Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

กระทรวงวัฒนธรรมครบรอบ 22 ปี มอบโล่เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์

 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 กระทรวงวัฒนธรรมจัดงานวันสถาปนากระทรวงวัฒนธรรมครบรอบ 22 ปี พร้อมพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ “วัฒนคุณาธร” ประจำปี 2567 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยมีนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพฯ

ในช่วงเช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมพิธีบวงสรวงและทำบุญเนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงฯ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะพระพุทธสิริวัฒนธรรโมภาส พระสยามเทวาธิราช และศาลตา-ยาย ประจำกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ มีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนา

ภายหลังพิธีบวงสรวงและทำบุญเนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงฯ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงความสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 โดยมีภารกิจหลักในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรมมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปดวงประทีปภายในบุษบก เหนือหมู่ลายเมฆหมอก หมายถึงปัญญาซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรได้ออกแบบตรานี้ในปี พ.ศ. 2485 และมีพระพุทธสิริวัฒนธรรโมภาส เป็นพระพุทธรูปประจำกระทรวง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2563 เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสุโขทัย และได้รับการประทานนามจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ความหมายของนามพระพุทธรูปนี้คือ “พระพุทธเจ้าทรงเจริญรุ่งเรืองด้วยพระสิริและรัศมีแห่งธรรม”

ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. ได้จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ “วัฒนคุณาธร” เพื่อยกย่องบุคคลและหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีบุคคลและองค์กรจากจังหวัดเชียงรายได้รับรางวัลในครั้งนี้ 3 ราย ได้แก่

  • ประเภทเยาวชน: นายวงศ์วริศ บูราณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม
  • ประเภทบุคคล: นางสาวภัททิรา วิภวภิญโญ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ประเภทนิติบุคคล: บริษัท โตโยต้าเชียงราย จำกัด โดย คุณจินตนา และ คุณเรืองชัย จิตรสกุล CEO บริษัท โตโยต้าเชียงราย จำกัด

ในการมอบโล่ครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางรัชฏ์พันธุ์ รัชนีวงศ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, นางพรทิวา ขันธมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม, และนางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานดังกล่าว

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมของไทยในทุกมิติ ทั้งการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับประเทศต่าง ๆ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าวัฒนธรรม โดยในปี 2567 กระทรวงวัฒนธรรมได้วางเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมย้ำว่าการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยจะต้องมีการพัฒนาและปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย และยึดถือความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้วัฒนธรรมไทยยังคงเป็นพลังในการสร้างความเป็นเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจให้กับคนไทยต่อไปในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผบ.มทบ.37 มอบเงินช่วยเหลือกำลังพลค่ายเม็งรายฯ หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่

 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือให้แก่กำลังพลและครอบครัวที่ประสบอุทกภัย ทั้งในและนอกค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย รวมจำนวนทั้งสิ้น 385 ครอบครัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยงบประมาณดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือกำลังพลที่ประสบภัยในครั้งนี้

สำหรับการมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ อดีต ผบ.ทบ. ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดอุทกภัยก่อนหน้านี้ และได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของกำลังพลและครอบครัวหลายครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จึงได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อนำมาช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและครอบครัว

ทั้งนี้ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2567 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกท่านปัจจุบัน ได้รับมอบหมายให้ส่งมอบงบประมาณดังกล่าวให้กับ พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน เพื่อดำเนินการแจกจ่ายให้กับกำลังพลที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ค่ายเม็งรายมหาราชและบริเวณใกล้เคียง

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้จัดขึ้นที่อาคารเสนาบันเทิง มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และกำลังพลเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากการมอบเงินช่วยเหลือแล้ว พลตรี บุญญฤทธิ์ ยังได้กล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และครอบครัว พร้อมย้ำให้ทุกคนมีกำลังใจและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

“ท่าน พลเอก เจริญชัย ได้ฝากความห่วงใยและความขอบคุณมายังกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ ขอให้ทุกคนรักษาความดีนี้ไว้ และเดินหน้าทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ” พลตรี บุญญฤทธิ์ กล่าวระหว่างพิธีมอบเงินช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของทหารในการเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในยามที่เกิดภัยพิบัติ ทหารเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งการช่วยอพยพ การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ซึ่งการช่วยเหลือเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจของกำลังพลทุกคน

ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ยังมีหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเขตอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเวียงป่าเป้า ที่ระดับน้ำยังคงสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีกในช่วงนี้ ทางมณฑลทหารบกที่ 37 จึงได้จัดกำลังพลพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านเงินสนับสนุนแล้ว พลตรี บุญญฤทธิ์ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในค่ายเม็งรายมหาราช เตรียมความพร้อมด้านแผนการป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมความพร้อมของกำลังพลในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ทั้งนี้ การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกำลังพลที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มีต่อกำลังพลทุกนาย และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวทหารในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่หลังจากประสบภัยพิบัติครั้งนี้

ท้ายที่สุด พลตรี บุญญฤทธิ์ ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือกำลังพลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้จังหวัดเชียงรายและพื้นที่โดยรอบกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มณฑลทหารบกที่ 37

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

‘พิสันต์’ รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” 4 ปีติดต่อกัน

 

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 เวลา 09.30 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการ “22 ปี กระทรวงวัฒนธรรม นำคุณค่า พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้กับบุคลากรในหน่วยงานด้านวัฒนธรรมทั่วประเทศ พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนวัฒนธรรมไปสู่การพัฒนาชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการ และองค์การมหาชนในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมจังหวัด 76 จังหวัด และสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวในพิธีเปิดว่า การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมเป็นก้าวสำคัญที่จะนำคุณค่าของศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคเอกชน รวมถึงการสานต่อโครงการต่าง ๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ในงานดังกล่าว นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนวัฒนธรรมสู่พลังแห่งอนาคต” ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทของวัฒนธรรมในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของวัฒนธรรมในชุมชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ร่วมบรรยาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“กรมชลประทาน” ถอดบทเรียนน้ำท่วม ให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ

 

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีความรุนแรงมากขึ้น และยังส่งผลกระทบออกเป็นวงกว้าง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาอุทกภัยและหาแนวทางในการรับมือ กรมชลประทานได้ออกมาให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติ

ครั้งนี้ “นายเดช เล็กวิชัย” รองอธิบดีกรมชลประทาน แสดงความคิดเห็นถึงเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายและเสนอแนวทางแก้ปัญหา “เหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายถือว่าหนักสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ คือต้องฟื้นฟูระบบคลองต่างๆ ที่ใช้เป็นเหมือนเส้นเลือดย่อยๆ ในการช่วยระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำต่างๆ จัดการให้หมด โดยเฉพาะน้ำท่วมในเขตเมืองเพราะผังเมืองบางทีไม่ได้รองรับฝนที่ตกเกินกว่ากำหนด น้ำควรจะมีทางไป หรือฟลัดเวย์สำหรับการจัดการมวลน้ำในภาคเหนือ มองว่าตอนนี้โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดเชียงรายหรือจังหวัดเชียงใหม่เอง ตัวของอาคารบังคับน้ำ โครงสร้างพื้นฐานยังมีไม่มากนัก เรื่องอนาคตเป็นเรื่องของการศึกษาโดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ในการที่จะปรับปรุงลำน้ำ หรือทางผันน้ำจากแม่น้ำกกลงอ้อมเมืองลงสู่แม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด”
 
“เนื่องจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะหมดสิ้นฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง หลังสิ้นเดือนตุลาคม เรามีระยะเวลาการดำเนินงานที่ต้องติดตามพื้นที่เสี่ยงอีกประมาณหนึ่งเดือน ฉะนั้นการจัดการจะมีภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสานตอนบน ตรงนี้ต้องจัดการในเรื่องของเขื่อน เพื่อให้กักเก็บน้ำได้มากที่สุด แล้วไม่ระบายน้ำมากระทบกับชาวบ้าน ในเรื่องของการระบายน้ำเรามีพร่องน้ำรอในระบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคลอง ลำน้ำธรรมชาติ 
 
เพื่อรองรับฝนที่จะตกในพื้นที่ ส่วนการบริหารจัดการทุ่งต่างๆ กรมชลประทานดำเนินการในเรื่องของการจัดระบบการเพาะปลูก ซึ่งจะเก็บเกี่ยวภายในเดือนนี้แล้วเสร็จทั้งหมดในพื้นที่ประมาณหนึ่งล้านไร่ เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มต่ำไม่เกิดความเสียหาย”
 
นอกจากนี้สภาพดินฟ้าอากาศของเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าติดตาม “ต้องมีการแชร์ข้อมูลกันว่าสภาพอากาศในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการน้ำเขื่อนในประเทศอย่างไร ต้องรู้ว่าเค้าจัดการยังไง เพื่อที่เราเองจะได้รู้ว่าต้องจัดการบ้านเรายังไง”
 
ทั้งนี้ “รองฯ เดช” ยังกล่าวปิดท้ายอีกว่า ทุกๆ บทเรียนของอุทกภัยที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ถอดบทเรียน เพื่อนำมาสู่ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำ “จากกระบวนการที่ผ่านมา เราเอาเคสวิกฤตมาถอดบทเรียน มองว่าประสิทธิภาพในการจัดการน้ำของกรมชลประทานดีขึ้นเรื่อยๆ เราต้องจัดการน้ำให้น้ำมีที่อยู่และมีที่ไป ถ้าน้ำไม่มีที่อยู่ไม่มีที่ไป มันก็อั้น พออั้นปุ๊บก็กลายเป็นไปไหนไม่ได้ ระเบิดเป็นโดมิโน่ เราต้องทยอยให้น้ำมีที่อยู่ มีที่ไปที่เหมาะสม ผลกระทบมันก็จะน้อย”
 
สุดท้ายนี้คนไทยทุกคนต้องปรับตัวและอยู่คู่กับน้ำให้ได้ “เราต้องให้คนเรียนรู้อยู่กับน้ำได้ เพราะเมืองไทยฝนเยอะ เราสามารถกักเก็บน้ำตอนฝนตกได้แค่หนึ่งในสามจากฝนที่ตกทั้งประเทศ ฉะนั้นส่วนที่เหลือ น้ำก็ต้องมีที่ไป แต่จะไปไหนได้สุดท้ายก็ไหลมาหาพวกเรา ฉะนั้นทุกประเทศเหมือนกัน ต้องปรับตัวให้อยู่กับน้ำ จะต้องมีการกำหนดพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นพื้นที่เก็บน้ำ ทางน้ำผ่าน ต้องระบุชัดเจน ทุกประเทศเป็นเหมือนกัน 
 
ตอนสุดท้ายต้องมาดูเรื่องความเสียหาย มาตรการช่วยเหลือเยียวยามีความจำเป็น อย่างเรื่องน้ำท่วมเชียงราย คงต้องมีการศึกษาเรื่องการผันน้ำ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ส่วนเรื่องระบบชลประทาน จะบริหารจัดการ ระบาย และกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดในฤดูฝน เรามีทีมควบคุมการระบายน้ำ การทดน้ำ ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ โดยใช้ผลคาดการณ์ที่มีการยืนยันในเรื่องของการจัดการภายใต้สภาวะของระบบที่มีอยู่”
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมชลประทาน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายจัด Big Cleaning ฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วม คืนความสุขชุมชน

 

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เทศบาลนครเชียงรายได้จัดกิจกรรม “Big Cleaning” เพื่อฟื้นฟูเมืองเชียงรายและคืนความสุขให้กับประชาชน หลังประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของตัวเมือง โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ซึ่งมอบหมายให้ ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมปฏิบัติการทำความสะอาดครั้งใหญ่ ร่วมกับพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีร่มเย็น ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และจิตอาสาชาวเชียงรายจำนวนมาก

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นจากบริเวณสี่แยกสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ยาวไปจนถึงขัวพญามังราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของตัวเมือง โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำความสะอาดในแต่ละจุด เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้รับการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ทีมงานและจิตอาสาได้ช่วยกันเก็บกวาดขยะ ฉีดล้างทำความสะอาดพื้นถนน ตัดแต่งกิ่งไม้ รวมถึงจัดการสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่เกิดจากน้ำท่วมขัง ทำให้สภาพถนนและพื้นที่สาธารณะกลับมาสะอาดและน่าใช้งานอีกครั้ง

พระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ทำความสะอาดด้วยตนเอง ได้กล่าวให้กำลังใจผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตสาธารณะและการร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนเพื่อฟื้นฟูเมืองให้กลับมาสวยงามเช่นเดิม พระอาจารย์ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว

ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย เปิดเผยว่า หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เมืองเชียงราย หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย ทั้งถนน ตรอกซอกซอย และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ การจัดกิจกรรม “Big Cleaning” ในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอย่างรวดเร็วที่สุด โดยนอกจากการทำความสะอาดถนนและสถานที่สาธารณะแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลชุมชนและร่วมกันรักษาความสะอาดของพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการดำเนินกิจกรรม เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกวาดขยะ เศษดิน โคลน และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ตกค้างจากการเกิดน้ำท่วม พร้อมทั้งมีการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับจุดเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคต กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหารถฉีดน้ำแรงดันสูง เครื่องมือทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วน

ดร.ปรีชา อนุรักษ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เทศบาลนครเชียงรายมีความตั้งใจที่จะทำให้เมืองเชียงรายกลับมามีสภาพแวดล้อมที่ดีเหมือนเดิม และขอขอบคุณประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นการแสดงพลังความสามัคคีที่ดีของชุมชนเชียงราย เพราะนอกจากจะเป็นการทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน”

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาจังหวัดเชียงรายเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมในหลายอำเภอ เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้น้ำในแม่น้ำสายหลักและคลองย่อยเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐานในหลายจุด ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กิจกรรม “Big Cleaning” ในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของเทศบาลนครเชียงรายที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยให้กับชุมชน โดยทางเทศบาลได้วางแผนจัดกิจกรรมทำความสะอาดและฟื้นฟูในพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในตัวเมืองเชียงราย แต่รวมถึงเขตชุมชนใกล้เคียงด้วย

เทศบาลยังได้ประกาศเชิญชวนประชาชนทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาพื้นที่สาธารณะในชุมชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมืองเชียงรายมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยขอให้ติดตามประกาศกิจกรรมครั้งต่อไปจากทางเทศบาลนครเชียงรายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับเมืองเชียงรายร่วมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

กระทรวงมหาดไทยปรับทัพ จ.เชียงราย แต่งตั้งข้าราชการใหม่ 4 ตำแหน่งฟื้นฟูเมือง

 

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อปรับปรุงการบริหารงานและสนับสนุนการปฏิบัติราชการของกระทรวงมหาดไทยให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่ และมีการปรับย้ายข้าราชการระดับบริหารจำนวน 6 ตำแหน่ง ตามคำสั่งที่ 3067/2567 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

ในคำสั่งดังกล่าว นายโชตินรินทร์ เกิดสม ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมกันนี้ นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เดิมเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้รับการโยกย้ายให้มาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายอีกตำแหน่ง นอกจากนี้ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ก็ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ถูกโยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์แทน โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการปฏิบัติราชการระดับภูมิภาคให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และรองรับการดำเนินงานต่าง ๆ ของกระทรวงมหาดไทยอย่างเต็มที่

ในวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้บริหารระดับกรมและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมผ่านระบบประชุมทางไกล (VCS) ซึ่งในที่ประชุม นายอนุทินได้กล่าวแสดงความยินดีกับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่เป็นครั้งแรก โดยเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจต่าง ๆ ของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับทีมบริหารของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องของการให้บริการและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งนี้ เขายังได้ขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนให้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการ “เกียร์ว่าง” เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับเหตุการณ์ความวุ่นวายในจังหวัดเชียงรายที่ผ่านมา นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์และไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของประชาชนและเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดต่อไป

สุดท้าย นายอนุทินย้ำว่า การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการแต่งตั้งผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ คนใหม่ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสในทุกขั้นตอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

หอการค้าฯ ชี้น้ำท่วม เสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท “เชียงราย” หนักสุด

 

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขยายวงกว้างไปยัง 33 จังหวัดทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย พะเยา สุโขทัย หนองคาย นครพนม พิจิตร สกลนคร พิษณุโลก และอุดรธานี เป็นต้น จากมวลน้ำที่ไหลผ่านเข้าสู่ภาคกลางประกอบกับแนวโน้มที่ฝนจะตกเพิ่มต่อเนื่องอีกระลอก ทำให้หลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม

โดยเฉพาะปริมาณฝนที่คาดว่าจะมีการตกหลังเขื่อนในช่วงเดือนต.ค.ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ทุกภาคส่วนยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำต่อไปอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งจัดทำแผนเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจนก็จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจได้มาก

โดยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายแล้ว ประมาณ 29,845 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 0.17% ของ GDP (ข้อมูล ณ 28 ก.ย. 67) ซึ่งภาพรวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่การเกษตร 1,166,992 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ 1,826,812 ไร่

ทั้งนี้ จากการประเมิน พบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมถึง 24,553 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 82.3% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาเป็นภาคบริการ เสียหาย 5,121 ล้านบาท

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเสียหายราว 171 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากมีการเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้ดี สำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบและมูลค่าความเสียหายมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ เชียงราย มีมูลค่าความเสียหายรวม 6,412 ล้านบาท รองลงมาคือ พะเยา 3,292 ล้านบาท สุโขทัย 3,042 ล้านบาท

นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งที่เกิดขึ้นถี่และขยายวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตของภาคการเกษตรที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการบรรเทาความเสียหายและเยียวยาประชาชนในส่วนนี้กว่าปีละแสนล้านบาท

ดังนั้น หอการค้าฯ จึงเห็นว่าประเทศไทยควรมีการทบทวนและวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ โดยได้จัดทำข้อเสนอทั้งเชิงนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ (Infrastructure and Water Management) รวมถึงข้อเสนอเชิงสนับสนุน เช่น ศึกษา ปัญหาอุปสรรคด้านการบริหารจัดการน้ำในส่วนภูมิภาค เพื่อสะท้อนแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างครอบคลุม

การจัดตั้ง War Room ของรัฐบาลเพื่อสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แนวทางการเติมน้ำใต้ดิน เพื่อเป็นการบริหารจัดการน้ำในช่วงขาดแคลน รวมทั้งแนวทางอนุรักษ์น้ำรองรับการอุปโภค บริโภค และการใช้เชิงพาณิชย์ อย่างยั่งยืน

นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเครือข่ายสมาคมการค้า กล่าวว่า  ได้ระดมความช่วยเหลือ ทั้งเงินสนับสนุน สิ่งของอุปโภค-บริโภค ยา-เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงอุปกรณ์ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย มูลค่ารวมกว่า 5.7 ล้านบาท เพื่อนำความช่วยเหลือไปยังจังหวัดที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ทอท. ชม สนามบินเชียงรายต้าน 72 ชั่วโมง ทีมเจ้าหน้าที่รับมือวิกฤตน้ำท่วมเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สัมภาษณ์ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับการบริหารจัดการสนามบินในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ทั่วจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่รอบสนามบินแม่ฟ้าหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดและการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป

นาวาอากาศตรี สมชนก เปิดเผยว่า เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ทีมงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้ดำเนินการตามแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฉุกเฉินที่วางไว้ โดยได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าสนามบินจะยังคงให้บริการได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ การจัดการน้ำรอบสนามบินได้มีการติดตั้งระบบระบายน้ำทั้งในเขตการบิน ทางวิ่ง และคลองระบายน้ำรอบท่าอากาศยาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยาน

และวันที่ 12 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่สุด ระดับน้ำโดยรอบสนามบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมงานต้องเร่งประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่อจัดหารถบริการขนส่งผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางเข้าออกสนามบินได้ รวมถึงจัดทีมช่วยเหลือผู้โดยสารที่ยังคงติดค้างอยู่ในสนามบิน โดยจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และพื้นที่พักพิงชั่วคราวให้กับผู้โดยสาร พร้อมกันนี้ยังมีการประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์และตารางบินที่ถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที

แม้ระดับน้ำจะท่วมถึงเขตการบินและบริเวณทางวิ่งของสนามบินในบางช่วง แต่ทีมงานสามารถควบคุมและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมถึงการวางแผนรับมือสถานการณ์ล่วงหน้าที่ครอบคลุมทั้งการดูแลบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่อยู่ติดกับแม่น้ำกก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ ทีมงานทุกคนต้องทำงานติดต่อกัน 72 ชั่วโมงโดยไม่มีการพักเบรกเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้น้ำเข้าท่วมถึงอาคารผู้โดยสาร และสามารถทำให้สนามบินกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วหลังจากน้ำลด นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าว

และนอกจากการจัดการในสนามบินแล้ว ทางท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงยังได้ส่งทีมจิตอาสาออกช่วยเหลือประชาชนในชุมชนรอบสนามบินและพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทีมจิตอาสาได้ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงการประสานงานเพื่อขนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย

นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้เรียนรู้ถึงวิธีการจัดการวิกฤตอย่างรอบด้าน แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับความรุนแรงเช่นนี้ แต่ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน เจ้าหน้าที่บำรุงรักษา และหน่วยงานภายนอก ทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างปลอดภัย เขายังเน้นย้ำว่าทีมงานทุกคนทำงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ เพื่อให้สนามบินกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างเร็วที่สุดโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน หลังจากสถานการณ์คลี่คลายจะมีการประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยจะมีการเสริมระบบระบายน้ำรอบสนามบิน รวมถึงการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในเขตการบิน เพื่อให้สนามบินสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังได้ฝากถึงนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการสนามบินแม่ฟ้าหลวงว่า สนามบินแม่ฟ้าหลวงยังคงพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบและมีความปลอดภัย ด้วยมาตรการป้องกันและแผนเผชิญเหตุที่ได้เตรียมไว้อย่างรอบคอบ และยืนยันว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงพร้อมต้อนรับผู้โดยสารทุกคนในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง โดยจะดูแลทุกท่านด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุดเพื่อให้การเดินทางของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

 

นาวาอากาศตรี สมชนก กล่าวปิดท้ายว่า “แม้เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่เราพร้อมปรับตัวและเรียนรู้เพื่อให้การบริหารจัดการสนามบินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวทุกคน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงจะยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน”

 

โดยพลตำรวจเอก วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ ทอท.  หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บหาชน) หมายเลขที่ ทอท. 15942 /2567 ออกหนังสือเมื่อวันที่ 17 กันายน 2567 ขอชมเชย นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายและพนักงานในสังกัดทุกท่าน

จากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวมถึงเขตท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเซียงราย ในระดับวิกฤติ และปรากฎข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (พชร.) ได้มี การบริหารจัดการแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤติดังกล่าวตามขั้นตอน เพื่อลดระดับและบรรเทาความเสียหายลง และเมื่อสามารถรักษาระดับสถานการณ์ไว้ได้ ยังมีการจัดทีมจิตอาสา ออกให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบอุทกภัยจนสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะ เด็ก คนขรา ผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้พิการ ในบริเวณชุมชนรอบท่าอากาศยาน รวมถึงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัด จนปรากฏภาพ เผยแพร่ทางสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์โดยทั่วไป

การดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นการบริหารสถานการณ์วิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีแต่แก่ประชาชน ชุมชน รวมถึงสาธรณชนทั่วไปจนเป็นที่ประจักษ์ อันจะ นำมาซึ่งความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ในระดับพื้นที่และภูมิภาคเป็นอย่างยิ่งนั้น ในนามคณะผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอแสดงความชื่นชม นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการทำอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และพนักงานในสังกัดทุกท่าน ที่ได้ร่วมแก้ไขสถานการณ์ และเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจนสถานการณ์คลี่คลาย เป็นที่ประทับใจและได้รับการชื่นชมจากสาธารณชนและสังคมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง พร้อมถือโอกาสนี้ ส่งกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนให้ทำนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพันไปด้วยความเรียบร้อย

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก อีกทั้งเดชะพระบารมี อันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรด ดลบันดาลคุ้มครองให้ท่านและพนักงาน ลูกจ้างทุกคน ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย มีพลังกาย พลังใจ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ให้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลในสิ่งสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

น้ำป่าท่วมเวียงป่าเป้า เชียงราย ชาวบ้านอพยพ-โรงเรียนเสียหายหนัก

 

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ทางเพจขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้เผยแพร่ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะหมู่บ้านห้วยหินลาดใน หมู่ 7 ตำบลบ้านโป่ง และหมู่บ้านห้วยทรายขาว หมู่ 7 ตำบลบ้านโป่ง ที่ประสบภัยน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ทำให้บ้านเรือนในหลายจุดได้รับความเสียหายหนักจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ประชาชนหลายครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ไปพักอาศัยในศูนย์อพยพชั่วคราวของ อบต.บ้านโป่ง เพื่อความปลอดภัย

จากรายงานพบว่า บ้านเรือนของประชาชนในหมู่บ้านห้วยทรายขาวได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากน้ำป่าที่ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างบ้านเรือนพังทลาย บางหลังถูกกระแสน้ำพัดจนไม่เหลือร่องรอย เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้เร่งเข้าช่วยเหลืออพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้น ณ อบต.บ้านโป่ง ซึ่งมีการดูแลและจัดหาน้ำดื่ม อาหาร รวมถึงที่นอนให้ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ไม่เพียงแค่บ้านเรือนของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังมีโรงเรียนห้วยหินลาดใน ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งเดียวในชุมชนได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารเรียนถูกน้ำป่าพัดพังไปเกือบทั้งหมด ทำให้นักเรียนกว่า 30 คนที่ต้องย้ายสถานที่เรียนชั่วคราว และยังต้องรอความช่วยเหลือในการฟื้นฟูโรงเรียน ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาและศูนย์รวมจิตใจของชุมชน การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อการเรียนการสอนของเด็ก ๆ แต่ยังสร้างความสูญเสียทางจิตใจให้กับครอบครัวและชุมชนที่มีโรงเรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนาอีกด้วย

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอเวียงป่าเป้า ยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 ตำบลหลัก ได้แก่ ตำบลป่างิ้ว ตำบลเวียงกาหลง ตำบลบ้านโป่ง และตำบลเวียง โดยเฉพาะตำบลบ้านโป่งและตำบลเวียงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีการรับน้ำมาจากแม่น้ำลาว ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านพื้นที่ ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในหลายจุดมีน้ำท่วมขัง และบางจุดระดับน้ำยังคงสูง ทำให้การสัญจรในหลายเส้นทางถูกตัดขาด ประชาชนในหลายหมู่บ้านไม่สามารถออกมานอกพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่หลังจากน้ำลด ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโป่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแผนดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการสำรวจความเสียหายในพื้นที่ที่น้ำเริ่มลดลง เพื่อวางแผนซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสะพานที่ถูกน้ำพัดขาด รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ทางหน่วยงานยังได้จัดเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเร่งระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ และติดตั้งเครื่องฉีดล้างทำความสะอาดถนนและบ้านเรือนที่ถูกโคลนและเศษดินจากน้ำป่าท่วมสูง

จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้หลายครอบครัวในอำเภอเวียงป่าเป้าต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งด้านการอยู่อาศัยและความปลอดภัยในชีวิต เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานท้องถิ่นและอาสาสมัครได้ร่วมกันทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในเร็ววัน นายสมเกียรติได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนที่มีจิตศรัทธาให้เข้ามาสนับสนุนการฟื้นฟูในครั้งนี้ เพื่อช่วยกันฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ทางอบต.บ้านโป่ง ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและรับบริจาคสิ่งของที่จำเป็น เช่น เครื่องนอน ยารักษาโรค และเสื้อผ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนในศูนย์อพยพ หากท่านใดต้องการให้การสนับสนุนสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 053-781989 หรือผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “อบต.บ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า” โดยตรง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโป่ง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIAL & LIFESTYLE

นายกฯ ตรวจพื้นที่น้ำท่วมแม่สาย จ.เชียงราย พร้อมทีมแพทย์ช่วยประชาชน”

 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567 เวลา 07.00 – 12.00 น. ณ โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย พ.อ. กิติพันธ์ เฮงสนั่นกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (มทบ.37) และหน่วยงานในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ให้การต้อนรับ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายหมู่บ้านและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและทีมงาน ได้เดินทางเข้าตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่โดยละเอียด เพื่อประเมินความเสียหายและวางแผนการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยเน้นการอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง และจัดหาสถานที่พักพิงชั่วคราวที่มีความปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่การเกษตร เพื่อให้การฟื้นฟูดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกด้าน

ในระหว่างการตรวจเยี่ยม น.ส. แพทองธาร ยังได้พบปะพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือการฟื้นฟู พร้อมทั้งสอบถามถึงความต้องการเร่งด่วนและปัญหาต่าง ๆ ที่พบระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด นอกจากนี้ โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชยังได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือการฟื้นฟู เพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีสภาพอากาศแปรปรวนและภาวะน้ำท่วมขัง

โดยทีมแพทย์ได้เน้นการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การตรวจความดันโลหิต การตรวจหาโรคทางเดินหายใจ และโรคผิวหนัง รวมถึงการแจกจ่ายยาสามัญประจำบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ เพื่อป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำท่วม เช่น โรคฉี่หนู โรคตาแดง และโรคน้ำกัดเท้า นอกจากนี้ยังได้ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในช่วงหลังน้ำลด เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกวิธี

น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ได้กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติในเร็ววัน โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนการฟื้นฟูระยะยาว เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อ.แม่สาย และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงราย และใกล้เคียง

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ในการฟื้นฟูและป้องกันการเกิดอุทกภัยในระยะยาว โดยการจัดทำระบบการเตือนภัยล่วงหน้า การจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่ม และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปรับตัวและฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะนี้ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังและต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที เพื่อให้การฟื้นฟูดำเนินไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้มีการร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือผ่านการบริจาคสิ่งของและเงินสนับสนุน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเวลาวิกฤตนี้

การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมครั้งนี้ของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ไม่เพียงแต่แสดงถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ทุ่มเทและเสียสละในการช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News