Categories
ENVIRONMENT

เจาะลึกความหมายดัชนีความร้อน 60 องศา ข่าวจริงที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยร้อนจัดช่วงต้นเมษายน

ดัชนีความร้อนต้นเมษายนส่อแตะ 60 องศา หน่วยงานรัฐยืนยันเป็นข่าวจริง เตือนภาคเหนือรวมเชียงรายเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพใกล้ชิด

ประเทศไทย, 30 มีนาคม 2569 – สัญญาณร้อนแรงที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องเข้าสู่ต้นเดือนเมษายน 2569 ประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์คือข้อความเตือนว่า “ดัชนีความร้อน” ของประเทศไทยอาจพุ่งสูงถึง 52 ถึง 60 องศาเซลเซียส จนทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดคำถามว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญอุณหภูมิระดับอันตรายถึงขั้นนั้นจริงหรือไม่ และค่าที่ถูกส่งต่อกันอยู่นั้นเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงข้อมูลที่ขยายเกินจริงจากความตื่นตระหนกในโซเชียลมีเดีย ความชัดเจนล่าสุดมาจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งที่ออกมายืนยันตรงกันว่า ข้อความดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” แต่สาระสำคัญอยู่ที่ประชาชนต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ดัชนีความร้อน” ให้ถูกต้อง เพราะนี่ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วไป หากเป็นค่าที่สะท้อนว่า “ร่างกายรู้สึกได้จริง” เมื่ออุณหภูมิอากาศทำงานร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สภาพอากาศในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทยสร้างภาระต่อร่างกายมากกว่าตัวเลขอุณหภูมิที่เห็นเพียงอย่างเดียว

ความน่าสนใจของกรณีนี้ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 60 องศาเซลเซียส แต่อยู่ที่การที่เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นอันดับหนึ่งในระบบติดตามข่าวของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยในช่วงวันที่ 28 มีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้ในวงกว้างอย่างมาก โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายข้าราชการประจำระบุว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจพบข้อความรวม 164,207 ข้อความในวันเดียว และมีข้อความที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ 2,521 ข้อความ โดยเรื่องดัชนีความร้อนต้นเดือนเมษายนที่อาจแตะ 60 องศาเซลเซียส เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจสูงสุดในบรรดา 7 ประเด็นที่ประชาชนติดตามมากที่สุด ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าความร้อนในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เป็นเรื่องความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนในชีวิตประจำวันด้วย

ความจริงของดัชนีความร้อน เมื่ออากาศร้อนบวกความชื้นทำให้ร่างกายรับภาระหนักขึ้น

หัวใจสำคัญของข่าวนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจคำว่า Heat Index หรือดัชนีความร้อน ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยืนยันตรงกันว่า เป็นค่าที่ใช้ประเมินอุณหภูมิที่ร่างกายของมนุษย์ “รู้สึกได้จริง” ไม่ใช่ค่าความร้อนของอากาศที่วัดจากเครื่องมือมาตรฐานเพียงลำพัง วิธีคิดของดัชนีความร้อนจะนำอุณหภูมิอากาศมาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ยิ่งอากาศมีความชื้นสูงมากเท่าใด การระเหยของเหงื่อบนผิวหนังก็จะทำได้ยากขึ้น ร่างกายจึงระบายความร้อนได้ไม่ดีและเกิดอาการร้อนอบอ้าว อึดอัด และเหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ แม้อุณหภูมิอากาศจริงอาจไม่ถึง 60 องศาเซลเซียส แต่ดัชนีความร้อนที่ร่างกายต้องเผชิญสามารถขยับขึ้นไปถึงระดับดังกล่าวได้ในทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารสาธารณสุข

ข้อมูลจากกรมอนามัยซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ช่วยอธิบายภาพรวมนี้ชัดขึ้น โดยระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน 21 คน ขณะที่ปี 2569 แนวโน้มสถานการณ์ความร้อนมีโอกาสรุนแรงกว่าปีก่อน โดยค่าดัชนีความร้อนในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมอาจอยู่ได้ตั้งแต่ระดับเตือนภัยไปจนถึงระดับอันตรายมาก หรือมากกว่าหรือเท่ากับ 52 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง นั่นหมายความว่า พื้นที่อย่างเชียงรายซึ่งอยู่ในภาคเหนือ ไม่ได้อยู่ห่างจากความเสี่ยงนี้เลย ตรงกันข้าม กลับเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ภาครัฐจับตาเป็นพิเศษว่าประชาชนอาจได้รับผลกระทบทั้งจากอากาศร้อนจัดและโรคจากความร้อนที่ตามมา

ภาคเหนือรวมเชียงรายอยู่ในแนวเฝ้าระวัง

แม้ข้อมูลที่ยืนยันล่าสุดจะเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่การที่กรมอนามัยระบุชัดว่า ภาคเหนือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อาจเผชิญดัชนีความร้อนระดับเตือนภัยถึงอันตรายมากในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทำให้จังหวัดเชียงรายต้องประเมินสถานการณ์นี้อย่างจริงจังมากกว่าการมองเป็นเพียงข่าวระดับชาติ เพราะความร้อนที่ร่างกายรับรู้ได้จริงย่อมส่งผลต่อแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร ผู้ขับรถรับจ้าง ผู้ค้าในตลาดกลางแจ้ง นักเรียนที่ทำกิจกรรมกลางแดด ตลอดจนผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่ตามบ้านที่มีการระบายอากาศไม่ดีพอ ในบริบทของเชียงรายซึ่งหลายพื้นที่ยังมีชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนเกษตร และผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับงานนอกอาคาร การสื่อสารเรื่องดัชนีความร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อมองให้ลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้ยังมีนัยสำคัญต่อการวางแผนชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เพราะความเสี่ยงไม่ได้เกิดเฉพาะวันที่แดดแรง แต่เกิดในวันที่อากาศร้อนและความชื้นสะสมสูงพร้อมกัน จึงอาจเป็นวันที่ฟ้าไม่ได้ดูน่ากลัวมากนัก แต่ร่างกายกลับรับภาระความร้อนหนักกว่าที่คิด นี่คือสาเหตุที่กรมอนามัยและหน่วยงานรัฐย้ำให้ประชาชน “ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน” ไปพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่อุณหภูมิสูงสุดรายวันเท่านั้น เพราะในเชิงสุขภาพ ค่าที่สะท้อนภาระจริงของร่างกายคือดัชนีความร้อน ไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด

หนึ่งในประเด็นที่หน่วยงานสาธารณสุขย้ำตรงกันคือ ความร้อนระดับนี้ไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน กรมอนามัยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุชัดว่า กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง เหตุผลสำคัญคือคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการปรับตัวต่ออากาศร้อน หรือมีโรคประจำตัวและปัจจัยร่วมที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เมื่อดัชนีความร้อนขึ้นสู่ระดับอันตราย ความเสี่ยงต่ออาการตั้งแต่ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด ไปจนถึงฮีทสโตรก จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางกรณีอาจกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน

ในทางปฏิบัติ กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขบนเอกสารราชการ แต่คือสมาชิกในครอบครัวและชุมชนที่อยู่รอบตัวเราแทบทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านตามลำพัง เด็กเล็กที่ไปโรงเรียน หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องทำงาน ผู้ใช้แรงงานรับจ้างรายวัน หรือผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องทุกวัน เมื่อความร้อนสูงขึ้น การดูแลจึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของบุคคลนั้นเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยเครือข่ายครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน และหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ร่วมกันเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีทั้งเขตเมืองและชนบทผสมกันอย่างเชียงราย การเข้าถึงข้อมูลและการดูแลเชิงรุกจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าประชาชนจะผ่านช่วงร้อนจัดนี้ไปได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ยาบางชนิดอาจทำให้เสี่ยงมากกว่าที่คิด

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่ภาครัฐย้ำเตือนอย่างชัดเจน คือผู้ที่ต้องรับประทานยาบางชนิดควรสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย รายชื่อที่หน่วยงานรัฐระบุไว้ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ และยารักษาจิตเวช กลุ่มยาดังกล่าวมีความสำคัญมากในสังคมไทย เพราะเป็นยาที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยใช้ต่อเนื่องอยู่ทุกวัน ดังนั้น เมื่ออากาศร้อนจัดขึ้น ผู้ป่วยหรือญาติไม่ควรชะล่าใจว่าความร้อนเป็นเพียงเรื่องของคนทำงานกลางแดดเท่านั้น แต่ต้องเฝ้าดูอาการเหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ซึมลง หรืออาการผิดปกติอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายปรับตัวต่อความร้อนได้ลำบากกว่าปกติด้วย

ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ตรงที่ มันเชื่อมโลกของสภาพอากาศเข้ากับโลกของการรักษาพยาบาลโดยตรง นั่นคือการเตือนภัยอากาศร้อนไม่ได้จบที่การบอกว่า “แดดแรง” แต่ขยายไปถึงวิธีดูแลคนป่วย คนกินยา และคนที่มีโรคประจำตัวอย่างเหมาะสมในภาวะอากาศสุดขั้ว ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยทั้งการสื่อสารที่เข้าใจง่ายจากหน่วยงานรัฐ และการซักถามคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ความร้อนกลายเป็นตัวเร่งให้โรคเดิมทรุดลงโดยไม่จำเป็น

วิธีรับมือที่ภาครัฐแนะนำอย่างเป็นทางการ

แนวทางปฏิบัติที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกรมอนามัยแนะนำตรงกันมีอย่างน้อย 7 ข้อสำคัญ เริ่มจากการติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะระหว่างเวลา 13.00 ถึง 16.00 น. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6 ถึง 8 แก้วต่อวันโดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ งดดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ใช้หมวกและร่มกันแดด ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อช่วยกันสังเกตอาการผิดปกติ ขณะที่ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำบ่อย ๆ และอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แนวทางเหล่านี้ดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในภาวะที่ดัชนีความร้อนอาจแตะระดับอันตรายมาก มาตรการธรรมดาเหล่านี้อาจเป็นตัวแบ่งระหว่างการเจ็บป่วยเล็กน้อยกับภาวะฉุกเฉินได้เลยทีเดียว

ในเชิงปฏิบัติจริง ข้อแนะนำดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของการรับมือภัยสุขภาพสมัยใหม่ นั่นคือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินแล้วค่อยแก้ไข เพราะเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเพลียแดดหรือฮีทสโตรกแล้ว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และการรักษาต้องแข่งกับเวลา ดังนั้น การรู้จักดื่มน้ำก่อนกระหาย พักก่อนอ่อนแรง และหลบแดดก่อนเวียนหัว จึงไม่ใช่เรื่องจุกจิก แต่เป็นวินัยสุขภาพที่สังคมควรยกระดับให้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงต้นเมษายนที่หน่วยงานรัฐออกมาย้ำแล้วว่า ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งไปสู่ระดับที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

อาการอันตรายที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาล

กรมอนามัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ควรรีบปฐมพยาบาลเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบ พร้อมรีบนำส่งโรงพยาบาลหรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้ประชาชนแยกอาการร้อนธรรมดาออกจากภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลอาจใช้เวลาพอสมควร การรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ภาวะฮีทสโตรกไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้เกิดเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายหนักเท่านั้น บางครั้งมันเกิดกับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านอากาศอบอ้าว คนป่วยที่ดื่มน้ำไม่พอ หรือแรงงานที่ฝืนทำงานกลางแจ้งต่อเนื่องโดยไม่พัก เมื่อรวมกับความชื้นสูง ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้ การสังเกตคนรอบข้างและกล้าโทรขอความช่วยเหลือจึงสำคัญไม่แพ้การดูแลตัวเอง เพราะในภาวะฉุกเฉินจากความร้อน ความรวดเร็วของการช่วยเหลือมักเป็นปัจจัยชี้ขาดผลลัพธ์ที่ตามมา

ข่าวจริงที่มาพร้อมคำเตือนเรื่องการรู้เท่าทันข้อมูล

อีกชั้นหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งไม่ได้เพียงยืนยันว่าเรื่องดัชนีความร้อน 60 องศาเป็นข่าวจริง แต่ยังใช้โอกาสนี้เตือนประชาชนเรื่องการรู้เท่าทันข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนด้วย โฆษกกระทรวงดีอีย้ำว่า หากประชาชนขาดทักษะตรวจสอบข้อมูล อาจหลงเชื่อและส่งต่อข่าวปลอมจนก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ดังนั้น แม้ข่าวนี้จะเป็นข่าวจริง แต่หน่วยงานรัฐก็ยังขอให้ประชาชนเลือกเชื่อและเลือกแชร์เฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่จากหน่วยงานทางการ และตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดก่อนทุกครั้ง

มิติของการสื่อสารสาธารณะจึงมีความสำคัญไม่แพ้เนื้อหาทางอุตุนิยมวิทยา เพราะในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็ว การใช้ตัวเลขอย่าง “60 องศา” โดยไม่มีคำอธิบาย อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าอุณหภูมิอากาศจริงจะสูงถึงระดับนั้นทั่วประเทศ ทั้งที่ความหมายแท้จริงคือค่าดัชนีความร้อนซึ่งสะท้อนความรู้สึกของร่างกายเมื่อรวมความชื้นด้วย การสื่อสารให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจของการป้องกันความตื่นตระหนก ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ประชาชนประมาทต่อความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้

เชียงรายกับโจทย์ใหม่ของการอยู่รอดในฤดูร้อน

สำหรับคนเชียงราย ข่าวนี้อาจฟังเหมือนเรื่องไกลจากเมืองหลวง แต่ในความเป็นจริง ภาคเหนือถูกระบุโดยกรมอนามัยว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังอย่างจริงจังในปี 2569 ท่ามกลางบริบทที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังต้องรับมือทั้งอากาศร้อน ฝุ่นควัน และภาระสุขภาพอื่นที่ซ้อนทับกันอยู่แล้ว การดูแลตัวเองจากดัชนีความร้อนจึงควรถูกยกระดับเป็นวาระของครัวเรือนและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่พักร้อนในบ้าน การเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอ การชะลอกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่าย การเฝ้าระวังผู้สูงอายุและเด็กเล็ก หรือการปรับเวลาทำงานของแรงงานกลางแจ้งให้เหมาะสมขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่อาจดูเล็ก แต่หากทำพร้อมกันทั้งชุมชน ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในท้ายที่สุด ข่าวเรื่องดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาเซลเซียส ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นยืนยันถูกหรือผิดของข้อมูลออนไลน์ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ด้านสุขภาพจากอากาศร้อนที่ต้องรับมืออย่างจริงจังมากขึ้นทุกปี และเมื่อหน่วยงานรัฐออกมายืนยันแล้วว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง สิ่งที่สำคัญกว่าความตกใจ คือการแปลงข้อมูลให้เป็นการป้องกันตัวที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งในช่วงต้นเมษายนซึ่งเป็นรอยต่อก่อนเทศกาลเดินทางใหญ่ของประเทศ การเตรียมพร้อมของประชาชน ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าความร้อนที่รุนแรงขึ้นจะจบลงแค่ความไม่สบายตัว หรือจะลุกลามไปสู่ภาระทางสุขภาพที่หนักหนากว่านั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม เร่งปกป้องผาโง้ม ดูแลกลุ่มเสี่ยง และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

เชียงราย, 28 มีนาคม 2569 – สัญญาณอันตรายที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ สถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนรู้สึกได้เพียงจากท้องฟ้าหม่นหรือกลิ่นไหม้ในอากาศเท่านั้น แต่ถูกยืนยันด้วยข้อมูลทางการที่หนักหน่วงอย่างชัดเจน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอยู่ระหว่าง 40.3 ถึง 198.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และหลายจุดในจังหวัดเชียงรายพุ่งขึ้นสู่ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ที่ 186.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียง อ.เชียงของ ที่ 152.2 และ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย ที่ 94.1 ขณะที่ค่ามาตรฐานของไทยกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง

หากแปลงตัวเลขเหล่านี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น จะพบว่าแม่สายมีค่าฝุ่นเกือบ 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน เชียงของมากกว่า 4 เท่า และตัวเมืองเชียงรายราว 2 เท่าครึ่ง ภาพข้อมูลที่คุณแนบมาเองก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากของประเทศในวันเดียวกัน นี่จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ตีความได้ว่าเป็นปัญหาชั่วคราวรายวัน แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่ทั้งระบบสิ่งแวดล้อม ระบบป่าไม้ และระบบสาธารณสุขต้องขยับพร้อมกัน

เวียงป่าเป้ากลายเป็นศูนย์กลางของความกดดัน

จากข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงวันที่ 24 ถึง 27 มีนาคม โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า และในรอบรายงานล่าสุด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนทั่วจังหวัด 65 จุด ขณะที่อำเภอเวียงป่าเป้ามียอดสะสมจุดความร้อนสูงสุดถึง 95 จุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตัวเลข 95 จุดในเวียงป่าเป้าไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงแรงกดดันในพื้นที่ที่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต้องรับมือพร้อมกัน เพราะเมื่อจุดความร้อนสะสมสูงต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้เสี่ยงเฉพาะเรื่องป่าเสียหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสะสมของควันในแอ่งภูเขา ความเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ และภาระของระบบเฝ้าระวังที่ต้องเดินตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงผ่อน

คืนที่ดอยผาโง้มสะท้อนความหมายของคำว่าตรึงกำลัง

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือดอยผาโง้ม ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และที่พักสงฆ์ จากรายงานทางการของจังหวัด ระบุว่าไฟป่าได้ลุกลามหนักในช่วงกลางดึกของวันที่ 27 มีนาคม ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าสนธิกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ ฝ่ายปกครองอำเภอเวียงป่าเป้า ตลอดจนเครือข่ายอาสาสมัครและราษฎรในพื้นที่ เข้าสกัดไฟอย่างเร่งด่วนท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันและป่าลึก

สิ่งที่เกิดขึ้นบนดอยผาโง้มในคืนนั้นจึงไม่ใช่เพียงภารกิจดับไฟตามปกติ แต่เป็นการต่อสู้กับไฟในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก มืด และมีความเสี่ยงสูงต่อการลุกลามเข้าเขตศาสนสถาน รายงานจังหวัดยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าทำแนวกันไฟและใช้น้ำสกัดกั้นเปลวเพลิงไม่ให้ลามเข้าเขตที่พักสงฆ์ตุสิตาผาโง้ม ก่อนที่ในเช้าวันที่ 28 มีนาคม นายอำเภอเวียงป่าเป้าจะลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมนำโดรนขึ้นบินสำรวจเพื่อหาจุดปะทุซ้ำ และจัดชุดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม

ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังระบุเพิ่มเติมว่า ในแนวพื้นที่เดียวกันมีเหตุไฟป่ารวม 4 จุด เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวม 21 นายเข้าปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 27 มีนาคม จึงสามารถควบคุมและดับไฟได้ โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นของป่าดิบแล้งไว้ราว 95 ไร่ รายละเอียดชุดนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละจุดความร้อนในรายงาน ไม่ได้หมายถึงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่เท่านั้น แต่หมายถึงพื้นที่ป่าจริง ภารกิจจริง และความเสียหายจริงที่ต้องใช้ทั้งแรงกาย เวลา และความเสี่ยงของคนจำนวนมากในการควบคุม

คำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่ภาษาทางการ แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดมองสถานการณ์นี้อย่างไร

ในคำสั่งล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำชัดว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติพิจารณาปิดป่าชั่วคราว และขอให้ทุกฝ่ายย้ำเตือนประชาชน “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเด็ดขาด” จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมระบุว่าผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด นอกจากนี้ จังหวัดยังเตรียมสนธิกำลังทหารจาก กอ.รมน. ร่วมกับหน่วยป่าไม้ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเวียงป่าเป้าในวันที่ 30 มีนาคม และจะประสานขอสนับสนุนฝนหลวงทันทีหากความชื้นในอากาศเพียงพอ

น้ำหนักของมาตรการนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเชิงรณรงค์ ไปสู่การควบคุมเชิงบังคับอย่างจริงจัง เพราะจุดความร้อนที่สะสมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับระดับฝุ่นที่เกินมาตรฐานหลายเท่าตัว ทำให้เชียงรายไม่สามารถรอให้สถานการณ์คลี่คลายเองตามธรรมชาติได้อีกต่อไป คำว่า “เด็ดขาด” ในคำสั่งจังหวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเข้มข้นสำหรับการสื่อสาร แต่เป็นภาษาของการบริหารสถานการณ์ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากไฟในพื้นที่และควันจากภายนอกจังหวัดพร้อมกัน

ฝุ่นพิษไม่ได้กระทบเท่ากันทุกพื้นที่ แต่ทุกพื้นที่หนีผลกระทบไม่พ้น

สิ่งที่ข้อมูลทางการชี้ให้เห็นชัดมากคือ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบเท่ากันทั้งจังหวัด บางอำเภอมีค่าฝุ่นรุนแรงกว่าพื้นที่อื่นมาก โดยเฉพาะแม่สายและเชียงของที่ตัวเลขเช้าวันที่ 28 มีนาคมสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 94.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สูงกว่ามาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศอย่างชัดเจน และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วอย่างเป็นทางการ

อีกด้านหนึ่ง GISTDA รายงานในเช้าวันเดียวกันว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูงและสูงมากถึง 33 จังหวัด ขณะที่ข้อมูลจุดความร้อนย้อนหลังหนึ่งวันชี้ว่า ประเทศไทยยังพบจุดความร้อน 2,302 จุด โดยส่วนใหญ่อยู่ในป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาพบมากถึง 8,804 จุด และลาว 4,189 จุด

ตัวเลขชุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตฝุ่นของเชียงรายไม่ได้มีต้นตอเฉพาะจากไฟภายในจังหวัด แต่เชื่อมโยงกับแรงกดดันระดับภูมิภาคด้วย เมื่อควันจากพื้นที่ภายนอกประเทศและภายนอกจังหวัดยังสะสมอยู่ในปริมาณสูง การดับไฟในจุดหนึ่งจึงเป็นเพียงการลดแรงกระแทกเฉพาะหน้า ไม่ใช่การปิดปัญหาทั้งหมด

ระบบสาธารณสุขจึงถูกยกขึ้นสู่แนวหน้าพร้อมกับแนวกันไฟ

ขณะที่หน่วยป่าไม้และฝ่ายปกครองต้องเร่งดับไฟ หน่วยงานสาธารณสุขก็ถูกยกขึ้นมาอยู่แนวหน้าของการรับมือไม่แพ้กัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ PHEOC กรณีหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมกำชับมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการจัดห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยให้เพียงพอ การลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และการดูแลกลุ่มโรคทางเดินหายใจ เช่น COPD และโรคหืดในรายที่มีอาการรุนแรง รวมถึงเปิด PHEOC ระดับอำเภอทุกแห่งเพื่อรายงานและเฝ้าระวังต่อเนื่อง

สาระสำคัญของมาตรการสาธารณสุขรอบนี้อยู่ที่การไม่รอให้ผู้ป่วยเดินมาหาโรงพยาบาลเอง แต่พยายามส่งระบบไปหากลุ่มเสี่ยงก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคเรื้อรังเดิม เพราะในสถานการณ์ที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง การสัมผัสมลพิษไม่กี่ชั่วโมงอาจไม่เท่ากันสำหรับทุกคน คนทั่วไปอาจรู้สึกแสบตาและระคายคอ แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ความเสี่ยงอาจหมายถึงอาการกำเริบ หายใจลำบาก หรือการต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินได้ทันที

คำแนะนำการป้องกันตนเองไม่ได้เป็นเรื่องซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำจริงทุกวัน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 แนะนำอย่างชัดเจนว่า ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ประชาชนทั่วไปควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 และลดระยะเวลาการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ขณะที่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษ เตรียมยาและอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม และรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลที่คุณแนบมา ซึ่งเสนอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ และระบบจุดความร้อนของ GISTDA ขณะเดียวกัน เครื่องมืออย่าง Windy.com หรือแอปตรวจอากาศอื่น ๆ อาจใช้เป็นตัวช่วยประกอบการวางแผนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพและการแจ้งเตือนภัย รายงานทางการของ Air4Thai และหน่วยงานรัฐยังคงเป็นฐานข้อมูลที่ควรยึดเป็นหลักที่สุด

แม่ฟ้าหลวงสะท้อนอีกด้านของวิกฤต เมื่อไฟไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนบนแผนที่

หากเวียงป่าเป้าคือจุดหนักในด้านไฟป่าภายในจังหวัด แม่ฟ้าหลวงก็คือพื้นที่ที่ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายกำลังเผชิญแรงกดดันจากไฟข้ามแดนด้วย รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวงยังตึงเครียด หลังพบจุดความร้อนรวม 16 จุดในพื้นที่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันเช้ามืดวันที่ 27 มีนาคมยังตรวจพบจุดความร้อนใหม่อีก 4 จุดในพื้นที่บ้านอาแหละ และเวลา 08.00 น. มีรายงานว่าไฟได้ลุกลามจากฝั่งเมียนมาเข้ามาถึงบริเวณบ้านม้งเก้าหลัง ต.เทอดไทย ซึ่งเป็นพื้นที่เข้าถึงยากและมีสภาพภูมิประเทศสูงชัน

นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จึงสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส. ปภ. อบต.แม่สลองนอก อบต.เทอดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดอาสาดับไฟป่าทุกหมู่บ้านระดมกำลังพร้อมรถน้ำและกำลังพลตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าไม่อาจประมาท เพราะเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกถึงรั้วบ้านประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการตีความสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่สามารถคิดเฉพาะกรอบจังหวัดได้ทั้งหมด เมื่อควันและไฟบางส่วนขยับข้ามแนวเขตประเทศ การตอบสนองของท้องถิ่นไทยจึงทำได้ดีที่สุดเพียงในระดับป้องกันความเสียหายและลดการลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและทรัพยากรของไทยเท่านั้น

พื้นที่อื่นในเชียงรายกำลังขยับตัวพร้อมกัน แม้ไม่ได้อยู่หน้าสื่อมากเท่าเวียงป่าเป้าหรือแม่ฟ้าหลวง

แม้พื้นที่อย่างเวียงป่าเป้าและแม่ฟ้าหลวงจะถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังสะท้อนว่าอีกหลายอำเภอในเชียงรายกำลังขยับตัวอย่างจริงจังเช่นกัน ที่อำเภอเชียงของ มีการระดมผู้นำชุมชน ชุด ชรบ. และอาสาสมัครในตำบลครึ่งและตำบลห้วยซ้อลงพื้นที่ลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในเขตป่าชุมชนบ้านศรีลานนาและบ้านแก่นเหนือ ขณะที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้ารายงานการเข้าควบคุมจุดความร้อน 4 จุดในบ้านศรีลานนา โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากอุทยาน สถานีควบคุมไฟป่า ฝ่ายปกครอง และเทศบาลตำบลครึ่งรวม 22 นาย

ในอำเภอป่าแดด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืม สถานีควบคุมไฟป่าแม่ปืม และอาสาสมัครในพื้นที่สนธิกำลังเข้าควบคุมไฟป่าหลังรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ที่บริเวณบ้านโรงช้างเหนือ โดยมีกำลังพลรวม 39 นาย และประเมินความเสียหายของพื้นที่ป่าเต็งรังราว 72 ไร่ ส่วนอำเภอเชียงแสน เวียงชัย และพื้นที่ป่าชุมชนอื่น ๆ ก็มีการทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และกำจัดเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลที่ถูกรวบรวมในวันเดียวกัน

สิ่งที่เรื่องเหล่านี้บอกอย่างชัดเจน คือจังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่มีพื้นที่ใดสามารถวางใจได้เต็มที่ แม้บางอำเภอจะไม่อยู่ในอันดับสูงสุดของค่าฝุ่นหรือจำนวนจุดความร้อน แต่ทุกอำเภอต้องขยับมาตรการป้องกันของตัวเองล่วงหน้า เพราะการปล่อยให้ไฟเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นภาระใหญ่ของทั้งจังหวัดในวันถัดไปได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นแนวกันไฟอีกชั้นหนึ่งของคนท้องถิ่น

อีกสิ่งที่เห็นเด่นชัดจากทั้งข้อมูลทางการและข้อมูลที่คุณแนบมา คือบทบาทของเทคโนโลยีในการรับมือภัยฝุ่นและไฟป่าที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดรนถูกนำมาใช้ในภารกิจสำรวจมุมสูงบริเวณดอยผาโง้มเพื่อประเมินความเสียหายและหาจุดปะทุซ้ำ ขณะที่ระบบดาวเทียมอย่าง Suomi NPP และ VIIRS ถูกใช้เป็นฐานตรวจจับจุดความร้อนระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงข้อมูลไปถึง GISTDA และหน่วยงานในพื้นที่

ในระดับประชาชน เทคโนโลยีอีกชุดหนึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน เมื่อแอปและเว็บไซต์อย่าง Air4Thai และระบบของ GISTDA ทำให้คนธรรมดาสามารถเช็กคุณภาพอากาศและแนวโน้มจุดความร้อนได้ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจออกจากบ้าน ไปโรงเรียน ทำงาน หรือเดินทางไกล สิ่งนี้อาจดูเล็ก แต่ในช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงและข้อมูลเปลี่ยนเร็ว การมีข้อมูลเรียลไทม์ที่เชื่อถือได้ คือแนวป้องกันชั้นแรกของประชาชนก่อนที่ระบบรัฐจะไปถึงตัวเขา

ปลายทางของมาตรการครั้งนี้ไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของคนทั้งจังหวัด

ในคำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มีประโยคหนึ่งที่สะท้อนแกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสียสละของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหมู่บ้านและชุมชน ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าดับไฟทั้งกลางคืนและกลางวันโดยไม่มีวันหยุด เพื่อปกป้องผืนป่าและสร้างอากาศสะอาดไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของคนเชียงราย

ประโยคนี้มีนัยเกินกว่าการขอบคุณกำลังพล เพราะมันสะท้อนว่าปัญหาไฟป่าและฝุ่นในปี 2569 ของเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในเชิงนามธรรม แต่คือการปกป้องสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของประชาชน นั่นคืออากาศที่ต้องหายใจในทุกวัน การคุมเข้มห้ามเผา การตรึงกำลังลาดตระเวน การเปิดห้องปลอดฝุ่น การใช้โดรน การระดมอาสาสมัคร และการเตรียมฝนหลวง จึงเป็นเส้นทางเดียวกันทั้งหมดที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียว คือการรักษาลมหายใจของจังหวัดไว้ให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่สถานการณ์เปราะบางที่สุด

ทางออกระยะยาวยังต้องไปไกลกว่าคำสั่งรายวัน

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกเกินกว่าคำสั่งประจำวัน วิกฤตครั้งนี้ยังทิ้งคำถามใหญ่ต่อเชียงรายและภาคเหนือทั้งหมดว่า จังหวัดจะลดการพึ่งพาการตอบสนองแบบรายวันได้อย่างไรในระยะยาว เพราะแม้การดับไฟครั้งนี้จะสะท้อนประสิทธิภาพและความเสียสละของทุกฝ่าย แต่ตัวเลขจุดความร้อนระดับประเทศและระดับภูมิภาคยังชี้ว่าแรงกดดันจะไม่จบง่าย ขณะที่พื้นที่ชายแดนและภูเขาสูงยังทำให้การป้องกันและควบคุมเหตุทำได้ยากกว่าพื้นที่ราบมาก

ดังนั้น บทสรุปที่สำคัญของวันที่ 28 มีนาคม 2569 อาจไม่ใช่เพียงว่าไฟที่ผาโง้มเริ่มคลี่คลายแล้ว หรือว่าจังหวัดประกาศห้ามเผาเด็ดขาดแล้วเท่านั้น แต่คือการที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของอำเภอใดอำเภอหนึ่ง และไม่ใช่ภาระของเจ้าหน้าที่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หากเป็นวิกฤตร่วมที่เชื่อมไฟในป่า ควันในอากาศ คนไข้ในบ้าน ระบบเตือนภัย เทคโนโลยีติดตาม และวินัยทางสังคมเข้าด้วยกันทั้งจังหวัด

เมื่อถึงจุดนั้น การดับไฟให้ทันในคืนนี้ยังสำคัญเสมอ แต่การทำให้ปีต่อไปมีไฟน้อยลงและคนป่วยน้อยลง อาจเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า และเป็นโจทย์ที่เชียงรายต้องเริ่มตอบตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ฤดูหมอกควันรอบใหม่จะกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • GISTDA รายงานจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อวัดและราชการผนึกกำลังสู้ภัยฝุ่น! ยอดผ้าป่า 359,999 บาท หนุนภารกิจดับไฟป่าและมุ้งสู้ฝุ่นเชียงราย

พลังศรัทธาโมเดลบวรระดมทุนสู้ไฟป่าและฝุ่นพิษ เชียงรายทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้ง ยอด 359,999 บาท หนุนภารกิจเฝ้าระวังช่วงห้ามเผา 86 วัน

เชียงราย,2 มีนาคม 2569 — ช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปีมักเป็นจังหวะที่เชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อนทั้งจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยปี 2569 จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาเด็ดขาดต่อเนื่อง 86 วัน ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม เพื่อยกระดับการควบคุมต้นตอฝุ่นจากการเผาในที่โล่งและป่าต้นน้ำ

ท่ามกลางภารกิจที่ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายจึงหยิบพลังของชุมชนกลับมาเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการทอดผ้าป่าระดมทุนภายใต้แนวคิดบวร ซึ่งสะท้อนความร่วมมือของบ้าน วัด และราชการ เพื่อเสริมกำลังให้หน่วยปฏิบัติการภาคสนามและดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตหมอกควัน

พิธีทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้งกับเป้าหมายที่จับต้องได้

พิธีทำบุญทอดผ้าป่าจัดขึ้น ณ อุโบสถ วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระไพศาลประชาทร วิ. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายและเจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม

ยอดผ้าป่ารวม 359,999 บาท ถูกระบุให้ใช้สนับสนุนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ โดยเน้นการสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการดับไฟป่าระดับอำเภอ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพให้ประชาชน และการเสริมความพร้อมพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้วัดจากจำนวนจุดความร้อนอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญที่ถูกหยิบยกในหลายพื้นที่ของภาคเหนือคือ ต่อให้จำนวนจุดความร้อนลดลง แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากไฟลุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่เข้าถึงยาก เพราะต้องใช้กำลังคนมากกว่า ใช้เวลาควบคุมไฟนานกว่า และมีโอกาสกระทบต่อแหล่งต้นน้ำสูงกว่า

ขณะเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 มีพลวัตตามภูมิประเทศและลมในหุบเขา เมื่อลมอ่อนหรือเกิดการกักอากาศ ฝุ่นสามารถสะสมจนเกินค่ามาตรฐานและกระทบต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้งได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้สะท้อนผ่านข้อมูลรายงานด้านสุขภาพในพื้นที่ซึ่งระบุระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่เคยขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด โดยมีการจัดบริการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และนวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นเป็นมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน

เงิน 359,999 บาทเปลี่ยนเป็นกำลังหน้างานได้อย่างไร

การระดมทุนในรูปแบบผ้าป่ามีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเงินก้อนเดียวสามารถแปลงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของคนจำนวนมากในระยะเวลาสั้น โดยเมื่อเทียบกับราคาขายปลีกของหน้ากากมาตรฐาน N95 ที่พบได้ในตลาด เช่น แพ็ก 20 ชิ้นราคาราว 640 บาท หรือเฉลี่ยราว 32 บาทต่อชิ้น การใช้งบ 359,999 บาทในกรอบนี้สามารถจัดหาได้ประมาณ 11,000 ชิ้นขึ้นไป ทั้งนี้จำนวนจริงขึ้นอยู่กับการจัดซื้อแบบเหมารวมและราคากลางของหน่วยงาน

ในอีกด้าน มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางในบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ มักใช้เครื่องมือที่เน้นลดการสัมผัสฝุ่นในพื้นที่พักอาศัย หนึ่งในนั้นคือมุ้งสู้ฝุ่น ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าเป็นนวัตกรรมทำได้ในงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด หากคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่ 1,500 ถึง 2,000 บาท เงินก้อนนี้อาจสนับสนุนได้ประมาณ 180 ถึง 240 หลังคาเรือน โดยเน้นกระจายสู่ครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง

ส่วนอุปกรณ์ดับไฟป่าและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยของอาสาสมัคร เช่น ถุงมือกันความร้อน ไฟฉายคาดหัว อุปกรณ์ตบไฟ ชุดป้องกันขั้นพื้นฐาน หากออกแบบเป็นแพ็กสนับสนุนต่อหนึ่งชุดลาดตระเวน เงินผ้าป่าจะช่วยเพิ่มความพร้อมของทีมปฏิบัติการและเป็นขวัญกำลังใจต่อคนที่ต้องอยู่แนวหน้าในช่วงห้ามเผาที่ยาวนาน

ช่วงห้ามเผา 86 วันกับโจทย์ที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ช่วงเวลาห้ามเผา 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม ถูกออกแบบให้ครอบคลุมระยะเสี่ยงสูงของฤดูแล้งภาคเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่ไฟลุกลามง่ายและการควบคุมทำได้ยากกว่าในฤดูอื่น ภารกิจของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายอาสาในทางปฏิบัติไม่ใช่แค่การดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องรวมถึงการลาดตระเวนป้องกัน การสื่อสารทำความเข้าใจในชุมชน การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการแจ้งเตือนเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณควันหรือการเผาในที่โล่ง

นี่คือเหตุผลที่การระดมทุนผ่านวัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจของชุมชน ถูกมองว่าเป็นการเติมทุนทางสังคมให้มาตรการภาครัฐเดินได้จริง เพราะในหลายกรณี การยับยั้งไฟป่าในระยะเริ่มต้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการแจ้งเหตุและความร่วมมือของคนในพื้นที่มากพอ ๆ กับทรัพยากรของรัฐ

มิติสุขภาพที่ต้องเดินคู่กับงานป้องกันไฟป่า

แม้มาตรการห้ามเผามุ่งลดต้นตอ แต่ภารกิจด้านสุขภาพต้องทำควบคู่ เพราะประชาชนยังอาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นคงค้าง การพัดพามวลอากาศข้ามพื้นที่ และฝุ่นจากกิจกรรมอื่น ๆ ในฤดูแล้ง

องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอากาศสะอาดเป็นพื้นฐานของสุขภาพ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีหลังยืนยันผลกระทบของมลพิษอากาศต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และมะเร็ง เมื่อวางอยู่บนบริบทของเชียงรายที่มีพื้นที่ป่าและเขตชุมชนปะปนกัน การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและพื้นที่ปลอดฝุ่นจึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเฉียบพลันให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

บวรในฐานะระบบร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว

ภาพของพิธีทอดผ้าป่าในปี 2569 จึงมีนัยมากกว่าการทำบุญตามประเพณี แต่สะท้อนการระดมทรัพยากรเพื่อภารกิจสาธารณะ และการประกาศบทบาทร่วมรับผิดชอบของทุกภาคส่วน

บ้านในฐานะผู้เฝ้าระวังและผู้ปฏิบัติตามมาตรการไม่เผา วัดในฐานะศูนย์รวมศรัทธาและพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วม ราชการในฐานะผู้วางระบบปฏิบัติการและจัดการเหตุฉุกเฉิน หากสามส่วนนี้เชื่อมกันได้จริง เงินผ้าป่าจะไม่ใช่เพียงงบประมาณเสริม แต่จะกลายเป็นแรงหนุนให้มาตรการห้ามเผาและการป้องกันไฟป่าเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงฤดูห้ามเผา

แนวทางปฏิบัติที่ถูกย้ำเสมอในช่วงฤดูเสี่ยงคือการลดโอกาสเกิดไฟตั้งแต่ต้นทาง และลดการสัมผัสฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

  • งดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและขยะในที่โล่ง โดยเฉพาะช่วงห้ามเผาต่อเนื่อง 86 วัน
  • หากพบควันหรือไฟในพื้นที่ป่า รีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที เพื่อให้ควบคุมไฟในระยะเริ่มต้น
  • กลุ่มเปราะบางควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • ครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ สามารถพิจารณาการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือใช้นวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าสามารถทำได้ด้วยงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน
  • ยอดระดมทุนทอดผ้าป่าสู้ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่วัดห้วยปลากั้ง 359,999 บาท
  • ข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่เคยรายงานระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด พร้อมมาตรการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น
  • องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับใหม่เมื่อ 22 กันยายน 2021 และย้ำว่ามลพิษอากาศเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

มหากาพย์ 24 ชม.! ‘อาร์ม วิญญู’ ระดมพลช่วยหมู 1,150 ตัว พ้นวิกฤตน้ำท่วมเทิง

ภารกิจ 24 ชั่วโมงไม่หยุด: ทีมกู้ภัยเชียงรายช่วยหมู 1,150 ตัว หนีน้ำท่วมฉับพลัน

เชียงราย,ในช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เมื่อธรรมชาติทดสอบความมุ่งมั่นของมนุษย์ เสียงเรือยนต์ดังก้องไปทั่วพื้นที่น้ำท่วมบ้านห้วยไคร้ หมู่ 6 อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่เสียงของการขนส่งสินค้าตามปกติ แต่เป็นเสียงของภารกิจกู้ภัยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือหมูกว่า 1,150 ตัวให้รอดพ้นจากน้ำท่วมฉับพลันครั้งรุนแรง

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของการช่วยเหลือสัตว์ แต่เป็นบทพิสูจน์ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่รัฐและอาสาสมัครที่ไม่ยอมถอย แม้เมื่อความเหนื่อยล้าจะถึงขีดสุด และความมืดจะปกคลุมพื้นที่

เมื่อพายุ “วิภา” นำมาซึ่งวิกฤต

สถานการณ์เริ่มต้นจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ที่ก่อให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย น้ำป่าล้นไหลหลากเข้าชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเขตบ้านห้วยไคร้ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหมูและไก่สำคัญของจังหวัด

นายกนก หรือ อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจากบ้านห้วยไคร้ตั้งแต่ช่วงกลางดึก ไม่ว่าจะทางโซเชียลหรือคนแจ้งมาโดยตรงพบว่ามีฟาร์มหมูและฟาร์มไก่จำนวนมากตกค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะหมูมากกว่า 1,000 ตัว และไก่อีกหลายร้อยตัวที่ต้องอพยพด่วน

“เมื่อวานตอนช่วงเช้าเลย ที่มีโพสต์กันในเฟซบุ๊ก จากของท่านนายกฯ ด้วย และหลายคนได้แชร์มา แล้วก็ขอให้ทางหน่วยงานที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือ พวกเรือต่างๆ เข้าไปช่วย” เลขาอาร์ม หรือ วิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของภารกิจ

การระดมกำลังและความท้าทายแรก

เมื่อทีมจาก อบจ.เชียงราย นำโดยนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก พร้อมด้วยพันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และบุคลากรกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย เดินทางถึงพื้นที่ในช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม

สิ่งที่พบคือภาพที่น่าตกใจ ฟาร์มหมูที่ให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงหมู กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมสูงถึงเอวและอก หมูกว่า 1,150 ตัวติดอยู่ในสภาวะวิกฤต ต้องใช้เรือเข้าไปช่วยเหลือ

“พอไปถึงประมาณสัก 10 โมง 11 โมง ช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีเรือของชาวบ้านเป็นเรือลำเล็กประมาณสัก 2 ถึงสามลำ ที่ขนได้ครั้งละ 2 ถึง 3 ตัวไม่เกิน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมีหนึ่งลำที่ขนได้ประมาณ 10 ตัวอีกหนึ่งลำ” นายวิญญู อธิบายถึงสถานการณ์ในช่วงแรก

ความยากลำบากในการดำเนินภารกิจ

ความท้าทายหลักของภารกิจนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนหมูเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพพื้นที่ที่ต้องใช้เรือเดินทางระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร จากฟาร์มมาถึงถนนลาดยางของหมู่บ้าน ใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 10-15 นาที ในช่วงกลางวัน

“ช่วงแรกหมูยังมีแรงอยู่ มันดิ้น เราต้องจับใส่กรงก่อน ใช้เวลาเป็นหลายนาที เป็นเกือบชั่วโมงบางครั้ง การลำเลียงแต่ละรอบใช้เวลานานมาก ตั้งแต่เที่ยงมาจนถึง 5-6 โมงเย็น ขนได้แค่ 200-300 ตัวเอง ในช่วงแรก” วิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย เผยถึงอุปสรรคในช่วงต้น

สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อมีทีมกู้ภัยจากหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ รวมเกือบ 20 ทีม จำนวนคนรวมกว่า 100 คน แต่พื้นที่ที่จำกัดและการขาดการประสานงานที่ลงตัว ทำให้การทำงานในช่วงแรกค่อนข้างช้า

เลขาอาร์ม หรือ วิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย

จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อความมืดเข้าปกคลุม

เมื่อเวลาผ่านไปถึงหลัง 18.00 น. ความมืดเริ่มปกคลุมพื้นที่ การทำงานกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น ต้องมีการวางระบบไฟส่องสว่างและให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย หลายทีมเริ่มถอนตัวออกไป

“หลังจาก 4 ทุ่ม ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเหลือแค่ 5 ทีม ตอนนั้นจะมีอบจ. ตำรวจ และกู้ภัยอีกสัก 2-3 ทีมที่ยังเหลืออยู่” นายวิญญู เล่าถึงช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

แต่นี่กลับเป็นจุดที่การทำงานเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหมูเริ่มอ่อนแรง ไม่ดิ้นมากเหมือนเดิม ทำให้สามารถจับโยนลงเรือได้เลย โดยไม่ต้องใส่กรง การวางแผนและการประสานงานดีขึ้น

ช่วงวิกฤตสุดท้ายการตัดสินใจที่ยากลำบาก

เมื่อเวลาผ่านไปถึงเที่ยงคืน หมูที่เหลืออยู่ในพื้นที่ประมาณ 200-300 ตัว ทีมกู้ภัยส่วนใหญ่ขอถอนตัวเนื่องจากความเหนื่อยล้า เหลือเพียง 2 ทีมคือ อบจ.เชียงราย และตำรวจ

“เราคุยกันว่า ตอนแรกก็อยากถอนแต่เห็นหมูแล้วมันไม่ไหว ตอนนั้นหมูเหลือประมาณ 200 กว่าตัว มันเหมือนจะไม่เยอะ เราช่วยมาแบบทั้งวัน แล้วเหลือแค่สองร้อยกว่าตัวเอง ถ้าปล่อยไว้ โอกาสตายมีสูงมาก เพราะน้ำมันขึ้นเรื่อยเรื่อย แล้วหมูมันอ่อนแรงแล้ว” นายวิญญู เล่าถึงการตัดสินใจสำคัญ

วีรกรรมในยามคืนการยืนหยัดจนท้ายที่สุด

หลังจากเที่ยงคืน การทำงานดำเนินต่อไปด้วยเรือเพียง 3 ลำ คือ อบจ.เชียงราย 2 ลำ และตำรวจ 1 ลำ จำนวนคนลดลงเหลือเพียง 20 กว่าคน แต่ความมุ่งมั่นไม่ลดลง

เมื่อถึงตี 3 ทีมตำรวจแจ้งขอถอนตัวเนื่องจากไม่ไหว เหลือเพียงทีมจาก อบจ.เชียงราย 5 คน กับเรือ 2 ลำ รวมกับเจ้าหน้าที่ของฟาร์มที่ยังคงช่วยเหลืออยู่ประมาณ 15-20 คน

“เราก็เลยบอกว่า งั้นเราขอสู้ต่อไปจนจบ เพราะว่าถ้าปล่อยไว้น่าจะตายทั้งหมด ตอนนั้นจำนวนหมูหลังตี 3 น่าจะเหลือประมาณ 150 ตัวบวกลบ” นายวิญญู เล่าถึงช่วงที่ท้าทายที่สุด

การเคลียร์ครั้งสุดท้ายเมื่อแสงอรุณส่องทาง

จากตี 3 กว่าจนถึงเกือบ 7 โมงเช้า ทีมที่หลงเหลือทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน หมูในฟาร์มถูกเคลียร์ออกไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภารกิจยังไม่จบ

“ประมาณ 7-8 โมงเช้า เราขับเรือวนดูรอบตัวอีกรอบ ก็เห็นหมูลอยคออยู่ตามกอไผ่ มีบางตัวอยู่นอกฟาร์ม เราต้องลงไปจับในน้ำเลย ลึกประมาณไม่ถึง 2 เมตร อันนั้นยากกว่าอยู่ในฟาร์มอีก เพราะต้องดึงขึ้นเรือเอง” นายวิญญู อธิบายถึงช่วงสุดท้าย

ภารกิจสิ้นสุดลงในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม หลังจากดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

ผลลัพธ์และบทเรียน

จากหมูทั้งหมด 1,150 กว่าตัว อัตราการสูญเสียอยู่ที่ไม่เกิน 5% หรือประมาณ 4-5% ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจ ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้

นายวิญญู มองว่า บทเรียนสำคัญคือ การเตรียมความพร้อมที่ธรรมชาติไม่มีกำหนดการตายตัว อยากจะก่อตัวขึ้นเมื่อไร มีรูปแบบอย่างไรเราไม่สามารถรับรู้นอกจากต้องพร้อมรับเท่านั้น”

สำหรับด้านการปฏิบัติงาน ปัญหาหลักอยู่ที่การจำกัดของพื้นที่ การสัญจรที่ยาก และการขาดศูนย์ปฏิบัติการที่ชัดเจน แต่ทุกหน่วยงานสามารถประสานงานและช่วยเหลือกันได้เป็นอย่างดี “สิ่งสำคัญคือการที่ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ ไม่ถอดใจยังทำภารกิจต่อเนื่องจนกว่าจะช่วยเสร็จทั้งหมด มันทำให้ทีมที่อยู่ก็พร้อมที่จะทำต่อ มันเหมือนมีคนไม่ทิ้งแล้วเราจะทิ้งไปได้ยังไง” นายวิญญูพูดทิ้งท้าย

หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ

ความหมายเชิงลึกของภารกิจ

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลายมิติที่สำคัญ:

ด้านการจัดการภัยพิบัติ: แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งต้องการการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายฝ่าย และการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ด้านจิตวิญญาณมนุษย์: การที่เจ้าหน้าที่ยินดีทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดหย่อน แม้ในสภาวะที่เหนื่อยล้าและท่ามกลางความมืด แสดงถึงจิตสำนึกในการรับใช้สังคมที่แท้จริง

ด้านเศรษฐกิจ: การช่วยเหลือสัตว์เศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสัตว์ แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและห่วงโซ่อุปทานอาหาร

ด้านการสื่อสาร: การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือและประสานงาน แสดงให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

ความต่อเนื่องและการเตรียมรับมือในอนาคต

อบจ.เชียงราย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการอพยพ การจัดหาสิ่งของยังชีพ และการฟื้นฟูในระยะต่อไป

ภารกิจครั้งนี้จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต และเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อความมุ่งมั่นและการทำงานเป็นทีมมาบรรจบกัน ไม่มีภารกิจใดที่เป็นไปไม่ได้

การดำเนินการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต ที่ทุกความช่วยเหลือจำเป็นต้องดำเนินอย่างรวดเร็วและทั่วถึง นี่คือเรื่องราวของวีรกรรมเงียบๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดและน้ำท่วม เพื่อความหวังที่จะเห็น 1,150 ชีวิตได้กลับไปสู่ความปลอดภัย

หน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย,กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย,สถานีตำรวจในพื้นที่อำเภอเทิง,หน่วยกู้ภัยจากหลายองค์กร,อาสาสมัครและชาวบ้านในพื้นที่,สมาคมกู้ชีพกู้ภัยเทิงการกุศล-หน่วยกู้ภัยเทิง,กู้ภัยบุญช่วย,กู้ภัยเทิง,กู้ภัยศิริกรณ์,กู้ภัยปิยะมิตรแม่สาย,กู้ภัยสิงห์,ตำรวจน้ำ,ตำรวจตระเวนชายแดน,กู้ภัยแสงธรรมเทิง,กู้ภัยแสงธรรมขุนตาล,กู้ภัยเจริญเมือง,กู้ภัยแสงแก้ว,กองร้อยทหารพราน,อส.เทิง,ศ.เขต 15

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์พิเศษ นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย
  • รายงานการปฏิบัติงาน กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • ข้อมูลจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในพื้นที่
  • รายงานสถานการณ์น้ำท่วม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รฟท. หยุดสร้างรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รับมือพายุ “วิภา” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

พายุ “วิภา” ถล่มเหนือ! รฟท. สั่งหยุดงานโครงการรถไฟเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ชั่วคราว “ผู้ว่าฯ วีริศ” ย้ำ “ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก”

เชียงราย, 24 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์ภัยพิบัติจากพายุ “วิภา” โครงการรถไฟสายยุทธศาสตร์ต้องหยุดชะงัก พายุโซนร้อน “วิภา” ที่สร้างผลกระทบหนักต่อหลายจังหวัดในภาคเหนือในสัปดาห์นี้ มิได้ส่งผลกระทบเพียงประชาชนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสะเทือนต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศอย่างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-จีน-ลาว

ภายใต้สถานการณ์ฝนตกหนักและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟฯ ได้ประกาศสั่ง “หยุดหรือชะลอการดำเนินงานชั่วคราว” ในบางช่วงของโครงการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงาน วิศวกร และโครงสร้างต่างๆ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งครอบคลุมงานสำคัญ อาทิ การยกชิ้นส่วนโครงสร้าง (Girder), การติดตั้งนั่งร้านในที่สูง, และงานระบบไฟฟ้าต่างๆ

มาตรการเข้มงวด! เฝ้าระวัง 24 ชม. ป้องกันอุบัติเหตุและช่วยเหลือประชาชน

นอกจากคำสั่งหยุดงานแล้ว รฟท. ยังจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่างๆ ในโครงการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์และแผนตอบโต้เหตุฉุกเฉิน เพื่อเข้าแก้ไขทันทีหากเกิดสถานการณ์คับขัน นอกจากนี้ยังมอบหมายให้มีเจ้าหน้าที่คอยประสานงานและให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่โครงการและชุมชนโดยรอบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ธรรมชาติครั้งนี้ “น้อยที่สุด”

ผู้ว่าการรถไฟฯ ยังเน้นย้ำว่า รฟท. มีการประเมินสถานการณ์พายุและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดโดยอาศัยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อวางแผนการทำงานและปรับแผนก่อสร้างแบบวันต่อวัน หากสภาพอากาศเอื้ออำนวยจะสามารถ “กลับเข้าสู่ภาวะปกติ” และเดินหน้าก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว

ความปลอดภัยต้องมาก่อนทุกความก้าวหน้า”  โมเดลบริหารจัดการในยุคภัยธรรมชาติรุนแรง

การตัดสินใจของ รฟท. ในครั้งนี้สะท้อนปรัชญา “ความปลอดภัยต้องมาก่อนความก้าวหน้า” อย่างแท้จริง แม้จะส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์ของโครงการ ซึ่งมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในอนาคต แต่การยึดมั่นในมาตรการป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงในสถานการณ์วิกฤตถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศผันผวนรุนแรงบ่อยครั้ง โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างต้องปรับแผน “บริหารความเสี่ยงเชิงรุก” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น รฟท. ที่สั่งหยุดงานทันทีในงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การยกโครงสร้างหนักและงานบนที่สูง เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของบุคลากร รวมถึงปกป้องโครงสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้างไม่ให้ได้รับความเสียหายรุนแรง

นอกจากนี้ รฟท. ยังนำข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยามาใช้ในการตัดสินใจและวางแผนงานอย่างเป็นระบบ (Data-driven Decision Making) เพื่อให้แต่ละช่วงของโครงการมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที

ผลกระทบและความท้าทาย การชะลอโครงการและโอกาสสู่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

แม้มาตรการหยุดงานชั่วคราวจะทำให้เกิดความล่าช้าต่อแผนการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโครงการขนาดใหญ่ของไทยในยุคสภาพภูมิอากาศรุนแรง การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบจะเป็น “ต้นแบบใหม่” ให้กับโครงการเมกะโปรเจกต์ในอนาคต

ประเด็นวิเคราะห์สำคัญ

  • การสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าและความปลอดภัย: การตัดสินใจหยุดงานในจุดเสี่ยงโดยไม่คำนึงถึงกำหนดเวลาที่ต้องเร่งรัด แสดงให้เห็นถึงการให้คุณค่ากับชีวิตและสุขภาพคนงานมากกว่าตัวเลขเป้าหมาย
  • การบูรณาการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ: ใช้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและเครือข่ายเตือนภัยมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติงานประจำวัน
  • ความรับผิดชอบต่อชุมชน: การเตรียมแผนช่วยเหลือประชาชนรอบพื้นที่โครงการ สะท้อนจริยธรรมองค์กรและความโปร่งใสในการบริหาร

ความท้าทายที่ยังต้องจับตา

  • ผลกระทบต่อไทม์ไลน์: โครงการจะต้องเร่งฟื้นฟูการทำงานเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อให้กระทบกับกำหนดการน้อยที่สุด
  • ความยืดหยุ่นและแผนสำรอง: ในอนาคต การปรับปรุงระบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นสูง และมีแผนสำรองที่ชัดเจน จะเป็นสิ่งจำเป็นต่อโครงการขนาดใหญ่

มาตรการรับมือภัยธรรมชาติของ รฟท. ในสถานการณ์พายุ “วิภา” ครั้งนี้ คือบทพิสูจน์สำคัญของ “ภาวะผู้นำเชิงรุก” ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพชีวิตและความปลอดภัยของทุกฝ่ายอย่างสูงสุด แม้ต้องแลกมาด้วยเวลาที่ล่าช้าลงบ้าง แต่ถือเป็นแนวทางที่ทุกโครงการขนาดใหญ่ควรนำไปปรับใช้ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสำหรับประชาชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News