Categories
TOP STORIES

ครบหนึ่งปีตึก สตง. ถล่ม ACT จี้รัฐเปิดรายงานข้อเท็จจริงเต็มฉบับ ชี้คดีนี้คือบททดสอบระบบรัฐครั้งใหญ่

ครบหนึ่งปีตึก สตง. ถล่ม ACT จี้รัฐเปิดรายงานข้อเท็จจริงเต็มฉบับ ชี้คดีนี้ไม่ใช่แค่ซากอาคาร แต่คือบททดสอบทั้งระบบรัฐ

กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนที่ยังไม่หยุดแม้เวลาผ่านไปหนึ่งปี ก่อนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 เพียงหนึ่งวัน เหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ยังกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้เกิดเพียงซากปรักหักพังของอาคารมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านบาทเท่านั้น แต่ยังทำให้ความไว้วางใจของสังคมที่มีต่อหน่วยงานตรวจสอบการใช้เงินภาษีของรัฐสั่นคลอนอย่างรุนแรงด้วย

ความหนักของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ชื่อของหน่วยงานหรือวงเงินก่อสร้าง แต่อยู่ที่ความสูญเสียของชีวิตคน และข้อสงสัยที่ยังไม่จบ แม้แต่ตัวเลขความสูญเสียที่ถูกอ้างถึงในพื้นที่สาธารณะก็ยังไม่ตรงกัน โดยบทความของ ACT ใช้ตัวเลขผู้เสียชีวิต 93 คน และผู้สูญหาย 3 คน ขณะที่ไทยพีบีเอสรายงานล่าสุดว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสาธารณะในเรื่องที่ใหญ่และละเอียดอ่อนเช่นนี้ ยิ่งทำให้ข้อเรียกร้องเรื่องการเปิดเผยรายงานข้อเท็จจริงเต็มฉบับมีน้ำหนักขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลพื้นฐานยังไม่ลงรอย ความสงสัยของสังคมย่อมไม่อาจคลี่คลายได้ง่าย

จุดที่ ACT ต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่คำชี้แจงย่อย แต่คือเอกสารฉบับเต็ม

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ระบุผ่านบทความที่เผยแพร่เมื่อ 27 มีนาคม 2569 ว่า คดีนี้ควรถูกมองให้ใหญ่กว่าการพังลงของอาคารหนึ่งหลัง เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือระบบกำกับดูแลของรัฐล้มเหลวตรงจุดใดบ้าง เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งปิดบัง สังคมยิ่งสงสัย และการปล่อยให้คนไทยรับรู้เพียงข้อมูลบางส่วนจากการแถลงเป็นครั้งคราว ไม่เพียงพอต่อการคลี่คลายข้อกังขาที่สะสมมาตลอดหนึ่งปี

แกนสำคัญของข้อเรียกร้องจึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยเอกสารเพื่อสนองแรงกดดันทางสังคม แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบทั้งระบบเดินไปข้างหน้าอย่างมีหลักฐานรองรับ หากรายงานดังกล่าวมีรายละเอียดครบถ้วนและทำขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ก็จะช่วยชี้ได้ชัดขึ้นว่าใครเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบในระดับใด ทั้งในฝั่งรัฐและเอกชน และยังอาจช่วยป้องกันไม่ให้ข้อถกเถียงในอนาคตวนซ้ำอยู่กับการโยนความผิดกันไปมาโดยไม่มีฐานข้อเท็จจริงร่วมกัน

สามแนวคดีที่ถูกจับตาเพราะสะท้อนปัญหาคนละชั้นของระบบ

ACT ชี้ให้สังคมจับตา 3 แนวคดีหลักที่กำลังดำเนินอยู่ แนวแรกคือคดีตัวแทนอำพรางในการทำธุรกิจหรือคดีนอมินี ซึ่งบทความของ ACT ระบุว่ามีผู้ต้องหา 6 ราย แนวที่สองคือคดีออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงความผิดเกี่ยวกับเอกสารปลอม โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 23 ราย และแนวที่สามคือคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันกระทำทุจริตหรือฮั้วประมูล ซึ่ง ACT ระบุว่าดีเอสไอได้ส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ 72 ราย ให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ

ในฝั่งข้อมูลทางการ ดีเอสไอเคยเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ว่า คดีที่เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพบพฤติการณ์ใช้ชื่อบุคลากรที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเสนอราคา และมีการดำเนินคดีกับบริษัท PKW รวม 6 คน ขณะเดียวกัน ดีเอสไอยังระบุด้วยว่า มีข้อกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารองค์กรอิสระ กลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างออกแบบ จ้างก่อสร้าง และจ้างควบคุมงาน รวม 10 คณะ และกลุ่มคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคดีส่วนนี้อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และจะส่งสำนวนไปดำเนินการต่อ

เมื่อวางข้อมูลของ ACT เคียงกับข้อมูลทางการของดีเอสไอ จะเห็นว่าคดีนี้ไม่ได้มีแค่ชั้นของ “ผู้ก่อสร้างผิดพลาดหรือไม่” แต่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการคัดเลือกคู่สัญญา การกำกับควบคุมงาน การใช้คุณสมบัติบุคลากรเพื่อเข้าประมูล และความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่าง ๆ ของโครงการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ACT พยายามย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถูกอ่านในฐานะคดีเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมอย่างเดียว

สิ่งที่ สตง. เปิดเผยแล้วมีอะไร และอะไรที่สังคมยังไม่เห็น

ในด้านของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเอง หน่วยงานได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ก็ชี้แจงว่าได้ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ป.ป.ช. และคณะผู้ตรวจสอบของกรมบัญชีกลางมาโดยตลอด

ที่สำคัญ ในคำชี้แจงของ สตง. เมื่อปลายปี 2568 มีการสรุปสาระของผลตรวจสอบสาเหตุการพังถล่มที่แถลงต่อสาธารณะแล้วไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การพังถล่มเริ่มที่ส่วนล่างของอาคารชั้น 1 ถึง 4 จากแรงเฉือนที่กระทำต่อผนังรับแรงเฉือน ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ แบบรายละเอียดที่ใช้ก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ และระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อระหว่างคานเชื่อมกับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง

ข้อมูลชุดนี้ถือเป็นสาระสำคัญที่สังคมได้รับรู้แล้วจากฝั่งหน่วยงาน แต่ข้อเรียกร้องของ ACT อยู่ถัดจากจุดนี้ออกไป นั่นคือการเปิด “รายงานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง” ฉบับเต็ม ไม่ใช่เพียงบทสรุปบางส่วน เพราะเอกสารฉบับเต็มย่อมมีคุณค่าในแง่การตรวจสอบเหตุผล วิธีวิเคราะห์ ขอบเขตความรับผิด และบริบทของการตัดสินใจตลอดห่วงโซ่โครงการมากกว่าข้อสรุปย่อที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

คดีอาญาเดินหน้าแล้ว แต่คำถามทางสังคมยังไม่ปิดแฟ้ม

อีกด้านหนึ่ง ความคืบหน้าในกระบวนการยุติธรรมก็ขยับไปพอสมควรแล้ว ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ทำสำนวนคดีมากกว่า 90,000 หน้า และได้ส่งสำนวนไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่อัยการจะส่งฟ้องต่อศาลอาญาในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ในความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 และกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 62 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยเตรียมพยานมากกว่า 180 ปาก

ความคืบหน้านี้บอกชัดว่าคดีไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันยืนยันสิ่งที่ ACT เตือนเช่นกันว่า คดีจะใช้เวลาอีกยาวนาน และระหว่างที่กระบวนการศาลดำเนินไป สังคมยังต้องการคำอธิบายเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างควบคู่กันไปด้วย เพราะต่อให้ศาลตัดสินลงโทษบุคคลบางรายในอนาคต ก็ยังไม่เท่ากับการตอบคำถามครบถ้วนว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบตรวจรับงาน ระบบกำกับวิชาชีพ และระบบตรวจสอบภายในของรัฐบกพร่องตรงไหนบ้างตั้งแต่ต้นทาง

เหตุใดความไม่พอใจจึงพุ่งตรงไปที่ สตง. มากกว่าหน่วยงานทั่วไป

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้กรณีนี้รุนแรงในความรู้สึกสาธารณะมากกว่าคดีอาคารพังทั่วไป คือหน่วยงานเจ้าของโครงการคือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งโดยบทบาทตามสถาบันควรเป็นผู้ตรวจสอบความซื่อสัตย์ ความคุ้มค่า และการใช้เงินภาครัฐของหน่วยงานอื่น ACT ชี้ตรงกันว่า เมื่อตัวอาคารของหน่วยงานตรวจสอบเองกลับกลายเป็นศูนย์กลางของข้อสงสัยเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กายภาพของอาคาร แต่ขยายไปถึงชื่อเสียง เกียรติภูมิ และความเชื่อถือขององค์กรด้วย

ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อ สตง. ในฐานะหน่วยงานต้องทำหน้าที่สองสถานะพร้อมกัน คือสถานะผู้เสียหายจากเหตุอาคารถล่ม และสถานะคู่กรณีทางสังคมที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักต่อกระบวนการตัดสินใจภายในโครงการของตนเอง ภาระเช่นนี้ทำให้คำตอบแบบประชาสัมพันธ์ทั่วไปยากจะเพียงพอ เพราะสิ่งที่สังคมต้องการไม่ได้มีเพียงคำยืนยันว่าองค์กรให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน แต่ต้องการเห็นว่าหน่วยงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบตัวเองได้จริงเพียงใด

ข้อสังเกต 5 เรื่องจาก ACT ที่ชี้ไปไกลกว่าอาคารหลังเดียว

ในบทความของนายมานะ ยังมีข้อสังเกตอีกหลายประเด็นที่พยายามพาสังคมมองปัญหาให้กว้างกว่าเหตุถล่มครั้งเดียว เขายกตัวอย่างตั้งแต่การซื้อขายหรือแอบอ้างลายเซ็นในวิชาชีพวิศวกรและสถาปนิก การใช้บริษัทนอมินีของทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การจัดซื้อจัดจ้างที่ให้ราคาถูกมีน้ำหนักเหนือคุณภาพ การใช้เงินภาษีไปกับอาคารหรูหราหรือโครงการที่ไม่คิดรอบคอบ และแม้แต่ประเด็นระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยที่ไม่ทำงานอย่างที่สังคมคาดหวังในวันที่เกิดเหตุ

แม้ข้อสังเกตเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อยุติทางคดี แต่มีคุณค่าในฐานะสัญญาณเตือนว่า เหตุการณ์ตึกถล่มอาจเป็นหน้าต่างที่เปิดให้สังคมเห็นปัญหาหลายชั้นของรัฐไทยพร้อมกัน ตั้งแต่เรื่องวิชาชีพก่อสร้าง มาตรฐานผู้รับจ้าง กติกาการประมูล ไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หากรายงานข้อเท็จจริงฉบับเต็มถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส ข้อสังเกตเหล่านี้ก็จะถูกตรวจสอบได้ดีขึ้นว่าเรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง เรื่องใดเป็นความหละหลวมเชิงระบบ และเรื่องใดเป็นเพียงข้อสงสัยที่ต้องรอพยานหลักฐานเพิ่มเติม

รายงานฉบับเต็มสำคัญเพราะช่วยแยกคนผิดตัวจริงออกจากความรับผิดแบบเหมาเข่ง

อีกประเด็นที่ ACT พูดไว้อย่างน่าคิด คือหากมีการกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากกระจายไปหลายระดับหลายกลุ่มจริง การทำคดีโดยไม่รัดกุมอาจนำไปสู่ผลสองด้านพร้อมกัน คือทำให้คนบริสุทธิ์มัวหมอง และทำให้คนผิดตัวจริงหลุดรอดได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่การเปิดรายงานข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องของความอยากรู้อยากเห็นของสังคมเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายด้วย เพราะข้อมูลที่ชัดจะช่วยให้ข้อถกเถียงเดินบนพื้นของหลักฐาน ไม่ใช่กระแสอารมณ์หรือการคาดเดา

ในมุมกลับกัน สตง. เองก็อาจได้ประโยชน์จากความชัดเจนนี้เช่นกัน หากรายงานฉบับเต็มสามารถชี้ได้ว่าใครเกี่ยวข้องระดับใด ใครละเลยหน้าที่ หรือใครปฏิบัติถูกต้องแต่ถูกแรงสงสัยครอบคลุมไปด้วย การเปิดเผยข้อมูลก็ย่อมช่วยให้การฟื้นฟูความน่าเชื่อถือขององค์กรเดินได้อย่างมีทิศทางมากกว่าการปล่อยให้สังคมคาดเดาเองต่อไป

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาคนรับผิด แต่คือการซ่อมระบบรัฐทั้งห่วงโซ่

เมื่อครบหนึ่งปีของเหตุการณ์ สิ่งที่คดีนี้กำลังบอกสังคมไทยอาจมีอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือความรับผิดเฉพาะหน้าในทางคดี ที่ต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ต่อไปอย่างละเอียด รอบคอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชั้นที่สองคือบทเรียนเชิงสถาบัน ซึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาว เพราะหากรัฐไม่สามารถอธิบายได้ว่าอะไรผิดพลาดตรงไหน ตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือก การควบคุมงาน การตรวจรับ ไปจนถึงการกำกับดูแลภายใน เหตุลักษณะเดียวกันย่อมมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกไม่ว่ากับหน่วยงานใด

ดังนั้น ข้อเรียกร้องของ ACT ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเร่งเร้ารัฐบาลให้เปิดเอกสารหนึ่งฉบับ แต่เป็นการย้ำว่าความจริงในคดีนี้ยังมีค่าต่อสังคมมากกว่าการปกป้องภาพลักษณ์ของใครบางฝ่าย และหากรัฐต้องการให้ความโกรธของสังคมค่อย ๆ คลี่คลายลงจริง สิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่การสื่อสารให้น้อยลง แต่คือการเปิดเผยให้มากขึ้น ตรงขึ้น และพร้อมยอมรับให้ประชาชนตรวจสอบได้เต็มที่กว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบปี 2569 ผนึก 5 มิติสำคัญ เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติถึงประชาชน

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม


เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจฐานราก ภาระค่าครองชีพ และโจทย์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่รุกคืบทุกปี จังหวัดเชียงรายกำลัง “ขยับหมาก” สำคัญในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือการสื่อสารภาครัฐให้ทันโลก ทันประชาชน และทันสถานการณ์ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเดินทางถึงบ้านเรือนอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผ่านไปตามรอบข่าว

แกนกลางของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัดของเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพวงแสด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพ และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายรุจติศักดิ์ รังสี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนายอธิชัย ต้นกันยา ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย คณะอนุกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภาพรวมยุทธศาสตร์สื่อสารจังหวัด เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ สู่เรื่องใกล้ตัวประชาชน

สาระสำคัญที่ที่ประชุมหยิบขึ้นมาวางเป็น “กรอบสื่อสาร” คือการทำให้ประเด็นระดับประเทศลงสู่ระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ รวม 17 เรื่องหลัก และ 34 เรื่องย่อย เพื่อให้ทุกหน่วยงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน ลดความสับสน และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

กรอบ 5 มิติดังกล่าวประกอบด้วย

  1. มิติที่หนึ่ง เศรษฐกิจ มุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
  2. มิติที่สอง สังคมและวัฒนธรรม เน้นสวัสดิการสังคม ระบบสาธารณสุข และความเท่าเทียม
  3. มิติที่สาม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้า และการรับมือภัยพิบัติ
  4. มิติที่สี่ ความมั่นคงและการเมืองการปกครอง ผลักดันการป้องกันยาเสพติด ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และต่อต้านคอร์รัปชัน
  5. มิติที่ห้า การบริหารภาครัฐ มุ่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบประเด็นสื่อสารด้านต่างประเทศ 4 เรื่องสำคัญ ครอบคลุมเสถียรภาพและความมั่นคง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทุนทางศิลปวัฒนธรรม และสิทธิความเท่าเทียม เพื่อให้การสื่อสารจังหวัดเชื่อมโยงภาพใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น

จากกรอบสื่อสารสู่แผนปฏิบัติการ ย้ำโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและช่องว่างการรับรู้

อีกหนึ่งหัวใจของการประชุมคือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมทั้งการวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และเสนอให้ “เพิ่มแผนสื่อสารด้านการสร้างการรับรู้ภัยพิบัติในพื้นที่” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที

ข้อเสนอให้เติมมิติภัยพิบัติ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากสะท้อนประสบการณ์จริงของภาคเหนือที่ต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน น้ำหลาก และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว การสื่อสารที่เร็วแต่ไม่ชัด อาจทำให้ความตื่นตระหนกวิ่งนำหน้าความจริง ขณะเดียวกันการสื่อสารที่ช้าเกินไปก็ทำให้ต้นทุนความเสียหายสูงขึ้น นี่คือ “ช่องว่าง” ที่การประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ต้องแก้ให้ได้

เชียงรายเสนอทำโบรชัวร์มรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม ย้ำภาพลักษณ์จังหวัดเชิงบวก

ที่ประชุมยังเสนอแนวคิดจัดทำโบรชัวร์ประชาสัมพันธ์มรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ ความภาคภูมิใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของเชียงรายสู่สาธารณชน

ในเชิงนัยยะ นี่ไม่ใช่แค่งานสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เป็นการยกระดับ “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็นภาษากลางที่สื่อสารได้ทั้งกับคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และคนทำงานภาคบริการ การทำให้เรื่องดี ๆ ของเชียงรายเล่าได้ง่าย ชัด และน่าเชื่อถือ คืออีกหนึ่งกลไกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจชุมชนได้ในระยะยาว

เมื่อสื่อสารจังหวัดต้องเดินคู่การสื่อสารประเทศ นโยบายสุขภาพดิจิทัลกลายเป็นโจทย์ร่วม

ท่ามกลางการวางกรอบสื่อสารระดับจังหวัด กระแสข่าวระดับประเทศในช่วงเวลาใกล้กันสะท้อนว่า “สุขภาพ” กำลังกลายเป็นวาระสื่อสารหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายด้านบริการสุขภาพและดิจิทัล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐเรื่องการเดินหน้านโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่ง และการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล

สาระที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศระบุความคืบหน้าสำคัญ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกลที่พร้อมให้บริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลครบ 10,910 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานการรักษามะเร็ง โดยประเทศไทยมีเครื่องฉายรังสี 138 เครื่อง และมีอัตราส่วนเครื่องต่อประชากรหนึ่งเครื่องต่อประชากร 471,068 คน พร้อมแผนเพิ่มเครื่องในช่วงปี 2570 ถึง 2573 อีก 21 เครื่อง และระยะยาวเพิ่มอีก 61 เครื่อง

ในมุมของเชียงราย นโยบายลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภูมิประเทศที่มีพื้นที่ห่างไกลและชุมชนบนดอย ทำให้ความสามารถในการเข้าถึงบริการคือ “ตัวแปรสำคัญ” ของคุณภาพชีวิต การสื่อสารให้ประชาชนรู้สิทธิ รู้ช่องทาง และรู้วิธีใช้บริการ จึงมีผลจริงต่อชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากการสร้างถนนหรือเพิ่มรถพยาบาล

แกนสื่อสารสำคัญในปี 2569 ทำไมต้องเน้นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเข้าใจง่าย

ประเด็นที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ ประชาชนมีทักษะรับข่าวสารสูงขึ้นและตั้งคำถามมากขึ้น การสื่อสารแบบบอกให้เชื่อจึงได้ผลน้อยลง ขณะที่การสื่อสารที่ยอมรับข้อจำกัด เปิดเผยข้อมูลที่มาที่ไป และอธิบายอย่างเป็นระบบ มักสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า

กรอบ 5 มิติของเชียงรายจึงถูกมองได้ว่าเป็น “แผนที่” ที่จะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่หลงทางในการสื่อสาร และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และบริการรัฐ เชื่อมถึงกันอย่างไรในชีวิตจริง

โจทย์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังข่าว เด็กเกิดลดต่ำและสังคมสูงวัยเร่งให้รัฐต้องสื่อสารแบบใหม่

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้การสื่อสารรัฐต้องยกระดับ คือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ถูกเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ราว 4.1 แสนคน ต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

เมื่อเด็กเกิดน้อยลง วัยแรงงานหดตัว ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการสุขภาพและสวัสดิการจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นทำให้ “การสื่อสารบริการ” มีความสำคัญพอ ๆ กับ “การมีบริการ” เพราะต่อให้รัฐมีนโยบายดีเพียงใด หากประชาชนไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าถึงไม่ได้ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด

บทบาทคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ระดับจังหวัด กลไกเชื่อมจากนโยบายสู่การปฏิบัติ

การประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงมีน้ำหนักในฐานะกลไกบูรณาการ ไม่ใช่เวทีแลกข่าว แต่คือการจัดระบบให้หน่วยงานในจังหวัดเดินไปด้วยกัน ตั้งแต่การคัดเลือกประเด็น วิธีเล่า วิธีเผยแพร่ ไปจนถึงการวัดผลว่าประชาชน “รับรู้และทำได้จริง” หรือไม่

ในทางปฏิบัติ ความท้าทายของเชียงรายคือการสื่อสารกับประชาชนหลายกลุ่มในพื้นที่เดียว ทั้งคนเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ แรงงานภาคเกษตร และผู้ประกอบการท่องเที่ยว การทำให้สารเดียวกัน “เข้าใจได้หลายแบบ” คือโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ การออกแบบสื่อ และความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่

เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และเอสเอ็มอี เมื่อข้อมูลคือเครื่องมือประคองรายได้

ในมิติเศรษฐกิจ การสื่อสารเรื่องลดค่าครองชีพ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนเอสเอ็มอี มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง ตั้งแต่การเลือกเดินทาง การจับจ่าย ไปจนถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

หากสื่อสารชัด ประชาชนจะรู้ว่าต้องไปติดต่อที่ไหน ใช้เอกสารอะไร และอยู่ในเงื่อนไขแบบใด ลดการเสียเวลาเดินเรื่อง ลดต้นทุนที่มองไม่เห็น และลดความรู้สึกว่าเข้าถึงรัฐยาก ซึ่งทั้งหมดคือ “คุณภาพชีวิต” ในอีกความหมายหนึ่ง

สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เพิ่มหัวข้อสื่อสารให้ทันเหตุการณ์ ลดความเสี่ยงก่อนความเสียหาย

มติให้เพิ่มแผนสื่อสารด้านการรับรู้ภัยพิบัติ สะท้อนบทเรียนของพื้นที่ที่ต้องรับมือเหตุฉุกเฉินซ้ำ ๆ การสื่อสารที่ดีควรทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ต้องเตรียมอะไร และเมื่อเกิดเหตุจริงต้องเชื่อข้อมูลจากช่องทางใด

การสื่อสารเชิงป้องกันมักไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุด และยังลดภาระงานของหน่วยกู้ภัยและบุคลากรภาครัฐในช่วงวิกฤต

รัฐบาลดิจิทัลจากคำสู่การใช้งานจริง เมื่อประชาชนต้องรู้วิธีใช้ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามี

ในมิติการบริหารภาครัฐ การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชนใช้เป็น ใช้ได้ และใช้แล้วดีขึ้นจริง นโยบายด้านสุขภาพดิจิทัลที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศจึงเป็นตัวอย่างชัดว่า “ระบบพร้อม” ยังไม่พอ ต้องมีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัล

เชียงรายวางแผนสื่อสารใหม่เพื่อให้รัฐเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น

การประชุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จบลงที่เอกสารแผน แต่เปิดภาพให้เห็นทิศทางว่าเชียงรายกำลังพยายามทำให้การสื่อสารภาครัฐ “เป็นบริการสาธารณะ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่เศรษฐกิจ สวัสดิการ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ไปจนถึงภาพลักษณ์ของจังหวัด

ในปีที่โจทย์ประชากรสูงวัยชัดขึ้น เด็กเกิดลดต่ำ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมกดดันมากขึ้น การสื่อสารที่ถูกต้อง ทันเวลา และตรวจสอบได้ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดความสับสน ลดต้นทุนชีวิต และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐในระดับพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Hfocus รายงานประเด็นเด็กเกิดต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี อ้างข้อมูลปี 2568 เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
  • Bangkok Business News
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

ไทยปราบแก๊งคอลฯ ผนึกกำลัง ทหาร-ตำรวจ ลุยชายแดน

รอง นรม./รมว.กห. หารือร่วมกับนายกฯ เร่งเดินหน้านโยบาย ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด

กรุงเทพฯ, 15 กุมภาพันธ์ 2568 – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมหารือกับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเร่งเดินหน้านโยบาย ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ และปัญหายาเสพติด ที่ยังคงเป็นภัยต่อประชาชน

การประชุมจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการกำลังพลและทรัพยากรของกองทัพให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

แนวทางปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

พลตรีธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า มาตรการเด็ดขาดของรัฐบาลที่ดำเนินมาแล้ว เช่น การตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิง การปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ ได้ส่งผลให้การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ การพนันผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางคอลเซ็นเตอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้คณะกรรมการนโยบายด้านชายแดนดำเนินการขยายแผนการทำงาน และให้รายงานผลความคืบหน้าภายใน 1 เดือน โดยเน้นการปิดช่องโหว่ของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาศัยพื้นที่ชายแดนไทยเป็นฐานปฏิบัติการ

ผลลัพธ์จากมาตรการเชิงรุกของรัฐบาล

จากปฏิบัติการที่เข้มข้นและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พบว่ามีการปิดสถานบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการระบุเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนคัดแยก และส่งตัวกลับประเทศต้นทางโดยได้รับความร่วมมือจากกองกำลังป้องกันชายแดน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ไทยจะไม่เป็นศูนย์อพยพของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยมีแนวทางที่ชัดเจนคือ

  1. ขจัดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ออกจากประเทศไทย
  2. ปิดกั้นไม่ให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์และยาเสพติด

การสร้างกำแพงชายแดน และความร่วมมือระดับภูมิภาค

ประเด็นที่ได้รับความสนใจในการประชุมคือ แนวคิดการสร้างกำแพงชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปอยเปต ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นฐานปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย และต้องมีการศึกษารายละเอียดเชิงลึกก่อน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินความร่วมมือระดับภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันและปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบ และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

ความเข้มข้นของมาตรการปราบปรามอาชญากรรม

นายภูมิธรรม เวชยชัย เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยจะไม่ลดระดับความเข้มข้นของมาตรการ แม้จะได้รับสัญญาณจากกองกำลังต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านว่ามีมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ภายในประเทศของตนเองแล้ว โดยยืนยันว่ามาตรการต้องเป็นไปตามเป้าหมายและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“ปัญหาสำคัญของเราคือ ต้องกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออกไปให้ได้ และจะไม่ให้ใช้พื้นที่ของไทยเป็นแหล่งเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

บทสรุป

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกในการ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ และปัญหายาเสพติด อย่างจริงจัง โดยเน้นความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค พร้อมใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ให้มีที่ยืนในประเทศไทย

การดำเนินการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และจะเดินหน้ากำจัดภัยคุกคามเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

เลือกตั้ง อบจ. 2568 ใครครองพื้นที่? เปิดผลสรุป 76 จังหวัดทั่วไทย

เจาะผลเลือกตั้ง อบจ. 68 เพื่อไทยมาแรง ภูมิใจไทยไม่น้อยหน้า

ประเทศไทย, 6 กุมภาพันธ์ 2568  – Rocket Media Lab เผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ครบวาระทั้ง 47 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่อีก 29 จังหวัดได้มีการเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ขณะนี้มีการเลือกตั้งนายก อบจ. ครบทั้ง 76 จังหวัดแล้ว

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ. ทั้ง 47 จังหวัด

จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า พรรคเพื่อไทยสามารถคว้าชัยชนะใน 14 จังหวัด รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 10 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐ 6 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 3 จังหวัด พรรคประชาชาติ 3 จังหวัด พรรคกล้าธรรม 2 จังหวัด พรรคประชาชน 1 จังหวัด และมีผู้ชนะเลือกตั้งในฐานะอิสระอีก 1 จังหวัด

เมื่อแบ่งพรรคที่ได้รับชัยชนะในแต่ละภาคของประเทศ พบว่า:

  • ภาคเหนือ: เพื่อไทย 4 จังหวัด, ประชาชน 1 จังหวัด, ภูมิใจไทย 2 จังหวัด

  • ภาคกลาง: พลังประชารัฐ 4 จังหวัด, ชาติไทยพัฒนา 2 จังหวัด, เพื่อไทย 2 จังหวัด, กล้าธรรม 1 จังหวัด

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เพื่อไทย 5 จังหวัด, ภูมิใจไทย 4 จังหวัด, กล้าธรรม 1 จังหวัด, พลังประชารัฐ 1 จังหวัด

  • ภาคตะวันออก: เพื่อไทย 3 จังหวัด, อิสระ 3 จังหวัด

  • ภาคตะวันตก: ประชาธิปัตย์ 1 จังหวัด

  • ภาคใต้: ประชาธิปัตย์ 2 จังหวัด, รวมไทยสร้างชาติ 3 จังหวัด, ประชาชาติ 3 จังหวัด, ภูมิใจไทย 2 จังหวัด, พลังประชารัฐ 1 จังหวัด

ว่าที่นายก อบจ. ทั้ง 47 จังหวัด เป็นใครมาจากไหน

Rocket Media Lab ได้จัดกลุ่มว่าที่นายก อบจ. ทั้ง 47 คน พบว่า:

  • นายก อบจ. เดิม 29 คน

  • นักการเมืองท้องถิ่น 7 คน

  • นักการเมืองระดับชาติ 5 คน

  • หน้าใหม่ 6 คน (โดยในจำนวนนี้เป็นเครือญาตินักการเมือง 4 คน)

โดยมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง ดังนี้:

  • นายก อบจ. เดิมสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้ถึง 43 คน

  • ว่าที่นายก อบจ. หน้าใหม่ 7 คน โดย 3 คนในจำนวนนี้เป็นเครือญาตินักการเมือง

บทสรุปการเลือกตั้ง นายก อบจ. 76 จังหวัด

เมื่อรวมผลการเลือกตั้งครบทั้ง 76 จังหวัด พบว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง 25 จังหวัด รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 21 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐ 9 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 3 จังหวัด พรรคประชาชาติ 3 จังหวัด พรรคกล้าธรรม 3 จังหวัด พรรคชาติไทยพัฒนา 2 จังหวัด พรรคประชาชน 1 จังหวัด และมีผู้ได้รับเลือกตั้งในฐานะอิสระอีก 3 จังหวัด

การเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2563

เมื่อนำผลการเลือกตั้งปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2563 พบว่า:

  • 39 จังหวัดยังคงรักษาพื้นที่ทางการเมืองเดิม

  • 37 จังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางการเมือง

พรรคที่สามารถขยายอิทธิพลได้มากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคพลังประชารัฐสูญเสียพื้นที่ไปบางส่วน

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

จากการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองระดับชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้สมัครหน้าใหม่ที่สามารถชิงชัยชนะได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน

ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำการตรวจสอบและรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 3 มีนาคม 2568 และนายก อบจ. จะสามารถเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางการบริหารท้องถิ่นในอีก 4 ปีข้างหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : rocketmedialab

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS TOP STORIES

ปฏิบัติการฟ้าสางเมืองพญาเม็งราย กวาดล้างอาวุธปืนก่อนเลือกตั้ง อบจ.

ปฏิบัติการฟ้าสางเมืองพญาเม็งราย: ปูพรมกวาดล้างอาวุธปืนและอาชญากรรม ก่อนการเลือกตั้ง อบจ.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ระดมกำลังเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ ปฏิบัติการฟ้าสางเมืองพญาเม็งราย” เพื่อตรวจค้นและกวาดล้างอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน วัตถุระเบิด ผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในหลายจังหวัด ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

เปิดยุทธการปูพรมตรวจค้น 8 จุดทั่วเชียงราย

พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รองผู้บังคับการ บก.สอท.1 รักษาราชการแทนผู้บังคับการ บก.สอท.4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.4 นำหมายค้นของศาลเข้าทำการตรวจค้นจำนวน 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหลายรายการ รวมถึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้เพิ่มเติม โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสกัดกั้นอาวุธสงครามที่อาจถูกนำมาใช้ก่อเหตุรุนแรงหรือสร้างความไม่สงบในช่วงเลือกตั้ง

ยึดอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากในหลายพื้นที่

จากการเข้าตรวจค้น จุดที่ 1 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 52/2568 และหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ 42/2568 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 โดยสามารถจับกุมชายต้องสงสัยได้จำนวน 2 คน พร้อมของกลาง ได้แก่

  • อาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก
  • เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด

ในพื้นที่ อำเภอแม่สาย เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางเพิ่มเติม ได้แก่

  • อาวุธปืนสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก
  • อาวุธปืนลูกซองขนาด เบอร์ 12 จำนวน 1 กระบอก
  • อาวุธปืนยาวขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก
  • สิ่งเทียมอาวุธปืน (blank gun) 1 กระบอก
  • กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 25 นัด
  • กระสุนปืนลูกซอง 20 นัด
  • กระสุนปืน blank gun 50 นัด
  • กระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 200 นัด

นอกจากนี้ ยังสามารถจับกุมชายต้องสงสัยเพิ่มอีก 1 คน โดยพบว่าผู้ต้องหามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนหรือช่วยเหลือนักการเมืองท้องถิ่นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

จับกุมผู้ต้องหาคดีการพนันออนไลน์และโพสต์ชักชวนเล่นพนัน

ที่ อำเภอเวียงแก่น เจ้าหน้าที่พบว่ามีการโพสต์ข้อความทางสื่อสาธารณะและโซเชียลมีเดียเพื่อชักชวนประชาชนให้เข้าร่วมการพนัน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและอุปกรณ์อื่น ๆ ได้แก่

  • อาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก
  • ซองบรรจุกระสุน (แม็กกาซีน) 1 อัน
  • เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 19 นัด
  • กระเป๋าใส่อาวุธปืน สีชมพู จำนวน 1 ใบ
  • โทรศัพท์มือถือ iPhone 5 สีเทา จำนวน 1 เครื่อง
  • เอกสารโฆษณาชักชวนเล่นการพนัน จำนวน 3 แผ่น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปถึงเครือข่ายการพนันออนไลน์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่ม 2 ราย จาก 5 หมายจับ ที่ออกมาก่อนหน้านี้

ตำรวจไซเบอร์เดินหน้ากวาดล้างทั่วประเทศ

สำหรับปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศ ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ได้เร่งดำเนินการสืบสวน ตรวจค้น และจับกุมเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาวุธปืน และการพนันออนไลน์ โดยขณะนี้สามารถรวบรวมเป้าหมายได้แล้วกว่า 1,000 ราย ก่อนดำเนินการนำกำลังเข้าตรวจค้น

ปฏิบัติการครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในช่วงเลือกตั้ง

ปฏิบัติการ “ฟ้าสางเมืองพญาเม็งราย” ถือเป็นมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งเป็นช่วงที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านความมั่นคง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเข้มงวดตรวจสอบแหล่งที่มาของอาวุธปืน และจับกุมผู้ที่อาจเป็นภัยต่อสังคม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการขยายผลเพิ่มเติมเพื่อหาต้นตอของแหล่งค้าอาวุธผิดกฎหมาย รวมถึงติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ เพื่อให้สามารถสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

สรุปผลปฏิบัติการ “ฟ้าสางเมืองพญาเม็งราย”

  • ตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
  • ตรวจยึดอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมาก
  • จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายราย
  • ปราบปรามการพนันออนไลน์และการชักชวนเล่นพนันผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ดำเนินการสืบสวนเป้าหมายทั่วประเทศกว่า 1,000 จุด

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน และลดความเสี่ยงต่ออาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้ง ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ บช.สอท. เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสงบสุข

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

นิด้าโพล เผย 1,310 ตัวอย่าง “ทักษิณ” เคลื่อนไหวไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม “เพื่อไทย”

 
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2567 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง จากบทบาททักษิณ ถึง ฝันของนายกฯ เศรษฐา” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับบทบาทของทักษิณ ชินวัตร และความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทยจะชนะในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

 

                จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย จากความเคลื่อนไหว ของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลตำรวจ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า ส่งผลกระทบในทางลบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 19.54 ระบุว่า ส่งผลกระทบในทางบวกต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 6.64 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อคำกล่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคผู้นำในการเปลี่ยนแปลง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.47 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 18.85 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 17.94 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 15.73 ระบุว่า เห็นด้วยมาก และร้อยละ 8.01 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.98 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย รองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 21.14 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นไปได้ ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เป็นไปได้มาก และร้อยละ 3.82 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.93 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.74 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 95.34 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.44 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 36.11 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.45 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 22.44 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 38.24 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.32 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.11 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.89 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 8.70 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.95 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.68 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.07 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.11 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.46 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.03 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 22.90 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 18.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.94 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 6.03 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 9.08 ไม่ระบุรายได้

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI VIDEO

“ศิริกัญญา” กางงบฯ 67 ถามรัฐบาลวิกฤตเศรษฐกิจ แต่กลาโหมงบเพิ่มขึ้น

 

เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 3 มกราคม 2567 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำงบประมาณ พ.ศ. 2567 ว่า ใช้เวลา 7 วันเต็มกับการดูงบประมาณ 2567 โดยเมื่อดูแล้วเกิดคำถามว่า วิกฤติเศรษฐกิจแบบใด ทำไมงบไม่เหมือนมีวิกฤติ

 

น.ส.ศิริกัญญา อภิปรายรายงานภาวะเศรษฐกิจและการคลัง ดูแล้วยังไม่ค่อยวิกฤติ ซึ่งจากคำแถลงของนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีตรงที่บอกได้ว่าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ขณะที่งบประมาณฉบับประชาชนยังพบด้วยว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพี (GDP) โต 5.4% ในปี 2567 รู้สึกตกใจว่าต้องแพ้พนัน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) แล้วไปบวชชีหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจโต 5% ซึ่งเมื่อดูดีๆ แล้ว นี่คือการเติบโตของจีดีพีที่รวมเงินเฟ้อ เกิดคำถามว่า รัฐบาลโกงสูตรปรับจีดีพีหรือไม่ ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำมาก่อน ขอร้องว่าอย่าโกงสูตรเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

 

ขณะที่การพักหนี้เกษตรกร ก็ไม่ได้ใช้งบปี 2567 เป็นงบในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนการลดภาระใช้จ่ายพลังงาน จะเคลมลดค่าไฟที่ทำมาหลายปีแล้วใช่หรือไม่ รวมถึงการผลักดันการท่องเที่ยว ซึ่งหลายเรื่องต่อเนื่องมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 

 

“วิกฤติแบบใด ทำไมงบกลาโหมเพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่ประเทศเกิดวิกฤติ กระทรวงกลาโหมจะเสียสละเพื่อประเทศโดยการตัดลดงบประมาณของตัวเอง เพื่อนำไปใช้ในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในวิกฤติของ ท่านเศรษฐา งบกลาโหมเพิ่มขึ้น 2% สรุปแล้วนี่มันวิกฤติแบบใดกันแน่” 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS TOP STORIES

‘พิธา’ พร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ร่ายยาวเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

‘พิธา’ พร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ร่ายยาวเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

Facebook
Twitter
Email
Print

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เรื่องว่า “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” โดยเนื้อหารายละเอียดระบุว่า 

ตามที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ส่งผลให้สัญญาร่วมงานฯ สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ได้นับแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน โดยผลของการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในคลื่นความถี่กลับมาเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยผลของมาตรา 57 ส่งผลให้คลื่นความถี่ดังกล่าวตกเป็นของ TPBS กรณีดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่าง ITV กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากการบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
 
เห็นได้ว่า นับแต่ ITV ถูกยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ส่งผลให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม สถานะความเป็นสื่อมวลชนจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 นับแต่นั้นมา มูลค่าหุ้น ITV ก็ต่ำลงจนแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อมา วันที่ 16 มีนาคม 2550 ศาลแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ และผมได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อ ให้รับโอนหลักทรัพย์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หุ้น ITV อันเป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทเรื่อยมา โดยที่หุ้น ITV ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และต่อมาปี 2557 หุ้น ITV ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นผลให้ไม่สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป
 
สำหรับหุ้นตัวนี้ เป็นหนึ่งในหุ้นอันเป็นกองมรดกของคุณพ่อที่ผมถือครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่ถูกเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ผมได้รับมอบหมายจากทายาทให้ถือครองหุ้นไว้แทนทายาทอื่น
 
จนเมื่อผมเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกประการ
 
จนเมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผมและเพื่อ ส.ส. พรรคก้าวไกล ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งล่าสุดนี้ ผมได้ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรคก้าวไกล นำพาพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จนได้ความไว้วางใจจากประชาชนสูงที่สุด กว่า 14 ล้านเสียง
 
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวทางการใช้การตีความเรื่องการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะเดียวกันในทางข้อเท็จจริง เป็นที่ประจักษ์ว่า ITV ไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญาวันที่ 7 มีนาคม 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ในช่วงเวลาปัจจุบันกลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ ITV กลายเป็นสื่อมวลชนเพื่อนำมาใช้เล่นงานผม
 
ผมจะยกข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของ ITV เช่น ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ” ส่วนในปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งนี้ เนื้อหาในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจไว้แต่อย่างใด โดยงบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งงบการเงินต่อ DBD ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 (ก่อนวันเลือกตั้ง เพียง 4 วัน)
 
แสดงให้เห็นว่า การจัดทำแบบนำส่งงบการเงินและข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินมีความไม่สอดคล้องกัน และเป็นข้อพิรุธที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความที่ระบุในแบบนำส่งงบการเงิน จากเดิม “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แก้เป็น “สื่อโทรทัศน์” ทั้งๆ ที่ประกอบกิจการไม่ได้ และปีล่าสุดแก้เป็น “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งๆ ที่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุรายได้จากดอกเบี้ยและการลงทุนในตราสารหนี้
 
และในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า “บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่ขอให้ทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมพิจารณาว่า เป็นคำถามมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ และให้ท่านตอบตัวท่านเอง ว่านี่คือพฤติการณ์ความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน ใช่หรือไม่?
 
ด้วยข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจหารือทายาทที่มอบหมายให้ผมถือครองหุ้น ITV ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อไว้แทนทายาทอื่น จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ผมจัดการแบ่งมรดกหุ้น ITV ให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น
 
ผมขอเรียนทุกท่านว่า การต่อสู้คดีนี้ เมื่อพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี การพิจารณาว่าบริษัทใดประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ และบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามในการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายองค์ประกอบด้วยกัน ในชั้นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเดินตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา และรักษาความเป็นเอกภาพในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนี้ ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ผมไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
 
สำหรับข้อพิจารณาว่า บรรทัดฐานตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 (คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์) และคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี อาจไม่ก่อผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยตามบรรทัดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นเครื่องค้ำจุนความยุติธรรมของนิติรัฐ เพื่อมิให้การใช้การตีความก่อให้เกิดผลประหลาดในระบบกฎหมาย กล่าวคือ หากปรากฏว่า ผู้ร้องในคดีตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (3) แล้ว ปรากฏว่า ต่อมา ผู้ร้องดังกล่าวได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยังคงถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่ และมีผู้ร้องเสนอเป็นคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายดังบรรทัดฐานคำสั่งศาลฎีกาข้างต้น กรณีย่อมก่อให้เกิดผลประหลาดและกระทบกระเทือนต่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อันก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายต่อระบบบรรทัดฐานทางกฎหมายของไทย ฉะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความแน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายและรักษาครรลองการใช้การตีความกฎหมายให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน อันเป็นมาตรฐานของระบบกฎหมายในอารยประเทศที่เป็นที่ยอมรับในสากล
 
และด้วยเหตุดังกล่าว ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่า บริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด
 
กระบวนการถัดจากนี้ ผมขอยืนยันทุกท่านว่า ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด
 
หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุด
 
ไม่มีใครหรืออำนาจไหน มาสกัดกั้นฉันทานุมัติของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปเมื่อการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ถึงกว่า 14 ล้านเสียง ได้อีกแล้ว
 
ขอให้ทุกท่านสบายใจ และเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกันครับ

ซึ่งในกรณีนี้ได้มีนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ออกมาระบุว่าการถือหุ้น ITV ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ 4 มาตรา ขาดคุณสมบัติทั้งการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส.ส. นั้น ตนเองยังมั่นใจเหมือนเดิม เชื่อว่าจะชี้แจง และต่อสู้ได้ แต่ตอนนี้ยังต้องรอ กกต. ประสานมายังนายพิธา และพรรคก้าวไกลเพื่อให้เข้าไปชี้แจงก่อน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News