Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมหน้าเมืองชายแดน! อบจ.เชียงราย เปลี่ยนท่าเรือเชียงของ สู่พื้นที่สาธารณะที่รวมการพักผ่อนและการเรียนรู้

อบจ.เชียงรายเร่งปั้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ สู่แลนด์มาร์คริมโขง 3 มิติ รับกระแสเรียนรู้และออกกำลังกายข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – บริเวณท่าเรือเชียงของริมแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านสายตาของผู้มาเยือนเหมือนวันธรรมดาอีกต่อไป เมื่อคณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ หรือที่คนในพื้นที่คุ้นกันในชื่อ “บั๊ค” พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกวางบทบาทใหม่ จากอาคารบริการท่องเที่ยวชายแดน ไปสู่แลนด์มาร์คริมน้ำโขงที่ตั้งเป้าทำหน้าที่พร้อมกันทั้งการชมวิว การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย ภายใต้นโยบายเที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ โดยผู้ลงพื้นที่ประกอบด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นางสาววาสนา ลำเปิงมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ เขต 2 และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่

“จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนที่ถูกพูดถึงในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหรือปิดรอยแตกร้าวเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ขยับไปสู่การ “จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์น้ำจืดแม่น้ำโขง ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลจากการเผยแพร่ของ อบจ.เชียงราย ระบุชัดว่าเป้าหมายคือการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามทันสมัย ดึงดูดสายตาผู้มาเยือน และรองรับทั้งประชาชนในอำเภอเชียงของ ตลอดจนผู้เดินทางจาก สปป.ลาว ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ข่าวนี้มีน้ำหนักมากกว่าการปรับปรุงสถานที่ทั่วไป เพราะกำลังพูดถึงการออกแบบ “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองชายแดนที่ต้องการต้อนรับทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจข้ามฝั่งไปพร้อมกัน

ภาพของการพัฒนาจึงค่อยๆ ชัดขึ้นว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่สามชั้นในเชิงหน้าที่ ชั้นแรกคือ จุดชมวิวและพักผ่อนริมน้ำโขง ที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และนักเดินทาง ชั้นที่สองคือ ห้องเรียนมีชีวิต ที่จะทำให้เรื่องปลาแม่น้ำโขง ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศท้องถิ่น กลายเป็นความรู้ที่จับต้องได้สำหรับเยาวชนและประชาชน ชั้นที่สามคือ พื้นที่สุขภาวะ ที่สอดรับกับวิถีคนรุ่นใหม่ซึ่งมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเวลา ความตั้งใจนี้สอดคล้องกับถ้อยคำในข้อมูลเผยแพร่ที่ระบุว่า นายก อบจ.เชียงราย ต้องการผลักพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสถานที่พักผ่อนระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในเวลาเดียวกัน

ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว

น้ำหนักของข่าวเพิ่มขึ้นอีกระดับในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ พร้อมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอแผนการพัฒนาพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ รวมถึงพื้นที่หนองหลวง ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว แต่เริ่มถูกเชื่อมเข้ากับการวางผังและการพัฒนาระดับจังหวัด ซึ่งหมายความว่าอนาคตของพื้นที่ริมน้ำโขงแห่งนี้อาจถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์สาธารณะ และทิศทางการพัฒนาในวงกว้างมากกว่าที่เห็นจากชื่อโครงการเพียงอย่างเดียว

เมื่อย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของพื้นที่ จะเห็นว่าศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ที่ท่าเรือเชียงของเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน ขยายตลาดท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นหมายความว่าในเวลาไม่ถึงสองปี พื้นที่เดียวกันนี้กำลังถูกยกระดับจากบทบาท “ศูนย์ให้ข้อมูล” ไปสู่บทบาท “จุดหมายปลายทาง” ที่ต้องมีประสบการณ์ มีทัศนียภาพ และมีเหตุผลมากพอให้คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานขึ้น การเคลื่อนจากศูนย์บริการสู่แลนด์มาร์คจึงเป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกายภาพของอาคาร

การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเมื่อมองผ่านบริบทชายแดน เชียงของก็ไม่ใช่อำเภอที่ยืนอยู่ลำพังกลางแผนที่ หากเป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อมเศรษฐกิจ การเดินทาง และความสัมพันธ์ไทย ลาว เข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนของประเทศโดยรวมมีมูลค่ารวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ และการค้าผ่านแดนแตะระดับกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สถิติการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ช่วยอธิบายได้ว่าเมืองชายแดนอย่างเชียงของยังอยู่ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง การพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำโขงให้มีมาตรฐานและมีเรื่องเล่าจึงมีโอกาสส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทาง การจับจ่าย และการรับรู้ภาพลักษณ์พื้นที่ได้จริง หากบริหารจัดการได้ตรงเป้า

แนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม

ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน The 1 Insight ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อเศรษฐกิจหลายสำนักเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ระบุว่าแนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม สู่การให้ความสำคัญกับสมรรถภาพและสุขภาพระยะยาวมากขึ้น พร้อมงบใช้จ่ายด้านการออกกำลังกายที่เพิ่มต่อเนื่อง ข้อมูลเดียวกันระบุด้วยว่าตลาดสินค้ากีฬาทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยราว 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และในหมวดรองเท้า Performance Footwear มียอดขายก่อนงาน HYROX Bangkok 2025 สูงกว่าหลังงานถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่ากีฬาและสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีผลต่อการใช้พื้นที่ การบริโภค และรูปแบบการเดินทางของผู้คน

รายละเอียดเชิงพฤติกรรมยิ่งทำให้มิติ “ออกกำลังกาย” ในแผนพัฒนาท่าเรือเชียงของไม่ใช่ลูกเล่นทางการตลาด แต่มีฐานรองรับจากแนวโน้มจริง Gen Z ถูกอธิบายว่าใช้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นพื้นที่แสดงตัวตน โดยยอดขายอุปกรณ์กีฬาเทนนิสในกลุ่มนี้โตถึง 5 เท่า และหมวดชุดวิ่งเติบโตกว่า 2 เท่า ขณะที่ Gen Y มองการออกกำลังกายเป็นทั้งสมรรถนะและชุมชน โดยการใช้จ่ายสมาชิกฟิตเนสโตมากกว่า 2 เท่า ส่วน Gen X ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความคล่องตัวระยะยาว โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ในหมวดรองเท้าวิ่งสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น 1.3 เท่า ภาพรวมนี้สะท้อนว่า หากเชียงของสามารถสร้างพื้นที่ริมน้ำที่เดินได้ วิ่งได้ พักได้ และเรียนรู้ได้ในจุดเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวก็มีโอกาสตอบโจทย์คนหลายวัยพร้อมกัน ตั้งแต่วัยรุ่นสายกิจกรรม คนทำงานที่มองหาพื้นที่ชุมชน ไปจนถึงวัยกลางคนที่ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงของเองไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงรายรายงานกิจกรรม Kham Kong Run 2025 ซึ่งจัดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 โดยระบุชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในอำเภอเชียงของและเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งโขง ข้อมูลนี้ทำให้แผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครั้งล่าสุดมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน สามารถเดินร่วมกันได้จริงในระดับกิจกรรม หากมีการยกระดับพื้นที่ถาวรรองรับ แนวคิดดังกล่าวก็มีโอกาสขยายผลได้ไกลกว่าอีเวนต์รายปี

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ใหญ่ขึ้นย่อมมาพร้อมโจทย์ที่ต้องตอบให้ชัด แผนที่เผยแพร่ในขณะนี้อยู่ในขั้น เตรียมเสนอและหารือเชิงพัฒนา ยังไม่ใช่ประกาศเริ่มก่อสร้างหรือเปิดใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งที่มีข้อมูลยืนยันแล้วคือการลงพื้นที่ตรวจสภาพ การมุ่งซ่อมโครงสร้างและพื้นที่แตกร้าวเพื่อความปลอดภัย และการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักแผนต่อไป แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดวงเงินลงทุน แบบก่อสร้าง หรือกรอบเวลาดำเนินงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ขณะนี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับพื้นที่ริมน้ำโขง ความปลอดภัยทางกายภาพ การออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และการดูแลต่อเนื่องหลังปรับปรุงแล้ว คือหัวใจที่จะชี้ว่าโครงการจะเป็นแลนด์มาร์คจริง หรือเป็นเพียงความคาดหวังที่ค้างอยู่ในเอกสารประชุม

ช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต

ในมุมของผลประโยชน์สาธารณะ หากแผนพัฒนานี้เดินหน้าได้ตามทิศทางที่ประกาศไว้ ผู้ได้ประโยชน์จะไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนริมน้ำปลอดภัย เยาวชนที่ต้องการแหล่งเรียนรู้เรื่องแม่น้ำโขงและทรัพยากรท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มเวลาพำนักของผู้มาเยือน และเครือข่ายท่องเที่ยวไทย ลาว ที่ต้องการจุดเชื่อมประสบการณ์ใหม่บนชายแดน ในระยะยาว พื้นที่เช่นนี้ยังอาจช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต ประสบการณ์เรียนรู้ และสุขภาวะร่วมสมัย ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่คนเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนเองก็ควรติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของโครงสร้างและพื้นที่สาธารณะ รูปแบบการจัดการเนื้อหาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง และการออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้พื้นที่นี้มีการใช้งานต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเปิดตัว เพราะประสบการณ์ของหลายเมืองชี้ตรงกันว่า การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้สำเร็จไม่ได้วัดกันที่ความสวยในวันแรก แต่ต้องวัดจากจำนวนคนที่กลับมาใช้ซ้ำ ความรู้สึกเป็นเจ้าของของชุมชน และรายได้ที่กระจายถึงคนตัวเล็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นโจทย์ปลายทางที่เชียงของต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำจริงในระยะต่อไป

เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวันนี้ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังแล้วว่า ท่าเรือเชียงของจะไม่ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่านแดนหรือจุดชมวิวเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของจังหวัดในมิติท่องเที่ยว การเรียนรู้ และสุขภาวะ หากแผนนี้ถูกขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นระบบ เชียงของอาจได้มากกว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมโขง แต่จะได้พื้นที่สาธารณะที่เชื่อมชุมชนเข้ากับแม่น้ำ เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หากแผนไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่ชัดเจน ข่าววันนี้ก็จะเป็นเพียงภาพฝันอีกชิ้นที่สะท้อนความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงควรถูกติดตามต่อจากนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงอ่านผ่านไปแล้วจบลงพร้อมกระแสข่าวรายวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลเผยแพร่การลงพื้นที่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่องแผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ (บั๊ค) และการประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 9 กันยายน 2567 เรื่องการเปิดศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เรื่องกิจกรรม Kham Kong Run 2025 และการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ เชียงของ ห้วยทราย
  • กระทรวงพาณิชย์ ข่าววันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568
  • THE STANDARD WEALTH และมติชนออนไลน์ ข่าววันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง The 1 Insight กับแนวโน้ม Active Lifestyle ของผู้บริโภคไทยปี 2026
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข่าวเผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เรื่องภาพลักษณ์และความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

  • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
  • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
  • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

  • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

  • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
  • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
  • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

  • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
  • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
  • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปสาระสำคัญการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สยามรัฐ รายงานข่าวการประชุมและรายละเอียดเกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast รวมถึงภาพรวมสถิติแผ่นดินไหวขนาดเล็กของไทย ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • ไทยรัฐ รายงานเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงราย ขนาด 3.3 ที่อำเภอแม่สาย ลงเผยแพร่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • Thai PBS รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลงเผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยบนถนน! ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย จัดระเบียบจราจรรับคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เชียงรายเดินหน้าจัดระเบียบจราจรเมืองท่องเที่ยว ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย สร้างถนนปลอดภัยรับการเติบโต พร้อมจับตาคลื่นท่องเที่ยวอินเดียและยุคดิจิทัลท่องเที่ยว

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ภาพเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตเร็ว มักมาพร้อมโจทย์ที่ตามมาเร็วไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “การเดินทาง” ที่เป็นทั้งต้นทางของเศรษฐกิจและปลายทางของความปลอดภัย บ่ายวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งหัวโต๊ะการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางจัดระเบียบการจราจรให้เป็นระบบ ปลอดภัย และรองรับบทบาทเมืองท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัว

แม้การประชุมลักษณะนี้อาจดูเป็น “งานหลังบ้าน” แต่สำหรับเชียงรายซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจบริการ การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียง การจัดระบบจราจรไม่ใช่แค่เรื่องความคล่องตัวบนถนน หากหมายถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อย ความน่าเชื่อถือของเมืองในสายตานักท่องเที่ยว และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สะสมอยู่ในทุกเส้นทาง

เมืองโต นักท่องเที่ยวเพิ่ม ถนนต้องปลอดภัยและคาดการณ์ได้

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับระบบจราจรให้ “ทำงานเป็นทีม” โดยรวมข้อมูลของหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานคมนาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ปัญหาคอขวด จุดเสี่ยง และพฤติกรรมการใช้ถนนที่ทำให้อุบัติเหตุเกิดซ้ำ

ในทางปฏิบัติ การจัดระบบจราจรในเมืองท่องเที่ยวต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรกคือการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการแก้ไข “จุดเสี่ยงจุดอันตราย” ให้เห็นผลจริง เช่น การจัดช่องทาง การปรับปรุงสัญญาณไฟ การมองเห็นบนทางโค้ง ทางแยก หรือจุดที่มีการตัดกระแสจราจรบ่อย
เรื่องที่สองคือการทำให้การเดินทาง “คาดการณ์ได้” เพราะเมื่อการท่องเที่ยวขยายตัว ความแออัดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่คำนวณได้จากเวลาและฤดูกาล หากระบบเมืองไม่เตรียมไว้ล่วงหน้า ต้นทุนจะตกที่ประชาชนและผู้ประกอบการก่อนเสมอ

โครงสร้างพื้นฐานใหญ่กำลังมา โจทย์คือเชื่อมต่อให้ไร้รอยต่อ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นในที่ประชุม คือการติดตามความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของจังหวัด ทั้งโครงการทางรถไฟสายเด่นชัย เชียงราย เชียงของ และการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รวมถึงแนวคิดการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางจากสถานีรถไฟไปยังสนามบิน เพื่อยกระดับความสะดวกและประสิทธิภาพการเดินทาง

ประเด็น “การเชื่อมต่อ” สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวโครงการ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เดินหน้า แต่การเดินทางช่วงต้นทางและปลายทางยังสะดุด เมืองจะได้เพียงการเพิ่มจำนวนคนเดินทาง แต่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพของการเดินทาง ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจจึงอาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุและการจราจรติดขัดอาจยิ่งขยายวง

เชียงรายอยู่ในคลื่นท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนโฉม

ด้านภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 สะท้อนว่า “ตลาดต่างชาติ” ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนอย่างเดียว แต่แข่งกันที่คุณภาพ การใช้จ่ายต่อหัว และระยะเวลาพำนัก โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่เติบโตเร็วจากปัจจัยยกเว้นวีซ่าและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลสื่อเศรษฐกิจในอินเดียที่อ้างคำให้สัมภาษณ์ผู้แทนการท่องเที่ยวไทยในอินเดีย ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย และถูกคาดหมายว่าจะทำสถิติสูงในปีถัดไป สะท้อนแนวโน้มการเดินทางที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2568 และการปรับคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอกย้ำว่า “การท่องเที่ยว” เป็นตัวแปรใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและต้องบริหารความผันผวนอย่างรอบคอบ

สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดปลายทางเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงสุขภาพ การเติบโตของตลาดคุณภาพสูงมีนัยต่อระบบเมืองทันที เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเดินทางสะดวก และประสบการณ์ที่ราบรื่นตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง

เมื่อดิจิทัลกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ใหม่ของการท่องเที่ยว

อีกมิติที่กำลังกระทบงานบริหารเมืองท่องเที่ยว คือการที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนเดินทางผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ โดยวางบทบาทเป็นเครื่องมือข้อมูลและการวางแผนการเดินทางแบบครบวงจร และมีการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ เช่น AI แชตบอตสำหรับให้คำแนะนำ และสิทธิประโยชน์ด้านประสบการณ์ท่องเที่ยว

รายงานเชิงวิเคราะห์ในสื่อไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า เฟสแรกของแอปอาจเน้นการให้ข้อมูลเป็นหลัก และความท้าทายคือทำอย่างไรให้การใช้งาน “ว้าวพอ” ในยุคที่นักท่องเที่ยวใช้แพลตฟอร์มเอกชนและเครื่องมือ AI วางแผนทริปได้เอง

ประเด็นนี้ย้อนกลับมาสู่ระดับจังหวัดโดยตรง เพราะเมื่อการวางแผนทริปเริ่มต้นจากแอปและข้อมูลออนไลน์ เมืองท่องเที่ยวต้องมีข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่การเดินทาง จุดจอดรถ จุดรับส่ง ระบบขนส่งสาธารณะ จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือการจัดการจราจรช่วงเทศกาล หากข้อมูลกระจัดกระจาย ประสบการณ์เดินทางจะสะดุด และความเชื่อมั่นจะลดลงโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุใหญ่

ภาคเอกชนเร่งพัฒนา “เพื่อนร่วมทาง” ของนักท่องเที่ยว

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนก็เร่งพัฒนาเครื่องมืออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทรูมันนี่ที่เปิดหมวดบริการท่องเที่ยวในแอป รวมบริการจองและชำระเงิน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตและประกันการเดินทาง โดยชูพฤติกรรมผู้ใช้ที่เติบโตต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา และชี้ว่าแนวโน้มการเดินทางเชื่อมโยงกับดิจิทัลเพย์เมนต์ชัดเจนขึ้น

มุมมองนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านท่องเที่ยวกำลังขยับจาก “สถานที่ท่องเที่ยว” ไปสู่ “ระบบสนับสนุนการท่องเที่ยว” ซึ่งรวมถึงการเดินทางที่ปลอดภัย การจ่ายเงินสะดวก และข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมืองที่ปรับตัวได้ไวจะได้เปรียบ ขณะที่เมืองที่ยังแก้ปัญหาแบบวันต่อวันจะเสียต้นทุนทั้งเศรษฐกิจและความพึงพอใจของผู้มาเยือน

งานจราจรจึงไม่ใช่เรื่องรถ แต่คือเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นธรรม

ในภาพของเชียงราย การจัดระบบจราจรเป็นเรื่องที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “ความเป็นธรรม” เพราะถนนสายเดียวกันรองรับทั้งรถนักท่องเที่ยว รถรับส่งนักเรียน รถขนส่งสินค้า รถของเกษตรกร และรถของคนทำงานเมือง หากการจราจรถูกออกแบบเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว คนท้องถิ่นจะเป็นผู้จ่ายต้นทุน แต่หากเมืองมองเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่เตรียมรับคลื่นท่องเที่ยว เมืองก็เสียโอกาสรายได้และการจ้างงาน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังการประชุม คือการแปลง “แนวทาง” ให้เป็น “งานภาคสนาม” ที่วัดผลได้ เช่น การปรับปรุงจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การสื่อสารเส้นทางและจุดจอดให้ชัด การรณรงค์วินัยจราจรที่ทำต่อเนื่อง และการจัดการจราจรช่วงอีเวนต์ใหญ่ของจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำแบบเดิม

เมืองท่องเที่ยวที่ดี เริ่มจากถนนที่ไว้ใจได้

เชียงรายกำลังเดินหน้าในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับความปลอดภัย และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลท่องเที่ยว การประชุมจัดระบบการจราจรจึงเป็นสัญญาณว่า จังหวัดกำลังพยายาม “ทำให้เมืองเดินได้” ก่อนจะเร่ง “ทำให้เมืองโต” เพราะเมื่อถนนปลอดภัย การเดินทางคาดการณ์ได้ และข้อมูลสื่อสารตรงกัน เมืองจะได้ทั้งความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความอุ่นใจของคนที่ใช้ถนนทุกวัน

สุดท้ายแล้ว เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากจำนวนคนมาเยือนเพียงปีต่อปี แต่ถูกตัดสินจากประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ตั้งแต่การออกจากบ้านอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการกลับถึงบ้านอย่างไม่ต้องลุ้นว่าเส้นทางจะติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 วันที่ 5 มีนาคม 2569 จากข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลและแนวทางแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ พร้อมความร่วมมือด้านฟีเจอร์ดิจิทัล
  • รายงานวิเคราะห์ฟีเจอร์และทิศทางแอป Amazing Thailand พร้อมข้อมูลการเปิดตัวและงบลงทุนเฟสแรก
  • TrueMoney ข้อมูลการเปิดหมวดบริการท่องเที่ยวและแนวโน้มการใช้งานด้านการเดินทาง
  • Reuters รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยและการประเมินแนวโน้ม
  • The Economic Times รายงานแนวโน้มการเดินทางของตลาดอินเดียและปัจจัยหนุนการเติบโต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ลุยดับไฟป่าพะเยา-เชียงราย! รมว.ทส. สั่งส่งชุดเสือไฟเข้าพื้นที่ลาดชัน หวังหยุดจุดความร้อนก่อนลุกลามหนัก

รมว.ทส. สั่งยกระดับชุดเคลื่อนที่เร็ว คุมไฟป่าพะเยา–เชียงราย หลังจุดความร้อนพุ่ง 61 จุด เดินหน้ามาตรการห้ามเผา 86 วัน ลดผลกระทบ PM2.5

เชียงราย, 6 มีนาคม 2569 – ในห้วงต้นฤดูแล้งที่ภาคเหนือเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อน ทั้งไฟป่าที่ปะทุเป็นหย่อม ๆ ในพื้นที่ลาดชัน เข้าถึงยาก และหมอกควันที่สะสมในอากาศจนกระทบต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน สั่งการด่วนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าเคลื่อนที่เร็วเข้าควบคุมสถานการณ์ในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย และลำปาง หลังรายงานพบจุดความร้อนรวม 61 จุดในวันเดียว เพื่อจำกัดวงความเสียหายและลดมลพิษทางอากาศให้ได้มากที่สุด

ปฏิบัติการเร่งด่วนจากวอร์รูม สบอ.15 ชี้จุดยุทธศาสตร์ต้องเข้าถึงให้ทันก่อนลุกลาม

การสั่งการดังกล่าวสะท้อน “โจทย์เวลา” ที่เป็นหัวใจของการสยบไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะเมื่อไฟป่าลุกลามผ่านสันเขาและหุบห้วย การระดมกำลังล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้พื้นที่เสียหายกว้างขึ้นและเพิ่มฝุ่นควันในบรรยากาศอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยถึงการประชุมติดตามสถานการณ์ ณ ศูนย์สั่งการสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน หรือวอร์รูม ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย โดยกำชับให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุกแห่งที่พบจุดความร้อน ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ระดมกำลังเข้าดับไฟให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

พะเยาพบหนักสุดในอุทยานดอยภูนาง 21 จุด ระดม 120 นายแบ่ง 8 ชุด

จากข้อมูลปฏิบัติการภาคสนาม อุทยานแห่งชาติดอยภูนางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุด 21 จุด โดยหัวหน้าพื้นที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 120 นาย แบ่งเป็น 8 ชุดปฏิบัติการ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงม่วนและอำเภอปง เข้าควบคุมจุดวิกฤตบริเวณสันเขา เช่น ดอยถ้ำหมากเม่าและดอยสังฆราช เพื่อกันไฟไม่ให้ไล่ลงสู่พื้นที่ลุ่มและชุมชนปลายน้ำ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ 20 จุด ผนึกหน่วยเสือไฟเสริมกำลังเข้าพิกัดยาก

อีกพื้นที่ที่ต้อง “เร่งเข้าถึง” คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ พบจุดความร้อน 20 จุด หัวหน้าพื้นที่ประสานชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า หรือหน่วยเสือไฟ จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย เข้าสนับสนุน ร่วมกับเครือข่ายอาสาและฝ่ายปกครองในหลายอำเภอของพะเยา เพื่อเข้าถึงพิกัดที่มีความยากลำบากและควบคุมไม่ให้เกิดการปะทุซ้ำ

กระจายกำลังหลายแนวรบ ทั้งเขตห้ามล่า ทับพญาลอ ดอยผาช้าง แม่ปืม และดอยหลวง

นอกจากพื้นที่หลัก ยังมีการปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่อื่นควบคู่กัน เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพญาลอเข้าควบคุมจุดความร้อน 8 จุดในบางพื้นที่ของพะเยา ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างรายงานการเข้าดำเนินการในพื้นที่ 6 จุด ขณะที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืมจัดกำลัง 38 นายเข้าดับไฟในพื้นที่อำเภอภูกามยาว โดยประเมินว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ภายในวันเดียว และอุทยานแห่งชาติดอยหลวงรายงานว่าสามารถควบคุมไฟในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ได้แล้วส่วนใหญ่ พร้อมเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ

ภาพรวมดังกล่าวทำให้การรับมือไฟป่าปีนี้ไม่ใช่การ “ตั้งรับตามเหตุ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดกำลังแบบหลายชั้น ตั้งแต่การเข้าดับไฟฉับไว การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดว่าฤดูแล้งปี 2569 จะควบคุมความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายเดินมาตรการห้ามเผา 86 วัน คุมต้นเหตุ ลดจุดความร้อน แต่ PM2.5 ยังต้องจับตา

จังหวัดเชียงรายยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเป็นแกนหลักของการป้องกัน โดยกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน พร้อมเตือนบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อสกัดต้นเหตุฝุ่นควันจากกิจกรรมเผาในพื้นที่และลดความเสี่ยงไฟป่าลุกลาม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านข้อมูลย้ำว่า “จุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการติดตามความเสี่ยงไฟและการเผา โดยปกติได้จากการตรวจจับดาวเทียม เช่น MODIS และ VIIRS ซึ่งทำให้หน่วยภาคสนามสามารถวางกำลังเข้าหาพิกัดได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จุดความร้อนในบางช่วงจะลดลง แต่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังขึ้นกับปัจจัยลม การสะสมในบรรยากาศ และฝุ่นควันข้ามพื้นที่ได้ โดยมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ที่ระดับ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นค่ามาตรฐานอ้างอิงด้านสุขภาพในปัจจุบัน

