Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

วิกฤตเดินทางกลับสงกรานต์ 2569 เชียงรายอุบัติเหตุพุ่ง 10 ครั้งในวันเดียว จี้ขนส่งคุมเข้มพนักงานขับรถต้องแอลกอฮอล์ศูนย์

Summary
  • เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย

  • ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย

  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล

  • สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%

เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล

เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด

การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง

วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล

สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้

ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง

สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก

เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว

จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน

ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย

สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์

แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง

เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป

อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น

นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น

ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว

มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง

นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก

แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน

ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว

ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

Summary
  • เชียงแสนจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” 13-18 เม.ย. 69 ปลุกเมืองเก่าให้มีชีวิต

  • อบจ.เชียงราย ชูแนวคิด “เมืองเดินได้” เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • กิจกรรมไฮไลต์คืออุโมงค์น้ำริมโขง ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน และสินค้า OTOP 18 อำเภอ

  • ททท. ปรับกลยุทธ์เน้น Value over Volume ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

  • งานนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและพิสูจน์ศักยภาพท่องเที่ยวเมืองชายแดน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ อนุทินสั่งเข้ม WFH ประหยัดพลังงานรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ผลโพลชี้คนไทยอ่วมค่าครองชีพพุ่งสูง

Summary
  • นายกฯ เตือนสงครามตะวันออกกลางทำวิกฤตพลังงานโลก สั่งรัฐ WFH และประหยัดไฟเข้มงวด

  • สวนดุสิตโพลระบุคน 84% เดือดร้อนจากน้ำมันแพง และ 61% แบกค่าครองชีพไม่ไหว

  • ประชาชนปรับแผนสงกรานต์ 69 โดยการเที่ยวใกล้บ้านหรืองดเดินทางเพื่อประหยัดเงิน

  • เกือบครึ่งหนึ่งต้องนำ “เงินออม” ออกมาใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935 บาทต่อคนในช่วงเทศกาล

  • ประชาชนจี้รัฐคุมราคาสินค้าและออกนโยบายช่วยค่าน้ำมันแบบตรงจุดโดยเร็ว

สงกรานต์ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เมื่อวิกฤตพลังงานกดทับค่าครองชีพ และเสียงเตือนจากส่วนกลางเริ่มสะเทือนถึงชีวิตประจำวัน

ประเทศไทย, 6 เมษายน 2569 – คำเตือนจากส่วนกลางกำลังกลายเป็นความจริงของทุกครัวเรือน ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะเริ่มขึ้นเต็มรูปแบบ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าการเตรียมรับวันหยุดยาวในทุกปี เพราะครั้งนี้แรงกดดันไม่ได้มาจากการเดินทางหนาแน่นเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากเงาของวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มเคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจนแล้ว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุผ่านโซเชียลว่าการสู้รบในตะวันออกกลางได้ขยายวงไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน และประเทศไทยในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

“พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ

สภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้

ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่น ๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูุญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง” –  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งทาย

สารที่ส่งออกมาจากส่วนกลางในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้ำให้ประชาชนอดทนกับของแพง แต่เป็นการเริ่มปรับโหมดความคิดของสังคมทั้งระบบให้เข้าสู่การใช้พลังงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น นายกรัฐมนตรีขอให้ภาครัฐและเอกชนใช้แนวทางทำงานจากบ้านหรือทำงานจากที่ใดก็ได้ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ขนส่งสาธารณะ และใช้รถร่วมกันในลักษณะ carpool รวมถึงใช้ไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้มากขึ้น ท่าทีนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า รัฐบาลยืนยันน้ำมันยังมีเพียงพอสำหรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ แต่ก็ขอให้ประชาชนใช้รถสาธารณะและ carpool มากขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในภาวะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงโลกยังผันผวนสูง

ความกังวลเรื่องของแพงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้คำเตือนจากภาครัฐครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,272 คน ทั้งแบบออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ผลสำรวจสะท้อนภาพชัดเจนว่าความกังวลเรื่องของแพงได้ลามจากระดับอารมณ์ความรู้สึกไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงแล้ว โดย 61.32 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก สินค้าจำเป็นแพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ 43.87 เปอร์เซ็นต์เริ่มกังวลว่าสินค้าอาจขาดแคลนหรือส่งของล่าช้า และอีก 41.27 เปอร์เซ็นต์ยังพอรับมือได้ แต่ต้องเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าคนไทยกังวล เพราะมันกำลังบอกว่าครัวเรือนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะ “คุมรายจ่ายทุกบาท” แล้ว เมื่อสินค้าแพงขึ้นพร้อมกันหลายหมวด พื้นที่ของรายได้ที่เหลือสำหรับการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายในเทศกาลก็ย่อมแคบลงโดยอัตโนมัติ สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายซึ่งเศรษฐกิจผูกกับทั้งการบริโภคในท้องถิ่นและรายได้จากการเดินทางของผู้คน บรรยากาศเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงสะเทือนที่กำลังส่งตรงมาถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า และครัวเรือนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

น้ำมันแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้ใช้รถ แต่กำลังกระทบทั้งระบบชีวิต

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลยังชี้ชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันในเวลานี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ โดย 46.70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนมาก และ 37.74 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนพอสมควร หากรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน หมายความว่าประชาชนมากกว่า 84 เปอร์เซ็นต์รู้สึกถึงผลกระทบของน้ำมันแพงในระดับหนึ่งขึ้นไป

นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะในภาวะเช่นนี้ น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของคนที่ขับรถส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนร้านค้าเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจำเป็นก็มีโอกาสขยับตามไปด้วย เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น คนทำงานรายวัน คนค้าขาย และผู้ที่ต้องเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนาก็ได้รับผลกระทบทันที สำหรับเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตร และพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทางหลายทิศทาง ผลกระทบเช่นนี้ย่อมกว้างกว่าภาพหน้าปั๊มอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานยังย้ำว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่เผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบนั้น เป็นข้อมูลเพื่อการอ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงหมายความว่าความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงในช่วงนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายแบบสั่งลดราคาได้ทันทีทุกจุด แต่ต้องอาศัยทั้งมาตรการเชิงโครงสร้าง การบริหารกองทุน การกำกับตลาด และการช่วยลดแรงกระแทกต่อประชาชนในรูปแบบอื่นควบคู่กัน

สงกรานต์ปีนี้ถูกคำนวณด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก

ในช่วงที่ควรเป็นเทศกาลแห่งการเดินทางและการใช้จ่าย ผลสำรวจกลับสะท้อนว่า ประชาชนกำลังคำนวณสงกรานต์ด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์หรือไม่ คือราคาน้ำมันและค่าน้ำมันแพง 55.66 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงสงกรานต์ที่เพิ่มสูงขึ้น 49.53 เปอร์เซ็นต์ และสภาพอากาศ ทั้งร้อนจัด พายุ และฝุ่น PM2.5 อีก 42.22 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมองจากมุมของภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ตัวเลขเรื่องสภาพอากาศยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้งในภูมิภาคนี้ไม่ได้ขึ้นกับราคาเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับความมั่นใจด้านคุณภาพอากาศด้วย แม้ผู้ใช้ในรอบก่อนหน้าจะส่งข้อมูลฝุ่นในเชียงรายที่บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านอากาศมาแล้ว แต่แม้ไม่นำตัวเลขนั้นมาซ้ำในชิ้นนี้ ผลโพลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะบอกว่า ประชาชนทั่วประเทศเริ่มมองเรื่องอากาศเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงเทศกาลแล้ว และนี่คือสัญญาณที่จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายควรรับฟังอย่างจริงจัง

การประหยัดเริ่มเปลี่ยนรูปแบบของเทศกาล

ผลสำรวจในหัวข้อการปรับแผนการใช้ชีวิตช่วงสงกรานต์ แสดงภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก ร้อยละ 51.42 จะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 39.62 จะงดเดินทางไกลหรือไม่กลับภูมิลำเนาอยู่บ้านแทน และอีกร้อยละ 37.50 จะเลือกเที่ยวใกล้บ้านหรือในจังหวัดเพื่อลดค่าเดินทาง

ในทางหนึ่ง ตัวเลขนี้อาจสะท้อนการระมัดระวังทางการเงินของครัวเรือนซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ในภาวะของแพง แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็กำลังเตือนว่าเทศกาลซึ่งเคยเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจสำคัญ อาจมีบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ หากผู้คนจำนวนมากลดการเดินทางไกล ลดการใช้จ่ายด้านบันเทิง และเลือกอยู่บ้านมากขึ้น เศรษฐกิจที่เคยหมุนเวียนจากร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการเดินทางก็อาจไม่คึกคักเหมือนเดิม

สำหรับเชียงราย ผลลัพธ์เช่นนี้มีได้สองทางพร้อมกัน ทางแรกคือการเดินทางจากจังหวัดไกลอาจชะลอลงหากผู้คนกังวลต้นทุนมากเกินไป แต่อีกทางหนึ่ง คนในจังหวัดอาจหันมาใช้เวลาท่องเที่ยวใกล้บ้านหรือจับจ่ายในพื้นที่ตัวเองมากขึ้น หากมีความมั่นใจว่าการเดินทางระยะใกล้ยังคุ้มค่าและปลอดภัย นี่จึงเป็นจังหวะที่ภาคท้องถิ่นต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด เพราะสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่ตลาดของการใช้จ่ายใหญ่ แต่เป็นตลาดของการใช้จ่ายอย่างระวังและเลือกสรรมากขึ้น

เงินออมกำลังถูกดึงออกมาใช้เพื่อประคองวันหยุด

ตัวเลขอีกชุดที่สะท้อนความกดดันทางเศรษฐกิจได้ชัด คือแหล่งเงินที่ประชาชนเตรียมนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ร้อยละ 47.41 ระบุว่าจะนำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 22.17 ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเงินมาจากแหล่งใด และร้อยละ 21.93 ระบุว่าไม่มีงบสำหรับช่วงนี้ ขณะที่บางส่วนต้องใช้บัตรเครดิต 13.92 เปอร์เซ็นต์ และยืมญาติหรือคนรู้จักอีก 9.67 เปอร์เซ็นต์

นี่คือสัญญาณที่ควรถูกอ่านอย่างรอบคอบที่สุดในข่าวชิ้นนี้ เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลต่อเทศกาล แต่สะท้อนความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน เงินออมที่ควรเป็นกันชนยามฉุกเฉินกำลังถูกนำมาใช้กับค่าใช้จ่ายระยะสั้นมากขึ้น หากภาวะของแพงยังยืดเยื้อ หรือหากหลังสงกรานต์ยังมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะทางเลือกที่แคบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อผลโพลระบุว่า ผู้ที่เตรียมใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935.74 บาทต่อคน ตัวเลขนี้ก็ยิ่งไม่เล็กสำหรับครัวเรือนที่ต้องแบกรับทั้งน้ำมันแพงและสินค้าแพงพร้อมกัน แม้เม็ดเงินระดับนี้อาจยังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน แต่ในระดับบ้านเรือน มันคือภาระที่ต้องคิดก่อนใช้ทุกบาทอย่างชัดเจนแล้ว

เสียงเรียกร้องของประชาชนชี้ไปที่มาตรการที่จับต้องได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการใดมากที่สุดเพื่อช่วยลดภาระในช่วงสงกรานต์ คำตอบอันดับหนึ่งของประชาชนคือควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง 75.94 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือช่วยค่าน้ำมันให้ประชาชนในลักษณะคล้าย “น้ำมันคนละครึ่ง” 69.34 เปอร์เซ็นต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม 58.49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาตรการลดภาษีหรืออุดหนุนราคาน้ำมัน และช่วยลดค่าการเดินทาง ก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการในสัดส่วนสูงเช่นกัน

จุดสำคัญของผลสำรวจนี้อยู่ตรงที่ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องนโยบายที่ซับซ้อนเกินเอื้อม แต่ต้องการมาตรการที่สัมผัสได้เร็วและตรงจุดที่สุด นั่นคือการคุมราคาสินค้าจำเป็น ลดภาระเชื้อเพลิง และเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อในระดับพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว และจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้ความเห็นว่า หากพฤติกรรมของประชาชนเป็นไปตามผลโพลจริง การงดกิจกรรมรื่นเริงและการชะลอการเดินทางก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะปกติสงกรานต์เป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

ภาครัฐเริ่มขยับหลายด้าน แต่โจทย์ยังไม่คลี่คลาย

ในภาพของนโยบายภาครัฐ เวลานี้มีการขยับหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งการขอให้หน่วยงานรัฐทำงานจากบ้านและประหยัดพลังงาน การขอให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น และการยืนยันว่าช่วงสงกรานต์ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนกระทบการเดินทางกลับบ้านของประชาชน

ในมิติของการเดินทางทางอากาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ระบุว่าเที่ยวบินภายในประเทศยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม โดยหน่วยงานยังประสานสายการบินดูแลเรื่องราคาและความเหมาะสมของเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด ภาพนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้รัฐจะยังประคองด้านอุปทานและการเดินทางได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่จบคือการทำอย่างไรให้แรงกดดันเรื่องต้นทุนไม่ไหลลงไปทับประชาชนมากเกินไป

สำหรับเชียงราย บททดสอบใหญ่คือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการประคองเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังคำเตือนจากส่วนกลาง แต่คือการอ่านสัญญาณล่วงหน้าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายอาจไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ผู้คนหยุดเดินทางทั้งหมด แต่กำลังเผชิญนักเดินทางที่คิดมากขึ้น ใช้เงินน้อยลง และตัดสินใจช้าลง เพราะต้องชั่งน้ำหนักทั้งราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายรวม และปัจจัยด้านอากาศไปพร้อมกัน

ในเวลาเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ตลาด งานประเพณี และภาคบริการในเชียงราย ก็ต้องพยายามประคองตัวเองให้เดินหน้าต่อไปภายใต้โจทย์ใหม่ คือทำอย่างไรให้การใช้จ่ายในเทศกาลยังเกิดขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระจนเกินไป ทำอย่างไรให้ประชาชนยังกล้าออกมาใช้ชีวิต และทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนต่อได้ แม้จะไม่คึกคักแบบเดิมก็ตาม นี่คือโจทย์ที่ลึกกว่าคำว่า “ของแพง” เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้คนทั้งเมือง

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่มาตรการที่ประชาชนรู้สึกได้จริง

ท้ายที่สุด สงกรานต์ 2569 กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐและของสังคมไทยพร้อมกัน ฝ่ายรัฐต้องพิสูจน์ว่ามาตรการประหยัดพลังงานและการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำมันจะไปไกลเกินกว่าการสื่อสารได้หรือไม่ ส่วนประชาชนกำลังพิสูจน์ความสามารถในการประคองรายจ่ายของตัวเองท่ามกลางราคาพลังงานและราคาสินค้าที่กดดันมากขึ้นทุกวัน

สำหรับเชียงราย บทเรียนของช่วงเวลานี้ชัดเจนมากว่า วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลจากชุมชนอีกแล้ว มันอยู่ในค่าน้ำมัน อยู่ในค่าเดินทาง อยู่ในแผนกลับบ้าน อยู่ในงบเที่ยวสงกรานต์ และอยู่ในคำถามง่าย ๆ ของทุกครอบครัวว่า ปีนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ต้นทุนหนักเกินไป หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้เร็ว คุมราคาสินค้าจำเป็นได้จริง และช่วยลดแรงกระแทกด้านพลังงานได้ตรงจุด เสียงกังวลจากผลโพลอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ทันเวลา แต่ถ้ามาตรการยังไม่ทันกับความเดือดร้อน เสียงสะท้อนจากประชาชนในวันนี้ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักกว่าเดิมหลังเทศกาลผ่านพ้นไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Anutin Charnvirakul
  • สวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” เผยแพร่วันที่ 5 เมษายน 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 5% เน้นกฎหมายเข้มและด่านชุมชนแน่น

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เน้นกฎหมายเข้ม ด่านชุมชนแน่น และต้นแบบวินัยจราจรภาครัฐ

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ขยับแผนก่อนเทศกาลใหญ่ เมื่อเชียงรายไม่ต้องการให้ความสุขต้องแลกด้วยความสูญเสีย ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะมาถึง ถนนสายหลักและถนนชุมชนของเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนจับตาเป็นพิเศษ เพราะทุกปี ช่วงวันหยุดยาวไม่ได้มีเพียงบรรยากาศการเดินทางกลับบ้าน การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดเชียงรายจึงเปิดเกมก่อนเทศกาล ด้วยการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเตรียมมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งไม่ใช่เพียงถ้อยคำสำหรับป้ายประชาสัมพันธ์ แต่ถูกแปลงเป็นเป้าหมายเชิงตัวเลขและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จังหวัดตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง พร้อมกำหนดกรอบเป้าหมายผู้เสียชีวิตปีนี้ไว้ไม่เกิน 11 ราย

บทเรียนจากสงกรานต์ปีก่อน กลายเป็นฐานคิดของแผนปีนี้

สิ่งที่ทำให้แผนปี 2569 มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่านบทเรียนของปี 2568 อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดูยอดรวมแล้วผ่านไป จากข้อมูลที่จังหวัดหยิบเข้าสู่ที่ประชุม พบว่าอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ปี 2568 ของเชียงรายเกิดขึ้น 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงวนอยู่กับปัจจัยเสี่ยงเดิมที่สังคมไทยรู้จักดีแต่ยังแก้ไม่ขาด ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการดื่มแล้วขับ ขณะที่ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมดตามที่จังหวัดนำเสนอในการประชุมครั้งนี้

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงที่น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะแม้การรณรงค์เรื่องหมวกนิรภัย การดื่มไม่ขับ และการลดความเร็วจะมีอยู่ต่อเนื่องในทุกปี แต่พฤติกรรมเสี่ยงยังคงเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนคุ้นชินกับเส้นทางจนเกิดความประมาท การที่รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักในอุบัติเหตุ แปลว่ามาตรการใดก็ตามที่ไม่ลงไปถึงระดับชุมชนและครัวเรือน จะยากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง และนี่เองคือเหตุผลที่ปีนี้เชียงรายเลือกใช้ทั้งมาตรการเชิงกฎหมายและมาตรการทางสังคมควบคู่กัน

สองช่วงปฏิบัติการที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การรณรงค์เป็นเพียงพิธีกรรมประจำปี

แผนของเชียงรายในปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกคือช่วงรณรงค์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ ปลุกวินัยจราจร และเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกับชุมชน ส่วนช่วงที่สองคือช่วงดำเนินการ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 23 เมษายน 2569 ซึ่งจะเข้าสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันเดินทางหนาแน่นและช่วงเล่นน้ำสงกรานต์ที่ความเสี่ยงมักพุ่งสูง

นอกจากกรอบเวลาของจังหวัดแล้ว แนวทางรณรงค์ในภาพรวมของสงกรานต์ 2569 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อภาครัฐยังชี้ถึงการควบคุมเข้มในช่วง 10 ถึง 16 เมษายน 2569 พร้อมเน้นการกวดขันความผิดสำคัญด้านจราจร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่เชียงรายกำลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ การวางแผนแบบมีชั้นเชิงเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่วันแถลงข่าว แต่เชื่อมต่อไปสู่การปฏิบัติจริงตลอดช่วงเสี่ยง

ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ถูกยกขึ้นเป็นแกนกลางของการป้องกันระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุม คือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2569 ซึ่งจังหวัดเชียงรายวางไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในกลุ่มเด็กและเยาวชน การยกระดับมาตรฐานยานพาหนะ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน การพัฒนาสภาพแวดล้อมถนนให้ปลอดภัย และการพัฒนารากฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง ศปถ. จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น

หากพิจารณาให้ลึกลงไป ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองอุบัติเหตุเป็นเพียงเรื่องเฉพาะหน้าในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่กำลังพยายามแก้ปัญหาแบบปักหลักระยะยาว เด็กและเยาวชนถูกยกขึ้นมาเป็นกลุ่มสำคัญเพราะเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากรถจักรยานยนต์อย่างมีนัย ส่วนมาตรฐานยานพาหนะและสภาพแวดล้อมถนนเป็นการขยับจากการโทษเฉพาะคนขับ ไปสู่การยอมรับว่าระบบถนน ยานพาหนะ และการกำกับดูแล ล้วนมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยเช่นกัน

ภาครัฐต้องเป็นต้นแบบ เมื่อเขตส่วนราชการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมวินัยจราจร

ในที่ประชุม จังหวัดเชียงรายยังออกมาตรการองค์กรให้พื้นที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นเขตควบคุมวินัยจราจร โดยกำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีประกันภัยภาคบังคับครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐทำตัวเป็นต้นแบบก่อนจะขอความร่วมมือจากประชาชน

สาระของมาตรการนี้อยู่ที่การส่งสัญญาณว่า วินัยจราจรไม่ควรถูกผลักเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียว หากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานพื้นฐานได้ การรณรงค์ต่อสาธารณะย่อมขาดพลังและขาดความชอบธรรม การกำหนดให้หน่วยงานรัฐทำให้เห็นจริงในพื้นที่ทำงาน จึงเป็นทั้งมาตรการเชิงปฏิบัติและมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะช่วยขยับเรื่องความปลอดภัยจากคำสั่งบนกระดาษ ไปสู่พฤติกรรมประจำวันที่ตรวจสอบได้

ด่านชุมชนและด่านครอบครัว ถูกใช้เป็นเกราะชั้นในก่อนความเสี่ยงไหลสู่ถนนสายหลัก

จุดเด่นอีกอย่างของแนวทางเชียงรายปีนี้ คือการเน้นมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัว เพื่อป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้านก่อนออกสู่ถนนสายหลัก กลไกเช่นนี้มีความหมายมากสำหรับเชียงรายที่มีโครงสร้างชุมชนเข้มแข็ง และมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท และเส้นทางเชื่อมภูเขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับท้องถิ่นสูง

ด่านครอบครัวทำหน้าที่เสมือนปราการด่านแรกของสังคม เมื่อสมาชิกในบ้านช่วยกันสังเกต ตักเตือน หรือแม้แต่หยุดยั้งคนใกล้ตัวไม่ให้ออกไปขับรถในสภาพมึนเมา ขณะที่ด่านชุมชนช่วยคัดกรองและป้องปรามในระดับหมู่บ้าน โดยอาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชนเป็นตัวเชื่อม วิธีคิดแบบนี้ชี้ให้เห็นว่าเชียงรายพยายามแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากต้นทาง ไม่รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยรับมือที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

เยาวชนต่ำกว่า 20 ปี หากดื่มแล้วขับ จังหวัดประกาศขยายผลถึงผู้ขายและผู้ปกครอง

หนึ่งในมาตรการที่เข้มข้นที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือแนวทางขยายผลดำเนินคดีหากพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับ โดยจะสืบสวนไปถึงผู้จำหน่ายสุราและผู้ปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในทางกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลว่า ความผิดฐานเมาแล้วขับตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาทในกรณีครั้งแรก และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และบุคคลที่มีอาการมึนเมา ส่วนกฎหมายคุ้มครองเด็กกำหนดหน้าที่ของผู้ปกครองในการไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อความเสียหาย

ความเข้มของมาตรการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ขยายไปยังห่วงโซ่ของความรับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ขาย ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนรอบตัว ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังขยับจากการลงโทษรายบุคคล ไปสู่การจัดการความเสี่ยงแบบร่วมรับผิดชอบ

ระบบแพทย์ฉุกเฉินและข้อมูลเฝ้าระวัง คือด่านสำคัญหลังเกิดเหตุ

แม้การป้องกันจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่าหากเกิดเหตุขึ้นจริง ความเร็วในการช่วยชีวิตคือเส้นแบ่งระหว่างการรอดและการสูญเสีย ข้อมูลจากระบบ PHER Plus ของกระทรวงสาธารณสุขถูกใช้เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพื่อประเมินลักษณะการบาดเจ็บและแนวโน้มการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ

การมีข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขและกู้ชีพวางตำแหน่งหน่วยตอบสนองฉุกเฉินได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดที่มีทั้งทางหลวง ถนนชุมชน และเส้นทางภูเขา การลดผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้อาศัยเพียงการตั้งด่านหรือการจับกุม แต่รวมถึงความพร้อมของระบบแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล และหน่วยกู้ภัยที่ต้องทำงานสอดประสานกันทุกนาทีในช่วงเทศกาล

เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก หากเทียบกับชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อมองเผิน ๆ เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 อาจดูเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากแปลงเป็นชีวิตของผู้คน มันหมายถึงการลดจำนวนครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก ลดจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดจำนวนอุบัติเหตุที่เปลี่ยนวันหยุดแห่งความสุขให้กลายเป็นบาดแผลของทั้งบ้าน ในบริบทของเชียงรายซึ่งปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิต 10 ราย และผู้บาดเจ็บต้องรับไว้รักษา 44 ราย เป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดทางราชการ แต่เป็นเส้นแบ่งของความสูญเสียที่จับต้องได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงรายยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมต่อภูมิภาค ความปลอดภัยทางถนนจึงสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ภาพของจังหวัดที่จัดการเทศกาลใหญ่ได้อย่างปลอดภัย จะสะท้อนกลับไปยังเศรษฐกิจท้องถิ่น การเดินทาง การค้าชายแดน และภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดด้วย

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ตั้งด่านให้มาก แต่ทำอย่างไรให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จะไม่ได้วัดจากจำนวนป้ายรณรงค์หรือจำนวนคำสั่งที่ออกมาเท่านั้น แต่จะวัดจากการที่พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริงบนถนนจริงในชุมชนจริง หากการสวมหมวกนิรภัยกลายเป็นเรื่องปกติ หากการดื่มไม่ขับถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม และหากคนในครอบครัวกล้าหยุดคนใกล้ตัวก่อนออกจากบ้าน แผนที่วางไว้ก็จะเริ่มส่งผลเกินกว่าตัวเลขในรายงาน

การประชุมของ ศปถ. จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าการเตรียมรับเทศกาลหนึ่งครั้ง แต่มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องอุบัติเหตุจาก “ความเสี่ยงที่เคยชิน” ให้กลายเป็น “ความสูญเสียที่ป้องกันได้” และในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือออกท่องเที่ยว ความเข้มข้นของมาตรการครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายครอบครัวได้กลับมาพบกันอย่างปลอดภัยหลังเทศกาลสิ้นสุดลง

สถิติสำคัญที่ต้องจับตา

เชียงรายใช้ข้อมูลสงกรานต์ปี 2568 เป็นฐานวิเคราะห์ โดยพบอุบัติเหตุ 47 ครั้ง ผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และผู้เสียชีวิต 10 ราย ขณะที่รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมด

แผนสงกรานต์ปี 2569 ของจังหวัดกำหนดช่วงรณรงค์ระหว่าง 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 และช่วงดำเนินการระหว่าง 3 ถึง 23 เมษายน 2569 โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 พร้อมกำหนดเป้าหมายผู้เสียชีวิตไม่เกิน 11 ราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงยุติธรรม
  • พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีและผู้มีอาการมึนเมา
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับหน้าที่และข้อห้ามของผู้ปกครองในการปล่อยปละละเลยเด็ก
  • กระทรวงสาธารณสุข ระบบ PHER Plus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 โลกเมษายน 2569 เชียงแสนรุกปั้นสงกรานต์สามแผ่นดินรับโอกาสใหม่

เจาะลึกไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 ขณะเชียงแสนเร่งปั้นสงกรานต์สามแผ่นดิน รับโอกาสใหม่ท่ามกลางโจทย์ค่าตั๋วแพงและแรงสะเทือนจากตะวันออกกลาง

เชียงราย, 17 มีนาคม 2569 — เดือนเมษายนที่ไทยได้แชมป์โลก แต่สนามจริงยังไม่ง่าย ประเทศไทยกำลังเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวเมษายนด้วยข่าวดีที่มีน้ำหนักในระดับสากล เมื่อ Big 7 Travel จัดให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกสำหรับเดือนเมษายน 2569 โดยมีเทศกาลสงกรานต์เป็นหัวใจสำคัญของการจัดอันดับครั้งนี้ อันดับดังกล่าวทำให้ไทยแซงทั้งเกียวโตในฤดูซากุระ เซบีญากับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และจุดหมายทางธรรมชาติระดับโลกอีกหลายแห่ง นี่ไม่ใช่เพียงเชิงภาพลักษณ์ หากเป็นสัญญาณว่าเทศกาลวัฒนธรรมไทยยังคงมีพลังในตลาดท่องเที่ยวโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่นักเดินทางให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” มากกว่าการเดินทางเพื่อถ่ายภาพหรือพักผ่อนแบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว

เมื่อวางคู่กับรายชื่อ World’s Greatest Places 2026 ของ TIME ภาพของไทยก็ยิ่งชัดขึ้นอีกระดับ เพราะปีนี้ประเทศไทยติดโผถึง 5 แห่ง ได้แก่ DaiDib DaiDee Farmstay ในน่าน โรงแรม Mandarin Oriental Bangkok รถไฟ Blue Jasmine พื้นที่ศิลปะ Khao Yai Art Forest และ DIB Bangkok รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้กระจุกอยู่ในหมวดเดียว แต่กระจายตั้งแต่โฮมสเตย์ชุมชน ที่พักหรู งานศิลปะ และประสบการณ์เดินทาง แปลความได้ว่า จุดแข็งของไทยในสายตาตลาดโลกไม่ใช่เพียง “ความสนุก” แต่คือความหลากหลายของประสบการณ์ที่สื่อสารได้ทั้งความเป็นท้องถิ่น ความร่วมสมัย และคุณภาพของบริการในประเทศเดียวกัน

สำหรับผู้ประกอบการไทย มีความหมายมากกว่าความภาคภูมิใจ เพราะมันเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ความจริงอีกด้านก็คือ การได้รับความสนใจระดับโลกไม่ได้แปลว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าพื้นที่อย่างอัตโนมัติ หากระบบขนส่งไม่คล่อง ราคาตั๋วเครื่องบินสูงเกินไป หรือผู้เดินทางรู้สึกว่าความคุ้มค่าลดลง ความนิยมในเชิงภาพลักษณ์ก็อาจกลายเป็นเพียงกระแสสั้น ๆ มากกว่าจะเป็นรายได้จริงของท้องถิ่น และนั่นคือเหตุผลที่การท่องเที่ยวปีนี้ต้องถูกอ่านควบคู่กับต้นทุนการเดินทางและความเสี่ยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสมอ

สงกรานต์กลับมาเป็นสินทรัพย์เชิงวัฒนธรรมระดับโลก

จุดเด่นที่ทำให้ไทยขึ้นอันดับ 1 ในการจัดอันดับเดือนเมษายน ไม่ได้อยู่ที่สภาพอากาศหรือราคาถูกอย่างเดียว แต่คือ “สงกรานต์” ในฐานะเทศกาลที่ผสมทั้งความสนุก ความเชื่อ และความหมายทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน Big 7 Travel อธิบายภาพของสงกรานต์ว่าเป็นเทศกาลปีใหม่ไทยที่ทั่วโลกรู้จักในฐานะงานเล่นน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังมีรากฐานเรื่องการชำระล้าง การเริ่มต้นใหม่ และการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้สงกรานต์มีมิติทางวัฒนธรรมลึกกว่างานเทศกาลสาดน้ำทั่วไป และนี่คือจุดที่ประเทศไทยได้เปรียบ เพราะประเทศอื่นอาจมีเทศกาลสนุก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีเทศกาลที่ทั้ง “เล่นได้” และ “เล่าเรื่องได้” ในเวทีโลกพร้อมกัน

ในเชิงนโยบาย ภาครัฐไทยเองก็รับรู้ศักยภาพนี้อย่างชัดเจน ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ว่า อินไซต์จาก Trip.com ซึ่งรวบรวมพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนทั่วโลก ยืนยันว่าไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในระดับโลก เธอมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์นักเดินทางที่แสวงหาคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

หากอ่านระหว่างบรรทัด จะเห็นว่าไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่โลกมองเราในฐานะ “แหล่งประสบการณ์” มากกว่าจุดหมายราคาประหยัดเพียงอย่างเดียว และนี่คือการเปลี่ยนฐานความได้เปรียบที่สำคัญมาก เพราะเมื่อการแข่งขันด้านราคาในตลาดท่องเที่ยวสูงขึ้น ประเทศที่ขายเพียงความถูกย่อมเปราะบางกว่าประเทศที่ขายเรื่องเล่าและประสบการณ์ได้แข็งแรงกว่า สงกรานต์จึงไม่ใช่แค่เทศกาล หากกำลังกลายเป็น soft power เชิงเศรษฐกิจที่สามารถแปลงเป็นรายได้ การพักค้างคืน การเดินทางต่อเนื่อง และการใช้จ่ายในเมืองต่าง ๆ ได้ หากท้องถิ่นออกแบบกิจกรรมให้ตอบตลาดได้ดีพอ

เชียงแสนกำลังสร้างเวทีของตัวเองในชื่อ “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน”

ท่ามกลางกระแสหลักที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่มักเป็นภาพจำของสงกรานต์ เมืองชายแดนอย่างเชียงแสนกำลังพยายามสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่ผ่านแนวคิด “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 รายละเอียดกิจกรรมที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุถึงไฮไลต์หลายจุด ทั้งเวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแข่งขันเรือพาย การคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยแสงสี และขบวนแห่สามแผ่นดินที่เชื่อมจินตภาพของไทย ลาว และเมียนมาเข้าด้วยกันในเมืองเดียว

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ แนวคิด “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงสโลแกนเพื่อโปรโมตงาน แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการฟื้นเมืองเก่าริมโขงผ่านกิจกรรมเทศกาล หากทำได้จริง เชียงแสนจะไม่ได้ขายเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ขายประสบการณ์การเดินเมืองโบราณ การชมแม่น้ำโขง การสัมผัสชายแดนสามวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่สาธารณะของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวอีกแบบคือ งานนี้มีศักยภาพจะยกระดับจาก “เทศกาลเล่นน้ำ” ไปสู่ “เทศกาลเมือง” ซึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะผู้มาเยือนมีแนวโน้มใช้เวลากับร้านค้า ชุมชน ตลาด และบริการในเมืองนานขึ้น

สำหรับเชียงราย นี่คือการทดลองครั้งสำคัญมาก เพราะหากเชียงแสนทำให้เทศกาลสงกรานต์มีมูลค่าทางการท่องเที่ยวได้จริง จังหวัดจะมีจุดขายที่ต่างจากเชียงใหม่อย่างชัดเจน เชียงใหม่มีแบรนด์เมืองใหญ่ มีสนามบิน และมีชื่อเสียงด้านเทศกาลยาวนาน แต่เชียงแสนมีสิ่งที่เชียงใหม่ไม่มี คือภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำโขง เมืองเก่าชายแดน และภาพของสามแผ่นดินซึ่งสื่อสารได้ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงภูมิภาค หากบริหารจัดการดี เมืองนี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาว่า เมืองรองสามารถใช้เทศกาลเดียวกันสร้างมูลค่าในแบบที่ไม่ต้องเดินตามรอยเมืองหลักก็ได้

อินไซต์ Trip.com บอกว่าไทยยังแข็ง แต่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเร็ว

ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสื่อธุรกิจหลายแห่งนำเสนอ มีสาระสำคัญหลายจุดที่ควรจับตา ข้อมูลจากผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนบนแพลตฟอร์มระบุว่า ไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน โดยครองสัดส่วน 33 เปอร์เซ็นต์ในหมวด Global 100 Must-Visit Destination ของภูมิภาค ครอง 57 เปอร์เซ็นต์ในหมวดจุดหมายสำหรับครอบครัว 50 เปอร์เซ็นต์ในหมวดชายหาดและเกาะ 41 เปอร์เซ็นต์ในหมวดกิจกรรมแนะนำ และ 36 เปอร์เซ็นต์ในหมวดอาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน ยอดการจองทริปมายังไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

แต่อินไซต์ที่น่าคิดไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยเอง ซึ่งเพิ่มการจองทริปต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 โดยจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามเป็นจุดหมายหลัก และที่โดดเด่นมากคือ ลาวกลายเป็นประเทศที่คนไทยจองทริปเพิ่มขึ้นถึง 5,262 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการเชื่อมต่อจากรถไฟลาว–จีนเป็นแรงหนุนสำคัญ ข้อมูลนี้บอกเราสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ คนไทยกำลังเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องที่สองคือ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเปลี่ยนจาก “ทางผ่าน” เป็น “จุดหมาย” ในสายตาคนไทยแล้ว

สำหรับเชียงรายและเชียงแสน ตัวเลขการจองลาวที่พุ่งขึ้นขนาดนี้ควรถูกอ่านอย่างจริงจัง เพราะมันหมายความว่าเมืองชายแดนไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสและการแข่งขันในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการเป็นประตูผ่านของนักเดินทางข้ามแดน ขณะที่การแข่งขันคือหากฝั่งลาวมีจุดขายใหม่ มีโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น และเดินเกมเร็วกว่า นักท่องเที่ยวไทยอาจใช้เชียงรายเป็นเพียงทางผ่านไปยังลาว มากกว่าจะหยุดพักใช้จ่ายในเชียงรายเองนานพอ ดังนั้น การจัดงานสงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาล หากเป็นการช่วงชิง “เวลาอยู่ในพื้นที่” ของนักท่องเที่ยวจากกระแสข้ามพรมแดนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่ต้องการคุณภาพและเอกลักษณ์

อีกสัญญาณที่สำคัญจาก Trip.com คือ นักเดินทางไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดย 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ชาวไทยให้ความสำคัญกับโรงแรมที่มีธีมเฉพาะทาง และรายละเอียดที่พักที่ถูกมองหามากที่สุด ได้แก่ วิวธรรมชาติ 29.1 เปอร์เซ็นต์ โรงแรม 4 ดาวที่ผ่านการคัดสรร 27.1 เปอร์เซ็นต์ และโรงแรมระดับลักชัวรี 18.2 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนห้องพักหรือจำนวนสถานที่เที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกันที่ “คุณภาพของประสบการณ์” และ “ความรู้สึกเฉพาะตัว” ที่นักเดินทางจะได้รับจากการเดินทางแต่ละครั้ง

นี่คือจุดที่เชียงรายมีศักยภาพไม่น้อย หากมองเกมให้ถูก เพราะจังหวัดมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม เมืองเก่า ชายแดน และเรื่องเล่าที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก การจะชนะในเกมใหม่นี้จึงไม่จำเป็นต้องแข่งด้วยขนาดหรือจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งด้วยคุณภาพและความชัดเจนของภาพจำ หากเชียงแสนสามารถแปลงแนวคิดสามแผ่นดินให้กลายเป็นประสบการณ์จริงที่เดินได้ กินได้ ถ่ายภาพได้ เรียนรู้ได้ และพักค้างได้ เมืองนี้จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ดีกว่าแค่การจัดงานใหญ่แล้วปล่อยให้คนเข้ามาเล่นน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แต่พายุจากภายนอกกำลังทำให้การเดินทางแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่ความต้องการเดินทางกำลังฟื้นและไทยกำลังได้รับการมองเห็นอย่างมากจากตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการบินระยะไกล นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้หลายสายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลให้ต้นทุนเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั๋วในบางเส้นทางระยะไกลโดยเฉพาะยุโรป–ไทย ปรับขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง สทท.ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปตลอดเดือนมีนาคม ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 300,000 คน และอาจทำให้รายได้ท่องเที่ยวหายไปราว 300,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การคาดการณ์ของภาคเอกชนยังมองว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 อาจอยู่ราว 33 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน

ในแง่ดีเรื่องไทยติดอันดับโลกจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสบายใจได้ เพราะแรงหนุนด้านภาพลักษณ์อาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะจุดหมายที่ต้องพึ่งพาตลาดต่างชาติระยะไกลมากเป็นพิเศษ เมืองรองหลายแห่งจึงต้องรีบปรับกลยุทธ์ไปหาตลาดใกล้มากขึ้น เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ตามข้อเสนอของผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อชดเชยตลาดที่อ่อนไหวต่อค่าตั๋วเครื่องบินและเส้นทางบินระยะไกล

ปัญหาตั๋วแพงไม่ได้กระทบแค่ยุโรป แต่เริ่มเป็นโจทย์เร่งด่วนของเมืองท่องเที่ยวในประเทศ

ประเด็นค่าตั๋วเครื่องบินแพงไม่ได้อยู่ไกลจากเชียงรายเท่านั้น เพราะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือ ก็เพิ่งจัดประชุมหารือเรื่องราคาบัตรโดยสารเส้นทางเข้าสู่จังหวัดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยมีภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวสะท้อนว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญ ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างชัดเจน การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายจะประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและติดตามราคาบัตรโดยสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และราคาเพดานที่กำหนด

ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะเชียงใหม่ถือเป็นตัวชี้วัดชั้นดีของภาคเหนือ หากเมืองหลักยังต้องเร่งหารือเรื่องตั๋วแพง เมืองรองอย่างเชียงรายก็ยิ่งต้องคิดล่วงหน้ามากขึ้นว่าจะแก้เกมอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งความต้องการเดินทางเพิ่มสูงอยู่แล้ว เมืองที่พึ่งพาการบินเพียงช่องทางเดียวอาจเจอแรงกดดันมากกว่าเมืองที่มีทางเลือกการเดินทางหลายรูปแบบ ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวในระยะยาวจึงไม่อาจคิดแยกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางได้อีกต่อไป

เชียงรายจึงต้องเล่นสองเกมพร้อมกัน คือใช้กระแสโลกและลดความเปราะบางจากต้นทุน

หากมองจากข้อมูลทั้งหมด เชียงรายกำลังอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจมาก เพราะด้านหนึ่ง จังหวัดมีโอกาสเกาะกระแสการท่องเที่ยวไทยที่กำลังโดดเด่นในเวทีโลก อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากต้นทุนการเดินทางและการเบนตัวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หากปล่อยให้การแข่งขันวัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมือง เชียงรายอาจเสียเปรียบเมืองใหญ่ที่มีสนามบินและเครือข่ายการบินหนาแน่นกว่า แต่ถ้าเล่นเกมด้วย “คุณค่าเฉพาะพื้นที่” เช่น สงกรานต์สามแผ่นดิน เมืองเก่าริมโขง ประสบการณ์ชายแดน และการพักผ่อนคุณภาพ เมืองก็ยังมีทางสร้างความต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ

การขยับของโครงการพัฒนาเมืองในเชียงรายและแม่จันจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาทใน 7 โครงการ และครอบคลุมพื้นที่อย่างฮ่องลี่ ป่างิ้ว น้ำพุร้อนโป่งพระบาท และน้ำพุร้อนป่าตึง ยังสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงกว้าง ไม่ใช่พึ่งกิจกรรมเทศกาลอย่างเดียว หากทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เชื่อมกับภาพจำการท่องเที่ยวคุณภาพได้จริง เชียงรายก็อาจเปลี่ยนจากเมืองทางผ่านหรือเมืองรอง ไปสู่การเป็น “จุดหมายที่ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้นในรอบหลายปีข้างหน้า

สงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่จำนวนคนเล่นน้ำ แต่คือใครเปลี่ยนกระแสให้เป็นเศรษฐกิจจริงได้ดีกว่า

เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยวปกติของไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศได้รับความสนใจระดับโลกพร้อมกับต้องเผชิญแรงเสี่ยงจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเวลาเดียวกัน ไทยมีข่าวดีจากเวทีจัดอันดับระดับโลก มีข้อมูลอินไซต์ที่ยืนยันว่ายังเป็น Tourism Hub ของภูมิภาค และมีเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นจุดขายระดับสากล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง และการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาค ก็กำลังกดดันผู้ประกอบการให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับเชียงแสนและเชียงราย สงกรานต์สามแผ่นดินปีนี้จึงอาจเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ว่าเมืองชายแดนจะใช้กระแสความนิยมของประเทศไทยบนเวทีโลก เปลี่ยนเป็นประสบการณ์เฉพาะพื้นที่และรายได้ที่ตกถึงชุมชนได้จริงหรือไม่ หากทำได้ เชียงแสนอาจไม่ได้เป็นเพียงจุดจัดงานเทศกาลอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ แต่จะกลายเป็นภาพแทนใหม่ของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงไทยที่มีอัตลักษณ์ชัด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีอนาคตในตลาดนักเดินทางคุณภาพอย่างแท้จริง

ภาพ : Krit Bbank
ภาพ : Kho ChiangSaen
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Big 7 Travel
  • World’s Greatest Places 2026 จำนวน 5 แห่ง จาก TIME
  • ข้อมูลกิจกรรม “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 จากการเผยแพร่ของสื่อท้องถิ่นเชียงรายช่วงมกราคมถึงมีนาคม 2569
  • ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ของcom
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME