Categories
ENTERTAINMENT

คอนเฟิร์ม “น้องวิคกี้” MY DANCE เชียงราย เซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัด ‘เกาหลีใต้’

 

เมื่อวันที่  26 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ทางเพจ MY Dance Academy สถาบันสอนเต้นของจังหวัดเชียงราย ได้โพสต์อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความยินดีกับ

น้อง วิคกี้ VICTORIA อายุ 13 ปี MY Dance Academy STUDENTS นับเป็นศิลปินที่ติดไอดอลระดับเกาหลีใต้ และยังเป็นคนแรกสถาบันฯ อีกหนึ่งปีแห่งประวัติศาสตร์ของ จ.เชียงราย ในวงการ K-Pop สำหรับเหล่า ‘แทกุกไลน์’ กับการที่จะมีศิลปินระดับจังหวัด ไปมีโอกาสเดบิวต์เป็นศิลปินของประเทศเกาหลีใต้
.
[อ่านข่าวต่อในคอมเมนต์]

 

การันตรีว่าเด็กเชียงรายทำได้แล้ว น่าจะถือได้ว่าเป็นคนแรกของจังหวัดเชียงราย ที่ได้ผ่านการออดิชั่นจากสถาบัน MY DANCE ACADEMY ได้ผ่านเป็น ศิลปินฝึกหัด ARTIST TRAINEE เซ็นสัญญาค่ายเพลงที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยน้องวิคกี้  ได้ฝึกกับสถาบัน MY Dance Academy ไปเกือบ3 ปี ตั้งแต่อายุ10 ขวบ ชีวิตประจำวันทั่วไป ที่น้องพร้อมก้าวไปเป็นศิลปินฝึกหัด ทั้งหมดอยู่กับการซ้อม ทั้งฝึกเต้น แร็พ ร้องเพลง เรียนการแสดง ออกกำลังกาย

 

ซึ่งความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ที่จะไปเป็นศิลปินเกาหลีไม่ได้คว้ากันมาได้ง่ายดาย เพราะต้องมีความสามารถจริง รวมถึงต้องทุ่มเทแบบสุดตัว สุดกำลังคุ ณสมบัติหลักที่ศิลปินระดับไอดอลต้องมี คือ ความสามารถที่โดดเด่น และไหวพริบที่ดี น้องวิคกี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนทั้งสถาบันและจ.เชียงราย ให้มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ทักษะต่างๆในหลักสูตรที่ทางคุณครูและโค้ชให้ทั้งการเรียน ร้องเพลง เรียนเต้น STREET DANCE , MODERN JAZZ , Dance Performance และทั้งสอบหลักสูตร UDO STREET DANCE และร่วมแข่งขัน Hiphop Street Dance ระดับประเทศด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการไปเป็นเด็กฝึก และคว้าโอกาสไว้เสมอ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : MY Dance Academy

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SPORT

เตรียมดันศูนย์ทดสอบกีฬามวยไทย ม.ราชภัฏเชียงราย เป็นระดับสากล

 

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้วางแผนการส่งเสริมกีฬามวยไทยสู่ความเป็นสากล และ Soft Power โดยมีคณะกรรมการกีฬามวย เป็นผู้กำกับการขับเคลื่อนให้เกิด “มาตรฐาน” และ “การยอมรับ” ในระดับสากล

 

คณะกรรมการกีฬามวย และ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงมาตรฐานต่างๆ ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน มีการวางมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียว (One Standard) ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้านที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. หลักสูตรผู้ฝึกสอนมวยไทย
  2. หลักสูตรผู้ตัดสินมวยไทย
  3. หลักสูตรการบริหารจัดการค่ายมวย
  4. หลักสูตรการจัดการแข่งขันมวยไทย
  5. หลักสูตรด้านองค์ความรู้มวยไทย

 

มีการปรับให้มีโครงสร้าง “สถาบันมวยไทยแห่งชาติ” ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย เป็นผู้ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ในแต่ละด้านดังกล่าว พร้อมทั้งได้ทำประชาพิจารณ์ ร่วมกับสมาคมกีฬามวยและบุคคลในวงการกีฬามวยแล้วเสร็จเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ประเทศไทยเรามีศูนย์กลางการเรียนรู้ พัฒนาผลิตบุคลากรกีฬามวยไทยที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ประกอบด้วย ศูนย์ทดสอบ (นำร่อง) จำนวน 5 ศูนย์ ได้แก่

  1. ภาคตะวันออก : ศูนย์ทดสอบมหาวิทยาลัย ม.บูรพา จ.ชลบุรี
  2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ศูนย์ทดสอบมหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น
  3. ภาคเหนือ : ศูนย์ทดสอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จ.เชียงราย
  4. ภาคใต้ : ศูนย์ทดสอบมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จ.กระบี่
  5. ภาคกลาง : ศูนย์ทดสอบการกีฬาแห่งประเทศไทย กทม.

 

นางสาวสุดาวรรรณ เผยว่า“ มวยไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน เป็นทั้งการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวและเกมส์กีฬา “

 

“รัฐบาลและทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรามีนโยบายหลักคือผลักดันมวยไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจกับกีฬามวยไทยที่เราเป็นต้นตำรับ อีกทั้งเรายังมีนักมวยไทยชื่อดังหลายคน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเรามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น บัวชาว บัญชาเมฆ หรือทางด้าน รถถัง จิตรเมืองนนท์ ที่กำลังโด่งดัง ณ ปัจจุบัน เรามีการเปิดคลินิกสอนทักษะมวยไทยในต่างแดนอย่างต่อเนื่องให้กับผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้ทักษะมวยไทย ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านกีฬามวยไทย”

 

“ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราจัดการแสดงไหว้ครูมวยไทยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โชว์ความสวยงามของแม่ไม้มวยไทยด้วยจำนวนคนที่มากที่สุดในโลกกว่า 5,000 คน เพื่อบันทึกลงกินเนสส์บุ๊กเวิลด์เรคคอร์ด ให้คนต่างชาติว้าวกับสิ่งที่เกิดขึ้น“

 

”ในส่วนของการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทย ก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้กันค่ะ เราต้องช่วยกันผลักดันกีฬามวยไทยให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย”

 

“อีกอย่างหนึ่งค่ะ เราได้ตั้งเป้าหมาย คือ การผลักดันให้กีฬามวยไทย ให้ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งชนิดกีฬาในการแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ปี 2032 ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ด้วยค่ะ”

 

“สุดท้ายดิฉันก็หวังว่า การรับรองมาตรฐานบุคลากรกีฬามวยไทย ตามพันธกิจและเจตนารมณ์ของ พรบ.มวย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมกีฬา เกิดการยอมรับในระดับสากลและสามารถยึดกีฬามวยไทยเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และเราพร้อมที่จะเดินหน้าร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำให้สิ่งที่เรากำลังผลักดันนั้นเกิดประโยชน์ในทุกๆมิติค่ะ”

 

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE ECONOMY

‘เบียนนาเล่ เชียงราย’ เงินสะพัดกว่า 2.4 หมื่นล้าน นักท่องเที่ยว 2.7 ล้านคน

 

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาล โดย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มอบหมายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) จัดงานมหกรรมศิลปะนานาชาติไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2566 -30 เมษายน2567 โดยได้มีการประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงาน พบว่า การดำเนินงานเป็นหลักสำคัญในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ทั้งด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และด้านการส่งเสริมเทศกาล หรือเฟสติวัล ซึ่งจากการเก็บข้อมูล ของ สศร. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สรุป ยอดผู้เข้าชมงาน จัดแสดง ใน 3 ส่วนสำคัญ ณ วันที่ 21 เมษายน รวมจำนวน 2,790,964 คน โดยแบ่งเป็นเข้าชมนิทรรศการหลัก แสดงผลงานศิลปะการจัดวางเฉพาะพื้นที่ของศิลปิน 60 คนในเขต อ.เมือง อ.เชียงแสน และอ.แม่ลาว จำนวน 17 จุด จำนวน 714,235 คน ส่วนที่ Pavilion หรือ ศาลา แสดงผลงานนิทรรศการกลุ่มของศิลปิน พิพิธภัณฑ์ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ 13 แห่ง มีผู้เข้าชมจำนวน 42,893 คน และในส่วน Collateral Events กิจกรรมพิเศษ มีผู้เข้าชม จำนวน 2,033,836 คน มีการเข้าถึงสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ ทาง Facebook Instagram YouTube TikTok จำนวนมากเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นของมิติศิลปะ รวม 22,403,688 ครั้ง และมีการปฏิสัมพันธ์ทางสื่อโซเชียลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

นายประสพ กล่าวอีกว่า ขณะที่การเก็บข้อมูลตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ จาก การประมาณการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า มีนักท่องเที่ยว ใน จ.เชียงรายเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 11 เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ ในช่วงการจัดงาน มีการจ้างงาน 8,000 กว่าอัตรา โดยเป็นการจ้างในระบบประกันสังคม 844 อัตรา ชุมชนได้รับประโยชน์จากการจัดงาน 560 ชุมชน มีศิลปินทั้งในและต่างประเทศตั้งใจมาชมงานนี้โดยตรง 1,000 กว่าคน มี สถาบันการศึกษาทุกระดับมาดูงาน เกิน 500 กว่าแห่ง จึงเห็นภาพของจำนวนคนและการเข้าถึงงานเป็นอย่างมาก ซึ่ง นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะผู้นำการจัดงาน แสดงข้อคิดเห็นว่า ต่อไป ไม่ต้องมีคำอธิบายแล้วว่า ไทยแลนด์เบียนนาเล่คืออะไร เพราะคนไทยมีความเข้าใจ และเข้าถึงงานศิลปะแล้ว และที่สำคัญ ได้เกิดการทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐ ศิลปินไทย และต่างชาติ ช่างฝีมือ ลูกมือทำงาน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ ระหว่างกันทำให้ศิลปิน และชาวชุมชนทุกที่มีความผูกพัน และมีความภูมิใจที่ได้ทำงานศิลปะระดับโลกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

 

“ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นเกินความคาดหวัง เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม สศร. จะมีการถอดบทเรียนจากการจัดงานครั้งนี้ ไปทำการศึกษาวิจัย เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการจัดงานในครั้งต่อไป ที่ จ.ภูเก็ต ในปี 2568 และจะมีการสรุปข้อมูลภาพรวมอย่างเป็นทางการโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. หลังการจัดงาน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป” ผอ.สศร.

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย-น่าน-พะเยา มาแล้ว! บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ เริ่ม 1 พ.ค.นี้

 

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2567 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยถึงความก้าวหน้าของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ที่น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ติดตามเร่งรัดว่า ขณะนี้การดำเนินการจะเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือเฟส 3 ในวันที่ 1 พ.ค.ถึงนี้ การให้บริการจะครอบคลุมทุกเฟสจำนวน 45 จังหวัด จาก 12 จังหวัด เพิ่มอีก 33 จังหวัด ครอบคลุมอีก 16 เขตสุขภาพ

 

 

ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา

 

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีความมั่นใจว่า การขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ในเฟส 3 จะสามารถยกระดับการบริการ อำนวยความสะดวกประชาชน ไม่ต้องรอคิว รอรับยา ตรวจเสร็จรับยาที่บ้าน Health Rider เหมือนที่เริ่มมาแล้วในเฟส 1 เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2567 นำร่อง 4 จังหวัด ต่อมาเฟส 2 นำร่องอีก 8 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้ง 2 เฟส ประชาชนพอใจการได้รับบริการเกือบ 100 %

 

การให้บริการได้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขครบทุกแห่งและทุกกองทุนสุขภาพ ปัจจุบันมีหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง 893 แห่ง จาก 902 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 99.7 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาโครงสร้างเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ มีการเชื่อมต่อแอพพลิเคชันและไลน์หมอพร้อมทั่วประเทศแล้ว กว่า 40 ล้านคน มีการนัดหมายและดำเนินการบริการระบบการแพทย์ทางไกล 55,446 ครั้ง ออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล 81,317ใบ มีการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์โดย Health Rider 55,376 ออเดอร์

 

ทั้งนี้ กว่าร้อยละ 90 ของผู้รับบริการมีความพึงพอใจดีมาก เนื่องจากได้รับบริการที่รวดเร็ว เจ้าหน้าที่ส่งยาพูดจาสุภาพ ความสมบูรณ์ของพัสดุ ลดระยะเวลาการรอคอย ช่วยลดความแออัดในการรอรับยาที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ในระยะเฟส 4 จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567 อย่างแน่นอน

โฆษกกระทรวง กล่าวว่า จากการสรุปข้อมูลล่าสุดวันที่ 24 เม.ย.2567 พบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ รับ – ส่งยา (Health Rider) ดังนี้

 

จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ 39 จังหวัด หน่วยบริการที่เข้าร่วม 301 แห่ง 3. อสม.และบุคลากรสาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการฯแล้ว 5,258 คน วิ่งจัดส่งยาแล้วทั้งประเทศ 85,217 ออเดอร์ และมีรายได้ของ Health Rider เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรของกระทรวงและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันเต็มที่และดียิ่งเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘หัวเว่ย’ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏเชียงราย ยกระดับการศึกษาปรับตัวเข้าตัวยุคดิจิทัล

 

เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา หัวเว่ยจัดงาน Digital Sustainable University Day อัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีและโซลูชันไฮไลต์เพื่อการเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสำหรับปรับตัวในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และลานนาคอม จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

 

นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน และยังมีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการด้านความอัจฉริยะมากขึ้นทั้งการเรียน การสอน การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนถึงการจัดการระบบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

กิจกรรมการเรียนการสอนได้เปลี่ยนจากการใช้กระดานดำแบบดั้งเดิมมาเป็นเครื่องมือมัลติมีเดีย จากการเรียนรู้เริ่มทำได้ไร้ข้อจำกัด และจากการบรรยายแบบทางเดียวไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
ในฐานะผู้ให้บริการด้าน ICT ชั้นนํา

หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะนําเครือข่ายแคมปัสอัจฉริยะ ศูนย์ข้อมูล การประมวลผลคลาวด์ ห้องเรียนอัจฉริยะ และเทคโนโลยีอื่น ๆ มาใช้ในการพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรมในการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา เร่งให้เกิดนวัตกรรมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

โดยจากการจัดอันดับของ QS World University Rankings มหาวิทยาลัยกว่า 30 แห่งจาก 100 อันดับแรกของโลกได้เลือกให้หัวเว่ยเป็นพันธมิตรในการนำเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ประสิทธิภาพในการวิจัย และความสามารถด้านนวัตกรรม

“การจัดงานเทคโนโลยีในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นงานด้านเทคโนโลยีแบบฮาร์ดคอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้พบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ เพื่อพัฒนาความร่วมมือให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่สําหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับแถวหน้าของโลก หากเราสามารถใช้ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างคุณค่ามากมาย“

ในโอกาสนี้ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือในโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ (Huawei ICT Academy) เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนเตรียมความพร้อมในเทคโนโลยีเฉพาะทาง เพื่อเป็นการบ่มเพาะบุคลากรในอนาคตให้มีทักษะความสามารถด้านดิจิทัลตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม

โดยผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมผ่านโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ จะได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย ซึ่งเป็นการรับรองที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัครงานของนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงโอกาสฝึกงานกับบริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย ตลอดจนอาจได้เป็นพนักงานของหัวเว่ยหรือบริษัทในเครือพันธมิตร ซึ่งปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเข้าร่วมในโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่แล้วมากกว่า 2,200 แห่งทั่วโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับหัวเว่ย ซึ่งก็ถือเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ได้โฟกัสเพียงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนสู่การเป็น CRRU Smart University อีกด้วย และเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล และเกิดประโยชน์แก่ทั้งนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร รวมถึงการให้บริการสังคมแก่พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“ธนพิริยะ” โค้งแรกปี 67 พุ่ง เพิ่มสาขา ครอบคลุม เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา

 
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2024 บิ๊กค้าส่ง-ค้าปลีก เชียงราย “ธนพิริยะ” รับอานิสงส์มาตรการรัฐหนุนกำลังซื้อ-เทศกาล บวกแรงหนุนท่องเที่ยวคัมแบ็กดันยอดขายโค้งแรกปี 67 พุ่งเตรียมขยายเพิ่ม 6 สาขาส่งรายได้โต 10 – 15% ทางด้านเภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า 
 
 
แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 ทิศทางดี มีนโยบายจากภาครัฐหนุนในช่วงครึ่งแรกของไตรมาส กระตุ้นยอดขายต่อบิลสูงขึ้น อีกทั้งมีเทศกาลต่างๆ อาทิ ปีใหม่ ตรุษจีน ที่สร้างการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ อานิสงส์เทศกาลสงกรานต์กระตุ้นร้านค้าปลีกในท้องถิ่นจับจ่ายใช้สอยคึกคักต่อเนื่องในไตรมาส 2 ปี 2567 ปัจจุบัน ธนพิริยะมีสาขาครอบคลุมถึง 45 สาขา และมีแผนขยายอีก 6 สาขา หนุนสิ้นปีมี 51 สาขา ครอบคลุมจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าในชุมชน และนักท่องเที่ยวในทำเลในตัวเมืองหรือจุดที่มีศักยภาพ
 
 

ซึ่งปัจจุบัน ธนพิริยะมีสินค้า 5 กลุ่ม คือ สินค้าใช้ในครัวเรือน เครื่องดื่มและขนม กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เครื่องสำอางและอาหารเสริม และยังมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

 

ทั้งนี้ ล่าสุดมีประกาศจากภาครัฐ แถลงการณ์ความคืบหน้าของนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โดยให้สิทธิ์ประชาชนจำนวน 50 ล้านคน ผ่านวงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยมีเงื่อนไขที่สามารถใช้กับร้านค้าขนาดเล็กในอำเภอ หรือตามชุมชนเท่านั้น และจะซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ไม่ได้ คาดว่าจะเริ่มโครงการในไตรมาส 4 ปี 67 นี้ นับเป็นโครงการเรือธงของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กับร้านค้าปลีกในประเทศไทย

 

ซึ่งธนพิริยะเตรียมพร้อมรับอานิสงส์ จากการมีร้านค้ากระจายอยู่ครอบคลุมโซนภาคเหนือตอนบน คาดว่าจะเป็นไฮไลท์ที่เข้ามากระตุ้นยอดขาย และมั่นใจเป้าหมายการเติบโตรายได้รวมปีนี้วางไว้ที่ 10-15%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การเงินธนาคาร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

“ศุภมาส” ชื่นชมกระทรวง อว. ยกระดับ กระดาษปอสาเพิ่มรายได้กว่า 2 พันล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การผลิตกระดาษหัตถกรรมจากปอสา เป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนทางภาคเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย และน่าน โดยประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์กระดาษสาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างรายได้จากการส่งออกกระดาษสาและผลิตภัณฑ์มากกว่าปีละ 100 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวรวมเป็นมูลค่ากว่า 2000 ล้านบาท นอกจากนี้ชุมชนที่ผลิตกระดาษสา ยังเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มีนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้และทำกิจกรรมการผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมจำนวนมาก เป็นการสร้างรายได้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพด้านการผลิตสินค้าหัตถกรรมเพื่อเป็นการกระจายรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่น

 

ตนขอชื่นชมกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ที่ประสบความสำเร็จด้วยการนำกลไกวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตกระดาษหัตถกรรมจากปอสา เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การผลิตกระดาษสา การสร้างลวดลาย สีสัน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของลูกค้าและนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ให้เร่งขยายพื้นที่การดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับหน่วยงาน อว.ระดับพื้นที่ รวมถึงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรโยชน์ประชาชนในพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

 

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตกระดาษสาส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในแถบยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการผลิตตามความต้องการสั่งซื้อจากลูกค้าโดยตรง และยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้ดำเนินการตามนโยบายของ รมว.อว. ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ลงสู่พื้นที่ที่มีการผลิตกระดาษสาเพื่อการส่งออก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย และน่าน เพื่อยกระดับคุณภาพกระดาษสาสำหรับส่งออกในด้านต่าง ๆ เช่น สีสัน ลวดลาย การเพิ่มความเรียบ ความสม่ำเสมอ ความแข็งแรง การต้านลามไฟของเนื้อกระดาษ และลดความเป็นกรดด่าง ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจากต่างประเทศ เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังเร่งให้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยในการปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มเทคนิค และจัดสถานที่เพื่อให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และน่าน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกระดาษสา โดยเริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตกระดาษหัตถกรรมให้เหมาะกับการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพ รูปแบบ สีสัน ลวดลาย บนกระดาษสาด้วยเทคนิค Ebru Marbling ซึ่งเป็นการประยุกต์งานศิลปะดั้งเดิมของชาวตุรกี ที่สร้างลวดลายหินอ่อนบนผ้ามาสร้างลวดลายหินอ่อนบนผิวกระดาษสา เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และสร้างกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำด้วยตัวเอง เพิ่มความน่าสนใจ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำชุมชนด้านสถานที่ รวมถึงข้อมูลให้กับบุคลากรในพื้นที่ สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้านผลิตภัณฑ์กระดาษหัตถกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชุมชนกระดาษสาที่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมากยิ่งขึ้น

 
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเยื่อและกระดาษแบบครบวงจรมากกว่า 50 ปี ทั้งด้านวิเคราะห์ทดสอบ สอบเทียบเครื่องทดสอบกระดาษ วิจัย พัฒนา และจัดทำมาตรฐาน (Standards) หรือข้อกำหนดคุณลักษณะ (Specifications) ตามหลักการในการจัดทำมาตรฐานสากล และ วศ. ได้นำองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตกระดาษไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ วิสาหกิจชุมชน (OTOP) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาสร้างความเข้มแข็ง และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านเยื่อและกระดาษภายในประเทศ
 
นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานในชุมชนและภาคมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อพัฒนากระดาษหัตถกรรมท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อสานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น สืบทอดกันมานับหลายร้อยปี สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนระดับชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นบไหว้สาบูชาครู ลื้อลายคำ คนเชียงของที่มีใจรักในศิลปะล้านนา

 

เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๗ ที่ พิพิธภัณฑ์ มรดกวัฒนธรรม ผ้าทอไทลื้อ  ลื้อลายคำ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีพิธีไหว้ครูลื้อลายคำ ซึ่งทางเพจ Chiang Khong TV รายงานว่าเป็นการนบไหว้สาบูชาครู ลื้อลายคำ ความรู้ ศิลปะ วิชา ทุกแขนงสาขา ล้วนแล้วแต่มีครูบาอาจารย์ผู้ประสาทประสิทธิ์วิชา เมื่อศึกษาจนสำเร็จลุล่วงก็ต่างแยกย้ายไปตามทิศทางที่หมาย จะยากดีมีจน เป็นคนดีคนเลว ก็ล้วนแล้วแต่มีวิชาความรู้ติดตนติดตัว ถือว่าเป็นคนมีครู เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา  และหากผู้ใด รำลึกได้ถึงคุณของครูบาอาจารย์ ผู้นั้นย่อมจักมีความเจริญในชีวิต

 

ซึ่งกลุ่ม ลื้อลายคำ ครั้งหนึ่งเคยสร้างชื่อกระฉ่อนไปทั่วประเทศ โดยการรวมตัวกันของ เยาวชน อ.เชียงของที่มีใจรักในศิลปะล้านนา ศิลปะไทลื้อ ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้ในปัจจุบัน กลุ่มลื้อลายคำ จะไม่ได้รวมตัวกันเช่นแต่ก่อน แต่ทุกคนเมื่อได้ชื่อว่าลื้อลายคำ ก็จะเป็นลื้อลายคำตลอดไป เมื่อใด ที่มีโอกาสได้แสดงวิชา ก็จะมารวมตัวกันไม่ห่างหาย และเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาไหว้ครูอาจารย์ ทุกคนก็พร้อมกลับมารวมตัวกันอย่างสมัครสมานเช่นเคย

 

คุณสุริยา วงค์ชัย ลูกหลานไทลื้อรุ่นปัจจุบัน ที่อยากให้มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อ สืบทอด สานต่อ ไปยังรุ่นต่อไป โดยใช้บ้านไม้ 2 ชั้น ทรงเก่าๆจัดสร้างที่วัฒนธรรมของไทลื้อถูกเก็บรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ  ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงได้เก็บประวัติเรื่องราว การกล่าวขาน การต่อสู้การ อพยพต่างๆ ของชาวไทลื้อในอดีต เมื่อเดินขึ้นไปชั้นบน มีหุ่นจัดแสดงเครื่องแต่งกายไทลื้อแบบต่างๆ ผ้าทออันมีคุณค่า ที่ต้องใช้เวลาในการเก็บรวมรวม มาให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เครื่องประดับของมีค่า จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทลื้อ ดูแล้วมีมนต์ขลังเหมือนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ

 

จากข้อมูลของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เล่าว่ากลุ่มชาติพันธ์  “ลื้อ/ยอง/ขึน (เขิน)”

“ลื้อ”   ชาวไทลื้อที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แคว้นสิบสองปันนา  ทางตอนใต้ของประเทศจีน มีประวัติการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปยังรัฐฉาน ประเทศพม่า

“ยอง”  ชาวไทลื้อที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองยอง  อำเภอหนึ่งของเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า

“ขึน/เขิน”  ชาวไทลื้อ (+ไทใหญ่?) ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า จีน ไทย และประเทศลาว ตั้งชุมชนหนาแน่นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำขึนเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า

.

ไทลื้อ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทยอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน และภาคเหนือของลาว ชาวไทลื้อในสิบสองพันนามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยวนล้านนาในยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ชาวไทลื้อจากสิบสองพันนาได้ถูกกวาดต้อนลงมาอยู่ในล้านนาจำนวนมาก  ชาวไทลื้อนับถือศาสนาพุทธและปฏิบัติตามจารีตประเพณีทางพุทธศาสนา

 

การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยเจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น  จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื้อ ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน) อันประกอบด้วย เมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวง เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน (เดียนเบียนฟู)  ซึ่งบางเมืองในแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สุริยา วงค์ชัย พิพิธภัณฑ์ ลื้อลายคำ / Chiang Khong TV / Anirut Ti

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหกรรม อบจ.เชียงรายสัญจร ลงพื้นที่ อ.แม่จัน รับฟังข้อเสนอ

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียนแม่จันวิทยาคม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นางทรงศรี คมขำ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่จัน เขต 1 นางปาริชาติ จิระมณี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่จัน เขต 3 และนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมงานมหกรรม อบจ.เชียงราย สัญจร อ.แม่จัน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด และร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ร่วมกับตัวแทนในภาคส่วนต่างๆ ของพื้นที่ อ.แม่จัน

 

โดยการจัดงานมหกรรม อบจ.เชียงราย สัญจร เป็นการรับฟังข้อเสนอแนะ และปัญหาความต้องการจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่อำเภอแม่จัน เพื่อให้แผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด รวมทั้งแผนปฏิบัติราชการประจำปีจังหวัดแผนปฏิบัติราชการประจำปีกลุ่มจังหวัด ตลอดจนสามารถบูรณาการแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม และงบประมาณในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนต่อไป
 
 
พร้อมกันนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.แม่จัน โดยได้ประสานเจ้าหน้าที่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ จ.เชียงราย และ รพ.สต. ในการช่วยเหลือการเข้าถึงสิทธิการดูแลด้านต่าง ๆ จากกองทุนฟื้นฟูฯ ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สืบสานประเพณีสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง และพระธาตุจอมกิตติ อ.เชียงแสน

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีสืบสานประเพณีสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระครูสุวรรณ วิสุทธิคุณ เจ้าคณะตำบลเวียง เขต 3 พระครูวิจารณ์ ธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเจดีย์หลวง นายคฑาสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน นายสุวิน เครื่องสีมา ส.อบจ.เชียงราย อ.เชียงแสน เขต 1 นายอนุรักษ์ ทองเสรี ส.อบจ.เชียงราย อ.เชียงแสน เขต 2 พ.ต.อ. ถนัด ชุ่มมะโน ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน นางเกศสุด สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมให้การต้อนรับและร่วมประกอบพิธีในครั้งนี้ด้วย.

 

วัดพระธาตุเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หรือวัดพระเจ้าตนหลวง เป็นวัดโบราณในอำเภอเชียงแสน สร้างโดยพระเจ้าแสนภู เป็นวัดที่สำคัญของหิรัญนครเงินยาง อาณาจักรล้านนาเจดีย์หลวงในชื่อของวัดนั้น เชื่อว่าได้ชื่อมาจาก “พระธาตุเจดีย์หลวง” พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สูง 88 เมตร มีฐานกว้าง 24 เมตร เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน ภายในวัดนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้วยังมีพระวิหารและองค์เจดีย์อีก 4 องค์ ซึ่งล้วนปรักหักพังอย่างมาก กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2478
 
 
การประกอบพิธีสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง ในครั้งนี้ได้อันเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำห้าสาย (เบญจวารี) และบ่อน้ำทิพย์ จำนวน 5 บ่อ มาใช้ในการประกอบพิธีสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง เพื่อการส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรมประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาม และความเป็นสิริมงคล กับผู้ที่เคารพนับถือในองค์พระธาตุเจดีย์หลวงและได้ทำพิธีกรรม ทางศาสนาอุทิศผลบุญกุศลไปถึงผู้สร้างบ้านแปงเมืองเชียงแสน ได้อย่างยิ่งใหญ่ในอดีตกาล 
 
 
ส่งผลถึงปัจจุบันที่เรียกว่ามรดกทางวัฒนธรรม และโบราณสถาน ที่ปรากฏให้เห็นทั่วทุกสาระทิศในเมืองเชียงแสน ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 บาท เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางพุทธศาสนาที่เป็นประเพณีสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล เป็นสิริมงคลกับชีวิต และเป็นแบบอย่างแก่เยาวชน คนรุ่นต่อไปและในเวลาต่อมาได้ร่วมสรงน้ำพระธาตุจอมกิตติ 1 ในพระธาตุ 9 จอม พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดเชียงราย เพื่อความเป็นสิริมงคล และสืบสานประเพณี วัฒนธรรมของ อ.เชียงแสน อีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News