Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

พบจุดเผาป่า 5 จุด บุกรุกตัดไม้ทำลายป่าแม่สรวย

เจ้าหน้าที่ปกครอง-ป่าไม้ เชียงราย เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าแม่สรวย พบการบุกรุกและเผาป่าเพื่อทำการเกษตร

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2568 – เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับหน่วยป้องกันรักษาป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย บริเวณบ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 และบ้านจะหา หมู่ 11 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังได้รับแจ้งเหตุบุกรุกป่าและตัดไม้ทำลายป่าในหลายจุด

จากการตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบว่ามีการบุกรุกและตัดต้นไม้เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร จำนวน 3 จุด มีร่องรอยการโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่และการเผาพื้นที่ป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมทั้งเก็บรวบรวมไม้ของกลางเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่สรวย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และติดตามหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป

พบจุดความร้อน 5 จุด เผาป่าเตรียมพื้นที่เกษตร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เดินลาดตระเวนเพื่อตรวจสอบ จุดความร้อน (Hotspot) ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่ามีการเผาพื้นที่ป่าเพื่อเตรียมการเพาะปลูก จำนวน 5 จุด ซึ่งอยู่ในเขตติดต่อระหว่าง โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านห้วยหญ้าไซ และ ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย

เจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกพิกัดจุดเผาเพื่อนำไปตรวจสอบกับแผนที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จะมีการดำเนินคดีตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเผาป่าเพิ่มเติมในอนาคต

เจ้าหน้าที่ภาคสนามร่วมปฏิบัติการเข้มงวด

สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับมอบหมายจาก นายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ให้ นายจิตรกร คูสินไทย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้นำกำลังชุดปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วย:

  • สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.)
  • กำนันตำบลป่าแดด
  • รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ป่าแดด
  • เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.7 (ท้าวแก่นจันทร์)
  • เจ้าหน้าที่จาก สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย)
  • หัวหน้าโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านห้วยหญ้าไซ

โดยการปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาการบุกรุกและทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง

มาตรการเข้มงวดในการป้องกันการบุกรุกป่า

เจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการบุกรุกป่าอย่างเข้มงวด โดยใช้ เทคโนโลยีดาวเทียมและการตรวจจับจุดความร้อน ในการติดตามการเผาป่า พร้อมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขยายพื้นที่บุกรุกเพิ่มเติม

ในช่วงปีที่ผ่านมา อำเภอแม่สรวยเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาการบุกรุกและเผาป่า เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ทำการเกษตรเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และให้ความรู้แก่ชุมชนในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบของการบุกรุกป่าและเผาป่า เพื่อสร้างจิตสำนึกและลดปัญหาดังกล่าวในระยะยาว

ผลกระทบจากการบุกรุกป่าและเผาป่า

การบุกรุกป่าและเผาป่ามีผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศ

ผลกระทบที่สำคัญจากการบุกรุกป่าและเผาป่า ได้แก่:

  1. สูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
  2. ปัญหาภัยแล้งและการกัดเซาะดิน พื้นที่ที่ถูกบุกรุกจะสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมและภัยแล้งตามมา
  3. ฝุ่นละออง PM2.5 และมลพิษทางอากาศ การเผาป่าทำให้เกิดควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ
  4. ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายทำให้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว รวมถึงส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่เน้นความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่เตือนประชาชน หยุดเผาป่า หยุดทำลายทรัพยากร

จากสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ให้ช่วยกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการเผาป่า โดยเน้นย้ำว่า การบุกรุกป่าและเผาป่าเป็นความผิดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง หากพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ หน่วยป้องกันรักษาป่าในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมป่าไม้ โทร. 1362

ในระยะต่อไป เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนในการติดตามพื้นที่ที่มีการบุกรุกและเผาป่า เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

สรุป

  • เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พื้นที่ป่าแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พบการบุกรุกและเผาป่าเพื่อเตรียมการเกษตร จำนวน 3 จุด
  • ตรวจพบ จุดความร้อน 5 จุด ซึ่งเป็นการเผาป่าในพื้นที่ บ้านห้วยหญ้าไซ และบ้านจะหา
  • มีการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • เจ้าหน้าที่เรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือ หยุดเผาป่า หยุดบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

พยัคฆ์ไพรบุกตรวจ ‘จุดโหนสลิง’ กลางป่าสงวนแม่ลาว เตรียมเอาผิด

บุกรุกป่าสงวน! สร้างโหนสลิงเถื่อน อ.แม่สรวย

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2568 – เจ้าหน้าที่ป่าไม้ชุดพยัคฆ์ไพรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบกรณีมีการร้องเรียนเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างกิจการโหนสลิง (Zipline) หลังพบว่ามีการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตและอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายป่าไม้

หน่วยพยัคฆ์ไพรบุกตรวจพื้นที่ต้องสงสัย

สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า โดยส่วนปฏิบัติการพิเศษและหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำโดยนายชาญชัย กิจศักดาภาพ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ และหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีการก่อสร้างกิจการเกี่ยวกับการผจญภัยประเภทโหนสลิง (Zipline) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568  พบว่าโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตบ้านแสนเจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้ทำงานร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) และตำรวจภูธรแม่สรวย เพื่อตรวจสอบแนวเขตและความถูกต้องของการใช้พื้นที่

พบบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบสถานที่ เจ้าหน้าที่พบว่ามีการสร้างหอคอยสำหรับติดตั้งสายสลิงโหนข้ามหุบเขา ระยะทางประมาณ 650 เมตร โดยจุดเริ่มต้นตั้งอยู่บริเวณที่มีสิ่งปลูกสร้าง เช่น ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ และป้ายแสดงชื่อสถานที่ ซึ่งจากการวัดค่าพิกัดพบว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย คำนวณเนื้อที่ได้ 1 – 2 – 92 ไร่

เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ได้ตรวจสอบข้อมูลและยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในขอบเขตตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 และไม่ใช่พื้นที่ที่ได้รับการอนุญาตภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ของรัฐบาล จึงถือเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเป็นการใช้ที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขยายผลพบผู้เกี่ยวข้อง เตรียมดำเนินคดีทางกฎหมาย

การตรวจสอบยังพบว่ากิจการโหนสลิงนี้มีความเชื่อมโยงกับอดีตนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง ซึ่งรับว่าเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบโหนสลิงและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, มาตรา 31 และมาตรา 26/4 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, มาตรา 55 และมาตรา 72 ตรี

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมเครื่องเล่น พ.ศ. 2558 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เนื่องจากการติดตั้งโครงสร้างและสายสลิงของกิจการนี้ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรืออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นควรให้พนักงานสอบสวนดำเนินการพิจารณาในส่วนนี้เพิ่มเติม

แนวทางการดำเนินคดีและการจัดระเบียบพื้นที่

เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ประสานงานให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.7 (ท้าวแก่นจันทร์) รายงานไปยังสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของบุคคลที่มีรายชื่อในการสำรวจแปลงที่ดินและโครงการจัดที่ดินทำกิน (คทช.) ที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจการนี้

ในส่วนของแนวทางการดำเนินคดี ขณะนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สรวยได้รับเรื่องและอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามกฎหมายและไม่มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการหลีกเลี่ยงความรับผิด

การเตือนภัยและมาตรการป้องกันการบุกรุกป่า

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและป้องกันการบุกรุกป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการดูแลและอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและนักลงทุนที่ต้องการดำเนินกิจการใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากพบเห็นการบุกรุกป่าหรือการใช้พื้นที่โดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่หน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่ หรือแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมป่าไม้

สรุปสถานการณ์และข้อกังวลในพื้นที่

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติที่ยังคงเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ของประเทศ แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดก็ตาม การตรวจพบกิจการโหนสลิงที่ไม่ได้รับอนุญาตในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการละเมิดกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการจัดระเบียบพื้นที่ป่าไม้ของไทย ซึ่งภาครัฐต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะติดตามและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างในการป้องปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในอนาคต พร้อมทั้งเร่งรัดมาตรการจัดการที่ดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : พยัคฆ์ไพร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายลุยฉีดวัคซีน 7.8 ล้านโดส ป้องกันลัมปี สกิน สร้างความเชื่อมั่นปศุสัตว์

รมช.เกษตรฯ Kick Off ฉีดวัคซีนลัมปี สกิน 7.8 ล้านโดส ลดความสูญเสีย-เพิ่มความเชื่อมั่นปศุสัตว์ไทย

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2568 – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดตัวโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินทั่วประเทศ จำนวน 7.8 ล้านโดส โดยเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องสำหรับสร้างเขตปลอดโรคปศุสัตว์ และเตรียมความพร้อมเพื่อผลักดันการส่งออกโค กระบือไปยังตลาดจีน

วันนี้ (21 ก.พ. 68) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ Kick Off รณรงค์ฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน ณ ลานทองฟาร์ม ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ตัวแทนภาครัฐ และเกษตรกรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

เป้าหมายและแผนการฉีดวัคซีน

  • รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 เพื่อควบคุมโรคดังกล่าว ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567
  • กรมปศุสัตว์ได้รับงบกลางสำหรับจัดซื้อวัคซีน 7,850,000 โดส ป้องกันการระบาดรุนแรง ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์
  • เชียงรายได้รับวัคซีน 78,330 โดส ครอบคลุมจำนวนโค กระบือทั้งจังหวัด
  • แผนรณรงค์ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในจังหวัดตาก วันที่ 28 ก.พ. 2568

ผลกระทบของโรคระบาดและแนวทางป้องกัน

โรคลัมปี สกิน และโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ เร่งเดินหน้าเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับโค กระบือ รวมถึงการจัดตั้งคอกกักเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะที่เชียงราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าปศุสัตว์ไปยังจีน

รมช.เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคมีชีวิต คาดว่าหากเจรจาสำเร็จจะช่วยยกระดับราคาปศุสัตว์ไทยและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น

สถานการณ์การผลิตและส่งออกโคเนื้อ

  • ปี 2567 ไทยมีโคเนื้อ 9.9 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ซึ่งมี 9.65 ล้านตัว
  • ผลผลิตโคเนื้ออยู่ที่ 1.18 ล้านตัว ลดลงจาก 1.29 ล้านตัวของปี 2566
  • ส่งออกโคมีชีวิตรวม 133,416 ตัว มูลค่า 3,242.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเวียดนาม มาเลเซีย และลาวเป็นตลาดหลัก

การฟื้นฟูสุขภาพกระบือในเวียงหนองหล่ม

รมช.เกษตรฯ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ทวาฟาร์ม อำเภอแม่จัน ซึ่งเป็นเครือข่ายโคเนื้อล้านนา หลังจากได้รับรายงานว่าการควบคุมโรคลัมปี สกิน และการฟื้นฟูสุขภาพกระบือเวียงหนองหล่มดำเนินไปด้วยดี

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า เวียงหนองหล่มมีจำนวนกระบือ 962 ตัว พบกระบือป่วยสะสม 155 ตัว รักษาหายแล้ว 150 ตัว (96.8%) และมีการตายเพียง 5 ตัว (3.2%) กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการเข้มข้น เช่น:

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โรคคอบวม
  • ถ่ายพยาธิ และฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในคอกสัตว์
  • แจกจ่ายพืชอาหารหยาบ 121,512 กิโลกรัม ให้กับฟาร์มในเวียงหนองหล่ม

แผนพัฒนาแหล่งอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์และโครงการชลประทานเชียงรายร่วมกันวางแผนปลูกพืชอาหารสัตว์ พร้อมจัดตั้งสถานีสูบน้ำ โดยมีแผนเพาะปลูกหญ้าบนพื้นที่ 350 ไร่ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนอาหารสัตว์ในช่วงภัยแล้ง

สรุป: กระทรวงเกษตรฯ เร่งเดินหน้าป้องกันโรคระบาด และผลักดันตลาดส่งออก

การฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน 7.8 ล้านโดสทั่วประเทศ เป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมโรคระบาด ลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และสร้างโอกาสในการส่งออก โดยเฉพาะสู่ตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นราคาโคเนื้อและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

2007 ปีสืบมา เชียงรายจัดงานสรงน้ำพระธาตุดอยตุงยิ่งใหญ่

เชียงรายเตรียมจัดงานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ครบรอบ 2007 ปี

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าจัดประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง “2007 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ประจำปี 2568 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานและวางแนวทางจัดกิจกรรม เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยพระครูสุนทรปภากร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย และคณะทำงานฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมประชุม โดยมีการมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมงานให้พร้อมก่อนถึงวันจัดงาน

กำหนดการจัดงาน งานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2568วัดพระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีพิธีสำคัญ ได้แก่:

  • พิธีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง
  • พิธีบวงสรวง และสืบชะตาหลวงแบบล้านนา
  • กิจกรรมเดินจาริกแสวงบุญ
  • การอบรมสมโภชน้ำสรงพระราชทานฯ
  • กิจกรรมทำบุญตักบาตร

ทั้งนี้ ประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือนสี่ หรือเดือนหกเหนือของทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ร่วมสักการะพระธาตุดอยตุง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวล้านนา

กิจกรรมพิเศษ: วิ่ง-ปั่น สู่ลานพระธาตุดอยตุง นอกจากพิธีทางศาสนาแล้ว ในวันที่ 9 มีนาคม 2568 จะมีการจัดกิจกรรม “วิ่ง ปั่น 2007 ปีสืบสาน สู่ลานพระธาตุดอยตุง” ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งจำนวน 625 คน และ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายสร้างโอกาสเปิดหอพัก สนับสนุนเด็กดีแต่ยากจน

นายกเทศมนตรีนครเชียงรายเดินหน้าพัฒนาการศึกษา เปิด “หอพักเพชรกตัญญู” สานต่อโอกาสให้เยาวชน

เชียงราย, 19 กุมภาพันธ์ 2568 – นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ตอกย้ำแนวคิด “การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาเมือง เมืองพัฒนาคน” เดินหน้าสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ ล่าสุดเปิด “หอพักเพชรกตัญญู” เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ขับเคลื่อนการศึกษากว่า 20 ปี สร้างโอกาสให้เยาวชนเชียงราย

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองเชียงรายผ่านการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงรางวัลมากมายที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงรายได้รับ

โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายใต้การผลักดันของนางรัตนา จงสุทธานามณี ขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการเป็น “โรงเรียนคุณธรรม” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม

รางวัลแห่งความสำเร็จ ครองแชมป์มหกรรมการศึกษาระดับประเทศ 3 สมัย

ความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนเชียงรายสะท้อนผ่านความสำเร็จที่โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงรายได้รับ โดยสามารถคว้าแชมป์ที่ 1 ในการแข่งขันมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศได้ถึง 3 ครั้งในปี พ.ศ. 2561, 2562 และ 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของระบบการศึกษาและการสนับสนุนจากเทศบาลนครเชียงราย

โครงการ “เพชรล้านนา” หนุนศักยภาพเยาวชนภาคเหนือ

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือคือ “โครงการเพชรล้านนา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

โครงการนี้เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้รับทุนการศึกษา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาตนเองต่อไปในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

เปิด “หอพักเพชรกตัญญู” สนับสนุนที่พักสำหรับนักเรียนขาดแคลน

หนึ่งในโครงการสำคัญที่ต่อยอดจากแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนคือ “หอพักเพชรกตัญญู” ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหอพักนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565 และได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ

ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส คณะผู้บริหารเทศบาล คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่

เป้าหมายของ “หอพักเพชรกตัญญู”

หอพักแห่งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักอาศัย การจัดตั้งหอพักนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเทศบาลนครเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี กล่าวว่า “การศึกษาคือรากฐานของการพัฒนาเมือง เราต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร หอพักแห่งนี้จะเป็นบ้านหลังที่สองของนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

บทสรุป: การศึกษาคืออนาคตของเมืองเชียงราย

เทศบาลนครเชียงรายยังคงเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยให้เยาวชนสามารถเข้าถึงโอกาสที่ดีขึ้น ทั้งโครงการเพชรล้านนา การพัฒนาโรงเรียนเทศบาล 6 และการก่อสร้างหอพักเพชรกตัญญู

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของนายวันชัย จงสุทธานามณี เชียงรายจึงกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองผ่านการศึกษา และยืนยันว่าการศึกษาจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของจังหวัดต่อไป

FAQs คำถามที่พบบ่อย

  1. หอพักเพชรกตัญญู” รองรับนักเรียนประเภทใด?
    – หอพักนี้รองรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีที่พักอาศัยใกล้สถานศึกษา
  2. โครงการเพชรล้านนาคืออะไร?
    – เป็นโครงการที่สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากพระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต
  3. โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงรายมีรางวัลอะไรบ้าง?
    – โรงเรียนเทศบาล 6 คว้าแชมป์อันดับ 1 ในมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ 3 ปีซ้อน ในปี 2561, 2562 และ 2567
  4. การพัฒนาการศึกษาของเทศบาลนครเชียงรายส่งผลอย่างไรต่อเมือง?
    – ช่วยให้เยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ สร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ และส่งผลให้เมืองเชียงรายพัฒนาอย่างยั่งยืน
  5. อนาคตของการศึกษาในเทศบาลนครเชียงรายเป็นอย่างไร?
    – เทศบาลยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมและมีคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายจัดอบรมผ้าไทย อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา สู่รายได้

อบรมผ้าไทยเชียงราย ดีไซเนอร์ร่วมออกแบบแฟชั่นโชว์

เชียงราย, 18 กุมภาพันธ์ 2568 – เชียงรายส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย เปิดอบรมพัฒนาอัตลักษณ์ผ้าถิ่นสู่ตลาดเชิงสร้างสรรค์

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2568) สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ ผ้าไทย ผ้าถิ่น ผ้าชาติพันธุ์ ผ้าอัตลักษณ์อาภรณ์นครเชียงราย และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าของเชียงรายในเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้ โครงการพัฒนากิจกรรมและการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในกิจกรรม อัตลักษณ์อาภรณ์นครเชียงราย ระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2568ห้องสุดดี 3 โรงแรมเอ็ม บูทีค รีสอร์ท เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

โดยมี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และ สืบสานมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าให้คงอยู่ต่อไป ตลอดจนกระตุ้นความสนใจให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เด็ก เยาวชน และประชาชนร่วมกัน อนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย ผ้าถิ่น และผ้าชาติพันธุ์ ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ดึงกลุ่มนักออกแบบ-ผู้ประกอบการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าเชียงราย

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย นักออกแบบ ดีไซเนอร์ ช่างทอผ้า ช่างเย็บผ้า ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป จำนวน 50 ราย ที่เข้าร่วมอบรมเพื่อ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาผ้าท้องถิ่นเชียงรายให้ก้าวสู่ตลาดเชิงสร้างสรรค์ รวมถึง การต่อยอดสู่การประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568โรงแรมเอ็ม บูทีค รีสอร์ท เชียงราย

เชียงรายเตรียมจัดแสดงแฟชั่นโชว์-สาธิตภูมิปัญญาผ้าไทย

นอกจากนี้ ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมอัตลักษณ์ผ้าถิ่นเชียงราย ยังมีการ จัดงานแสดงแบบแฟชั่น และกิจกรรมการสาธิตภูมิปัญญาการทอผ้า ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2568ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ชั้น G ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยในงานจะมีการ จัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยจากกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมด้วยเวทีเสวนาเกี่ยวกับ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไทยให้สอดรับกับตลาดสมัยใหม่

ยกระดับผ้าเชียงรายสู่ตลาดสากล

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มุ่งเน้นให้ มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยกลายเป็นสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงให้เข้ากับความต้องการของตลาดแฟชั่นปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Creative Economy” หรือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่นำวัฒนธรรมมาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้และยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล

เชียงรายในฐานะจังหวัดที่มีอัตลักษณ์ผ้าถิ่นและผ้าชาติพันธุ์ที่โดดเด่น จึงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการผสมผสาน ลวดลายผ้าแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อตอบโจทย์ตลาดแฟชั่นและการออกแบบยุคใหม่

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ กลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น มีความเข้าใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถเข้าสู่ ตลาดการค้าและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ผู้ว่าฯ เชียงรายจับมือลาว สู้ศึกหมอกควันข้ามแดน

เชียงรายผนึกกำลังเพื่อนบ้าน! ดับไฟป่า ลดหมอกควันข้ามพรมแดน

เชียงราย, 18 กุมภาพันธ์ 2568 – เชียงราย-บ่อแก้ว-ไซยะบูลี ผนึกกำลังเดินหน้าลดการเผา ป้องกันหมอกควันข้ามแดน

เปิดกิจกรรม Kick Off ความร่วมมือไทย-ลาว แนวกันไฟชายแดน

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2568) นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายคำผะหยา พมปันยา รองเจ้าแขวงบ่อแก้ว เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Kick Off การขับเคลื่อนความร่วมมือในการจัดทำแนวกันไฟ ลดการเผา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ระหว่าง จังหวัดเชียงราย แขวงบ่อแก้ว และแขวงไชยะบูลีแก่งผาได หมู่ 4 บ้านห้วยลึก ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

ในพิธีเปิดมี นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และประชาชนจากทั้ง สปป.ลาว และจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งนอกจากการจัดทำแนวกันไฟบริเวณแนวชายแดนไทย-ลาวแล้ว ยังมีการรณรงค์ ลดการเผาในแปลงเกษตรและพื้นที่ป่า ในหมู่บ้านแนวเขตชายแดนของอำเภอเวียงแก่น

เวทีหารือไทย-ลาว-เมียนมา เดินหน้าลดหมอกควันข้ามแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม Kick Off คณะผู้บริหารจากไทยและลาวได้เข้าร่วมการประชุมหารือเรื่อง การขับเคลื่อนความร่วมมือในการจัดทำแนวกันไฟ ลดการเผา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและ PM2.5โรงเรียนเวียงแก่นวิทยาคม อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม

เชียงราย-บ่อแก้ว จับมือป้องกันไฟป่าลุกลามข้ามพรมแดน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็น หนึ่งในพื้นที่วิกฤติหมอกควันและไฟป่าของภาคเหนือ เนื่องจากมีการเผาป่าและการเตรียมพื้นที่การเกษตรในช่วงหน้าแล้ง ประกอบกับ พรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเมียนมา ทำให้มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนรุนแรงขึ้นและควบคุมได้ยาก

ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงรายและแขวงบ่อแก้วมีความร่วมมือที่ดีในการรับมือกับไฟป่าและหมอกควัน และกิจกรรม Kick Off ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ ยกระดับความร่วมมืออย่างจริงจัง ระหว่างสองฝ่ายในฐานะเมืองคู่ขนาน โดยเน้นการ ปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดนในระยะยาว

แขวงไซยะบูลีร่วมผลักดันแนวทางป้องกันมลพิษอากาศ

นายคำผะหยา พมปันยา รองเจ้าแขวงบ่อแก้ว กล่าวว่า แขวงบ่อแก้วและจังหวัดเชียงราย มีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการรับมือกับ ไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยการทำงานร่วมกันในลักษณะ พหุภาคีไทย-ลาว-เมียนมา จะช่วยให้สามารถ ลดการเผา และควบคุมไฟป่าข้ามแดน ได้ดียิ่งขึ้น

ด้าน นายสมจิด จันทะวง รองเจ้าแขวงไซยะบูลี กล่าวถึง ความสำคัญของการสร้างความตระหนักแก่ประชาชน ให้ร่วมมือกันลดการเผาเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมย้ำว่า แขวงไซยะบูลีซึ่งมีชายแดนติดกับไทยหลายจังหวัด ต้องการความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับฝ่ายไทยในการรณรงค์ลดมลพิษหมอกควัน

เวียงแก่นต้นแบบความร่วมมือชายแดน ลดการเผาเพื่อสิ่งแวดล้อม

นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น กล่าวว่า อำเภอเวียงแก่นในฐานะเมืองคู่ขนานของไทยและลาว ได้ดำเนินการตามนโยบายของ คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-ลาว มาโดยตลอด

กิจกรรมสำคัญที่ผ่านมา ได้แก่:

  • การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างแนวกำแพงป้องกันหมอกควัน
  • การสร้างแนวกันไฟตามแนวเขตชายแดน ลดการลุกลามของไฟป่า
  • การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระหว่างไทยและลาว

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยชี้ไทย-ลาวเดินหน้าลดหมอกควันข้ามแดนเป็นรูปธรรม

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า สถาบันฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน การลดมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกับจังหวัดเชียงราย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยการขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือทั้งในระดับ นโยบายและระดับพื้นที่

โมเดลแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็น ต้นแบบของแนวทางการลดเผาในภาคเกษตร ซึ่ง สปป.ลาว ได้นำไปปรับใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว การดำเนินงานนี้จะช่วยสร้างแนวปฏิบัติที่ดีและช่วยให้การลดมลพิษทางอากาศเกิดผลเป็นรูปธรรม

สรุป

การประชุมและกิจกรรม Kick Off ระหว่าง ไทย-ลาว-เมียนมา ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการ ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เพื่อ ป้องกันและลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะการ ลดการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้นำจากแขวงบ่อแก้ว และไซยะบูลี ต่างให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าความร่วมมือต่อไป เพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์และสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

พะเยาคุมไฟป่าสำเร็จ เร่งหาสาเหตุ มทบ.34 แจงยิงปืนไม่เกี่ยว

พะเยาดับไฟป่าบ่อสิบสองแล้ว ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ

พะเยา, 17 กุมภาพันธ์ 2568 – ผู้ว่าฯ พะเยา ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดไฟไหม้บ่อสิบสอง ยืนยันสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ด้าน มทบ.34 ปฏิเสธข้อกล่าวหา ซ้อมยิงปืนใหญ่ไม่ใช่สาเหตุไฟป่า

ผู้ว่าฯ พะเยาตรวจสอบไฟป่า บ่อสิบสอง

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 15.00 น. นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายนิกร ยะกะจาย นายอำเภอเมืองพะเยา, นางลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ ป่านันทนาการบ่อสิบสอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อตรวจสอบจุดเกิดไฟไหม้และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่เข้าควบคุมสถานการณ์

นายถวิล จันธิยศ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้พะเยา กรมป่าไม้ รายงานว่า ไฟป่าดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเปลวเพลิงได้ลุกไหม้เข้าพื้นที่ป่านันทนาการบ่อสิบสอง เจ้าหน้าที่จึงเร่งเข้าไปดับไฟและทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลาม โดยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 เบื้องต้นพบว่า พื้นที่ป่านันทนาการบ่อสิบสองได้รับความเสียหายประมาณ 5 ไร่

ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และป้องกันไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ผู้นำท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์ เพื่อลดความขัดแย้งและป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

มณฑลทหารบกที่ 34 ชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่สาเหตุไฟป่า

มณฑลทหารบกที่ 34 (มทบ.34) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ไฟป่าบ่อสิบสองเกิดจากการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ของทหาร ซึ่งทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเป็นวงกว้างเสียหายกว่า 500 ไร่ โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 หน่วย ป.4 พัน.17 ได้ดำเนินการฝึกยิงปืนใหญ่ที่ บ้านเกษตรพัฒนา โดยใช้พื้นที่เป้าหมายที่ เขาบ้านร่องปอ ก่อนการฝึก หน่วยงานทหารได้เข้าพบชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 และ 14 ตำบลดงเจน พร้อมร่วมประชุมและรณรงค์ป้องกันไฟป่าอย่างเข้มข้น

ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 เกิดไฟป่าลุกลามบริเวณใกล้เคียงกับจุดฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ อย่างไรก็ตาม มทบ.34 ยืนยันว่า กระสุนปืนใหญ่ที่ใช้ในการฝึกซ้อมไม่มีคุณสมบัติในการทำให้เกิดไฟป่า อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ทางมณฑลทหารบกที่ 34 ได้จัดกำลังพลเข้าร่วมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการควบคุมเพลิงทันที

ทหารและเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่าง ๆ สนธิกำลังดับไฟป่า

ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในพื้นที่ป่านันทนาการบ่อสิบสอง กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทานและชุดควบคุมไฟป่า เข้าสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการควบคุมเพลิง โดยได้มีการเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติแม่ปืม เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 12.30 น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สนธิกำลังกันเข้าไปดับไฟป่าในพื้นที่ ป่าหินบ่อสิบสอง ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา โดยทำการ สร้างแนวกันไฟ และปฏิบัติการควบคุมเพลิงจนสามารถดับไฟได้ทั้งหมด

เพจอย่างเป็นทางการของ มณฑลทหารบกที่ 34 ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมว่า ไฟป่าที่ลุกลามเกิดขึ้นในพื้นที่ป่านันทนาการบ่อสิบสองจริง แต่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีเพียง 5 ไร่ ไม่ใช่ 500 ไร่ตามที่เป็นข่าว ขณะที่พื้นที่ที่เหลือซึ่งได้รับผลกระทบเป็น พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยบงและป่าห้วยเคียน โดยทางทหารได้เข้าร่วมสนับสนุนกำลังพลเพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์

ผู้ว่าฯ พะเยาลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ยืนยันไฟป่าดับสนิทแล้ว

ล่าสุด นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้นำคณะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหายจากเหตุไฟป่า พร้อมรายงานว่าสถานการณ์ กลับสู่ภาวะปกติ และเจ้าหน้าที่สามารถ ดับไฟป่าได้ทั้งหมดแล้ว

ผู้ว่าฯ พะเยา กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมเตรียมมาตรการระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน

สรุป

เหตุไฟป่าในพื้นที่ ป่านันทนาการบ่อสิบสอง จังหวัดพะเยา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2568 ได้รับการควบคุมเรียบร้อยแล้ว โดยมีพื้นที่เสียหาย 5 ไร่ ขณะที่ มณฑลทหารบกที่ 34 ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่เป็นสาเหตุของไฟป่า พร้อมส่งกำลังพลเข้าช่วยดับเพลิงจนสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะนี้จังหวัดพะเยาอยู่ระหว่างการ เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังไฟป่า และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในอนาคต

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายระทึก ซิปไลน์ขาด คนงานตกกระแทกพื้นดับ

ซิปไลน์มรณะ! เชียงรายสลิงขาด คนงานดับ 1 เจ็บ 3

เชียงราย, 17 กุมภาพันธ์ 2568 – เกิดอุบัติเหตุมีผู้ตกจากเครื่องเล่น โหนสลิง (ซิปไลน์) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย ในพื้นที่บ้านแสนเจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

อุบัติเหตุซิปไลน์ที่แม่สรวย เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 อำเภอแม่สรวย ได้รับแจ้งเหตุจาก ผู้ใหญ่บ้านแสนเจริญ ว่ามีผู้ตกจากเครื่องเล่นซิปไลน์ในพื้นที่ บ้านแสนเจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลวาวี เวลาประมาณ 14.15 น. ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และต่อมามีผู้เสียชีวิต 1 ราย

นายอำเภอแม่สรวย ได้มอบหมายให้ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วย รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สรวย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า เสายึดสายสลิงโค่นล้มลง ทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะมีการติดตั้งและทดสอบระบบซิปไลน์

รายละเอียดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

รายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

  1. นายวัชระ (ขอสงวนนามสกุล) – บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแม่สรวย
  2. นายวราวุธ (ขอสงวนนามสกุล) – ฟันหน้าหัก มีแผลฉีกขาดที่แขนซ้ายและใต้คาง
  3. นายกฤษฎากร (ขอสงวนนามสกุล) – เจ็บหน้าอกด้านซ้าย
  4. นายพิทวัส (ขอสงวนนามสกุล) – มีแผลถลอกบริเวณหน้าท้อง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายตี๋ ผู้ดูแลเครื่องเล่นให้การว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บทั้ง 4 ราย กำลังทำหน้าที่ ติดตั้งและทดสอบสายสลิงซิปไลน์ โดย นายวัชระ ได้ทดสอบย้ายสายสลิง แต่ สายสลิงขาด ส่งผลให้เขาตกลงพื้นและได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 3 รายอยู่บนเสายึดสลิงซึ่งโค่นล้มลง ทำให้ได้รับบาดเจ็บตามลำดับ

คำสั่งห้ามใช้เครื่องเล่น – เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

หลังเกิดเหตุ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาวี ในฐานะ ผู้อำนวยการท้องถิ่น ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ออกคำสั่ง ห้ามใช้เครื่องเล่นซิปไลน์ดังกล่าว จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ

ขณะเดียวกัน ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรแม่สรวย ได้รับมอบหมายให้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด และพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมา

พบปัญหาก่อสร้างไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ก่อนเกิดเหตุ นายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ได้สั่งการให้ นายวิทวัส ปาละจูม ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเพื่อดำเนินกิจกรรมกลางแจ้ง Zipline ในพื้นที่บ้านแสนเจริญ หมู่ที่ 10 โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบ ได้แก่:

  • สายตรวจปราบปรามกรมป่าไม้ (ชุดพยัคฆ์ไพร)
  • เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ)
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรแม่สรวย
  • เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี
  • ผู้ใหญ่บ้านบ้านแสนเจริญ

จากการตรวจสอบพบว่า โครงการซิปไลน์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวเจ้าของกิจการอีก 2 รายเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

แนวทางป้องกันอุบัติเหตุซิปไลน์

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบ มาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ต้องเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เคเบิลและโครงสร้างในพื้นที่สูง โดยมีแนวทางป้องกัน ดังนี้:

  1. ตรวจสอบอุปกรณ์และโครงสร้างอย่างเข้มงวด โดยต้องได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  2. ควบคุมคุณภาพการติดตั้งและซ่อมบำรุง ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรม
  3. กำหนดมาตรการความปลอดภัย เช่น การกำหนดน้ำหนักผู้เล่น จำกัดจำนวนผู้เล่นต่อรอบ และใช้ระบบสายรัดที่มั่นคง
  4. กำหนดการอบรมเจ้าหน้าที่ดูแลซิปไลน์ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สรุป

อุบัติเหตุซิปไลน์ที่บ้านแสนเจริญ จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย เบื้องต้นพบว่าเกิดจาก สายสลิงขาดและเสายึดสลิงโค่นล้ม ขณะมีการติดตั้งและทดสอบ เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งห้ามใช้เครื่องเล่นดังกล่าว และอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของการก่อสร้างกิจการซิปไลน์ในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบ มาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องเล่นซิปไลน์ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ท้องถิ่นนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

ปิดฉากยิ่งใหญ่ เชียงรายเกมส์ ส่งต่อราชบุรีจัดกรีฑาสูงอายุ

เชียงรายเกมส์ปิดฉาก ราชบุรีรับธงจัดกรีฑาสูงอายุครั้งต่อไป

เชียงราย, 16 กุมภาพันธ์ 2568 – พิธีปิดการแข่งขัน กรีฑาสูงอายุชิงชนะเลิศประเทศไทย ครั้งที่ 29 ประจำปี 2568 “นครเชียงรายเกมส์” ได้รับการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีการส่งต่อหน้าที่เจ้าภาพให้แก่ จังหวัดราชบุรี ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดการแข่งขันในปีถัดไป

เชียงรายปิดฉาก “นครเชียงรายเกมส์” เตรียมส่งไม้ต่อราชบุรี

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน กรีฑาสูงอายุชิงชนะเลิศประเทศไทย ครั้งที่ 29 ณ จังหวัดเชียงราย การแข่งขันนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานกรีฑาสูงอายุของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้ประชากรทุกวัยหันมาออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

พิธีปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมมากมาย อาทิ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย, นางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย, นายสินาด รุ่งจรูญ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดราชบุรี ตลอดจนคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ นักกีฬา และสื่อมวลชน

ประกาศรางวัลนักกีฬาและทีมยอดเยี่ยม

รางวัลนักกีฬาต้นแบบสุขภาพ (สสส.)

  • ชาย: พ.อ.นิพนธ์ สุดใจธรรม (ทีมลำปาง)
  • หญิง: นางกัลยา แก้วประเสริฐ (ทีมลำปาง)

รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม

  • ชาย: นายดี ใจจุมปา (รุ่นอายุ 95 – 99 ปี) ทีมกรีฑาผู้สูงอายุเทศบาลนครเชียงราย ได้ 6 เหรียญทอง และทำลายสถิติประเทศไทยในรายการ 400 เมตร
  • หญิง: นางสมสง่า บุญนอก (รุ่นอายุ 70-74 ปี) ทีมหนองบัวลำภู ได้ 7 เหรียญทอง ทำลาย สถิติเอเชีย 2 รายการ (กระโดดสูงและกระโดดไกล) และ สถิติประเทศไทย 3 รายการ (วิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, เขย่งก้าวกระโดด)

รางวัลประเภททีม

  • ผู้บริหารทีมกีฬาดีเด่น: ทีมกรีฑาผู้สูงอายุเทศบาลนครเชียงราย
  • ทีมชนะเลิศคะแนนรวม: อบจ.สงขลา (ทอง 74, เงิน 67, ทองแดง 58)
  • รองชนะเลิศอันดับ 1: อบจ.นครศรีธรรมราช (ทอง 48, เงิน 49, ทองแดง 39)
  • รองชนะเลิศอันดับ 2: ทีมกรีฑาผู้สูงอายุเทศบาลนครเชียงราย (ทอง 25, เงิน 15, ทองแดง 17)
  • รางวัลชมเชยอันดับ 1: ทีมชลบุรี (ทอง 24, เงิน 19, ทองแดง 9)
  • รางวัลชมเชยอันดับ 2: ทีมจังหวัดหนองบัวลำภู (ทอง 17, เงิน 2, ทองแดง 4)
  • รางวัลชมเชยอันดับ 3: ทีมจังหวัดนครราชสีมา (ทอง 14, เงิน 13, ทองแดง 5)
  • 1st International Team Total Score for TMAC: TEAM MALAYSIA

เชียงรายส่งต่อเจ้าภาพให้ราชบุรี เตรียมสู้ศึกปี 2569

หลังจากการแข่งขันที่เชียงรายประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การแข่งขันกรีฑาสูงอายุชิงชนะเลิศประเทศไทย ครั้งที่ 30 จะจัดขึ้นที่ จังหวัดราชบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อสานต่อความสำเร็จและพัฒนาวงการกรีฑาสูงอายุไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นครเชียงรายเกมส์” ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมสุขภาพและวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงในทุกช่วงวัย” – นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ กล่าว

การแข่งขันกรีฑาสูงอายุไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสำหรับนักกีฬา แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนทุกช่วงวัยให้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ

ราชบุรีเตรียมพร้อมรับเป็นเจ้าภาพในปีหน้า การแข่งขันกรีฑาสูงอายุชิงชนะเลิศประเทศไทย ครั้งที่ 30 จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาวงการกีฬาไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE