Categories
FEATURED NEWS

วิสัยทัศน์ SRI for ALL: สกสว. ผนึก 90 ผู้บริหาร ววน. รุ่น 1 ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกภาคส่วน

สกสว. ปักหมุดเครือข่าย ววน. รุ่นที่ 1 วางฐานผู้นำเชื่อมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่สังคมจริง เปิดพื้นที่ความร่วมมือใหม่ที่อาจไกลตัวในวันแรก แต่มีนัยต่ออนาคตประเทศและท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

เชียงราย, 22 มีนาคม 2569 — จากพิธีมอบประกาศนียบัตร สู่คำถามสำคัญว่าไทยจะเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลจริงได้อย่างไร ในสายตาของคนทั่วไปการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอาจดูเป็นเพียงพิธีการหนึ่งของแวดวงราชการหรือวงการวิชาการ แต่สำหรับกรณีของ “หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือ ววน. รุ่นที่ 1 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดขึ้นนั้น ความหมายของมันกว้างไกลเกินกว่าคำว่า “จบหลักสูตร” มากนัก เพราะสิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นไม่ใช่แค่รุ่นผู้เรียน หากคือเครือข่ายผู้นำที่ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกเชื่อมองค์ความรู้ งบประมาณ นโยบาย และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบประกาศนียบัตรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายในฐานะ “จุดเริ่มต้น” มากกว่าจุดสิ้นสุด ดังที่ ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สะท้อนในพิธีว่า ความสำเร็จในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการนำองค์ความรู้ เครือข่าย และวิสัยทัศน์ ไปสู่การปฏิบัติจริง ขณะที่ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ก็วางความหมายของรุ่นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงผู้สำเร็จการอบรมลำดับแรก แต่คือผู้บุกเบิกที่ร่วมกันเปิดมุมมองใหม่และสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่าให้กับระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย

ววน. รุ่นที่ 1 ไม่ได้สร้างแค่ผู้จบ แต่สร้าง “คนเชื่อมระบบ” จากหลายภาคส่วน

หัวใจของหลักสูตรนี้อยู่ที่การรวมผู้นำจากหลากหลายวงการเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักวิจัย นักวิชาการ หรือผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยบริหารและจัดการทุน และสื่อมวลชนด้วย ข้อมูลจากรายงานในวันพิธีมอบประกาศนียบัตรระบุว่า เครือข่ายของ ววน. รุ่นที่ 1 มีผู้เข้าร่วมระดับสูงมากกว่า 90 คนจากหลายภาคส่วน ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างระบบคิดใหม่ที่ยอมรับว่า “นวัตกรรม” จะเกิดผลไม่ได้ หากถูกแยกขาดจากคนที่กำหนดนโยบาย คนที่ถือทรัพยากร คนที่สื่อสารกับสังคม และคนที่ทำงานในพื้นที่จริง

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ขาดงานวิจัยหรือขาดคำว่าดิจิทัลและนวัตกรรมในเชิงถ้อยคำ แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์ซ้ำซากคือการพางานวิจัยออกจากเอกสารไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตผู้คน การที่ สกสว. ออกแบบหลักสูตรในลักษณะนี้จึงคล้ายความพยายามแก้ปัญหาตรงรอยต่อระหว่าง “องค์ความรู้” กับ “อำนาจตัดสินใจ” กล่าวอีกอย่างคือ หากคนที่กำหนดทิศทางประเทศ คนที่ลงทุน คนที่บริหารองค์กร และคนที่สื่อสารกับสังคม เริ่มพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น โอกาสที่ระบบวิจัยและนวัตกรรมจะเกิดผลจริงก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

วิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลัง SRI for ALL คือความพยายามทำให้คำว่า ววน. ไม่เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

หนึ่งในประโยคสำคัญที่ปรากฏชัดในการสื่อสารของ สกสว. คือวิสัยทัศน์ “SRI for ALL วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งมีความสำคัญในเชิงความหมายอย่างมาก เพราะเป็นการขยับกรอบการมองจากระบบวิจัยที่เคยถูกเข้าใจว่าอยู่ในมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ หรือหน่วยงานวิชาการ ไปสู่ความพยายามทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนควรเข้าถึงผลลัพธ์ได้จริง

หากแปลความหมายอย่างตรงไปตรงมา วิสัยทัศน์นี้กำลังบอกว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจะไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ หากผลประโยชน์ยังจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานวิจัย แต่ต้องย้อนกลับไปสร้างโอกาสใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และระบบเศรษฐกิจสังคมที่เข้มแข็งขึ้นให้ประชาชนส่วนใหญ่ นี่คือเหตุผลพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ควรถูกอ่านให้เกินกว่าบรรยากาศงานพิธี เพราะมันเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าหน่วยงานระดับประเทศกำลังพยายามสร้าง “คนกลางเชิงระบบ” ที่จะพาแนวคิดนี้ไปต่อในโลกการทำงานจริง

เมื่อผู้บริหารจากภาคสื่อท้องถิ่นก้าวเข้าสู่เครือข่าย ววน. ความหมายของนวัตกรรมจึงเริ่มใกล้ประชาชนขึ้น

ความหมายต่อเชียงรายเป็นพิเศษ คือการมีผู้บริหารจากสื่อท้องถิ่นอย่างนครเชียงรายนิวส์เข้าร่วมและสำเร็จหลักสูตร โดยข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวหลังจบหลักสูตรว่า “การเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการได้รับมิตรภาพ ประสบการณ์ มุมมองใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือของเหล่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม”

คำกล่าวนี้มีน้ำหนักในตัวเอง เพราะสะท้อนว่าความรู้ประเภท ววน. ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อคนทำงานวิทยาศาสตร์โดยตรง หากยังมีคุณค่าต่อคนทำงานสื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแปลงคำศัพท์เชิงนโยบายให้สังคมเข้าใจได้ และทำให้เรื่องที่ดูไกลตัว เช่น กองทุนวิจัย ระบบนวัตกรรม หรือกลไกจัดสรรงบประมาณ กลายเป็นเรื่องที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากขึ้น ในแง่นี้ การที่ภาคสื่อท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในเครือข่ายดังกล่าวจึงมีนัยต่อเชียงรายไม่น้อย เพราะอาจทำให้พื้นที่ได้รับประโยชน์จากการสื่อสารนโยบายและการสร้างความร่วมมือเชิงใหม่ในอนาคต

เส้นแบ่งที่กำลังเลือนหาย ระบบวิจัยไทยกำลังยอมรับว่า นโยบาย งบประมาณ ภาคธุรกิจ และสื่อ ต้องทำงานร่วมกันมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา หนึ่งในจุดอ่อนของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย คือการทำงานแบบแยกส่วน แต่ละภาคส่วนต่างมีภาษา วิธีคิด และเป้าหมายเฉพาะตัว นักวิจัยคิดในกรอบวิชาการ ภาคธุรกิจคิดในกรอบตลาด ภาครัฐคิดในกรอบนโยบายและระเบียบ ส่วนสื่อคิดในกรอบการสื่อสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ เมื่อแต่ละวงพูดกันคนละภาษา งานวิจัยจำนวนไม่น้อยจึงจบอยู่ที่รายงาน ขณะที่นโยบายจำนวนไม่น้อยก็ไม่สามารถลงสู่การปฏิบัติได้อย่างมีพลัง

หลักสูตร ววน. รุ่นที่ 1 จึงมีความน่าสนใจเพราะพยายามดึงคนจากหลายระบบเข้ามาอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และสร้างภาษากลางร่วมกันในเรื่องอนาคตของประเทศ การออกแบบเช่นนี้ไม่ได้รับประกันว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ทำให้มี “พื้นที่กลาง” ซึ่งหาได้ยากในระบบราชการและระบบความรู้ไทย ยิ่งเมื่อ สกสว. เตรียมเปิดรับหลักสูตรรุ่นถัดไปในวันที่ 23 เมษายน 2569 ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน ก็ยิ่งชัดว่าความตั้งใจนี้ไม่ได้เป็นกิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ถูกวางให้เป็นกลไกต่อเนื่องเพื่อขยายเครือข่ายของผู้นำที่เชื่อมโยงระบบเข้าหากันมากขึ้น

บทเรียนจากรุ่นที่ 1 ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้จบ แต่อยู่ที่จำนวนความร่วมมือที่จะเกิดหลังจากนี้

หากจะมองหาประเด็นเด่นที่สุดของพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ ประเด็นนั้นอาจไม่ใช่จำนวนผู้สำเร็จหลักสูตรหรือชื่อผู้ร่วมพิธี แต่คือคำถามหลังพิธีต่างหากว่า เครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นจะนำไปสู่อะไรต่อ การอบรมผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากในประเทศเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทุกหลักสูตรที่จะสามารถเปลี่ยนการรู้จักกันให้กลายเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริงได้ จุดท้าทายของ ววน. รุ่นที่ 1 จึงไม่ได้อยู่ในห้องอบรม หากอยู่ในช่วงเวลาหลังจากนี้ ว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรจะสามารถนำมุมมอง เครือข่าย และความเข้าใจเชิงระบบไปใช้ในบทบาทของตนได้มากน้อยเพียงใด

นี่คือเหตุผลที่คำกล่าวของ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ว่า ววน. รุ่นที่ 1 คือ “ผู้บุกเบิก” จึงสำคัญ เพราะผู้บุกเบิกไม่ได้ถูกวัดจากการเป็นรุ่นแรกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากความสามารถในการทำให้สิ่งที่เริ่มต้นไว้เติบโตต่อได้จริง หากเครือข่ายนี้สามารถเชื่อมภาครัฐกับมหาวิทยาลัย เชื่อมเอกชนกับโจทย์วิจัย เชื่อมสื่อกับการสื่อสารความรู้สู่ประชาชน หรือเชื่อมพื้นที่ท้องถิ่นเข้ากับแหล่งทุนและกลไกนวัตกรรมได้ ความสำเร็จของรุ่นที่ 1 ก็จะมีความหมายยาวนานกว่าพิธีมอบประกาศนียบัตรหนึ่งวันมากนัก

มุมมองจากเชียงราย เรื่องที่ดูไกลตัวอย่างวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของท้องถิ่น หากมีคนพาเชื่อมให้ถึงพื้นที่

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ซึ่งกำลังขยับตัวในหลายด้านทั้งสื่อ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการพัฒนาชุมชน การมีคนจากพื้นที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายระดับประเทศเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญ เพราะนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่ในเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่มันรวมถึงวิธีคิด วิธีจัดการ และวิธีเชื่อมองค์ความรู้ให้เกิดผลใหม่ในพื้นที่ด้วย

หากคนทำงานจากเชียงรายสามารถนำเครือข่ายและมุมมองจากหลักสูตรนี้กลับมาใช้จริง ก็อาจต่อยอดได้ตั้งแต่การสร้างโครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัย การผลักดันประเด็นท้องถิ่นผ่านข้อมูล การเชื่อมสื่อกับองค์ความรู้ใหม่ การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในภาคเกษตร การท่องเที่ยว การสื่อสาร หรือแม้แต่การยกระดับข้อถกเถียงสาธารณะในจังหวัดให้มีข้อมูลและหลักฐานรองรับมากขึ้น เรื่องเหล่านี้อาจยังไม่เห็นผลในทันที แต่หากวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ย่อมกลายเป็นทุนใหม่ของท้องถิ่นได้ในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาต่อหลักสูตรจะมีความหมายมากขึ้น หากเครือข่าย ววน. เปลี่ยนเป็นโครงการหรือผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้

คำถามที่ประชาชนย่อมถามอย่างตรงไปตรงมาคือ แล้วคนทั่วไปจะได้อะไร คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดอาจเป็นว่า ในระยะสั้นประชาชนอาจยังไม่เห็นผลชัดทันที เพราะหลักสูตรนี้เป็นการลงทุนใน “คน” และ “เครือข่าย” มากกว่าการลงทุนในโครงการบริการสาธารณะโดยตรง แต่ในระยะกลางและระยะยาว ความหมายจะปรากฏขึ้นหากเครือข่ายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนบทเรียนจากห้องอบรมไปเป็นโครงการจริง มาตรการจริง หรือความร่วมมือจริงที่แก้โจทย์ประเทศและโจทย์พื้นที่ได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาหลังพิธีนี้ ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้จบ แต่คือว่าภายในปีถัดไปหรือในรุ่นต่อไป จะเกิดการร่วมมือใหม่อะไรขึ้นบ้าง มีงานวิจัยใดถูกนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นหรือไม่ มีกลไกประสานงานระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่คล่องตัวขึ้นหรือไม่ และคนในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างเชียงรายจะสามารถดึงประโยชน์จากเครือข่ายนี้กลับไปพัฒนางานของตนได้จริงเพียงใด นั่นต่างหากจะเป็นตัวชี้วัดว่าหลักสูตรนี้มีน้ำหนักเชิงนโยบายจริงเพียงไหน

จากใบประกาศนียบัตรสู่ภารกิจใหม่ บทพิสูจน์อยู่หลังห้องอบรมมากกว่าบนเวทีพิธีการ

ภาพมอบใบประกาศหรือคำกล่าวแสดงความยินดี หากอยู่ที่การที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ประโยคที่ทั้งประธานกรรมการ กสว. และผู้อำนวยการ สกสว. ย้ำร่วมกันอย่างชัดเจนคือ ผู้สำเร็จหลักสูตรต้องนำสิ่งที่ได้ไปทำให้เกิดผลจริง ซึ่งหมายความว่า เครือข่ายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่เพื่อภารกิจสาธารณะในระดับประเทศ

สำหรับเชียงรายเอง คือการที่ชื่อของผู้บริหารจากพื้นที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายระดับชาติ ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสที่จังหวัดจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศได้ใกล้ชิดขึ้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มของการทำให้เรื่องที่ดูไกลตัวค่อย ๆ กลายเป็นทรัพยากรใหม่ที่คนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ววน. รุ่นที่ 1 กำลังบอกว่าอนาคตของไทยไม่ได้อยู่ที่คนเก่งรายบุคคลเท่านั้น แต่อยู่ที่คนต่างวงการทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่

ท้ายที่สุดประกาศนียบัตรของ สกสว. ครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่ผิวหน้าดูเหมือน เพราะมันสะท้อนการขยับตัวของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยจากการมุ่งสร้างองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้นำที่พยายามเชื่อมองค์ความรู้กับการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร การสื่อสาร และการใช้ประโยชน์จริง แน่นอนว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาว และหลักสูตรรุ่นแรกเพียงรุ่นเดียวไม่อาจเปลี่ยนประเทศได้ทันที

แต่ถ้าจะมีบทเรียนสำคัญจากพิธีวันที่ 20 มีนาคม 2569 บทเรียนนั้นอาจเป็นว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มยอมรับความจริงข้อหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การพัฒนาในโลกยุคใหม่ไม่อาจฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งเท่านั้น หากต้องอาศัยคนจากหลายวงการมองเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน และพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่เป็นเพียงคำสวยหรูในเอกสารนโยบาย แต่เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME