Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายปลูก “พระศรีมหาโพธิฯ” มิ่งมงคลทั่วแผ่นดิน

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” จังหวัดเชียงราย สะท้อนพลังศรัทธาและความสามัคคีของพุทธศาสนิกชน

เชียงราย, 11 พฤษภาคม 2568 – ในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว ด้วยความศรัทธาและความพร้อมเพรียงของพุทธศาสนิกชน ข้าราชการ และผู้นำชุมชนจากทุกอำเภอในจังหวัด พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชาวเชียงรายในการสืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมความร่มเย็นเป็นสุขในสังคม

ความหมายของวันวิสาขบูชาและพระราชศรัทธา

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่ระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปี 2568 วันวิสาขบูชาตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจะได้ร่วมกันทำความดีและบำเพ็ญกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคล ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาอันมั่นคงในฐานะพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อปลูกใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมพระราชทานนามว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา ความร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา การปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในครั้งนี้ยังมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งราชวงศ์จักรี

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ และได้จัดพิธีปลูกอย่างยิ่งใหญ่ที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นการรวมพลังของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป

บรรยากาศและขั้นตอนพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่จังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส และพระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นำพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป และพระสังฆาธิการจังหวัดเชียงรายอีก 73 รูป ร่วมประกอบพิธี

ขบวนอัญเชิญอันงดงาม

ก่อนเริ่มพิธี เวลา 09:00 น. นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำขบวนอัญเชิญ “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” พร้อมด้วยดินมงคลและน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญใน 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ขบวนนี้ประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วน โดยมีคณะช่างฟ้อนจากอำเภอแม่ลาวจำนวน 140 คน ร่วมฟ้อนรับขบวนอย่างสง่างาม ขบวนได้เดินเวียนรอบมณฑลปลูก 3 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนอัญเชิญพระศรีมหาโพธิ์ ดินมงคล และคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์วางไว้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พิธีการอันศักดิ์สิทธิ์

เมื่อถึงเวลา 09:20 น. นายชรินทร์ ทองสุข ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้แก่จังหวัดเชียงราย และนำอัญเชิญพระศรีมหาโพธิ์ไปยังมณฑลปลูก

เวลา 09:29 น. ซึ่งเป็นฤกษ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน นายชรินทร์ ทองสุข ได้ประกอบพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา พระราชวชิรคณี ประธานฝ่ายสงฆ์ นำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำทิพย์ 18 อำเภอ ประพรมต้นพระศรีมหาโพธิ์และบริเวณมณฑลปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล

การเผยแพร่ธรรมะพระราชทาน

หลังพิธีปลูก ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมรับชมวิดีทัศน์ “ธรรมะนาวาวัง ธรรมะพระราชทาน เนื่องในวันวิสาขบูชา” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเพื่อเผยแพร่หลักธรรมอันทรงคุณค่าแก่พุทธศาสนิกชน การรับชมวิดีทัศน์นี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกทางศาสนาและเสริมสร้างความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

พิธีนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ประกอบด้วยข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพุทธศาสนิกชนจากทุกอำเภอในจังหวัดเชียงราย การรวมตัวกันของทุกภาคส่วนสะท้อนถึงความสามัคคีและพลังศรัทธาที่แข็งแกร่งของชาวเชียงราย

ความสำคัญของพิธีและผลกระทบต่อชุมชน

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นการสร้างจุดศูนย์รวมจิตใจให้แก่พุทธศาสนิกชนในจังหวัดเชียงราย ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูก ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย จะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนสามารถมากราบไหว้และปฏิบัติธรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสงบสุขในชีวิต

นอกจากนี้ พิธีนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น วัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว และวัดพระธาตุดอยตุง พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย จะกลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในวัฒนธรรมและศาสนา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การมีส่วนร่วมของช่างฟ้อนจากอำเภอแม่ลาวและการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 18 อำเภอ ยังสะท้อนถึงการรวมพลังของชุมชนในทุกอำเภอของจังหวัด ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่และเป็นระเบียบเรียบร้อยแสดงถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการรักษามรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม

พลังศรัทธาและการสืบสานพระพุทธศาสนา

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ในจังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสานระหว่างพระราชศรัทธาและพลังของชุมชน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สังคมเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ปลูกพร้อมกันทั่ว 77 จังหวัด แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างความเป็นเอกภาพของชาติผ่านศาสนา พิธีนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความเข้มแข็งของพระพุทธศาสนาในระดับท้องถิ่น แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการรักษาคุณค่าทางจิตวิญญาณในสังคมไทย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีประชากรหลากหลายทั้งชาวไทยพื้นเมือง ชาวไทยภูเขา และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พิธีนี้เป็นโอกาสในการรวมใจของทุกกลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน ข้าราชการ และประชาชนจากทุกอำเภอ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของจังหวัดในการบริหารจัดการและประสานงานเพื่อให้พิธีสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์

ในแง่ของผลกระทบระยะยาว ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกในครั้งนี้จะเป็นมรดกทางศาสนาที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง การดูแลรักษาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นภารกิจของชุมชน ซึ่งจะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม การที่พิธีนี้จัดขึ้นในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ความสำคัญ ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมในภาคเหนือของประเทศไทย

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” และบริบทของจังหวัดเชียงราย ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. จำนวนผู้เข้าร่วมพิธี:
    • พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,500 คน ประกอบด้วยข้าราชการ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และพุทธศาสนิกชนจาก 18 อำเภอ
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)
  2. ความสำคัญของวันวิสาขบูชา:
    • ในประเทศไทย มีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมวันวิสาขบูชาทั่วประเทศกว่า 5 ล้านคน ในปี 2567 โดยส่วนใหญ่เข้าร่วมพิธีเวียนเทียนและฟังธรรม
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2567)
  3. การท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวัดเชียงราย:
    • จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ราว 3.2 ล้านคนต่อปี (ข้อมูลปี 2567) โดยวัดร่องขุ่นและวัดพระธาตุดอยตุงเป็นจุดหมายยอดนิยม
    • แหล่งอ้างอิง: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย (2567)
  4. จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย:
    • จังหวัดเชียงรายมีวัดที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 1,200 วัด และมีพระสงฆ์จำพรรษากว่า 8,000 รูป (ข้อมูลปี 2567)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (2567)

สรุปและคำแนะนำ

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่จังหวัดเชียงราย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความศรัทธา ความสามัคคี และความมุ่งมั่นของพุทธศาสนิกชนในการสืบสานพระพุทธศาสนา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกในครั้งนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและความร่มเย็นของจังหวัดเชียงราย และจะกลายเป็นมรดกทางศาสนาที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง

สำหรับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป แนะนำให้ติดตามกิจกรรมทางศาสนาที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย และร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและดูแลรักษาต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างความสงบสุขและความภาคภูมิใจให้กับชาวเชียงรายและผู้มาเยือนต่อไ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (2567)

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย (2567)

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัดขัวแคร่จัดตักบาตรใหญ่ เนื่องในวันวิสาขบูชา 2568

วัดขัวแคร่ จ.เชียงราย จัดพิธีทำบุญตักบาตรวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนร่วมแน่นวัด

จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ พุทธศาสนิกชนเชียงรายร่วมใจตักบาตรวันวิสาขบูชา

เชียงราย,11 พฤษภาคม 2568 – เวลา 06.30 น. ณ วัดขัวแคร่ ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วัดขัวแคร่ได้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และคณะศรัทธาประชาชน จัดกิจกรรมสำคัญเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนชาวเชียงราย ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญตักบาตร น้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนชาวเชียงรายที่มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแบบแผนประเพณีทางพุทธศาสนา

พิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการโดยพระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ

ภายในงานมี พระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ เจ้าอาวาสวัดขัวแคร่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรจากวัดต่างๆ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย รวมจำนวนกว่า 50 รูป ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง และฟังธรรมเทศนา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ตามหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

สำนักงานวัฒนธรรมเชียงรายร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม

สำหรับในส่วนของหน่วยงานราชการที่เข้าร่วมพิธี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายอีกหลายท่าน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยเน้นย้ำว่ากิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของสำนักงานวัฒนธรรม ที่ต้องการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีทางพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่ชาวเชียงรายสืบไป

ประชาชนร่วมพิธีด้วยจิตศรัทธาแน่นวัด

ในการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาในปีนี้ พบว่าประชาชนได้เดินทางมาร่วมพิธีอย่างคับคั่งตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งผู้สูงอายุ วัยรุ่น และเด็กนักเรียน ต่างมาร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม และร่วมกิจกรรมเวียนเทียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพุทธศาสนาในพื้นที่เชียงราย ที่สามารถเชื่อมโยงทุกเพศทุกวัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ พระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ เจ้าอาวาสวัดขัวแคร่ ยังได้ให้โอวาทแก่พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน โดยเน้นย้ำให้ทุกคนนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการรักษาศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและสงบสุข

กิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา และบทบาทของสังคมเชียงราย

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีความสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกัน พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและหลักธรรมคำสอนของพระองค์ ซึ่งในจังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรมขึ้นทุกปี และพบว่าประชาชนมีแนวโน้มเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

บทวิเคราะห์และจุดที่น่าสังเกต

จากกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในระดับบุคคลแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและความเข้มแข็งในชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในพิธีอย่างกระตือรือร้น เป็นสัญญาณที่ดีในการส่งต่อประเพณีและคุณค่าทางวัฒนธรรมแก่คนรุ่นต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องในการเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า ประชาชนชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-10% โดยเฉพาะกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา มีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศกว่า 12 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • รายงานสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567

  • อัมพิกา จิณะเสน

  • นายอภิชาต กันธิยะเขียว

  • นางวนิดาพร ธิวงศ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

คืบหน้า! รื้ออาคารริมน้ำสาย สร้างกำแพง ขุดลอก ไทย-เมียนมา

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแม่น้ำสาย: ความคืบหน้าการรื้อถอนและก่อสร้างพนังกั้นน้ำ

เชียงราย, 10 พฤษภาคม 2568 – ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนสำคัญระหว่างอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567 ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชุมชนริมแม่น้ำทั้งสองฝั่ง ส่งผลให้ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันภัยพิบัติในอนาคต การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำและการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ได้กลายเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันก่อนฤดูฝนปี 2568

ความท้าทายจากน้ำท่วมและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ

แม่น้ำสาย ซึ่งไหลผ่านพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา เป็นทั้งเส้นชีวิตและภัยคุกคามต่อชุมชนในอำเภอแม่สายและจังหวัดท่าขี้เหล็ก ในช่วงฤดูฝน แม่น้ำสายมักเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัยและย่านการค้า สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและการดำรงชีวิตของประชาชน เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567 ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจัดการสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำและการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ

เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ ประเทศไทยและเมียนมาได้ตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 เพื่อดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำและก่อสร้างพนังกั้นน้ำตลอดแนวที่เคยเกิดน้ำท่วม โดยกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานระหว่างวันที่ 15 เมษายนถึง 20 มิถุนายน 2568 อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการที่เจ้าของอาคารหลายแห่งริมแม่น้ำสายในฝั่งไทยปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการรื้อถอน ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมการทหารช่างไม่สามารถเข้าปรับพื้นที่เพื่อตอกเสาเข็มและวางพนังกั้นน้ำได้ตามแผน

ความคืบหน้าในการรื้อถอนและก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ทีมงานนำโดยนายสิทธิศักดิ์ อินใจคำ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และนายปวเรศ ปัญญายงค์ ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่า กรมที่ดิน กรมป่าไม้ และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเจ้าของอาคารแห่งหนึ่งในหมู่ 7 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย ได้ยินยอมให้รื้อถอนบางส่วนของอาคารเพื่อเป็นการนำร่อง ช่วยให้ลำน้ำสายกว้างขึ้นและเอื้อต่อการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ

ผลจากการประชุม เจ้าหน้าที่ได้จัดทำ “บันทึกแสดงความยินยอมให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง” เพื่อบันทึกความยินยอมของเจ้าของอาคาร โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เจรจากับเจ้าของอาคาร 14 รายบริเวณฝั่งซ้ายของสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ซึ่งข้ามแม่น้ำสาย โดยสามารถเจรจาสำเร็จกับ 11 ราย และส่งจดหมายแจ้งเตือนถึง 3 รายที่เหลือ หลังพบว่าอาคารเหล่านี้ตั้งอยู่บนที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งได้ยกเลิกสัญญาเช่าเดิมและดำเนินการรื้อถอนเพื่อเริ่มก่อสร้าง

ความคืบหน้าในการก่อสร้างพนังกั้นน้ำฝั่งไทยขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้ 0.18% เจ้าหน้าที่กรมการทหารช่างได้ปรับพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและเริ่มตอกเสาเข็ม โดยเสาเข็มแต่ละต้นห่างกันประมาณ 1 เมตร ลึกลงในดิน 4 เมตร และสูงเหนือพื้นดิน 3 เมตร ครอบคลุมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การดำเนินงานนี้มุ่งเน้นที่การสร้างพนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ในส่วนของการรื้อถอน หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการรื้อถอนอาคารที่ใช้เป็นโกดังเก็บรถในซอยก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเก่า ตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย ซึ่งตั้งอยู่ติดลำน้ำสาย การรื้อถอนนี้ดำเนินการโดยทีมทหารช่างและได้รับความร่วมมือจากเจ้าของอาคาร ช่วยคืนพื้นที่ให้กับลำน้ำและสนับสนุนการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ

ความท้าทายจากฝั่งเมียนมาและการขุดลอกแม่น้ำ

ในขณะที่ฝั่งไทยมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด การดำเนินงานในฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะการขุดลอกแม่น้ำสายในพื้นที่รับผิดชอบระยะทาง 12.8 กิโลเมตร ยังไม่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม จากการประสานงานล่าสุดระหว่างจังหวัดเชียงรายและจังหวัดท่าขี้เหล็ก ทางการเมียนมาได้ยืนยันว่าจะดำเนินการขุดลอกให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือข้ามพรมแดน

สำหรับการขุดลอกแม่น้ำรวก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไทย กรมการทหารช่างและกองทัพภาคที่ 3 ได้แบ่งหน้าที่กันขุดลอกในระยะทางรวม 32 กิโลเมตร โดยกองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบ 14 กิโลเมตร และกรมการทหารช่างรับผิดชอบ 18 กิโลเมตร ปัจจุบันการขุดลอกมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 9% ซึ่งเร็วกว่าแผนงาน 0.51% ดินที่ขุดได้ถูกนำขึ้นมาฝั่งไทยเพื่อใช้ในการปรับพื้นที่และสนับสนุนการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ

การตรวจติดตามและการวิเคราะห์

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนจากนายอำเภอแม่สาย กรมการทหารช่าง และเทศบาลตำบลแม่สาย ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างแนวป้องกันตลิ่งชั่วคราวกึ่งถาวรบริเวณลำน้ำสาย ตั้งแต่ตลาดสายลมจอยถึงหัวฝาย การตรวจครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินงานให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง

การวิเคราะห์สถานการณ์ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเจ้าของอาคารริมน้ำ การที่เจ้าของอาคารบางรายเริ่มให้ความร่วมมือถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ความล่าช้าในฝั่งเมียนมาอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการป้องกันน้ำท่วมในภาพรวม นอกจากนี้ การเร่งดำเนินการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกแม่น้ำให้ทันก่อนฤดูฝนจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของความพยายามนี้

จุดแข็งของโครงการคือการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การจัดการกับสิ่งปลูกสร้างที่เหลือและการรับประกันว่าฝั่งเมียนมาจะดำเนินการตามที่สัญญาไว้ การใช้เทคโนโลยีและการวางแผนอย่างรอบคอบ เช่น การตอกเสาเข็มที่ออกแบบมาเพื่อความแข็งแรงและความยั่งยืน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต้านทานภัยพิบัติในอนาคตได้

มุ่งสู่อนาคตที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม

ความคืบหน้าในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและการก่อสร้างพนังกั้นน้ำในฝั่งไทย รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำรวก ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแม่น้ำสาย การตอกเสาเข็มต้นแรกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติในอนาคต การที่เจ้าของอาคารเริ่มให้ความร่วมมือมากขึ้นและการประสานงานข้ามพรมแดนที่เริ่มเห็นผล บ่งชี้ถึงศักยภาพของโครงการนี้ในการสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวจะต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทั้งสองประเทศ รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ฝั่งเมียนมารับปากว่าจะดำเนินการขุดลอกให้แล้วเสร็จตามกำหนดเป็นความหวังสำหรับความสำเร็จของโครงการนี้ แต่ความท้าทายในด้านการเมืองและการบริหารภายในเมียนมาอาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา

ในอนาคต การสร้างพนังกั้นน้ำที่สมบูรณ์และการขุดลอกแม่น้ำสายให้ครอบคลุมทั้งสองฝั่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำไม่เพียงแต่คืนพื้นที่ให้กับธรรมชาติ แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

สถิติและแหล่งอ้างอิง

  1. ความคืบหน้าการก่อสร้างพนังกั้นน้ำฝั่งไทย:
    • ความคืบหน้า: 20% (เร็วกว่าแผนงาน 0.18%)
    • ระยะทาง: 3 กิโลเมตร
    • รายละเอียดเสาเข็ม: ห่างกัน 1 เมตร ลึก 4 เมตร สูงเหนือพื้นดิน 3 เมตร
    • แหล่งที่มา: รายงานจากกรมการทหารช่าง, 10 พฤษภาคม 2568
  2. การขุดลอกแม่น้ำรวก (ฝั่งไทย):
    • ความคืบหน้า: 9% (เร็วกว่าแผนงาน 0.51%)
    • ระยะทางรวม: 32 กิโลเมตร (กองทัพภาคที่ 3: 14 กิโลเมตร, กรมการทหารช่าง: 18 กิโลเมตร)
    • แหล่งที่มา: รายงานจากกองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง, 10 พฤษภาคม 2568
  3. การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง:
    • เจรจากับเจ้าของอาคาร: 14 ราย (สำเร็จ 11 ราย, ส่งจดหมาย 3 ราย)
    • ตัวอย่าง: การรื้อถอนโกดังเก็บรถในซอยก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเก่า ตลาดสายลมจอย
    • แหล่งที่มา: รายงานจากอำเภอแม่สาย, 10 พฤษภาคม 2568
  4. ความรับผิดชอบฝั่งเมียนมา:
    • ระยะทางขุดลอก: 12.8 กิโลเมตร (ยังไม่เริ่มดำเนินการ)
    • แหล่งที่มา: รายงานการประสานงานระหว่างจังหวัดเชียงรายและจังหวัดท่าขี้เหล็ก, 10 พฤษภาคม 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานจากกรมการทหารช่าง, 10 พฤษภาคม 2568
  •  รายงานจากกองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง, 10 พฤษภาคม 2568
  •  รายงานจากอำเภอแม่สาย, 10 พฤษภาคม 2568
  •  รายงานการประสานงานระหว่างจังหวัดเชียงรายและจังหวัดท่าขี้เหล็ก, 10 พฤษภาคม 2568
  • สมบัติ คำลือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศรัทธาเชียงราย! สรงน้ำพระธาตุดอนชัย เสริมสิริมงคลชุมชน

พิธีสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน เชียงรายสืบสานศรัทธา สะท้อนรากวัฒนธรรมล้านนา

ศรัทธาที่หยั่งรากลึกสืบสานประเพณีแห่งล้านนา

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568 – ณ วัดป่าอ้อดอนชัย ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ “พิธีสมโภชสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน” ขึ้นในค่ำวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. โดยมี นายอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธี

พิธีนี้นับเป็นอีกหนึ่งการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมล้านนาที่ชาวเชียงรายร่วมกันรักษาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่น

 

บทบาทของชุมชนในงานบุญท้องถิ่น

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ คณะสงฆ์วัดป่าอ้อดอนชัย, คณะกรรมการวัด, และ คณะศรัทธาจาก 4 หมู่บ้าน ได้แก่

  • หมู่ 10 บ้านป่าตึง
  • หมู่ 1 บ้านป่าอ้อ
  • หมู่ 12 บ้านสันทรายยาว
  • หมู่ 21 บ้านประตูล้อ

โดยมี นายสุฐาน อ้ายขอดแก้ว กำนันตำบลป่าอ้อดอนชัย พร้อมด้วยฝ่ายปกครองในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี เพื่อแสดงความเคารพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม

ความพร้อมเพรียงของทั้งภาคประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น สะท้อนถึงพลังแห่งการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมที่มีชีวิตอย่างแท้จริง

 

ความหมายแห่งพิธีสรงน้ำพระธาตุ

พิธีสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน มิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความเคารพในพระพุทธศาสนา และความศรัทธาต่อพระธาตุที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงทางจิตใจของชาวล้านนา

การสรงน้ำพระธาตุในแต่ละปีจึงถือเป็นกิจกรรมมงคลของตำบลป่าอ้อดอนชัย ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันจัดขึ้น โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงศีล และพระเถรานุเถระจำนวน 10 รูปมาประกอบพิธีกรรม ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

วัดป่าอ้อดอนชัย ศูนย์กลางจิตวิญญาณของชุมชน

วัดป่าอ้อดอนชัย เป็นวัดสำคัญในเขตอำเภอเมืองเชียงราย มีบทบาทไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา การศึกษาอบรมธรรมะ การอบรมเยาวชน และการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจ

พระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน ภายในวัด เป็นองค์พระธาตุที่ชาวบ้านให้ความเคารพสูงสุด โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ได้สรงน้ำบูชาจะได้รับอานิสงส์แห่งความเป็นสิริมงคล และขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีจากชีวิต

ในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมพิธีมากกว่า 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่และเยาวชนรุ่นใหม่ที่มาร่วมสืบสานประเพณี พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทราบข่าวจากช่องทางออนไลน์

 

บทบาทของวัฒนธรรมกับการพัฒนาสังคมเชียงราย

เชียงรายในฐานะเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และศรัทธา กำลังใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน

พิธีสรงน้ำพระธาตุ เช่นเดียวกับเทศกาลประจำปีต่าง ๆ อาทิ ปอยหลวง สรงน้ำพระ รำลึกวีรชน และงานผูกเสี่ยว ฯลฯ ล้วนเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงพลังแห่งความร่วมมือและการส่งต่อมรดกทางจิตวิญญาณ

ในทางเศรษฐกิจ งานบุญงานประเพณียังส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระดับฐานราก ทั้งในรูปแบบของการบริจาค การจำหน่ายสินค้าในงาน และการท่องเที่ยวในชุมชน

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีที่หลอมรวมเยาวชนกับผู้สูงอายุ ให้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมอย่างมีความหมาย สร้างการเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรม ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

 

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย: 1,398 แห่ง (ที่มา: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย)
  • วัดที่จัดพิธีสรงน้ำพระธาตุประจำปี: 273 แห่ง (สำรวจโดยฝ่ายวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย)
  • ผู้เข้าร่วมงานบุญในเชียงรายต่อปี: ประมาณ 85,000 คน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด)
  • มูลค่าการหมุนเวียนเศรษฐกิจจากงานบุญท้องถิ่นในแต่ละปีในเชียงราย: ประมาณ 128 ล้านบาท (ข้อมูลจากกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจฐานราก ม.ราชภัฏเชียงราย)
  • สัดส่วนเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในตำบลป่าอ้อดอนชัย: 62% ของประชากรวัยเรียน (ที่มา: ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • วัดป่าอ้อดอนชัย ต.ป่าอ้อดอนชัย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจฐานราก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

โล่งอก! ผื่นควาญช้างเชียงราย ไม่เกี่ยวสารหนู แม่น้ำกก

เชียงรายชี้แจงกรณีควาญช้างมีผื่นผิวหนัง ไม่พบพิษสารหนูจากแม่น้ำกก – ยืนยันไม่สอดคล้องอาการสัมผัสสารพิษ

จุดเริ่มต้นของความกังวลในชุมชนริมแม่น้ำกก

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568จากกรณีที่มีรายงานข่าวในพื้นที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กรณีชายรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพเป็นควาญช้าง มีอาการผื่นขึ้นตามร่างกายและรอยโรคผิวหนังผิดปกติ ส่งผลให้ชาวบ้านในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเกิดความกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านชุมชนและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งหน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวเรื่องสารหนูปนเปื้อนในลำน้ำกกอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่มีรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำจากหลายหน่วยงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยชัด ไม่ใช่อาการของพิษสารหนู

เพื่อความชัดเจนในทางการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ โดย นพ.วิชช ธรรมปัญญา แพทย์เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม สาขาโรคผิวหนัง ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ของจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยรายดังกล่าว

จากการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด นพ.วิชช ระบุว่า:

“ลักษณะของผื่นและรอยโรคที่ตรวจพบ ไม่สอดคล้องกับอาการของพิษสารหนูทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง”
“อาการทั่วไปของผู้ที่ได้รับพิษสารหนูแบบเรื้อรัง มักปรากฏลักษณะเฉพาะ เช่น ผิวหนังคล้ำและมีจุดขาวดำคล้ายหยดน้ำบนถนนฝุ่น (rain drop on a dusty road), ผิวหนังหนาตัวบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า, อาการชา, ผมร่วง และแผลพุพองตามร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่พบในผู้ป่วยรายดังกล่าว”

ทั้งนี้ แพทย์ยังเน้นว่า การเกิดพิษสารหนูเรื้อรังมักต้องมีการสัมผัสสารหนูต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และจะมีอาการทางระบบอื่นร่วมด้วย อาทิ ระบบประสาท ระบบหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกรณีของควาญช้างรายนี้ไม่มีพยานแวดล้อมหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งชี้ถึงการสัมผัสสารหนูในลักษณะนั้น

หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โดยทีมสหวิชาชีพ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมจากบริเวณรอบบ้านผู้ป่วย รวมถึงแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และจะส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในส่วนกลาง เพื่อความแม่นยำของผลวิเคราะห์ โดยจะรายงานผลอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนทันทีที่ทราบผล

นอกจากนี้ ยังได้จัดทีมสื่อสารสุขภาพเข้าให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอาการของพิษสารหนู แนวทางการป้องกันเบื้องต้น และการใช้แหล่งน้ำอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษาหรือการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัญหาสารหนูในลำน้ำกก และความเสี่ยงด้านสุขภาพ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแม่น้ำกก ได้กลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในช่วงต้นปี 2568 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานบางช่วงของแม่น้ำ โดยเฉพาะช่วงปลายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งต้นน้ำมีต้นกำเนิดในเขตเมียนมา

จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่) พบว่า สารหนูในแม่น้ำกกบางจุดสูงถึง 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความเห็นว่า การได้รับพิษสารหนูจากการใช้น้ำในแม่น้ำโดยตรงยังต้องมีการพิสูจน์หลายขั้นตอน เช่น ปริมาณน้ำที่สัมผัส ระยะเวลาการสัมผัส ความเข้มข้นของสาร และลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการเฝ้าระวังทางคลินิกอย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำต่อประชาชนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางราชการ พร้อมทั้งแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรงในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
  2. ใช้น้ำที่ผ่านการกรองและต้มสุกก่อนบริโภค
  3. หากพบอาการผิดปกติของผิวหนัง หรือระบบอื่น ๆ ให้รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน
  4. ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มตาม WHO: ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ค่าพบสารหนูเฉลี่ยในแม่น้ำกก (จุดวิกฤต): 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร (สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1)
  • จำนวนผู้ที่เข้ารับการตรวจโรคผิวหนังใน รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ปี 2567: 2,984 ราย (กรมการแพทย์)
  • จำนวนผู้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในอำเภอเมืองเชียงราย: ประมาณ 4,700 ครัวเรือน (สำนักทรัพยากรน้ำภาค 10)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1 (เชียงใหม่)
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • WHO – Drinking-water Guidelines (Arsenic)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“ธรรมนัส“ ร่วม “อบจ.เชียงราย” พัฒนาหนองหลวง ปล่อยปลาหมื่นตัว

นายก อบจ.เชียงรายบูรณาการภาครัฐเดินหน้าพัฒนาหนองหลวง พร้อมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568 – ความหวังใหม่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่รอบหนองหลวง อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เมื่อนายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อมด้วยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่หนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของชาวบ้านที่มีต่อการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่แห่งนี้ หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาการตื้นเขิน วัชพืชน้ำที่แพร่กระจาย และศักยภาพในการกักเก็บน้ำที่ลดลงมาโดยตลอด

การลงพื้นที่ครั้งสำคัญของผู้บริหารระดับสูง

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางมายังบริเวณหนองน้ำสาธารณะหนองหลวง อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย พร้อมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติ พร้อมด้วย ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่มาร่วมต้อนรับกว่า 800 คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่หนองหลวงที่มีต่อชุมชนโดยรอบ

หนองหลวง แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย

หนองหลวงถือเป็นอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลเวียงชัย ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย และตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 9,816 ไร่ ด้วยปริมาณความจุประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร

แหล่งน้ำแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แหล่งอาหารของชุมชน และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนองหลวงประสบปัญหาหลายประการ ทั้งการตื้นเขิน การแพร่ระบาดของผักตบชวาและวัชพืชน้ำ รวมถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ

แผนพัฒนาหนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้นำเสนอแนวทางพัฒนาพื้นที่หนองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแผนการดำเนินงานที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังนี้

  1. การขุดลอกและปรับปรุงระบบระบายน้ำ: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบ
  2. การกำจัดผักตบชวาและวัชพืชน้ำ: เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ
  3. การส่งเสริมให้หนองหลวงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ: เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

แผนการพัฒนาดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ได้แก่ นโยบายกระจายเครื่องจักรกลและบุคลากรสู่ชุมชน นโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) และนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ตามข้อมูลจากสำนักช่าง อบจ.เชียงราย

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายก อบจ.เชียงราย ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมประมง และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาหนองหลวงอย่างเป็นระบบ

“การพัฒนาหนองหลวงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและเป็นไปอย่างยั่งยืน” นายก อทิตาธร กล่าว

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ยังได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้โครงการพัฒนาหนองหลวงได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่

นายสมชาย ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลเวียงชัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอแผนพัฒนาหนองหลวง กล่าวว่า “ชาวบ้านในพื้นที่มีความหวังอย่างมากกับโครงการพัฒนาหนองหลวงในครั้งนี้ เพราะเราประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งมานาน การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำของหนองหลวงจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน”

นางสาวประภา วงศ์สมบูรณ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวตำบลดอนศิลา เสริมว่า “หากหนองหลวงได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมาก เรามีทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ OTOP และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ รอเพียงโอกาสในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น”

การปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหารและประชาชนที่มาร่วมงานได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลานิลและพันธุ์ปลาตะเพียน รวมจำนวน 20,000 ตัว ลงสู่หนองหลวง เป็นการเริ่มต้นฟื้นฟูระบบนิเวศในแหล่งน้ำและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ

ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “การปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำที่ได้ผลดี โดยเฉพาะปลานิลและปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลากินพืชจะช่วยควบคุมปริมาณสาหร่ายและพืชน้ำไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดมากเกินไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่”

ความท้าทายและอนาคตของหนองหลวง

แม้การพัฒนาหนองหลวงจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไข ทั้งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ การปล่อยน้ำเสียจากชุมชนและภาคเกษตรกรรม รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นายก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้ย้ำว่า “การพัฒนาหนองหลวงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของลูกหลานเชียงราย เราต้องการให้หนองหลวงเป็นทั้งแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่”

การลงพื้นที่หนองหลวงในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงรายและนโยบายของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศไทย

ตามข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ แต่มีเพียงร้อยละ 43 เท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า มีประชาชนกว่า 25 ล้านคนที่ยังประสบปัญหาการเข้าถึงน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ และมีถึง 5.7 ล้านครัวเรือนที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นกว่า 12,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคเหนือของประเทศไทย พบว่า การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนได้เฉลี่ยร้อยละ 35 ต่อปี และยังช่วยลดอัตราการย้ายถิ่นฐานของประชากรในท้องถิ่นได้ถึงร้อยละ 22

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างหนองหลวงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมทรัพยากรน้ำ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2567). รายงานสถานการณ์น้ำประจำปี 2567.
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.). (2567). แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2560-2580) ฉบับปรับปรุง.
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2567.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2567). รายงานสถิติการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชน.
  • คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2567). รายงานการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคเหนือของประเทศไทย.
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

กาแฟ ‘เชียงราย’ โกอินเตอร์ ผลักดันไมซ์ สร้างเศรษฐกิจชุมชน

จุดเริ่มต้นสู่เวทีระดับประเทศ เชียงรายร่วมขับเคลื่อนไมซ์ไทย

สุราษฎร์ธานี, 9 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย โดยการนำของ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiang Rai Coffee Lovers – CCL) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานระดับประเทศ MICE City Summit 2025 และ Samui MICE Bazaar 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมโนราบุรี รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าท้องถิ่นของเชียงราย โดยเฉพาะ “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดไมซ์ (MICE) ระดับประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐมุ่งสนับสนุนให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19

กาแฟเชียงรายจากชุมชนสู่แบรนด์ระดับประเทศ

“กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย” หรือ CCL ก่อตั้งขึ้นโดย นายพงศกร อารีศิริไพศาล มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นและยกระดับมาตรฐานกาแฟให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับชาติและสากล ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ร้านกาแฟ และผู้บริโภคจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วจังหวัดเชียงราย

กาแฟที่นำเสนอในงานเป็น กาแฟคุณภาพระดับ Specialty และ Commercial Grade ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันจากไร่ในเขตแม่สรวย แม่จัน และเวียงป่าเป้า ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟชั้นดี

ภายในงาน Samui MICE Bazaar 2025 กลุ่ม CCL ได้รับโอกาสในการจัดบูธแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจ และเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขัน “The MICE Masterpiece Challenge” โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น เมล็ดกาแฟแปรรูป น้ำผึ้งป่า และสมุนไพรพื้นบ้าน รังสรรค์เป็นเมนูอาหารว่างร่วมสมัย สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของเชียงราย

ขยายโอกาสไมซ์ เชียงรายกับศักยภาพรองรับงานระดับชาติ

เชียงรายในปัจจุบันเริ่มปรับตัวสู่เมืองรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ โดยภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมไมซ์ เช่น ศูนย์ประชุมและนิทรรศการขนาดกลาง โรงแรมระดับมาตรฐาน รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ที่สามารถรองรับกลุ่มผู้เดินทางเพื่อจัดประชุม สัมมนา และแสดงสินค้า

ข้อมูลจากกลุ่ม CCL ระบุว่า พื้นที่ของกลุ่มสามารถรองรับกลุ่มไมซ์ได้ระหว่าง 40–50 คนต่อรอบกิจกรรม โดยเน้นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมกาแฟ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ชิมกาแฟ และการเรียนรู้เรื่องราวของต้นกาแฟในระดับชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

งานใหญ่ระดับประเทศ Samui MICE Bazaar × MICE City Summit 2025

งาน MICE Bazaar 2025 และ MICE City Summit 2025 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กับภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไมซ์ทั่วประเทศ

MICE Bazaar 2025 เน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ B2B เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจาก 4 ภาค กับผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 35 ราย ส่วน MICE City Summit 2025 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ด้านกลยุทธ์การพัฒนาไมซ์ในยุคดิจิทัล ผ่านการบรรยายในหัวข้อ “MICE Marketing Leadership: Strategies for the Digital Age”

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา การแข่งขันด้านอาหาร และกิจกรรมส่งเสริมชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนให้พื้นที่ไมซ์เมืองรองอย่างเกาะสมุย กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางธุรกิจ และนักลงทุนไมซ์จากทั่วโลก

เชียงรายกับยุทธศาสตร์ไมซ์ที่ยั่งยืน

การปรากฏตัวของเชียงรายในเวทีระดับประเทศครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการโปรโมตกาแฟท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนภาพของ “เมืองไมซ์ทางวัฒนธรรม” ที่กำลังก้าวสู่ระดับชาติอย่างมั่นคง จุดแข็งของเชียงรายอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณีท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ที่มีภูมิปัญญาชุมชนรองรับ เช่น กาแฟ ชา สมุนไพร ผ้า และของแปรรูป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เชียงรายยังต้องเร่งพัฒนาคือโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่ง การสื่อสาร รวมถึงบุคลากรด้านการบริการไมซ์ที่ต้องผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะตัว (personalized experience)

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • มูลค่าตลาดกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 465 ล้านบาท/ปี (ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย)
  • จำนวนกลุ่มธุรกิจกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 183 กลุ่ม/กิจการ (ที่มา: กลุ่ม CCL และสสว.)
  • จำนวนนักเดินทางไมซ์ในเชียงรายปี 2567: 78,430 คน (ที่มา: TCEB – สำนักงานภาคเหนือ)
  • ศักยภาพพื้นที่รองรับไมซ์ในเชียงราย: 10 สถานที่หลักที่รองรับได้ 30–500 คน/กิจกรรม
  • การเติบโตของธุรกิจไมซ์ไทย (รวม): ขยายตัวเฉลี่ย 7.2% ต่อปี (ข้อมูลจาก TCEB)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายใจบุญ ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ วันกาชาดโลก

จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมวันกาชาดโลก 2568 ส่งเสริมการบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อมนุษยธรรม

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านสาธารณสุข จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เนื่องในวันกาชาดโลก (World Red Cross Day 2025) ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก สะท้อนพลังของการให้เพื่อส่วนรวมและสร้างความตระหนักถึงภารกิจด้านมนุษยธรรมขององค์กรกาชาด

ความสำคัญของวันกาชาดโลกและบทบาทของกาชาดในระดับนานาชาติ

วันที่ 8 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ นายอังรี ดูนังต์ ผู้ก่อตั้งกาชาดสากล และเป็นวันที่ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ร่วมกับ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศ (IFRC) ประกาศให้เป็น วันกาชาดโลก” เพื่อเชิดชูภารกิจด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติ สงคราม และความยากลำบากต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความเมตตา ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระของภารกิจกาชาดทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย การดำเนินกิจกรรมในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนให้เห็นถึงบทบาทของ สภากาชาดไทย ที่นอกจากจะทำหน้าที่รับบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ ยังเป็นศูนย์กลางการบริจาคดวงตาและอวัยวะ เพื่อมอบโอกาสใหม่ในการดำรงชีวิตแก่ผู้ป่วยที่รอการรักษา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

เวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสาธารณสุข เจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัด และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้และการเสียสละ โดยระบุว่า “การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เป็นการมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่น ถือเป็นการทำบุญสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ และเป็นภารกิจที่สะท้อนจิตวิญญาณของกาชาดได้อย่างชัดเจน”

บทบาทของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมกิจกรรมบริจาค

นางสินีนาฏ ทองสุข ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจแก่ผู้มาบริจาค โดยให้ความเห็นว่า “กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการแบ่งปันในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมในระยะยาว”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มอายุเข้าร่วม อาทิ นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ซึ่งแสดงออกถึงความสมัครใจและความมีจิตอาสาอย่างแท้จริง

ผลการดำเนินกิจกรรมและจำนวนผู้บริจาค

จากการสรุปข้อมูล ณ จุดรับบริจาค พบว่า มีผู้มาลงทะเบียนเพื่อบริจาคโลหิต จำนวน 70 ราย และสามารถบริจาคได้จริง 54 ราย รวมปริมาณโลหิตที่ได้รับทั้งสิ้น 21,300 ซีซี

สำหรับการบริจาคดวงตา มีผู้แจ้งความจำนงจำนวน 23 ราย และบริจาคอวัยวะจำนวน 20 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมในปีที่ผ่านมา

ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน อาทิ

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย
  • หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่

ซึ่งทุกฝ่ายให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ อุปกรณ์ โลจิสติกส์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างครบถ้วน

การวิเคราะห์ความสำคัญของกิจกรรมและข้อเสนอแนะ

การจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในวันกาชาดโลกเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการให้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชนและภาครัฐ การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ไม่ใช่เพียงการช่วยชีวิต แต่ยังเป็นการสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการรักษาที่มีความพร้อมมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย อาจพิจารณาขยายกิจกรรมในรูปแบบเคลื่อนที่ไปยังอำเภอต่าง ๆ หรือโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อปลูกฝังจิตอาสาแก่เยาวชน และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการบริจาคในระยะยาว

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้บริจาคโลหิตในประเทศไทย ปี 2566 (จากสภากาชาดไทย): 1.86 ล้านคน
  • ปริมาณโลหิตที่ต้องการใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ: เฉลี่ยวันละ 2,000 – 2,500 ยูนิต
  • จำนวนผู้รอเปลี่ยนไตในประเทศไทย (จากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ): มากกว่า 6,000 ราย
  • ผู้แจ้งความจำนงบริจาคดวงตาทั่วประเทศ: ราว 23,000 ราย แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย
  • จังหวัดเชียงรายมีผู้บริจาคโลหิตประจำเฉลี่ย: ปีละ 15,000 ราย (สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

CopsCombat2025 ตำรวจไทยโชว์บู๊ ‘เชียงราย’ โชว์เหนือมีคว้าทองกลับบ้าน

ตำรวจเชียงรายคว้าชัย Cops Combat 2025 รุ่นน้ำหนักเกิน 85 กก.” สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับประเทศ

ประเทศไทย, 8 พฤษภาคม 2568 – รายงานข่าวจากกรุงเทพมหานครระบุว่า การแข่งขันกีฬาศิลปะการต่อสู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในรายการ “Cops Combat 2025” ซึ่งจัดขึ้น ณ เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศที่มีการประลองฝีมืออย่างเข้มข้นจากผู้เข้าแข่งขันหลากหลายสังกัด ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์ของการแข่งขันคือชัยชนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากจังหวัดเชียงราย

ตำรวจภูธรภาค 5 สร้างผลงานโดดเด่น

ในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงราย ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 2 นาย ใน 2 รุ่นน้ำหนัก ได้แก่

  1. ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ กาวี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เวียงชัย จังหวัดเชียงราย คว้าชัยชนะในรุ่นน้ำหนักเกิน 85 กิโลกรัม ได้อย่างสง่างาม
  2. ร.ต.อ.เขตต์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองสารวัตร นปพ. ภ.จว.เชียงราย ทำหน้าที่เป็นโค้ชผู้จัดการทีม และเข้าร่วมแข่งขันในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 56 กิโลกรัม

สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายได้แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงานในระดับประเทศ และได้ให้กำลังใจแก่ ร.ต.อ.เขตต์ ในการแข่งขันครั้งต่อไป

บรรยากาศการแข่งขันคึกคักท่ามกลางเสียงเชียร์

การแข่งขัน Cops Combat 2025 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ เวทีมวยราชดำเนิน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลากหลายสังกัด ทั้งชายและหญิง เข้าร่วมแข่งขันในรายการดังกล่าวจำนวนมาก การแข่งขันแบ่งออกเป็นทั้งหมด 16 รุ่นน้ำหนัก รวมกว่า 48 คู่แข่งขัน โดยการแข่งขันในแต่ละคู่ดำเนินไปในรูปแบบ 1 ยก ใช้เวลาชก 3 นาที เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถแสดงทักษะการต่อสู้ป้องกันตัวในเวลาจำกัด

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน และเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงเชียร์จากเพื่อนร่วมอาชีพและประชาชนที่เดินทางมาร่วมชมอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างยิ่ง

Cops Combat กีฬาที่พัฒนาทักษะพร้อมเสริมสร้างร่างกายและจิตใจ

โครงการ “Cops Combat” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมกีฬาประจำปีของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทบทวนและฝึกฝนทักษะการต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในการเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน การควบคุมสถานการณ์ และการรับมือกับผู้กระทำผิด

การแข่งขันยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ความแข็งแรง และความมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่ตำรวจจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศรวมพลังในสนามเดียวกัน

ผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรายการนี้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ อาทิ

  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9
  • กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
  • กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.)
  • กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
  • กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.)
  • กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.)
  • กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)
  • โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.)
  • รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

การรวมตัวกันของเจ้าหน้าที่จากหลากหลายสังกัดเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นโอกาสในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างพื้นที่

ผบ.ตร.ร่วมเปิดการแข่งขัน มอบขวัญกำลังใจนักกีฬา

ในพิธีเปิดการแข่งขัน ได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาเป็นประธานในพิธี โดยกล่าวเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะทำหน้าที่มอบเหรียญรางวัลให้กับผู้ชนะการแข่งขันในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป

ตำรวจรุ่นใหม่กับความพร้อมรอบด้าน

การแข่งขัน Cops Combat ไม่ได้เป็นเพียงเวทีกีฬาธรรมดา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการพัฒนาข้าราชการตำรวจไทยรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในสังคมอย่างมืออาชีพ

ชัยชนะของตำรวจเชียงรายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เหรียญรางวัล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพของกำลังพลและการฝึกฝนที่เข้มข้นในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานในภูมิภาคอื่นๆ เดินหน้าในการพัฒนาบุคลากรด้านทักษะการต่อสู้เชิงยุทธวิธีต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

  • ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดในรายการ Cops Combat 2025: 96 คน (ชาย/หญิง)
  • แบ่งการแข่งขันออกเป็น 16 รุ่นน้ำหนัก
  • แข่งขันแบบ 1 ยก 3 นาที จำนวน 48 คู่
  • รุ่นน้ำหนักเกิน 85 กก. มีผู้เข้าแข่งขัน 6 คน
  • ส.ต.อ.เมธาสิทธิ์ กาวี ชนะคะแนนแบบเอกฉันท์ในรอบชิงชนะเลิศ
  • ผู้ชมในเวทีมวยราชดำเนินประมาณ 1,200 คน
  • มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก 13 กองบัญชาการ และ 5 โรงเรียนตำรวจ เข้าร่วมการแข่งขัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • กองประชาสัมพันธ์ ตร.

  • ผู้สื่อข่าวสนามเวทีมวยราชดำเนิน

  • สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

สารหนูทะลักแม่น้ำกก “โรม” จี้รัฐบาลแก้เหมืองทองว้า

วิกฤตแม่น้ำกก สารพิษจากเหมืองทองคำฝั่งเมียนมาคุกคามความมั่นคงและสุขภาพคนไทย

สถานการณ์คุณภาพน้ำกกและแม่น้ำสายพบสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำฝาง ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2568 ครอบคลุม 15 จุดในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยพบว่าน้ำมีความขุ่นผิดปกติและตรวจพบ “สารหนู” (Arsenic) เกินค่ามาตรฐานในหลายจุดอย่างน่าตกใจ

ตัวอย่างเช่นที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อำเภอเมืองเชียงราย พบค่าสารหนู 0.012 mg/L และสูงสุดที่บ้านจะเด้อ ตำบลดอยฮาง ที่ระดับ 0.019 mg/L ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐาน 0.01 mg/L ถึงเกือบสองเท่า ขณะที่ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดหนึ่งที่มีค่าถึง 0.037 mg/L

ร่วมลงพื้นที่ ย้ำภัยเงียบที่ต้องเร่งจัดการ

พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ให้สัมภาษณ์ว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำกกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำน้อยลง สารพิษจึงเข้มข้นขึ้น ซึ่งกระทบทั้งการเกษตรและอาหารประจำวันของประชาชน โดยขอให้รัฐตรวจสอบสัตว์น้ำและพืชผลที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกอย่างเร่งด่วน

ในวันเดียวกัน รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้เดินทางลงพื้นที่แม่อายและเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าว พร้อมระบุว่าสารหนูและตะกั่วมีค่าที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ต้นตอปัญหาเหมืองทองผิดกฎหมายในเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าในเมียนมา

ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่าแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและสาย ไหลมาจากพื้นที่เขตอิทธิพลของกลุ่มว้า (UWSA) ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีเหมืองทองคำผิดกฎหมายกว่า 30 แห่ง ปล่อยตะกอนสารพิษลงแม่น้ำโดยไม่มีมาตรการควบคุม ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งอยู่ปลายน้ำรับผลกระทบเต็ม ๆ

นายโรมกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพน้ำ แต่ยังลุกลามไปถึงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หน่วยงานรัฐยืนยันไม่มีการทำเหมืองในเขตประเทศไทย

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ชี้แจงว่า การตรวจสอบในพื้นที่แม่อายไม่พบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก พร้อมเน้นย้ำว่าอำเภอแม่อายไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา การแก้ไขต้องทำในระดับประเทศ โดยปัจจุบันมีการแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดให้ชาวบ้านฟรีและเร่งตรวจสอบปลาและดินตะกอนเพิ่มเติม

ข้อเรียกร้องเร่งใช้การทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้สถานการณ์ในเมียนมาจะซับซ้อนจากสงครามกลางเมือง แต่รัฐบาลไทยต้องแสดงความชัดเจน ใช้ช่องทางการทูต รวมถึงประเทศที่มีสัมพันธ์ดีกับกลุ่มว้า เพื่อกดดันให้ยุติกิจกรรมเหมืองทองที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

“ถ้าไม่แก้วันนี้ ปัญหาจะลุกลามต่อเนื่อง คนไทยจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย” นายโรมกล่าว

เหมืองทองฝั่งเมียนมาปล่อยตะกอนลงแม่น้ำกก

ผู้สื่อข่าวยังได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้าน ซึ่งเผยให้เห็นภาพการระบายตะกอนจากเหมืองทองในเขตรัฐฉานลงสู่แม่น้ำกกอย่างชัดเจน ยืนยันถึงการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายของเหมืองดังกล่าวที่ยังดำเนินอยู่

กมธ.มั่นคงฯ นัดถกแนวทางร่วมกับส่วนราชการในเชียงราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีกำหนดประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อสรุปสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง สาธารณสุข และการต่างประเทศ

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงระดับชาติ

กรณีสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกก ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อแก้ปัญหานี้

หากยังปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดนต่อไปโดยไม่มีการควบคุม สถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถิติและข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าสารหนูในแม่น้ำกกสูงสุด: 0.037 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.01 mg/L)
  • ค่าสารตะกั่วในแม่น้ำกก: 0.076 mg/L (มาตรฐานไม่เกิน 0.05 mg/L)
  • เหมืองทองผิดกฎหมายในรัฐฉาน: กว่า 30 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1
  • สส.ปั๋น – ชิตวัน ชินอนุวัฒน์
  • พรรคประชาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE