้าใจและเต็มใจควักกระเป๋า

ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดการ “น้อมนำ” พระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ทำให้หัตถศิลป์ผ้าไม่ถูกยึดติดอยู่ในตู้โชว์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีชีวิตที่ซื้อซ้ำได้” เมื่อพลังความภาคภูมิใจถูกเชื่อมเข้ากับช่องทางการตลาดและการออกแบบที่ร่วมสมัย

10 ล้านบาทที่ไหลเวียน ทำไมตัวเลขนี้สำคัญกว่า “ยอดขาย”

แม้ตัวเลข เงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท จะสะดุดตาในเชิงประชาสัมพันธ์ แต่ความหมายที่ลึกกว่าคือ “คุณภาพการไหลเวียน” ของเงินภายในอีโคซิสเต็มแฟชั่น–ท่องเที่ยวชายแดน เงินก้อนนี้แตกตัวไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ — กลุ่มทอผ้า ช่างฝีมือ ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม รถโดยสาร คนทำงานอีเวนต์ ไปจนถึงช่างภาพ–ครีเอเตอร์ท้องถิ่น

หากพิจารณา “มูลค่าในอนาคต” (future value) งานลักษณะนี้ยังสร้าง “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงในรอบปีถัดไป ทั้งการสั่งตัดชุด การสั่งซื้อสินค้าหัตถกรรมซ้ำ การกลับมาเที่ยวแม่สาย และการดึงดูดแบรนด์–สปอนเซอร์ที่สนใจวิถีแฟชั่น–ชุมชนอย่างจริงจัง

เสียงจากเวทีนโยบาย ผ้าหนึ่งผืน เปลี่ยนชีวิตได้ทั้งชุมชน

ในนามเจ้าภาพจังหวัด ฝ่ายจัดงานย้ำบทบาท “ถนนแฟชั่น” ที่ต้องคงความเป็นเวทีสาธารณะ เปิดกว้างให้ช่างฝีมือ–ดีไซเนอร์–นักเรียนสายออกแบบได้ทดลองงานและได้คำติชมจากตลาดจริง แนวทางนี้อยู่บนฐานคิด “สร้างอุปสงค์ด้วยความหมาย” เมื่อผู้สวมใส่รู้เรื่องราวของผืนผ้า—แหล่งที่มา เทคนิคการทอ สีธรรมชาติ ลวดลายชาติพันธุ์—ความยินดีที่จะจ่ายย่อมสูงขึ้น และนานขึ้น

การผลักดันเช่นนี้ไม่ใช่งาน “หรู–ไกลตัว” แต่คือเศรษฐกิจชุมชนที่เรียบง่ายและยั่งยืน ผ้าขายได้—ครอบครัวช่างฝีมือมีรายได้—เยาวชนเห็นอนาคตในท้องถิ่น—นักท่องเที่ยวกลับมา—ธุรกิจรายย่อยเติบโต—ภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้น—รัฐมีทรัพยากรพัฒนาพื้นฐานต่อเนื่อง วงจรนี้คือคำจำกัดความของ “Soft Power ที่ลงดิน” อย่างแท้จริง

Premium Market ห้องเครื่องลับของการค้าแฟชั่น

คู่ขนานกับรันเวย์คือ “Chiang Rai Premium Market” ที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “โชว์รูม–ตลาด–ห้องเจรจา” ในคราวเดียวกัน การคัด สินค้า GI, Chiang Rai Brand และ Wellness มากกว่า 100 บูธ ทำให้ผู้ซื้อต่างจังหวัดและต่างชาติมีโอกาสเห็นสินค้าแท้และแหล่งผลิตในคราวเดียว ลดต้นทุนการค้นหา และเร่ง “วงจรการตัดสินใจซื้อ” ให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงยอดขายหน้างาน แต่คือ “สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ” ที่ต่อยอดไปสู่การสั่งผลิต การทำคอลเลกชันร่วม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการวางขายในช่องทางใหม่ ๆ ซึ่งเป็นผลตอบแทนระยะกลางที่มักสูงกว่ายอดขายทันทีในวันงาน

ความหมายเชิงการศึกษา ห้องเรียนมีชีวิตของดีไซน์รุ่นใหม่

รายชื่อผู้ชนะที่กระจายอยู่ในหลายสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, สถาบันอาชีวศึกษาในลำพูน–ลำปาง ตลอดจน Wellington College International School Bangkok ชี้ให้เห็นว่า “ห้องเรียนแฟชั่น” ของภาคเหนือ–กรุงเทพฯ–และต่างประเทศ เริ่มมาบรรจบกันที่ชายแดนแม่สาย

เวทีนี้ทำหน้าที่เสมือน “สตูดิโอภาคสนาม” ที่ให้ดีไซเนอร์ได้เห็นการตอบสนองของผู้ชมจริงต่อวัสดุจริง สีจริง แพตเทิร์นจริง—บทเรียนที่ไม่มีในห้องเรียน และเป็นชนวนให้เกิดการพัฒนาเชิงเทคนิคและการตลาดที่มีฐานความจริงรองรับ

ขยายเครือข่ายจากถนนชายแดนสู่แพลตฟอร์มการค้าเชิงสร้างสรรค์

เมื่อเส้นทาง “แฟชั่น–การค้า–การท่องเที่ยว” เริ่มเข้าที่ คำถามสำคัญคือ “จะทำอย่างไรให้มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น” แนวทางที่งานนี้วางไว้และควรต่อยอด ได้แก่

  1. คอลเลกชันร่วม (Co-creation) ระหว่างดีไซเนอร์รุ่นใหม่–กลุ่มทอผ้าชาติพันธุ์–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อสร้างสินค้าที่มีเรื่องเล่าร่วมและขายได้หลายฤดูกาล
  2. มาตรฐานคุณภาพและการรับรอง (Certification) สำหรับสินค้า GI และแบรนด์เชียงราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตลาดสากล
  3. ดาต้าท่องเที่ยว–การค้า ของงานในปีถัดไป เช่น จำนวนผู้เข้าชมซ้ำ อัตราการแปลงเป็นยอดสั่งผลิต เพื่อวัดผลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ
  4. เชื่อม NEC กับโลจิสติกส์ชายแดน เพื่อให้การสั่งซื้อข้ามแดนสะดวกขึ้น ลดเวลา–ต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้ซื้อรายใหม่

เมื่อผ้าไทยเดินทางถึงชายแดน โลกก็เดินเข้าหาเชียงราย

การปิดฉาก “Fashion on the Road” ปีนี้ไม่ได้ทิ้งรอยเท้าไว้แค่บนรันเวย์ แต่ทิ้ง “เส้นทาง” ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเชียงรายเดินหน้าต่อ ตัวเลขเงินสะพัด 10 ล้านบาท คือสัญญาณของโครงสร้างที่เริ่มทำงาน — รัฐ–ท้องถิ่น–เอกชน–การศึกษา–ชุมชน ขับเคลื่อนในทิศเดียวกัน และยืนยันว่า Soft Power ที่จับต้องได้ เริ่มแปรสภาพเป็นรายได้ที่แบ่งปันกันได้

บนถนนชายแดนที่ผู้คนหลายภาษาเดินสวนกัน ผืนผ้าหนึ่งผืนทำหน้าที่เชื่อมวัฒนธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจร่วม เมื่อรันเวย์ดับไฟลง เม็ดเงินยังไหลเวียนต่อ และเรื่องราวของเชียงรายยังเดินหน้า—จากแม่สายสู่ตลาดโลก—บนถนนสายเดิมที่ชื่อว่า “ความร่วมมือ”

สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaways)

  • พิธีปิดจัดขึ้น 2 พฤศจิกายน 2568 ณ หน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา อ.แม่สาย โดย รองผู้ว่าฯ นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน
  • งานสร้าง เงินสะพัดรวมกว่า 10 ล้านบาท จากแฟชั่นโชว์และ Premium Market กว่า 100 บูธ
  • ผลรางวัล 3 หมวด สะท้อนความเป็นนานาชาติ: Thaw Thazin (Myanmar) ชนะชุดลำลอง, Team Sean (มฟล.) ชนะชุดทำงาน, นนท์ฒวัศณ์ วงค์พิใจ (มทร.พระนคร) ชนะชุดราตรี และ นทฤทธ์ จินตกานนท์ คว้า The New Generation Creative Ward
  • งานตอบรับ NEC และแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” เชื่อมผ้าไทย–หัตถศิลป์–การท่องเที่ยวชายแดน สู่เวทีสากล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สาย
  • ฝ่ายจัดงาน Fashion on the Road 3rd
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Soft Power เชียงราย แฟชั่นโชว์ผ้าไทย-ชาติพันธุ์ ดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

เชียงรายจุดประกายซอฟต์พาวเวอร์ชายแดน “Fashion on the Road” ครั้งที่ 3 โชว์ผ้าไทย–ชาติพันธุ์กว่า 200 ชุด เชื่อมดีไซน์–การค้า–ท่องเที่ยว ดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดโลก รับยุทธศาสตร์ NEC

เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามบ่ายปลายตุลาคม แสงแดดส่องทาบแนวสะพานพรมแดนไทย–เมียนมา อำเภอแม่สาย กลายเป็นรันเวย์กลางแจ้งที่ส่งเสียงของ “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ดังออกไปไกลกว่าขอบเขตจังหวัด เมื่อ จังหวัดเชียงราย จัดงาน “Fashion on the Road 3rd Chiang Rai Designer’s Competition” ครั้งที่ 3 อย่างคึกคัก โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแรงสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐท้องถิ่นและเครือข่ายเอกชน ทั้ง เทศบาลตำบลแม่สาย และ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ที่มาร่วมผลักดันผลงานผ้าไทย–ผ้าท้องถิ่นให้เดินหน้า “จากชุมชนสู่สากล” อย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจของงานในปีนี้คือ การประกวดและแฟชั่นโชว์กว่า 200 ชุด ที่นำผืนผ้าล้านนา–ชาติพันธุ์มาถักทอเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย โอบล้อมด้วยเสียงเชียร์จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่แวะเวียนมาชมแนวคิดสร้างสรรค์ริมเส้นทางการค้าชายแดน ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สื่อสารอัตลักษณ์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็น “ตลาดทดลอง” ให้ดีไซเนอร์และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ทดสอบรสนิยมผู้บริโภคจริงในพื้นที่ที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

เมื่อ “รันเวย์” ผสาน “การค้า” บนพรมแดน

เวลา 16.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2568 บริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สายเปลี่ยนโฉมเป็นเวทีสีสัน ผู้คนจากสองฟากชายแดนเบียดเสียดเข้ามาจับจองพื้นที่ชมแฟชั่นโชว์ที่ท้าทายความคิดเดิมเกี่ยวกับ “ผ้าไทย” และ “ผ้าท้องถิ่น” ชุดแล้วชุดเล่าถ่ายทอดความแยบยลของ เส้นฝ้าย–ไหม–กี่กระตุก ไปจนถึงผ้าลายชาติพันธุ์ที่ขับรายละเอียดด้วยการปัก การย้อม และการกรองริ้วผ้าสไตล์โมเดิร์น ดีไซเนอร์รุ่นใหม่สลับคิวกับนักออกแบบมืออาชีพทั้งไทยและต่างประเทศ ขณะที่เสียงบรรยายแนวคิดการออกแบบชี้ให้เห็นรากของภูมิปัญญาและเส้นทางต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผู้จัดงานเน้นย้ำ “บริบทชายแดน” ให้เป็นมากกว่าฉากหลัง ด้วยการจัดพื้นที่ “Chiang Rai Premium Market : มหกรรมสินค้าคุณภาพเชียงรายสู่ตลาดโลก” แบบคู่ขนาน รวมร้านค้าและผู้ผลิตจากกลุ่ม GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์), Chiang Rai Brand และกลุ่ม Wellness กว่า 100 บูธ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสและเลือกซื้อสินค้าจริง ขยับบทบาทแฟชั่นโชว์จากการสื่อสารแบรนด์สู่การสร้างรายได้ตรงหน้า—เงื่อนงำหนึ่งของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่จับต้องได้ทันที

ซอฟต์พาวเวอร์ที่มีฐานราก—จาก “ผืนผ้า” สู่ “โอกาส”

จังหวัดเชียงราย วางงานนี้ไว้ในเส้นทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC: Northern Economic Corridor) ที่เน้นย้ำการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม–สร้างสรรค์ ให้สอดรับศักยภาพท่องเที่ยว–การค้าชายแดน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมอีเวนต์ แต่เป็น เวทีประลองโมเดลธุรกิจสร้างสรรค์” ที่เชื่อม ดีไซน์–การผลิต–การจำหน่าย–การท่องเที่ยว เข้าไว้อย่างครบวงจร

ด้านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ งานยัง น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับอาชีพช่างฝีมือและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้ถูกตีความผ่านผลงานที่ “ใส่ได้จริง ขายได้จริง” ตั้งแต่เสื้อผ้าแนวเอนกประสงค์สำหรับเดินทาง จนถึงชุดร่วมสมัยที่ออกแบบสำหรับโอกาสพิเศษ—ลดช่องว่างระหว่าง “งานศิลป์บนรันเวย์” กับ “สินค้าเชิงพาณิชย์บนราวแขวน”

เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น 10+Wow Chiang Rai และบทบาท “พาณิชย์จังหวัด”

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย รับบท “พี่เลี้ยง” ในการเชื่อมโลกดีไซน์กับโลกธุรกิจ ผ่านแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” ที่ยกจุดแข็งสิบประการของจังหวัด—ประเพณีล้านนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าชาติพันธุ์ กาแฟ–ชา งานหัตถศิลป์–คหกรรม—มาออกแบบเป็น ประสบการณ์ มากกว่าการขาย “สินค้าเดี่ยว” ในงานปีนี้ “Wow” ถูกพัฒนาต่อเป็น “แพ็กเกจเชื่อมประสบการณ์” เช่น ชุดแฟชั่นจากลายผ้าชาติพันธุ์จับคู่กับแอ็กเซสซอรีงานเงิน–หวายสาน พร้อมคูปองส่วนลดคาเฟ่กาแฟเขตเมืองเก่าและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน—โมเดลที่ทำให้เงิน “ไหลลึก” จากโชว์สู่ร้านค้า–ครัวเรือนในพื้นที่

บูธ GI และ Chiang Rai Brand ทำหน้าที่เป็น “ตราประทับคุณภาพ” ให้สินค้าในสายตานักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างถิ่น ขณะเดียวกันยังเป็น เครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่น ให้ร้านค้าปลีกออนไลน์และตัวแทนจำหน่ายนอกจังหวัดเพื่อขยายตลาดหลังจบงาน นี่คือบทเรียนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์—มาตรฐานและการรับรอง คือภาษากลางที่ทำให้เรื่องเล่าท้องถิ่นแปลความเป็นมูลค่าในตลาดสมัยใหม่

แม่สาย พรมแดนที่เป็น “ตลาดทดสอบ” และเวที Soft Power ภาคเหนือ

การเลือกจัดงานที่ หน้าด่านพรมแดนแม่สาย ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างบรรยากาศ แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อให้ ผลงานดีไซน์ ได้ “สอบผ่าน” กับฐานลูกค้าที่หลากหลายทั้งภาษา–วัฒนธรรม–ความต้องการ ตั้งแต่นักเดินทางวันเดียว นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงผู้ประกอบการจากเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้ การขายจริง–ฟังจริง–ปรับจริง ที่หน้าด่านช่วยให้ดีไซเนอร์ จับสัญญาณตลาดแบบเรียลไทม์ ว่าดีเทล–แพตเทิร์น–โทนสีใด “ติดตลาด” และราคาใด “รับได้” ก่อนเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก

ในทางเศรษฐกิจมหภาค ช่วงไฮซีซันท่องเที่ยวปลายปี—ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าการบริโภคเอกชนขยายตัวและมาตรการภาครัฐช่วยหนุนกำลังซื้อ—ทำให้พื้นที่จัดงานมีโอกาสรับเม็ดเงินหมุนเวียนสูงขึ้นกว่าปกติ โดย แฟชั่น ทำหน้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ดึงผู้คน ขณะที่ Premium Market เปลี่ยน “ความสนใจ” ให้กลายเป็น “การซื้อจริง” ได้ในจุดเดียว

บทสะท้อนจากเวที อัตลักษณ์–ร่วมสมัย–ความยั่งยืน

แฟชั่นโชว์ปีนี้วางกรอบ สามคำหลัก ชัดเจน—อัตลักษณ์, ร่วมสมัย, ความยั่งยืน ผลงานหลายชุดเลือก เส้นใยธรรมชาติ และเทคนิคย้อมสีจากพืชท้องถิ่น ลดการใช้สารเคมี ขณะที่บางคอลเล็กชันทดลอง รีดีไซน์” (upcycle) เศษผ้า–ผ้าคงคลังให้เป็นงานชิ้นใหม่ ชี้ให้เห็นแนวโน้มตลาดแฟชั่นที่ผู้บริโภคคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้าน อัตลักษณ์ นักออกแบบหยิบลายผ้า–เอกลักษณ์ชาติพันธุ์มาเล่าใหม่อย่างเคารพบริบทชุมชนผ่านการร่วมงานกับกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ ช่วยให้รายได้กลับคืนสู่คนทำผ้าต้นน้ำ

มิติ ร่วมสมัย สะท้อนผ่านการวางแพตเทิร์นที่ “ใส่ได้จริงและทุกเพศ” (gender-inclusive) ตอบไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว–คนทำงาน–นักเรียน–นักศึกษา และผู้สูงวัยที่ต้องการความคล่องตัว—แนวทางที่เปิดประตูสู่ตลาดกว้างขึ้นกว่าการเน้นความงามบนเวทีเพียงอย่างเดียว

การบริหารจัดการงาน บูรณาการท้องถิ่น–เอกชน–ดีไซเนอร์

ความสำเร็จของงานเกิดจากการบูรณาการ สามฟันเฟือง คือ

  1. ภาครัฐท้องถิ่น (จังหวัดเชียงราย–เทศบาลแม่สาย–พาณิชย์จังหวัด) ทำหน้าที่ “อำนวยความสะดวก–กำกับมาตรฐาน–ประชาสัมพันธ์ภาพรวม”
  2. เอกชน–ผู้ประกอบการ ตั้งแต่โรงทอและกลุ่มหัตถกรรมจนถึงผู้จำหน่ายปลายทาง ร่วมออกบูธ สาธิต และทดลองตลาด
  3. นักออกแบบ–สถาบันการศึกษา เติมองค์ความรู้ด้านดีไซน์–การตลาด–ดิจิทัลคอมเมิร์ซ สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแฟชั่นท้องถิ่น

การจัดพื้นที่แบบ “โชว์–ขาย–เล่าเรื่อง” ในจุดเดียว ช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจ ที่มา–วัตถุดิบ–แรงบันดาลใจ ของแต่ละชุด ลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ และเปิดทางให้เกิด ออเดอร์แบบ B2B จากผู้ซื้อที่ต้องการคอลเล็กชันเฉพาะสำหรับรีสอร์ต–สปา–ร้านบูติก หรือกิจกรรมองค์กร

จาก “อีเวนต์” สู่ “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

งานปีนี้ตั้งอยู่บนเป้าหมาย สามชั้น
ชั้นที่หนึ่ง สร้างรายได้ทันทีแก่ผู้ประกอบการผ่านการจำหน่ายหน้างานและออเดอร์ล่วงหน้า
ชั้นที่สอง วางเครือข่ายความร่วมมือระหว่างดีไซเนอร์–ช่างทอ–โรงงานตัดเย็บ–ผู้ค้า เพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์หลังงาน
ชั้นที่สาม สร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ โดยอาศัยพื้นที่ชายแดนเป็น “หน้าต่าง” สื่อสารซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้เยือนหลากหลายสัญชาติ และปูทางการเข้าร่วมเวทีแฟชั่น–ไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาคในอนาคต

ในเชิงนโยบายท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่ “ห่วงโซ่คุณค่า” ได้รับคือ ช่างทอ–กลุ่มแม่บ้าน–เยาวชน มีแรงจูงใจสืบสานและพัฒนาอาชีพงานผ้า ด้านผู้ประกอบการได้ ต้นแบบสินค้า ที่ผ่านการทดสอบตลาดจริง ขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับ ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องเมืองเชียงราย มากกว่าสินค้าชิ้นเดียว—องค์ประกอบทั้งหมดขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

มองอย่างเป็นกลาง โอกาส–ความท้าทาย และการบ้านหลังเวที

แม้งานสะท้อนทิศทางบวก แต่ก็มี โจทย์เชิงโครงสร้าง ที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง

  • มาตรฐานคุณภาพและไซส์: หากต้องการขยายสู่ต่างจังหวัด–ต่างประเทศ จำเป็นต้องมีมาตรฐานไซซิงและคุณภาพผ้า–ตัดเย็บที่สม่ำเสมอเพื่อรองรับออเดอร์จำนวนมาก
  • ทรัพย์สินทางปัญญา: ลายผ้า–ลวดลายชาติพันธุ์ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิและจัดทำระบบอนุญาตใช้ลายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ชุมชนเสียเปรียบ
  • การเงิน–โลจิสติกส์: ผู้ประกอบการรายย่อยควรเข้าถึงเครื่องมือทางการเงิน (เช่น สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น) และบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งข้ามแดนที่ต้องอาศัยความเข้าใจข้อกำหนดประเทศเพื่อนบ้าน
  • การตลาดดิจิทัล: การต่อยอดยอดขายหลังงานต้องอาศัยช่องทางอีคอมเมิร์ซ–คอนเทนต์มัลติมีเดียและความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงวัฒนธรรมที่สื่อสารเรื่องราว “ทำไมต้องเชียงราย” ได้ชัดเจน

การบ้านที่ชัดเจนหลังเวที คือ การเก็บข้อมูลออเดอร์–ประเภทสินค้า–ช่วงราคาที่ขายได้ ตลอดจนฟีดแบ็กจากนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นฐานในการออกแบบคอลเล็กชันฤดูกาลหน้า และเพื่อประสานกับโครงการ NEC ในการจัดทำ “Design to Market” ที่ครบวงจรยิ่งขึ้น

น้ำหนักความสำคัญในข่าว จังหวัดเชียงราย 50% | ภาคเหนือ 30% | ประเทศไทย 20%

บทวิเคราะห์นี้ให้สัดส่วนความสำคัญกับ เชียงราย เป็นหลัก ผ่านการเจาะกลไกการจัดงานที่หน้าด่านแม่สาย ผลต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น และการบ้านหลังงาน ตามด้วยบริบท ภาคเหนือ ที่ตอกย้ำศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปิดท้ายด้วยภาพ นโยบายส่วนกลาง ที่เป็นกรอบสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ฐานรากช่วงไฮซีซัน

เวทีชายแดนที่ “เชื่อมโลก” ด้วยผืนผ้า

“Fashion on the Road” ครั้งที่ 3 ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ริมพรมแดน หากแต่เป็น ห้องทดลองนโยบายสาธารณะ ที่เอาคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ออกจากหน้ากระดาษแล้วแปลงเป็น รายได้–อาชีพ–ความภาคภูมิใจ ของผู้คนในชุมชน งานแสดงให้เห็นว่าผ้าไทย–ผ้าชาติพันธุ์สามารถยืนข้างแฟชั่นร่วมสมัยอย่างสง่างาม และเมื่อจับคู่กับตลาดชายแดนที่มีชีพจรทางการค้าสูง ก็กลายเป็น สะพานเศรษฐกิจ ที่พาผู้ประกอบการเชียงรายเดินจาก “ของดีบ้านเรา” ไปสู่ “สินค้าคุณภาพที่โลกต้องการ”

ความต่อเนื่องคือคำสำคัญ—หากจังหวัดและหน่วยงานคู่ขับเคลื่อนรักษาความสม่ำเสมอของงาน สร้างฐานข้อมูลตลาด และสนับสนุนมาตรฐาน–ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง เวทีริมพรมแดนแห่งนี้จะเติบโตจาก “งานอีเวนต์” เป็น แพลตฟอร์มถาวรของอุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างสรรค์เชียงราย ที่ยืนได้ด้วยตัวเองบนเวทีภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News