ฝ่ายปกครองและชุมชน ร่วมแนวกันไฟ ตอกย้ำว่าป้องกันต้องเดินพร้อมภาคสนาม

ในระดับพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย รายงานการระดมฝ่ายปกครอง จิตอาสา และประชาชน ออกลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในหลายจุดเสี่ยง สามารถควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว ไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง และติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนลดกิจกรรมก่อฝุ่น และร่วมกันจัดการเชื้อเพลิงในครัวเรือนและชุมชน เช่น การเก็บเศษใบไม้กิ่งไม้ทำปุ๋ยหมักแทนการเผา การทำเสวียน รวมถึงการทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ร่วมรณรงค์สร้างการรับรู้แก่ชุมชนโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ เพื่อให้มาตรการห้ามเผา “เกิดผลจริง” ในระดับหมู่บ้าน

เงินกองทุนและแรงจูงใจ สะพานเชื่อมการทำงานจากศรัทธาสู่ภารกิจจริง

อีกด้านหนึ่ง การสนับสนุนกำลังภาคสนามและอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายมีการขับเคลื่อนกองทุนและกิจกรรมสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและลดฝุ่นควันผ่านหลายกลไก ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในช่วงวิกฤต โดยหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในจังหวัดยังเผยแพร่ข้อมูลการประชุมติดตามงานเป็นระยะ เพื่อบูรณาการหน่วยงานและขับเคลื่อนมาตรการร่วมกัน

ความท้าทายที่ยังอยู่ตรงหน้า เมื่อไฟป่าคือปัญหาทรัพยากร แต่ฝุ่นควันคือปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจ

แก่นของสถานการณ์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ดับไฟให้ทัน” แต่ต้องลดความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับการลดภาระสุขภาพของประชาชน และรักษากิจกรรมเศรษฐกิจในช่วงฤดูท่องเที่ยวและฤดูเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องใช้แรงงานกลางแจ้ง

หน่วยงานด้านอุทยานชี้ว่าการเข้าถึงพื้นที่รวดเร็วและแม่นยำคือยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะที่จังหวัดและท้องถิ่นต้องยืนระยะมาตรการห้ามเผาให้ครบช่วง 86 วัน เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและลดฝุ่นสะสมในอากาศในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและช่วยภาคสนาม

ภายใต้สถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวัง หน่วยงานรัฐแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่สร้างความตื่นตระหนก ได้แก่ ลดกิจกรรมก่อควันทุกชนิด งดเผาเศษวัสดุในที่โล่ง ติดตามค่าฝุ่นจากสถานีตรวจวัดหรือช่องทางทางการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากมาตรฐานเมื่อจำเป็น และแจ้งเหตุไฟหรือควันในพื้นที่เสี่ยงต่อหน่วยงานท้องที่เพื่อให้ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าถึงพิกัดได้เร็วที่สุด

ท้ายที่สุด ภาพของการแก้ไฟป่าและฝุ่นควันในปี 2569 กำลังสะท้อนบทเรียนเดิมที่ยังต้องย้ำซ้ำ คือภาครัฐต้องเข้มข้นเรื่องการบังคับใช้และการสนับสนุนภาคสนาม ขณะที่ประชาชนและชุมชนคือด่านแรกของการป้องกัน หาก “ไม่เผา” ถูกทำให้เป็นวินัยร่วมกันในทุกหมู่บ้าน เป้าหมายอากาศที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นจะขยับเข้าใกล้ความจริงได้มากกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานการสั่งการและปฏิบัติการควบคุมไฟป่าในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย ลำปาง และข้อมูลจุดความร้อน 61 จุด วันที่ 4 มีนาคม 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ และราชกิจจานุเบกษา ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยแบบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง
  • GISTDA ข้อมูลอธิบายการตรวจจับจุดความร้อนจากดาวเทียม MODIS และ VIIRS เพื่อการติดตามไฟและการเผา
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารและการบูรณาการงานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในจังหวัด
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารประเด็นไฟป่าหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
  • NBT North กิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ลดค่า PM2.5 ในพื้นที่เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเอาอยู่! เปิดศูนย์ประสานงานน้ำมัน 24 ชม. หลังตลาดพลังงานโลกผันผวน ย้ำประชาชนอย่ากักตุนเชื้อเพลิง

เชียงรายคุมเข้มการจำหน่ายน้ำมัน สยบตื่นตระหนกแม่สาย หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดพลังงานโลก

เชียงราย,4 มีนาคม 2569 – บรรยากาศการใช้พลังงานในจังหวัดเชียงรายตลอดสองวันที่ผ่านมาเข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง หลังประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สายเร่งนำรถไปต่อคิวเติมน้ำมันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ กระทั่งสถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะสินค้าขาดช่วงชั่วคราวในบางช่วงเวลา ขณะที่จังหวัดและหน่วยงานด้านพลังงานยืนยันว่าภาพรวมยังไม่ใช่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงผิดปกติจนต้องเร่งบริหารคิวและเร่งรอบขนส่ง

สัญญาณจากต่างประเทศที่จุดชนวนความกังวล

ความกังวลของประชาชนในหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทยถูกกระตุ้นจากรายงานเหตุการณ์กระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง จนเกิดไฟไหม้ในช่วงสายตามเวลาท้องถิ่น เหตุลักษณะนี้ตอกย้ำความเปราะบางของศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค และทำให้ตลาดโลกจับตาความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของน้ำมันและก๊าซ

ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า หากการปิดกั้นหรือความเสี่ยงทางเดินเรือยืดเยื้อ ผลกระทบอันดับแรกมักจะมาในรูปต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัว ก่อนจะลามไปสู่แรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าขนส่งในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นกรอบอธิบายที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนของไทยที่ความกังวลทางจิตวิทยามาเร็วกว่าข้อเท็จจริงด้านอุปทาน

แม่สายเผชิญภาวะตื่นตระหนก การแห่เติมทำให้ขาดช่วงชั่วคราว

ในเชียงราย กระแสตื่นตระหนกเด่นชัดที่อำเภอแม่สายจากการเป็นเมืองหน้าด่าน มีการสัญจรข้ามแดนและกิจกรรมขนส่งสูง เมื่อผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการในเวลาไล่เลี่ยกัน ปริมาณน้ำมันที่ปั๊มเตรียมไว้ในวันปกติจึงลดลงเร็วผิดปกติ และบางแห่งต้องรอรอบรถขนส่งเติมสต็อก ทำให้เกิดภาพคิวแน่นและน้ำมันขาดช่วงเป็นระยะ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์สอบถามหน่วยงานพลังงานจังหวัดเชียงรายต่อกรณีที่ประชาชนบางส่วนถูกตรวจบัตรประชาชนก่อนเติมน้ำมัน ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นมาตรการของสถานีบริการบางแห่ง เพื่อจัดลำดับให้ประชาชนไทยและเกษตรกรในพื้นที่เป็นลำดับแรกตามแนวทางที่ฝ่ายปกครองกำชับในช่วงความต้องการสูง ขณะที่รถป้ายทะเบียนต่างประเทศบางกลุ่มอาจถูกจำกัดการให้บริการชั่วคราวเพื่อลดแรงดึงสต็อกในพื้นที่ ทั้งนี้หน่วยงานย้ำว่าไม่พบหลักฐานการกักตุนโดยผู้ประกอบการ แต่ปัญหาเกิดจากดีมานด์พุ่ง และต้องใช้เวลาขนส่งจากแหล่งเติม เช่น การนำรถขนส่งจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเสริมในบางจุด

หนังสือด่วนที่สุดอำเภอแม่สาย ย้ำ 6 มาตรการเร่งด่วนให้ทุกปั๊มถือปฏิบัติ

หลักฐานสำคัญในเชิงเอกสารคือ หนังสือด่วนที่สุดจากที่ว่าการอำเภอแม่สาย ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ส่งถึงหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เพื่อขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ โดยเนื้อหามุ่งลดการตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น พร้อมกำชับแนวทางลงทะเบียนในกรณีจำเป็นต้องบรรจุน้ำมันใส่ภาชนะ และการสกัดพฤติกรรมเวียนเติมมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน

สาระของมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดสื่อสารต่อสาธารณะในช่วงเดียวกัน คือให้สิทธิ์ประชาชนไทยและการใช้งานจำเป็นก่อน งดขายใส่ภาชนะยกเว้นมีเหตุจำเป็นและต้องลงทะเบียน คุมเข้มการเติมปริมาณมากของชาวต่างชาติและให้ลงทะเบียน สกัดการเวียนเติม กระจายจุดเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อแม่สายมีความหนาแน่น และหากพบการกักตุนหรือปฏิเสธการขายโดยไร้เหตุผลให้แจ้งหน่วยงานทันทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเข้มทั้ง 18 อำเภอ เน้นป้องกันฉวยโอกาสและข่าวลือ

ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จังหวัดได้บูรณาการพลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการและติดตามสถานการณ์จริง โดยเน้นสองประเด็นหลัก คือการไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อน เช่น ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือสร้างภาวะขาดแคลนเทียมจากการบริหารคิวที่ไม่เป็นธรรม และการเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ

ในระดับประเทศ สื่อรายงานว่าไทยมีสำรองเชื้อเพลิงในภาพรวมที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลายสัปดาห์ถึงราวสองเดือน แม้ในกรณีเลวร้ายที่นำเข้าใหม่ทำได้จำกัด ขณะที่ภาครัฐยังประสานการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อเสริมความมั่นคง ประเด็นนี้ถูกใช้เป็นแกนกลางของการสื่อสารเชิงนโยบาย เพื่อบอกประชาชนว่าเหตุที่เห็นปั๊มขาดช่วงเป็นเรื่องรอบขนส่งและความต้องการเฉพาะหน้ามากกว่าการขาดแคลนทั้งระบบ

เหตุผลที่เห็นคนเติมใส่ถัง และแนวทางลงทะเบียนให้ตรวจสอบได้

อีกภาพที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์คือกรณีประชาชนนำถังใหม่มาเติมน้ำมัน ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการกักตุน หน่วยงานพลังงานจังหวัดชี้แจงว่า สามารถทำได้ในกรณีจำเป็นจริง เช่น เกษตรกรที่ต้องใช้กับเครื่องสูบน้ำหรือทำงานในสวน รวมถึงงานก่อสร้าง แต่ต้องมีการบันทึกข้อมูลการใช้งานและปริมาณ เพื่อให้ตรวจสอบได้และป้องกันการนำไปขายต่อ

ฝ่ายปกครองทั้ง 18 อำเภอถูกสั่งการให้สำรวจและติดตามในเชิงข้อเท็จจริงว่า ผู้ลงทะเบียนเติมใส่ภาชนะเป็นผู้ใช้งานเพื่ออาชีพจริง ไม่ใช่การฉวยโอกาส ทั้งนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับกลุ่มบริการสาธารณะ เช่น รถกู้ภัย รถกู้ชีพ รถโรงพยาบาล และงานฉุกเฉินที่ต้องได้รับความสะดวกเป็นพิเศษในช่วงคิวหนาแน่น

เปิดช่องทางสื่อสารใหม่ Line OpenChat 24 ชั่วโมง ลดข่าวลือ เพิ่มความไว้วางใจ

เพื่อรับมือกับคำถามจำนวนมากและลดการแพร่กระจายของข่าวลือ สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายได้เปิดช่องทางสื่อสารแบบ Line OpenChat เพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อเท็จจริง ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือแจ้งเบาะแสการฉวยโอกาสได้ตลอดวัน แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องมือสื่อสารของรัฐที่เข้าถึงง่ายในภาวะวิกฤต โดยย้ำเป้าหมายสำคัญคือสกัดข้อมูลบิดเบือนและลดความตื่นตระหนก

ภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยเปราะบางจากพลังงานนำเข้า แต่แรงกระแทกแรกคือราคาและเงินเฟ้อ

ในเชิงมหภาค รายงานวิเคราะห์ของสถาบันการเงินและสำนักวิจัยต่างประเทศบางแห่งประเมินว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันและก๊าซได้เร็ว ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบระยะสั้นมักเป็นเงินเฟ้อและต้นทุนมากกว่าการขาดแคลนทันที หากรัฐยังจัดหาได้ต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาจะผันผวนและกดดันค่าครองชีพ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงและไม่ซ้ำเติมระบบ

หนึ่ง ใช้เชื้อเพลิงตามความจำเป็น เติมตามรอบปกติ หลีกเลี่ยงการแห่เติมพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดช่วงเทียมและทำให้คิวหนาแน่นขึ้น

สอง หากจำเป็นต้องเติมใส่ภาชนะเพื่อเกษตรหรือก่อสร้าง ให้เตรียมเอกสารหรือข้อมูลการใช้งานเพื่อการลงทะเบียนตามมาตรการของอำเภอและจังหวัด

สาม เลือกเติมในอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความหนาแน่น เพื่อกระจายดีมานด์และลดแรงกดดันต่อสต็อกหน้าด่าน

สี่ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และใช้ช่องทางที่จังหวัดเปิดไว้ เช่น Line OpenChat หรือสายด่วนร้องเรียน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลือ

ความมั่นคงพลังงานต้องใช้ทั้งสต็อกและสติของสังคม

สถานการณ์น้ำมันในเชียงรายช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่เกิดซ้ำในทุกวิกฤต คือระบบอาจยังมีของเพียงพอ แต่หากผู้คนตื่นตระหนกพร้อมกัน ภาวะขาดช่วงระยะสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสร้างแรงกดดันต่อปั๊ม ขนส่ง และบริการฉุกเฉิน

มาตรการ 6 ข้อของอำเภอแม่สายที่มีเอกสารทางการรองรับ ประกอบกับการตรวจเข้มระดับจังหวัดและการเปิดช่องทางสื่อสารตลอดวัน เป็นความพยายามทำให้ตลาดกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ภายใต้หลักคิดที่ผู้บริหารพื้นที่ย้ำกับประชาชนว่า ตระหนักได้แต่ไม่ตระหนก

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้

  • ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของไทยในภาพรวมประเทศถูกสื่อรายงานว่าสามารถรองรับการใช้งานได้ราวสองเดือนในสถานการณ์ตึงตัว
  • เหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ถูกรายงานว่าเกิดจากเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง
  • ประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญถูกกดดัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

วิกฤตพลังงานจากข่าวฮอร์มุซ! แม่สายออก 6 มาตรการเร่งด่วน ควบคุมการจำหน่ายน้ำมัน ย้ำปริมาณสำรอง เชียงรายยังเพียงพอ

เชียงรายคุมเข้มขายน้ำมันแม่สาย ออก 6 มาตรการสกัดตื่นตระหนก หลังข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนตลาดพลังงาน

3 มีนาคม 2569 – ความกังวลต่อความตึงเครียดตะวันออกกลางและความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งแรงสะเทือนถึงเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอแม่สายที่เกิดภาวะแห่เติมน้ำมันจนบางปั๊มขาดช่วงชั่วคราว ทางอำเภอออกหนังสือด่วนที่สุดขอความร่วมมือสถานีบริการใช้งาน 6 มาตรการเร่งด่วน ขณะกระทรวงพลังงานยืนยันปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศยังเพียงพอ และเตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อประคองเสถียรภาพ

สัญญาณจากตะวันออกกลางที่ลามมาถึงชายแดนเหนือ

ภาพที่พบได้ในหลายจุดของอำเภอแม่สายคือรถยนต์ต่อคิวเข้าปั๊มน้ำมันหนาแน่นกว่าปกติ เสียงสนทนาในแถวเติมน้ำมันสะท้อนความกังวลคล้ายกันว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือการสู้รบขยายวง ราคาน้ำมันจะพุ่ง และอาจเกิดภาวะขาดแคลนในพื้นที่ชายแดนในระยะสั้น

แรงกระเพื่อมดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดพลังงานโลกกำลังจับตาความเสี่ยงด้านการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวอาหรับและประเทศใกล้เคียง โดยสื่อทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นระบุว่าเกิดจากเศษซากที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ และสามารถควบคุมเหตุได้โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเบื้องต้น

ในภาพรวม ความเสี่ยงที่ถูกจับตาหนักที่สุดยังคงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคอขวดสำคัญของน้ำมันและก๊าซโลก ซึ่งรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งใน “จุดคอขวดด้านการขนส่งพลังงาน” ที่สำคัญของโลก โดยเคยมีการประเมินว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวอยู่ในระดับหลายสิบล้านบาร์เรลต่อวันในบางช่วงเวลา และเป็นสัดส่วนใหญ่ของการขนส่งทางทะเล

เมื่อความกลัวกลายเป็นความขาดแคลนเทียม

ในแง่เศรษฐศาสตร์การค้า เหตุการณ์ “แห่ซื้อ” มักทำให้ระบบแจกจ่ายที่ปกติรองรับความต้องการรายวันเกิดแรงกดดันฉับพลัน แม้ปริมาณสินค้าในระบบจะยังไม่หายไปไหน แต่ความต้องการที่พุ่งสูงเกินจริงในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้บางสถานีบริการ “หมดหน้าตู้” หรือ “สินค้าขาดช่วง” ชั่วคราวได้ง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความหนาแน่นการเดินทางและการขนส่งสูง รวมถึงมีมิติอุปสงค์จากฝั่งข้ามแดนที่ต้องบริหารจัดการอย่างละเอียดอ่อน

บริบทของแม่สายยิ่งทำให้ความกังวลลุกลามเร็ว เพราะเป็นอำเภอหน้าด่านที่ผูกกับการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ระดับพื้นที่ รถบรรทุกสินค้า รถโดยสาร และรถส่วนบุคคลจำนวนมากพึ่งพาการเติมน้ำมันในพื้นที่เพื่อเดินทางต่อไปยังอำเภอใกล้เคียงหรือจังหวัดข้างเคียง เมื่อมีข่าวความเสี่ยงระดับโลก จึงสะท้อนเป็น “ความกลัวในระดับครัวเรือน” ทันที

หนังสือด่วนที่สุดจากอำเภอแม่สาย ออก 6 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อตัดวงจรความตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น ที่ว่าการอำเภอแม่สายออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ขอความร่วมมือสถานีบริการน้ำมันและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ สาระสำคัญประกอบด้วย

  1. จัดลำดับการจำหน่ายให้ประชาชนสัญชาติไทยและกลุ่มที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น การเกษตร การเดินทาง การขนส่ง เป็นลำดับแรก
  2. งดการจำหน่ายน้ำมันโดยกรอกใส่ภาชนะอื่น ยกเว้นกรณีจำเป็นเพื่อการเกษตรหรือก่อสร้าง โดยให้ลงทะเบียนชื่อ กิจกรรม และปริมาณ
  3. กำกับการเติมน้ำมันของชาวต่างชาติให้ลงทะเบียนทุกครั้ง และให้สถานีบริการพิจารณาจำกัดปริมาณหรือปฏิเสธการขายได้ หากพบว่าปริมาณมากเกินความจำเป็นหรือเหตุผลไม่สมควร
  4. สกัดพฤติกรรมเวียนเติม หากพบการเติมมากกว่า 1 ครั้งต่อวันให้ปฏิเสธการขาย
  5. ขอให้ประชาชนกระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียง หากพื้นที่แม่สายมีปริมาณไม่เพียงพอ
  6. หากพบการกักตุนหรือการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้แจ้งหน่วยงานพลังงานจังหวัดเพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

หนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอำเภอแม่สาย เพื่อสื่อสารไปยังหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการให้ถือปฏิบัติร่วมกัน

รัฐบาลย้ำปริมาณสำรองยังเพียงพอ พร้อมจัดหานอกตะวันออกกลาง

ขณะที่พื้นที่ชายแดนต้องรับมือด้าน “ความเชื่อมั่น” กระทรวงพลังงานออกมาให้ข้อมูลเพื่อสกัดข่าวลือ โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกักตุน โดยระบุปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือรวมกับน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งรวม 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ต่อเนื่องราว 60 วันในกรณีเลวร้ายที่ไม่สามารถจัดหาเพิ่มได้ทันที พร้อมแนวทางให้ผู้ค้าจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดแรงกระแทกด้านราคา

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางสะท้อนแนวคิดเดียวกับพื้นที่แม่สาย คือทำให้ตลาด “ไหลตามปกติ” โดยไม่ให้ความกลัวเร่งให้ระบบเกิดภาวะตึงตัวก่อนเวลา

ภาพ : https://discoveryalert.com.au/strait-of-hormuz-energy-security-2026/

เหตุใดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้คนเชียงรายกังวล

แม้เชียงรายอยู่ไกลจากอ่าวอาหรับ แต่ต้นทุนพลังงานคือโครงสร้างพื้นฐานของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทางข้ามอำเภอ การขนส่งสินค้าเกษตรจากไร่สู่ตลาด การท่องเที่ยวในฤดูกาลร้อน ไปจนถึงต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย

รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือการปิดกั้นการเดินเรือ ย่อมสร้างแรงกดดันต่อราคาและความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลก ส่วนการประเมินของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกก็เตือนว่าการหยุดชะงักของเส้นทางนี้สามารถกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคและทำให้ราคาผันผวนรุนแรงขึ้น

เมื่อข่าวความเสี่ยงเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านสื่อออนไลน์ ความหมายจึงถูก “แปล” กลายเป็นคำถามง่าย ๆ ของประชาชนว่า “พรุ่งนี้น้ำมันจะหมดไหม” ซึ่งเป็นจุดที่การสื่อสารภาครัฐต้องทำงานเร็วและแม่นยำกว่าข่าวลือ

มิติชายแดนและความเสี่ยงการเวียนเติม

มาตรการในแม่สายให้ความสำคัญกับการเวียนเติมและการเติมปริมาณมากผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติ เพราะในพื้นที่หน้าด่าน การคาดการณ์ “ส่วนต่างราคา” สามารถกระตุ้นแรงจูงใจให้เกิดการนำไปขายต่อหรือกักตุนเพื่อเก็งกำไรได้ง่าย หากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวในวงกว้าง ผลลัพธ์จะตกกับคนในพื้นที่ทันที ทั้งเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องจักร ทั้งครัวเรือนที่ต้องเดินทาง และทั้งผู้ประกอบการขนส่งที่แบกรับต้นทุนรายวัน

ในอีกด้าน มาตรการห้ามกรอกใส่ภาชนะยกเว้นกรณีจำเป็นและต้องลงทะเบียน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมมีโอกาสเกิดอัคคีภัยและอุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของภาคเหนือช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน

กฎหมายคุมเข้มกักตุนและฉวยโอกาส ข้อควรรู้ของประชาชน

จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ย้ำว่าหากพบการกักตุน ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร สามารถเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ระบุโทษทางอาญาสูงสุดได้ถึงจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส ประชาชนสามารถใช้สายด่วนกรมการค้าภายในหมายเลข 1569 ซึ่งเป็นช่องทางมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาสินค้าและบริการ รวมถึงช่องทางของหน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัดตามที่มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่

เศรษฐกิจฐานรากแพ้ข่าวลือมากกว่าวิกฤตจริง

แกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “น้ำมัน” แต่คือ “ความเชื่อมั่น” เพราะหากประชาชนเติมตามปกติ ระบบขนส่งจะทยอยเติมสต็อกตามรอบ การกระจายเชื้อเพลิงยังเดินต่อได้ แต่หากคนจำนวนมากเชื่อว่าของจะหมดพร้อมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือระบบถูกดึงให้ตึงเกินศักยภาพ จนเกิดการขาดช่วงเทียม และกลายเป็นภาพยืนยันข่าวลือแบบย้อนกลับ

ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ความตึงตัวทางพลังงานส่งผลเป็นลูกโซ่เร็วกว่าเมืองชั้นใน เพราะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า การเดินทางข้ามแดน และบริการท่องเที่ยวที่ใช้รถเป็นหลัก หากราคาผันผวนหรือเชื้อเพลิงขาดช่วง แม้เพียงบางพื้นที่ ก็สามารถกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยได้ทันที ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงรถรับจ้างในชุมชน

อีกชั้นหนึ่งคือผลต่อการท่องเที่ยวฤดูร้อน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นฤดูกาลกิจกรรมในหลายอำเภอของเชียงราย หากค่าใช้จ่ายเดินทางเพิ่มขึ้น ย่อมลดแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มขับรถเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ

เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด แนวทางที่หน่วยงานพื้นที่พยายามสื่อสารสามารถสรุปเป็นข้อปฏิบัติที่ทำได้ทันที

  1. เติมตามความจำเป็นจริง หลีกเลี่ยงการเติมเกินปกติโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  2. งดกรอกใส่ภาชนะ หากมีเหตุจำเป็นด้านเกษตรหรือก่อสร้างให้ดำเนินการตามระบบลงทะเบียนของสถานีบริการ
  3. หากอยู่ในแม่สายและพบว่าปั๊มบางแห่งคิวหนาแน่น ให้พิจารณากระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียงตามคำแนะนำของภาครัฐ
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก โดยเฉพาะประกาศกระทรวงพลังงานและหน่วยงานจังหวัด
  5. หากพบการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล การฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกักตุน ให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือหน่วยงานจังหวัดตามช่องทางที่ประกาศไว้

เมื่อมาตรการในพื้นที่ต้องเดินคู่ข้อมูลจากส่วนกลาง

เหตุการณ์ความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันในแม่สายสะท้อนความจริงสำคัญว่า วิกฤตพลังงานในโลกปัจจุบันไม่ได้เดินทางด้วยเรือหรือน้ำมันเท่านั้น แต่เดินทางด้วย “ข้อมูล” และ “อารมณ์” เมื่อข่าวความเสี่ยงแพร่กระจายเร็วกว่าเชื้อเพลิงที่ถูกขนส่ง ระบบบริหารจัดการจึงต้องตอบสนองด้วยมาตรการที่ชัดเจนและสื่อสารให้ทัน

หนังสือด่วนที่สุดของอำเภอแม่สายเป็นตัวอย่างของการจัดการเชิงพื้นที่ที่พยายามรักษาความเป็นธรรมให้คนในพื้นที่ก่อน ลดแรงจูงใจการกักตุน และป้องกันพฤติกรรมเวียนเติมที่ทำให้ตลาดเสียสมดุล ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเรื่องปริมาณสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน คือสารที่ต้องถูกส่งถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติความตื่นตระหนกตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน บทเรียนที่ชัดที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่การเติมให้เต็มถัง แต่คือการรักษาสติให้เต็มใจ แล้วปล่อยให้ระบบทำงานตามปกติภายใต้กติกาที่เข้มงวดและเป็นธรรม

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ 1 มีนาคม 2569 รวม 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน ตามข้อมูลกระทรวงพลังงาน
  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ตามรายงาน World Oil Transit Chokepoints ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ
  • โทษสูงสุดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ข้อมูลสำรองน้ำมันและมาตรการดูแลสถานการณ์ วันที่ 1 มีนาคม 2569

  • U.S. Energy Information Administration รายงาน World Oil Transit Chokepoints อัปเดตข้อมูลเส้นทางคอขวดพลังงาน

  • Emirates News Agency รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์จากเศษซากการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ วันที่ 3 มีนาคม 2569

  • กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการและบทกำหนดโทษ

  • กรมการค้าภายใน ข้อมูลช่องทางร้องเรียนสายด่วน 1569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายประกาศคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ ย้ำให้คนไทยและเกษตรกรก่อน

เชียงรายคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดแห่เติมและกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ สั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำจัดสรรให้คนไทยและภาคเกษตรก่อน

เชียงราย,3 มีนาคม 2569 – ภาพคิวยาวหน้าสถานีบริการน้ำมันในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอชายแดนอย่างแม่สาย กลายเป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางของชีวิตประจำวัน เมื่อข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์และการบอกต่อในชุมชน จนเกิดพฤติกรรมแห่เติมน้ำมันและซื้อกักตุนในระยะเวลาอันสั้น

เหตุการณ์ที่เริ่มจากความกังวลในระดับโลก กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกปลอดภัยของคนท้องถิ่นในระดับตำบล เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นต้นทุนของการเดินทาง การขนส่งสินค้า การทำเกษตร และการทำมาค้าขายในเมืองชายแดนที่มีการเคลื่อนไหวของผู้คนและยานพาหนะตลอดทั้งวัน

จากไฟสงครามไกลตัว สู่แรงสั่นสะเทือนหน้าแท่นจ่าย

ท่ามกลางรายงานข่าวนานาชาติที่ระบุถึงการสู้รบและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้หลายประเทศในภูมิภาคปิดน่านฟ้าและยกระดับการเตือนภัย ความกังวลของประชาชนในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น แต่รวมถึงคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือจะมีน้ำมันพอเติมหรือไม่ และถ้าขาดช่วงจะกระทบการทำกินอย่างไร

จุดเปราะบางของความเชื่อมั่นอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่ถูกจับตาในทุกวิกฤตตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นหนึ่งในคอขวดพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยข้อมูลของหน่วยงานพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผ่านช่องแคบนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงมากของการขนส่งทางทะเลของโลก และความเสี่ยงเพียงระยะสั้นก็สามารถกระตุ้นตลาดและความตื่นตระหนกได้ทันที

ในพื้นที่ชายแดน ความกังวลยิ่งทวีคูณ เพราะแม่สายเป็นศูนย์กลางการเดินทาง การค้าชายแดน และการขนส่งข้ามพื้นที่ หากการเติมน้ำมันสะดุด แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบจะลามไปถึงรถขนส่งสินค้า รถรับจ้าง ร้านค้า และครัวเรือนที่ต้องเดินทางทำงาน

ภาพหน้างานแม่สาย น้ำมันขาดช่วงบางแห่ง ชี้ปัญหาเกิดจากความต้องการพุ่งฉับพลัน

การลงพื้นที่ตรวจติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 มีนาคม 2569 พบว่าสถานีบริการน้ำมันในอำเภอแม่สายและอำเภอแม่จันบางแห่งมีปริมาณคงเหลือจำกัด และบางแห่งหมดสต็อกชั่วคราว โดยผู้ประกอบการยืนยันจะเร่งเติมเข้าระบบในช่วงเช้าวันถัดไป

รายงานยังสะท้อนบริบทชายแดนที่ทำให้สถานการณ์อ่อนไหวกว่าพื้นที่อื่น เมื่อมีข้อมูลว่าฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็กมีการจำหน่ายน้ำมันบรรจุขวดขนาด 700 มิลลิลิตร ในราคาขวดละ 250 บาท ซึ่งยิ่งกระตุ้นการรับรู้ของผู้คนว่าเชื้อเพลิงอาจตึงตัวและมีความเสี่ยงด้านราคา

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายในพื้นที่ชี้ตรงกันว่า ปัญหาหลักในวันเกิดเหตุไม่ใช่การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงเกินปกติในช่วงเวลาสั้น จนการกระจายสินค้าในพื้นที่บางจุดตามไม่ทัน เมื่อผู้คนจำนวนมากตัดสินใจเติมให้เต็มถังพร้อมกัน ระบบโลจิสติกส์ของสถานีบริการซึ่งมีรอบเติมและปริมาณสำรองประจำวันย่อมถูกกดดันในทันที

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำให้สิทธิคนไทยและเกษตรกรก่อน

เพื่อสกัดความตื่นตระหนกไม่ให้ลุกลามและป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีข้อกำชับให้สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งถือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ เน้นการจัดลำดับสิทธิให้ประชาชนไทยและภาคเกษตรเป็นลำดับแรก งดการจำหน่ายใส่ภาชนะโดยไม่มีเหตุจำเป็น ควบคุมการเติมปริมาณมากและการเวียนเติม รวมทั้งแนะนำให้กระจายการเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความต้องการหนาแน่น

มาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญในเชิงปฏิบัติการ คือทำให้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ในระบบถูกส่งไปถึงกิจกรรมจำเป็นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน การขนส่งสินค้า การทำไร่นา และงานบริการสาธารณะ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมที่อาจก่ออันตรายได้

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับการจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรการและไม่เปิดช่องให้ฉวยโอกาสจากความวิตกของประชาชน

กระทรวงพลังงานชี้ปริมาณสำรองยังเพียงพอ เร่งจัดหานอกตะวันออกกลาง และใช้กลไกราคาเพื่อลดแรงกระแทก

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน กระทรวงพลังงานออกมาสื่อสารประเด็นความมั่นคงทางพลังงานว่า ปริมาณสำรองในประเทศยังอยู่ในระดับรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ พร้อมประสานผู้ค้าน้ำมันให้เตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งและการพึ่งพาพื้นที่ความขัดแย้ง

ด้านมาตรการด้านราคา มีรายงานว่ารัฐบาลเดินหน้าคงมาตรการตรึงราคาดีเซลในช่วงสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยหากราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางคือ การตัดวงจรความตื่นตระหนกด้วยข้อมูลจริง เพราะหากประชาชนแห่เติมพร้อมกันต่อเนื่อง จะเกิดภาวะขาดแคลนเทียมจากพฤติกรรมผู้บริโภคเอง แม้ระบบรวมยังมีสินค้าเพียงพอ

กฎหมายคุมกักตุนและฉวยโอกาสยังมีผลบังคับ ใช้โทษอาญาเป็นกลไกคุมตลาด

ในมิติการบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดเชียงรายย้ำว่าหากพบการกักตุน การปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร หรือการกระทำใดที่เข้าข่ายทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักด้านการกำกับความเป็นธรรมทางการค้า โดยมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุกและปรับ

ช่องทางร้องเรียนที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ตรวจสอบและแจ้งเบาะแส รวมถึงสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และช่องทางของหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดการกระจายข่าวลือในชุมชน

วิเคราะห์แรงกดดันเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทำไมแม่สายจึงสะเทือนก่อน

ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่มองว่า แม่สายมีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่นจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกคือความหนาแน่นของการเดินทางข้ามพื้นที่ และพฤติกรรมเติมน้ำมันของรถที่ต้องวิ่งงานทั้งวัน เมื่อเกิดข่าวลือหรือความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ใช้รถจำนวนมากมักเลือกเติมให้เต็มถังเพื่อกันความเสี่ยง ส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มแบบฉับพลัน

ปัจจัยที่สองคือบริบทชายแดนที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดของเชื้อเพลิงในเชิงราคาและความพร้อมใช้ การมีรายงานราคาจำหน่ายแบบบรรจุขวดในฝั่งท่าขี้เหล็ก แม้เป็นข้อมูลเฉพาะจุด ก็มีผลเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าน้ำมันกำลังตึงตัวและอาจแพงขึ้น

ปัจจัยที่สามคือความเร็วของข่าวสารในโลกออนไลน์ เมื่อข่าวความขัดแย้งระดับภูมิภาคถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำว่า ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตพลังงานในความรับรู้ของผู้คน ทำให้ความกลัวแพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง ทั้งที่ในเชิงข้อมูล ช่องแคบดังกล่าวเป็นคอขวดพลังงานสำคัญจริง และความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ตลาดผันผวนได้ แต่การแปลความสู่การกักตุนในระดับครัวเรือนกลับทำให้ปัญหาเลวร้ายลง

บทเรียนการสื่อสารสาธารณะ เมื่อข่าวโลกกระทบชุมชน ต้องให้ข้อมูลเร็วและสม่ำเสมอ

กรณีเชียงรายสะท้อนบทเรียนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในยุคข่าวสารไหลเร็ว คือรัฐต้องสื่อสารให้เร็วพอที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และต้องสื่อสารสม่ำเสมอจนกว่าความวิตกจะลดลง

ฝ่ายจังหวัดจึงใช้แนวทางสองขาเดินพร้อมกัน ขาแรกคือมาตรการควบคุมพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความขาดแคลนเทียม เช่น งดขายใส่ภาชนะ คุมการเวียนเติม และจัดลำดับความสำคัญการจำหน่าย ขาที่สองคือการยืนยันปริมาณสำรองและแผนจัดหาจากส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่าระบบยังเดินได้และไม่มีเหตุผลต้องแย่งซื้อ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดแรงกระแทกต่อทั้งจังหวัด

หนึ่ง เติมน้ำมันตามความจำเป็น หลีกเลี่ยงการเติมซ้ำในวันเดียวโดยไม่มีเหตุจำเป็น และหลีกเลี่ยงการซื้อกักตุนใส่ภาชนะ เพราะนอกจากทำให้ระบบตึงตัว ยังเสี่ยงอันตรายจากการเก็บรักษาไม่ถูกต้อง

สอง หากอยู่ในพื้นที่แม่สายที่มีความหนาแน่น ให้พิจารณากระจายการเติมไปพื้นที่ใกล้เคียงตามคำแนะนำของจังหวัด เพื่อลดคอขวดหน้าแท่นจ่าย

สาม ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก และเมื่อพบการปฏิเสธจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล การกักตุน หรือการฉวยโอกาสขึ้นราคา ให้แจ้งสายด่วนและหน่วยงานที่ประกาศไว้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบทันที

ปิดท้ายจากเชียงรายถึงโลก ความมั่นคงพลังงานเริ่มที่วินัยของผู้ใช้

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ อาจเป็นภาพข่าวที่ดูไกล แต่กรณีเชียงรายแสดงให้เห็นว่า ข่าวโลกสามารถสะท้อนลงมาเป็นพฤติกรรมหน้าแท่นจ่ายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นใจต่อ “ของจำเป็น” ที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ชี้ว่าเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ไม่ได้มีแค่น้ำมันในถังสำรองหรือมาตรการรัฐเท่านั้น แต่คือสติของสังคมในการใช้ทรัพยากรตามความจำเป็น และการร่วมกันไม่สร้างความขาดแคลนเทียมให้กับบ้านของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อัลจาซีรา รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • S. Energy Information Administration บทวิเคราะห์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน เผยแพร่ 16 มิถุนายน 2568
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลสายด่วน 1569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เวียงกาหลง GI ดัง! ผู้ว่าฯ เชิญชวนชม สืบสานภูมิปัญญา

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยม “คุณพ่อทัน” ผู้อนุรักษ์เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

รากฐานอารยธรรมเก่าแก่หลายพันปีที่ควรค่าแก่การสืบสาน

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าเยี่ยมเยียน คุณพ่อทัน ผู้อนุรักษ์และสืบสานมรดกเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่มีประวัติยาวนานนับพันปี และเป็นรากฐานอารยธรรมของชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่ก่อนยุคพ่อขุนรามคำแหง

ปัจจุบัน เครื่องเคลือบเวียงกาหลง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดเชียงราย และเป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมเครื่องปั้นดินเผาทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากมีคุณภาพสูง น้ำหนักเบา และมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ภายในจังหวัดเชียงรายเอง กลับยังมีการรับรู้และใช้เครื่องเคลือบเวียงกาหลงในวงจำกัด

ร่วมอนุรักษ์และสืบสานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

เพื่อส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่านี้ ผู้ว่าฯ เชียงรายได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ให้ร่วมกันสนับสนุนเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงผ่านแนวทางดังต่อไปนี้:

  1. เยี่ยมชมและศึกษา ประวัติความเป็นมาของเครื่องดินเผาเวียงกาหลงได้ที่บ้านคุณพ่อทัน หรือแหล่งผลิตอื่น ๆ ในอำเภอเวียงป่าเป้า
  2. สนับสนุนสินค้าท้องถิ่น โดยเลือกซื้อเครื่องเคลือบเวียงกาหลงเป็นของใช้ในบ้าน หรือของฝากในโอกาสต่าง ๆ ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายใช้เครื่องเคลือบเวียงกาหลงเป็นของฝากแก่เอกอัครราชทูตและกงสุลที่มาเยือน
  3. ใช้เป็นของรางวัลและเกียรติบัตร เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้พิจารณานำเครื่องเคลือบเวียงกาหลงมาใช้เป็นโล่รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณในงานสำคัญต่าง ๆ

สถิติและผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

จากข้อมูลของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย พบว่าในปี 2567 มูลค่าการส่งออกเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงเพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยมีตลาดหลักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป นอกจากนี้ ยังมีความต้องการภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมให้ใช้เป็นของขวัญและของที่ระลึกอย่างเป็นทางการ

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย, กลุ่มผู้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำชิงไถลดการเผา อากาศเป็นของทุกคน

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำประชาชนร่วมกิจกรรม “ชิงไถ ลดการเผา” สร้างอากาศบริสุทธิ์

อากาศเป็นของทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลรักษา”

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำประชาชนบ้านหนองเขียว อ.เวียงป่าเป้า ร่วมกิจกรรม ชิงไถ ลดการเผา” ณ บ้านหนองเขียว (หย่อมบ้านแม่ฉางข้าว) หมู่ 10 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว นายอำเภอเวียงป่าเป้า หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ส่งเสริมแนวทางไถกลบ ลดปัญหาการเผา

หลังจากกิจกรรมไถกลบ ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกัน หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มไนโตรเจนและสารอาหารในดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย และสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงโค กระบือ หมู และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย

สร้างฝายชะลอน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ คณะทำงานยังร่วมกัน สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอุปโภคบริโภคแก่ชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเกษตรกรรมและปศุสัตว์บนพื้นที่ต้นน้ำ

ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ทำแนวกันไฟ

ผู้ว่าฯ เชียงรายยังได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ร่วมกัน ทำแนวกันไฟ ในตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันไฟป่าในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายฟ้าใส” 3 พื้นที่ 3 ช่วงเวลา

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศมาตรการ เชียงรายฟ้าใส” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

  1. ช่วงห้ามเผาในที่โล่ง: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
  2. ช่วงบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาด: ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด
  3. ช่วงฟื้นฟูพื้นที่และเฝ้าระวัง: ดำเนินการหลังจากมาตรการห้ามเผาสิ้นสุดลง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สถิติไฟป่าและผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ

จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมี จุดความร้อน (Hotspot) กว่า 2,800 จุด ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่สูงเกิน 100 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 µg/m³ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรณรงค์ งดเผาป่า-ลด PM2.5 ห้ามเผา 1 มีนาคม

เชียงรายเดินหน้ารณรงค์ “วันปลอดควันพิษจากไฟป่า” ลดเผา สู้วิกฤต PM2.5

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เร่งเครื่องรณรงค์แก้ปัญหาไฟป่า

เชียงราย,28 กุมภาพันธ์ 2568 – สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) จัดกิจกรรม “24 กุมภาพันธ์ วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า” โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่

เป้าหมายหลัก: ลด ละ เลิก การเผาในที่โล่ง

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อ รณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิก การเผาป่าและการเผาในที่โล่งทุกชนิด โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิดไฟป่าสูงสุด โดยมี นายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันจากเชียงรายและพะเยาเข้าร่วมงาน

เดินหน้าประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง

เพื่อให้การรณรงค์เกิดผล ขบวนรถประชาสัมพันธ์กว่า 22 คัน ถูกส่งออกไปกระจายข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูไฟป่า

24 กุมภาพันธ์: วันสำคัญในการลดหมอกควันไฟป่า

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 กำหนดให้ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้

เชียงรายในกลุ่มเสี่ยงสูง: เผาป่าทำให้ PM2.5 พุ่งสูง

เชียงรายเป็น 1 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือที่เผชิญปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 จากปัจจัยหลักดังนี้:

  • การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก
  • การลักลอบเผาป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดิน
  • หมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ภาวะแห้งแล้งในช่วงต้นปีเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น กระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

มาตรการเข้ม: ห้ามเผาเด็ดขาด 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 2568

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมดังนี้:

  • บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
  • ช่องทางแจ้งเหตุเมื่อพบการเผา
  • มาตรการเฝ้าระวังและควบคุมพื้นที่เสี่ยง

เป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบจากหมอกควันในระยะยาว

สถิติไฟป่าและผลกระทบต่อ PM2.5

จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 เชียงรายมีจุดความร้อน (Hotspot) กว่า 3,500 จุด และค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคมแตะระดับ 150 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด (50 µg/m³) หลายเท่าตัว

ที่มา: สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15, กรมควบคุมมลพิษ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE