Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เที่ยว-วิ่ง-ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน! เชียงรายใช้ Astro Tourism ควบคู่การสร้างแนวกันไฟ สู้ PM 2.5 ชายแดน

อบจ.เชียงรายผนึก 4 อำเภอชายแดน เปิดกลไก “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” วางรากฐานจัดการหมอกควันข้ามแดน ควบคู่การท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรมไทย–ลาว

เชียงราย, 12 ธันวาคม 2568 – ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอขุนตาล จ.เชียงราย บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการในเช้าวันศุกร์มิได้เป็นเพียงเวทีราชการทั่วไป หากแต่เป็น “วงคุยใหญ่” ที่มีเดิมพันเป็นคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสี่อำเภอชายแดน และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาเพื่อนบ้าน เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ดำเนินการประชุมหารือกรอบความร่วมมือการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)”

การประชุมครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล ผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานความมั่นคง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝั่ง อบจ.เชียงราย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วมและนำข้อเสนอจากระดับพื้นที่เข้าสู่โต๊ะหารือ

การรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปผลประชุมครั้งที่ผ่านมา หากแต่เป็นการ “ตั้งเข็มทิศร่วมกัน” ให้กับกลไกความร่วมมือชายแดน ซึ่งจะต้องรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ภูมิทัศน์หมอกควันชายแดน ปัญหาข้ามพรมแดนที่ไม่มีรั้วกั้น

พื้นที่ชายแดนตอนบนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะสี่อำเภอเชียงของ เวียงแก่น เทิง และขุนตาล เป็นทั้ง “ประตูเชื่อมเศรษฐกิจไทย–ลาว–เมียนมา” และ “แนวหน้า” ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟป่า–หมอกควันซ้ำซากในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ภาพหมอกควันหนาทึบปกคลุมชายแดน ไม่เพียงทำให้ทัศนวิสัยการคมนาคมลดลง แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่สูง การเผาในพื้นที่เกษตร และการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ตัวเลขปริมาณฝุ่น PM2.5 และสถิติการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจในอดีตจะเป็นที่รับรู้กันในระดับนโยบาย แต่สิ่งที่ชัดเจนไม่แพ้ตัวเลขเหล่านั้น คือ “เสียงสะท้อนจากคนชายแดน” ที่ต้องอยู่กับกลิ่นควันและฟ้าหม่นเป็นเดือน ๆ ทุกปี การสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงาน “ข้ามอำเภอ–ข้ามหน่วยงาน–และข้ามพรมแดน” จึงกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการแก้ปัญหา มิใช่เพียงการสั่งห้ามเผาหรือเพิ่มจุดตรวจเพียงอย่างเดียว

ในบริบทนี้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ถูกออกแบบขึ้นให้เป็นทั้ง “กรอบความคิด” และ “กรอบปฏิบัติการ” ที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาอยู่ในวงเดียวกัน ตั้งแต่หน่วยงานด้านวิชาการ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนชายแดน

เวทีหารือครั้งที่ 4 สรุปบทเรียน–ตั้งเข็มทิศใหม่ให้ 4 อำเภอชายแดน

การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ต่อเนื่องจากการหารือสามครั้งก่อนหน้า วัตถุประสงค์หลักคือ การสรุปผลการดำเนินงานเดิม วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และกำหนด “ทิศทางร่วมกัน” ของกลไกความร่วมมือสี่อำเภอชายแดนในระยะต่อไป

นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในฐานะตัวแทนองค์กรปกครองส่วนจังหวัด ซึ่งมีบทบาทด้านการจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ นำเสนอประเด็นสำคัญในมุมของ อบจ.เชียงราย โดยเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ที่ “นายก นก” ผลักดันอย่างจริงจัง PDOSS เน้นการทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลและการบูรณาการเครือข่ายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และย้ำว่าปัญหาไฟป่า–หมอกควันไม่ใช่ “ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานด้านป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม” แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน

เวทีในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากแต่ละอำเภอชายแดนรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ แนวโน้มจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เสี่ยง การเผาในที่โล่ง และบทเรียนจากการปฏิบัติงานในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ภาคประชาสังคมและผู้นำท้องถิ่นก็ได้สะท้อนมุมมองจากระดับชุมชนถึงข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ และเครื่องมือ รวมไปถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ชดเชย–จูงใจ–และสร้างทางเลือก” ให้กับเกษตรกรและชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาการเผาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต

CLEAR Sky Strategy จากงานวิจัยสู่กรอบความร่วมมือในพื้นที่จริง

โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ดำเนินการโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จุดเน้นสำคัญคือ การแปลงองค์ความรู้เชิงวิชาการให้เป็น “กลไกการทำงานในพื้นที่” ที่จับต้องได้

เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ฟ้าใส ได้แก่

  • การจัดการพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอและแนวชายแดน ให้เกิดรูปแบบการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าร่วมกัน
  • การเพิ่มศักยภาพด้านข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้า ลดการเผาแบบไร้การควบคุม ด้วยมาตรการทั้งด้านกฎหมายและการสร้างแรงจูงใจ
  • การผลักดันไปสู่ “กรอบความร่วมมือระดับเมืองคู่ขนานไทย–ลาว” เพื่อให้ฝ่ายท้องถิ่นของทั้งสองประเทศมีแผนปฏิบัติการลดการเผาและหมอกควันร่วมกันในอนาคต
  • การขยายผลไปสู่ความร่วมมือในกรอบกว้างขึ้น เช่น เมืองคู่ขนานไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อรองรับลักษณะของหมอกควันที่ข้ามพรมแดนหลายชั้น

ในภาพรวม CLEAR Sky Strategy จึงเป็นทั้งเครื่องมือเชื่อมโยง “ระดับนโยบาย–ระดับพื้นที่–ระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน โดยในเวทีประชุมครั้งที่ 4 นี้ ได้มีการย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย ภาพถ่ายดาวเทียม และรายงานจุดความร้อนมาประกอบการกำหนดจุดเสี่ยง แนวกันไฟ และกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่อย่างละเอียดมากขึ้น

เชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจชุมชน แผนท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

ที่น่าสนใจคือ ในเวทีหารือเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลร่างกำหนดการและแนวคิดโครงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม “เที่ยวเชียงรายฟ้าใส ท่องเที่ยวธรรมชาติ เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาคส่วนในพื้นที่ที่จะใช้ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” เป็นกลไกควบคู่ไปกับการจัดการไฟป่าและหมอกควัน

ร่างแนวคิดเบื้องต้นระบุว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วยเส้นทางเดิน–วิ่งเชื่อมภูเขาสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ภูชี้เดือน ภูชี้ฟ้า และภูพญาม้า รวมระยะทางราว 12 กิโลเมตร พร้อมกิจกรรมดูดาวบนแนวสันเขา และการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมในชุมชนไทย–ลาวตามแนวชายแดน

กลุ่มเป้าหมายของโครงการท่องเที่ยวดังกล่าวตั้งไว้ที่ 800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวในพื้นที่ 500 คน และจากพื้นที่อื่น 300 คน กิจกรรมสำคัญนอกจากการเดิน–วิ่งและดูดาวแล้ว ยังมีการ “Kick off แนวกันไฟ” ตามสันเขาในพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงและแนวกันไฟให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนไปพร้อมกัน

ในร่างแนวคิดที่ฉายบนจอภาพ ยังมีการกล่าวถึงการออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร พืชผลทางการเกษตร และกาแฟ รวมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้เกิด “เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน” จากการท่องเที่ยวที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการลดการเผาในพื้นที่สูง

แม้รายละเอียดสุดท้ายของโครงการยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการไฟป่าและหมอกควนไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายเพื่อควบคุมความเสียหายเท่านั้น หากยังถูกมองเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางเศรษฐกิจของภูเขา ป่าไม้ และวิถีชีวิตชายแดน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่วางอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

จากเวทีประชุมสู่การลงมือทำ บททดสอบของกลไกความร่วมมือชายแดน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ของกลไกความร่วมมือ 4 อำเภอชายแดนครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการรับทราบรายงาน แต่เป็นเวทีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า

  • จะทำอย่างไรให้การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่หยุดอยู่แค่ “แผนบนกระดาษ”
  • จะสร้างกลไกให้ข้อมูลจากงานวิจัย ดาวเทียม และประสบการณ์ในพื้นที่ถูกนำไปใช้จริงในช่วงวิกฤติได้อย่างไร
  • และที่สำคัญ จะทำอย่างไรให้คนในชุมชนชายแดนรู้สึกว่า “เขาเป็นเจ้าของแผน” มิใช่เพียงผู้รับผลจากคำสั่งของหน่วยงานรัฐ

คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมเพียงครั้งเดียว แต่การที่มีตัวแทนชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และองค์กรวิชาการ มานั่งอยู่ในวงเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณสำคัญของ “วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจังหวัดชายแดนแห่งนี้

สำหรับ อบจ.เชียงราย การเข้าร่วมอย่างแข็งขันของรองนายก อบจ.เชียงรายและเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนจังหวัดที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยเท่านั้น แต่เข้ามาร่วมวางระบบการป้องกันล่วงหน้า ผ่านนโยบาย PDOSS และการสนับสนุนโครงการวิจัย–โครงการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย “เชียงรายฟ้าใส” ในระยะยาว

 “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” จุดตั้งต้นของเมืองชายแดนที่อยากเห็นท้องฟ้าโปร่ง…ไม่ใช่แค่ในฤดูท่องเที่ยว

หากมองในมิติภายนอก ตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย การประชุม และการวางแผนอาจดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากหมอกควันในแต่ละปี แต่ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์ฟ้าใสได้เริ่มวาง “โครงสร้างใหม่ของการทำงาน” ที่ทำให้ 4 อำเภอชายแดนของเชียงรายไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

การมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจน การสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยระดับชาติ การเข้ามามีบทบาทของ อบจ.เชียงราย และการขยายแนวคิดไปสู่มิติเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ทำให้เห็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ว่า

  • ป่าชายแดนจะไม่ถูกมองเพียงเป็นพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องดูแลร่วมกัน
  • หมอกควันที่เคยเป็นสัญลักษณ์ด้านลบของฤดูแล้ง อาจถูกแทนที่ด้วยภาพท้องฟ้าโปร่งและคณะนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมดาวบนภูสูง โดยรู้ดีว่าทุกก้าวที่เดินอยู่บนแนวกันไฟคือส่วนหนึ่งของการปกป้องป่าร่วมกับชุมชน
  • และเมืองชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา จะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะ “พื้นที่ต้นทางของวิกฤตมลพิษ” แต่เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดนด้วยความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกัน

ในช่วงเวลาที่โลกจับตาปัญหามลพิษอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดชายแดนเล็ก ๆ อย่างเชียงรายอาจไม่ได้มีเสียงดังก้องในเวทีนานาชาติ แต่ก้าวเล็ก ๆ ของการประสานงานในวันนี้ หากดำเนินต่อเนื่องอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการหมอกควันข้ามแดนในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT วางกรอบกฎหมายคุมมลภาวะทางแสงรับ Astro Tourism

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT–ท้องถิ่น–เยาวชน ดัน Astro Tourism รับท่องเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทะลุ 30 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จังหวัดเชียงรายกำลังเลือก “เส้นทางเฉพาะตัว” ในการยกระดับศักยภาพของพื้นที่ ด้วยการประกาศเดินหน้าสู่เป้าหมาย “จังหวัดท้องฟ้ามืด” (Chiang Rai Dark Sky Province) เพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (Astro Tourism) แห่งใหม่ของภูมิภาค ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องมลภาวะทางแสงที่ท้าทายการอนุรักษ์ท้องฟ้ายามค่ำคืน

ก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และหารือแนวทางจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันฯ เพื่อผลักดันโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” ให้เป็นรูปธรรม

การเยี่ยมชมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดูงานเชิงสัญลักษณ์ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมต่อกันของสองกระแสใหญ่ในประเทศ นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และความพยายามรักษาทุนทางธรรมชาติที่มองไม่เห็นในเวลากลางวันอย่าง “ท้องฟ้ามืด” ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงรายในระยะยาว

เศรษฐกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มกำลัง – โอกาสและแรงกดดันสำหรับเชียงราย

ตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวไทย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 7 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วรวม 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 1,405,480 ล้านบาท

เฉพาะในสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศรวม 669,991 คน หรือเฉลี่ยวันละราว 95,713 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้ากว่า 5.47% โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวโดดเด่น มีอัตราการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 8.10% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่กลับมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 28% หลังสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้คลี่คลาย

หากมองในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4,234,976 คน ตามด้วยจีน 4,184,791 คน อินเดีย 2,280,823 คน รัสเซีย 1,685,931 คน และเกาหลีใต้ 1,438,827 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตใหญ่” ขณะเดียวกันก็หมายถึงแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงเชียงรายด้วย

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น การเข้าสู่ช่วง High season ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล การยกเว้นบัตร ตม.6 และการส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งหมดนี้ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องเตรียมพร้อมรองรับ “จำนวนคน” ควบคู่ไปกับการปกป้อง “คุณภาพพื้นที่” ไปพร้อมกัน

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทุกสไตล์ และต่อยอดสู่เมืองสุขภาพ (Wellness City) การเลือกใช้ “ท้องฟ้ามืด” เป็นแกนกลางของการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นทั้งโอกาสสร้างจุดขาย และบททดสอบเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

มลภาวะทางแสง – ปมขัดแย้งระหว่างการเติบโตของเมืองกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

ในขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวระดับชาติเติบโตต่อเนื่อง เมืองท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ “มลภาวะทางแสง” (Light Pollution) ที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับความเจริญของเมือง แสงไฟจากอาคาร ร้านค้า ป้ายโฆษณา และโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายโดยขาดการจัดการ ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างมากขึ้นทุกปี

รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกประมาณหนึ่งในสาม ไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกจากที่พักอาศัยของตนได้อีกต่อไป การเรืองแสงของท้องฟ้าเหนือเมือง (Urban Sky Glow) กลายเป็น “ดัชนีเตือนภัย” ของมลภาวะทางแสงที่ค่อย ๆ กลืนกินความมืดตามธรรมชาติ

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างกว้างขวาง แสงกลางคืนที่สว่างเกินความจำเป็นทำให้สัตว์ป่าสับสน เช่น ลูกเต่าทะเลที่เคลื่อนทิศผิดไปจากทะเล หรือแมลงที่ถูกรบกวนวงจรชีวิต ในมุมของมนุษย์ การได้รับแสงในเวลาที่ไม่เหมาะสมยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและการรบกวนจังหวะชีวภาพของร่างกาย

สำหรับเชียงราย เป้าหมายการเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ทำให้คำถามเรื่องมลภาวะทางแสงมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าปกติ พื้นที่ที่ต้องรักษาความมืด เช่น รอบสวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง หรือชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน อาจถูกล้อมด้วยเขตชุมชนและการพัฒนาใหม่ หากขาดการวางผังเมืองและข้อกำหนดด้านการใช้แสงที่ชัดเจน แสงจากพื้นที่กันชน (Buffer Zones) ก็สามารถทำลายคุณภาพความมืดของพื้นที่แกนกลางได้ภายในเวลาไม่นาน

ก้าวแรกของเชียงราย จากพื้นที่ต้นแบบสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดทั้งจังหวัด

เชียงรายไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในจังหวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดตามมาตรฐานโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” ของ NARIT แล้วอย่างน้อย 2 แห่ง

สวนแม่ฟ้าหลวง ในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) ได้รับการรับรองเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” ในปี 2568 ถือเป็นพื้นที่แรกของประเทศในประเภทนี้ การใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง การควบคุมทิศทางของโคมไฟ และการรักษาบรรยากาศยามค่ำคืน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมท้องฟ้า ดวงดาว และทางช้างเผือกได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็สะท้อนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนของโครงการดอยตุง ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

อีกแห่งหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นกัน ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของการนำสถานะ “ท้องฟ้ามืด” มาต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสานดาราศาสตร์ (Agro–Astronomy Tourism) เกิดตำแหน่งงานใหม่ทั้งมัคคุเทศก์ดูดาว ผู้ให้บริการโฮมสเตย์ และผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างรายได้ให้ชุมชนและลดการย้ายถิ่นแรงงานออกนอกพื้นที่

ด้านฐานข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) ได้จัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ท้องฟ้ามืดตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา แผนที่ดังกล่าวช่วยระบุทั้งพื้นที่แกนกลางที่ยังมืดสนิท และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังมลภาวะทางแสง ข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของ อบจ.เชียงราย และ NARIT ในการกำหนดเขต Core Area และ Buffer Zone อย่างมีหลักฐานรองรับ

ดีลความร่วมมือใหม่ อบจ.เชียงราย–NARIT–เยาวชน วางกรอบกฎหมายควบคุมแสง

การเดินทางของคณะ อบจ.เชียงราย และสภาเยาวชน ไปยัง NARIT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม จึงมีความหมายมากกว่าการดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ หากแต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระดับจังหวัด

ในระหว่างการหารือ นางอทิตาธรย้ำเจตนารมณ์ของจังหวัดว่า ต้องการใช้แนวคิด “Dark Sky” เป็นกลไกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ เมืองสุขภาพ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ ภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แต่เพื่อให้เป้าหมายยกระดับเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” เกิดผลจริง จำเป็นต้องมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสมัครใจ

NARITจึงได้เสนอแนวทางเชิงเทคนิคสำหรับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมแสงสว่าง (Local Lighting Ordinance) โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลและประสบการณ์จากโครงการ Dark Sky ในพื้นที่อื่น แนวทางหลักประกอบด้วย

  • การบังคับใช้โคมไฟแบบส่องลงล่างทั้งหมด (Fully-Shielded Fixtures) เพื่อลดการรั่วไหลของแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า
  • การจำกัดอุณหภูมิสีของแสง (CCT) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3,000 เคลวิน เพื่อลดแสงสีฟ้าที่กระจายในบรรยากาศได้ไกล
  • การกำหนดช่วงเวลาลดระดับความสว่างหรือปิดไฟที่ไม่จำเป็นหลังเวลา 23.00 น. โดยเฉพาะในเขต Buffer Zone รอบพื้นที่แกนกลาง

ตัวอย่างจากโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งใช้หลอดไฟตามมาตรฐาน Dark Sky ชี้ให้เห็นว่า การจัดการแสงอย่างเหมาะสมช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้มากถึงราว 47.5% ขณะเดียวกันค่าความมืดของท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้มาตรฐานอุทยานท้องฟ้ามืดที่ NARIT กำหนด นั่นหมายความว่า “การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คืนผลประหยัดระยะยาวให้ท้องถิ่นได้จริง”

อบจ.เชียงรายจึงมีแนวโน้มจะเดินหน้าจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงโดยอาศัยข้อมูลจากแผนที่ท้องฟ้ามืดของ มรภ.เชียงราย เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ หากทำสำเร็จเชียงรายจะกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีกฎหมายท้องถิ่นด้านท้องฟ้ามืดอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อท้องฟ้ามืดกลายเป็น “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย

การก้าวสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดไม่ได้หมายถึงการทำให้จังหวัดมืดลง หากแต่เป็นการจัดการ “คุณภาพของแสง” ให้เหมาะสมกับทั้งความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และเมื่อท้องฟ้ากลับมามืดพอที่จะมองเห็นดาวจำนวนมากได้อย่างชัดเจน ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏให้เห็น

ประสบการณ์ในพื้นที่ต้นแบบอย่างฮ่อมลมจอย แสดงให้เห็นว่าการได้รับการรับรองเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเฉพาะที่ยินดีเดินทางไกลเพื่อประสบการณ์ดูดาวโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้จ่ายสูงและพักค้างคืนหลายวัน ทำให้รายได้กระจายสู่ธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างทั่วถึง

ในระดับจังหวัด หากเชียงรายสามารถเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเดิม เช่น ดอยตุง ดอยช้าง ดอยผาตั้ง หรือชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะสามารถออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว “Chiang Rai Dark Sky” ได้หลากหลาย ทั้งทริปดูดาว เดินป่า เรียนรู้กาแฟหรือชา และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาประสบการณ์ลึกซึ้งมากกว่าการเดินทางเชิงถ่ายรูปเพียงระยะสั้น

นอกจากนี้ การผลักดัน Astro Tourism ยังเชื่อมโยงโดยอ้อมกับวาระด้านคุณภาพอากาศของภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะท้องฟ้ามืดจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในช่วงที่ทัศนวิสัยปลอดโปร่ง การรักษาท้องฟ้าให้มืดและใสไปพร้อมกันจึงกลายเป็นแรงส่งให้จังหวัดต้องจริงจังกับทั้งการลดมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ

ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข – จากห้องประชุมสู่การมีส่วนร่วมของชุมชน

แม้เชียงรายจะมีพื้นที่ต้นแบบและฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์พร้อมแล้ว แต่การยกระดับทั้งจังหวัดให้เป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมแสงในโครงการพัฒนาใหม่ๆ ในเขตเมืองและชานเมือง ไปจนถึงความเข้าใจของประชาชนที่อาจกังวลว่า “ลดแสงแล้วจะไม่ปลอดภัย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านท้องฟ้ามืดจึงเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การปิดไฟจนมืดสนิท แต่อยู่ที่การใช้แสงให้ตรงจุดและเพียงพอ เช่น ใช้โคมไฟที่ส่องลงพื้นถนนแทนการกระจายขึ้นฟ้า ใช้แสงสีเหลืองอบอุ่นแทนแสงสีขาวจ้า และลดการเปิดไฟที่ไม่จำเป็น การสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจในการลดความเข้าใจผิด และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันว่า “ทุกคนมีส่วนในการรักษาท้องฟ้าของจังหวัด”

อีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำเป็นต้องออกแบบให้สมดุลระหว่างความเข้มงวดกับความยืดหยุ่น เช่น การให้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนโคมไฟของภาคเอกชน การจัดตั้งกองทุนหรือโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นมาตรฐาน Dark Sky สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ และการเปิดช่องให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอพื้นที่ที่ต้องการเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม

วิสัยทัศน์ระยะยาว จากเชียงรายสู่ต้นแบบอาเซียน

เมื่อมองไกลไปกว่าขอบเขตจังหวัด การขับเคลื่อน “Chiang Rai Dark Sky” มีศักยภาพจะกลายเป็นต้นแบบให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน การผสานกันของข้อมูลวิทยาศาสตร์จาก NARIT ฐานข้อมูลท้องถิ่นจาก มรภ.เชียงราย และอำนาจจัดการพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย แสดงให้เห็นโมเดลความร่วมมือไตรภาคีที่น่าสนใจ ทั้งด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากเชียงรายสามารถผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงให้มีผลบังคับใช้จริง พร้อมขยายผลจากพื้นที่แกนกลาง เช่น สวนแม่ฟ้าหลวงและฮ่อมลมจอย ไปสู่เครือข่ายชุมชนท้องฟ้ามืดทั่วจังหวัดได้สำเร็จ ก็จะไม่เพียงเป็นจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีนโยบายท้องฟ้ามืดในระดับจังหวัด แต่ยังอาจกลายเป็น “ห้องทดลองเชิงนโยบาย” ให้ประเทศอื่นในภูมิภาคนำไปปรับใช้

ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนหลั่งไหลเข้ามาสร้างรายได้ให้ประเทศไทย ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจังหวัดต่าง ๆ เลือกใช้การพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มองไม่เห็นในแสงจ้าเช่น “ท้องฟ้ามืด” สำหรับเชียงราย เส้นทางสู่การเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) – ข้อมูลโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” และเกณฑ์การรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – ข้อมูลการหารือโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” และการเยี่ยมชม NARIT ของคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย วันที่ 7 ธันวาคม 2568
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย – งานวิจัยและ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” ใช้ประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย – ข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME