Categories
NEWS UPDATE

เปิดภาพอาคารศูนย์มะเร็ง ม.พะเยา งบ 897 ล้านบาท ยกระดับฐานสุขภาพล้านนาตะวันออกมุ่งสู่โรงเรียนแพทย์ชั้นนำ

ศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยา บนความหวังใหม่ของภาคเหนือตอนบน เมื่อการลงทุนทางการแพทย์ไม่ใช่แค่อาคารก้อนใหญ่ แต่คือการย่นระยะความเจ็บป่วยให้ใกล้การรักษามากขึ้น

พะเยา,22 มีนาคม 2569 – เมื่อโรคมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นแรงกดดันให้ระบบสาธารณสุขต้องขยับครั้งใหญ่ ผู้ใช้โซเชียล A&A เผยภาพอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา  ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงคำทางการแพทย์ที่อยู่ในรายงานราชการ หากเป็นความจริงที่กัดกินชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติระบุชัดว่า มะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย อีกทั้งสถานการณ์ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี สวนทางกับภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้นตามมา. สำหรับภาคเหนือตอนบน ภาระดังกล่าวยิ่งหนักขึ้นเพราะผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้เผชิญเฉพาะโรค แต่ยังต้องเผชิญกับระยะทาง คิวรอ และต้นทุนการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการเฉพาะทางด้วย

ในบริบทเช่นนี้ โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา จึงมีความหมายไกลกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะมันกำลังถูกวางให้เป็นกลไกใหม่ในการลดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยกับเทคโนโลยีรักษาขั้นสูง ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม โครงการนี้มีมูลค่าก่อสร้าง 897 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินงาน 990 วัน และออกแบบเพื่อรองรับบทบาทของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะศูนย์บริการรักษามะเร็งและรังสีรักษาของภูมิภาค ซึ่งเดิมผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่หรือลำปางเพื่อรับบริการเฉพาะทาง

นี่ไม่ใช่การสร้างอาคารเพิ่ม แต่คือการสร้างจุดเปลี่ยนของการรักษาในภูมิภาค

หากมองเพียงผิวหน้า ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาอาจดูเป็นแค่อาคารใหม่ในพื้นที่โรงพยาบาล แต่เมื่อพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้คือความพยายามสร้างจุดเปลี่ยนของระบบบริการสุขภาพในภาคเหนือตอนบน เพราะบริการมะเร็ง โดยเฉพาะรังสีรักษา เป็นบริการที่ต้องอาศัยทั้งแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือราคาแพง มาตรฐานความปลอดภัยสูง และการบริหารจัดการที่แม่นยำทุกขั้นตอน การมีหรือไม่มีศูนย์ลักษณะนี้ในพื้นที่จึงสะท้อนความต่างระหว่าง “เข้าถึงการรักษาได้ทันเวลา” กับ “ต้องรอ ต้องเดินทาง และต้องแบกรับภาระหลายชั้น”

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมชี้ชัดว่า เป้าหมายของศูนย์นี้ไม่ใช่แค่รองรับการรักษา แต่ยังเป็นฐานของการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์สมัยใหม่ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การติดตั้งเทคโนโลยีรังสีรักษา การพัฒนาบุคลากร และการทำงานเชื่อมกับพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารนี้ถูกคิดขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างรองรับอนาคต ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

มหาวิทยาลัยพะเยากับบทบาทใหม่ จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสู่การเป็นฐานสุขภาพของล้านนาตะวันออก

ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่การเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยพะเยาเอง ซึ่งไม่ได้มองโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นเพียงหน่วยบริการสนับสนุนการเรียนการสอน แต่กำลังกำหนดบทบาทให้ก้าวขึ้นเป็นแกนกลางด้านสุขภาพของภูมิภาค ข่าวการทบทวนแผนยุทธศาสตร์คณะแพทยศาสตร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ระบุว่า คณะได้กำหนดทิศทางปี 2568 ถึง 2572 โดยมุ่งผลิตแพทย์ที่มีภูมิปัญญาและจิตอาสา พร้อมตั้งวิสัยทัศน์ให้เป็น “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก”.

ในเวลาเดียวกัน รายงานประจำปี 2567 ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาก็ชี้ว่า โรงพยาบาลดำเนินงานบน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การให้บริการสุขภาพ การศึกษา และวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับคณะแพทยศาสตร์. เมื่อนำสองส่วนนี้มาวางร่วมกัน จะเห็นว่าโครงการศูนย์มะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำลังปรับบทบาทตัวเองอย่างเป็นระบบ การลงทุนครั้งนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือรักษาคนและเครื่องมือยกระดับสถานะของสถาบันในเวลาเดียวกัน

โครงสร้างกายภาพที่ต้องรองรับความเสี่ยงสูง อาคารรักษามะเร็งไม่ใช่ตึกทั่วไป เพราะทุกผนัง ทุกระบบ และทุกระยะต้องออกแบบเพื่อความปลอดภัย

หนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามเมื่อมีข่าวก่อสร้างศูนย์รังสีรักษา คือความจริงที่ว่าอาคารลักษณะนี้ไม่สามารถออกแบบเหมือนอาคารสาธารณสุขทั่วไปได้ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ตัวอาคารต้องรองรับภาระงานรังสีอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะส่วนที่เป็นห้องฉายรังสีซึ่งต้องมีโครงสร้างผนังคอนกรีตหนาพิเศษเพื่อป้องกันการรั่วไหลของรังสี งานจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่สถาปัตยกรรมภายนอก แต่ต้องครอบคลุมระบบไฟฟ้าเสถียรสูง ระบบสำรองไฟ ระบบปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ระบบก๊าซทางการแพทย์ ระบบลิฟต์รองรับเตียงผู้ป่วย และการจัดผังพื้นที่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

สิ่งนี้มีความหมายมาก เพราะอาคารรักษามะเร็งไม่ใช่เพียงสถานที่ติดตั้งเครื่องแพทย์ แต่คือ “ระบบป้องกันความเสี่ยง” ขนาดใหญ่ที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งโครงสร้าง วิศวกรรม และการควบคุมคุณภาพ หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สมบูรณ์ ย่อมส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วยกับบุคลากร ดังนั้น การมองโครงการนี้ว่าเป็นแค่งบก่อสร้างก้อนใหญ่ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายคุณค่าที่แท้จริงของมัน

เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของศูนย์ เมื่อเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นไม่ได้หมายถึงแค่อุปกรณ์แพทย์ แต่หมายถึงโอกาสรอดชีวิตที่แม่นยำกว่าเดิม

หัวใจสำคัญของศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาอยู่ที่การรองรับเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น หรือ LINAC ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของการฉายรังสีสมัยใหม่ที่สามารถปล่อยรังสีพลังงานสูงอย่างแม่นยำไปยังตำแหน่งก้อนมะเร็ง พร้อมลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างเมื่อเทียบกับวิธีการที่ล้าหลังกว่า หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ศูนย์นี้จะมีขีดความสามารถรองรับเทคนิคสำคัญอย่าง 3D-CRT, IMRT, VMAT หรือ Rapid Arc และ SBRT ซึ่งล้วนเป็นเทคนิคที่สะท้อนระดับความก้าวหน้าของศูนย์รักษามะเร็งสมัยใหม่

ในทางปฏิบัติ ความหมายของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ชื่อย่อภาษาอังกฤษ แต่คือผลต่อผู้ป่วยจริง เช่น การฉายรังสีให้ตรงจุดมากขึ้น ลดเวลานอนนิ่งบนเตียง ลดการบาดเจ็บต่ออวัยวะสำคัญข้างเคียง ลดจำนวนครั้งการรักษาในบางกรณี และช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาได้ซับซ้อนขึ้นโดยปลอดภัยขึ้น นี่คือเหตุผลที่ศูนย์รังสีรักษาไม่ใช่เพียงการเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาทั้งกระบวนการ

การวินิจฉัยและรักษาที่ต้องเดินคู่กัน ศูนย์มะเร็งจะมีความหมายไม่เต็มที่ หากมีแต่เครื่องรักษาแต่ไม่มีระบบวินิจฉัยที่ทันสมัยพอ

อีกแกนหนึ่งที่ควรถูกอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ คือศูนย์รักษามะเร็งจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อระบบวินิจฉัยทำงานทันและแม่นยำพอด้วย ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม อาคารนี้จึงไม่ได้ถูกวางให้รองรับเฉพาะส่วนฉายรังสี แต่ยังเชื่อมกับงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การใช้สารเภสัชรังสี และการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้การรักษาไม่ใช่การยิงรังสีแบบกว้าง ๆ แต่เป็นการรักษาที่มีข้อมูลประกอบรอบด้านมากขึ้น

ในอนาคต หากศูนย์สามารถขยับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงกว่านี้ เช่น การติดตามภาพแบบเรียลไทม์ระหว่างฉายรังสี หรือการบูรณาการข้อมูลภาพวินิจฉัยกับแผนการรักษาอย่างละเอียด ก็จะยิ่งยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์เฉพาะทางระดับสูง แต่นั่นย่อมมาพร้อมภาระงบประมาณ การบำรุงรักษา และความต้องการบุคลากรที่เข้มข้นขึ้นตามไปด้วย

ผู้ป่วยคือคนที่อยู่กลางเรื่อง จุดหมายแท้จริงของโครงการคือการทำให้คนป่วยไม่ต้องสู้กับทั้งโรคและระยะทางพร้อมกัน

แม้บทสนทนาเรื่องเทคโนโลยีจะสำคัญ แต่หากตัดผู้ป่วยออกจากภาพ เรื่องทั้งหมดก็จะกลายเป็นเพียงข่าวโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่เย็นชา ความจริงคือผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในพะเยา น่าน และจังหวัดใกล้เคียง ต้องเผชิญภาระมากกว่าการรักษา เพราะการเดินทางไปรับบริการที่ศูนย์ใหญ่ในจังหวัดอื่นหมายถึงค่าใช้จ่าย เวลา การหยุดงาน ความเหนื่อยล้าของญาติ และบางครั้งรวมถึงการชะลอการรักษา

รายงานข่าวจาก Hfocus เมื่อปี 2566 สะท้อนปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้าถึงบริการฉายรังสีที่ไกลตัวส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่การรักษาได้ครบถ้วน โดยมีการชี้ถึงภาระการเดินทางของผู้ป่วยเชียงรายและพะเยาที่เดิมต้องพึ่งศูนย์ในจังหวัดอื่น และมีผู้ป่วยราวหนึ่งในสี่ได้รับผลกระทบจากภาระดังกล่าว. แม้รายละเอียดเชิงลึกของศูนย์ใหม่ยังต้องรอดูเมื่อเปิดดำเนินงานจริง แต่เพียงการย่นระยะทางรักษาให้ใกล้บ้านขึ้นก็มีความหมายต่อชีวิตผู้ป่วยมหาศาลแล้ว

แผนขยายศักยภาพของโรงพยาบาล ศูนย์มะเร็งไม่ได้ยืนเดี่ยว แต่ถูกวางอยู่ในโรดแมปการเติบโตทั้งโรงพยาบาล

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยามีแผนขยายศักยภาพเชิงขั้นบันไดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนเตียง การเพิ่มหอผู้ป่วย การพัฒนาแผนกผู้ป่วยนอก การรองรับห้องผ่าตัดใหม่ และการขยายศักยภาพ ICU ซึ่งสะท้อนว่าศูนย์มะเร็งไม่ได้ถูกคิดเป็นหน่วยบริการแยกเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการยกระดับโรงพยาบาลทั้งระบบ

ทิศทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะแพทยศาสตร์ที่มุ่งสู่ความเป็นโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก และยังชี้ให้เห็นว่า โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ต้องการเป็นเพียงสถานพยาบาลรองรับในระดับจังหวัด แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็นศูนย์รับส่งต่อที่มีน้ำหนักมากขึ้นในเขตภาคเหนือตอนบน. จุดนี้มีผลโดยตรงต่อประชาชน เพราะหากโครงสร้างทั้งหมดเดินหน้าได้จริง ผู้ป่วยในภูมิภาคจะมีทางเลือกมากขึ้น และความแออัดของศูนย์ใหญ่ดั้งเดิมก็มีโอกาสถูกบรรเทาลงบางส่วน

บุคลากรคือโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้อาคาร มีเครื่องมือทันสมัยอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีคนที่พร้อมใช้และดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง

ในข่าวก่อสร้างอาคารทางการแพทย์ หลายครั้งสังคมมักสนใจวงเงินและเทคโนโลยี แต่ละเลยโจทย์สำคัญไม่แพ้กันคือบุคลากร ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาจะต้องพึ่งพาทีมวิชาชีพเฉพาะทางจำนวนมาก ตั้งแต่แพทย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีการแพทย์ ไปจนถึงพยาบาลเฉพาะทางและบุคลากรสนับสนุนที่เข้าใจระบบงานรังสีรักษาโดยตรง

ปัญหาคือ วิชาชีพเหล่านี้ไม่ใช่กำลังคนที่หาได้ง่าย และการผลิตบุคลากรให้พร้อมใช้งานต้องใช้เวลานานกว่าการก่อสร้างอาคารเสียอีก นี่จึงเป็นจุดทดสอบสำคัญของโครงการว่า มหาวิทยาลัยพะเยาจะสามารถสร้างระบบดึงดูดและธำรงรักษาบุคลากรเฉพาะทางไว้ได้หรือไม่ เพราะหากมีอาคารและเครื่องมือครบ แต่ขาดคน ระบบก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ความท้าทายนี้ยิ่งชัดเมื่อดูจากการแข่งขันในตลาดแพทย์และวิชาชีพสุขภาพเฉพาะทางที่สูงขึ้นทั่วประเทศ

บทบาททางการศึกษาและวิจัย ศูนย์นี้อาจเป็นมากกว่าที่รักษา แต่เป็นแหล่งผลิตคนและองค์ความรู้ชุดใหม่ของภูมิภาค

ความได้เปรียบสำคัญของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย คือการที่บริการ การเรียนการสอน และการวิจัยสามารถเดินควบคู่กันได้ หากออกแบบอย่างเหมาะสม ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาของมหาวิทยาลัยพะเยาจึงมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งสถานที่รักษาผู้ป่วยและสถานที่สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน ตามรายงานประจำปีของโรงพยาบาล ภารกิจของโรงพยาบาลไม่ได้จำกัดเฉพาะบริการสุขภาพ แต่เชื่อมกับการศึกษาและวิจัยอย่างชัดเจน.

จุดนี้สำคัญต่อระยะยาวอย่างมาก เพราะหากศูนย์สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติของนิสิตแพทย์ พยาบาล นักเทคนิค และบุคลากรสุขภาพแขนงต่าง ๆ ได้ ก็จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง ไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากการดึงคนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเปิดทางให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งในบริบทประชากรภาคเหนือ ซึ่งอาจนำไปสู่การคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษาที่แม่นยำกับพื้นที่มากขึ้น

โครงสร้างสนับสนุนรอบข้างก็สำคัญ การรักษามะเร็งไม่ได้จบที่เครื่องฉายรังสี แต่ต้องมี ICU ห้องผ่าตัด ธนาคารเลือด และสภาพแวดล้อมที่เยียวยาได้

ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม การพัฒนาศูนย์มะเร็งครั้งนี้ยังเชื่อมกับการเสริมโครงสร้างสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ธนาคารเลือด ห้องผ่าตัด ห้องผู้ป่วยวิกฤต ระบบความปลอดภัย รวมถึงการออกแบบภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงพยาบาลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบ Healing Environment จุดนี้อาจดูเป็นเรื่องรองในสายตาผู้ที่มองเฉพาะผลลัพธ์เชิงเทคนิค แต่ในความเป็นจริง มันคือองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาไม่ได้หมายถึงการฉายรังสีหรือผ่าตัดเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่คือกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องใช้ทั้งการประคับประคอง การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน การดูแลหลังการรักษา และการสนับสนุนทางร่างกายกับจิตใจ หากโรงพยาบาลสามารถพัฒนาระบบสนับสนุนเหล่านี้ควบคู่ไปกับศูนย์มะเร็งได้จริง คุณภาพของบริการก็ย่อมต่างจากการมีเครื่องมือหลักเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ

มิติทางเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์มะเร็งหนึ่งแห่งอาจช่วยมากกว่างานรักษา เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนครอบครัวและเศรษฐกิจภูมิภาค

เมื่อโรคมะเร็งเกิดขึ้นในครอบครัว ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ค่ายา ค่ารักษา หรือค่าตรวจ แต่ขยายไปถึงค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร การลางาน และการสูญเสียรายได้ของทั้งผู้ป่วยและญาติ ดังนั้น การกระจายศูนย์รักษาเฉพาะทางออกจากเมืองศูนย์กลางเดิมจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสะดวก แต่เป็นการลดต้นทุนทางสังคมในภาพใหญ่ด้วย หากผู้ป่วยจากพะเยา น่าน หรือพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้ารับบริการที่พะเยาได้เร็วขึ้นและใกล้ขึ้น ผลกระทบเชิงบวกย่อมขยายออกไปถึงครัวเรือนและเศรษฐกิจท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ศูนย์ลักษณะนี้ยังมีศักยภาพต่อการยกระดับภาพลักษณ์ด้านสุขภาพของพื้นที่ และอาจเชื่อมโยงกับแนวคิด Medical Hub ในอนาคตได้ หากโรงพยาบาลสามารถรักษามาตรฐานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ต้องมองอย่างระมัดระวัง เพราะเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดยังควรเป็นการทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการได้ก่อน ไม่ใช่รีบผลักภาพเชิงเศรษฐกิจโดยละเลยความพร้อมของระบบภายใน

ความท้าทายที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ศูนย์ความเป็นเลิศจะไม่เกิดขึ้นเอง หากงบ คน มาตรฐาน และการบริหารถูกปล่อยให้เดินคนละจังหวะ

แม้ภาพรวมของโครงการจะสะท้อนความหวัง แต่ก็มีโจทย์ใหญ่หลายข้อที่ไม่ควรถูกมองข้าม ข้อแรกคือความต่อเนื่องของงบประมาณและการบริหารโครงการ เพราะงานก่อสร้างเฉพาะทางระดับนี้มีความซับซ้อนสูงและมีความเสี่ยงด้านต้นทุนกับเวลา ข้อสองคือการรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอาคาร ระบบรังสี หรือมาตรฐานบริการผู้ป่วย ข้อสามคือการสรรหาและรักษาบุคลากร ซึ่งเป็นโจทย์ระดับชาติที่แข่งขันสูงขึ้นทุกปี และข้อสี่คือการทำให้เทคโนโลยีที่ลงทุนจำนวนมากไม่กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่มีแต่ยังใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้หมายความว่า ความสำเร็จของโครงการจะวัดไม่ได้จากการสร้างอาคารเสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากวันที่ศูนย์เปิดให้บริการจริงและสามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่เพิ่มภาระระบบมากเกินจำเป็น หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการยกระดับบริการเฉพาะทางในภูมิภาค แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็อาจเหลือเพียงตัวอย่างของการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไปไม่สุด

ความหวังของโครงการไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทันสมัย” แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยได้รับการรักษาใกล้บ้านและเร็วขึ้นจริง

เมื่ออ่านเรื่องนี้จนถึงจุดสุดท้าย จะเห็นว่าแกนหลักของศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ใช่เรื่องความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของการย่นระยะห่างระหว่างผู้ป่วยกับระบบรักษา ในอดีต ความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขมักแสดงตัวผ่านระยะทาง ใครอยู่ใกล้ศูนย์ใหญ่ย่อมมีโอกาสมากกว่า ใครอยู่ไกลย่อมเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มรักษา โครงการนี้จึงมีความหมายตรงที่กำลังพยายามเปลี่ยนสมการนั้นในระดับภูมิภาค

ในทางความรู้สึก ศูนย์มะเร็งแห่งนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นตึกคอนกรีต เครื่อง LINAC หรือรายการงบประมาณ แต่ควรถูกมองในฐานะ “ความหวังใหม่” ที่จะทำให้ครอบครัวหนึ่งไม่ต้องวิ่งข้ามจังหวัดบ่อยเท่าเดิม ทำให้ผู้ป่วยบางรายเริ่มรักษาได้เร็วขึ้น และทำให้บุคลากรแพทย์ในภูมิภาคมีฐานทำงานที่ซับซ้อนและก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง โครงการนี้ก็จะมีคุณค่ามากกว่าตัวเลขในแผนงานทุกหน้า

อาคารศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยากำลังทดสอบว่าไทยจะสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพผ่านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ได้จริงเพียงใด

ท้ายที่สุด เรื่องของอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา คือภาพสะท้อนของโจทย์ใหญ่ในระบบสุขภาพไทยว่า เราจะทำอย่างไรให้บริการเฉพาะทางขั้นสูงไม่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่เมือง และทำอย่างไรให้คนในภูมิภาคเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องแลกด้วยระยะทาง เวลา และค่าใช้จ่ายที่มากเกินรับไหว โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยพะเยา แต่เป็นบททดสอบเชิงระบบของการกระจายความสามารถทางการแพทย์ไปสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

หากการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน หากเทคโนโลยีถูกติดตั้งอย่างครบถ้วน หากบุคลากรถูกเตรียมพร้อมทันเวลา และหากมาตรฐานการรักษาถูกยึดถืออย่างต่อเนื่อง ศูนย์แห่งนี้ย่อมมีศักยภาพจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การรักษามะเร็งของภาคเหนือตอนบนได้จริง แต่ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งสะดุด ความหวังนั้นก็อาจล่าช้าออกไปอีกหลายปี ด้วยเหตุนี้ ข่าวของศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยาจึงไม่ควรถูกอ่านเพียงเป็นข่าวโครงการก่อสร้าง หากควรถูกมองว่าเป็นอีกบทหนึ่งของการต่อสู้กับโรคมะเร็งที่กำลังเดิมพันด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมากในภูมิภาคนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลสถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย
  • ข้อมูลทิศทางการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ปีงบประมาณ 2568 ถึง 2572 และวิสัยทัศน์ “เป็นโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก” อ้างอิงจากข่าวมหาวิทยาลัยพะเยา เรื่องการทบทวนแผนยุทธศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ วันที่เผยแพร่ 1 สิงหาคม
  • ข้อมูลรายละเอียดโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา วงเงิน 897 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 990 วัน ระบบงานวิศวกรรมเฉพาะทาง เทคโนโลยีรังสีรักษา แผนขยายเตียง แผนพัฒนาบุคลากร และบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ ใช้จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมเพื่อการเรียบเรียงข่าวครั้งนี้
  • เพจ A&A
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ม.พะเยาเปิดตัว Final Design อาคารคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่ ชูคอนเซปต์ Smart Campus กลางหุบเขา

ม.พะเยาเปิดโฉม Final Design อาคารกองอาคารสถานที่ – คณะเกษตรศาสตร์ฯ ก้าวสู่ Smart Campus และ Green University สร้างเมืองการเรียนรู้กลางหุบเขาอย่างยั่งยืน

พะเยา, 19 ธันวาคม 2568 – มหาวิทยาลัยพะเยาเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้และการบริหารทรัพยากรอาคารอย่างยั่งยืน เมื่อบริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ภาพ Final Design ของโครงการอาคารกองอาคารสถานที่ และกลุ่มอาคารเรียน–ห้องปฏิบัติงานของคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Campus – Green University” ที่ผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ภูมิประเทศแบบหุบเขา และเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารยุคดิจิทัลอย่างลงตัว

ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องเผชิญความท้าทายเรื่องงบประมาณ การดูแลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความคาดหวังด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แบบอาคารชุดใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการก่อสร้าง” หากแต่เป็นการจัดวางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และชุมชนรอบข้างในระยะยาว

ผังแม่บทกลางหุบเขา จากสำนักงานอธิการบดีสู่เครือข่ายอาคารเรียนรวม

มหาวิทยาลัยพะเยาตั้งอยู่บนพื้นที่หุบเขาและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบผังแม่บทจึงยึดหลักสอดประสานกับภูมิประเทศ ไม่ฝืนภูมิภูมิศาสตร์ แต่ใช้ความลาดชันและแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างหลักของการจัดวางอาคารต่าง ๆ

ศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยคือ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 8,600 ตารางเมตร ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2540 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังเหตุเพลิงไหม้ในปี 2552 ให้มีความทันสมัยและกลมกลืนกับหอประชุมพญางำเมือง ปัจจุบันอาคารแห่งนี้มิใช่เพียงที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูง แต่ยังเป็นที่ตั้งของกองงานสายสนับสนุนสำคัญ รวมถึง “กองอาคารสถานที่” ที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

ล้อมรอบศูนย์กลางดังกล่าวคือเครือข่ายอาคารเรียนรวม ได้แก่ อาคารเรียนรวม PKY พื้นที่ใช้สอยกว่า 18,400 ตารางเมตร และ อาคารเรียนรวม CE พื้นที่ราว 11,213 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบให้มีความต่อเนื่องของพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่พบปะของนิสิตจากหลากหลายคณะ การจัดวางอาคารในรัศมีใกล้กันช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายวิชาการและฝ่ายสนับสนุนเป็นไปอย่างคล่องตัว และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ภายในแคมปัส

ภาพ Final Design ที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นการพัฒนาเครือข่ายอาคารชุดใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ และกองอาคารสถานที่ที่ “ต่อยอด” จากผังแม่บทเดิม ไม่ใช่การแยกส่วนออกจากกัน แต่เป็นการต่อเส้นเวลาและพื้นที่ให้รองรับภารกิจใหม่ในอนาคต

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ห้องทดลองกลางป่าและศูนย์นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ (School of Agriculture and Natural Resources) เป็นหนึ่งในคณะที่มีภารกิจซับซ้อนที่สุดของมหาวิทยาลัยพะเยา เนื่องจากต้องดูแลทั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล โรงเรือนปศุสัตว์ แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และแปลงปลูกพืชภาคสนามบนพื้นที่จริง การออกแบบกลุ่มอาคารชุดใหม่จึงต้องตอบโจทย์ “ทั้งห้องเรียน ห้องแล็บ และฟาร์มทดลอง” ไปพร้อมกัน

ภายใต้การบริหารของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิพรพรรณ เนื่องเม็ก คณบดีคณะฯ พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ ถูกวางบทบาทให้เป็น “ห้องทดลองระดับภูมิภาค” ที่สร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่และทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับจุลภาคถึงระดับภูมิทัศน์ โดยโครงสร้างห้องปฏิบัติการเฉพาะทางประกอบด้วย

  • กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมการประมง ที่มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเคยใช้เป็นฐานการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ของโลกโดยนักวิจัยของคณะ
  • กลุ่มสัตวศาสตร์ พร้อมโรงเรือนมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์และพัฒนาอาหารสัตว์ สนับสนุนการยกระดับฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  • กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชและงานจุลชีววิทยาเชิงลึก
  • กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ซึ่งมีห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน Food Safety สำหรับการแปรรูปและถนอมอาหาร เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร

ภายนอกอาคารเรียน ระบบนิเวศการเรียนรู้ยังต่อเนื่องไปยัง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ งานพัฒนาพันธุ์พืช งานปศุสัตว์ งานประมง และงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองกลางแจ้ง” ที่นิสิตสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีจากแล็บสู่การปฏิบัติจริงในแปลง

ภาพ Final Design ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ สื่อให้เห็นกลุ่มอาคารสีน้ำตาล–ครีมที่จัดวางท่ามกลางแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว และทางเดินโค้งโอบรับภูมิรูปแบบหุบเขา ลานกว้างหน้าคณะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กิจกรรม เปิดมุมมองสู่บึงน้ำและแปลงสาธิตเกษตร พร้อมป้าย “SMART Agriculture” ที่ตอกย้ำบทบาทคณะในฐานะต้นแบบเกษตรอัจฉริยะของภูมิภาค

กองอาคารสถานที่ ฟันเฟืองโครงสร้างพื้นฐานและผู้ดูแลเมืองการเรียนรู้

หากคณะเกษตรศาสตร์ฯ คือ “หัวใจด้านองค์ความรู้” ของการพัฒนาพื้นที่เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัย กองอาคารสถานที่ (Division of Buildings and Grounds) ก็เปรียบเสมือน “ระบบไหลเวียนโลหิตและโครงกระดูก” ที่ทำให้เมืองการเรียนรู้แห่งนี้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

กองอาคารสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักงานอธิการบดี ทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เอกสารธุรการ ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องปรับอากาศ งานโยธา และภูมิทัศน์ทั่วทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ นายจีรวัฒน์ มังคาร ผู้อำนวยการกองฯ โครงสร้างการทำงานถูกแบ่งเป็น 4 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. งานธุรการ รับผิดชอบสารบรรณ การเงิน พัสดุ และข้อมูลสารสนเทศ โดยมีหัวหน้างานคือ นางนิรชา เตชะกุลวิโรจน์ ดูแลให้การใช้งบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานธรรมาภิบาล (ITA)
  2. งานความปลอดภัย ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง งานป้องกันอัคคีภัย และระบบรักษาความสะอาด ซึ่งมีหมายเลขติดต่อฉุกเฉิน 054-466-710 สำหรับเหตุการณ์นอกเวลาราชการ
  3. งานสวนและภูมิทัศน์ ซึ่งดูแลพื้นที่สีเขียวและคลังพันธุ์ไม้นานาชนิด มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายสมปอง ใจประเสริฐ และนักจัดสวน นายกมล มูลป้อน ที่ทำให้พื้นที่มหาวิทยาลัยกลายเป็น “อุทยานการเรียนรู้” ที่ร่มรื่นและเหมาะกับการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
  4. งานสาธารณูปโภคและบำรุงรักษา ทำหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้า ประปา และโครงสร้างทางวิศวกรรม โดยมีวิศวกรโยธาและสถาปนิกประจำกอง เช่น นายกิตติธัช อาจทะตัน เข้ามาควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและซ่อมบำรุง

ภาพ Final Design ของอาคารกองอาคารสถานที่ที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นอาคารรูปทรงทันสมัย ใช้เส้นสายแนวนอนและแผงกันแดดไม้ รวมถึงหลังคาที่เตรียมพื้นที่รองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำด้านหน้าอาคาร สอดรับกับบทบาทของหน่วยงานที่ต้องรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม

Smart Campus เมื่อเทคโนโลยีอาคารเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนิสิต

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการอาคารของมหาวิทยาลัยพะเยาคือการพัฒนาระบบ “Smart Campus Infrastructure” ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารทรัพยากร โดยกองอาคารสถานที่ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาและผู้ใช้จริงในเวลาเดียวกัน

ระบบเด่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • Smart Services – ระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้คณะต่าง ๆ เช่น คณะเกษตรศาสตร์ฯ สามารถแจ้งปัญหาวัสดุอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้า–ประปาได้แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามงาน
  • Smart Water – ระบบจัดการน้ำประปา ซึ่งมหาวิทยาลัยผลิตน้ำใช้เองตั้งแต่การเก็บน้ำดิบจนถึงการควบคุมแรงดันน้ำในอาคารสูง ทำให้สามารถวางแผนรับมือภัยแล้งและเหตุฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ
  • Garden System และฐานข้อมูล Trees Req ที่บันทึกข้อมูลพรรณไม้ภายในมหาวิทยาลัย ช่วยให้การตัดแต่งกิ่งไม้ การดูแลต้นไม้ใหญ่ และการพัฒนาภูมิทัศน์ทำได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพ ไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้พื้นที่
  • UP IMS & Purchasing ระบบคลังพัสดุและจัดหาพัสดุที่เชื่อมโยงกับข้อมูล ITA สร้างร่องรอยการใช้จ่ายงบประมาณที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ระบบ EV Shuttle Bus ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อมต่อจุดสำคัญอย่าง P1 (หน้ามหาวิทยาลัย), P8 (สำนักงานอธิการบดี–กองอาคารสถานที่), P9 (อาคารเรียนรวม PKY–พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ) และ P12 (หอพักนิสิต UP Dorm) ก็เป็นอีกหนึ่งมิติของ Smart Campus ที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตและบุคลากร

เมื่อพิจารณาจากภาพ Final Design จะเห็นได้ว่าโครงการอาคารใหม่ถูกผูกโยงเข้ากับโครงข่าย Smart Campus เหล่านี้อย่างแนบแน่น ทั้งในมิติการวางตำแหน่งอาคาร ทางเดิน และจุดจอดรถไฟฟ้า ทำให้ระบบกายภาพและระบบดิจิทัลทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

พื้นที่เรียนรู้–พื้นที่พบปะ สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อคน

จุดเด่นอีกประการของ Final Design คือการออกแบบ “พื้นที่กึ่งทางการ–กึ่งไม่เป็นทางการ” ให้เกิดขึ้นทั้งในอาคารและภายนอกอาคาร

ภาพภายในอาคารเรียนของคณะเกษตรศาสตร์ฯ แสดงให้เห็นห้องแลปสีขาว–ฟ้า สว่าง โปร่ง มีโต๊ะยาวและเก้าอี้ล้อเลื่อน รองรับการเรียนปฏิบัติการที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตลอดเวลา ขณะที่ห้องบรรยายขนาดใหญ่ในอาคารสำนักงานและอาคารกองอาคารสถานที่ออกแบบให้รองรับการประชุมเชิงวิชาการและการอบรมของบุคลากรจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

อีกภาพหนึ่งเป็นโถงบันไดกว้างที่ตกแต่งด้วยอิฐแดงและหินสีเทา สร้างบรรยากาศคล้าย “ขั้นบันไดเมือง” ที่นิสิตสามารถนั่งพูดคุย ทำงานกลุ่ม หรือรอเข้าชั้นเรียน ขณะที่ชั้นบนเปิดรับแสงธรรมชาติและมองออกไปเห็นต้นไม้เขียวขจีภายนอก สถาปัตยกรรมในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด “Learning Commons” ที่ให้พื้นที่อาคารเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเปลือกหุ้มของห้องเรียนแบบเดิม

ในส่วนอาคารนิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงผลงาน ถูกออกแบบให้มีผนังสีเขียวและงานไม้ ผสมผสานวัสดุธรรมชาติกับระบบไฟส่องสว่างสมัยใหม่ เหมาะสำหรับการจัดแสดงผลการวิจัย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่เดินไปด้วยกัน

ในมุมเชิงยุทธศาสตร์ การวางกลุ่มอาคารคณะเกษตรศาสตร์ฯ และอาคารกองอาคารสถานที่ให้ทำงานเกื้อหนุนกัน มีนัยสำคัญมากกว่าการประหยัดงบประมาณก่อสร้าง ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์แบบ “พึ่งพากันสองทิศทาง”

ด้านหนึ่ง คณะเกษตรศาสตร์ฯ ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคและการบำรุงรักษาที่มีมาตรฐานสูง ทั้งระบบไฟฟ้าของห้องแล็บ ระบบบำบัดน้ำทิ้ง และโครงสร้างโรงเรือนทดลองจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองอาคารสถานที่ อีกด้านหนึ่ง กองอาคารสถานที่เองก็ใช้พื้นที่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ เป็น “ห้องทดลองชีวภาพขนาดใหญ่” ในการออกแบบภูมิทัศน์ การจัดการต้นไม้ใหญ่ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้สมดุลระหว่างความสวยงามและความปลอดภัย

เมื่อเพิ่มชั้นของเทคโนโลยี Smart Campus เข้าไป การทำงานร่วมกันนี้ยิ่งมีความชัดเจน ระบบ Smart Services ทำให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ แจ้งซ่อมและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ฐานข้อมูล Trees Req กลายเป็นเครื่องมือให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ ใช้ข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยประกอบการเรียนการสอนและงานวิจัยได้โดยไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่

การออกแบบ Final Design ที่ให้ทั้งสองกลุ่มอาคารมีภาษาสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อน “โครงสร้างความร่วมมือ” ของสองหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงของมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “เมืองการเรียนรู้” มากกว่าสถานศึกษาในหุบเขา

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมาประกอบกัน ตั้งแต่ผังแม่บทกลางหุบเขา คณะเกษตรศาสตร์ฯ ที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ กองอาคารสถานที่ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ Smart Campus จนถึง Final Design ของอาคารชุดใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดว่า มหาวิทยาลัยพะเยากำลังเคลื่อนตัวจาก “มหาวิทยาลัยในภูเขา” ไปสู่ “เมืองการเรียนรู้” (Learning City) ที่มีระบบนิเวศการศึกษาเต็มรูปแบบ

ในมิติของนิสิต พื้นที่เหล่านี้หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องแลปสมัยใหม่ไปจนถึงแปลงทดลองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติของบุคลากร พื้นที่สำนักงานและห้องประชุมที่ได้รับการออกแบบใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมการทำงานและมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนในมิติของชุมชนโดยรอบ อาคารและศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ มีศักยภาพในการเปิดเป็นเวทีให้เกษตรกร หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพื้นที่ในระยะยาว

สุดท้าย ภาพ Final Design ที่บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ออกมา จึงไม่เพียงสะท้อนทิวทัศน์อาคารชุดใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อน “ทิศทางการพัฒนา” ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่ Green University และ Smart Campus อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อมูล ระบบ และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และข้อมูลศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ
  • ข้อมูลผังแม่บทและประวัติอาคารสำนักงานอธิการบดี–อาคารเรียนรวม PKY และ CE มหาวิทยาลัยพะเยา
  • บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสมต้านโรคไหม้ ผลผลิต 830 กก./ไร่ มั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสม 3 สายพันธุ์ ผลผลิตเฉลี่ย 830 กก./ไร่ หวังยกระดับรายได้และความมั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยา, 12 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางความผันผวนของราคาข้าวและภาวะเสี่ยงจากโรคพืชที่เกษตรกรไทยเผชิญมาหลายปี การพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียวใหม่ “หอม มพ. 1” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและหน่วยงานด้านการเกษตร กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็น “คำตอบใหม่” ให้กับชาวนาในภาคเหนือตอนบน ทั้งในมิติของผลผลิตที่แน่นอนขึ้น ต้นทุนที่บริหารจัดการได้ดีขึ้น และโอกาสสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่นี้ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่อง “กินอร่อย–ปลูกได้จริง” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการทำงานวิจัยเชิงระบบ ที่พยายามเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในขณะเดียวกันก็สร้าง “ความหวัง” ให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ที่ต้องการพันธุ์ข้าวที่แข็งแรงกว่าเดิม และไม่เสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคระบาดในแปลงนาเหมือนที่ผ่านมา

วิกฤตเงียบในท้องนา เมื่อ “กข6” ไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา “กข6” เป็นชื่อที่คุ้นเคยในหมู่เกษตรกรภาคเหนือและอีสาน ข้าวเหนียวพันธุ์นี้ผูกพันกับวิถีชีวิตและอาหารพื้นบ้านของผู้คนจำนวนมาก แต่ในความคุ้นชินนั้น กลับซ่อนปัญหาที่สะสมเรื่อยมาจนกระทบต่อ “ความมั่นคงรายได้” ของชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาหลักของพันธุ์กข6 ที่เกษตรกรสะท้อนตรงกัน คือ ข้าวพันธุ์นี้ “ไวต่อช่วงแสง” ทำให้ปลูกได้จำกัดเพียงบางฤดูกาล การวางแผนเพาะปลูกจึงขาดความยืดหยุ่น และเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือฝนฟ้าไม่เป็นใจ ความเสี่ยงในการเสียหายทั้งแปลงก็เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ กข6 ยังเป็นพันธุ์ที่ “มักเป็นโรคไหม้” ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้ต้นข้าวเป็นวงกว้าง หากเกิดในช่วงสำคัญของการออกรวง ผลผลิตที่ได้อาจลดฮวบกว่าครึ่งในปีใดปีหนึ่ง

ภายใต้แรงกดดันจากทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลาดข้าวโลกที่แข่งขันรุนแรง และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนบ่อยครั้ง การพึ่งพาพันธุ์ข้าวแบบเดิมเพียงไม่กี่พันธุ์ จึงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลผลิตต่อไร่” แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านอาหารในระดับภูมิภาค

จากห้องทดลองสู่ท้องทุ่ง การเดินทางของ “หอม มพ. 1”

เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ทีมวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู ได้เริ่มต้นโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวที่ “ตอบโจทย์จริง” ทั้งด้านวิชาการและชีวิตจริงของชาวนา โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ข้าวพันธุ์ใหม่ต้อง

  • ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ยืดหยุ่นขึ้น
  • ทนทานต่อโรคสำคัญอย่างโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง
  • ให้ผลผลิตต่อไร่ในระดับที่คุ้มค่า
  • มีกลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับอาหารพื้นบ้านและการแปรรูป

ทีมวิจัยใช้ทั้ง “การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม” และ “เทคโนโลยีดีเอ็นเอสมัยใหม่” มาช่วยคัดเลือกต้นที่มีศักยภาพดีที่สุดอย่างเป็นระบบ ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” จึงเป็นผลลัพธ์จากการผสมข้ามระหว่าง 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • สันป่าตอง 1 – พันธุ์พื้นบ้านที่ชาวเหนือคุ้นเคยในเรื่องกลิ่นหอม
  • กข6 – พันธุ์หลักเก่าแก่ที่ต้องการนำข้อดีบางประการมาปรับใช้
  • สายพันธุ์วิจัย RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 – สายพันธุ์วิจัยที่นำมาเสริมเรื่องความทนทานต่อโรค

การคัดเลือกทีละรุ่นผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ได้ต้นแบบที่มีคุณสมบัติตามเป้าหมาย ทั้งด้านพันธุกรรมและลักษณะทางการเกษตร ก่อนจะได้รับการประเมินในแปลงทดลองและแปลงเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขที่เล่าเรื่องได้ ผลผลิต 830 กิโลกรัมต่อไร่ และความแข็งแรงของต้นข้าว

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้ “หอม มพ. 1” ถูกจับตามอง คือ ผลผลิตเฉลี่ยที่ประมาณ 830 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “ดีมาก” เมื่อเทียบกับข้าวเหนียวพันธุ์ดั้งเดิมในหลายพื้นที่ที่มักเผชิญปัญหาโรคและสภาพอากาศจนผลผลิตแกว่งไปมา

ข้าวพันธุ์นี้มีลำต้นแข็งแรง ความสูงเฉลี่ยประมาณ 126 เซนติเมตร รวงยาว เมล็ดใหญ่ ช่วยให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างสะดวก และลดความเสี่ยงจากการหักล้มในช่วงปลายฤดู นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติสำคัญคือ “ไม่ไวต่อช่วงแสง” ทำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีความหลากหลายของระบบนาชลประทานและนาปี

ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 140–150 วัน เหมาะอย่างยิ่งกับ “นาปี” ในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านการใช้น้ำที่ยังจำเป็นในระบบ “นาปรัง” ก็อยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดของทีมวิจัย เพื่อให้สามารถปรับตัวพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพน้ำในบางพื้นที่ได้มากขึ้นในอนาคต

ต้านโรคไหม้–ขอบใบแห้ง ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง

โรคไหม้และโรคขอบใบแห้งเป็น “ฝันร้าย” ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดภาคเหนือ เมื่อเกิดการระบาดขึ้นในช่วงวิกฤตของวงจรการเจริญเติบโต ผลผลิตทั้งแปลงอาจเสียหายอย่างรวดเร็ว และต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายด้านสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สูงขึ้น

การที่ “หอม มพ. 1” ถูกออกแบบให้มีความต้านทานโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี จึงมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขเชิงวิชาการ เพราะหมายถึง

  • ความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิตลดลง
  • ภาระต้นทุนด้านสารเคมีลดลง
  • ภาระงานดูแลรักษาแปลงนาลดลงในภาพรวม

เมื่อข้าวในนาแข็งแรงกว่าเดิม เกษตรกรย่อมมี “พื้นที่หายใจ” ในการวางแผนการผลิตมากขึ้น ไม่ต้องเดิมพันทั้งฤดูกาลกับโรคระบาดเพียงอย่างเดียว และเมื่อผลผลิตมีเสถียรภาพมากขึ้น การวางแผนขาย การต่อรองราคา ตลอดจนการวางแผนแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นตามไปด้วย

กลิ่นหอม–เมล็ดสวย จากหม้อข้าวในครัวสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากความแข็งแรงในแปลงนา จุดเด่นอีกด้านของ “หอม มพ. 1” คือ “กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัส” หลังการนึ่งที่ได้รับการเปรียบเทียบว่า “หอมชัด” กว่าสันป่าตอง 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่คนเหนือคุ้นเคยมานาน

เมื่อนึ่งเป็นข้าวเหนียวแล้วให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เหมาะกับเมนูพื้นบ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลาม เมนูหมกข้าว หรืออาหารร้านทั่วไป ขณะเดียวกัน เมล็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่และเรียงตัวสวย ยังเหมาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเป็น “สินค้าเพิ่มมูลค่า” เช่น ขนมพื้นบ้านบรรจุแพ็กเกจ, ชุดของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ชุมชน

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจฐานราก คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเปิดทางให้ไม่เพียง “ขายข้าวเปลือก” แต่ยังต่อยอดไปสู่การขายข้าวสารบรรจุถุง ข้าวเหนียวแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตได้อย่างชัดเจน

มากกว่าพันธุ์พืชใหม่ เศรษฐกิจหมุนเวียนในหมู่บ้าน

เมื่อข้าวพันธุ์หนึ่งสามารถให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยงจากโรค และมีคุณภาพเมล็ดที่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อ “ระบบเศรษฐกิจในหมู่บ้าน” อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงสีที่มีเมล็ดข้าวคุณภาพดีสำหรับแปรรูป ร้านอาหารท้องถิ่นที่มีวัตถุดิบมาตรฐาน ไปจนถึงกลุ่มแม่บ้านที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากข้าวพันธุ์เดียวกัน

การที่ “หอม มพ. 1” ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อกระจายสู่เกษตรกร จึงไม่ใช่เพียงก้าวย่างของงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการ “วางเมล็ดพันธุ์ทางเศรษฐกิจ” ให้กับหลายชุมชนในภาคเหนือตอนบน

สำหรับเกษตรกรรายย่อย ผลผลิตเฉลี่ยราว 830 กิโลกรัมต่อไร่ หากบริหารจัดการด้านต้นทุนและตลาดได้ดี ย่อมมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และเมื่อรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น เงินก็หมุนเวียนกลับเข้าสู่ร้านค้า โรงสี กลุ่มแปรรูป และธุรกิจบริการในหมู่บ้านมากขึ้น เป็นวงจรเศรษฐกิจที่มี “ข้าว” เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

 

พลังของเครือข่ายวิจัย จาก ม.พะเยา สู่ศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค

เบื้องหลัง “หอม มพ. 1” ไม่ได้เป็นเพียงผลงานของมหาวิทยาลัยพะเยาเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน นักวิจัย และศูนย์วิจัยในพื้นที่

โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู เป็นหัวหน้า ร่วมกับ อาจารย์วราวุฒิ โล๊ะสุข จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นางสาวศิริพร กออินทร์ศักดิ์ และ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมทั้งทีมผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ภายใต้กรมการข้าว ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมจริงของภาคเหนือตอนบน

ด้านงบประมาณและกรอบการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก. – องค์การมหาชน) ทำให้สามารถเดินหน้าทดลอง คัดเลือก และประเมินผลในระยะยาวจนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงในแปลงทดลองในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เครือข่ายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นรูปแบบความร่วมมือ “ห่วงโซ่คุณค่า” ตั้งแต่ห้องทดลอง ไปจนถึงแปลงนาและโรงสีในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยด้านเกษตรสมัยใหม่ ที่ต้องเชื่อมองค์ความรู้กับข้อเท็จจริงในภาคสนามให้ได้มากที่สุด

เชื่อมวิชาการกับวิถีชุมชน “เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจ คือกิจกรรม “วิถีวัฒนธรรมแห่งท้องทุ่ง เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา” ที่มหาวิทยาลัยพะเยาจัดขึ้น ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานนำคณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ในแปลงสาธิต

กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการ “ทดลองเก็บเกี่ยว” พันธุ์ข้าวใหม่ แต่ยังเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกระบวนการทำนาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเกี่ยวข้าว การตีข้าว ไปจนถึงการคัดแยกเมล็ด เป็นประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ เข้ากับภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับชุมชนในพื้นที่ การได้เห็นมหาวิทยาลัยไม่ยืนอยู่ห่างจากแปลงนา แต่ลงมาร่วมมือกับเกษตรกรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การทดลองปลูก ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมสร้าง “ความเชื่อมั่น” ว่า งานวิจัยที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงแค่ในรายงานหรือวารสารวิชาการ แต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่จริง

อนาคตของ “หอม มพ. 1” จากพันธุ์ข้าวสู่ความมั่นคงทางอาหาร

แม้ “หอม มพ. 1” จะเพิ่งผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผลิตเมล็ดพันธุ์เชิงระบบ แต่ในมุมมองเชิงนโยบายด้านเกษตรและความมั่นคงอาหาร พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้นอย่างชัดเจน

ประการแรก ข้าวพันธุ์ที่ทนโรค ต้านโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและลดต้นทุนของเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเกษตรยั่งยืนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ประการที่สอง การที่พันธุ์นี้ไม่ไวต่อช่วงแสง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปลูกมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการวางแผนรอบการปลูกตามปริมาณน้ำและสภาพพื้นที่

ประการที่สาม กลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับการแปรรูป ช่วยเปิดประตูสู่ “ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม” ในระดับชุมชน ตั้งแต่การขายข้าวสารบรรจุถุงภายใต้แบรนด์ท้องถิ่น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในหลายจังหวัดภาคเหนือ

ท้ายที่สุด การที่งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาควิชาการ และศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ได้เป็นโจทย์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งระบบ ที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง

ภาพปลายทุ่ง เมื่อเมล็ดพันธุ์ใหม่กำลังจะถึงมือชาวนา

เมื่อแปลงสาธิตเริ่มให้ผลผลิตจริง กิจกรรมเกี่ยวข้าวและตีข้าวถูกจัดขึ้น ท่ามกลางนิสิต นักวิจัย และเกษตรกรที่ยืนมองเมล็ดข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ที่ร่วงหล่นจากฟ่อนข้าวลงสู่ลานนวด หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเลข 830 กิโลกรัมต่อไร่ หรือชื่อสายพันธุ์ RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 หมายถึงอะไรในเชิงวิชาการ

แต่สำหรับชาวนา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคำตอบง่าย ๆ ว่า “ปลูกแล้วได้ผลไหม เสี่ยงน้อยลงหรือเปล่า และขายได้หรือไม่”

คำตอบเบื้องต้นจากการทดลองและการรับรองพันธุ์ คือ “หอม มพ. 1” มีศักยภาพที่จะช่วยให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในแง่ของผลผลิตที่แน่นอน คุณภาพข้าวที่ดี และโอกาสในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เมื่อเมล็ดพันธุ์ถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอและกระจายไปถึงมือชาวนาในภาคเหนือตอนบน วิถีของชุมชนหลายแห่งอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง

ในวันที่ราคาข้าวโลกยังผันผวน และสภาพอากาศยังคาดเดายาก เมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงหนึ่งเมล็ดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพันธุกรรมในต้นข้าว แต่คือ “โอกาสใหม่” ของครอบครัวหนึ่งครอบครัว และของชุมชนหนึ่งชุมชน ที่จะยืนหยัดอยู่บนผืนดินของตนเองต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
  • ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยพะเยา
  • โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
  • ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าว
  • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

รับน้องรถทัวร์ ม.พะเยา สร้างความประทับใจแรก

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดบ้านต้อนรับนิสิตใหม่ กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” เสริมสร้างบรรยากาศอบอุ่น สานสายสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย

พะเยา, 4 มิถุนายน 2568 – ในช่วงเวลาที่รั้วมหาวิทยาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้งต้อนรับการเปิดภาคเรียนใหม่ “มหาวิทยาลัยพะเยา” ได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงเติมเต็มความประทับใจแรกให้กับนิสิตใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศของความอบอุ่นและความร่วมมือระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องและครอบครัว ภายใต้สองกิจกรรมหลัก ได้แก่ “รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568

กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ความทรงจำแรกในชีวิตนิสิต

เช้าวันที่ 4 มิถุนายน 2568 บริเวณหน้าหอพักนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เมื่อขบวนรถทัวร์จากทุกภูมิภาคทยอยเดินทางมาถึงเพื่อส่งนิสิตใหม่และครอบครัว กิจกรรม “รับน้องรถทัวร์” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 วันนี้ เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างสภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต และกองกิจการนิสิต ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

เมื่อก้าวลงจากรถทัวร์ น้อง ๆ จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรุ่นพี่อาสา และทีมงานด้วยเสียงเชียร์ ของที่ระลึก และมุมถ่ายภาพสุดน่ารัก สร้างรอยยิ้มและช่วยคลายความตื่นเต้นของนิสิตใหม่ หลายครอบครัวต่างรู้สึกประทับใจที่บรรยากาศในวันแรกของชีวิตมหาวิทยาลัยกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น

รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” สานสายใยระหว่างรุ่น

ในเวลาเดียวกัน กิจกรรม “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ก็เริ่มต้นขึ้น ณ หอพักนิสิต UP Dorm ตลอด 3 วันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสาได้ระดมกำลังรุ่นพี่และสมาชิกสโมสรนิสิตจากคณะต่าง ๆ มาคอยช่วยเหลือนิสิตใหม่และผู้ปกครองในการขนย้ายสัมภาระ แนะนำเส้นทาง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรายงานตัว การใช้ชีวิตในหอพัก และการปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อ น้ำใจ และการแบ่งปัน ผู้ปกครองจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกเบาใจและมั่นใจในคุณภาพของ “บ้านหลังใหม่” แห่งนี้ ด้วยความร่วมมือของนิสิตและบุคลากรที่ใส่ใจและดูแลกันเสมือนครอบครัวเดียวกัน

วันที่ 4 - 6 มิถุนายน 2568 โดยมี สภานิสิต องค์การนิสิต หน่วยกิจกรรมเวียง สารวัตรนิสิต ร่วมกับ กองกิจการนิสิต เป็นแม่งานหลัก ภายใต้โครงการ “ต้อนรับนิสิตใหม่และผู้ปกครอง”

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพในรั้วพะเยา

กิจกรรมทั้งสองนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “พิธีต้อนรับ” แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เกิดสายสัมพันธ์และเครือข่ายมิตรภาพในหมู่นิสิต ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพะเยา การมีรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำ และรุ่นน้องที่กล้าเปิดใจรับสังคมใหม่ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากชีวิตนักเรียนสู่การเป็นนิสิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจ

วิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรม วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง

เมื่อวิเคราะห์ในเชิงผลลัพธ์ กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยพะเยาที่มุ่งสร้าง “สังคมแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลใจของนิสิตและครอบครัว กิจกรรมต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเองนี้ จึงช่วยลดช่องว่างและความกังวลในใจ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจและความอบอุ่นที่พร้อมจะส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกทักษะชีวิตของรุ่นพี่นิสิตให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การเสียสละ การให้บริการ และการดูแลผู้อื่น ถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมานอกห้องเรียนอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นของการเดินทางใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวก

“รับน้องรถทัวร์” และ “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอ” คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังบวกในรั้วมหาวิทยาลัยพะเยา พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น กิจกรรมต้อนรับเช่นนี้จึงไม่เพียงช่วยเติมเต็มความทรงจำดี ๆ ให้กับนิสิตใหม่และครอบครัว หากยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นและพร้อมจะดูแลทุกชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย”

ศูนย์ปฏิบัติการมหาวิทยาลัยพะเยาจิตอาสา ได้จัดกิจกรรมจิตอาสา “รุ่นพี่จิตอาสา พาน้องเข้าหอพัก” ณ หอพักนิสิต UP Dorm

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

“นักฉุกเฉินการแพทย์” ขาดแคลน! ม.พะเยา เป็นที่เดียวของภาคเหนือที่เปิดสอน

นักฉุกเฉินการแพทย์ฮีโร่! 10 สถาบันร่วมมือ ผลิต 15,000 คน

พะเยา, 8 มีนาคม 2568 – ช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ต้องใช้การช่วยชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “นักฉุกเฉินการแพทย์” ซึ่งเป็นอาชีพที่ขาดแคลนและมีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิตคนในยามวิกฤต]

อาชีพนักฉุกเฉินการแพทย์: เสาหลักของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ข้อมูลเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 นักฉุกเฉินการแพทย์เป็นอาชีพที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยมากนัก แต่เป็นอาชีพที่ขาดแคลนและจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม โดยเฉพาะในภาคเหนือซึ่งมีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาเพียงแห่งเดียว คือ มหาวิทยาลัยพะเยา ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดการศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ในระดับปริญญามาแล้วประมาณ 13 ปี ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาสาขาฉุกเฉินการแพทย์เพียง 674 คน โดยสามารถผลิตบัณฑิตใหม่ได้เพียงปีละ 180-200 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

ความร่วมมือเพื่อพัฒนาอาชีพฉุกเฉินการแพทย์

มหาวิทยาลัยพะเยา โดยอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ ร่วมเป็นหนึ่งใน 10 สถาบันที่ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายเพื่อผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ โดยมีเป้าหมายผลิตบุคลากรให้ได้ 15,000 คนในระยะเวลา 10 ปี จากที่เคยผลิตได้เพียงปีละ 200 คน งานลงนามดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และศาสตราจารย์ นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสักขีพยาน ร่วมกับตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ

10 สถาบันที่เข้าร่วมประกอบด้วย:

  1. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
  5. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  6. มหาวิทยาลัยพะเยา
  7. มหาวิทยาลัยบูรพา
  8. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
  9. สถาบันพระบรมราชชนก
  10. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

บทบาทและความสำคัญของนักฉุกเฉินการแพทย์

นักฉุกเฉินการแพทย์ หรือ Paramedic เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานนอกโรงพยาบาล โดยมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนถึงโรงพยาบาล พวกเขาจะต้องสามารถให้การช่วยชีวิตขั้นสูง เช่น การช่วยหายใจ การกู้ชีพ การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านหัวใจ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กู้ภัย หน่วยดับเพลิง และตำรวจ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โอกาสทางอาชีพของนักฉุกเฉินการแพทย์

เมื่อสำเร็จการศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ นักศึกษาจะมีโอกาสทำงานในหลากหลายสถานที่ ได้แก่:

  • หน่วยแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล
  • ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการฉุกเฉิน (EMS Dispatch Center)
  • หน่วยกู้ชีพและกู้ภัย
  • หน่วยสนับสนุนทางการแพทย์ในองค์กรต่างๆ เช่น ท่าอากาศยาน และสถานประกอบการขนาดใหญ่

โครงสร้างการศึกษาและการฝึกอบรม

การศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ใช้ระยะเวลา 4 ปี โดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ:

  • กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
  • การกู้ชีพและช่วยชีวิตขั้นสูง (Advanced Life Support – ALS)
  • การใช้เครื่องมือแพทย์ฉุกเฉิน เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ และอุปกรณ์ช่วยหายใจ
  • การปฏิบัติการภาคสนามและการฝึกภาคปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง

ความท้าทายและแนวทางพัฒนาอาชีพนักฉุกเฉินการแพทย์ในอนาคต

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาด้านการแพทย์ฉุกเฉินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องแก้ไข เช่น:

  • การขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากอัตราการผลิตบัณฑิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • การกระจายตัวของบุคลากร โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังขาดแคลนหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน
  • ความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้บุคลากรมีความสามารถในการปฏิบัติงานในระดับสากลได้

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักฉุกเฉินการแพทย์ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพเพียง 674 คน ขณะที่มีหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้มีอัตราบุคลากรไม่เพียงพออย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าในปี 2567 มีการเรียกใช้บริการฉุกเฉินทางการแพทย์กว่า 2 ล้านครั้งต่อปี โดยอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุหลักที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินสูงสุด

ข้อสรุป

อาชีพนักฉุกเฉินการแพทย์เป็นอาชีพที่มีความสำคัญอย่างมากในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากเป็นแนวหน้าในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินในสถานการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีอัตราการขาดแคลนบุคลากรสูง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยพะเยา / admissionpremium 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ม.พะเยา สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง อนุรักษ์ฝ้ายพื้นเมือง

มหาวิทยาลัยพะเยาจัดกิจกรรม “สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง” อนุรักษ์ฝ้ายพื้นเมืองและสืบสานประเพณี

พะเยา, 5 กุมภาพันธ์ 2568 –  มหาวิทยาลัยพะเยาจัดกิจกรรม “สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง” ณ “สวนฝ้ายหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา” โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิดป้าย “สวนฝ้ายหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา” และร่วมเก็บดอกฝ้ายกับคณะผู้บริหาร บุคลากร นิสิต และเครือข่ายฝ้ายหลวง

ความร่วมมือในการอนุรักษ์ฝ้ายหลวง

กิจกรรม “สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกองกิจการนิสิต และโครงการวิจัย “โครงการวิจัยและพัฒนาฝ้ายหลวงเพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนสู่ชุมชน” ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี พ.ศ. 2567 โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพันธุ์ฝ้ายหลวง ซึ่งเป็นฝ้ายพื้นเมืองประเภทฝ้ายยืนต้นในภาคเหนือ เพื่อรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์ฝ้ายหลวง ตลอดจนส่งเสริมพัฒนายกระดับฝ้ายหลวงสู่เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนท้องถิ่น

การเก็บดอกฝ้ายเพื่อสืบสานประเพณี

กิจกรรม “สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง” เป็นการเก็บดอกฝ้ายที่กำลังออกผลผลิตเต็มที่ตามฤดูกาล เพื่อส่งมอบให้กับเครือข่ายวิจัยฝ้ายหลวงจาก 10 กลุ่มชุมชน นำไปจัดทำเป็น “ต้นฝ้ายหลวงปูรณฆฏะ” อันเป็นเครื่องสักการะที่จะใช้ในพิธีสรงน้ำและห่มผ้าพระธาตุเจ้าจอมทอง เวียงพะเยา เนื่องในประเพณีไหว้พระธาตุเดือนหกเป็งต่อไป

ประเพณีไหว้พระธาตุเดือนหกเป็ง

ประเพณีสรงน้ำและห่มผ้าพระธาตุจอมทอง ถือเป็นประเพณีที่ดีงามและเก่าแก่ของเมืองพะเยา จัดขึ้นในเดือน ๖ เป็ง (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ตามปฏิทินของล้านนา ขบวนแห่เครื่องสักการะและผ้าห่มองค์พระธาตุ จะถูกนำขึ้นไปเพื่อสักการะองค์พระธาตุจอมทอง ซึ่งเป็นองค์พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา มีอายุมากกว่า 700 ปี

ความสำคัญของดอกฝ้ายคำหรือดอกสุพรรณิการ์

ดอกฝ้ายคำ หรือดอกสุพรรณิการ์ มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้ ดอกจะบานในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี มีความเชื่อกันว่า หากปลูกต้นสุพรรณิการ์ไว้ประจำบ้าน จะช่วยทำให้ผู้ปลูกได้รับความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเงินทองและโภคทรัพย์

สรุป

กิจกรรม “สืบสานสายใย เก็บดอกฝ้ายหลวง” เป็นกิจกรรมที่สำคัญในการอนุรักษ์ฝ้ายหลวง ซึ่งเป็นฝ้ายพื้นเมืองของภาคเหนือ และเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของเมืองพะเยา นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : งานสื่อสารองค์กร ม.พะเยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH NEWS

ครม.อนุมัติงบ 208 ล้าน โรงพยาบาล ม.พะเยา เพิ่มบุคลากร 731 อัตรา

 
เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา (แผนอัตรากำลังโรงพยาบาลฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571 จำนวน 731 อัตรา งบประมาณรวมทั้งสิ้น 208.08 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ทั้งนี้ แผนอัตรากำลังฯ จะส่งผลต่อการเพิ่มอัตรากำลังและบุคลากร และภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต จึงเห็นควรที่มหาวิทยาลัยพะเยาจะพิจารณาดำเนินการเท่าที่จำเป็นตามภารกิจหลัก อย่างประหยัด และคุ้มค่า และคำนึงถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงินที่จะนำมาใช้จ่าย โดยเฉพาะรายได้หรือเงินนอกงบประมาณอื่นใดที่มหาวิทยาลัยมีอยู่หรือสามารถนำมาใช้จ่ายเป็นลำดับแรก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐอย่างยั่งยืน ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
 
 
โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
(1) ขยายศักยภาพเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก ระดับ M1 ขนาด 200 เตียง ในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571 เพื่อรองรับการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและการขยายศักยภาพเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับ S
 
(2) เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของเขตสุขภาพที่ 1 ในเขตพื้นที่ล้านนาตะวันออก (จังหวัดเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา) เป็นหน่วยให้บริการที่เป็นโรงพยาบาลรับผู้ป่วยส่งต่อระดับสูง รวมทั้งพัฒนาเรื่องต่าง ๆ เช่น ระบบบริการสุขภาพด้านอุบัติเหตุฉุกเฉิน การดูแลผู้สูงอายุในเขตบริการ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและระบบการส่งต่อเพื่อลดความแออัดในเขตสุขภาพที่ 1
 
(3) พัฒนาศูนย์การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อรองรับการเป็นสถานฝึกปฏิบัติการในชั้นคลินิกสำหรับนิสิตแพทย์มหาวิทยาลัยพะเยาให้มีศักยภาพ สามารถใช้เป็นแหล่งฝึกบุคลากรทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมทั้งเพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนทั้งก่อนปริญญาและหลังปริญญา
 
และ (4) พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ เช่น ศูนย์ตรวจสุขภาพ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง
 

“สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลฯ แล้ว เห็นว่า แผนความต้องการอัตรากำลังฯ มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาขีดความสามารถ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น
 
(1) ควรทบทวนภารกิจของหน่วยงานให้สอดคล้องกับภาระงาน เช่น การขยายสถานที่บริการ ควรฝึกวิชาชีพเฉพาะทางหลักสูตรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
 
(2) ควรวิเคราะห์ปริมาณงานเฉลี่ย
 
(3) การของบประมาณตามแผนความต้องการอัตรากำลังฯ ควรคำนึงถึงภาระผูกพันในการจัดสรรงบประมาณด้านบุคลากรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
 
 
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยพะเยาได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณเพื่อรองรับการขอเพิ่มอัตรากำลังดังกล่าวไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการขอรับจัดสรรงบประมาณในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยพะเยาจึงได้ปรับระยะเวลาของแผนอัตรากำลังฯ จากเดิมปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571” นายคารม กล่าว
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ประชุมพะเยาวิจัยปี 2567 อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย

 

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 มหาวิทยาลัยพะเยาจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัย ครั้งที่ 13 ขึ้น ในวันที่ 24 – 26 มกราคม 2567 ภายใต้หัวข้อ “Frontier area-based research for sustainable development goals” ซึ่งเป็นเวทีทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายระดับชาติ พัฒนาศักยภาพของนักวิจัย และสถาบันการศึกษาของไทย ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการการนําเสนอผลงานวิจัย นิทรรศการ และกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือ Section: “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ได้มีเวทีการเสวนา “อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย” รวมทั้งการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทางและแนวโน้มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” และ “การส่งเสริมสุขภาพและการเที่ยวไทย” นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ “การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอุทยานแห่งชาติและการส่งเสริมใช้แอพพลิเคชั่น ZERO CARBON” ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานโดยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานกล่าวเปิดงานการประชุมวิชาการพะเยาวิจัย โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ร่วมเปิดงานซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 13 ในวันที่ 25 มกราคม 2567 ณ อาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

สำหรับการเสวนา “อนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิตและอุตสาหกรรมบริการไทย” ประกอบด้วยผู้ร่วมเสวนา 5 ท่าน คือ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้อำนวยการแผนงานท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ บพข. นายคมกริช เศรษฐบุบผา ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ในฐานะผู้แทนอธิบดีกรมอุทยานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นางสาวภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และ Mr.James Andrew Moore ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WAVE BCG Co., Ltd.

 

 

 

 

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช กล่าวถึงความเป็นมาของ บพข. ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มในการส่งเสริมแนวคิดการวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดย แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ได้จำลองแบบ net zero pathways ในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากว่ากว่าด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยนวัตกรรมของเราได้รับ งบประมาณจากรัฐบาลมาต่อเนื่องให้เราทำงานวิจัย โดยเราจะออกแบบแผนงานที่เป็น Marketing CNT ในปี 2567  ทำร่วมกับกับ TEATA และตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เข้ามาในเมืองไทยเพื่อที่จะเตรียมความพร้อมการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง จะให้พำนัก 10 ขึ้นไป โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 5000 บาท  มีหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่าย เราทำการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเราทำเรื่องของงานเชิงนโยบาย นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ต้องจัดการการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพด้วย  และในปลายปี 2568 -270 เราจะมี Net Zero pathways ออกมาให้พี่น้องชาวไทย เราสามารถที่จะบริการจัดภาคการท่องเที่ยว และนำไปสู่ Net Zero pathways เป็นลักษณะของการให้การทดลองการท่องเที่ยวต่างๆในโปรแกรม

 

 ด้าน รศ. ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน กล่าวว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น คือมาจากปัญหาโลกร้อนและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนร่วมถึงภาคการท่องเที่ยว แล้วภาคการท่องเที่ยวได้มองถึงการแก้ไขปัญหาหรือเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยมีประเด็นดังนี้ 1.ตัวกลางวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ 2.หลังจากที่ทราบตัวเลขแล้ว ควรจะมีมาตรการหรือแนวทางลดให้มากที่สุด 3.ชดเชย 4.ทุกภาคส่วนทุกฝ่ายต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

 

 

สำหรับคุณคมกริช เศรษฐบุบผา เผยถึง ในฐานะตัวแทนของทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีนโยบายเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ คือหน่วยงานมีวิสัยทัศน์เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี 2569 และมีภารกิจงานด้านอนุรักษ์วิจัย งานด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ งานมีส่วนร่วม และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว และมียุทธศาสตร์ ประเด็นที่ 18 การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

 

ด้าน คุณภคมน สุภาพพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกมีแอพพลิเคชั่น Zero Carbon ที่เกิดจาก ความร่วมมือกับ บพข. ซึ่งต้องบอกว่า ประโยชน์ของแอพพลิเคชันของทาง อบก. เขาเห็นถึงการท่องเที่ยวที่มีการจัดการก๊าซเรือนกระจก 1.การเดินทางของผู้ร่วมงาน 2.ที่พัก 3.อาหาร  4.ของเสีย ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถบอกเลขได้ เมื่อนำไปทดลอง พบว่า ชุมชนสามารถใช้ได้ และนอกจากนี้เด็กมัธยมต้นก็สามารถใช้แอพนี้ได้และใช้โดยไม่ใช้เงินอะไรเลย ในอนาคตเรามีการพัฒนาแอพที่ดี เราจะตัดระบบผู้ทวนสอบ  เพื่อให้งานนั้นหรือว่าการท่องเที่ยวนั้น โดยสามารถที่จะซื้อคาร์บอนในระบบได้เช่นเดียวกัน

 

ในด้านของภาคเอกชน คุณเจมส์ แอนดริว มอร์ กล่าวว่า บริษัท เวฟบีซีจี จำกัด ของเราเป็นบริษัทมหาชน เรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมาก เราเป็นผู้สนับสนุน ในการที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน ในการเป็น Net Zero และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้ ที่ปรึกษาในการประเมิน และเมื่อประเทศมีการตั้งเป้าหมายแล้วจึงส่งผลต่อภาคเอกชน ทำให้ภาคเอกชนมีการตั้งเป้า เพราะเรื่องนี้เป็นการแข่งขันในภาคเอกชน เช่น ณ วันนี้ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ส่งออกสินค้าไปเข้ายุโรป เราจะต้องจ่ายภาษีคาร์บอนแพงกว่าคู่แข่งที่ยุโรป ดังนั้นความสามมารถในการแข่งขันส่งออกเราจะลดลงเรื่อย ๆ และ CBAM ที่เป็นภาษีคาร์บอนของยุโรป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 14,700 ล้านบาท ถ้าเราไม่มีการปรับตัว

สำหรับโซนนิทรรศการ “การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอุทยานแห่งชาติและการส่งเสริมใช้แอพพลิเคชั่น ZERO CARBON” และการนำเสนอผลงานวิชาการรูปแบบ Oral Presentation แบบ Onsite ใน Section“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ครั้งที่ 1” มีผู้นำเสนอผลงานวิชาการเป็นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากอุทยานฯ 12 แห่ง และนักวิชาการ รวมจำนวน 15 ผลงาน ตลอดจนการประกวดผลงานสร้างสรรค์แบบออนไลน์ ประเภทภาพถ่ายและคลิปวีดีโอนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีผู้ร่วมส่งผลงานจำนวน 48 ราย โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้นำแอพพลิเคชั่น ZERO CARBON มาใช้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการการจัดการประชุมและกิจกรรม  ซึ่งมีปริมาณ 14.90 ตันคาร์บอนฯ และได้ชดเชยคาร์บอน เป็นจำนวน 2,700 บาท สำหรับผู้ร่วมงานในครั้งนี้แล้วจำนวน 200 คน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานวิจัยการยกระดับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ภาคเหนือมุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมี ผศ.ดร.สุขทัย พงศ์พัฒนศิริ สังกัดมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการอุดหนุนทุนวิจัยจาก  แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  (บพข.) กองทุน ววน. ซึ่งมีพื้นที่วิจัยหลัก คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และเครือข่ายอุทยานแห่งชาติสีเขียวอีก 9 แห่งของภาคเหนือ ในปี พ.ศ. 2566 โดยงานวิจัยนี้คาดว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) นั้น จะเป็น Mega trend ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยและพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวมูลค่าสูง และจากการติดตามร่องรอยทางนิเวศของนักท่องเที่ยว (Tracking Survey) พบว่า ค่าใช้สอยในการท่องเที่ยวเป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 2,921 บาท/วัน ซึ่งจะกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจที่พักรองรับนักท่องเที่ยวโดยรอบอุทยานฯ จำนวน  144 แห่ง และจากการสร้างความร่วมมือเครือข่ายผู้ประกอบการ 63 แห่ง ที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบ CNT นำร่องแคมเปญการเตรียมตัวแบบการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนสุทธิ์เป็นศูนย์มีเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนจากเดินทางท่องเที่ยว ลดการใช้ไฟฟ้าในที่พัก คัดแยกขยะ ลดการใช้การเกิด และทำการชดเชย โดยคำนวณจากแอพพลิเคชั่น ZERO CARBON คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่จะร่วมกิจกรรมนี้ 1,560 คน/ปี เป็นรายได้เพิ่มขึ้น 1,760,000 บาท/ปี จากผู้ประกอบการที่พัก 9 แห่ง

 

ทั้งนี้อุทยานฯ และผู้ประกอบการร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)  โดยการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิล การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองและการผลิตปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์  32 แห่ง คิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 4.9 tCO2eq โดยในอนาคตอุทยานฯ ต้องยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 ตามการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ Nationally Determined Contributions (NDCs) ของประเทศ โดยในงานวิจัยได้คาดการณ์จากแนวโน้มในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ 3 อุทยานฯ ร้อยละ 4 ต่อปี จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของการให้บริการของอุทยานฯจำนวน 4,898 kWh  เชื้อเพลิง 5,102 ลิตร 5.1 ตัน การใช้น้ำ 1,087 ลบ.ม. คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง 60 tCO2eq/ปี ซึ่งคิดเป็นเงินต้นทุนที่ลด 229,125 บาท/ปี ในส่วนของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สำนักงานอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีการใช้ผลิตภัณฑ์ในบัญชีตะกร้าเขียว ฉลากเขียว ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้น  ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  ฉลากประสิทธิภาพสูงและวัสดุธรรมชาติสูงถึง  45.28 เปอร์เซ็นต์  

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมในการรองรับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) เมื่อนักท่องเที่ยวมาใช้บริการจะทำให้เป็นท่องเที่ยวที่เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติต่ำ อีกทั้งในอนาคตจะมีการสื่อสารและเรียนรู้ผ่านคู่มือการท่องเที่ยว Green Travel Plans (GTPs) สำหรับท่านที่จองบ้านพักภายในอุทยานฯและและที่พักชุมชนในเครือข่ายเพื่อการเตรียมตัวมา “ท่องเที่ยวกลุ่มอุทยานแห่งชาติสีเขียวสไตล์คาร์บอนเป็นศูนย์” และ การเป็นองค์ชั้นนำในการบริการการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของกรมอุทยานฯ ก้าวสู่ Net Zero Pathway และ Climate-Smart National Park

 

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษใน 2 เรื่องสำคัญคือ “ทิศทางและแนวโน้มการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ“การส่งเสริมสุขภาพและการเที่ยวไทย” โดย นายณัฐพงศ์ โพธิ์วัฒนะชัย ตัวแทนสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

ทั้งนี้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการ แข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” พร้อมส่งเสริม ความร่วมมือเพื่อผลิตกําลังคนระดับสูงเฉพาะทาง และความร่วมมือในด้านการวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรมกับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคคลหรือหน่วยงานในต่างประเทศต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

เชียงราย ส่งเสริมการออกแบบระดับนานาชาติ ร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

วันที่ 6-7 มิถุนายน 2566 อพท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา จัดกิจกรรมส่งเสริมการออกแบบระดับนานาชาติ ร่วมกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ภายใต้แผนที่นำทาง Roadmap เมืองเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
 
วันที่ 6 มิถุนายน 2566 ณ ห้องประชุมโรงแรมแสน อำเภอเมืองเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมและรับฟังเสวนาด้านการออกแบบระดับนานาชาติ ในประเด็นเกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้ประกอบการ การพัฒนานวัตกรรม การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านการออกแบบ 

โดยให้มีการร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ให้เกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถนำมาสร้างผลงานด้านการออกแบบได้จริง โดยมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ การบริหารจัดการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้สร้างสรรค์สู่สากล เพื่อการพัฒนาเมือง สร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยจุดเด่นของการจัดกิจกรรมในปีนี้ คือ Design Together for Chiangrai ภายใต้การนำแนวคิด “เปิดโลก หรือ The Open World ” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงานขับเคลื่อน UCCN กับ การจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Chiangrai 2023 ณ จังหวัดเชียงรายระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ถึง 30 เมษายน 2567

วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ณ ขัวศิลปะ อำเภอเมืองเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมเสวนาด้านการออกแบบระดับนานาชาติ ในประเด็น ” เปิดโลก : เมืองสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน” The Open World of Creative Cities towards Sustainability เปิดบทสนทนาว่าด้วยแนวทางการขับเคลื่อน พัฒนาการเป็นเมืองสร้างสรรค์ โดยวิทยากรพิเศษ จากผู้ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและยกระดับเชียงรายสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ และมีแผนในการดำเนินการร่วมกับกลุ่มศิลปิน กลุ่มผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มเยาวชนคืนถิ่น

ในการนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยมีนางสาวกฤษยา จันแดง ผู้อำนวยการกลุ่มกอจการพิเศษ นางสุพรรณี เตชะตน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนางสาววลัยพร บุญมาก เจ้าหน้าที่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News