Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

องคมนตรีติดตามโครงการพัฒนาเกษตรบ้านธารทอง เชียงราย

องคมนตรีลงพื้นที่โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงบ้านธารทอง จ.เชียงราย ติดตามผลการดำเนินงาน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของ โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, นายคฑสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่นให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในโอกาสนี้ องคมนตรีได้อัญเชิญสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 89 ถุง มอบแก่ราษฎรบ้านธารทองและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากโครงการ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โครงการ

ประวัติและความสำคัญของโครงการ

โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง บ้านธารทอง เกิดขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2546 พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติสบกกฝั่งขวา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ถูกทำลายจากการจับจองที่ทำกินโดยกลุ่มชาติพันธุ์

ด้วยพระกรุณาธิคุณ ทางราชการได้ดำเนินการอพยพกลุ่มราษฎรจากบ้านขุนน้ำคำมาสู่พื้นที่บ้านธารทอง และจัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงครอบคลุมพื้นที่กว่า 11,000 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. หยุดการทำลายป่า
  2. สร้างแหล่งจ้างงาน
  3. ผลิตอาหารปลอดภัย
  4. ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ยั่งยืน

โครงการยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล และต่อยอดให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในอนาคต

การติดตามและสนับสนุนกิจกรรม

นอกจากการมอบถุงพระราชทาน องคมนตรีและคณะยังเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบ้านธารทอง กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 เพื่อมอบถุงพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง จำนวน 45 ถุง พร้อมรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานในพื้นที่

โครงการนี้ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลผลิตเกษตร การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และการจัดระเบียบชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ยังช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดปัญหาการบุกรุกป่าไม้ และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความสำเร็จและก้าวต่อไป

ผลผลิตจากโครงการ เช่น พืชผักปลอดสารพิษ ผลไม้เมืองหนาว และผลิตภัณฑ์แปรรูป ต่างได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและความปลอดภัย โครงการยังคงมุ่งพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม และขยายผลสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนวิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ขององคมนตรีครั้งนี้ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง บ้านธารทอง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ

ที่ตั้งโครงการ

โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง บ้านธารทอง
ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ประชาชนสามารถเยี่ยมชมและเรียนรู้การทำเกษตรที่ยั่งยืนได้ในพื้นที่ พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติที่งดงามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

วัดสันมะนะทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล ร่วมพัฒนาเชียงรายยั่งยืน

งานวันพ่อแห่งชาติและทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล วัดสันมะนะ เชียงราย สร้างสรรค์ชุมชนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 ณ วัดสันมะนะ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดงานวันพ่อแห่งชาติและพิธีทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระครูพินิตวิหารการ เจ้าอาวาสวัดสันมะนะ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ภายในงานมีนายสุรฬ์พลฎ์ ดุรงคชยาอนุรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลป่าอ้อดอนชัย นายสุฐาน อ้ายขอดแก้ว กำนันตำบลป่าอ้อดอนชัย พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ความสำคัญของธนาคารขยะจิตอาสา

วัดสันมะนะได้ริเริ่ม “ธนาคารขยะจิตอาสาเพื่อพัฒนาวัดและชุมชน” ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะในชุมชนอย่างยั่งยืน และนำรายได้จากการบริหารขยะรีไซเคิลไปใช้สนับสนุนกิจกรรมของวัด รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานในชุมชน กิจกรรมทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิลนี้ได้กลายเป็นประเพณีประจำปีที่จัดขึ้นในทุกวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อเชื่อมโยงความสามัคคีและสร้างสรรค์ชุมชนที่เข้มแข็ง

กิจกรรมในงานวันพ่อแห่งชาติ 2567

ในปีนี้ ธนาคารขยะจิตอาสาได้ร่วมมือกับหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลป่าอ้อดอนชัย จัดพิธีถวายผ้าป่าขยะรีไซเคิล เพื่อสมทบทุนกองทุนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล สำหรับดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน การให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

งานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและองค์กรหลากหลาย อาทิ

  • ฝ่ายปกครองตำบลป่าอ้อดอนชัย 21 หมู่บ้าน
  • วัดในเขตตำบลป่าอ้อดอนชัย 12 วัด
  • เทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย
  • วิทยาลัยเชียงราย
  • ชมรมผู้สูงอายุตำบลป่าอ้อดอนชัย
  • โรงเรียนในเขตตำบลป่าอ้อดอนชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงราย

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านขยะรีไซเคิล

ภายในงานมีกิจกรรมการรับบริจาคขยะรีไซเคิล เช่น พลาสติก ขวดแก้ว และกระดาษ ซึ่งนำไปคัดแยกและจัดการอย่างเหมาะสม โดยรายได้จากการจัดการขยะเหล่านี้ถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมของวัดและชุมชน เป็นตัวอย่างที่ดีของการประยุกต์ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความสำคัญของการจัดงาน

งานทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิลเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสรรค์ชุมชนที่สะอาด สงบ และยั่งยืน ทั้งยังเป็นการเฉลิมฉลองวันพ่อแห่งชาติด้วยการแสดงความกตัญญูและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ชาวเชียงรายร่วมมือกันสร้างสังคมที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น

งานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการขยะในชุมชน และการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลา 15.30 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน (ศอ.จอส.) มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567

โดยมี พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้อำนวยการ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37 นำกำลังพลจิตอาสาพระราชทานจาก มทบ.37, โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช, หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (นฝ.นศท.) มทบ.37, ผศ.ช.ร., คณะครู และนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลกองทัพบกอุปถัมภ์บริบูรณ์ธนวัฒน์ ร่วมกันดำเนินกิจกรรม ณ ศูนย์การเรียนรู้โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช

น้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้น้อมนำ ศาสตร์พระราชา และหลักการ เกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร โดยจัดทำ แปลงนาสาธิต สำหรับให้ความรู้แก่กำลังพล นักเรียน ส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้จากผืนนา ในศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

ในกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ผู้ร่วมงานได้ร่วมกันปลูกข้าวในแปลงนาสาธิตที่จัดเตรียมไว้ เพื่อสานต่อความตั้งใจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมและความพอเพียง

สร้างความร่วมมือหลากหลายภาคส่วน

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ครูและนักเรียน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาเกษตรกรรม

สืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9

พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน กล่าวในพิธีว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของความพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังเห็นถึงความสำคัญของการเกษตร

กิจกรรมดังกล่าวยังมุ่งหวังให้ผู้ร่วมงานทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของการทำการเกษตรและการพึ่งพาตนเอง และพร้อมที่จะน้อมนำแนวทางที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและประเทศชาติ

ทั้งนี้ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ณ ศูนย์การเรียนรู้โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช เพื่อร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและสานต่อพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายนำร่องคนไทยห่างไกล NCDs รุกนโยบายสุขภาพ

“กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายคนไทยห่างไกล NCDs เริ่มที่เชียงราย”

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ณ สนามสิงห์ เชียงรายสเตเดียม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 1,200 คน เข้าร่วมงาน รวมถึงผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์อีกกว่า 15,000 คน

เป้าหมายลดโรค NCDs ด้วยการนับคาร์บ

นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs รายใหม่ เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคไตเรื้อรัง รวมถึงลดความรุนแรงในผู้ป่วยรายเก่า ผ่านการส่งเสริมให้ประชาชนปรับพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นการบริโภคอาหารแบบ นับคาร์บ (Carbohydrate Counting) และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก อสม. หมอคนที่ 1 เป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานในระดับจังหวัดครั้งแรก หลังจากได้ขับเคลื่อนนโยบายในระดับเขตสุขภาพครบทั้ง 12 เขตแล้ว

ผลการดำเนินงานในเชียงราย

จังหวัดเชียงรายมี อสม. ทั้งหมด 25,113 คน โดยในจำนวนนี้สามารถนับคาร์บได้ถึง 20,524 คน คิดเป็นร้อยละ 81.22 และมีประชาชนที่ได้รับการสอนนับคาร์บแล้วจำนวน 102,871 คน รวมทั้งจังหวัดมีผู้ที่สามารถนับคาร์บได้ทั้งหมด 123,395 คน

กิจกรรมในวันนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพของ อสม. เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมการเกิดโรค NCDs ซึ่งจะช่วยให้ชาวเชียงราย โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานกว่า 75,000 คน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่า 180,000 คน สามารถลดการใช้ยา งดยาบางตัว หรือหยุดยา และเข้าสู่ระยะโรคสงบได้

“การปรับพฤติกรรมสุขภาพเช่นนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว รวมถึงลดงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ” นายสมศักดิ์กล่าว

กิจกรรมสร้างความตระหนักรู้

ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน นายสมศักดิ์ได้เดินทางไปที่ วัดหัวฝาย อำเภอพาน เพื่อให้ความรู้เรื่องการนับคาร์บแก่ อสม., ชมรมผู้สูงอายุ, และผู้นำชุมชนกว่า 2,000 คน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการยกระดับความรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

บทสรุป

นโยบาย “คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นการดำเนินงานเชิงรุกที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ในระดับชุมชน การพัฒนาศักยภาพ อสม. ไปจนถึงการสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ทั้งนี้ การริเริ่มในจังหวัดเชียงรายจะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประชุมพัฒนาเมืองซับน้ำ เสริมความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต

เชียงรายจัดประชุมพัฒนา “เมืองซับน้ำ” ระยะที่ 2 สร้างเมืองปลอดภัยจากน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 ในโครงการพัฒนา เมืองซับน้ำ (Sponge City) ระยะที่ 2 ณ ห้องวิสต้าบอลรูม โรงแรมแกรนด์วิสต้าเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้แทนจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง, หน่วยงานราชการ, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์กรภาคเอกชน และผู้นำชุมชนเข้าร่วม

ความเป็นมาของโครงการ “เมืองซับน้ำ”

รัฐบาลได้มอบหมายให้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินโครงการพัฒนาเมืองซับน้ำ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564-2565 เพื่อสร้างแผนแม่บทสำหรับเมืองซับน้ำต้นแบบที่สามารถป้องกันน้ำท่วมและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยได้คัดเลือกพื้นที่ต้นแบบ 2 แห่ง คือ ชุมชนบางละมุง และ ชุมชนเมืองอุดรธานี

ในครั้งนี้ การดำเนินโครงการระยะที่ 2 ได้มุ่งเน้นที่จังหวัดเชียงราย โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา วอเตอร์ ดีเว็ลลัฟเม็นท์คอนซัลแท็นส์ กรุ๊ป จำกัด ดำเนินการออกแบบรายละเอียดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 15 สิงหาคม 2568

หัวข้อสำคัญในที่ประชุม

การประชุมในครั้งนี้เป็นการนำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองซับน้ำ โดยมีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  1. การประชาสัมพันธ์และชี้แจงขอบเขตการศึกษา
    • แผนพัฒนาพื้นที่โครงสร้างพื้นฐาน
    • แนวทางการพัฒนาองค์ประกอบของเมืองซับน้ำ
  2. ผลการออกแบบขั้นต้น
    • นำเสนอแนวทางการพัฒนาให้เป็นเมืองปลอดภัยจากน้ำท่วม
    • เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่ดีของประชาชน
  3. การรับฟังความคิดเห็นจากพื้นที่
    • เปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นร่วมแสดงความคิดเห็น
    • นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนพัฒนาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

เป้าหมายของโครงการ

โครงการพัฒนาเมืองซับน้ำมีเป้าหมายสำคัญคือ

  • สร้างเมืองปลอดภัยจากน้ำท่วม: ด้วยการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยดูดซับและระบายน้ำ
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน: โดยเน้นการจัดการพื้นที่ให้เป็นเมืองน่าอยู่และมีสภาพแวดล้อมที่ดี
  • ส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชน: ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงการพัฒนาชุมชนในระยะยาว

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

การพัฒนาเมืองซับน้ำในระยะที่ 2 ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, และองค์กรภาคเอกชน โดยมีผู้นำชุมชนในพื้นที่ร่วมสนับสนุนในการเก็บรวบรวมข้อมูลและเสนอแนะแนวทาง

บทสรุป

โครงการพัฒนาเมืองซับน้ำเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยจังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาในระยะที่ 2 เพื่อให้กลายเป็นเมืองที่สามารถจัดการน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน ส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภาคเหนือ

ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง: เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ภาคเหนือ

ที่มาและวัตถุประสงค์ของศูนย์ฯ

ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชแห่งนี้เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2560 ณ กองพันซ่อมบำรุงที่ 23 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานให้แก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ และทหารกองประจำการที่ปลดประจำการ เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน ศูนย์ฯ มีพื้นที่ดำเนินงานรวม 201.25 ไร่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์พืช, อาคารบรรจุเมล็ดพันธุ์พืช, และ โรงเรียนทหารพันธุ์ดี

ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2567

1. แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์พืช

ในปีงบประมาณที่ผ่านมา แปลงผลิตฯ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ถึง 149.9 กิโลกรัม จากพืช 15 ชนิด นอกจากนี้ยังได้ปลูกพริกชี้ฟ้าแดง, พริกชี้ฟ้าเขียว และผักชีลาว สำหรับทำผักแปรรูป (ผักดอง) เพื่อใช้ในงานกาชาดประจำปี 2567

2. อาคารบรรจุเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน

อาคารนี้จัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืช 22 ชนิด น้ำหนักรวมกว่า 591.12 กิโลกรัม ซึ่งสามารถบรรจุซองเพื่อพระราชทานได้ถึง 302,756 ซอง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้ถูกพระราชทานไปแล้วใน 3 โอกาสสำคัญ รวมกว่า 50.03 กิโลกรัม

3. โรงเรียนทหารพันธุ์ดี

โรงเรียนทหารพันธุ์ดีเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกผักแบบอินทรีย์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ฐาน ได้แก่ ฐานการเตรียมดิน, ฐานการเพาะชำกล้า, ฐานการบำรุงดูแลรักษาพืช และฐานการคัดแยกเมล็ดพันธุ์ มีผู้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานกว่า 2,867 คน

ความสำคัญของศูนย์ฯ ในชุมชน

ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมี มูลนิธิชัยพัฒนา และ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริเชียงราย ให้คำปรึกษาและสนับสนุน

งานสำคัญในอนาคต

ในปีนี้ ศูนย์ฯ ได้เตรียมผลผลิตเพื่อใช้ในงานกาชาดประจำปี 2567 ณ สวนลุมพินี และสนับสนุนงาน “ชัยพัฒนาแฟร์ สัญจร” เพื่อขยายผลโครงการและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเกษตรแบบยั่งยืน

พระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์ฯ นับเป็นครั้งที่ 4 ที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมชมงานของศูนย์ฯ ซึ่งแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่

บทสรุป

ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง แต่ยังเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารในพื้นที่ภาคเหนือและทั่วประเทศ ศูนย์ฯ แห่งนี้สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคงและยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายจัดสัมมนาพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน รองนายกฯ ร่วมผลักดัน

เชียงรายขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน รองนายกฯ ร่วมสัมมนาพัฒนานครเชียงรายในอนาคต

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการภายใต้โครงการ “เสริมสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาและนครเชียงรายในอนาคต” ณ โรงแรม เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท โดยมีผู้ร่วมงานสำคัญ ได้แก่ ร.ต.อ.ธนรัช จงสุทธานามณี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ และสื่อมวลชน

วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการสัมมนา

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในจังหวัดเชียงราย โดยมุ่งเน้นการสร้างแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และยกระดับจังหวัดเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

การสัมมนาได้เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในด้านต่างๆ เช่น

  • การส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • การพัฒนาการค้าชายแดน
  • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

โดยมีเป้าหมายให้เชียงรายเป็นเมืองต้นแบบที่สมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษให้รองรับความต้องการของประชาชนในระยะยาว

แผนฟื้นฟูหลังอุทกภัยและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสภาพพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายภายหลังการเกิดอุทกภัยที่ผ่านมา โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเสนอแผนงานต่อจังหวัดเชียงรายและรัฐบาล

แนวทางพัฒนานครเชียงรายในอนาคต

การสัมมนาเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาเชียงรายในฐานะเมืองต้นแบบที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ

  • การพัฒนาการค้าชายแดนและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและความร่วมมือ

ข้อเสนอที่ได้จากการสัมมนาจะถูกนำไปพิจารณาและดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนพัฒนาเชียงรายให้เติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับชาวเชียงราย.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกฯ มอบบัตรประชาชน 72 ชาติพันธุ์ เชียงราย ลดขั้นตอนเหลือ 5 วัน

นายกรัฐมนตรีมอบบัตรประชาชนให้กลุ่มชาติพันธุ์ 72 ราย ชูความสำเร็จในการเร่งกระบวนการลดปัญหาสถานะทางทะเบียน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS เชียงราย ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อเป็นประธานในพิธีมอบบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ตัวแทนบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์จำนวน 72 ราย โดยมีประชาชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานกว่า 2,000 คน

ในงานนี้มีผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม ได้แก่ นายประเสริฐ จิตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ เช่น UNHCR และองค์การยูนิเซฟ ที่ให้การสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ด้วย

นโยบายให้สัญชาติ: ความหวังของกลุ่มชาติพันธุ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวในพิธีว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนของกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการสำรวจและขึ้นทะเบียนกลุ่มเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2527 ตามมติคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น บุคคลต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก พำนักอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 15 ปี และไม่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง

“วันนี้เป็นก้าวสำคัญที่พี่น้องชาติพันธุ์ทั้ง 72 คน ได้รับบัตรประชาชน และขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่รอคอยมานาน รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง และจะจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในทุกด้าน” น.ส.แพทองธารกล่าว

การลดขั้นตอนการขอสัญชาติ: ความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ในอดีต กระบวนการขอสัญชาติและบัตรประชาชนของผู้ที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยใช้เวลานานถึง 270 วัน ขณะที่ผู้ที่เกิดในประเทศไทยต้องรอประมาณ 180 วัน แต่ปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักเกณฑ์ใหม่ที่ลดระยะเวลาดำเนินการเหลือเพียง 5 วัน เพื่อสร้างความหวังให้กับกลุ่มชาติพันธุ์และลดความซับซ้อนของกระบวนการ

“มาตรการใหม่นี้ไม่ได้ลดเพียงขั้นตอน แต่ยังเพิ่มกลไกตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อให้กระบวนการเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริม

บรรยากาศในงาน: ความหวังและความสุขของผู้ได้รับบัตร

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความสุขและความตื่นเต้นของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับบัตรประชาชนครั้งแรก ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับบัตรในครั้งนี้มาจากหลายเผ่า เช่น ไทใหญ่ อาข่า ลาหู่ และลีซู พวกเขาแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลที่ช่วยให้พวกเขาได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองไทย

หนึ่งในตัวแทนผู้ได้รับบัตรกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันที่รอคอยมานาน ผมดีใจที่ในที่สุดก็ได้รับบัตรประชาชน เพราะมันหมายถึงความเท่าเทียมในฐานะคนไทยและอนาคตที่มั่นคงขึ้น”

ปัญหาที่รอการแก้ไข: เป้าหมายต่อไปของรัฐบาล

แม้จะมีความคืบหน้าในครั้งนี้ แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกเกือบ 500,000 คน ที่ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนและยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเร่งรัดการแก้ไขปัญหานี้ โดยเน้นการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมี และจะเร่งผลักดันให้ปัญหานี้หมดไปโดยเร็วที่สุด” น.ส.แพทองธารกล่าว

ความสำคัญของการให้สัญชาติ

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปิดท้ายว่า การมอบสัญชาติไทยและบัตรประชาชนไม่ได้เป็นเพียงการให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่บุคคล แต่ยังส่งเสริมให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในฐานะประชาชนที่มีความภาคภูมิใจ

“สัญชาติไทยคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในชุมชน เราจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างมั่นใจ

ในอนาคต การดำเนินงานด้านนี้ยังต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความเท่าเทียมในสังคมไทยอย่างแท้จริง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กระทรวงพาณิชย์ผลักดันสินค้าชุมชนเชียงราย คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ลงพื้นที่เชียงราย ดันสินค้าชุมชน-ท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่ YAYO FARM บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อพบปะและหารือร่วมกับผู้ประกอบการในโครงการส่งเสริมสินค้าชุมชนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยได้รับการต้อนรับจากนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

เร่งเสริมแกร่งสินค้าชุมชน เชื่อมตลาดด้วยแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์มีนโยบายผลักดันสินค้าชุมชนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเน้นการรวบรวมสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ เช่น ชา กาแฟ และของใช้อุปโภคบริโภคต่างๆ มาเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ กระทรวงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ของตัวเอง พร้อมทั้งจัดนักออกแบบมืออาชีพมาให้คำแนะนำด้านการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

“กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่พูดคุยเพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมงบประมาณไว้สนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เราเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สินค้าชุมชน สินค้า SME ของเชียงรายและภาคเหนือเติบโตแข็งแรงมากขึ้น โดยเฉพาะชาและกาแฟที่มีชื่อเสียงในระดับโลก” นายนภินทร กล่าว

เสริมแกร่งการท่องเที่ยวผ่านสินค้าท้องถิ่น เชื่อมโยงเส้นทางชา-กาแฟ

ด้านนายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นจากแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนภูเขา เช่น ผ้าทอพื้นเมือง รวมถึงชาและกาแฟซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างมาก

ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อโปรโมตชาและกาแฟ เช่น ดอยช้าง ดอยผาฮี้ ดอยผาแม่มอญ และปางขอน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ รวมถึงมีโอกาสดื่มชาและกาแฟจากแหล่งปลูกโดยตรง ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เราจะมีโปรโมชั่นพิเศษเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาพักค้างที่เชียงราย พร้อมสิทธิ์รับส่วนลดจากร้านคาเฟ่ที่ร่วมรายการ นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น” นายวิสูตร กล่าว

เชียงราย: ศูนย์รวมศักยภาพผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์

เชียงรายไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติสวยงาม แต่ยังเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยศักยภาพในด้านผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สามารถเติบโตในตลาดโลกได้ ผลิตภัณฑ์อย่างชาและกาแฟซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สามารถเป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น

ในโอกาสนี้ การสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เชียงรายเป็นจังหวัดต้นแบบที่เชื่อมโยงสินค้าชุมชนเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

สรุป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมสินค้าชุมชน แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงระหว่างทรัพย์สินทางปัญญาและการตลาดสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนเชียงรายให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกในฐานะจังหวัดที่เต็มไปด้วยศักยภาพด้านสินค้าและการท่องเที่ยวสร้างสรรค์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กระทรวงพลังงาน-กฟผ. ส่งพลังงานสะอาด ฟื้นฟูเวียงป่าเป้า หลังน้ำท่วม

กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ลงพื้นที่เวียงป่าเป้า มอบความช่วยเหลือหลังอุทกภัย พร้อมส่งต่อพลังงานสะอาดสู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงพลังงาน นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยทีมงานจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจิตอาสา ลงพื้นที่ บ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตน้ำท่วมเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ช่วยเหลือชุมชนด้วยโครงการพลังงานสะอาด

ในกิจกรรมครั้งนี้ กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้ส่งมอบ เตามหาเศรษฐี (แบบปากยื่น) จำนวน 40 ชุด เพื่อใช้ในครัวเรือน พร้อมทั้งติดตั้ง ระบบโซล่าเซลล์ (Solar Cell) ขนาด 7.84 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสำหรับใช้งานในพื้นที่โรงเรียนบ้านห้วยหินลาดใน รวมถึง โคมไฟถนน LED พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Street Light) จำนวน 17 ชุด ที่ติดตั้งบริเวณทางเข้าโรงเรียน เพื่อให้ประชาชนและนักเรียนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวในระหว่างกิจกรรมว่า “การฟื้นฟูพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ยังเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ระบบไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง การติดตั้งโซล่าเซลล์และโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน”

อาคารเรียนชั่วคราวเพื่อการศึกษาต่อเนื่อง

นอกจากการช่วยเหลือในด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ยังได้ร่วมมือกับ มูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้าง อาคารเรียนชั่วคราว เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ โดยอาคารดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ใช้งานร่วมกับระบบโซล่าเซลล์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว

การฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในหลายด้าน เช่น:

  • กำจัดโคลน และเศษขยะในพื้นที่อยู่อาศัยและเส้นทางสัญจร
  • ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและแสงสว่างในพื้นที่ชุมชน
  • ส่งมอบถุงยังชีพ รวมกว่า 15,000 ชุด ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของจำเป็น เช่น เตาปิกนิก 1,500 ชุด แก๊สกระป๋อง 3,000 แพ็ค อุปกรณ์จานชาม 1,500 ชุด และชุดไฟนอนนาโซล่าเซลล์ 200 ชุด

นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า “กฟผ. พร้อมสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการนำพลังงานสะอาดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูชุมชนหลังวิกฤต”

ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ชุมชน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือ อาทิ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, ดร.กมล ตรรกบุตร ประธานมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา, นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ., และจิตอาสาจากกระทรวงพลังงานและ กฟผ.

พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนในชุมชนชนบท

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างความยั่งยืนในระยะยาวผ่านการใช้พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ยังยืนยันว่าการช่วยเหลือประชาชนจะดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE