Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พาณิชย์หนุนวิสาหกิจชุมชน เพื่อผู้สูงวัย ‘Hug Villages’

 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการโครงการสร้างชุมชนสู่ออนไลน์สร้างรายได้ธุรกิจ (Digital Village by DBD) : Hug Villages จ.เชียงราย ถึงกับขนานนามเป็น ‘วิสาหกิจชุมชนเพื่อผู้สูงวัย’ โดยผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าปักมือ อัตลักษณ์ประจำถิ่นสุดประณีต กว่า 80% เป็นผู้สูงวัยในชุมชน สูงสุดอายุ 82 ปี ไม่เท่านั้นพ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย ยังช่วยไลฟ์ขายสินค้าตามสไตล์แต่ละคนที่ไม่เหมือนใคร นำรายได้เข้าชุมชนนับล้านบาท ยกย่อง ช่วยสร้างคุณค่า สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ เตรียมพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ให้โอกาสผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจชุมชน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “โครงการสร้างชุมชนสู่ออนไลน์สร้างรายได้ธุรกิจ หรือ Digital Village by DBD เป็นโครงการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งสร้างองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยเฉพาะด้านการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ขยับตัวเองจากพ่อค้า-แม่ขายเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ที่พร้อมนำเสนอสินค้าในแบบฉบับของตนเอง สร้างรายได้ให้ชุมชน เพิ่มโอกาสทางการตลาด ขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับธุรกิจฐานรากให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในบริบทการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น

โดยล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการพัฒนาและผ่านการอบรมโครงการ Digital Village by DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในปี 2566 เพื่อติดตามการดำเนินงาน พบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนเพื่อทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนฯ และการขยายช่องทางการตลาดแบบคู่ขนานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้ง เชิญชวนวิสาหกิจชุมชนฯ ร่วมออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้าที่กรมหรือหน่วยงานพันธมิตรจัดขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าและบริการ ขยายโอกาสทางการตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเป็น 1 ใน 9 มาตรการหลักของกรมในการสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการไทย

อธิบดีอรมน กล่าวต่อว่า จากการพูดคุยทำให้ทราบว่า วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ มีการจ้างแรงงานคนในชุมชนที่เป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงานนอกระบบ เข้ามาทำงานให้กับวิสาหกิจชุมชนฯ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าปักมือ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่มีความประณีตสวยงาม ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนฯ มีสมาชิกซึ่งเป็นคนในชุมชน 82 คน โดย 80% เป็นผู้สูงอายุที่ยังสามารถผลิตงานผ้าปักมือได้อย่างคล่องแคล่ว โดยสมาชิกที่มีอายุสูงสุด คือ 82 ปี จนสามารถขนานนามว่าเป็น ‘วิสาหกิจชุมชนเพื่อผู้สูงวัย’ ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังทราบว่าผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ หลังจากผ่านการอบรมโครงการ Digital Village by DBD ได้ช่วยไลฟ์สดขายสินค้าตามสไตล์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนใคร มีความเป็นธรรมชาติ และสามารถสร้างรายได้เข้าชุมชนนับล้านบาทต่อปี เป็นการนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการมาใช้ในการขยายโอกาสทางการตลาดที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ช่วยสร้างคุณค่า สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ โดยมีการส่งต่อความรู้และเทคนิคด้านการปักผ้าด้วยมือแก่สมาชิกคนอื่นๆ ที่ต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาชุมชน ทำให้เป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ให้โอกาสผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจชุมชน ใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาต่อยอดให้เกิดการพัฒนาในแบบฉบับของวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ

นางวิไล นาไพวรรณ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2548 โดยได้กำหนดเป้าหมายของธุรกิจไว้คือ ‘พัฒนาคน สร้างงาน สร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสังคม ของชุมชนท้องถิ่น’ เริ่มต้นจากการผลิตตุ๊กตาไหมพรมจำหน่าย ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าปักมือ เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายผสมผ้าใยกัญชง ไหมประดิษฐ์ และเส้นฝ้ายพื้นเมือง ที่ย้อมสีเส้นด้ายจากธรรมชาติใช้เอง และมีการปรับชื่อแบรนด์เป็น ‘Hug Villages Art Design’ เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นงานปักมือที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีเทคนิคการปัก 7 หลักการ ใช้ทั้งทฤษฎีสี องค์ประกอบศิลป์ และจินตนาการ ผสมผสานให้เกิดเป็นลวดลายปักที่สวยงามไม่เหมือนใคร จนได้รับรางวัลชมเชย ‘ผ้าอัตลักษณ์เชียงราย’ ที่มีความละเอียดประณีต ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงความพิเศษนั้น ซึ่งตรงกับสโลแกนของกลุ่มที่ว่า ‘ปักด้วยมือ สัมผัสด้วยใจ’

โดยเริ่มแรกเน้นขายสินค้าผ่านหน้าร้านเป็นหลักทั้งที่วิสาหกิจชุมชนฯ ตามงานแสดงสินค้าใน จ.เชียงราย และต่างจังหวัด ซึ่งผู้บริโภครับรู้และรู้จักผลิตภัณฑ์ในระดับหนึ่ง ต่อมา ปี 2566 ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ Digital Village by DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผ่านการอบรมวิสาหกิจชุมชนที่ใช้ออนไลน์ในการขยายช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาศักยภาพด้านการวางแผนธุรกิจ และการบริหารจัดการการค้าออนไลน์ให้สามารถพัฒนาและจำหน่ายสินค้าชุมชนบนช่องทางการตลาด e-Commerce ยุคใหม่ สร้างการรับรู้และช่วยกระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกพื้นที่ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังเป็นสมาชิกเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ของกระทรวงพาณิชย์อีกด้วย เพื่อเพิ่มพันธมิตรและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้กว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น ขอขอบคุณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการชุมชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อม/รายย่อย ให้มีความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นการติดอาวุธเสริมทักษะและช่วยให้ปรับตัวรับมือกระแสการค้าโลกใหม่ได้เป็นอย่างดี เป็นลมใต้ปีกและพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งและเติบโตอย่างมีศักยภาพในโลกการค้ายุคใหม่

อธิบดีอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนและผู้บริโภคที่สนใจงานผ้าปักมือของวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ทำมือบ้านจงเจริญ สามารถติดตามและเลือกชมสินค้าได้ทาง www.facebook.com/CraftChiangraibywilai62 ,  ID Line : wilainapaiwan โทร 088 267 4469 ซึ่งนอกจากจะช่วยอุดหนุนสินค้าของผู้ประกอบการชุมชนแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจผู้สูงอายุที่ร่วมสร้างสรรค์งานผ้าปักมือด้วยใจรักและช่วยหารายได้ให้ครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย ผู้สนใจและผู้ประกอบการสามารถติดตามกิจกรรมและโครงการดีๆ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทาง www.dbd.go.th และ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

อบจ.เชียงราย จัดรักบี้ฟุตบอล ปีที่ 2 เฟ้นหาตัวแทนสู่นักกีฬาอาชีพ

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 10  สิงหาคม  2567 เวลา 10.00  น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการกีฬาและนันทนาการประชาชนจังหวัดเชียงราย กิจกรรมที่ 29 การแข่งขันกีฬารักบี้ฟูตบอล 7 คน อบจ.เชียงรายคัพ ประจำปี 2567 โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล ที่ปรึกษาสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย นายเก่ง แกล้วกล้า นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

อบจ.เชียงราย ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จ.เชียงราย และสมาคมรักบี้แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันจัด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2567 เวลา 17.00 น.นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล 7 คน อบจ.เชียงรายคัพ ประจำปี 2567 ณ สนามรักบี้ฟุตบอล สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย พร้อมด้วย นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย และบุคลากร กองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย

โดยการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล 7 คน ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย และสมาคมรักบี้แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมและยกระดับกีฬารักบี้ฟุตบอลในจังหวัดเชียงรายให้แพร่หลาย เป็นการส่งเสริมความรู้ทักษะทางด้านกีฬารักบี้ฟุตบอล เพื่อต่อยอดในระดับการแข่งขันต่อไป เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ได้ฝึกทักษะในกีฬารักบี้ฟุตบอล และเป็นการยกระดับวงการกีฬารักบี้ฟุตบอลภายในจังหวัดเชียงราย โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมแข่งขันจากโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงราย  โครงการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล 7 คน ในระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม 2567 โดยมีกลุ่มเป้าหมายนักกีฬารักบี้ จากโรงเรียนมัธยมศึกษาใน จ.เชียงราย จำนวน  10 โรงเรียน ดังนี้ โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม 5 ทีม,โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม 2 ทีม,โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ 3 ทีม,โรงเรียนแม่จันวิทยาคม 2 ทีม,โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม 2 ทีม,โรงเรียนปล้องวิทยาคม 1 ทีม,โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม 1 ทีม,โรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ 62 2 ทีม,โรงเรียนพานพิทยาคม 1 ทีม,โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย  3 ทีม

 

มีกำหนดการแข่งขันประเภท รุ่นอายุ 12 ,14 ,16 ปี ชาย-หญิง ประเภททีมโรงเรียน ชาย-หญิง จำนวนทีมนักกีฬาที่ร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 22 ทีม จำนวนนักกีฬาทั้งหมด  352 คน โดยกำหนดตารางการแข่งขันออกเป็น 2 วัน ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากสมาคมรักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ที่ปรึกษาสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประสานผลักดันโครงการในครั้งนี้ และให้ความอนุเคราะห์กรรมการตัดสิน และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อนุเคราะห์บุคลากรประจำสนามแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จ.เชียงราย ให้การสนับสนุนในความร่วมมือในการ

ซึ่งผลการแข่งขันรักบี้ อบจ.เชียงรายคัพ ประจำปี 2567

รุ่น 12 ปีชาย

– ชนะเลิศ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

รุ่น 14 ปีหญิง

– ชนะเลิศ โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

รุ่น 14 ปีชาย

– ชนะเลิศ โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

รุ่น 16 ปีหญิง

– ชนะเลิศ โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

รุ่น 16 ปีชาย ดิวิชั่น 2

– ชนะเลิศ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

รุ่น 16 ปีชาย ดิวิชั่น 1

– ชนะเลิศ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62

รุ่นโรงเรียนหญิง

– ชนะเลิศ โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม

รุ่นโรงเรียนชาย ดิวิชั่น 4

– ชนะเลิศ โรงเรียนปล้องวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

รุ่นโรงเรียนชาย ดิวิชั่น 3

– ชนะเลิศ โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนพานพิทยาคม

รุ่นโรงเรียนชาย ดิวิชั่น 2

– ชนะเลิศ โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม

รุ่นโรงเรียนชายดิวิชั่น 1

– ชนะเลิศ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

– รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนจันจว้าวิทยาคม

จัดการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดมาจากการฝึกอบรมเมื่อ วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2567 และเพื่อคัดทีมเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภาคเหนือ ณ จังหวัดพิษณุโลกต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

12 สิงหาคม ชาวเชียงรายร่วมใจ บริจาคโลหิต อวัยวะ และดวงตา

 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ที่มูลนิธิสาธารณะกุศลสงเคราะห์เชียงราย (หน้าโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม) อ.เมืองเชียงราย เหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 เพื่อถวายความจงรักภักดี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ที่ทรงมีต่อประชาชนและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ซึ่งเปิดรับบริจาคตั้งแต่เวลา 9.00 – 14.00 น. โดยภายในกิจกรรมวันนี้ ชาวเชียงรายต่างรวมใจสวมเสื้อสีฟ้า สีสัญลักษณ์ของวันแม่ มีทั้งประชาชนจิตอาสา นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้ที่มาบริจาคโลหิตจะได้รับของที่ระลึก ใบประกาศเกียรติคุณ และได้ลุ้นรับรางวัลพิเศษ จากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รวมถึงลุ้นรับแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ แก้วน้ำมินิมอล ร่ม และอื่นๆอีกมาย จาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย และไทย ฮอนด้า เชียงราย เพื่อเป็นการตอบแทนที่มีจิตอาสา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการบริจาคโลหิตถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และยังเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้อื่น โดยการบริจาคเลือดปกติ 1 ครั้งสามารถช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 3 คน ทำให้มีเลือดเพียงพอในการรักษาชีวิตของผู้ป่วยตลอดไป

ทั้งนี้ “โลหิต” หรือ “เลือด” เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญในการใช้รักษาผู้ป่วย ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ที่สามารถคิดค้นสิ่งใดมาใช้ทดแทนโลหิตได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิต เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยการบริจาคโลหิตแต่ละครั้ง สามารถปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิตได้มากกว่า 3 ส่วน ช่วยชีวิตได้มากกว่า 3 ชีวิต และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์โลหิตได้อีกมากมาย เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อาทิ เกล็ดเลือด นำไปรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง นำไปรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ ผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการ ผ่าตัดหัวใจ อุบัติเหตุ ตกเลือดจากการคลอดบุตร พลาสมา นำไปรักษาผู้ที่มีอาการช็อกจากการขาดน้ำ ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัข 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ประเพณีโล้ชิงช้า บ้านห้วยไร่ อ.แม่จัน เทศกาลปีใหม่ชาวอาข่า

 
เมื่อวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดงานประเพณีโล้ชิงช้าของชนเผ่าอาข่าประจำปี พ.ศ. 2567 ณ บ้านห้วยไร่ (ซาเจ๊ะ) หมู่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายสมชาย บัญชาพล ผู้ใหญ่บ้านห้วยไร่ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายเสน่ห์ ปัญญาดี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นายก อบจ.เชียงราย, นายระพิน เตมียะ ที่ปรึกษา นายก อบจ.เชียงราย, นายสุทธิรัตน์ แสงเพ็ญจันทร์ ปลัดอำเภอแม่จัน หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง, นายไพศาล พรมมาลี นายกเทศมนตรี ตำบลแม่ไร่, นายณรงค์ชัย ใจวงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่ไร่, ข้าราชการ, ผู้นำท้องที่, ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

การจัดงานประเพณีโล้ชิงช้าของชนเผ่าอาข่าปีนี้เป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ความสำคัญของประเพณีและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ ตลอดจนการสร้างความสามัคคีในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้ให้คงอยู่ต่อไป

งานประเพณีโล้ชิงช้าของชนเผ่าอาข่าจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์เด็กเล็กบ้านห้วยไร่ (ซาเจ๊ะ) หมู่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมหลักประกอบด้วยการโล้ชิงช้า, การแสดงพื้นบ้าน, การทำอาหารและของฝากท้องถิ่น, และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของชนเผ่าอาข่า

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการจัดงานประเพณีโล้ชิงช้าในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย ดังนี้:

  • วันที่ 17-18 สิงหาคม 2567 เทศกาลโล้ชิงช้า บ้านดอยช้าง
  • วันที่ 22 สิงหาคม 2567 ประเพณีโล้ชิงช้า สืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ดอยแสนใจ ตำบลแม่สลองใน
  • วันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 ประเพณีโล้ชิงช้าบ้านผาฮี้

การจัดงานประเพณีโล้ชิงช้านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชุมชนในการรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้มีชีวิตชีวาและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชนและกับนักท่องเที่ยวที่สนใจวัฒนธรรมพื้นบ้านของชนเผ่าอาข่า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

รัฐบาลเล็งใช้เวทีแม่โขง-ล้านช้าง ผลักดันกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยย้ำว่า เป็นวาระที่สำคัญ พร้อมได้มอบหมายให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประสานร่วมกับประเทศเพื่อบ้าน เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดเผยว่า ตนเองมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation : MLC ครั้งที่ 9 ด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเน้นย้ำความมุ่งมั่นใจการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน

ขณะที่ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปได้ เพราะจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ

ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลของกัมพูชา, สปป.ลาว, จีน และอินเดีย ต่างให้ความสำคัญ และคำมั่นที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยในฐานะประเทศศูนย์กลางในลุ่มน้ำโขง จึงพร้อมผลักดันวาระดังกล่าวร่วมกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่กำลังจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่

นายมาริษยังขอบคุณฝ่าย สปป.ลาว โดยเฉพาะนายทองจัน มะนีไซ เจ้าแขวงบ่อแก้วคนใหม่ ที่ได้ประกาศกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกกิจการภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวในทุกระดับ พร้อมมั่นใจว่า ฝ่ายลาว ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาก และยืนยันว่า ทางการไทย ก็พร้อมร่วมมือกับ สปป.ลาวในระดับพื้นที่ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมกำหนดการในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation : MLC) ครั้งที่ 9 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคมนี้ ที่โรงแรมแมริออท เชียงใหม่ โดยนายกรัฐมนตรี จะการกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Towards Safer and Cleaner Mekong Lancang” และจะมีการแถลงข่าวร่วมกัน (Joint Press Conference)

หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 9 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน

สำหรับกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ริเริ่มโดยประเทศไทย ในปี 2555 เพื่อพัฒนากรอบความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เน้นให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมกระบวนการพัฒนาอาเซียน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวสื

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

กสทช. ส่งหนังสือตักเตือน 2 บริษัท หลังเชียงรายพบสายเคเบิลข้ามแดน 10.5 กม.

 

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2567 พ.อ.ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตากและประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา หรือ TBC ฝ่ายไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการลักลอบวางสายเคเบิลใต้ดินข้ามแดนจากหมู่บ้านสันติสุข ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงรายไปยังเขตอิทธิพลของกองกำลังว้าที่เมืองยอนในฝั่งพม่าว่า ผู้ลักลอบได้มีการตัดสายสัญญาณช่วงที่ต่อจากบ้านของเขา เพื่อไม่ให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็รู้ว่าใครเป็นคนทำ รวมทั้งชาวบ้านแถวนั้นก็รู้ ส่วนเรื่องการดำเนินคดีนั้นเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่ง กสทช.( คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)บอกว่าในความผิดครั้งแรกเป็นการตักเตือน เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างนี้ หากผิดครั้งที่ 2 จึงจะเป็นการดำเนินคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลากสายสัญญาณนับ 10 กม.เป็นเรื่องของความมั่นคงชาติจะไม่เอาผิดกับใครได้เลยหรือ พ.อ.ณฑีกล่าวว่า ได้แจ้ง กสทช. ไปแล้วว่ามีการสืบทางลับ ทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นคนทำคือคนในหมู่บ้าน แต่เขาก็รู้ตัวจึงตัดสายของตัวเองออก อย่างไรก็ตามการวางสายข้ามไปฝั่งโน้นระยะทางไกล แม้หลักฐานที่เป็นประจักษ์โดนทำลายไปก่อน แต่ถ้าเอาจริงๆ ก็สืบสาวรู้อยู่แล้ว

“อินเตอร์เน็ตคุณจ่ายรายเดือนเท่าไหร่ ความเร็วเท่าไหร่ รู้หมดนั่นแหละ แต่ต้องอยู่ที่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเขาดำเนินการได้เต็มที่แค่ไหน ถ้าไม่เต็มที่ก็ตอบว่าพยานหลักฐานไม่ได้ออกจากบ้านเขา กำปั้นทุบดินก็จบไป หน่วยปฏิบัติก็ได้แต่ทำงานไป แต่จับไม่ได้ รอเวลาว่าเมื่อไหรเจ้าหน้าที่เผลอ เขาก็ทำอีก” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กล่าว

ประธาน TBC ฝ่ายไทย กล่าวว่า การวางสายเคเบิลนั้นเป็นสัญญาณคงที่กว่าการใช้จานรับส่งสัญญาณ แต่จานได้รับความนิยมมากกว่าโดยเป็นจานกลมๆ เป็นตัวขยายสัญญาณ  ซึ่งจะติดตั้งในบ้านได้เลยแล้วหันสัญญาณส่งออกไป ทั้งนี้การส่งสัญญาณมีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ 1.การใช้แผงของบริษัทโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นทรู เอไอเอส ดีแทค โดยในส่วนนี้เราส่งข้อมูลให้ กสทช.ช่วยตรวจสอบและให้หันแผงกลับมาเข้าฝั่งประเทศไทย พร้อมทั้งมีตรวจสอบสัญญาณตามแนวชายแดนว่ามีการส่งสัญญาณออกไปถึงมากน้อยแค่ไหน และตรวจวัดระดับสัญญาณ ซึ่ง กสทช.แจ้งว่าดำเนินการเรียบร้อยแล้วขณะนี้ระดับสัญญาณอ่อนลงและบางจุดไม่สามารถใช้การได้ 2. วิธีลากสายเคเบิลออกไป และ 3. ใช้ตัวขยายสัญญาณ ซึ่งเหมือนจานดาวเทียมโทรทัศน์ โดยแต่ละบ้าน สามารถติดตั้งไว้ภายในแล้วเปิดหน้าต่าง เปิดประตู หันจานออกไปเพื่อส่งสัญญาณขยายไปยังที่ที่ต้องการ ลักษณะเดียวกันกับแผงสัญญาณของบริษัทใหญ่

“นิยมใช้ตัวขยายสัญญาณกัน เพราะเอื้อประโยชน์มากที่สุด แค่ติดตั้งภายในบ้าน พอเจ้าหน้าที่มาตรวจ เขาก็หันจานกลับและบอกว่าไม่ได้ส่ง เมื่อเจ้าหน้าที่กลับไปก็หันจานส่งไปที่เดิม เราพบวิธีการแบบนี้มากตามบ้านเรือนที่อยู่แนวชายแดน  หรือแนวตามลำน้ำโขง วิธีการแบบนี้ทำให้ตรวจสอบหลักฐานได้ยากเพราะไม่มีสายลากไป เพียงใช้จานขนาดเล็กแค่เมตรกว่าๆ ซึ่งง่ายที่สุด ใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตบ้านที่จะเพิ่มเมกให้แรงๆ แล้วส่งไป”พ.อ.ณฑี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะแก้ปัญหาลักลอบในรูปแบบที่ 3 นี้อย่างไร บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องไปเข้าตรวจ หากเจอก็ถ่ายรูปและดำเนินการทันทีแม้เป็นเรื่องยาก ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติของผู้กระทำความผิดซึ่งต้องหลบเลี่ยงอยู่ตลอด แตกต่างจากแผงสัญญาณของโทรศัพท์ใหญ่ที่มองเห็นทำให้ทำได้ยาก สาเหตุที่บริษัทใหญ่ทำก็เพราะได้รายได้  แต่สำหรับจานขยายสัญญาณนั้นเล็กจึงทำให้ตรวจสอบยาก

“เขาลักลอบส่งสัญญาณไปได้ไกลเพราะมีตัวขยายไปอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่ายิงสัญญาณข้ามไป 50-60 กม. ไม่ใช่แบบนั้น แต่จานขยายสัญญาณไปได้  4 กม. แล้วก็มีจานฝั่งโน้นขยายอีก ส่งต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งบริษัทเจ้ายของสัญญาก็ไม่รู้ ตรวจไม่ได้ ถ้าเราจะแก้ปัญหานี้ ต้องให้คนในชุมชนช่วยกัน เพราะผู้ใหญ่บ้านต้องทราบอยู่แล้ว กระทรวงมหาดไทยต้องช่วย อสม.ประจำหมู่บ้านต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา”พ.อ.ณฑี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการลากสายเคเบิลจากหมู่บ้านสันติสุขไปฝั่งเพื่อนบ้านมีวัตถุประสงค์อะไร ประธาน TBC ฝ่ายไทย กล่าวว่าเป็นการเอื้ออำนวยฐานปฏิบัติการของชนกลุ่มน้อยเพื่อนำไปใช้ส่งข่าว วิทยุและภาพต่างๆและรายงานข่าวสารให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ซึ่งสายเคเบิลที่วางแม้มีความยาวนับ 10 กม. แต่จะมีตัวขยายสัญญาณเป็นระยะๆเหมือนกล่องปลั๊กไฟซึ่งเราได้ขุดเจอ

ด้านนายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม กสทช.กล่าวว่า บริษัทต่างชาติที่เป็นบริษัทเพื่อนบ้านในภูมิภาค แต่ไม่ใช่บริษัทในประเทศเมียนมา ได้มาเช่าอินเตอร์เนตลีสไลน์(สายอินเทอร์เน็ตแบบเช่าใช้) ดรอปไว้ และแอบลักลอบลากสายกว่า 10.5 กม.ข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา ดังที่ปรากฏเป็นข่าว โดยบริษัทต่างชาติได้ขอให้โอเปอร์เรเตอร์มาวางไว้  2 จุด โดยจุดที่หน้าแปลงสวนเกษตร กับอีกจุดหนึ่งที่ท่าสุเทพ

 

“กสทช.ได้เรียกโอเปอร์เรเตอร์บริษัทผู้ให้บริการ 2 รายมาสอบแล้ว ว่าเอาไปลงตรงนั้นได้อย่างไร ทางบริษัทได้ไปดูหรือไม่ว่าลูกค้าบริษัทต่างชาตินำไปใช้อะไร เขาบอกว่าเขาไม่ได้ไปดูเลย เขามีหน้าที่แค่ว่าผู้ซื้อบอกดรอปตรงนี้ก็ไปดรอป ผมบอกว่าไม่ได้ละ ผมขอใช้คำว่า สักแต่ว่าขายของ ขายของแบบเอาไปดรอปไว้ตรงแนวชายแดน คุณก็รู้อยู่ว่าวันนี้มันมีประเด็นเรื่องนี้อยู่ค่อนข้างรุนแรง คุณไม่รู้หรือว่าเป็นความเสี่ยง จากการตรงสอบพบว่าบริษัทต่างชาติที่ขอให้ติดตั้งไม่มีบริษัทอยู่ที่เมืองไทย ถ้ามีออฟฟิศอยู่จุดที่ดรอปเป็นสาขา อันนี้เราไม่ว่า แต่นี่มาดรอปหน้าแปลงสวนป้าคนนั้น แล้วออฟฟิศเขาอยู่ไหน บริษัทก็ไม่ได้สนใจ ผมจึงขอดูการดรอปสายทั้งหมดเลย เพราะไม่ไว้ใจโอเปอร์เรเตอร์แล้ว มันทำให้สถิติการร้องเรียนภัยไซเบอร์ไม่ลดลง มันยังสายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเราตามอยู่” ผ.อ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมกล่าว

นายสุธีระกล่าววว่า ทาง กสทช. ได้มีหนังสือตักเตือน โดยทางกฎหมายปกครอง ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ของ กสทช. เราต้องตักเตือน2 บริษัทนี้ให้แก้ไขก่อนว่าห้ามมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก ถ้ามีกรณีแบบนี้อีกจะมีโทษปรับตามกฎหมายปกครอง เป็นมาตรการปกครอง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่หันจานขยายสัญญาณออกนอกประเทศแต่เมื่อเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบก็หันกลับมาในประเทศ ทาง กสทช.แก้ไขปัญหาอย่างไร นายสุธีระ กล่าวว่า กสทช. จะมีการส่งรถตรวจสอบสัญญาณไปในพื้นที่ทุกสัปดาห์ หากมีสัญญาณเพิ่มขึ้นมาจากจุดที่เราเคยวัดระดับไว้ ก็จะค้นหาทันทีว่าเพราะอะไร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวชายขอบ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

นายกฯ สั่งติดตามการค้าชายแดน 6 เดือน ส่งออก 534,316 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินนโยบายระหว่างประเทศด้วยความเป็นมิตร ส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันในทุกระดับ เพื่อเพิ่มตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดน-ผ่านแดน โดยให้ติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าเป็นตลาดที่สำคัญของการส่งออกสินค้าของไทย เพื่อต่อยอดเพิ่มพูนประโยชน์ทางด้านการค้าระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้าและความสัมพันธ์ที่ดีของประชาชนในพื้นที่ และเพิ่มมูลค่าการค้าให้เศรษฐกิจไทย

โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 การค้าชายแดน-ผ่านแดน ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณบวก ขยายตัวที่ 3.6% จึงสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนในงานมหกรรมการค้าชายแดนปี 2567 กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน สร้างพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศคู่ค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย

นายชัยกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินนโยบายตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนอย่างใกล้ชิด จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2567 ที่มีสัญญาณที่ดี อยู่ในแดนบวก มีมูลค่าการค้ารวม 912,283 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออก 534,316 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการนำเข้าของไทยอยู่ที่ 377,968 ล้านบาท โดยที่ไทยได้ดุลการค้า 156,348 ล้านบาท โดยมูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในช่วงครึ่งปีแรก มีมูลค่าการค้ารวม 493,470 ล้านบาท โดยมูลค่าการค้าสูงสุดตามลำดับ ได้แก่ ลาว มีมูลค่าสูงสุด 150,697 ล้านบาท มาเลเซีย 149,361 ล้านบาท เมียนมา 106,630 ล้านบาท และกัมพูชา 86,783 ล้านบาท ซึ่งจากมูลค่าการค้ารวมทั้งหมด แบ่งเป็นการส่งออก 305,452 ล้านบาท ในส่วนของการนำเข้าอยู่ที่ 188,019 ล้านบาท ทำให้ไทยได้ดุลการค้ารวม 117,433 ล้านบาท จากสินค้าส่งออกชายแดนที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 23,109 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 10,432 ล้านบาท และน้ำยางข้น 8,221 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ช่วงครึ่งปีแรก มีมูลค่าการค้ารวม 418,813 ล้านบาท โดยการค้าผ่านแดนไปจีนมีมูลค่าสูงสุดที่ 244,175 ล้านบาท สิงคโปร์ 53,137 ล้านบาท และเวียดนาม 36,269 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งจากมูลค่าการค้ารวมทั้งหมด แบ่งเป็นการส่งออก 228,864 ล้านบาท และการนำเข้า 189,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 67,601 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 40,957 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 19,500 ล้านบาท

นายชัยกล่าวว่า มูลค่าทางการค้าเพิ่มมากขึ้น เป็นข้อพิสูจน์ถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรม ส่งเสริมการค้าชายแดน-ผ่านแดน งานมหกรรมการค้าชายแดนปี 2567 ระหว่างวันที่ 15-18 ส.ค.ที่ จ.สงขลา บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้าร่วม โดยจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน เจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

Tesla พับแผนตั้งโรงงาน ‘ไทย-มาเลย์-อินโด’ หลังไม่สามารถแข่งขันกับรถอีวีจากจีนได้

 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียเปิดเผยว่า “เทสลา อิงค์” (Tesla) ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เนื่องจากความท้าทายจากการแข่งขันที่ดุเดือดจากประเทศจีนและสถานการณ์ที่บริษัทเผชิญอยู่

เว็บไซต์เดอะสเตรทไทม์สในสิงคโปร์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ได้กล่าวถึงเหตุผลที่เทสลาตัดสินใจเปลี่ยนแผน โดยระบุว่า ซาฟรุล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ได้รับข้อมูลตรงจากแหล่งข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของเทสลาว่า บริษัทไม่สามารถแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้

อันวาร์อธิบายว่า ซาฟรุลได้รับข้อมูลล่าสุดซึ่งแสดงถึงความเพลี่ยงพล้ำของเทสลาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากรถอีวีที่ผลิตในจีน ซึ่งทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้ นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับเป็นการรายงานโดยตรง ไม่ใช่จากสื่อ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ยังกล่าวด้วยว่าแผนการลงทุนในมาเลเซียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และตอนนี้เทสลามีเพียงการตั้งสำนักงานขายและโชว์รูมในประเทศไทยและมาเลเซียเท่านั้น

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรีไทยได้เปิดเผยว่ามีการเจรจาเบื้องต้นกับเทสลาสำหรับการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยได้เสนอแผนการใช้พลังงานสีเขียว 100% ในโรงงานเพื่อดึงดูดการลงทุนจากเทสลา

ทางด้านซาฟรุล อาซิสได้ชี้แจงว่ากระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซียไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการว่าเทสลาจะเปิดโรงงานในประเทศมาเลเซีย และเทสลาก็ไม่เคยประกาศแผนการตั้งโรงงานในประเทศนี้เช่นกัน

ซาฟรุลยังกล่าวถึงรายงานล่าสุดที่เทสลาพับแผนการลงทุนในอาเซียนว่าไม่ได้มาจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเทสลา แต่เป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนสามารถเสนอราคาและเทคโนโลยีที่แข่งขันได้อย่างดุเดือด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของบริษัทต่างชาติในการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เว็บไซต์เดอะสเตรทไทม์สในสิงคโปร์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ธนพิริยะ ค้าปลีกเชียงราย ครึ่งแรกปี 67 กวาดรายได้ 1,409 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค้าปลีกเชียงรายโตแรงรับท่องเที่ยวเมืองรอง TNP กวาดรายได้ ครึ่งแรกปี 67 ทะลุ1,409 ล้านบาท โต 11% กำไรสุทธิ 87 ล้านบาทครึ่งปีหลังเร่งขยายเพิ่ม 4 สาขาในช่วงที่เหลือของปี รับดิจิทัลวอลเล็ต เที่ยวเมืองรอง และไฮซีซั่นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี หนุนรายได้ทั้งปีโต 10-15%

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2567 บริษัทเร่งเปิดสาขาใหม่และเพิ่มสัดส่วนการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในกลุ่มแม่และเด็กรวมถึงเพิ่มสัดส่วนการขายส่งให้กับร้านค้า ทำให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกมีรายได้จากการขายจำนวน 1,409.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144.03 ล้านบาท คิดเป็น 11.38% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจำนวน 244.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.92% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 17.36% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นดังกล่าวเกิดจากภาพรวมยอดขายที่เติบโต สนับสนุนให้มีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 87.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.62% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 6.15

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 67 TNP มีรายได้จากการขายจำนวน 709.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.25% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักจากยอดขายของสาขาเดิมที่เติบโต 1.4% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 122.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.82% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 17.20% ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 42.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.65% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 5.92%

ทั้งนี้ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 67 เป็นไปตามกลยุทธ์หลักในการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นรากฐานการเติบโตในอนาคต โดยครึ่งปีแรกของปี 2567 บริษัทได้เปิดสาขาใหม่จำนวน 1 สาขา ทำให้มีสาขาทั้งหมดจำนวน 46 สาขา

และในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ธนพิริยะเปิดสาขาใหม่อีก 1 สาขา รวมเป็น 47 สาขา อีกทั้งมีแผนเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาในช่วงที่เหลือของปี สนับสนุนให้ในสิ้นปี ธนพิริยะจะมีสาขาทั้งสิ้น 51 สาขา

“ในปี 67 นี้ TNP ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 10-15% ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยขยายสาขาเพิ่มเพื่อรับกำลังซื้อที่ฟื้นตัว และการบริหารงานที่ทันต่อสถานการณ์ บวกกับอานิสงส์ของนโยบายภาครัฐ ทั้งในส่วนของดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าดีเดย์ อนุมัติใช้แล้วคาดว่าประชาชนจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านค้า กระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการใช้จ่ายภายในจังหวัดเชียงรายให้คึกคัก เนื่องจากเป็นจังหวัดแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ จึงมองว่าในปี 67 บริษัทฯ จะสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง”

ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดผลดำเนินงานงวด 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 67 ในอัตราหุ้นละ 0.0425 บาท ซึ่งกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 20 สิงหาคม 2567 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 5 กันยายน 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ดึงพลังคนรุ่นใหม่ เทศกาลออกแบบ ของคนเชียงรายสร้างสรรค์ ครั้งที่ 3

 

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 ที่ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย ศาลากลางหลังแรก จังหวัดเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลออกแบบของคนเชียงรายสร้างสรรค์ (Chiangrai Sustainable Design Week 2024) ครั้งที่ 3 “Chiangrai Creature” สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมแสดงความยินดีในการจัดงานในครั้งนี้

เทศกาลออกแบบของคนเชียงรายสร้างสรรค์ (Chiangrai Sustainable Design Week 2024) ครั้งที่ 3 เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด Chiangrai Creature สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมือง แนวคิดเมืองมีชีวิต สรรพสิ่งมีชีวิต สะท้อนแนวคิดเมืองสร้างสรรค์เชียงรายที่สมดุล ใน 4 มิติ ที่มีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ มิติที่ 1 คนรุ่นใหม่ คือศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนและพัฒนากระบวนทัศน์ทางความคิด และความคิดสร้างสร้างสรรค์ ผลักดันโอกาสทางเศรษฐกิจการลงทุน และสังคมและวัฒนธรรมของเชียงราย มิติที่ 2 การก่อให้เกิดความยั่งยืนผ่านกระบวนทางความคิดและความคิดสร้างสรรค์ผสานกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานสำคัญในกระบวนการแห่งการพัฒนาเมือง มิติที่ 3 ความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นแก่นทางสังคมและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกและปลุกความมีชีวิตของเมืองเชียงราย และมิติที่ 4 การมีส่วนร่วมของชุมชนร่วมออกแบบเมืองเชียงรายให้เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิต

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของ UNESCO (UCCN) ในฐานะที่มีเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองน่าลงทุน และเมืองน่าเที่ยวสนุกสนาน พร้อมเปิดความรู้และประสบการณ์จาก 3 กิจกรรมหลักสอดคล้องเมืองน่าอยู่กับกิจกรรม SMOG ธุลีกาศสร้างสรรค์วัสดุเหลือใช้จากการเกษตรที่ก่อให้เกิดไฟป่าและมลภาวะ PM 2.5 ให้เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นการตระหนักและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับเมืองเชียงราย โดยเฉพาะกิจกรรมสล่ากาแฟ ที่สะท้อนกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ ความประณีต และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของกระบวนการผลิตกาแฟ เพื่อให้ได้ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีความพิเศษ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมของเมืองเชียงราย 

ทั้งนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมวน “เวียง” เจียงฮาย ที่ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ตอกย้ำความเข้มแข็งและการให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบต่างๆ การฉายภาพ Projection Mapping สื่อความหมายปัจจุบันและอนาคตที่ทุกภาคส่วนของจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันออกแบบ กิจกรรม exhibition & showcase บูทนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา และผู้ประกอบการ การสัมมนาทางวิชาการด้านการออกแบบสร้างสรรค์ กิจกรรม Learning & sharing กิจกรรม workshop ตลาดนัดนักออกแบบ Design market การขายสินค้าที่สะท้อนศักยภาพพื้นถิ่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งงานจัดระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2567 ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย ศาลากลางหลังแรก จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่เวลา 13.00 – 21.00 น.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News