Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ยกระดับฝูงบิน 416 เชียงรายเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือประชาชน พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่าและฝุ่นพิษทุกรูปแบบ

กองทัพอากาศเปิดบ้านฝูงบิน 416 เชียงราย โชว์ขีดความสามารถ HADR ย้ำบทบาทฐานช่วยภัยภาคเหนือ รับมือไฟป่า ฝุ่น และภารกิจช่วยชีวิตทางอากาศ

เชียงราย,10 มีนาคม 2569 – เช้าวันอังคารที่ลานจอดอากาศยานฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงงานเปิดบ้านตามพิธีการ หากแต่เป็นภาพของการประกาศต่อสาธารณะว่า พื้นที่ซึ่งคนเชียงรายคุ้นตาในฐานะสนามบินเก่ากำลังถูกยกระดับให้มีบทบาทใหม่ในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นทุกปี กองทัพอากาศจัดกิจกรรม OPEN HOUSE “Morning Coffee” @416 สภากาแฟเครือข่ายการบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงศักยภาพภารกิจ HADR หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย โดยมี พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน พร้อมด้วย พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านสาธารณภัย ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนชัดว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของกองทัพฝ่ายเดียว แต่ถูกวางอยู่บนโต๊ะเดียวกับจังหวัดและเครือข่ายพลเรือนอย่างจริงจังแล้ว

เปิดบ้านฝูงบิน 416 ในวันที่คำว่าเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สาระสำคัญของงานวันนั้น อยู่ที่การทำให้คนเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “มองเห็นของจริง” ว่าเมื่อเกิดไฟป่า อุบัติเหตุในพื้นที่ห่างไกล น้ำท่วม หรือเหตุฉุกเฉินที่ต้องแข่งกับเวลา ฝูงบิน 416 สามารถเป็นฐานสนับสนุนการตอบสนองได้แค่ไหน ข้อมูลจากรายงานข่าวหลายสำนักที่อ้างอิงการจัดงานตรงกันว่า ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ฝูงบิน 416 ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน อาคารสถานที่ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งสนามบินยังมีความอ่อนตัวในการใช้งาน สามารถรองรับอากาศยานจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นหัวใจของการรับมือเหตุฉุกเฉินในภูมิประเทศแบบภาคเหนือที่มีทั้งภูเขา ป่าลึก พื้นที่ชายแดน และจุดเข้าถึงยากจำนวนมาก

หากมองย้อนกลับไปก่อนหน้าวันเปิดบ้าน จะเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน ในเดือนมิถุนายน 2566 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานอย่างเป็นทางการว่า กองทัพอากาศได้วางแผนพัฒนาพื้นที่สนามบินเชียงราย หรือฝูงบิน 416 ให้เป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในภาคเหนือตอนบน รองรับอากาศยานไร้คนขับและเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจลาดตระเวน ค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน โดยผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นยังระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องยกระดับพื้นที่แห่งนี้ มาจากผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นที่กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และจำเป็นต้องมีสนามบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยรองรับภารกิจช่วยชีวิตได้รวดเร็วกว่าเดิม

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

จากสนามบินเก่าสู่โครงสร้างสำรองของเมืองและภาคเหนือ

จุดที่ทำให้ฝูงบิน 416 แตกต่างจากสนามบินทหารทั่วไป คือบทบาท “สองชั้น” ที่ค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชั้นแรกคือการเป็นโครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติของรัฐ ทั้งด้านอากาศยาน กำลังพล และพื้นที่ตั้งต้นภารกิจทางอากาศ ชั้นที่สองคือการเป็นพื้นที่ที่คนเชียงรายรับรู้และใช้งานร่วมกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางความรู้สึกระหว่างหน่วยทหารกับเมือง ข่าวของไทยรัฐเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ระบุว่า ผู้บังคับฝูงบิน 416 ชี้แจงการปรับปรุงพื้นที่กว่า 700 ไร่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางภารกิจ HADR ในภาคเหนือ พร้อมจัดทำพื้นที่ออกกำลังกายใหม่และเส้นทางสัญจรเพื่อความสะดวก ปลอดภัย และให้ประชาชนยังสามารถใช้งานพื้นที่ได้ภายใต้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 ที่ยืนยันว่าหลังการพัฒนาแล้ว ประชาชนยังคงใช้พื้นที่เดิน วิ่ง และผ่านเข้าออกได้ตามปกติ โดยมีการปรับปรุงถนนและมาตรการรองรับเพิ่มเติม

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ โครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติจะทำงานได้ดีแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอากาศยานหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของชุมชนด้วย หากประชาชนมองพื้นที่นี้เป็นเขตปิดและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน การสื่อสารในยามฉุกเฉินก็ยากขึ้น แต่เมื่อฝูงบิน 416 ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนเมืองคุ้นเคย ทั้งในมิติการออกกำลังกาย กิจกรรมสาธารณะ และการเปิดให้เห็นภารกิจจริง การพัฒนาให้เป็นฐาน HADR จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพทางทหาร หากเป็นการสร้าง “โครงสร้างสำรองของเมือง” ที่คนพร้อมยอมรับและเข้าใจบทบาทมากขึ้น นี่คือความหมายเชิงลึกของการเปิดบ้านครั้งนี้ ที่ทำให้การสาธิตในวันเดียวมีน้ำหนักมากกว่าการแสดงเครื่องบินหรืออุปกรณ์ต่อหน้าสื่อมวลชน

สาธิตภารกิจจริงให้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุ นาทีแรกมีความหมายแค่ไหน

หัวใจของงาน OPEN HOUSE ครั้งนี้ คือการนำขีดความสามารถที่ปกติคนทั่วไปอาจได้ยินเพียงชื่อ มาแสดงให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม ข้อมูลจากสื่อที่เข้าร่วมงานตรงกันว่า กองทัพอากาศได้สาธิตการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ หรือ MEDEVAC ด้วยเฮลิคอปเตอร์ H225M การทิ้งน้ำดับไฟป่าด้วยเครื่องบิน BT-67 และการถ่ายทอดสัญญาณภาพจากโดรนพระราชทานผ่านระบบ VDL เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงการจัดแสดงอากาศยานและนิทรรศการด้านการช่วยเหลือประชาชน แม้การสาธิตบางอย่างขึ้นกับสภาพอากาศ แต่สารที่สื่อออกมาเด่นชัดมากว่า ฝูงบิน 416 ไม่ได้ถูกวางให้เป็นแค่จุดจอดอากาศยาน หากเป็นจุดรวมของระบบตอบสนองที่เชื่อมการบิน การแพทย์ การเฝ้าระวัง และการประสานงานเข้าด้วยกัน เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่จริง การมีฐานที่พร้อมทั้งเครื่อง คน และพื้นที่ตั้งต้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาช่วยชีวิตและการจำกัดความเสียหาย

สิ่งนี้ยิ่งมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับบริบทของภาคเหนือ ซึ่งภัยพิบัติหลายประเภทไม่ได้เกิดในพื้นที่ราบหรือจุดที่เข้าถึงง่าย การลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกล การส่งกำลังเข้าสนับสนุนไฟป่าในภูเขาสูง หรือการติดตามสถานการณ์จากอากาศ ล้วนต้องพึ่งความพร้อมของฐานบินสนับสนุนที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงเพียงพอ รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2566 ได้ระบุไว้ชัดว่า พื้นที่ฝูงบิน 416 ถูกออกแบบให้รองรับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่เห็นในการสาธิตปี 2569 ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นภาพของระบบที่ค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนมาหลายปีและเริ่มเผยให้เห็นรูปทรงชัดเจนมากขึ้นในปีนี้

เหตุใดเชียงรายจึงต้องมีฐานตอบสนองเร็วในช่วงไฟป่าและฝุ่น

การขยับบทบาทของหน่วยทหารในระดับจังหวัด แต่เมื่อนำมาวางคู่กับสถานการณ์จริงของเชียงรายในช่วงต้นมีนาคม ภาพจะต่างออกไปอย่างมาก สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.6 ถึง 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ 54.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า เชียงรายยังอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง และการมีศักยภาพตอบสนองทางอากาศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนโดยตรง

ในเชิงนโยบาย จังหวัดเชียงรายเองก็ยกระดับการรับมืออย่างต่อเนื่อง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จังหวัดตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และคุมพื้นที่เผาไหม้ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมประกาศช่วง “ห้ามเผาเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และหากสถานการณ์รุนแรงสามารถใช้มาตรการปิดป่าและคุมเข้มการเข้าพื้นที่เสี่ยงได้ นั่นสะท้อนว่าไฟป่าและฝุ่นในปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นปัญหาปลายเหตุอีกต่อไป แต่เป็นวาระบริหารจัดการระดับจังหวัดที่ต้องการทั้งมาตรการป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย และระบบตอบสนองฉุกเฉินที่เร็วพอจะลดความเสียหายเมื่อไฟเกิดขึ้นจริง การเปิดบ้านของฝูงบิน 416 จึงมาตรงกับช่วงที่เชียงรายกำลังต้องการคำตอบเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายเชิงนโยบาย

เมื่อไฟป่าไม่ใช่ปัญหาของป่าอย่างเดียว แต่กระทบเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ

ความหมายของฐาน HADR ในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “ช่วยดับไฟ” เท่านั้น แต่หมายถึงการคงศักยภาพของเมืองให้เดินต่อได้ในช่วงวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบแค่คนอยู่บนดอยหรือผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า หากยังกระทบเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรงเรียน กิจกรรมกลางแจ้ง และภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยังแนะนำให้ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากาก ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติในวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าผลกระทบเกิดขึ้นในระดับชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เมื่อมองเช่นนี้ ภารกิจการบินควบคุมไฟป่า การตรวจการณ์จากอากาศ หรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคของหน่วยงานเฉพาะทาง แต่เชื่อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง และนั่นคือเหตุผลที่ฝูงบิน 416 ควรถูกมองเป็นสาธารณะ ไม่ใช่กิจกรรมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น จังหวัดเชียงรายยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในระดับผู้บริหารจังหวัด โดยการประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ได้รับรายงานจากสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงรายว่า ระหว่างวันที่ 9 ถึง 10 มีนาคมมีโอกาสเกิดฝนซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าและฝุ่นควันได้บางส่วน พร้อมกันนั้นยังมีรายงานความก้าวหน้าการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และการระดมทุนสนับสนุนการป้องกันไฟป่าและหมอกควันได้ 375,900 บาทเพื่อช่วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณรัฐ แต่สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นและไฟป่าถูกผลักให้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งจังหวัด ทหาร หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติ ภาคประชาชน และเครือข่ายท้องถิ่น เมื่อวางในบริบทนี้ งาน Morning Coffee ที่ฝูงบิน 416 จึงมีบทบาทเหมือนเวทีเชื่อมระบบ ไม่ใช่เพียงพิธีพบปะอย่างไม่เป็นทางการ

เครือข่ายที่ทำงานร่วมกันคือหัวใจ ไม่ใช่อากาศยานเพียงอย่างเดียว

อีกแกนหนึ่งที่ปรากฏชัดจากข้อมูลทางการ คือภารกิจรับมือไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือปี 2569 ถูกออกแบบในลักษณะเครือข่ายมากขึ้น กองบิน 41 รายงานเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ว่า ได้เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางประสานงานและกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะเขตเสี่ยง ป่าลึก พื้นที่รอยต่อจังหวัด และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ 12 ป่าแปลงใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมมีแม่ทัพภาคที่ 3 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัด และหน่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม นี่เป็นหลักฐานชัดว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในปีนี้ไม่ได้ใช้รูปแบบต่างคนต่างทำ แต่กำลังพยายามจัดการข้อมูล พื้นที่เสี่ยง และบทบาทของแต่ละหน่วยให้ไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อฝูงบิน 416 เปิดบ้านในวันที่ 10 มีนาคม สิ่งที่กำลังสื่อออกมาจึงไม่ใช่แค่ความพร้อมของรันเวย์หรืออากาศยานเฉพาะจุด หากแต่เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงรายกำลังถูกวางเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของเครือข่ายรับมือภัยพิบัติภาคเหนือ การมีฐานที่รองรับเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยเหลือ การแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ และภารกิจสนับสนุนไฟป่า ย่อมช่วยลดภาระของการใช้สนามบินหลักในทุกกรณี และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อเหตุที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว ในบริบทที่ภัยพิบัติมีแนวโน้มถี่และซับซ้อนขึ้น การแยกสนามบินหลักออกจากฐานตอบสนองเฉพาะทางบางส่วน จึงอาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับพื้นที่อย่างเชียงรายซึ่งมีความเป็นชายแดน เมืองท่องเที่ยว เมืองภูเขา และเมืองที่เผชิญภัยสิ่งแวดล้อมพร้อมกันในพื้นที่เดียว

พื้นที่ของกองทัพกับประโยชน์ของประชาชนต้องเดินไปด้วยกัน

หนึ่งในคำถามที่คนเชียงรายจำนวนไม่น้อยติดตามมานาน คือเมื่อฝูงบิน 416 ถูกพัฒนาให้กลับมามีบทบาทด้าน HADR มากขึ้น พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเคยใช้จะถูกจำกัดลงหรือไม่ คำตอบจากข้อมูลทางการก่อนหน้านี้ยังคงมีน้ำหนักสำคัญ เพราะทั้งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 และรายงานของไทยรัฐในปี 2567 สะท้อนตรงกันว่า กองทัพอากาศยืนยันให้ประชาชนยังสามารถใช้พื้นที่เพื่อการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย และการสัญจรได้ โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่เพื่อแทนการใช้รันเวย์ตรงบางส่วน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ประเด็นนี้สำคัญในเชิงสังคมอย่างยิ่ง เพราะทำให้การพัฒนาพื้นที่ HADR ไม่กลายเป็นความรู้สึกว่ารัฐดึงพื้นที่กลับจากประชาชน แต่เป็นการปรับบทบาทให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นในกรอบที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม

การบริหารสมดุลเช่นนี้ยังมีผลต่อความชอบธรรมของโครงการในระยะยาวด้วย เพราะฐานช่วยเหลือภัยพิบัติจะมีประสิทธิภาพจริงก็ต่อเมื่อชุมชนโดยรอบรู้สึกว่าเป็นทรัพยากรร่วม ไม่ใช่เพียงพื้นที่ของหน่วยงาน การให้ประชาชนยังใช้ประโยชน์ได้ตามปกติในวันที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉิน จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางใจและความคุ้นเคยกับพื้นที่ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องจำกัดการใช้งานเพราะภารกิจช่วยชีวิตหรือความมั่นคง ประชาชนก็มีแนวโน้มเข้าใจเหตุผลได้มากกว่าเดิม ในมุมนี้ ฝูงบิน 416 กำลังเดินอยู่บนโจทย์ที่ละเอียดอ่อนมาก คือการทำให้ “พื้นที่ความมั่นคง” กลายเป็น “พื้นที่ความอุ่นใจของเมือง” ไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ภัยพิบัติไม่เลือกเขตแดนและไม่รอเวลาราชการ

เชียงรายได้อะไรจากการยกระดับฝูงบิน 416 ในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าวันจัดกิจกรรมผลต่อเชียงรายอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือมิติความปลอดภัยและการตอบสนองภัยพิบัติที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะไฟป่า หมอกควัน การค้นหาและช่วยชีวิต และการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินจากพื้นที่เข้าถึงยาก ชั้นที่สองคือมิติการบริหารเมืองและจังหวัด เพราะการมีฐานสนับสนุนเฉพาะทางในเชียงรายช่วยให้จังหวัดมีความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจกระทบทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ชั้นที่สามคือมิติความเชื่อมั่นของสังคม เมื่อภาคประชาชนเห็นว่าหน่วยทหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงด้านความมั่นคงในความหมายแคบ แต่ลงมาทำงานในเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการช่วยชีวิตอย่างชัดเจน ความร่วมมือระหว่างรัฐกับสังคมก็มีฐานที่แข็งแรงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดกันที่ความคึกคักของวันเปิดบ้านเพียงวันเดียว หากต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่และระบบสนับสนุนเสร็จตามเป้าหรือไม่ การประสานงานข้ามหน่วยงานทำได้จริงแค่ไหน การใช้พื้นที่สาธารณะกับภารกิจช่วยเหลืออยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ฝูงบิน 416 จะสามารถย่นเวลาเข้าถึงผู้ประสบภัย ลดผลกระทบ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกโครงสร้างพื้นฐานด้านภัยพิบัติจะมีความหมายต่อเมื่อมันทำงานได้จริงในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เพียงวันที่เปิดให้ถ่ายภาพหรือชมการสาธิตเท่านั้น

บทสรุป

การเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่างานประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศ หากเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเชียงรายกำลังถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยในภาคเหนือ ในวันที่ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และเหตุฉุกเฉินจากภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก กลายเป็นโจทย์จริงของชีวิตผู้คนทุกปี ฐานที่พร้อมทั้งอากาศยาน การแพทย์ฉุกเฉิน การตรวจการณ์ และเครือข่ายประสานงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถเชิงองค์กร แต่เป็นเรื่องของเวลา ชีวิต และความมั่นใจของประชาชนทั้งจังหวัด

การสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในศตวรรษนี้ ไม่อาจแยกจากความร่วมมือของจังหวัด หน่วยทหาร หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน และประชาชนได้อีกต่อไป เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่แบบจำลองใหม่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงต้องทำหน้าที่รับใช้สาธารณะมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง การละเลยมาตรการป้องกันไฟป่า หรือการปล่อยให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นเพียงฤดูกาล หากฝูงบิน 416 สามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งในมิติช่วยชีวิต ป้องกันภัย และรักษาความสัมพันธ์กับชุมชน พื้นที่แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงสนามบินเก่าที่ถูกฟื้นฟู แต่จะกลายเป็นหนึ่งในหลักประกันสำคัญของเชียงรายในวันที่วิกฤตมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กองทัพอากาศ และคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถสนามบินเชียงราย ข้อมูลกิจกรรมเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย วันที่ 10 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับการยกระดับสู่ศูนย์กลาง HADR ในภาคเหนือ

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • กองบิน 41 กองทัพอากาศ

     

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1

     
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเอาอยู่! เปิดศูนย์ประสานงานน้ำมัน 24 ชม. หลังตลาดพลังงานโลกผันผวน ย้ำประชาชนอย่ากักตุนเชื้อเพลิง

เชียงรายคุมเข้มการจำหน่ายน้ำมัน สยบตื่นตระหนกแม่สาย หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดพลังงานโลก

เชียงราย,4 มีนาคม 2569 – บรรยากาศการใช้พลังงานในจังหวัดเชียงรายตลอดสองวันที่ผ่านมาเข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง หลังประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สายเร่งนำรถไปต่อคิวเติมน้ำมันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ กระทั่งสถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะสินค้าขาดช่วงชั่วคราวในบางช่วงเวลา ขณะที่จังหวัดและหน่วยงานด้านพลังงานยืนยันว่าภาพรวมยังไม่ใช่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงผิดปกติจนต้องเร่งบริหารคิวและเร่งรอบขนส่ง

สัญญาณจากต่างประเทศที่จุดชนวนความกังวล

ความกังวลของประชาชนในหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทยถูกกระตุ้นจากรายงานเหตุการณ์กระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง จนเกิดไฟไหม้ในช่วงสายตามเวลาท้องถิ่น เหตุลักษณะนี้ตอกย้ำความเปราะบางของศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค และทำให้ตลาดโลกจับตาความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของน้ำมันและก๊าซ

ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า หากการปิดกั้นหรือความเสี่ยงทางเดินเรือยืดเยื้อ ผลกระทบอันดับแรกมักจะมาในรูปต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัว ก่อนจะลามไปสู่แรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าขนส่งในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นกรอบอธิบายที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนของไทยที่ความกังวลทางจิตวิทยามาเร็วกว่าข้อเท็จจริงด้านอุปทาน

แม่สายเผชิญภาวะตื่นตระหนก การแห่เติมทำให้ขาดช่วงชั่วคราว

ในเชียงราย กระแสตื่นตระหนกเด่นชัดที่อำเภอแม่สายจากการเป็นเมืองหน้าด่าน มีการสัญจรข้ามแดนและกิจกรรมขนส่งสูง เมื่อผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการในเวลาไล่เลี่ยกัน ปริมาณน้ำมันที่ปั๊มเตรียมไว้ในวันปกติจึงลดลงเร็วผิดปกติ และบางแห่งต้องรอรอบรถขนส่งเติมสต็อก ทำให้เกิดภาพคิวแน่นและน้ำมันขาดช่วงเป็นระยะ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์สอบถามหน่วยงานพลังงานจังหวัดเชียงรายต่อกรณีที่ประชาชนบางส่วนถูกตรวจบัตรประชาชนก่อนเติมน้ำมัน ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นมาตรการของสถานีบริการบางแห่ง เพื่อจัดลำดับให้ประชาชนไทยและเกษตรกรในพื้นที่เป็นลำดับแรกตามแนวทางที่ฝ่ายปกครองกำชับในช่วงความต้องการสูง ขณะที่รถป้ายทะเบียนต่างประเทศบางกลุ่มอาจถูกจำกัดการให้บริการชั่วคราวเพื่อลดแรงดึงสต็อกในพื้นที่ ทั้งนี้หน่วยงานย้ำว่าไม่พบหลักฐานการกักตุนโดยผู้ประกอบการ แต่ปัญหาเกิดจากดีมานด์พุ่ง และต้องใช้เวลาขนส่งจากแหล่งเติม เช่น การนำรถขนส่งจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเสริมในบางจุด

หนังสือด่วนที่สุดอำเภอแม่สาย ย้ำ 6 มาตรการเร่งด่วนให้ทุกปั๊มถือปฏิบัติ

หลักฐานสำคัญในเชิงเอกสารคือ หนังสือด่วนที่สุดจากที่ว่าการอำเภอแม่สาย ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ส่งถึงหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เพื่อขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ โดยเนื้อหามุ่งลดการตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น พร้อมกำชับแนวทางลงทะเบียนในกรณีจำเป็นต้องบรรจุน้ำมันใส่ภาชนะ และการสกัดพฤติกรรมเวียนเติมมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน

สาระของมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดสื่อสารต่อสาธารณะในช่วงเดียวกัน คือให้สิทธิ์ประชาชนไทยและการใช้งานจำเป็นก่อน งดขายใส่ภาชนะยกเว้นมีเหตุจำเป็นและต้องลงทะเบียน คุมเข้มการเติมปริมาณมากของชาวต่างชาติและให้ลงทะเบียน สกัดการเวียนเติม กระจายจุดเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อแม่สายมีความหนาแน่น และหากพบการกักตุนหรือปฏิเสธการขายโดยไร้เหตุผลให้แจ้งหน่วยงานทันทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเข้มทั้ง 18 อำเภอ เน้นป้องกันฉวยโอกาสและข่าวลือ

ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จังหวัดได้บูรณาการพลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการและติดตามสถานการณ์จริง โดยเน้นสองประเด็นหลัก คือการไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อน เช่น ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือสร้างภาวะขาดแคลนเทียมจากการบริหารคิวที่ไม่เป็นธรรม และการเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ

ในระดับประเทศ สื่อรายงานว่าไทยมีสำรองเชื้อเพลิงในภาพรวมที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลายสัปดาห์ถึงราวสองเดือน แม้ในกรณีเลวร้ายที่นำเข้าใหม่ทำได้จำกัด ขณะที่ภาครัฐยังประสานการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อเสริมความมั่นคง ประเด็นนี้ถูกใช้เป็นแกนกลางของการสื่อสารเชิงนโยบาย เพื่อบอกประชาชนว่าเหตุที่เห็นปั๊มขาดช่วงเป็นเรื่องรอบขนส่งและความต้องการเฉพาะหน้ามากกว่าการขาดแคลนทั้งระบบ

เหตุผลที่เห็นคนเติมใส่ถัง และแนวทางลงทะเบียนให้ตรวจสอบได้

อีกภาพที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์คือกรณีประชาชนนำถังใหม่มาเติมน้ำมัน ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการกักตุน หน่วยงานพลังงานจังหวัดชี้แจงว่า สามารถทำได้ในกรณีจำเป็นจริง เช่น เกษตรกรที่ต้องใช้กับเครื่องสูบน้ำหรือทำงานในสวน รวมถึงงานก่อสร้าง แต่ต้องมีการบันทึกข้อมูลการใช้งานและปริมาณ เพื่อให้ตรวจสอบได้และป้องกันการนำไปขายต่อ

ฝ่ายปกครองทั้ง 18 อำเภอถูกสั่งการให้สำรวจและติดตามในเชิงข้อเท็จจริงว่า ผู้ลงทะเบียนเติมใส่ภาชนะเป็นผู้ใช้งานเพื่ออาชีพจริง ไม่ใช่การฉวยโอกาส ทั้งนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับกลุ่มบริการสาธารณะ เช่น รถกู้ภัย รถกู้ชีพ รถโรงพยาบาล และงานฉุกเฉินที่ต้องได้รับความสะดวกเป็นพิเศษในช่วงคิวหนาแน่น

เปิดช่องทางสื่อสารใหม่ Line OpenChat 24 ชั่วโมง ลดข่าวลือ เพิ่มความไว้วางใจ

เพื่อรับมือกับคำถามจำนวนมากและลดการแพร่กระจายของข่าวลือ สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายได้เปิดช่องทางสื่อสารแบบ Line OpenChat เพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อเท็จจริง ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือแจ้งเบาะแสการฉวยโอกาสได้ตลอดวัน แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องมือสื่อสารของรัฐที่เข้าถึงง่ายในภาวะวิกฤต โดยย้ำเป้าหมายสำคัญคือสกัดข้อมูลบิดเบือนและลดความตื่นตระหนก

ภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยเปราะบางจากพลังงานนำเข้า แต่แรงกระแทกแรกคือราคาและเงินเฟ้อ

ในเชิงมหภาค รายงานวิเคราะห์ของสถาบันการเงินและสำนักวิจัยต่างประเทศบางแห่งประเมินว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันและก๊าซได้เร็ว ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบระยะสั้นมักเป็นเงินเฟ้อและต้นทุนมากกว่าการขาดแคลนทันที หากรัฐยังจัดหาได้ต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาจะผันผวนและกดดันค่าครองชีพ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงและไม่ซ้ำเติมระบบ

หนึ่ง ใช้เชื้อเพลิงตามความจำเป็น เติมตามรอบปกติ หลีกเลี่ยงการแห่เติมพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดช่วงเทียมและทำให้คิวหนาแน่นขึ้น

สอง หากจำเป็นต้องเติมใส่ภาชนะเพื่อเกษตรหรือก่อสร้าง ให้เตรียมเอกสารหรือข้อมูลการใช้งานเพื่อการลงทะเบียนตามมาตรการของอำเภอและจังหวัด

สาม เลือกเติมในอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความหนาแน่น เพื่อกระจายดีมานด์และลดแรงกดดันต่อสต็อกหน้าด่าน

สี่ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และใช้ช่องทางที่จังหวัดเปิดไว้ เช่น Line OpenChat หรือสายด่วนร้องเรียน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลือ

ความมั่นคงพลังงานต้องใช้ทั้งสต็อกและสติของสังคม

สถานการณ์น้ำมันในเชียงรายช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่เกิดซ้ำในทุกวิกฤต คือระบบอาจยังมีของเพียงพอ แต่หากผู้คนตื่นตระหนกพร้อมกัน ภาวะขาดช่วงระยะสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสร้างแรงกดดันต่อปั๊ม ขนส่ง และบริการฉุกเฉิน

มาตรการ 6 ข้อของอำเภอแม่สายที่มีเอกสารทางการรองรับ ประกอบกับการตรวจเข้มระดับจังหวัดและการเปิดช่องทางสื่อสารตลอดวัน เป็นความพยายามทำให้ตลาดกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ภายใต้หลักคิดที่ผู้บริหารพื้นที่ย้ำกับประชาชนว่า ตระหนักได้แต่ไม่ตระหนก

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้

  • ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของไทยในภาพรวมประเทศถูกสื่อรายงานว่าสามารถรองรับการใช้งานได้ราวสองเดือนในสถานการณ์ตึงตัว
  • เหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ถูกรายงานว่าเกิดจากเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง
  • ประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญถูกกดดัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สานพลังศรัทธา! ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

เชียงราย, 2 มีนาคม 2569 – เช้าตรู่ที่วัดศาลาเชิงดอย ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเงียบสงบในช่วงแรกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความคึกคักอย่างมีวินัย เมื่อพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่ทยอยมารวมตัว เพื่อร่วมพิธีปล่อยขบวนเดินจาริกแสวงบุญขึ้นพระธาตุดอยตุง ตามประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมในช่วงวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม และใช้ธีมงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่

ในวันเดียวกัน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานปล่อยขบวนจาริก พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมเดินตามเส้นทางระยะประมาณ ๙ กิโลเมตร มุ่งสู่พระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานสำคัญบนดอยตุงในเขตตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงรายและพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา

เส้นทางสายศรัทธา 9 กิโลเมตร ความหมายที่มากกว่าการเดิน

การจาริกแสวงบุญขึ้นดอยตุงในวันหกเป็งของคนล้านนา เป็นพิธีกรรมที่วางอยู่บนแกนความเชื่อและการปฏิบัติร่วมกันของชุมชน การเดินเท้าระยะไกลขึ้นสู่พื้นที่สูง ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนจุดหมายจากเชิงดอยไปยังยอดดอยเท่านั้น หากเป็น “การเดินแบบมีเจตนา” ที่ผู้ร่วมขบวนใช้ความอดทนเป็นส่วนหนึ่งของการบูชา

ผู้ร่วมพิธีจำนวนไม่น้อยระบุในทำนองเดียวกันว่า ระยะทาง 9 กิโลเมตรทำให้ทุกก้าวมีความหมาย การเดินช้าลง กลายเป็นโอกาสทบทวนใจและตั้งสติ แตกต่างจากการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งทิ้ง “ความรู้สึกของพิธี” ไว้ระหว่างทาง

สำหรับปีนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่จัดระบบขบวนให้เป็นระเบียบ มีจุดพัก จุดบริการ และการดูแลด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้ตามกำลังของตนเอง โดยเน้นย้ำการร่วมพิธีอย่างรับผิดชอบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของตนและผู้อื่น

พระธาตุดอยตุง ศูนย์รวมศรัทธาและหมุดหมายของผู้เกิดปีกุน

พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย และได้รับการยกย่องในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีตำนานและความเชื่อสืบต่อมายาวนาน โดยข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่าพระธาตุดอยตุงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา จึงมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากนิยมขึ้นไปนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ให้ข้อมูลเชิงอธิบายว่า พระธาตุดอยตุงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา และพิธีกรรมในวันหกเป็งช่วยย้ำความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับชุมชน เพราะประเพณีไม่ได้อยู่แยกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นเครื่องยึดโยงให้ผู้คนระลึกถึงรากเหง้าและหน้าที่ต่อสังคมอย่างอ่อนโยนผ่านการปฏิบัติร่วมกัน

ย่ำรอยตนบุญล้านนา บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

อีกมิติที่ถูกกล่าวถึงในพิธีปีนี้ คือการเชื่อมโยงเส้นทางจาริกกับประวัติศาสตร์การบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยตุงในอดีต โดยมีการยกบทบาทของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา เป็นหมุดหมายทางความทรงจำทางวัฒนธรรม

ข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยมีบทบาทในการบูรณะพระธาตุดอยตุงในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๐ และดำเนินงานต่อเนื่องในระยะถัดมา ซึ่งทำให้พระธาตุดอยตุงได้รับการฟื้นสภาพและกลับมาเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในยุคสมัยนั้น

สำหรับชาวเชียงรายจำนวนมาก “การเดินตามรอยครูบา” จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกบุคคลสำคัญทางศาสนา แต่เป็นการเตือนใจว่า การธำรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัฒนธรรมต้องอาศัยแรงร่วม แรงศรัทธา และความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากการเดินขึ้นดอยที่ต้องค่อย ๆ ก้าวไปทีละช่วง

งานประเพณีในฐานะทุนทางสังคมของชุมชนชายแดน

อำเภอแม่สายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การคงอยู่ของประเพณีใหญ่ระดับจังหวัดจึงมีความหมายในเชิงทุนทางสังคมด้วย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลากวัย หลากอาชีพ และหลากพื้นที่มาพบกันภายใต้กติกาเดียวกัน คือกติกาของศรัทธาและความเคารพ

ในเชิงการบริหารจัดการ งานประเพณีที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมากจำเป็นต้องจัดระบบให้สมดุลระหว่าง “ศรัทธา” กับ “ความปลอดภัย” การดูแลเส้นทาง การจัดพื้นที่พัก การสื่อสารข้อควรปฏิบัติ และการบริหารจราจร ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานประเพณีดำเนินไปได้โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะเดียวกัน การรวมตัวเช่นนี้ยังสะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง หน่วยงานวัฒนธรรม และเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ที่ใช้ประเพณีเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงพิธีการ

วัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ต้องเดินคู่ความรับผิดชอบ

แม้งานนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีฐานหลักเป็นศาสนาและวัฒนธรรม แต่ในโลกความจริงของจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการไม่น้อย การจัดงานประเพณีขนาดใหญ่ย่อมมีผลต่อการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ที่พัก การเดินทาง หรือบริการของชุมชน

อย่างไรก็ดี ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายย้ำว่า การต่อยอดเชิงท่องเที่ยวควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ทำให้พิธีกรรมเสียแก่น และไม่ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเพียงจุดถ่ายภาพ การวางกติกาเรื่องความสะอาด การจัดระเบียบ และการเคารพพื้นที่ทางศาสนา จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำรงไว้ควบคู่กับการต้อนรับผู้มาเยือน

เมื่อการเดินกลายเป็นคำตอบของยุคสมัยที่เร่งรีบ

ภาพผู้ว่าราชการจังหวัดเดินเคียงข้างประชาชนในเส้นทางเดียวกัน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงสังคมที่น่าสนใจ เพราะทำให้พิธีกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือสงวนไว้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง หากเป็นกิจกรรมสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ตามกำลัง

ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วและชีวิตประจำวันถูกเร่งด้วยตารางเวลา การยอม “ช้าลง” เพื่อเดินขึ้นดอย ๙ กิโลเมตร กลับกลายเป็นสารที่สะเทือนใจผู้คนจำนวนมาก เพราะมันไม่ใช่การย้อนอดีตแบบโรแมนติก แต่เป็นการยืนยันว่าความหมายบางอย่างยังต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการลงมือทำ

ประเพณีหกเป็งจึงไม่ใช่เพียงการนับวันตามปฏิทินท้องถิ่น หากเป็นบทเรียนร่วมว่า ชุมชนยังสามารถมีจังหวะของตนเอง มีพิธีกรรมของตนเอง และมีพื้นที่ศรัทธาที่ทำให้ผู้คน “กลับมาเป็นมนุษย์” ที่รับฟังกันมากขึ้นผ่านการเดินร่วมทาง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ร่วมงานควรยึดถือร่วมกัน

หน่วยงานผู้จัดงานย้ำหลักปฏิบัติร่วมสำหรับผู้มาร่วมพิธี ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย เคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ลดการสร้างขยะในเส้นทางและบนพื้นที่พระธาตุ ตลอดจนดูแลสุขภาพตนเองให้เหมาะสมกับการเดินขึ้นพื้นที่สูง

สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรประเมินกำลังของตนเอง เลือกช่วงเดินที่เหมาะสม และใช้จุดพักตามที่จัดไว้ ขณะที่ครอบครัวที่พาเด็กเล็กเข้าร่วมควรเน้นความปลอดภัยเป็นลำดับแรก เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความแออัดหรือความเหนื่อยล้า

ศรัทธาที่เดินได้ และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต

งานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ในปีนี้ สะท้อนภาพการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาที่ไม่หยุดอยู่ในพิธีกรรม แต่ขยับเป็นการปฏิบัติร่วมกันของผู้คนผ่านเส้นทางจาริก 9 กิโลเมตร สู่พระธาตุประจำปีเกิดปีกุนและศูนย์รวมศรัทธาของเชียงราย

เมื่อศรัทธาไม่ถูกย่อให้เหลือเพียงคำพูด แต่ถูกแปลงเป็นการเดินร่วมกัน วัฒนธรรมจึงไม่ใช่ของเก่าเก็บ หากเป็นพลังร่วมสมัยที่ยังพยุงชุมชนให้ยืนอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน

 

แหล่งอ้างอิงและเครดิตข้อมูล

  • ข้อมูลประเพณีและกำหนดการจัดงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง”
  • ข้อมูลภูมิศาสตร์และสถานะพระธาตุประจำปีเกิดปีกุน รวมถึงข้อมูลประวัติทั่วไปของพระธาตุดอยตุง
  • ข้อมูลประกอบเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย  
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อวัดและราชการผนึกกำลังสู้ภัยฝุ่น! ยอดผ้าป่า 359,999 บาท หนุนภารกิจดับไฟป่าและมุ้งสู้ฝุ่นเชียงราย

พลังศรัทธาโมเดลบวรระดมทุนสู้ไฟป่าและฝุ่นพิษ เชียงรายทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้ง ยอด 359,999 บาท หนุนภารกิจเฝ้าระวังช่วงห้ามเผา 86 วัน

เชียงราย,2 มีนาคม 2569 — ช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปีมักเป็นจังหวะที่เชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อนทั้งจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยปี 2569 จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาเด็ดขาดต่อเนื่อง 86 วัน ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม เพื่อยกระดับการควบคุมต้นตอฝุ่นจากการเผาในที่โล่งและป่าต้นน้ำ

ท่ามกลางภารกิจที่ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายจึงหยิบพลังของชุมชนกลับมาเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการทอดผ้าป่าระดมทุนภายใต้แนวคิดบวร ซึ่งสะท้อนความร่วมมือของบ้าน วัด และราชการ เพื่อเสริมกำลังให้หน่วยปฏิบัติการภาคสนามและดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตหมอกควัน

พิธีทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้งกับเป้าหมายที่จับต้องได้

พิธีทำบุญทอดผ้าป่าจัดขึ้น ณ อุโบสถ วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระไพศาลประชาทร วิ. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายและเจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม

ยอดผ้าป่ารวม 359,999 บาท ถูกระบุให้ใช้สนับสนุนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ โดยเน้นการสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการดับไฟป่าระดับอำเภอ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพให้ประชาชน และการเสริมความพร้อมพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้วัดจากจำนวนจุดความร้อนอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญที่ถูกหยิบยกในหลายพื้นที่ของภาคเหนือคือ ต่อให้จำนวนจุดความร้อนลดลง แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากไฟลุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่เข้าถึงยาก เพราะต้องใช้กำลังคนมากกว่า ใช้เวลาควบคุมไฟนานกว่า และมีโอกาสกระทบต่อแหล่งต้นน้ำสูงกว่า

ขณะเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 มีพลวัตตามภูมิประเทศและลมในหุบเขา เมื่อลมอ่อนหรือเกิดการกักอากาศ ฝุ่นสามารถสะสมจนเกินค่ามาตรฐานและกระทบต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้งได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้สะท้อนผ่านข้อมูลรายงานด้านสุขภาพในพื้นที่ซึ่งระบุระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่เคยขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด โดยมีการจัดบริการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และนวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นเป็นมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน

เงิน 359,999 บาทเปลี่ยนเป็นกำลังหน้างานได้อย่างไร

การระดมทุนในรูปแบบผ้าป่ามีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเงินก้อนเดียวสามารถแปลงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของคนจำนวนมากในระยะเวลาสั้น โดยเมื่อเทียบกับราคาขายปลีกของหน้ากากมาตรฐาน N95 ที่พบได้ในตลาด เช่น แพ็ก 20 ชิ้นราคาราว 640 บาท หรือเฉลี่ยราว 32 บาทต่อชิ้น การใช้งบ 359,999 บาทในกรอบนี้สามารถจัดหาได้ประมาณ 11,000 ชิ้นขึ้นไป ทั้งนี้จำนวนจริงขึ้นอยู่กับการจัดซื้อแบบเหมารวมและราคากลางของหน่วยงาน

ในอีกด้าน มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางในบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ มักใช้เครื่องมือที่เน้นลดการสัมผัสฝุ่นในพื้นที่พักอาศัย หนึ่งในนั้นคือมุ้งสู้ฝุ่น ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าเป็นนวัตกรรมทำได้ในงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด หากคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่ 1,500 ถึง 2,000 บาท เงินก้อนนี้อาจสนับสนุนได้ประมาณ 180 ถึง 240 หลังคาเรือน โดยเน้นกระจายสู่ครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง

ส่วนอุปกรณ์ดับไฟป่าและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยของอาสาสมัคร เช่น ถุงมือกันความร้อน ไฟฉายคาดหัว อุปกรณ์ตบไฟ ชุดป้องกันขั้นพื้นฐาน หากออกแบบเป็นแพ็กสนับสนุนต่อหนึ่งชุดลาดตระเวน เงินผ้าป่าจะช่วยเพิ่มความพร้อมของทีมปฏิบัติการและเป็นขวัญกำลังใจต่อคนที่ต้องอยู่แนวหน้าในช่วงห้ามเผาที่ยาวนาน

ช่วงห้ามเผา 86 วันกับโจทย์ที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ช่วงเวลาห้ามเผา 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม ถูกออกแบบให้ครอบคลุมระยะเสี่ยงสูงของฤดูแล้งภาคเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่ไฟลุกลามง่ายและการควบคุมทำได้ยากกว่าในฤดูอื่น ภารกิจของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายอาสาในทางปฏิบัติไม่ใช่แค่การดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องรวมถึงการลาดตระเวนป้องกัน การสื่อสารทำความเข้าใจในชุมชน การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการแจ้งเตือนเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณควันหรือการเผาในที่โล่ง

นี่คือเหตุผลที่การระดมทุนผ่านวัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจของชุมชน ถูกมองว่าเป็นการเติมทุนทางสังคมให้มาตรการภาครัฐเดินได้จริง เพราะในหลายกรณี การยับยั้งไฟป่าในระยะเริ่มต้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการแจ้งเหตุและความร่วมมือของคนในพื้นที่มากพอ ๆ กับทรัพยากรของรัฐ

มิติสุขภาพที่ต้องเดินคู่กับงานป้องกันไฟป่า

แม้มาตรการห้ามเผามุ่งลดต้นตอ แต่ภารกิจด้านสุขภาพต้องทำควบคู่ เพราะประชาชนยังอาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นคงค้าง การพัดพามวลอากาศข้ามพื้นที่ และฝุ่นจากกิจกรรมอื่น ๆ ในฤดูแล้ง

องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอากาศสะอาดเป็นพื้นฐานของสุขภาพ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีหลังยืนยันผลกระทบของมลพิษอากาศต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และมะเร็ง เมื่อวางอยู่บนบริบทของเชียงรายที่มีพื้นที่ป่าและเขตชุมชนปะปนกัน การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและพื้นที่ปลอดฝุ่นจึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเฉียบพลันให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

บวรในฐานะระบบร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว

ภาพของพิธีทอดผ้าป่าในปี 2569 จึงมีนัยมากกว่าการทำบุญตามประเพณี แต่สะท้อนการระดมทรัพยากรเพื่อภารกิจสาธารณะ และการประกาศบทบาทร่วมรับผิดชอบของทุกภาคส่วน

บ้านในฐานะผู้เฝ้าระวังและผู้ปฏิบัติตามมาตรการไม่เผา วัดในฐานะศูนย์รวมศรัทธาและพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วม ราชการในฐานะผู้วางระบบปฏิบัติการและจัดการเหตุฉุกเฉิน หากสามส่วนนี้เชื่อมกันได้จริง เงินผ้าป่าจะไม่ใช่เพียงงบประมาณเสริม แต่จะกลายเป็นแรงหนุนให้มาตรการห้ามเผาและการป้องกันไฟป่าเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงฤดูห้ามเผา

แนวทางปฏิบัติที่ถูกย้ำเสมอในช่วงฤดูเสี่ยงคือการลดโอกาสเกิดไฟตั้งแต่ต้นทาง และลดการสัมผัสฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

  • งดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและขยะในที่โล่ง โดยเฉพาะช่วงห้ามเผาต่อเนื่อง 86 วัน
  • หากพบควันหรือไฟในพื้นที่ป่า รีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที เพื่อให้ควบคุมไฟในระยะเริ่มต้น
  • กลุ่มเปราะบางควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • ครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ สามารถพิจารณาการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือใช้นวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าสามารถทำได้ด้วยงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน
  • ยอดระดมทุนทอดผ้าป่าสู้ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่วัดห้วยปลากั้ง 359,999 บาท
  • ข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่เคยรายงานระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด พร้อมมาตรการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น
  • องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับใหม่เมื่อ 22 กันยายน 2021 และย้ำว่ามลพิษอากาศเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Kick off แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว! เชียงรายผนึก 2 แขวงเพื่อนบ้าน ชูยุทธศาสตร์ฟ้าใสสกัดหมอกควันข้ามแดน

ไทย–ลาว เปิดยุทธศาสตร์แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนาน” เชียงราย–บ่อแก้ว–ไซยะบูลี ผนึกกำลังรับมือ PM2.5 ข้ามพรมแดน สร้างความมั่นคงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชายแดนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 26 กุมภาพันธ์ 2569 – เมื่อฤดูแล้งเริ่มปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ภาพของภูเขาที่เคยเขียวชอุ่มกลับถูกแทนที่ด้วยหมอกควันสีเทาที่ค่อย ๆ หนาขึ้นในบางช่วงเวลา ภายใต้ความงดงามของภูมิประเทศเชียงราย ความท้าทายที่ซ่อนอยู่คือภัยจากไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่ในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เคลื่อนตัวไปตามกระแสลมและภูมิประเทศอย่างไร้พรมแดน

ในบริบทเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการทูต แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้เกิดภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการหารือสู่การลงมือทำจริง เมื่อ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ นายพุดทะจอน ปิ่นทิบ หัวหน้าห้องว่าการแขวงไซยะบูลี และ นายสมนึก อินทะพม รองหัวหน้าห้องว่าการแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off การจัดทำแนวกันไฟ ภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อป้องกันไฟป่าและลดหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน

ความร่วมมือระดับพื้นที่ กลไกสำคัญในการแก้ปัญหาที่ไม่มีพรมแดน

การเปิดกิจกรรมในครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยมี ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง หัวหน้าโครงการกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เข้าร่วมสนับสนุนด้านวิชาการ

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสเป็นกลไกสำคัญที่มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศผ่านความร่วมมือเชิงระบบ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศในระดับพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวในโอกาสนี้ว่า ความร่วมมือระดับพื้นที่กับแขวงเพื่อนบ้านเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน และการ Kick off ครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของการทำงานแบบบูรณาการ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความเข้าใจว่าปัญหา PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างแท้จริง

แนวกันไฟ เครื่องมือสำคัญในการหยุดการลุกลามของไฟป่า

หนึ่งในมาตรการสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการป้องกันไฟป่าลุกลาม

แนวกันไฟเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดการให้ปราศจากเชื้อเพลิง เช่น หญ้า ใบไม้ หรือเศษไม้ ซึ่งช่วยหยุดหรือชะลอการลุกลามของไฟป่า เมื่อเกิดไฟไหม้ แนวกันไฟจะทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งที่ช่วยจำกัดพื้นที่การเผาไหม้

นอกจากการจัดทำแนวกันไฟแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่

การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว

การรณรงค์ลดการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของหมอกควัน

การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่าที่รวมหน่วยงานรัฐและประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่า

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อน สะท้อนการแก้ปัญหาที่เริ่มจากฐานราก

นอกจากความร่วมมือระดับรัฐบาลและหน่วยงานรัฐแล้ว กิจกรรมภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคือ “วิ่ง 4 ภู ดูดาว 2 แผ่นดิน แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว” ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง และผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะไฟป่าจำนวนมากเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

PM2.5 ภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าการสัมผัส PM2.5 ในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญในหลายประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ หมอกควันส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ความร่วมมือไทย–ลาวในครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน แต่ยังช่วยปกป้องเศรษฐกิจในระดับพื้นที่

เชียงรายกับบทบาทต้นแบบความร่วมมือสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนาน” แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระดับพื้นที่สามารถเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จของความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และอาจนำไปสู่การขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไปไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมุ่งสร้างระบบที่สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต

สรุปสถานการณ์และความหมายต่ออนาคต

การ Kick off แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว” เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน

ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชน

ในขณะที่ภัยจาก PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทาย ความร่วมมือเช่นนี้เป็นสัญญาณว่าประเทศในภูมิภาคกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงการปกป้องธรรมชาติ แต่คือการปกป้องชีวิต สุขภาพ และอนาคตของประชาชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย รายงานกิจกรรม Kick off แนวกันไฟ 3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย CLEAR Sky Strategy โครงการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

  • ข้อมูลจากหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงรายและแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบูลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

  • ข้อมูลผลกระทบ PM2.5 จากองค์การอนามัยโลก WHO Air Quality Guidelines

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME