Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รองนายกฯ สั่งเร่งฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงใหม่-เชียงรายด่วน

 

วันที่ 8 ตุลาคม 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) แถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มว่า ในที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยการประชุมร่วมกันทั้งจากส่วนกลางและศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการแจ้งประเด็นสำคัญ 5 ข้อเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

สาเหตุน้ำท่วมหนักเชียงใหม่และแม่สาย

นายภูมิธรรม เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่ริมในวันที่ 3 และ 4 ตุลาคม โดยปริมาณน้ำฝนที่ตกครั้งนี้สูงเป็นประวัติการณ์ และมีความรุนแรงมากกว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งยังเกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้สถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้น้ำจากอำเภอเชียงดาวที่ไหลมาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลานานถึง 30 ชั่วโมง อำเภอแม่แตง 16 ชั่วโมง และอำเภอแม่ริม 6 ชั่วโมง ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงสะสมและเกิดน้ำล้นตลิ่ง

จำเป็นต้องสร้างเขื่อนป้องกันเมืองและแก้ปัญหาลำน้ำปิง

การประชุมครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องสร้าง เขื่อนขนาดเล็ก เพื่อป้องกันพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยและจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแม่น้ำปิงมีความตื้นเขินและคดเคี้ยว ส่งผลต่อการระบายน้ำ ทำให้กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมเจ้าท่าและกรมปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมมือกันในการศึกษาเส้นทางน้ำและปรับปรุงพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำปิง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือ ปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันถึง 5 วันในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1B ส่งผลให้ป่าต้นน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ดีเหมือนในอดีต เนื่องจากมีการบุกรุกและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ผิดกฎหมายมากถึง 5% ทำให้การกักเก็บน้ำลดลง จึงมีคำสั่งให้กรมอุทยานแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยดำเนินการฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่อย่างจริงจัง

สร้างแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวและระยะสั้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว นายภูมิธรรมได้มอบหมายให้ที่ประชุมพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและเฉพาะหน้า โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นที่ปรึกษา เพื่อจัดทำแผนและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ภายใน 3 เดือน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในอำเภอแม่สายที่ได้รับความเสียหายจำนวน 753 หลังคาเรือน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งขณะนี้สามารถฟื้นฟูได้แล้ว 418 หลัง หรือคิดเป็น 56%

ยืนยัน “น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ” เหตุการณ์แบบปี 54 จะไม่เกิดขึ้น

นายภูมิธรรมยืนยันว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนภูมิพลยังคงสามารถรองรับได้ และมีการบริหารจัดการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่แชร์ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เร่งฟื้นฟูอาชีพและเกษตรกรรมในพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการเสนอแผนการฟื้นฟูอาชีพและเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยประสานงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณางบประมาณในการซ่อมแซมฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร รวมถึงการจัดการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย โดยมีการแบ่งแผนเป็นระยะยาวและเฉพาะหน้าเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

บทสรุป: วางแผนระยะยาว รับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

จากการประชุมในครั้งนี้ นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยต้องประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการลำน้ำปิง การสร้างเขื่อนป้องกันเมือง และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ภาคเหนือ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะถูกแก้ไขและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

กระทรวง พม. เร่งช่วยกลุ่มเปราะบางซ่อมแซมบ้านเชียงราย 216 หลัง

 

มื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ได้รับรายงานจากนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม. เกี่ยวกับสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศ โดยระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 7 ตุลาคม 2567 พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติใน 38 จังหวัด โดยกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย เด็ก เยาวชน คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย รวมจำนวนทั้งสิ้น 79,604 ราย จาก 66,342 ครัวเรือน โดยกลุ่มเด็กมีจำนวน 9,107 ราย เยาวชน 7,558 ราย คนพิการ 12,076 ราย ผู้สูงอายุ 39,627 ราย และผู้มีรายได้น้อย 11,236 ราย

กระทรวง พม. ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

กระทรวง พม. ได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วประเทศด้วยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชน อาทิ การมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และกายอุปกรณ์สำหรับคนพิการ นอกจากนี้ ยังได้ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 46 แห่งใน 16 จังหวัด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประสบภัย รวมถึงจัดตั้งโรงครัวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแต่ละพื้นที่

เชียงใหม่หนักสุด เจ้าหน้าที่ พม. ร่วมมือให้ความช่วยเหลือเต็มกำลัง

สำหรับในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กระทรวง พม. ได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 53 แห่ง เพื่อรองรับผู้ประสบภัย โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือ อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พักพิงชุมชนเอื้ออาทร สันผีเสื้อ และศูนย์พักพิงโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รวมถึงจัดตั้งครัวกลาง ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ เพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย และมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่

หน่วยงาน พม. และเจ้าหน้าที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแล้ว เจ้าหน้าที่ของกระทรวง พม. เองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จำนวน 63 คน จาก 12 หน่วยงาน และมีหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 4 แห่ง ได้แก่

  1. ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม่
  2. ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดเชียงใหม่
  3. ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สันมหาพน
  4. ศูนย์บริการผู้สูงอายุ ปิยะมาลย์

ทั้งนี้ ระดับน้ำในพื้นที่หน่วยงานต่าง ๆ สูงถึง 1.20 เมตร ทำให้อาคารสำนักงานบางส่วน บ้านพักข้าราชการ และห้องประชุมใหญ่ได้รับความเสียหาย ระบบน้ำบาดาลไม่สามารถใช้ได้ จึงจำเป็นต้องตัดระบบไฟฟ้าชั้น 1 ชั่วคราว ซึ่งคาดว่าน้ำจะท่วมขังต่อเนื่องอีก 4-5 วันก่อนจะลดลง

ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ในส่วนของจังหวัดเชียงราย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 3,888,000 บาท เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 216 หลังคาเรือน โดยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงการทำความสะอาดบ้านเรือนผู้สูงอายุและคนพิการ พร้อมจัดทำแผนซ่อมแซมบ้านพักให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 นี้

บทสรุป: เร่งเยียวยา ฟื้นฟู และสร้างแผนป้องกันในอนาคต

นายวราวุธเน้นย้ำว่า กระทรวง พม. จะเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเต็มที่ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พิจารณาการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ พม. ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และวางแผนป้องกันการเกิดอุทกภัยในอนาคต โดยเน้นการฟื้นฟูและการดูแลประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวง พม.

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

นักวิชาการเตือน! ฝนหนัก-เกษตรเชิงเดี่ยว ต้นเหตุอุทกภัยเชียงใหม่

 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 “อาจารย์สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Sonthi Kotchawat” อธิบายถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยเน้นไปที่ปัญหาฝนตกหนักหลายวันและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูเขาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้เกิดมวลน้ำมหาศาลไหลท่วมลงมาสู่พื้นที่ราบ ทำให้เชียงใหม่เผชิญอุทกภัยในครั้งนี้

สาเหตุหลักของอุทกภัยจากฝนตกหนัก

จากข้อมูลที่อาจารย์สนธิได้เผยแพร่ ระบุว่า ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2567 เชียงใหม่มีฝนตกหนักต่อเนื่องนานถึง 3 วัน แม้จะไม่มีพายุเข้า แต่เกิดจากมวลอากาศเย็นจากแผ่นดินใหญ่เคลื่อนลงมาปะทะกับร่องมรสุมความกดอากาศต่ำในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้ฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม และอำเภอพร้าว ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ราบเชิงเขาและเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยมีข้อมูลการวัดปริมาณน้ำฝนสูงถึง 200-300 มิลลิเมตรภายในระยะเวลา 3 วัน

 ต้นน้ำแม่ปิง – สาเหตุการท่วมตัวเมืองเชียงใหม่

แม่น้ำปิงซึ่งมีต้นกำเนิดจาก เทือกเขาผีปันน้ำ ในอำเภอเชียงดาว เป็นเส้นทางหลักที่น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลลงสู่เขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยแม่น้ำปิงจะไหลผ่านหุบเขาลงมาเข้าสู่พื้นที่ อำเภอแม่แตง ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำแม่งัดทางฝั่งซ้าย และแม่น้ำแม่แตงทางฝั่งขวา ก่อนจะไหลลงมาบรรจบในตัวเมืองเชียงใหม่และไหลต่อไปยังจังหวัดลำพูนและจังหวัดตาก ระหว่างทางยังมีแม่น้ำแม่กวง แม่น้ำลี้ และแม่น้ำแม่แจ่ม ไหลมาสมทบ ทำให้เกิดการสะสมของปริมาณน้ำจนเกินความจุของลำน้ำ ส่งผลให้น้ำปิงล้นตลิ่งในหลายจุด

ระดับความจุของแม่น้ำปิงในเขตตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ที่ 440 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระดับวิกฤติที่ทำให้น้ำเริ่มล้นฝั่งคือ 3.70 เมตร ซึ่งในครั้งนี้ระดับน้ำได้พุ่งเกินค่าดังกล่าว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนภูเขาเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว

นอกจากฝนตกหนักต่อเนื่องแล้ว อาจารย์สนธิยังได้ระบุถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าบนดอยสูงเป็นเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในปี 2566/2567 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดในจังหวัดเชียงใหม่มากถึง 285,004 ไร่ โดยเฉพาะในอำเภอเชียงดาวมีการปลูกข้าวโพดจำนวน 19,878 ไร่ และในอำเภอแม่แตงอีก 1,636.75 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอยสูงที่เคยมีป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนเป็นภูเขาหัวโล้น ทำให้เกิดปัญหาการชะล้างหน้าดินและน้ำป่าไหลลงสู่พื้นที่ราบได้อย่างรวดเร็ว

ภูเขาหัวโล้นกับการเพิ่มความเสี่ยงอุทกภัย

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลลงมาอย่างรวดเร็ว เมื่อฝนตกบนภูเขาที่มีป่าใหญ่ น้ำฝนส่วนใหญ่จะถูกดูดซับและกักเก็บไว้ในดิน ปล่อยไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างเพียง 10% ทำให้การไหลของน้ำช้าและเกิดอุทกภัยได้น้อย แต่หากพื้นที่ภูเขาถูกเปลี่ยนเป็นเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวหรือภูเขาหัวโล้น ปริมาณน้ำฝนที่ถูกดูดซับจะมีเพียง 10% ในขณะที่อีก 90% จะไหลลงสู่พื้นที่ราบด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายอย่างหนัก

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เชียงใหม่จำเป็นต้องมีการจัดการทั้งในระดับพื้นที่ต้นน้ำและการวางระบบระบายน้ำในเขตเมือง โดยต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำในพื้นที่ดอยสูง และลดการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวลง เพื่อให้พื้นที่ดอยสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้น รวมถึงการวางแผนระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพในเขตเมืองเชียงใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมซ้ำในอนาคต

บทสรุป: การฟื้นฟูพื้นที่ป่าและจัดการน้ำคือทางออก

ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาธรรมชาติ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ดอยสูงจากป่าเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวจึงต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ และลดการใช้พื้นที่บนดอยเป็นเกษตรกรรม เพื่อช่วยให้ดอยสูงกลับมาเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติอีกครั้ง รวมถึงต้องมีการวางแผนระบบจัดการน้ำในตัวเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมในอนาคตอย่างยั่งยืน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ไทย-เมียนมาร่วมมือแก้ปัญหาน้ำท่วม คาดขยาย ‘แม่น้ำสาย’ ลดเสี่ยง

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวชายขอบรายงานจากห้องประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย โดยมี พล.ท.ณัฐพงศ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการประชุมร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจภูมิประเทศและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลำน้ำสาย โดยเฉพาะปัญหาสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำที่ส่งผลกระทบต่อการไหลของน้ำ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สายในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา

ตรวจพื้นที่และวางแผนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการตรวจสอบพื้นที่ตลอดแนวลำน้ำสาย พร้อมหารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา เนื่องจากลำน้ำสายถือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้อำเภอแม่สายประสบปัญหาน้ำท่วมในปี 2568

วางแผนแนวทางการขยายลำน้ำสาย

ในที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จำเป็นต้องมีการกำหนดความกว้างของลำน้ำสายใหม่ โดยได้ข้อเสนอเบื้องต้นว่าควรขยายลำน้ำสายให้มีความกว้างประมาณ 30 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำท่วมและช่วยให้การไหลของน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งสองประเทศ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำมีทั้งในฝั่งไทยและฝั่งเมียนมา โดยทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการรื้อถอนและปรับพื้นที่ไปพร้อมกัน

“เป้าหมายหลักในปี 2568 คือการป้องกันไม่ให้อำเภอแม่สายประสบปัญหาน้ำท่วมอีก” พล.ท.ณัฐพงศ์ กล่าว โดยเน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ปัญหาสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาย-แม่น้ำรวก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจัดการปัญหาน้ำท่วม แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การจัดระเบียบสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ลำน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ทางการเมียนมาเคยเสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกจำนวน 13 พื้นที่ แต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เนื่องจากแนวลำน้ำได้มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ฝั่งไทยรุกล้ำไปยังฝั่งเมียนมา 6 จุด และฝั่งเมียนมารุกล้ำมายังฝั่งไทย 7 จุด

ปัญหานี้ทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินสาธารณะและที่เช่าของกรมธนารักษ์

เจรจาข้อเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกับเมียนมา

จากการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าควรจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสายพร้อมกันทั้งสองฝั่ง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน โดยคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาเกี่ยวกับเขตแดนในช่วงแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก (ฝ่ายไทย) จะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ เพื่อกำหนดท่าทีของประเทศไทยและยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับทางการเมียนมา

ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีการเสนอให้มีการทำแผนแม่บทการจัดการน้ำร่วมกันระหว่างประเทศไทยและเมียนมา เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติในระยะยาว โดยจะมีการสำรวจและกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับชุมชนและภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการลำน้ำและการป้องกันน้ำท่วม

บทสรุป: การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาด้านกายภาพของลำน้ำ แต่ต้องรวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การทำความเข้าใจกับชุมชน รวมถึงการสร้างแผนป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาเกี่ยวกับเขตแดนช่วงแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวกจะประชุมกันในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับท่าทีและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอำเภอแม่สายได้อย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวชายขอบ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ใช้พื้นที่ ‘ค่ายเม็งรายมหาราช’ รองรับดินโคลนหลังน้ำท่วม ฟื้นฟูเมืองเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 หรือ ศอ.จอส. ภาค 3 ร่วมกับหน่วยบัญชาการควบคุมบริหารสถานการณ์ จ.เชียงราย ได้เปิดเผยว่า ทางมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้เข้ามาสนับสนุนการฟื้นฟูเมืองเชียงราย หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ โดยการอนุมัติให้ใช้พื้นที่ค่ายเม็งรายมหาราช รองรับดินโคลน เศษวัชพืช และกิ่งไม้ที่ถูกพัดพามาจากน้ำท่วม เพื่อบรรเทาปัญหาขยะน้ำท่วมที่กองสะสมจำนวนมาก

พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้อำนวยการ ศอ.จอส. พระราชทาน มทบ.37 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เปิดเผยว่า มณฑลทหารบกที่ 37 ได้รับการประสานจาก นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ให้เข้าช่วยเหลือในการจัดการขยะและเศษวัสดุจากน้ำท่วมในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย เนื่องจากพื้นที่ที่ทางเทศบาลเตรียมไว้ไม่เพียงพอต่อการรองรับดินโคลนและกิ่งไม้จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด

การแก้ไขปัญหาด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

หลังจากการสำรวจและพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม ทาง มทบ.37 ได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ขนาด 5 ไร่ภายในค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อใช้ในการฝังกลบดินโคลนและเศษวัชพืช โดยมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากกองทัพบกและหน่วยงานท้องถิ่น พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติงานกับเทศบาลนครเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ 5 ไร่นี้ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่ฝังกลบเศษวัชพืช ดินโคลน และกิ่งไม้จากบ้านเรือนประชาชน เพื่อไม่ให้ขยะเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นการเคลียร์พื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเร็วที่สุด นอกจากนี้ การจัดการขยะและดินโคลนในพื้นที่น้ำท่วมครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูเมืองเชียงรายในระยะยาว

แนวทางฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วม

มณฑลทหารบกที่ 37 ยังคงร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนในการวางแผนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่การจัดการขยะ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ เช่น การปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูดินในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและสะดวก

นอกจากนี้ หน่วยงานยังมีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือชุมชนชั่วคราว เพื่อให้คำปรึกษาและจัดหาทรัพยากรต่างๆ ในการฟื้นฟูบ้านเรือนและฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัยให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง การร่วมมือของทั้งภาครัฐ ทหาร และประชาชนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามัคคีและการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการจัดการหลังน้ำท่วม

การจัดการขยะและดินโคลนหลังน้ำท่วมถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการเกิดมลพิษและความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ น้ำท่วมครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อเมืองเชียงรายอย่างมาก ทำให้ข้าวของเครื่องใช้และพื้นที่การเกษตรต้องถูกทิ้งและไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

การฟื้นฟูเมืองเชียงรายครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่การจัดการขยะ

การฟื้นฟูเมืองยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกองทัพบกและหน่วยงานท้องถิ่นในการดูแลประชาชนและชุมชนอย่างครบวงจร โดยทุกฝ่ายต่างทุ่มเททรัพยากรและความรู้ความสามารถเพื่อให้การฟื้นฟูครั้งนี้สำเร็จและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

‘ตุ๊กตาหมีเกย’ วาดหวัง ฟื้นฟู ชูใจ เจียงฮายบ้านเฮา โดย อ.สืบสกุล

 

อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ได้ริเริ่มโครงการ “หมีเกย วาดหวัง” เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้ประสบภัยหลังเกิดมหาอุทกภัยในตัวเมืองเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2567 โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากการเก็บตุ๊กตาหมีตัวแรกที่ถูกทิ้งไว้ริมขอบกำแพง จากนั้นขยายเป็นการรวบรวมตุ๊กตาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมดกว่า 200 ตัวเพื่อนำมาทำความสะอาดและหาวิธีส่งคืนเจ้าของเดิม

 “ผมตระหนักดีว่าจะมีหนทางใดที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้สูญเสียให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง”
 จากหมีเกยสู่การสร้างความหวัง

ผลงานที่อาจารย์ได้ริเริ่มเป็นท่านแรกนี้ ทางโครงการ “วาดหวัง” จะขอนำไปเสนอในงาน UCCN (UNESCO Creative Cities Network) ที่จัดขึ้น ณ เมืองอาซาฮิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงการฟื้นฟูจิตใจและการสร้างความหวังให้กับเด็กๆ และครอบครัวในเชียงรายที่สูญเสียข้าวของสำคัญหลังน้ำท่วม

“ผมจะเล่าผ่านเรื่องราวของตุ๊กตาหมีเกย วาดหวัง ฟื้นฟู ชูใจ เจียงฮาย บ้านเฮา”

อาจารย์สืบสกุลเล่าว่า ตุ๊กตาหลายตัวที่เก็บได้มักอยู่ในสภาพเปื้อนโคลน บางตัวเปรอะเปื้อนจนแทบจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตุ๊กตาได้รับการทำความสะอาดและจัดแสดง ผู้คนที่พบเห็นกลับมีความยินดีและซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งของที่เคยสูญเสีย

พลังของชุมชนและการมีส่วนร่วม
 

นอกจากการเก็บและทำความสะอาดตุ๊กตา โครงการยังมีการเชิญชวนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 600 คน ช่วยกันล้างบ้านและฟื้นฟูชุมชนในพื้นที่ประสบภัยทั่วเชียงราย รวมถึงช่วยกันจัดเก็บขยะน้ำท่วมกว่า 50,000 ตัน เพื่อให้บ้านและชุมชนกลับมามีสภาพพร้อมใช้งานอีกครั้ง

โครงการนี้ไม่ได้เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการคืนสภาพบ้านเรือน แต่ยังเน้นการฟื้นฟูจิตใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่

 ตุ๊กตากลับบ้านและการประมูลเพื่อฟื้นฟูชุมชน
 

โครงการได้กำหนดจัดแสดงตุ๊กตาที่เก็บมาได้ทั้งหมดในงาน “จดหมายเหตุฉบับประชาชน มหาอุทกภัยเชียงราย 2567” ที่ขัวศิลปะ จ.เชียงราย ในวันที่ 19 ตุลาคม 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมมาตามหาตุ๊กตาของตนเอง โดยจะมีการเก็บรักษาและตามหาเจ้าของจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2567 หากยังมีตุ๊กตาที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ โครงการจะนำตุ๊กตาเหล่านั้นไปประมูลเพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนฟื้นฟูชุมชนและเมืองเชียงรายต่อไป

อาจารย์สืบสกุลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะไม่หยุดเพียงแค่การฟื้นฟูชุมชนเท่านั้น แต่ยังมีแผนในการพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่มศิลปิน นักธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่นในเชียงราย เพื่อสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ผมตระหนักดีว่าจะมีหนทางใดที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้สูญเสียให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง”

อาจารย์สืบสกุลเล่าให้ฟังอีกว่า ทุกวันๆ ที่ออกไปทางานร่วมกับอาสาสมัคร ผมพบว่าประชาชนจ่อมจมอยู่ในความเศร้าโศก ท้อแท้ และสิ้นหวัง เนื่องจากการล้างบ้านเป็นงานหนักและใช้เวลานานหลายวัน อีกทั้งขยะน้าท่วมคือข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่เช่นทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตียง โซฟา ที่นอนไปจนถึงของชิ้นเล็กๆ เช่น ของเล่น และตุ๊กตาผ้า ข้าวของทั้งหมดที่จมน้าและกองโคลนคือทรัพย์สิน ความรัก และความผูกพันของผู้คน นอกเหนือจากการล้างบ้านแล้ว

 การร่วมมือระดับสากลและแนวทางในอนาคต
 

การนำเสนอ “โครงการวาดหวัง” ในเวที UCCN ณ ประเทศญี่ปุ่น ช่วยให้เชียงรายได้รับการยอมรับในระดับสากลและกลายเป็นเมืองตัวอย่างในการฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัยหลังภัยพิบัติ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่น เช่น Chiang Rai Creative City Network, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย และกลุ่มศิลปินเชียงราย

อาจารย์สืบสกุลสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การจัดการภัยพิบัติ แต่คือการสร้างขวัญกำลังใจและความหวังให้กลับคืนสู่ผู้ประสบภัย เพราะทุกคนต่างมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูชุมชนและสร้างอนาคตใหม่ให้กับบ้านเกิดของตนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“อาชีวะ ร่วมด้วยช่วยประชาชน” ฟื้นฟู เชียงราย และตั้งศูนย์ Fix it Center ให้บริการ

 

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานปล่อยคาราวาน “อาชีวะ ร่วมด้วยช่วยประชาชน” ฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย และตั้งศูนย์ Fix it Center ให้บริการ พร้อมนำผ้ายันต์ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ สมเด็จเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ไม่ประมาท แคล้วคลาด ปลอดภัย ให้กับผู้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ด้วย ในการนี้ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) และคณะผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

 

รมว.ศธ. เปิดเผยว่า คาราวาน “อาชีวะ ร่วมด้วยช่วยประชาชน” เพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอแม่สาย และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทีมอาชีวะ กว่า 403 คน จากวิทยาลัยในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วม จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 3-7 ตุลาคม 2567 แต่ในเบื้องต้นจากการลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ จึงขยายต่อไปอีก 15 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 22 ตุลาคม ในพื้นที่อำเภอแม่สาย 2 จุด คือ วัดผาสุการาม บ้านไม้ลุงขน และชุมชนบ้านเหมืองแดง แบ่งทีมดำเนินงานเป็น 1. ทีมฟื้นฟูพื้นที่ เป็นนักเรียน นักศึกษา 137 คน จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 11 แห่ง ในภาคเหนือ ปฏิบัติงานทำความสะอาด ขุดลอก และดันโคลนในพื้นที่สาธารณะ วัด โรงเรียน และชุมชน โดยใช้รถแม็คโคร รถแทรกเตอร์ รถบรรทุก จากวิทยาลัยฯ ช่วยตักและขนดินโคลนจำนวนมาก และนำสิ่งประดิษฐ์ “รถเข็นดันโคลน” จากวิทยาลัยเทคนิคลำพูน และวิทยาลัยอื่นๆ จำนวน 100 คัน มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว และ 2. ทีม Fix it Center เป็นนักเรียน นักศึกษา จำนวน 266 คน จากวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ให้บริการล้างทำความสะอาด สิ่งของที่จมโคลนจากน้ำท่วม และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือการเกษตร เช่นเครื่อสูบน้ำ และรถจักรยานยนต์ อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็คระบบไฟฟ้า ฟรี แก่ประชาชน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ได้รับรายงานจาก เลขาธิการ อาชีวะ เบื้องต้นพบว่ามีประชาชนนำสิ่งของ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ ตู้เย็น พัดลม เครื่องมือทางการเกษตร เครื่องตัดหญ้า ปั๊มน้ำ มาใช้บริการล้างดินโคลน และซ่อมแซมแล้วกว่า 500 รายการ เนื่องจากมีดินโคลนเยอะมากและจมน้ำ จึงต้องใช้เวลาในการล้างนาน นอกจากนี้ยังเข้าพื้นที่สาธารณะ ชุมชน วัด โรงเรียน ล้างดิน ดันโคลน ล้างพื้น ขุดโคลนจากท่อระบายน้ำ สูบน้ำโคลน กว่า 15 จุด ในอำเภอแม่สาย

 

“กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงก่อนหน้านี้ ได้จัดตั้งศูนย์ Fix it Center 70 ศูนย์ ในจังหวัดเชียงราย หนองคาย และบึงกาฬ ช่วยเหลือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปแล้วกว่า 8,000 รายการ และในครั้งนี้ได้มาช่วยเร่งฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย วัด สถานศึกษา และพื้นที่สาธารณะ กลับมาในสภาพเดิมมากที่สุด และสามารถดำเนินชีวิตได้ดังเดิม ทุกคน คือ ผู้มีจิตอาสา และพร้อมให้ความช่วยเหลือในการดำเนินงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และนักเรียน นักศึกษา ยังได้นำความรู้มาปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง เพิ่มพูนทักษะวิชาชีพด้วย ซึ่งทีมอาชีวะจะหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น สำหรับการดูแลนักเรียน นักศึกษา และผู้มาปฏิบัติงาน ได้จัดให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาแม่สายเป็นที่พัก มีอาหารครบมื้อ และอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่วนโรงครัวจัดทำที่โรงเรียนบ้านเหมืองแดง แจกจ่ายอาหารให้กับทั้งทีมปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ด้วย โดย ศธ. พร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง ย้ำการทำงานภายใต้สโลแกน 3 ท. ทำดี ทำได้ ทำทันทีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาทและอยู่ในความปลอดภัย

 

ทั้งนี้ มีสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นแกนหลักนำทีมอาชีวศึกษา และได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยสังกัด สอศ. ทั่วประเทศ ร่วมมือ ร่วมใจให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงศึกษาธิการ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซเว่น อีเลฟเว่น มอบอาหารฮาลาล ช่วยชุมชนมุสลิมน้ำท่วมเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายราชัน รุจิพรรณ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย และนายวิเชียร สิริสิทธิวงษ์ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย,นายปรีชา อนุรักษ์ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย, ร.ต.ท.ทัศน์ ดำรงเมือง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายชัชวาล นวลยิ่ง และ นางสาว ปัญชิกา บุรีจันทร์ ผู้จัดการเขตปฏิบัติการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนส่งมอบอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาล เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่การส่งมอบในครั้งนี้ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ร่วมมือกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ในการนำอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือชาวชุมชนอิสลามในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

 
 นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงราย ประชาชนในชุมชนต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากโรงครัวที่จัดทำอาหารช่วยเหลือในพื้นที่ส่วนใหญ่มักจะขาดแคลนเมนูอาหารฮาลาล ทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถรับอาหารได้ครบถ้วน 
 

ทางเซเว่น อีเลฟเว่น จึงได้จัดเตรียมอาหารพร้อมรับประทานที่มีตราฮาลาลมามอบให้ในครั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มชาวมุสลิมในชุมชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกับกลุ่มอื่น ๆ โดยมีการแบ่งสัดส่วนอาหารไปยังในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

 
 นายราชัน รุจิพรรณ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การส่งมอบอาหารในครั้งนี้ถือเป็นความตั้งใจของภาคเอกชนในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประสบภัยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมที่มีความต้องการอาหารตามหลักศาสนา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกัน
 
 
 นายปรีชา อนุรักษ์ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการส่งมอบอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาลยังถือเป็นการสร้างความเท่าเทียมและการเปลี่ยนแปลงในแง่บวกสำหรับชุมชนอิสลามที่อาจจะได้รับการจัดสรรอาหารที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดทางศาสนาบ่อยครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ก็เข้าใจในสถานการณ์วิกฤต

 

นายชัชวาล นวลยิ่ง ผู้จัดการเขตปฏิบัติการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ จึงได้จัดเตรียมอาหารพร้อมรับประทานที่ผ่านการรับรองฮาลาลเพื่อสนับสนุนชุมชนมุสลิมในพื้นที่ และเราหวังว่าอาหารที่เรามอบให้นี้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ได้บ้าง”
 

ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายขณะนี้ ยังมีประชาชนอีกหลายกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย โดยเฉพาะในอำเภอแม่สาย และอำเภอเมือง ที่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีก การส่งมอบอาหารในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและความตั้งใจของภาคเอกชนในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประสบภัยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมที่มีความต้องการอาหารตามวิถีทางศาสนา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อนุทินลงพื้นที่เชียงราย-เชียงใหม่ ชง ครม. ค่าล้างโคลนเพิ่ม 1 หมื่นบาท

 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะติดตาม สถานการณ์น้ำ การให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟู ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ในพื้นที่

โดยจุดแรก รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมา ที่สะพานข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 เพื่อดูสถานการณ์แม่น้ำสาย การสูบน้ำออกจากชุมชน และการเสริมบิ๊กแบ็ค และฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ การช่วยเหลือและฟื้นฟูในแต่ละจุด จากหน่วยงานกองการช่าง และกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. โดยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและ เจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า จากที่ได้ฟังการรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะสามารถเคลียร์พื้นที่ได้ภายในไม่เกินสิ้นเดือนนี้ แต่จะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีจุดที่หนักหน่อยก็คือที่ตลาดสายลมจอย ที่น้ำทะลักเช้าไปมากจนสร้างความเสียหาย ซึ่งมีความเห็นใจผู้ประกอบการ เพราะว่าทราบมาว่าสินค้าได้รับความเสียหาย ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจะหาวิธีช่วยเหลืออย่างไร
 
“ในเรื่องของการเยียวยา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ในวันอังคารนี้ ก็มีการเสนอให้ ครม. พิจารณาปรับเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นไปตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ว่าจะให้การเยียวยาในระดับสูงสุดก็คือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และก็ยังมีเงินที่ตอนนี้ทางกรมป้องกันสาธารณภัยได้ตั้งเรื่องและได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลางแล้วคือ ค่าล้างโคลนบ้านละ 10,000 บาท ต่อหลัง ซึ่งเป็นการที่เราพยายามจะหาความช่วยเหลือมาให้ประชาชนให้มากที่สุด
 
จากนั้น คณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย ที่บ้านเหมืองแดง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สาย พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัย แลดูการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดูดโคลนจากท่อระบายน้ำ
และให้กำลังใจ กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. ที่มาช่วยปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือน โดยได้ทักทาย อส. ที่มาจาก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มาทั้งหมด 60 นาย ที่มาปฎิบัติการเป็นวันที่ 8 วัน แล้ว และจะอยู่จนเสร็จภารกิจ และทักทายให้กำลังใจ อส. ที่มาจากจังหวัดแพร่ ซึ่งมาช่วยในภารกิจนี้ทั้งหมด 33 นาย มาตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน และจะอยู่จนเสร็จภารกิจ เช่นเดียวกัน
 
ซึ่งชุมชนบ้านเมืองแดง ซอย 8 แห่งนี้ยังมีน้ำขังอยู่ ประมาณ 20 เซนติเมตร และ ให้กำลังใจ อส. ที่มาจากจังหวัดต่างๆ
จากนั้น ได้เดินทางมาที่วัดปิยะพร มอบเสื้อ จำนวน 1200 ตัว และอุปกรณ์เครื่องนอนเครื่องใช้ ให้ อส. ที่มาช่วยเหลือฟื้นฟูจาก 6 จังหวัด รวม 300 นาย พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล อส. ด้วย และเดินทางไปดูสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป
 
สำหรับ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ส่วนหน้า) จังหวัดเชียงราย (มท.4) ได้ลงพื้นที่ชุมชนไม้ลุงขน เพื่อมอบถุงยังชีพ แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหาร จากหน่วยในกองทัพภาคที่ 3 ทั้ง มทบ.37 ,มทบ.34, มทบ.32, มทบ.33, ร17/3, ร.17/4, รวม 530 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ รับผิดชอบดูแลพื้นที่โซนชุมชนไม้ลุงขน พร้อมกันนี้ได้มอบอาหารแห้งและเครื่องดื่มชูกำลังให้แก่ จนท.ทหาร ด้วย
 
รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค จาก คุณเยาวเรศ ชินวัตร และสมาคมฮงสุน ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดเชียงราย
 
จากนั้นได้เดินทางร่วมกับ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยวาการกลาโหม ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ต.กึ้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อประสานการช่วยเหลือประชาชน นักท่องเที่ยว และช้างจำนวน 126 เชือก
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ศอ.จอส.พระราชทาน มอบสิ่งของช่วยผู้ประสบภัย แม่สาย-เชียงราย ฟื้นฟูต่อเนื่อง

 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 (ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3) ร่วมกับกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์จังหวัดเชียงราย โดยมี พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้อำนวยการศูนย์จิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมจัดกิจกรรมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์และเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 1,000 ราย ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การมอบสิ่งของในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และสมาคมฮงสุนแห่งประเทศไทย โดยมีการถ่ายทอดสดการรับมอบสิ่งของไปยังประเทศจีนผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ณ มูลนิธิกวงเม้ง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก

หลังจากนั้น เวลา 10.30 น. พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยกองฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือ ฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ ร่วมกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย และวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง ที่ได้จัดหน่วยซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือทางการเกษตร และรถจักรยานยนต์ให้แก่ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ระหว่างวันที่ 5 – 29 ตุลาคม 2567 ณ สนามฝึกยุววรรณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การออกหน่วยซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากทหารผ่านศึกและประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือทางการเกษตรแล้ว ยังมีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ต่อมา เวลา 11.00 – 15.30 น. พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน พร้อมคณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่บ้านไม้ลุงขน ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งขณะนี้การฟื้นฟูในบางพื้นที่ยังคงต้องการอุปกรณ์และกำลังเสริมเพื่อเร่งแก้ไขความเสียหาย

นอกจากนี้ ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 ยังได้จัดการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สาย เวลา 17.30 น. โดยมี พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน และ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย

การประชุมในครั้งนี้มีการแบ่งความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานในการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมวางแผนการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่อำเภอแม่สายยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง และพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิกวงเม้ง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ประกาศเชิญชวนผู้ที่ต้องการร่วมบริจาคสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานมูลนิธิฯ หรือศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่อไป.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News