
Summary
เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย
ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย
กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%
สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล
สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%
เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล
เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด
การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง
วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล
สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้
ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง
สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก
เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว
จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน
ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย
สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ
เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง
รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์
แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี
ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง
เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป
อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น
นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น
ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น
ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว
มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง
นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก
แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย
แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน
ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว
ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- กรมประชาสัมพันธ์
- ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา













