Categories
NEWS UPDATE

สรรพสามิตเปิดตัว QR บุหรี่ สแกนรู้ทันที แท้หรือเถื่อน

กรมสรรพสามิตเปิดตัว “QR บุหรี่” ตรวจสอบสินค้าด้วยมือถือ รู้ทันทีว่าบุหรี่แท้หรือเถื่อน

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวเปิดตัว “ระบบ QR บุหรี่ ตรวจ-ติด-ตาม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการตรวจสอบและติดตามบุหรี่ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยระบบนี้จะช่วยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลบุหรี่ได้อย่างง่ายดาย เพียงใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code ที่อยู่บนซองบุหรี่

ระบบ QR Code เพื่อความโปร่งใสและป้องกันบุหรี่เถื่อน

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ระบบ QR Code ที่พัฒนาขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ป้องกันการปลอมแปลง และ ตรวจสอบการชำระภาษี ของบุหรี่ทุกซองที่จำหน่ายในประเทศ โดยใช้เทคโนโลยี Unique QR Code ที่มีรหัสตรวจสอบ 13 หลักไม่ซ้ำกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้ตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

QR Code ที่พิมพ์บนดวงแสตมป์ยาสูบจะประกอบไปด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น

  • วันที่ชำระภาษี
  • ผู้ประกอบการ
  • ตราสินค้า
  • รายละเอียดสินค้า
  • สถานที่ผลิตและจัดส่ง

วิธีการใช้งานง่าย แค่สแกนก็รู้ข้อมูลทันที

ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ ร้านค้า เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป สามารถตรวจสอบความถูกต้องของบุหรี่ที่ซื้อมาได้ เพียงแค่ใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code ที่อยู่บนซองบุหรี่ ข้อมูลทั้งหมดจะปรากฏบนหน้าจอทันที ทำให้รู้ได้ว่า

  • บุหรี่ซองนั้นชำระภาษีแล้วหรือไม่
  • ผลิตเมื่อไหร่
  • เป็นสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
  • บุหรี่แท้หรือเถื่อน

ประโยชน์ของระบบ QR บุหรี่ต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ระบบนี้จะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าสินค้าที่ซื้อเป็นของแท้และชำระภาษีถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วย ป้องกันการระบาดของบุหรี่เถื่อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่บุหรี่เถื่อนแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง

ด้านผู้ประกอบการก็จะได้รับประโยชน์จากความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้นของสินค้าที่จำหน่าย และยังสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าที่รับมาจำหน่ายได้ว่าถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

ผลกระทบเชิงบวกต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐ

นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการแล้ว ระบบ QR Code ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถ ติดตามการจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มากขึ้น เนื่องจากสามารถตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนย้ายของบุหรี่แต่ละซองได้แบบ เรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเลี่ยงภาษีและบุหรี่เถื่อน

การนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค

ข้อมูลที่ได้รับจากระบบ QR Code ยังสามารถนำไปใช้ในการ วิเคราะห์แนวโน้มการบริโภคบุหรี่ ในเชิงลึกได้ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนนโยบายและมาตรการควบคุมการบริโภคบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อนาคตของการขยายการใช้งานระบบ QR Code

ในระยะต่อไป กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะขยายการใช้งานระบบ QR Code สำหรับบุหรี่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อให้การควบคุมและตรวจสอบสินค้ามีความครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาบุหรี่เถื่อนที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ระบบ QR บุหรี่มีวัตถุประสงค์อะไร?
    เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและตรวจสอบการชำระภาษีของบุหรี่ทุกซอง

  2. ผู้บริโภคสามารถใช้งานระบบนี้ได้อย่างไร?
    เพียงใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code ที่อยู่บนซองบุหรี่ ข้อมูลจะปรากฏบนหน้าจอทันที

  3. ระบบนี้จะช่วยป้องกันบุหรี่เถื่อนได้อย่างไร?
    ช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะบุหรี่ได้ทันทีว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

  4. การขยายการใช้งานระบบในอนาคตเป็นอย่างไร?
    กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะนำระบบไปใช้กับบุหรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศในอนาคต

  5. ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับคืออะไร?
    ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าที่จำหน่ายและป้องกันการรับสินค้าปลอมเข้ามาขายในตลาด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมสรรพสามิต

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เริ่มปี 2568 กระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ เริ่ม 1 ม.ค. 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อต้อนรับปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวม

เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีชุดใหม่

ในขั้นตอนการดำเนินการ กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างหรือบอร์ดไตรภาคีชุดใหม่ เพื่อทดแทนคณะกรรมการชุดเดิมที่กำลังหมดวาระ โดยจะมีการเสนอรายชื่อกรรมการฝ่ายรัฐที่ยังว่างอยู่ 2 คน ให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ รายชื่อที่เสนอจะรวมถึงอดีตผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นนายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และว่าที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคนใหม่ เพื่อร่วมทำงานกับฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง

เป้าหมายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน

กระทรวงแรงงานมีความชัดเจนในการผลักดันนโยบายนี้ โดยตั้งเป้าหมายให้เริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนคาดหวังของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล ในขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังเร่งรัดให้คณะกรรมการค่าจ้างชุดใหม่จัดประชุมในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด

“ตอนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว และจะเสนอที่ประชุม ครม.ได้ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเร่งประชุมคณะกรรมการไตรภาคี โดยคาดว่าจะสามารถสรุปข้อสรุปได้ภายในเดือนธันวาคม 2567” แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงานกล่าว

ข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

แม้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลก็ได้พิจารณาถึงความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจึงได้มอบหมายให้มีการช่วยเหลือและให้เวลาธุรกิจกลุ่มนี้ในการปรับตัวก่อน 1 ปี เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

กระบวนการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี

หลังจากที่ ครม. เห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการที่กระทรวงแรงงานเสนอ คณะกรรมการค่าจ้างจะเริ่มนัดประชุมครั้งแรกในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งการประชุมอาจต้องมีหลายรอบเพื่อพิจารณารายละเอียดจากคณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัด

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานไทย แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ยังต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุม ครม. ในวันที่ 19 พฤศจิกายน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและสามารถบังคับใช้ได้ทันเวลา

รัฐบาลเร่งเดินหน้าเพื่อให้ทันปีใหม่ 2568

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงปีใหม่ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา

สรุปประเด็นสำคัญ

  • รัฐบาลเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ เริ่ม 1 มกราคม 2568
  • จัดตั้งคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีชุดใหม่ เสนอ ครม. พิจารณาวันที่ 19 พฤศจิกายน
  • ขึ้นค่าแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกเว้นธุรกิจขนาดเล็กเพื่อให้ปรับตัว

FAQs

  1. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทเริ่มเมื่อไหร่?
    เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

  2. ทำไมรัฐบาลถึงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ?
    เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ

  3. ธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
    ธุรกิจขนาดเล็กอาจได้รับการผ่อนผันในการปรับขึ้นค่าแรง เพื่อให้มีเวลาปรับตัว

  4. คณะกรรมการไตรภาคีมีหน้าที่อะไร?
    พิจารณาและกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ

  5. มาตรการนี้มีผลทั่วประเทศหรือไม่?
    ใช่ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่อาจได้รับการผ่อนผัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงแรงงาน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

กระทรวงดีอีเผยภัยออนไลน์ สร้างความเสียหาย 1.9 หมื่นล้านบาท

กระทรวงดีอีเผย มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ พุ่งสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาทใน 1 ปี

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีฯ เป็นประธานในการแถลงข่าว ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) โดยเปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์สูงถึง 19,000 ล้านบาท ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนตุลาคม 2567

ยอดการแจ้งเหตุพุ่งสูง การหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

จากสถิติของศูนย์ AOC ในระยะเวลา 1 ปี มีผู้โทรเข้าสายด่วน 1441 จำนวน 1,176,512 สาย และมีการระงับบัญชีที่ต้องสงสัยรวม 348,006 เคส โดยกลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มวัยทำงานอายุ 20-49 ปี มีจำนวนสูงถึง 145,302 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 8,223 ล้านบาท โดยผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากที่สุดถึง 64.05% โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกในรูปแบบการโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษและการลงทุนออนไลน์

ช่องทางยอดนิยมที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชน

  • Facebook พบเคสการหลอกลวงถึง 26,804 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 718 ล้านบาท
  • Call Center มีจำนวน 22,299 เคส มูลค่าความเสียหาย 945 ล้านบาท
  • เว็บไซต์ต่างๆ ถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงถึง 16,510 เคส คิดเป็นมูลค่า 1,148 ล้านบาท
  • TikTok มีการหลอกลวง 994 เคส มูลค่า 65 ล้านบาท
  • ช่องทางอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 20,518 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,262 ล้านบาท

กลุ่มจังหวัดที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด

  1. กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งเหตุ 84,241 ครั้ง และระงับบัญชีได้ 48,558 บัญชี
  2. สมุทรปราการ มีการแจ้งเหตุ 17,853 ครั้ง และระงับบัญชีได้ 10,968 บัญชี
  3. นนทบุรี, ชลบุรี และปทุมธานี ตามลำดับ

กระทรวงดีอี เร่งดำเนินมาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ย้ำว่า กระทรวงดีอีมุ่งมั่นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในสังคม พร้อมเร่งรัดมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อยับยั้งแก๊งมิจฉาชีพและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น

ข้อแนะนำเพื่อป้องกันภัยออนไลน์

กระทรวงดีอีแนะนำประชาชนให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก หลีกเลี่ยงการโอนเงินให้กับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งนี้ หากพบว่ามีการหลอกลวงหรือการกระทำที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1441 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์ AOC

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สุวรรณภูมิ ติดอันดับสนามบินสวยที่สุดในโลกปี 2567

 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับเกียรติจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยกย่องให้เป็นหนึ่งในสนามบินที่สวยที่สุดในโลกประจำปี 2567 โดยติดอันดับ 1 ใน 6 สนามบินที่โดดเด่นทั้งด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

การออกแบบที่โดดเด่นของอาคาร SAT-1

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการยกย่อง คือ อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 216,000 ตารางเมตร และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และชั้นบนอีก 4 ชั้น ภายในมีประตูทางออกกว่า 28 หลุมจอด โดยอาคาร SAT-1 ถูกออกแบบให้มีความสวยงามทั้งภายในและภายนอก สะท้อนความเป็นไทยผ่านการตกแต่งด้วยศิลปะและประติมากรรมพื้นเมือง เช่น ประติมากรรมช้างคชสาร และรูปสัตว์หิมพานต์ตามความเชื่อโบราณของชาวไทย

นอกจากนี้ อาคาร SAT-1 ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสถาปัตยกรรม Prix Versailles จากคณะกรรมการ UNESCO ซึ่งจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยรางวัลนี้พิจารณาจากเกณฑ์ด้านความสวยงาม นวัตกรรม และการผสมผสานกับบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อม

การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและการอนุรักษ์พลังงาน

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่เพียงแค่เน้นความสวยงามเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อความยั่งยืน โดยมีการนำระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้ใหม่ ใช้แสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ติดตั้งแผง Solar Cell เพื่อลดการปล่อยมลพิษ และมีการออกแบบหลังคากันความร้อนเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานในการทำความเย็น

ภายในอาคาร SAT-1 ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้โดยสาร เช่น พื้นที่พักผ่อน จุดจอดรถบัสรับ-ส่ง ห้องละหมาด ห้องปฐมพยาบาล และโซนสำหรับผู้โดยสารพิเศษ รวมถึง Sky Lounges ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของสนามบินได้อย่างสวยงาม

การสะท้อนอัตลักษณ์และศิลปะไทย

อาคาร SAT-1 ได้รับการออกแบบให้ผสานความเป็นไทยเข้ากับความทันสมัย โดยใช้ฝ้าลายจักสาน ผนังลายผ้าไหม และการตกแต่งด้วยประติมากรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นละครเล็ก หัวโขน และว่าวไทย ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและแสดงถึงอัตลักษณ์ไทยให้ผู้มาเยือนประทับใจ

นอกจากนี้ยังมีการจัดสวนภายในอาคาร เช่น สวนตกแต่งด้วยสัตว์หิมพานต์ และสวนภูมิทัศน์ที่ผสมผสานกับศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายสำหรับผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่อง โดยเฉพาะโซนผู้โดยสารขาออกที่ตกแต่งด้วยสัตว์หิมพานต์ เช่น กินนร กินรี และหงสา เพิ่มความวิจิตรให้กับสถานที่

ผลการจัดอันดับ 6 สนามบินที่สวยที่สุดในโลกปี 2567

จากการประกาศของเว็บไซต์ www.prix-versailles.com ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยติดอันดับ 1 ใน 6 สนามบินที่สวยที่สุดในโลกประจำปี 2567 ร่วมกับสนามบินอื่นๆ ได้แก่

  1. อาคาร SAT-1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ประเทศไทย)
  2. อาคารผู้โดยสาร E ท่าอากาศยานนานาชาติโลแกน (สหรัฐอเมริกา)
  3. อาคารผู้โดยสารที่ 2 ท่าอากาศยานชางงี (สิงคโปร์)
  4. ท่าอากาศยานนานาชาติซายิด (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)
  5. ท่าอากาศยานนานาชาติเฟลิเป แองเจเลส (เม็กซิโก)
  6. ท่าอากาศยานนานาชาติแคนซัสซิตี้ (สหรัฐอเมริกา)

อนาคตของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

การได้รับการยกย่องจากยูเนสโกและการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Prix Versailles ครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเน้นทั้งความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น และความยั่งยืน สอดคล้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระดับโลก

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจึงไม่เพียงเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นจุดหมายที่สะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของไทยให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Prix Versailles

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ครม.ไฟเขียวร่างกฎหมายใหม่ ปลดล็อกที่ดินทำกินในอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ที่เสนอโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แถลงข่าวหลังการประชุม

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ

ร่างพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับนี้ประกอบด้วย:

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 ของ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

ร่างพระราชกฤษฎีกาเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่ออนุญาตให้ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ โดยรัฐไม่ได้ให้สิทธิ์ในที่ดิน แต่ให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกกฎหมาย พร้อมกับมีหน้าที่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ

การอนุญาตให้ใช้ที่ดินทำกิน

ครม. ได้กำหนดให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในระยะเวลา 20 ปี โดยจะมีการกำหนดเขตที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ชัดเจน โดยไม่ขยายพื้นที่เพิ่มเติม

พื้นที่ที่ครอบคลุมภายใต้โครงการนี้ ได้แก่:

  • อุทยานแห่งชาติ จำนวน 4 แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (เพชรบูรณ์) และอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ (จันทบุรี)
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง (เพชรบูรณ์)
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 1 แห่ง เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ลพบุรี)

การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้ จะได้รับการสำรวจสิทธิ์โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งกำหนดให้แต่ละครอบครัวถือครองที่ดินไม่เกิน 20 ไร่ และหากมีครัวเรือนร่วมทำกิน จะถือครองได้ไม่เกิน 40 ไร่ ทั้งนี้ การโอนสิทธิ์หรือยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้าใช้ที่ดินไม่ได้

การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายภูมิธรรม เวชยชัย ระบุว่าครม. ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามและทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้มีความยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเสริมว่า ร่างพระราชกฤษฎีกานี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ละเมิดกฎหมาย

ความสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญในการแก้ไขกฎหมายนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินในพื้นที่ป่าโดยไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาอีกต่อไป พร้อมทั้งย้ำว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายเดิม

“เป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างมีความสุขและถูกต้องตามกฎหมาย” นายปกรณ์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเน้นว่าการแก้ไขกฎหมายนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต

สรุปผลการประชุม

ครม. ได้เห็นชอบให้ดำเนินการตามร่างพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนการใช้ที่ดินทำกินอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายจัดงานลอยกระทง ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง สืบสานวัฒนธรรม

เทศบาลนครเชียงรายเตรียมพร้อมจัดงานลอยกระทง “ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง” สืบสานประเพณีท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา เทศบาลนครเชียงรายได้ประกาศจัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง” โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น) เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเชียงราย พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

เน้นความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการจัดงานครั้งนี้ โดยเน้นการ รักษาความปลอดภัย และการ ควบคุมมาตรการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมงานได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ นอกจากนี้ยังได้จัดทำความสะอาดพื้นที่สวนสาธารณะและริมน้ำกก พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้าและไฟส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

กำหนดการจัดกิจกรรม

งานลอยกระทงปีนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน โดยมีกิจกรรมที่หลากหลายให้ประชาชนได้เข้าร่วม ดังนี้:

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567

  • เวลา 17.00 น. เริ่มกิจกรรม ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง ณ วิหารวัดฝั่งหมิ่น
  • เวลา 18.30 น. พิธีเปิดโครงการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น)
  • เวลา 19.00 น. การประกวด หนูน้อยนพมาศ และการแสดงศิลปะวัฒนธรรมจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2567

  • เวลา 17.00 น. เริ่มกิจกรรมลอยกระทง
  • เวลา 18.00 น. การประกวด กระทงใหญ่ ณ สวนสาธารณะริมน้ำกก (ฝั่งหมิ่น)
  • เวลา 19.00 น. การประกวด เทพีนพมาศ และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง เต็นท์ พิชญา ยอดแสง และแพรว รัตนาพร นอสูงเนิน พร้อมด้วยวงดนตรีจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย

กิจกรรมพิเศษ: ประกวดคลิปสั้นส่งเสริมการท่องเที่ยว

เทศบาลนครเชียงรายยังได้จัดกิจกรรม ประกวดคลิปวิดีโอสั้น ภายใต้หัวข้อ “แอ่วลอยกระทง ฮิมน้ำกก” โดยให้ประชาชนส่งผลงานความยาว 60-180 วินาทีเข้าร่วมประกวด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจ ผลงานที่ชนะจะได้รับ เงินรางวัล ดังนี้:

  • รางวัลที่ 1: 10,000 บาท
  • รางวัลที่ 2: 7,000 บาท
  • รางวัลที่ 3: 5,000 บาท
  • รางวัลที่ 4: 3,000 บาท
  • รางวัลที่ 5: 2,000 บาท
  • รางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 โดยปิดรับผลงานในเวลา 16.00 น.

ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจ

งานลอยกระทงในปีนี้ นอกจากจะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงรายแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมชมงานลอยกระทงที่จัดขึ้นอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการจำหน่ายสินค้าและของฝากจากชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมในช่วงเทศกาล

มาตรการรักษาความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เทศบาลนครเชียงรายได้วางแผนการจัดการเพื่อ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บขยะและกำจัดขยะหลังจบงาน โดยเน้นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวใช้ กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น กระทงจากใบตองหรือวัสดุธรรมชาติ เพื่อลดขยะพลาสติกและปกป้องแม่น้ำกกให้คงความสวยงาม

เทศบาลยังเน้นการ จัดระเบียบการจราจรและการจัดพื้นที่จอดรถ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดงาน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

AOT เตือนปล่อยโคมเสี่ยงคุก เตือนอันตรายถึงเครื่องบิน

AOT เตือนอันตรายจากการปล่อยโคมลอยช่วงลอยกระทง อาจกระทบเที่ยวบินและความปลอดภัย

[กรุงเทพฯ 11 พฤศจิกายน 2567] บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ออกมาเตือนประชาชนถึงอันตรายจากการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบินอย่างรุนแรง ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า การปล่อยโคมลอย โคมไฟ โคมควัน พลุ ตะไล บั้งไฟ หรือแม้แต่โดรน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยานได้หลายประการ เช่น เครื่องบินสูญเสียการควบคุม เกิดอุบัติเหตุ หรือหากโคมเข้าไปในเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดการระเบิดได้ นอกจากนี้ ยังบดบังทัศนวิสัยของนักบินและรบกวนสมาธิในการบิน

อันตรายจากการปล่อยโคมลอย

ดร.กีรติเน้นย้ำว่า การปล่อยโคมลอยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกและปรับสูงสุด หากก่อให้เกิดความเสียหายต่ออากาศยาน อาจมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

มาตรการควบคุมการปล่อยโคมลอย

  • เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ: ห้ามปล่อยโคมลอยในเขตพื้นที่ดังกล่าวโดยเด็ดขาด
  • พื้นที่อื่นๆ: ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นล่วงหน้า
  • โดรน: ต้องขออนุญาตจากสนามบินหากบินในรัศมี 9 กิโลเมตรจากสนามบิน
  • จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย: กำหนดเวลาและพื้นที่ในการปล่อยโคมลอยอย่างชัดเจน

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายซึ่งเป็นพื้นที่ที่นิยมปล่อยโคมลอย โดยในเขตพื้นที่ความปลอดภัยในการเดินอากาศบริเวณใกล้เคียง ทชม.และ ทชร.และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษระดับ 1 (พื้นที่สีแดง) ไม่อนุญาตให้ปล่อยโคมลอยไม่ว่าช่วงเวลาใด ซึ่งพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อน

โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดระยะเวลาในการจุดหรือปล่อย คือ สามารถปล่อยโคมลอย โคมไฟได้ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 19.00-01.00 น. และปล่อยโคมควัน (ว่าวฮม) ได้ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น. สำหรับจังหวัดเชียงรายสามารถปล่อยโคมลอยได้ในวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2567 ระหว่างเวลา 21.00-01.00 น. และปล่อยโคมควันได้ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.

ผลกระทบต่อเที่ยวบิน

เนื่องจากความเสี่ยงจากการปล่อยโคมลอย สายการบินหลายแห่งจึงตัดสินใจยกเลิกและเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินในช่วงเทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปล่อยโคมลอยเป็นจำนวนมาก

AOT สนับสนุนประเพณีลอยกระทง

แม้ว่า AOT จะต้องออกมาเตือนถึงอันตรายจากการปล่อยโคมลอย แต่ก็ยังคงสนับสนุนการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไทย โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาลลอยกระทง

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562
  • พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558
  • ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวทางในการพิจารณาอนุญาตให้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกทำการบินภายในระยะ 9 กิโลเมตรจากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน พ.ศ. 2561

สรุป

AOT ขอให้ประชาชนร่วมมือกันงดการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลลอยกระทง เพื่อความปลอดภัยในการบินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากต้องการร่วมสืบสานประเพณีไทย สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในท่าอากาศยานได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ เชียงราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ รพ.คืนเงินผู้ป่วยวิกฤต

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองเชียงราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ รพ.เอกชนเตรียมคืนเงินผู้ป่วย UCEP

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยกรณี โรงพยาบาลเอกชน เก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” ผู้ป่วยรายดังกล่าวจะได้รับ เงินคืนจากโรงพยาบาลเอกชน หลังจากที่การเจรจาสิ้นสุดลง

กรณีตัวอย่าง: ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

กรณีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เมื่อมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ทำงานเป็น ไรเดอร์ ประสบภาวะ อาการเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนแรง สะลึมสะลือ และน้ำลายฟูมปาก เพื่อนไรเดอร์จึงรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย โดยในช่วงนั้นสถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด ทำให้ญาติผู้ป่วยลงนามยินยอมไม่ใช้สิทธิ UCEP อย่างเร่งด่วน เนื่องจากต้องการให้เริ่มการรักษาโดยเร็วที่สุด

กระบวนการไกล่เกลี่ยและการคืนเงินค่ารักษา

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ญาติของผู้ป่วยได้พยายามย้ายตัวผู้ป่วยไปยัง โรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม แต่โรงพยาบาลเอกชนกลับเรียกเก็บเงินค่ารักษาประมาณ 250,000 บาท และไม่ยินยอมให้ผู้ป่วยย้ายออกจนกว่าจะชำระเงิน ญาติจึงตัดสินใจชำระเท่าที่มีและเซ็นรับสภาพหนี้ไปก่อนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

นายธนชัย ฟูเฟื่อง ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติผู้ป่วย ศูนย์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว โดยทำการรวบรวมข้อมูลและส่งหนังสือแจ้งไปยังโรงพยาบาลเอกชนว่า ผู้ป่วยรายนี้เข้าข่ายสิทธิ UCEP และโรงพยาบาลไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินเพิ่มเติม

กระบวนการส่งเรื่องต่อ สปสช. และสพฉ.

ในขั้นตอนต่อมา ศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนกลาง ซึ่งต่อมา สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ ได้ประสานกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) เพื่อพิจารณากรณีนี้ โดยสพฉ. ได้ทำหนังสือยืนยันว่า เคสนี้เข้าเกณฑ์ UCEP และโรงพยาบาลควรคืนเงินให้กับญาติผู้ป่วย

ผลการเจรจาและการคืนเงิน

การเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ญาติผู้ป่วย และตัวแทนจากโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 หลังจากเจรจาราว 1 ชั่วโมง โรงพยาบาลเอกชนตกลงที่จะคืนเงินให้กับญาติผู้ป่วย แต่ขอเคลมค่าใช้จ่ายกับ สปสช. ก่อน เมื่อทางโรงพยาบาลได้รับเงินจาก สปสช. แล้วจึงจะโอนคืนเงินส่วนที่เรียกเก็บไปให้กับญาติผู้ป่วย ซึ่งล่าสุด ทางโรงพยาบาลได้โอนเงินคืนให้กับผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว

ความสำคัญของสิทธิ UCEP และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

กรณีนี้เป็น กรณีตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้สิทธิ UCEP โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องเคลมค่าใช้จ่ายจาก สปสช. แทนการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยโดยตรง

การขอบคุณและความหวังในอนาคต

นายธนชัยได้ขอบคุณโรงพยาบาลเอกชนที่ยอมคืนเงินค่ารักษาและเข้าใจในกระบวนการหลังการเจรจา พร้อมเน้นย้ำว่า กรณีนี้จะเป็นบทเรียน ให้กับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิที่พึงมีอย่างแท้จริง

บทสรุป

การไกล่เกลี่ยกรณีโรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินค่ารักษาผู้ป่วย UCEP ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ต้องยกย่องความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิ สปสช. และสพฉ. ในการดำเนินการให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิที่พึงมี กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิและการเคารพในกฎระเบียบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสุขภาพไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดเชียงราย 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายลุยป้องฝุ่น PM2.5 ปี 2568 สร้างสุขภาพดีทั่วจังหวัด

เชียงรายเตรียมพร้อมรับมือฝุ่น PM2.5 ปี 2568: สสจ.เชียงรายจับมือภาคีเครือข่ายดูแลสุขภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างครอบคลุม

การดำเนินมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5

ในปีที่ผ่านมา สสจ.เชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการแจกจ่าย หน้ากากอนามัย N95 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางจำนวนกว่า 232,000 ชิ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคหอบหืด นอกจากนี้ ทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน 12,162 ราย เพื่อดูแลและเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วย

นพ.วัชรพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับ อสม. ในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง โดยไม่เพียงแค่แจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นเท่านั้น แต่ยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอย่างถูกวิธี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด

นวัตกรรมเพื่อป้องกันฝุ่นภายในบ้าน

เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 สสจ.เชียงรายได้ส่งเสริมการติดตั้งอุปกรณ์สร้าง แรงดันบวกภายในบ้าน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันฝุ่นไม่ให้เข้ามาภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้ “มุ้งปลอดฝุ่น” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดการสัมผัสกับฝุ่นละอองโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ

บริการคลินิกมลพิษและการจัดห้องปลอดฝุ่น

สสจ.เชียงรายยังได้ให้บริการ คลินิกมลพิษ ผ่านสถานพยาบาลและระบบออนไลน์กว่า 1,234 ครั้ง นอกจากนี้ยังจัดทำ ห้องปลอดฝุ่นระดับ 2 และระดับ 3 (ระบบกรองอากาศและแรงดันบวก) ในสถานพยาบาล สถานศึกษา และศูนย์เด็กเล็กทั่วจังหวัดกว่า 2,400 ห้อง พร้อมเชิญชวนร้านค้าและสถานบริการเอกชนกว่า 119 แห่ง เข้าร่วมโครงการห้องปลอดฝุ่นเพื่อให้บริการประชาชน

คัดกรองสุขภาพเจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟป่า

นอกจากการดูแลประชาชนแล้ว สสจ.เชียงรายยังได้ดำเนินการ คัดกรองสุขภาพของเจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟป่า จำนวน 4,429 ราย เพื่อให้มั่นใจว่ามีสภาพร่างกายพร้อมปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสร้าง ห้องปลอดฝุ่นในบ้านด้วยตนเอง ซึ่งมีประชาชนกว่า 352 ราย เข้าร่วมสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นอย่างง่ายในบ้าน

เชิญชวนประชาชนร่วมมือเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้งดการเผาขยะและวัสดุการเกษตร รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้จังหวัดเชียงรายสามารถลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สรุป

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายยังคงเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากฝุ่นละออง โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้จังหวัดเชียงรายกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสุขภาพดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

Agoda เผยท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทย

ท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของไทยกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากหันมาเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยว

Agoda ชี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ค้นหาที่พักในไทย

จากข้อมูลของ Agoda พบว่าการค้นหาที่พักในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 25% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นกลุ่มหลัก

นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีอัตราการเติบโตของการค้นหาที่พักสูงถึง 21% 22% และ 21% ตามลำดับ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีนโยบายยกเว้นวีซ่า เช่น อินเดีย จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และซาอุดีอาระเบีย ก็มีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย

แม้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาเที่ยวไทยกันมากขึ้น แต่คนไทยเองก็ยังคงนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 26% โดยโตเกียวเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือโอซาก้าและซัปโปโร

เวียดนามและจีน กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าสนใจ

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เวียดนามก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย โดยมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 5% และเมืองดานังก็กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ส่วนประเทศจีนก็มีการเติบโตของการค้นหาที่พักอย่างรวดเร็วถึง 206% ซึ่งเป็นผลมาจากการยกเว้นวีซ่าและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ท่องเที่ยวภายในประเทศคึกคัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็นอันดับ 1

สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยกรุงเทพมหานครยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือพัทยา และหัวหิน/ชะอำ

Agoda มั่นใจว่าการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวเต็มที่

Agoda มองว่าการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะสูงกว่า 39 ล้านคน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

5 อันดับประเทศจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่คนไทยนิยมมากที่สุด

1.ญี่ปุ่น

2.เวียดนาม

3.เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

4.จีน

5.มาเลเซีย

 

5 อันดับเมืองจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่คนไทยนิยมมากที่สุด

1.โตเกียว

2.โอซาก้า

3.โซล

4.ไทเป

5.ฮ่องกง

 

5 อันดับกิจกรรมที่คนไทยนิยมมากที่สุดในต่างประเทศ

1.ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ (สิงคโปร์)

2.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ศิลปะ (สิงคโปร์)

3.ดิสนีย์แลนด์ (ฮ่องกง)

4.พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (สิงคโปร์)

5.ตั๋วท่องเที่ยวรอบโอซาก้า (ญี่ปุ่น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE