Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

มหกรรมกีฬาและนันทนาการเยาวชน บาสเกตบอล 3×3 อบจ.เชียงราย ปี 67

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดงานมหกรรมกีฬาและนันทนาการเยาวชน อบจ.เชียงราย ปี 2567 พร้อมด้วย นางอัญญลักษณ์ กายาไชย เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ประธานสภา อบจ.เชียงราย และ ส.อบจ.เชียงราย นักกีฬาผู้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอล ผู้ปกครอง ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ โรงยิมเนเซียม สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย โดยมีนายนายฐิติวัชร ไลศิริพันธุ์ ผอ.ส่วนส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รักษาราชการแทน ผอ.สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

 

จากนโยบายสภาเยาวชนร่วมกำหนดอนาคตเชียงราย และนโยบายกีฬาเยาวชนเงินล้าน ของนายก อบจ.เชียงราย ประกอบการส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านกีฬาบาสเกตบอล ให้แก่เด็กและเยาวชน จ.เชียงราย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติดทั้งหลาย จึงได้จัดให้มีโครงการมหกรรมกีฬาและนันทนาการเยาวชน อบจ.เชียงราย ปี 2567 CR-PAO Youth & Recreation Festival 2024 โดยจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล 3×3 ระดับโซนและระดับจังหวัดเชียงรายขึ้น จำนวน 7 รุ่น รุ่น 12 ปี ผสม / รุ่น 14 ปีชาย หญิง / รุ่น 16 ปี ชาย หญิง / รุ่น 18 ปี ชาย หญิง การแข่งขันระดับโซน 
 
 
เพื่อคัดเลือกทีมผู้ชนะอันดับที่ 1,2,3,4 เพื่อไปแข่งขันระดับจังหวัด โซนที่ 1 ประกอบด้วย อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย อ.เวียงเชียงรุ้ง และอำเภอพญาเม็งราย แข่งขันวันที่ 7-9 มิถุนายน ณ สนามบาสเกตบอลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย โซนที่ 2 ประกอบด้วย อ.พาน อ.แม่ลาว อ.ป่าแดด อ.แม่สรวย และ อ.เวียงป่าเป้า แข่งขันวันที่ 29-30 มิถุนายน ณ สนามบาสเกตบอลเทศบาลตำบลเมืองพาน โซนที่ 3 ประกอบด้วย อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่จัน และ อ.ดอยหลวง แข่งขันวันที่ 15-16 มิถุนายน ณ สนามโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ โซนที่ 4 ส่วนที่ 4 ประกอบด้วย อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น อ.ขุนตาล และ อ.เทิง แข่งขันวันที่ 29-30 มิถุนายน ณ ณสนามบาสเกตบอล ทต.เมืองพาน และในวันนี้ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับจังหวัดเชียงราย แข่งขันวันที่ 6 กรกฎาคม ณ โรงยิมเนเซียม 1 สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย วันที่ 7 กรกฎาคม ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
 
 
ทั้งนี้นอกจากการแข่งขันบาสเกตบอล 3×3 ชิงแชมป์ระดับจังหวัดเชียงรายแล้ว ยังได้จัดการแข่งขันกีฬาเชียร์จังหวัดเชียงรายขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่รักในการเต้น กีฬาเชียร์ได้มีเวทีการแข่งขันที่เป็นมาตรฐาน เพื่อจะพัฒนาทักษะกีฬาเชียร์ของจังหวัดเชียงราย ให้เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
 
 
โดยการจัดงานมหกรรมกีฬาและนันทนาการเยาวชน อบจ.เชียงราย ปี 2567 อบจ.เชียงราย ศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ฝ่ายกีฬาเชียร์จังหวัดเชียงราย สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รร.แม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ รร.เชียงของวิทยาคม รร.อนุบาลเชียงของ ทต.ตำบลเมืองพาน Chiang Rai Creative City Of Design
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

‘วราวุธ’ ชี้ไทยเผชิญวิกฤติประชากร AI เปลี่ยนพฤติกรรมรวดเร็วปรับตัวไม่ทัน

 

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดงานครบรอบ 27 ปี โดยจัดเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ความท้าทายรัฐบาล”  โดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางสังคมไทย” ตอนหนึ่งว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตมากมาย ทั้ง Climate Change, Pollution, Pandemic, Conflicts, Digital Transformation, Population Crisis ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ และการเมืองทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แน่นอนว่าความท้าทายทางด้านสังคมย่อมมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาได้ยากยิ่งขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า แนวโน้มความท้าทายทางสังคมจะต้องอาศัย Global Trends : Urbanization, New business model แบบ Innovation Driven & Digital Disruption, AI เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และรูปแบบของสังคม ซึ่งโครงสร้าง และลักษณะของสังคมไทย โดยเฉพาะรูปแบบของความสัมพันธ์ในครอบครัว และวัฒนธรรมได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จนอาจพูดได้ว่า เร็วและแรงเกินกว่าที่จะรับมือได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น พวกเราทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง ที่มีต้นทุนและความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ไม่เท่ากับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมโลกหรือสังคมไทยก็ตาม ย่อมได้รับผลกระทบสูงกว่า และดำเนินชีวิตต่อไปได้ยากเข็ญกว่า

 

 

นายวราวุธ กล่าวด้วยว่า สังคมไทยเผชิญกับอะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างฉายภาพ “ปัญหาสังคม” จากข้อมูลของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ผู้แจ้ง ร้องเรียน สอบถาม ผ่านช่องทางของกระทรวง พม. เดือนละ 12,000 – 18,000 ราย โดยในเดือน พ.ค. รับแจ้ง 18,607 กรณี ซึ่งกว่า 50% เป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ในครอบครัว” ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมไทย ที่จะบ่มเพาะ และสร้างโครงสร้างที่แข็งแกร่งของสังคม และเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังสั่นคลอน

 

“เด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กำลังตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ส่งผลให้การพัฒนาศักยภาพเชิงความคิด สติปัญญา และความสามารถทางกายภาพถูกบั่นทอน โครงสร้างประชากรของไทยกำลังเปลี่ยนแปลง จนเรียกได้ว่า เรากำลังเผชิญกับวิกฤตประชากร” นายวราวุธ กล่าว

รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า วิกฤตประชากร คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญกับวิกฤตนี้ เช่น ญี่ปุ่นมีสัดส่วนของประชากรสูงอายุมากถึงประมาณ 30% ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 20% เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society และคาดว่าจะเป็น Super-Aged Society เหมือนญี่ปุ่น ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า เนื่องจากเด็กเกิดน้อยประมาณ 5 แสนคน จำนวนบุตรเฉลี่ย 1 คนต่อสตรี 1 คน ซึ่งน้อยกว่าญี่ปุ่นอีก ซ้ำเด็กยังด้อยคุณภาพ และเมื่อเกิดน้อยลง “ครอบครัว” มีขนาดเล็กลง โครงสร้างครอบครัวไทย (Living arrangement) ก็เปลี่ยนแปลงไป การฟูมฟักอบรมเลี้ยงดูบุตรโดยพ่อ-แม่ ลดน้อยลง การเกื้อหนุนกันและดูแลกันระหว่างรุ่นเริ่มจางหายไป รูปแบบรายได้/รายจ่ายเปลี่ยนแปลงไป จนหลายครอบครัวไม่สามารถตั้งรับ และปรับตัวได้ ครอบครัวบางรูปแบบมีแนวโน้ม “เปราะบาง” เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือสภาวะที่ผู้สูงอายุต้องอยู่คนเดียว ทั้งนี้ แนวโน้มครัวเรือนอยู่คนเดียว ครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับคู่สมรสเพียงลำพังมีมากขึ้น แน่นอนว่าวัยแรงงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่ทันกันกับพีระมิดของผู้สูงวัย ทำให้ต้องรับภาระ ทั้งดูแลตนเอง ลูก และพ่อแม่ ซึ่งเป็นผู้สูงวัย กลายเป็น “The แบก” ซึ่งผู้ที่มีอายุ 50-59 ปี ณ ขณะนี้ จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ยังคงมีภาระที่จะต้องดูแลพ่อ-แม่ ที่จะมีอายุ 80 ปีขึ้นไปอีก 10 ปีข้างหน้า

 

 

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตประชากร ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ นับเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ประการแรก คือ ประชากรไทยลดลงจาก 70 ล้านคน จะเหลือ 58.26 ล้านคน ในอีก 25 ปี ประการต่อมา คือ เด็กเกิดน้อย แต่จะทำอย่างไรให้เด็กมีคุณภาพ และประการสุดท้าย คือ รัฐต้องรับภาระงบประมาณด้านสังคม จนอาจเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ซึ่งการรับมือนั้น หลายประเทศใช้การกำหนดนโยบาย ปรับเปลี่ยนกฎหมาย พัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี

ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้ผลักดันและขับเคลื่อน “นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร” จากความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ซึ่งนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ และแต่ละยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของสังคมไทย เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมพลังวัยทำงานให้สามารถตั้งตัวได้ สร้างและดูแลครอบครัวได้ และพร้อมที่จะเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในอนาคต ด้วยการเพิ่มโอกาส พัฒนาทักษะ (Upskill/Re-skill) และสมรรถนะในการบริหารการเงิน พร้อมๆ ไปกับการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มคุณภาพเด็ก เร่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตและความรู้ วิชาชีพตามวัย ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน/ยกระดับผลิตภาพ (productivity) เพื่อรับมือกับการลดลงของประชากร

ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างพลังผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญชีวิต นำมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม และเศรษฐกิจ ด้วยการเสริมทักษะ (Upskill/Re-skill) ในการทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างโอกาสและคุณค่าให้คนพิการ สัดส่วนของคนพิการ ร้อยละ 6 ของประชากร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องเสริมทักษะ (Upskill/Re-skill) และปรับทัศนคติในการจ้างงาน ฃ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ซึ่งสำคัญมาก คือ สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม และทางกายภาพที่เอื้อต่อการสร้างและดูแลครอบครัวให้มั่นคง/พลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ Green Economy, Carbon footprint, Sustainable consumption and production (SCP)

 

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนไทยทุกคนต้องร่วมเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน หรือเราจะรอให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลาย เมื่อเราไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในอีก 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ สื่อมวลชนมีอิทธิพลมากในการสร้างทัศนคติ ค่านิยม และกระแสความคิดของประชาชน จึงขอวอนร่วมสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นการลงมือทำ และร่วมลงมือทำทันที “Action Now” ซึ่งปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์นั้น “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” เป็นทางเลือกที่คนไทยนิยมมากขึ้นทุกวัน บางคนถึงขั้นเสพติดสื่อในลักษณะนี้ ดังนั้น ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคม ต้องรักษาคุณค่า และจรรยาบรรณการสร้างคอนเทนต์ ต้องระมัดระวัง ไม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชน การนำเสนอความรุนแรง อาชญากรรม ความขัดแย้ง และเรื่องราวทางเพศ ในลักษณะที่อาจนำไปสู่การบ่มเพาะพฤติกรรม

“บางครั้งสื่อเองก็อาจกำลังทำหน้าที่พ่อ หรือแม่ หรือลูก แต่ที่แน่นอน ท่านเป็นวัยแรงงานที่มีภาระที่ต้องดูแลตัวเอง และบุคคลอันเป็นที่รัก และกำลังจะก้าวไปเป็นผู้สูงอายุในอนาคตอันไม่ไกลนัก ท่านมีศักยภาพและโอกาสสูงในการช่วยดึงพลังแฝงจากผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ในกลุ่มต่างๆ มาเป็นพลังของสังคมได้ เป็นพลังสำคัญของสังคมไทย ในการเชื่อมโยงประเด็นความท้าทายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตีแผ่ให้ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงความจำเป็นในการเดินหน้าฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งผมเชื่อมั่นในพลังของสื่อในการผลักดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างมั่นคง” นายวราวุธ กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

ปานปรีย์’ ชี้ 4 เครื่องยนต์ดันเศรษฐกิจไทยรวน รู้ปัญหาแต่ไม่แก้

 

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดงานครบรอบ 27 ปี โดยจัดเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ความท้าทายรัฐบาล” โดย ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” ตอนหนึ่งว่า สังคมเฝ้าติดตามอยู่ว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้จะไปอย่างไร การเมืองไทยเปราะบาง ในความเห็นของตนก็เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจไทยวันนี้เริ่มมีความเปราะบางค่อนข้างสูง การวางทิศทาง การวางนโยบาย การกำหนดแผนงานต่าง ๆ รวมทั้งการปฏิบัติการในส่วนทำให้นโยบายและไปในทิศทางถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญมาก

 

ดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทิศทางเศรษฐกิจไทย ถ้าจำกันได้เมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา โลกได้เคยเผชิญกับปัญหาหลายเรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องรุนแรง ถึงขนาดเป็นวิกฤติด้วย โดยเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้เกิดการกีดกันทางการค้าที่ชัดเจนมากขึ้น กระทำโดยผู้ที่มีอำนาจระดับโลก ระเบียบการค้าโลกจึงเสื่อมความขลังลงไปเช่นกัน ต่อมาเราเผชิญปัญหาเรื่องการแพร่กระจายของโควิด-19 ในส่วนนี้เป็นที่รับรู้กันว่า ทำให้โลกหยุดนิ่ง รวมทั้งไทยด้วย เราไม่รู้ว่าเวลานั้นจะเดินต่อไปทางไหน แต่สำหรับไทย คิดว่าเรามีความยืดหยุ่น และมีความพร้อมที่จะแก้สถานการณ์ให้กลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นมีเรื่องรัสเซีย ยูเครน ตามมาอีก เป็นสงครามที่คิดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น และก็เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ส่วนเรื่องอิสราเอล และฮามาส ที่มีปัญหามายาวนาน แต่ปัญหาก็ไม่เคยปะทุรุนแรงเท่ากับครั้งนี้

 

 

ดร.ปานปรีย์ กล่าวอีกว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เศรษฐกิจของโลกเกิดความไม่แน่นอน มีความหวั่นไหวมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ถือว่า มีความสำคัญเสริมเข้ามา เช่น เทคโนโลยีดิสรัปชัน สร้างความพลิกผันทางธุรกิจอย่างสูง เรื่องอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น จนถึงเวลาแล้วที่เราต้องจัดการ มิฉะนั้นจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของชาวโลก ขณะที่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ พวกเราอาจไม่คุ้นเคยนัก แต่ภูมิรัฐศาสตร์มีส่วนสำคัญมากในการกำหนดชะตากรรมแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากมีผลกระทบกว้างขวาง ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดขัดแย้ง อีกประเทศได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

“ทั้งหมดทำให้เศรษฐกิจเกิดความเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเดินไม่ถูกทาง จะทำให้เกิดปัญหากับเศรษฐกิจต่อประเทศนั้น ๆ ได้ค่อนข้างรุนแรง ในสภาวะปัจจุบันนี้” ดร.ปานปรีย์ กล่าว

 

ดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจไทย เราพบและรับรู้ว่า ไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกสูงถึง 70% รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศด้วย การลงทุนในประเทศไม่เพียงพออุ้มชูเศรษฐกิจของเรา และขึ้นอยู่กับการส่งออกและการลงทุน เป็นส่วนสร้างรายได้ให้กับประเทศมาก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิเศรษฐกิจ การส่งออกของไทย และการลงทุนของไทย จะเห็นว่าเริ่มประสบปัญหา โดยจากการขยายตัวของการส่งออกที่ลดลง ส่งผลทำให้ GDP –องไทยมีการขยายตัวอยู่ในระยะต่ำ ซึ่ง IMF คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2.2-2.7% ถือว่าต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของประเทศอื่น ๆ ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันในกลุ่มอาเซียน

 

ดร.ปานปรีย์ ตั้งคำถามว่า ทำไมไทยขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ต่ำสุดในอาเซียน การใช้จ่ายภาครัฐในเวลานี้ก็มีข้อจำกัด เป็นที่ทราบได้ดีว่า เศรษฐกิจในประเทศมีปัญหา หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 65.05% ทำให้การใช้จ่ายในภาครัฐมีข้อจำกัด หนี้ครัวเรือนในสิ้นปี 2567 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 91.4% ต่อ GDP ซึ่งมีผลต่อภาวการณ์บริโภคในประเทศ หลายฝ่ายก็มีความเป็นกังวลอยู่ แต่ก็ยังไม่มีมาตรการ หรือนโยบายใดที่จะมีความชัดเจน ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

 

 

ความสำคัญทิศทางเศรษฐกิจ เหตุใดเราต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ และแผนงานทิศทางเศรษฐกิจ เพราะว่าสามารถวางแผนล่วงหน้าให้แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคราชการ ภาคธุรกิจ นักลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศ แรงงาน การศึกษา แลประชาชน ตาม Roadmap ทิศทางที่ถูกต้อง โดยภาครัฐและภาคเอกชนสามารถจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม สนับสนุนภาคเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างยั่งยืน เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น สิงคโปร์ และเวียดนาม

 

ดร.ปานปรีย์ ชี้ว่าปัญหาของเศณษฐกิจไทยคือ เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ด้านทำได้ไม่เต็มที่ นั่นคือ ส่งออกขยายตัวไม่ตรงเป้า การลงทุนมีการปรับเปลี่ยนย้ายฐานการผลิตจาก New Global Supply Chain หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลถึงรายได้และการลงทุนของภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศ ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจปรับตัวได้ช้า ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลกได้ไม่ทันท่วงที

 

“ที่สำคัญคือการปรับโครงสร้าง มีการพูดคุยเรื่องนี้ยาวนาน รู้ปัญหากันหมด แต่ไม่ได้จัดการแก้ไข หรือมีแผน หรือมีนโยบาย มาตรการที่ชัดเจนว่า จะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่อไปอย่างไร และควรเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่ วันนี้เกือบจะสายไปแล้ว ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไทยคงชะลอตัวอยู่อย่างนี้ และเติบโตต่อไปยาก” ดร.ปานปรีย์ กล่าว

 

 

อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า อีกปัญหาหนึ่งคือเสถียรภาพทางการเมืองไทย ที่ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาก็เติบโตมาได้ ไม่ใช่สุ่มเสี่ยงแบบบางประเทศในกลุ่มอินโดจีน รวมถึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตมีการนำวิสัยทัศน์มาพัฒนาเป็นนโยบายและแผนงานเศรษฐกิจ สามารถออกมาตรการมาสนับสนุนแผนงานได้อย่างชัดเจน เช่น การส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการผลิตจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนา Eastern Seaboard นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลควรมีนโยบาย และมาตรการอย่างไรเพื่อปรับทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ของโลก ซึ่งก่อนอื่นต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ก่อนว่าสำคัญอย่างไร กระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจภาคเอกชนอย่างไร

 

ดร.ปานปรีย์ มีข้อเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทย  8 ข้อได้แก่ 1. ไทยกําลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่นในการปรับตัวของนโยบายเศรษฐกิจไทยมีความสำคัญเป็นอย่างมาก 2. วิสัยทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีการดําเนินการมาถูกทางแล้ว เช่น การปรับโครงสร้างเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตัล Industry 4.0 หรือการต่อยอดการพัฒนา Eastern Seaboard มาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC แต่หลายเรื่องยังขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน และยังมีกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย

  1. การที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Economy, Green and Clean Economy เราคงไม่สามารถที่จะละทิ้งอุตสาหกรรมเก่าไปหาอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมดได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้อง Re-Balance การดูแลอุตสาหกรรมเก่า ให้เข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่
  2. นโยบายเศรษฐกิจต้องสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลกได้ เช่น ปัญหาสงครามยูเครน-รัสเซีย ทําให้หลายประเทศขาดแคลนสินค้าที่เดิมนําเข้าจากทั้งสองประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่ไทยสามารถส่งออกสินค้าทดแทนไปตลาดแบบนี้ก็เป็นได้ หรือพิพาทเรื่อง Chip War ระหว่างจีนกับสหรัฐ เราจะชักชวนใครมาลงทุนการผลิต Semiconductor หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในไทย เพื่อตอบโจทย์ Geopolitics และ Global Supply Chain ที่เปลี่ยนไป
  3. เรียนรู้จากคู่แข่งขัน เวียดนามสร้างความชัดเจนทางนโยบายที่จับต้องได้ เช่น การเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจ Digital การส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาด หรือ สิงคโปร์มีวิสัยทัศน์มองในเรื่อง Resilient Growth แล้วสามารถนําออกมาพัฒนาเป็นนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อบริหารทิศทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
  4. Skilled Labour คือสิ่งที่ประเทศไทยเราต้องให้ความสําคัญ และต้องเร่งพัฒนาให้ฝีมือแรงงานไทยให้สามารถยกระดับรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ของประเทศได้ ซึ่งจะเป็นรากฐานสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต
  5. ภาคเอกชนคือ Key Economic Driver ของเศรษฐกิจใหม่ในอนาคต ภาครัฐคือ Key Facilitator ทําหน้าที่สนับสนุนการสร้างโอกาสของภาคเอกชนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
  6. ภาคเอกชนควรทําข้อเสนอเศรษฐกิจ หรือ White Paper เสนอต่อรัฐบาล โดยเฉพาะหากมีประเด็นข้อคิดเห็นใหม่ๆ สําหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ดร.ปานปรีย์ สรุปภาพรวมว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการบริหารเศรษฐกิจต้องคํานึงถึงผลกระทบจาก “VUCA World” ซึ่งเป็นคําย่อของ ความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) ความคลุมเครือ (Ambiguity) โดยปัจจุบันนี้ปัจจัยหลักสําคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางเศรษฐกิจของโลก คือ geopolitics การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และ climate change ไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและแข็งแรง เกิดขึ้นจากการมองทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ อย่างชัดเจน แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิม ไทยจําเป็นต้องปรับตัวให้ทันตามกระแสโลก ทั้งนี้ไม่ควรละทิ้งอุตสาหกรรมเและธุรกิจเก่า แต่ควรสนับสนุนให้มีการปรับตัวเพื่อเดินต่อได้ พร้อมกับพัฒนา ความพร้อมให้สามารถยกระดับเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 

“ที่สำคัญท้ายที่สุดคือ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยด่วน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” ดร.ปานปรีย์ กล่าว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

‘วุฒิสาร’ ชี้ปัญหาใหญ่การเมืองไทย คือกติกาไม่แฟร์ ลั่นไม่เห็นด้วยยุบพรรค

 

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดงานครบรอบ 27 ปี โดยจัดเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ความท้าทายรัฐบาล”  โดย ศ.วุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปาฐกถาเรื่อง “ทิศทางการเมืองไทย” ตอนหนึ่งว่า ที่มาพูดวันนี้ไม่ได้มาทำนายการเมืองไทย แต่คำถามใหญ่ต่อคนไทย ถ้าพูดถึงการเมืองไทย ย้อนไปปี 2540 ที่นับเป็นการเมืองสมัยใหม่ของสังคมไทย จะพบว่าปี 2540 การตื่นตัวของประชาชนเกี่ยวกับกลไกระบบการเมืองใหม่ มีเครื่องมือใหม่ ดึงสิ่งที่ดีทั่วโลกไว้ในการเมืองไทย มีองค์กรอิสระ แต่คำถามคือตั้งแต่ปี 2540 ถึงบัดนี้ เราพอใจการเมืองปัจจุบันหรือยัง มันดีขึ้น หรือแย่ลง หลายคนบอกดีขึ้น อะไรคือดีขึ้น ทุกวันนี้ทำให้คนเบื่อหน่ายการเมือง ปฏิเสธการเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง ก็คือการไม่ลงสมัคร คำถามคือชุดความคิดชุดนี้ เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่

“เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์เชิงประจักษ์ชัดเจนแล้ว ใช่หรือไม่ จึงคิดว่า Perception  (การรับรู้) ทางการเมืองเมือง สำคัญกว่าความจริง คนพร้อมจะเชื่อบนพื้นฐานของ Perception ว่าพูดไปแล้วใช่หรือไม่ใช่ ค่าใช่หรือไม่ใช่ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ขึ้นกับหลักคิดสำคัญคือชอบใคร และไม่ชอบใคร” ศ.วุฒิสาร กล่าว

 

 

ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า ในทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการมีฝักฝ่าย มีพวก มีขั้ว แต่คำถามสำคัญของการเมืองไทยถ้าเทียบกับหลายประเทศ ขั้วทางการเมืองในหลายประเทศ เป็นขั้วเชิงอุดมการณ์และความเชื่อ เรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ทฤษฎีทางการเมืองบางอย่าง เชื่อเรื่องเสรีนิยม อนุรักษ์นิยม สิ่งแวดล้อม เป็นต้น เป็นชุดความเชื่อที่เป็นอุดมการณ์ทางสังคม แต่ขั้วการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์เสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องความชอบหรือไม่ชอบ มันคือทัศนะต่อตัวคน มันคือทัศนะที่ทำให้รู้สึกดีหรือไม่ดี หลายเรื่องอาจจะไปถึงคำว่าอคติทางการเมือง

ศ.วุฒิสาร กล่าวอีกว่า คำถามต่อไปคือการเมืองไทยมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ ในทัศนะของตน เราอาจรู้สึกว่า ประเทศไทย ผ่านรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ ใช้เปลือง อายุขัยเฉลี่ย 7-8 ปี แต่ถามว่า ถ้ามองด้วยสายตาที่เป็นธรรมมากขึ้น เราอาจบอกว่า รัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 2550 2560 เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เติบโตมากขึ้นและเราอาจไม่รู้สึกคิดว่ามี 2-3 เรื่อง

 

1.สิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้น สื่อมวลชนไม่เคยมีสิทธิเสรีภาพแบบนี้ ไม่เคยได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพประชาชนก้าวหน้าไปถึงขนาดสมรสเท่าเทียม นี่คือการพัฒนาทางการเมือง  2.กระจายอำนาจไปจากรัฐกลางไปสู่พื้นที่ดีขึ้น 3.การมีช่องทางหรือกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดีขึ้น กว้างขวางขึ้น

“กลไกพวกนี้ทำให้ระบบความตื่นตัวของประชาชนในทางการเมืองเปลี่ยนแปลง นี่เป็นพัฒนาการอันหนึ่งที่เราอาจไม่ค่อยรู้สึก เราชอบหรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ต้องยอมรับว่าปี 2540 ออกแบบหนึ่ง มีกลไกองค์กรอิสระ แต่ให้ สว.แก้ปัญหานี้ แต่ขณะเดียวกันบอกว่า สว.ต้องเป็นกลาง ห้ามหาเสียง ให้แนะนำ สุดท้ายเราก็พบว่า มีการครอบงำ เราก็มาแก้เรื่อง สว.” ศ.วุฒิสาร กล่าว

อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เชื่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพัฒนาทางการเมืองก้าวหน้าขึ้น โดยยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญ มีการให้สิทธิเสรีภาพสื่อมากขึ้น ล่าสุดคือกรณีการสมรสเท่าเทียม เป็นต้น และเมื่อสถาปนาในรัฐธรรมนูญแล้ว ยากที่จะถอยกลับ การมีหลักประกันกับประชาชนเรื่องสุขภาพ การศึกษา การเข้าถึงบริการของรัฐ คิดว่าก้าวหน้าขึ้น อาจไม่ได้ก้าวหน้าเรื่องหนึ่งคือปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่เรายังไม่เห็นความชัดเจน

ศ.วุฒิสาร อธิบายว่า คำถามต่อการเมืองไทย อย่าตัดสินบนพื้นฐานของด้านใดด้านหนึ่งบนความชอบหรือไม่ชอบ แต่ที่สำคัญมากที่พบคือ วงจรที่เราคุ้นเคยในทางการเมืองไทย คือการเลือกตั้ง แล้วมีภาพเล่นพรรคเล่นพวก มีความขัดแย้งในสังคม มีคอร์รัปชัน และเกิดการปฏิวัติ เมื่อปฏิวัติเสร็จ ออกกติกา และปล่อยให้มีเลือกตั้ง

“คำถามคือวงจรนี้มันวนอยู่อย่างนี้ ผมเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เชื่อว่าหลัง 2550 จะไม่มีปฏิวัติ แต่ 7 ปีต่อมามี วงจรนี้เป็นวงจรที่สังคมไม่ปฏิเสธ และยอมรับ อัศวินม้าขาว คิดว่านี่คือจุดอ่อนอันหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยไทย คือยอมรับในอำนาจที่ไม่ได้มาจากกลไกประชาธิปไตย และรับรองอำนาจนั้น ที่สำคัญมากคือเรามีความอดทนน้อยต่อความไม่สมบูรณ์ของระบบการเมือง” ศ.วุฒิสาร กล่าว

 

ศ.วุฒิสาร กล่าวอีกว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ล่าสุดเราเห็นคำหนึ่งที่เท่มากคือ เปราะบาง เราเห็นความเปราะบางทางการเมืองบ่อย ทำไมการเมืองไทยไม่ราบรื่น ไม่ต่อเนื่องเลย มีคนตั้งคำถามคดียุบพรรค นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตออกมาแล้วจะโดนอะไรหรือไม่ ตกลงจะแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ต้องถามประชามติประชาชนก่อน เสีย 3 พันล้านบาท ไม่เสียได้หรือไม่ แต่ถ้าเขาร้องไปแล้วถ้าศาลว่าผิดก็ทำฟรี นิรโทษกรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

 ล่าสุด การได้มาและการรับรอง สว.ใหม่ ตกลง สว.ใหม่จะได้หรือไม่ หลายคนที่ไม่ชอบ สว.ชุดเดิม บอกว่า อะไรก็ได้เอามาก่อน คนเก่าได้ไปสักที ชุดวิธีคิดแบบนี้คือความเปราะบางของการเมืองไทย รัฐบาลไม่สามารถเดินอะไรแบบราบรื่น มีหินให้สะดุดอยู่ตลอดเวลา นายกฯจะถูกออกหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ถามว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร เรื่องเหล่านี้ควรเกิดขึ้นหรือไม่

ศ.วุฒิสาร กล่าวด้วยว่า เมืองไทยต้องกลับมาพูดการเมืองที่มีทัศนะทางบวกบ้าง ต้องมองว่าการเมืองเป็นเรื่องปกติ ขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีทางเห็นตรงกัน สังคมสมานฉันท์ ไม่ได้หมายความว่าสังคมต้องเห็นพ้องต้องกัน แต่คนเห็นต่างกันแสดงความเห็นได้ และมีทางออก และไม่ใช้ความรุนแรง จุดแข็งของระบอบประชาธิปไตยมันแก้ไขตัวเองได้ มันฟื้นตัว ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ โดยยังคงหลักการของประชาธิปไตย คือรัฐธรรมนูญ

“คิดว่าสังคมยังขาด Core Value (ค่านิยม) ที่เป็นคุณค่าสำคัญของความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย และเราตีความว่าการเลือกตั้งไม่ดี แล้วประชาธิปไตยจะดีได้อย่างไร แต่ประชาธิปไตยคือวิถีชีวิต ที่ยึดความหลากหลาย เคารพเสรีภาพคน ตรงนี้คิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไร ก็จะบ่นแบบเดิม” ศ.วุฒิสาร กล่าว

อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวอีกว่า ข้อเสนอทางออกในอนาคตของการเมืองไทย เราต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยเป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน จุดสำคัญสุดอันแรกคือ เราต้องเชื่อก่อนว่าประชาชนมีความบริสุทธิ์ใจจะใช้อำนาจ การแบ่งอำนาจ ถ่วงดุล และตรวจสอบ โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่การเขียนกติกาบ้านเมือง การแบ่งอำนาจ การออกแบบองค์กรอิสระ รัฐสภา แล้วเราบอกว่าต้องมีถ่วงดุล แต่คิดว่าของเราอาจไม่ค่อยสมดุล เราอาจวางน้ำหนักไปในทางหนึ่งทางใดมากเกินไปหรือไม่ เหตุผลที่วางน้ำหนักแบบนั้นเพราะอะไร ย้อนไปคือมายาคติ และวิธีคิด ที่เรามองว่าทุกคนจะโกง เราจะเขียนกติกาที่ป้องกันเยอะ ถ้าคิดว่าทุกคนดี เราจะเขียนกติกาอีกแบบ คือให้เปิดเผย

ศ.วุฒิสาร ชี้ให้เห็นถึงทางออกของปัญหานี้ว่า ต้องเริ่มจากการออกแบบกติกาให้เป็นสากล โดยกติกาที่ใหญ่ที่สุดคือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นอย่าไปบอกว่าใครคนใดคนหนึ่ง มันไม่ได้ โทษไม่ได้ว่า การเมืองสกปรก ก็กติกาเราออกแบบนี้ เมื่อกติกาออกให้มีช่อง เขาก็ทำตามช่อง เพราะวัตถุประสงค์คือทำให้เขาเข้าสู่อำนาจรัฐ ผ่านการชนะการเลือกตั้ง และคนสำคัญที่สุดคือกรรมการ ซึ่งต้องตัดสินตามกติกา เมื่อกติกาเป็นธรรม กรรมการคุมกติกาละเอียด แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจ

“มีคนตั้งคำถามว่า ตกลงพรรคการเมืองไทยเป็นอย่างไร ถ้ากลับไปดูพัฒนาการกฎหมายพรรคการเมืองไทยคือ พรรคเกิดง่าย โตยาก ตายง่าย ยุบพรรคง่าย ตนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคมาตั้งแต่ปี 2550 เพราะพรรคเป็นของประชาชน ถ้ากรรมการบริหารพรรคทำผิดควรลงโทษรายบุคคล” ศ.วุฒิสาร กล่าว

ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า การออกแบบกติกาที่เป็นธรรม แฟร์ทุกเรื่อง คีย์เวิร์ดสำคัญคือ 1.เราต้องมีภาพกติกา เห็นภาพที่เป็นองค์รวม จะต้องถูกออกแบบว่ากลไกใดควรมีอำนาจแค่ไหน ใครถ่วงดุลใคร ทุกคนต้องถูกตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาเราอาจบอกว่า เรื่องนี้เราไม่ได้สัดส่วน ไม่ได้สมดุล การเมืองถูกตรวจสอบเยอะ แต่องค์กรอิสระไม่ได้ถูกตรวจสอบ กติกาแบบนี้คือการมององค์รวม เราอยากเห็นการเมืองเป็นอย่างไร เจตจำนง ออกแบบกติกาอย่างไรให้ไม่ต้องแก้บ่อย ๆ ทุกอย่างต้องออกกติกาเป็นกลาง แล้วปล่อยให้เขาเล่นกัน ส่วนคนคุมกติกาก็กำกับดูแลให้ดีแล้วกัน  2.การเสริมสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งจริง กลไกการพัฒนาระบบรัฐสภา กลไกให้พรรคการเมืองเติบโตต่อเนื่อง และกลายเป็นพรรคที่ประชาชนมีส่วน เป็นเรื่องสำคัญ ทำไมต้องออกแบบให้พรรคมีสาขา 4 ภาค สถาบันทางการเมืองต้องพัฒนาตัวเองด้วย แต่ต้องให้โอกาสเขาต่อเนื่อง3.การเมืองจะดีขึ้นเรื่อย ๆ บนพื้นฐานว่าคนทุกคนดี และทุกคนปรารถนาอยาเป็นนักการเมืองที่ดี คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Social Control หรือการสร้างการควบคุมทางสังคม ให้การเมืองเป็นระบบเปิด บทบาทสื่อสำคัญมาก การถ่ายทอดการอภิปรายในสภาฯทุกครั้งเป็นเรื่องดี เป็นการเปิดให้ประชาชนเฝ้าดู อยู่ในสายตาตลอด

“ยืนยันว่า ผมมองโลกในทางบวกว่า การเมืองไทยดีกว่าเก่า เรามีพรรคการเมืองใหม่ ๆ เข้ามาทำให้ระบบการเมืองเปลี่ยน ถ้าเราอดทนกับมันต่อไป ยอมให้มันผิดถูกบ้าง แล้วปรับปรุงแก้ไข โดยไม่ใช้อำนาจอื่น การเมืองไทยยังมีแสงสว่างในปลายทาง” ศ.วุฒิสาร กล่าว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สรงน้ำพระธาตุสันแก้วชุมพล วัดสันหลวงใหม่ อ.แม่จัน

 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุสันแก้วชุมพล ณ วัดสันหลวงใหม่ ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอแม่จัน นายชินกร ก๊อใจ

 

สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.แม่จัน เขต 2 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ และนายอนุรักษ์ ฟ้าคำตัน ในนามผู้รักษาการแทนวัฒนธรรมประจำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ
 
.
การสรงน้ำพระธาตุเป็นประเพณีความเชื่อดั้งเดิมมาแต่โบราณที่ชาวล้านนาทางภาคเหนือนิยมกระทำเป็นประจำทุกปี การสรงน้ำพระธาตุก็เปรียบเสมือนการที่ได้สรงน้ำสิ่งที่ที่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่เรียกว่าพระเจดีย์คือสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อเป็นการถวายเป็นพุทธบูชาในการสรงน้ำพระธาตุในประเพณีนิยมที่ได้กระทำกันมาโดยพิธีสรงน้ำพระธาตุสันแก้วชุมพล วัดสันหลวงใหม่นั้น โดยความเห็นชอบของคณะศรัทธาวัดสันหลวงใหม่คือบ้านสันหลวง หมู่ที่ 10 ตำบลจันจว้าใต้ และบ้านสันหลวงกลาง หมู่ที่ 8 ตำบลจอมสวรรค์ ในทุกฝ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นคือการสรงน้ำพระธาตุประจำหมู่บ้านสันหลวง อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ ของพระพุทธศาสนาของพี่น้องชาวบ้านสันหลวงทั้งสองตำบลคือตำบลจันจว้าใต้และตำบลจอมสวรรค์ และเพื่อเป็นการประกาศประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของทางหมู่บ้านสันหลวงทั้งสองตำบล อีกทั้งสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและแนวคิดสร้างสรรค์ในประเพณีวัฒนธรรมแบบใหม่
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

น่าน – เชียงราย ขอ 5 ปี มุ่งการค้าสากล เด่นวัฒนธรรมล้านนาสินค้าเกษตรปลอดภัย

 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 ที่ห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับนายเทวา ปัญญาบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ที่ลงพื้นจังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาดูงาน และรับฟังความคิดเห็นทิศทางการพัฒนาในอนาคตของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ฉบับทบทวน ประจำปี 2568 – 2570 ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน เพื่อทราบความต้องการของประชาชนในกลุ่มจังหวัดฯ รวมถึงทราบจุดแข็ง จุดอ่อน ของแต่ละจังหวัด ในการเตรียมรับมือกับปัญหาในทุกๆ มิติ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาคม หน่วยงานภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงราย เข้าร่วม

 

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ได้กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี “เป็นประตูการค้าสากล โดดเด่นวัฒนธรรมล้านนาสินค้าเกษตรปลอดภัย ประชาชนร่วมใจอนุรักษ์ทรัพยากร” โดยมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนใน 4 ประเด็นการพัฒนา ดังนี้ 
 
1.พัฒนาสภาพแวดล้อมในการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับต่างประเทศ เชื่อมโยงกับกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง AEC เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ 
2.สร้างความเข็มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีศักยภาพมุ่งสู่ตลาดโลก 
3.พัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศิลปวัฒนธรรม สุขภาพ และ MICE เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดอย่างยั่งยืน 
และ 4.ดำรงฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสู่การเป็นกลุ่มจังหวัดสีเขียว
 
 
โดยกล่าวสรุปจากการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ได้ว่า มีศักยภาพเชิงพื้นที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการการค้าและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ส่วนด้านภาคเกษตรยังคงต้องส่งเสริมให้ปรับเข้าสู่รูปแบบการเกษตรมูลค่าสูง สำหรับด้านสังคมการรับมือสังคมผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญ จึงจำเป็นต้องพัฒนาในทุกมิติ และด้านสิ่งแวดล้อมปัญหาหมอกควันไฟป่ายังคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งมือแก้ไขต่อไป
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมระดมความคิดเห็น ช่วยกันสำรวจความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะได้ไม่ซ้ำซ้อนความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัด ทั้งด้านการท่องเที่ยว การการเกษตร ด้านการค้าการลงทุน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และด้านอื่นๆที่สำคัญ เพื่อที่จะได้รวบรวม และจัดส่งให้ทีมบูรณาการกลางพิจารณาต่อไป
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

‘พิสันต์’ ดันศิลปะดนตรีอัตลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่นเชียงราย

 

เมื่อวันศุกร์ที่  5 กรกฎาคม 2567 เวลา 08.30 น. ณ หอประชุมกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นายพิสันต์  จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะดนตรีอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์  คล้ายสุวรรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายกล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร. อดิเทพ  วงศ์ทอง ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, นางฐิติมา  เร่งประเสริฐ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย, นางสลักจฤฎดิ์  ติยะไพรัช  ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, นายสุวิทย์  ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ, คณะอาจารย์ และศิลปินพื้นบ้านให้เกียรติมาร่วมพิธีเปิดกิจกรรมฯ

 

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะการดนตรีอัตลักษณ์ของล้านนา ศิลปวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญาด้านดนตรีพื้นบ้านล้านนาของจังหวัดเชียงราย

 

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย

การเสวนาวิชาการการสืบสานศิลปะดนตรีพื้นบ้านจังหวัดเชียงรายดำเนินรายการโดย ผศ.ดร. องอาจ  อินทนิเวศ อาจารย์ประจำสาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และคณะวิทยากรผู้ร่วมเสวนา

  • อาจารย์สุคำ แก้วศรี ข้าราชการครูบำนาญ, ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 4 ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
  • ผศ. รัตนะ ตาแปง ประธานหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดง และสาขาวิชาดนตรีและนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยพะเยา
  • ดร. พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ อาจารย์ประจำ คณะบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเชียงราย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

 

การจัดนิทรรศการและฐานเรียนรู้ด้านดนตรีล้านนา จำนวน 3 ฐาน ได้แก่

1) ฐานดนตรีพื้นเมือง (สะล้อ ซอ ซึง) โดย ดร.ศันสนีย์  อินสาร ประธานศูนย์ดนตรี กวี ศิลป์ ล้านนา

2) ฐานวงดนตรีปี่พาทย์ล้านนา โดย ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ  ดอนลาว อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

3) กลองสะบัดชัย โดย ผศ. รัตนะ  ตาแปง อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีและนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ดนตรีพื้นบ้านล้านนา โดยการบันทึกการแสดงสด เพื่อจัดทำคลิปวิดีทัศน์เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ พาครอบครัวหิ้วตะกร้าเข้าวัดทำบุญ

 

มื่อวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ณ วัดถ้ำป่าอาชาทอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายธีทัต พิมพา รองอธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วย นายบุญยเกียรติ เกียรติบรรจง ผู้อำนวยการกลุ่มกิจการพิเศษ กองศาสนูปถัมภ์ นายวัชรวิทย์ ศิริวัฒน์ นักวิชาการศาสนาชำนาญการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” กิจกรรมการส่งเสริม Soft Power พร้อมทั้งลงพื้นที่สำรวจวัดถ้ำป่าอาชาทอง เพื่อขยายผลต่อยอดโครงการในส่วนภูมิภาค และเป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมฯ ก่อให้เกิดกระแสพาครอบครัวหิ้วตะกร้าเข้าวัดทำบุญ และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ในมิติศาสนาวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางสังคมและมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญตักบาตร รักษาศีล และเจริญจิตภาวนา

 

ในโอกาสนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายสุพจน์ ทนทาน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนายพร้อมพงษ์ ทาสิทธิ์ ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ร่วมกับ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

  1. การทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนบุญกุศล และแผ่เมตตา
  2. การสำรวจพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” กิจกรรมการส่งเสริม Soft Power บริเวณวัดถ้ำป่าอาชาทอง
  3. กราบนมัสการ ครูบาเหนือชัย โฆสิโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำป่าอาชาทอง เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” และกิจกรรมส่งเสริม Soft Power
  4. ประชุมวางแผนกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะและมอบหมายภารกิจ ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  5. กราบนมัสการ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา
  6. กราบนมัสการ พระครูวิสาลบุญสถิต รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดหนองอ้อ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FOOD

เปิดตัวคาเฟ่ Department of Tea by Singha Park x MFU เรียนรู้ชา

 

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  ผศ.ดร.ภาณุพงษ์  ใจวุฒิ รองอธิการบดี นายชัยภัฏ จาตุรงคกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด นายชวาล คงทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด นายภุชคฤน ตั้งตรงเจตนา นายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกัน เปิดตัวคาเฟ่ “Department of Tea by Singha Park x MFU” ภายในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย

 

โดยนายชัยภัฏ จาตุรงคกุล  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด กล่าวว่า ทางสิงห์ปาร์ค เชียงราย ได้เดินหน้ารีโนเวทร้านใหม่ เปิดตัวคาเฟ่สุดพิเศษ “Department of Tea by Singha Park x MFU” ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไม่เพียงแต่เป็นคาเฟ่สำหรับนั่งชิลและเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มอันหลากหลาย แต่ยังเป็นศูนย์รวมแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับชา ที่จะเป็นแรงผลักดันให้คุณภาพชาไทยก้าวไกลสู่ระดับสากล

 

ซึ่งคาเฟ่แห่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการดื่มชาแบบ specialty tea โดยในร้านมีมุมสวยงามที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งมีโซน slow bar ที่ให้บริการชาพรีเมียมและมัทฉะที่ตอบโจทย์วัยรุ่น การตกแต่งภายในร้านเน้นความโมเดิร์นและอบอุ่น สร้างบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน การชวนเพื่อนมาอ่านหนังสือและการเรียนรู้

 

สำหรับการร่วมมือระหว่างสิงห์ปาร์คและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถมีส่วนร่วมในการเข้ามาฝึกทดลองทำงานจริง หารายได้เสริมระหว่างเรียน อีกทั้งยังมี Zone ที่สามารถมาทำ Workshop เกี่ยวกับชาได้อีกด้วยทั้งนี้ เพื่อผลักดันวงการชาไทยไปสู่ความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเยี่ยมชมคาเฟ่ “Department of Tea by Singha Park x MFU” ได้แล้ววันนี้ที่ตึก M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. ติดต่อได้ที่เบอร์ 065-924-0486 พบกับประสบการณ์ใหม่ของการดื่มชาและการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : MFU TODAY

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงราย จัดขบวนอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ เตรียมทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2567 เทศบาลนครเชียงรายโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มอบหมายให้ นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย  ข้าราชการเทศบาลนครเชียงราย โดยมี นายพุฒิพงษ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน นำข้าราชการ จิตอาสา และพสกนิกรชาวเชียงราย ร่วมประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุดอยตุง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขึ้นราชรถบุษบก ศิลปะล้านนา เพื่อเชิญไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ วัดพระแก้ว พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย

 

การประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ บ่อน้ำทิพย์ วัดพระธาตุดอยตุง (วัดน้อยดอยตุง) โดย ขบวนอัญเชิญเริ่มจากหน้าศูนย์เกษตรปลอดภัยนครเชียงราย ไปตามถนนบรรพปราการ ผ่านหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ โดยจุดนี้เทศบาลนครเชียงรายจัดการแสดงขบวนฟ้อนแบบล้านนา ของน้องๆนักเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงรายและมหาวิทยาลัยวัยที่สามนครเชียงราย จำนวนกว่า 1,000 คน จากนั้นขบวนเคลื่อนไปยังวัดพระแก้ว พระอารามหลวง

 

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2567  พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงราย

 

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 พิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว พระอารามหลวง อำเภอเมืองเมืองเชียงราย

 

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2567  คนเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เดินทางไปเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News