Categories
FEATURED NEWS

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชน

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชนและเครือข่ายท่องเที่ยวรายวัน

กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2569 – เมืองไทยในวันหยุดยาวกำลังถูกเล่าใหม่ผ่านสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเริ่มวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เลือกเปิดเกมส่งเสริมการเดินทางด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากภาพจำของการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวแบบเดิม แทนที่จะสื่อสารผ่านเวทีท่องเที่ยวขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ครั้งนี้ ททท. ขยับเรื่องการเดินทางให้มาอยู่ในพื้นที่ใกล้ตัวของผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี เพื่อชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวมองเห็นว่า การออกเดินทางอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่จุดที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำดื่ม แอปพลิเคชัน หรือร้านสะดวกซื้อในชุมชน

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ในโครงการที่ใช้ชื่อว่า “ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น” ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้ภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ปรากฏบนฉลากขวดน้ำดื่ม 7Select ทั้งประเภทน้ำดื่มและน้ำแร่ธรรมชาติ พร้อมเปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลดภาพ E-Wallpaper และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางตามรอยสถานที่จริงในช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2569

ตัวเลข 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคอาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเชิงแคมเปญ แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้น มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของการตลาดการท่องเที่ยวไทยที่พยายามนำแหล่งท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิม แล้วพาไปอยู่ในสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคพบเห็นได้ทุกวัน นี่ไม่ใช่เพียงการโฆษณาแหล่งเที่ยว แต่เป็นการย้าย “แรงบันดาลใจในการเดินทาง” ไปอยู่บนจุดสัมผัสที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

จากแผ่นพับสู่ขวดน้ำ จากบูธท่องเที่ยวสู่แอปในมือถือ

หากย้อนกลับไปในอดีต การชวนเที่ยวไทยมักเริ่มจากโบรชัวร์ บทความท่องเที่ยว โฆษณาทางโทรทัศน์ หรือมหกรรมท่องเที่ยวตามศูนย์ประชุม แต่ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2569 คือการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ต้องการให้การรับรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จริงและพฤติกรรมจริงของผู้คน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับซีพี ออลล์ในครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเสน่ห์ของไทย ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผ่านช่องทางสินค้าและบริการของเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งขวดน้ำดื่ม 7Select และแอปพลิเคชัน 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่

คำอธิบายดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะชี้ให้เห็นว่า ททท. ไม่ได้มองการท่องเที่ยวในฐานะเรื่องของปลายทางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองตลอดเส้นทางตั้งแต่แรงจูงใจ การรับรู้ การค้นหาข้อมูล ไปจนถึงประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเมื่ออยู่ในพื้นที่จริง ยิ่งในยุคที่การตัดสินใจเดินทางจำนวนมากเริ่มต้นจากการเห็นภาพ การสแกนคิวอาร์โค้ด หรือการค้นหาข้อมูลในมือถือ การพาแหล่งท่องเที่ยวไปอยู่บนบรรจุภัณฑ์และแอปพลิเคชันจึงเป็นการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคร่วมสมัยมากขึ้นอย่างชัดเจน

ในทางปฏิบัติ แคมเปญนี้ยังสะท้อนการใช้เครือข่ายค้าปลีกเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจ เพราะในมุมหนึ่ง ร้านสะดวกซื้อไม่ใช่เพียงที่แวะซื้อของระหว่างทาง แต่กำลังถูกจัดวางให้เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อข้อมูล บริการ และความรู้สึกปลอดภัยของผู้เดินทางด้วย

เครือข่าย 15,000 สาขากับบทบาทใหม่ในฐานะจุดพยุงการเดินทาง

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวชัดว่า ความพร้อมของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ อยู่บนฐานของเครือข่ายร้านกว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกพื้นที่และทุกชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจุดหมายปลายทางจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด

น้ำหนักของตัวเลข 15,000 สาขาไม่ได้อยู่แค่ความครอบคลุมเชิงธุรกิจ แต่สะท้อนว่าร้านสะดวกซื้อกำลังมีบทบาทคล้ายโครงข่ายสนับสนุนการเดินทางในระดับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น ร้านที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง มีสินค้าจำเป็น มีอาหารพร้อมรับประทาน มีพนักงาน และมีราคามาตรฐาน กลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยลดความกังวลของผู้เดินทางได้จริงในเชิงปฏิบัติ

ในคำอธิบายของซีพี ออลล์ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นไม่ได้ถูกวางเพียงเป็นผู้ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างความอุ่นใจให้กับผู้เดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจไม่คุ้นกับบริบทท้องถิ่น การมีมาตรฐานเดียวกันในสินค้าและบริการ การเข้าถึงได้ตลอดเวลา และการมีจุดบริการกระจายทั่วประเทศ ทำให้ร้านเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำใหม่ของการต้อนรับแบบไทยร่วมสมัย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ททท. เชื่อมโครงการนี้เข้ากับแนวคิด Trusted Thailand ซึ่งมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายในระดับนานาชาติ

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของการผสานท่องเที่ยวกับศิลปะในพื้นที่จริง

หากมองในระดับประเทศ แคมเปญนี้กระจายแรงบันดาลใจการเดินทางไปทั่ว 5 ภูมิภาค แต่ในระดับพื้นที่ เชียงรายถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างเด่นของการต่อยอดแนวคิดดังกล่าวให้จับต้องได้จริงผ่าน 7-Eleven Art Gallery ซึ่งข่าวประชาสัมพันธ์ของ ททท. ระบุชัดว่าจังหวัดเชียงรายมีจุดเช็กอินจากความร่วมมือ 7-Eleven X ขัวศิลปะ อยู่ที่สาขาหอนาฬิกา และสาขาชุมชนห้วยปลากั้ง

สิ่งที่ทำให้สองสาขานี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่แค่การทาสีผนังร้านให้ดูสะดุดตา แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกประจำวันให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองผ่านภาษาศิลปะ โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในพื้นที่ระบุว่า ผลงานที่สาขาหอนาฬิกา 2 ใช้ชื่อ The Magical Land ผลงานปี 2024 ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมของเชียงราย ส่วนสาขาชุมชนห้วยปลากั้งใช้ชื่อ The Wonderland ผลงานปี 2025 โดยมี “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ควบคู่กับดอกโบตั๋นที่สื่อถึงความมั่งคั่ง ความซื่อสัตย์ และเกียรติยศ ทั้งสองผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินเชียงราย พุทธรักษ์ ดาษดา

จุดนี้ทำให้เชียงรายมีบทบาทมากกว่าการเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกกล่าวถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ แต่กลายเป็นกรณีศึกษาของการใช้ศิลปะท้องถิ่นมาผสานกับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างจุดหมายย่อยในเมือง ที่ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ศิลปะบนผนังร้านสะดวกซื้อกำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่าเช็กอิน

เดิมทีคำว่าเช็กอินอาจหมายถึงการเดินทางไปยังวัดดัง ร้านกาแฟวิวสวย หรือแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงระดับจังหวัด แต่ในกรณีของเชียงราย แนวคิด 7-Eleven Art Gallery ทำให้คำว่าเช็กอินขยับมาสู่พื้นที่ธรรมดาในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนร้านสะดวกซื้อให้กลายเป็นสถานที่ที่คนอยากแวะเพื่อมอง อ่าน และถ่ายภาพ

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงความสวยงามของงานศิลป์ แต่ยังขยับพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะย่อย ๆ ในเมืองให้มีความหมายมากขึ้น ร้านที่เคยเป็นเพียงจุดซื้อของ กลายเป็นจุดที่สะท้อนเรื่องเล่าของเมือง ความเชื่อของชุมชน และตัวตนทางวัฒนธรรมของเชียงรายในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

ในแง่นี้ ศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นของประดับร้านเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูบานเล็ก” ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับเมือง และนั่นมีความหมายอย่างมากกับจังหวัดอย่างเชียงรายที่พยายามยืนยันสถานะของตนเองในฐานะเมืองศิลปะ เมืองวัฒนธรรม และเมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง

การเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของทิศทางท่องเที่ยวไทยยุคใหม่

การที่เชียงรายมี 7-Eleven Art Gallery ในความร่วมมือระดับประเทศระหว่าง ททท. และซีพี ออลล์ สะท้อนอย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือเชียงรายยังคงมีน้ำหนักในฐานะจังหวัดที่มีทุนทางวัฒนธรรมสูงและสามารถต่อยอดเรื่องเล่าท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยได้ ประเด็นที่สอง คือการท่องเที่ยวไทยในระยะนี้กำลังพยายามเชื่อมโลกของการเดินทางเข้ากับโลกของการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่แยกสองโลกนี้ออกจากกันเหมือนในอดีต

ถ้าจะมองให้ชัดขึ้น แคมเปญนี้ไม่ได้ขายเพียง “สถานที่” แต่ขาย “ความรู้สึกว่าการเที่ยวไทยเริ่มได้ทันที” และเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แนวคิดนี้เห็นภาพที่สุด เพราะในเมืองเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการเดินชมศิลปะบนหน้าร้านใจกลางเมือง แล้วต่อเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว วัด ศิลปะร่วมสมัย ร้านอาหาร หรือชุมชนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องรอพิธีการอะไรซับซ้อน

นี่คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่เบาขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนหยุดมองก่อนตัดสินใจเดินทางต่อ

ททท. และซีพี ออลล์กำลังส่งสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไม่ควรแยกออกจากเศรษฐกิจฐานราก

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการที่นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กล่าวถึงบทบาทของเซเว่น อีเลฟเว่นในการเป็นพื้นที่รวมของฝากและสินค้าท้องถิ่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้า OTOP จากชุมชนเข้ามาจำหน่ายเพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ชุมชน

แม้ข้อความนี้จะปรากฏในเชิงนโยบายและภาพรวม แต่ก็สะท้อนสาระสำคัญว่า ความร่วมมือด้านท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้มองเป้าหมายเพียงการพาคนออกเดินทางเท่านั้น หากยังต้องการให้การเดินทางเชื่อมกับเศรษฐกิจรายย่อยในระดับพื้นที่ด้วย ยิ่งในช่วงที่หลายจังหวัดพยายามหาวิธีทำให้การท่องเที่ยวมีผลต่อรายได้ในชุมชนอย่างแท้จริง การใช้เครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นช่องทางกระจายสินค้าและเรื่องเล่าของท้องถิ่นจึงเป็นประเด็นที่ควรจับตา

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น งานศิลป์ งานหัตถกรรม และทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมาก หากสามารถผูกสิ่งเหล่านี้เข้ากับเส้นทางการท่องเที่ยวและจุดสัมผัสใกล้ตัวได้อย่างมีระบบ โอกาสที่รายได้จะหมุนกลับสู่พื้นที่ก็ย่อมมีมากขึ้น

สงกรานต์ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ฤดูท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบของการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่

การที่ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ออกมาในช่วงปลายเดือนมีนาคม ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเป็นจังหวะก่อนเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเดินทางสำคัญของประเทศ ทั้ง ททท. และซีพี ออลล์ ต่างชี้ตรงกันว่าเทศกาลนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจะออกเดินทางหนาแน่น และเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นให้คนเลือกเที่ยวไทยมากขึ้น

สิ่งที่น่าจับตาคือ ความสำเร็จของแคมเปญนี้จะไม่ได้วัดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากการที่ผู้คนตอบสนองต่อแนวคิด “เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้” มากน้อยเพียงใด หากผู้บริโภคเริ่มมองขวดน้ำที่ซื้ออยู่ทุกวันเป็นประตูสู่การค้นพบสถานที่ใหม่ หากแอปพลิเคชันกลายเป็นเครื่องมือพาออกเดินทางจริง และหากร้านสะดวกซื้อบางสาขากลายเป็นจุดเช็กอินที่คนอยากแวะเพราะมีเรื่องราวของชุมชนซ่อนอยู่ แปลว่ากลยุทธ์ครั้งนี้ได้ขยับการท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิมสำเร็จระดับหนึ่ง

เชียงรายในสมการใหม่นี้อาจได้มากกว่าการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม

สำหรับเชียงราย ผลสะเทือนจากความร่วมมือครั้งนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีร้านสวยขึ้น 2 สาขา หรือถูกพูดถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ระดับประเทศ แต่มีโอกาสต่อยอดไปสู่การตอกย้ำบทบาทของจังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเมื่อจุดเช็กอินใหม่อยู่ในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแหล่งใหญ่หรือกิจกรรมใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนให้หยุด แล้วค่อยพาไปสู่เส้นทางอื่นในเมืองได้ นี่คือพลังของการออกแบบประสบการณ์ระดับจุลภาค ที่อาจดูเล็กในสายตาคนภายนอก แต่มีผลต่อการรับรู้เมืองอย่างมากในยุคโซเชียลและภาพถ่าย

เมื่อประกอบกับทุนเดิมของเชียงรายที่มีทั้งงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรี ชุมชนวัฒนธรรม และภูมิทัศน์เมืองที่มีเอกลักษณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้ามาของ 7-Eleven Art Gallery ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นอีกชั้นหนึ่งของการขยายพื้นที่ศิลปะให้กระจายเข้าไปในชีวิตจริงของผู้คนมากขึ้น

ปลายทางของความร่วมมือครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่ยอดขายหรือยอดสแกนเพียงอย่างเดียว

หากมองอย่างเป็นกลาง โครงการนี้ย่อมมีมิติทางธุรกิจประกอบอยู่ชัดเจน ทั้งในด้านการใช้เครือข่ายร้านค้า การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และการกระตุ้นการใช้แอปพลิเคชัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เปิดคำถามเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวไทยด้วยว่า เราจะทำอย่างไรให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เป็นเพียงการบอกให้คนไปเที่ยว แต่ทำให้การเดินทางรู้สึกง่าย ปลอดภัย เข้าถึงได้ และมีจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวมากพอจนคนอยากออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย คำตอบบางส่วนอาจเริ่มเห็นแล้วผ่านงานศิลปะบนผนังร้าน ผ่านชื่อผลงาน The Magical Land และ The Wonderland ผ่านตำนานแมงสี่หูห้าตา ผ่านสีที่เชื่อมโยงชุมชนกับร้านสะดวกซื้อ และผ่านการที่พื้นที่ธรรมดาในเมืองถูกตีความใหม่จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำ

ท้ายที่สุด เมื่อการเดินทางถูกเชื่อมเข้ากับศิลปะ วิถีชีวิต บริการรายวัน และเครือข่ายชุมชนอย่างแนบเนียนมากขึ้น การท่องเที่ยวก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และนั่นอาจเป็นจุดที่โครงการนี้พยายามพาไปให้ถึงมากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • 7-Eleven Art Gallery
  • พุทธรักษ์ ดาษดา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME