Categories
AROUND CHIANG RAI

แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา อุโมงค์แม่กาพลิกเกม เร่งก่อสร้างรถไฟทางคู่สู่เชียงของ

รถไฟทางคู่ภาคเหนือ “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” เดินหน้าครบครึ่งทาง เจาะทะลุอุโมงค์แม่กาเร็วกว่าแผน 10 เดือน สู่ฤดูกาลเร่งเครื่องก่อนเปิดใช้ปี 2571

เชียงราย/พะเยา, 14 ตุลาคม 2568 — แสงไฟสาดสะท้อนปลายโพรงหิน ก่อนเสียงปรบมือดังพร้อมเสียงหวูดเครื่องจักรดังก้องในหุบเขา… “แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง หากคือจุดพลิกเกมของ โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศ เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ได้ เร็วกว่าแผนถึง 10 เดือน ท่ามกลางภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินและฤดูกาลฝนที่ทดสอบวินัยของวิศวกรไทยกว่าหนึ่งปีเต็ม

ในพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง รฟท. เป็นประธาน พร้อมคณะวิศวกรโครงการ นำโดย นายธีระ รุ่งโรจน์สุวรรณ และ นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว ตลอดจนกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CSDCC และผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้าซีเคเอสที ดีซี 2 ความคืบหน้าชิ้นนี้ถูกยืนยันด้วยตัวเลขหน้างาน อุโมงค์แม่กา ยาว 2,700 เมตร (ขุดสองทิศรวม 5,400 เมตร) เดินหน้าแล้ว 59.76% เร็วกว่าเป้า 2.60% และช่วยผลักดันสถานะรวมทั้งโครงการให้ คืบหน้าเฉลี่ย 43.984% ณ กลางเดือนตุลาคม

การเจาะทะลุ “แม่กา” คือหมุดหมายสำคัญของ สัญญาที่ 2 (ช่วงงาว–เชียงราย) และเป็นสัญญาณว่าคอขวดด้านอุโมงค์—งานที่เสี่ยงและใช้เวลานานที่สุด—กำลังผ่านจุดหักเห เพื่อเปิดทางให้ “งานบนดิน” เร่งก่อสร้างราง ทางยกระดับ และสถานี รวม 26 สถานี ตลอดระยะทางกว่า 323 กิโลเมตร จาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน จ.พะเยา–จ.เชียงราย สิ้นสุดที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งถูกออกแบบให้มีทั้ง ทางระดับดิน ทางยกระดับ และอุโมงค์ 4 แห่ง รวมความยาวอุโมงค์ กว่า 27 กิโลเมตร โดยเฉพาะ อุโมงค์งาว จ.ลำปาง ที่มีความยาว กว่า 6 กิโลเมตร เตรียมขึ้นแท่น อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดแห่งใหม่ของไทย

โครงเรื่องใหญ่ของรางเหล็ก ทำไม “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” จึงสำคัญ

รถไฟสายใหม่นี้มิใช่แค่บรรทัดหนึ่งในแผนแม่บทคมนาคม หากคือ “เส้นเลือดฝอยเชื่อมเส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจเหนือ จากแพร่–ลำปาง–พะเยา–เชียงราย ไปถึง ด่านพรมแดนเชียงของ ซึ่งเชื่อมต่อ สปป.ลาว และเครือข่ายโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) อย่างมีนัยสำคัญ

  • ระยะทางรวม: ~323 กม.
  • สถานี: 26 สถานี (ออกแบบรองรับทั้งผู้โดยสารและสินค้าในบางสถานี)
  • รูปแบบเส้นทาง: ทางระดับดิน ทางยกระดับ และอุโมงค์ 4 แห่ง (รวมยาว >27 กม.)
  • อุโมงค์ไฮไลต์: อุโมงค์งาว >6 กม. (ลำปาง) ว่าที่อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในไทย
  • แผนเปิดใช้: ภายใน ปี 2571 (นับจากสถานะคืบหน้า 43.984% ณ ต.ค. 2568)

การมีรางคู่สายใหม่ที่ “สอดเข้าไป” กลางภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน หมายถึง การร่นเวลาเดินทาง–ขนส่ง, ลดต้นทุนโลจิสติกส์, เพิ่มความถี่และความตรงเวลา, และ เพิ่มความปลอดภัย เมื่อเทียบกับการขนส่งถนนบนทางลาดชัน ทั้งยังช่วยแบ่งเบาความแออัด–การสึกหรอสาธารณูปโภคทางหลวงสายหลักในฤดูกาลท่องเที่ยวและฤดูผลผลิต

จากปลายสว่านถึงปลายราง อุโมงค์คือ “ตัวตั้งเวลา” ของทั้งโครงการ

โครงการทางยาวในภูมิประเทศเป็นเทือกเขา วาระสำคัญคือ “จังหวะอุโมงค์” เพราะเป็นงานเสี่ยงสูง ใช้เครื่องจักรเฉพาะและทีมงานที่ต้องเดินหน้า 24 ชั่วโมง ภายใต้กรอบ ความปลอดภัย–ธรณีวิทยา–สภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

อุโมงค์แม่กา ที่เจาะทะลุได้เร็วกว่ากำหนดถึง 10 เดือน จึงเป็น “ตัวเร่งเวลา” ให้สัญญาที่ 2 สามารถโยกกำลังคน–เครื่องจักรไปหน้างานโครงสร้างอื่นได้เร็วขึ้น ในขณะที่ อุโมงค์งาว (ยาว >6 กม.) และอุโมงค์อื่นในแนวเส้นทางยังคงเป็น สมการหลัก ที่ผู้รับจ้างและ รฟท. ต้องบริหารความเสี่ยงแบบวันต่อวัน—ความสำเร็จของแม่กาเป็นทั้ง สัญญาณความพร้อม และ แรงใจ ของทีมวิศวกรด้านอุโมงค์ทั่วแนวเส้นทาง

แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” ภาพจำ–พลังใจ–ความเป็นเจ้าของร่วม

เบื้องหลังความเร็วกว่าแผน 10 เดือน ไม่ใช่แค่ความสามารถของเครื่องจักร แต่คือ การวางแผนเชิงรุก การจัดลำดับงาน (sequencing) และ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–ที่ปรึกษา–ผู้รับจ้าง–ชุมชน การจัดพิธีบวงสรวง ณ ปากอุโมงค์แม่กา นอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคล ยังสะท้อน “การสื่อสารสาธารณะ” ว่านี่คือ โครงการของชุมชน ไม่ใช่ “โครงการของรัฐฝ่ายเดียว” เสียงและสายตาของคนพะเยาที่เห็นแสงแรกในอุโมงค์ จึงเทียบได้กับการเห็น โครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ กำลังพุ่งเข้ามาในเมืองของตน

ภาพรวมความคืบหน้า 43.984% “ตัวเลขเดียว” ที่ซ่อนหลายสมการ

ตัวเลขรวม 43.984% บอกความจริงได้เพียงส่วนหนึ่ง โครงการใหญ่ที่ยาว 323 กม. มี ความต่างทางเทคนิค ระหว่างสัญญา/ตอน เช่น ตอนที่เป็นที่ราบ (งานดิน–คันทาง–สะพาน) จะเดินหน้าเร็วกว่าตอนที่มีอุโมงค์ยาวหรือทางยกระดับยาว ขณะเดียวกัน “งานระบบ” (ราง–สัญญาณ–โทรคมนาคม–ไฟฟ้า) มักไล่ตามหลังงานโยธา และจะเร่งตัวแรงมากในช่วง ปีสุดท้ายก่อนเปิดบริการ นั่นหมายความว่า แม้นาทีนี้จะยังไม่ถึง “ครึ่งหลัง” ของเวลาโครงการ แต่ ความเร็วเฉลี่ย ใน 12–18 เดือนข้างหน้าอาจสูงขึ้นอย่างชัดเจน หากอุโมงค์หลักคืบตามแผน

เศรษฐกิจที่รอราง จากฟาร์ม–โรงงาน–ด่านชายแดน สู่ตลาดใหม่

แม้ผู้สื่อข่าวจะยังไม่มีตัวเลขทางการเรื่อง เวลาที่ร่นลง หรือ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลง สำหรับสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ (ตัวเลขดังกล่าวโดยปกติจะมาพร้อมรายงานประเมินผลหลังเปิดใช้) แต่ตรรกะพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และประสบการณ์จากสายทางคู่อื่นในไทยชี้ว่า ผลกระทบเชิงบวกจะเกิด สามชั้น

  1. ชั้นจังหวัด — การเคลื่อนย้ายคน–ของระหว่างเมืองหลัก (แพร่–พะเยา–เชียงราย) รวดเร็วขึ้น เกิดอานิสงส์กับ ท่องเที่ยว (เมืองรอง), เกษตรแปรรูป, ผู้ประกอบการ SMEs และ นิคมอุตสาหกรรม/เขตส่งเสริม ที่อาจเกิดขึ้นตามสถานีขนาดใหญ่
  2. ชั้นภูมิภาคเหนือ–GMS — เชื่อม เชียงของ เข้ากับเครือข่ายสะพานข้ามโขง–สปป.ลาว เพิ่มทางเลือกขนส่งสินค้าออกนอกประเทศผ่านแดนตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนือ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสด/แช่เย็น/แปรรูปที่ต้องการ เวลา–ความเสถียร มากกว่าความเร็วสูงสุด
  3. ชั้นประเทศ — กระจายโครงสร้างพื้นฐานออกจาก คอขวดภาคกลาง ช่วยยืดอายุการใช้งานถนน–สะพานหลัก ลด externalities (การชน–มลพิษ–การสึกหรอ) และวางฐานให้ ตู้สินค้า–ขบวนรถ กลายเป็น “โครงกระดูก” ของระบบขนส่งที่ไทยพยายามสร้างสมดุลระหว่าง Road–Rail–River–Air

วิศวกรรม–ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม สามเหลี่ยมที่ต้องสมดุล

งานอุโมงค์ในภูมิประเทศภาคเหนือบังคับให้โครงการต้อง เข้มข้นเรื่องความปลอดภัย ตั้งแต่การสำรวจธรณีวิทยา (ชั้นหิน–รอยเลื่อน–น้ำใต้ดิน), การออกแบบค้ำยัน, ระบบระบายอากาศ, ไปจนถึง การซ้อมอพยพฉุกเฉิน เมื่อทะลุทั้งสองปากแล้ว ยังต้องงาน “รองรับการเดินรถ” เช่น ช่องหลบภัย, ระบบดับเพลิง, ระบบตรวจจับควัน–กล้อง, และ การเชื่อมต่อสื่อสาร กับศูนย์ควบคุมการเดินรถ (OCC)

ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดหน้าดิน–ขุดอุโมงค์–ทำทางยกระดับในภูเขา ต้อง บริหารตะกอน–ดิน–น้ำ อย่างเคร่งครัด ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ร่วมกับการปลูกป่าทดแทน–คืนผิวหน้าดิน–กำแพงกันดิน–ระบบระบายน้ำถาวร ก่อน–ระหว่าง–หลังงาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะและชุมชนลุ่มน้ำใกล้เคียง โดยเฉพาะช่วงพะเยา–เชียงรายที่ประชาชน ใช้แม่น้ำ–ลำห้วย เป็นฐานเศรษฐกิจชุมชน

สถานี–เมือง–พื้นที่รอบสถานี โอกาสและโจทย์ของ “การพัฒนาเชิงที่ดิน”

รถไฟสร้าง สถานี และสถานีสร้าง เมืองย่อย นี่คือสมการที่ไทยต้องวางแผน “TOD—Transit Oriented Development” ตั้งแต่วันนี้ เขตเมืองที่สถานีตั้งอยู่ (โดยเฉพาะสถานีหลักใน พะเยา–เชียงราย) ควรเตรียม ผังเมือง–ผังแม่บท รอบสถานีให้รองรับ ที่อยู่อาศัย–พาณิชยกรรม–บริการสาธารณะ–ลานเชื่อมต่อรถ–จักรยาน–คนเดิน พร้อมมาตรการคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อไม่ให้ การเก็งกำไร ทำลายความสมดุลราคาและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

เปิดปี 2571” เส้นตายที่ต้องวิ่งด้วย “ความร่วมมือ”

เป้าหมาย เปิดบริการปี 2571 คือเส้นตายที่นับถอยหลังแล้ว นอกจากอุโมงค์ที่เป็นคอขวด ยังมี “งานระบบ” (ราง–อาณัติสัญญาณ–ไฟ–สื่อสาร), “จัดขบวนรถ–ทดสอบ”, “ความพร้อมฝ่ายเดินรถ–ซ่อมบำรุง”, และ “ความปลอดภัยอุโมงค์” ที่ต้องผ่านเกณฑ์ทดสอบหลายชั้น ก่อนเปิดเดินรถพาณิชย์จริง การรักษาโมเมนตัมหลัง “แม่กา” จึงต้องอาศัย สี่ขา เดินพร้อมกัน—รฟท. ในฐานะเจ้าของโครงการ, ผู้รับจ้าง ในฐานะมือปฏิบัติ, ที่ปรึกษา ในฐานะผู้พิสูจน์คุณภาพ และ ชุมชน–ท้องถิ่น ในฐานะเจ้าของพื้นที่ตัวจริง

เมื่อรถไฟมาถึง เราพร้อมหรือยัง

รถไฟคือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผลลัพธ์คือ วิถีชีวิตใหม่ เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย–พะเยาอาจเห็น แพ็กเกจเที่ยว 2–3 วัน ที่ยึด “สถานีรถไฟ” เป็นจุดตั้งต้น โรงงานแปรรูป–คลังสินค้าอาจขยับตามแนวทางคู่ และ โลจิสติกส์ชายแดนเชียงของ อาจมีกรอบความร่วมมือใหม่กับฝั่งลาว เพื่อให้ “ของไหลลื่น” ต้นทุนบีบลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยชุมชน–สิ่งแวดล้อม–เสียง–ฝุ่น–จราจรหน้าสถานี ต้องถูกคิดล่วงหน้าและบริหารแบบ ร่วมออกแบบ กับคนพื้นที่

“แสงสำเร็จแห่งเมืองพะเยา” จึงไม่ใช่จุดจบของงานอุโมงค์ แต่เป็น ไฟสัญญาณ ว่าโครงการเข้าโค้งครึ่งหลังแล้ว ความคืบหน้า 43.984% คือสัญญาว่าถ้าเรารักษาจังหวะงาน ควบคู่กับการสื่อสาร–มีส่วนร่วม–ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จะกลายเป็น กระดูกสันหลังโครงสร้างพื้นฐานภาคเหนือ ที่จับต้องได้ใน ปี 2571 ตามที่สังคมคาดหวัง

สรุปสถานะและสาระสำคัญ (เพื่อการตัดสินใจ/การทำงาน)

  • สถานะโครงการ (ต.ค. 2568): คืบหน้าเฉลี่ย 43.984%
  • เหตุการณ์เด่น: เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา ได้เร็วกว่าแผน 10 เดือน ความก้าวหน้างานอุโมงค์ 59.76% เร็วกว่าเป้า 2.60%
  • องค์ประกอบโครงสร้างหลัก: ทางระดับดิน–ยกระดับ–อุโมงค์ 4 แห่ง (รวมยาว >27 กม.), สถานีรวม 26 แห่ง, ระยะทางรวม ~323 กม.
  • อุโมงค์ยาวที่สุด: อุโมงค์งาว จ.ลำปาง ยาว >6 กม. (ว่าที่อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในไทยแห่งใหม่)
  • กำหนดเปิดใช้: ปี 2571 (ภายใต้เงื่อนไขงานโยธา–ระบบ–ทดสอบเป็นไปตามแผน)
  • ประโยชน์คาดหมาย ร่นเวลาเดินทาง, ลดต้นทุนโลจิสติกส์, เสริมโอกาสเมืองรอง–ท่องเที่ยว–สินค้าเกษตร–โลจิสติกส์ชายแดน, กระจายความหนาแน่นจากถนนสายหลัก
  • ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร ธรณีวิทยาอุโมงค์–ความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม–น้ำ–ตะกอน, การส่งมอบพื้นที่, จังหวะผังเมืองรอบสถานี (TOD), กำลังคนเดินรถ–ซ่อมบำรุง

บันทึกชื่อบุคคล/หน่วยงานจากเหตุการณ์ 10 ตุลาคม 2568 

  • ประธานพิธีบวงสรวง: นายอรรถพล เก่าประเสริฐ — วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย
  • คณะวิศวกรโครงการ: นายธีระ รุ่งโรจน์สุวรรณ, นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว
  • กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา: CSDCC
  • ผู้รับจ้าง: กิจการร่วมค้าซีเคเอสที ดีซี 2
  • เหตุการณ์: เจาะทะลุอุโมงค์แม่กา (พะเยา) เร็วกว่าแผน 10 เดือน; ความก้าวหน้ารวมของโครงการ 43.984%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข./OTP)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ./ONEP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

“หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่แม่สาย สู่ศูนย์สุขภาพชุมชน 82 ไร่

หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ของแม่สาย สวนสาธารณะ–ศูนย์สุขภาพชุมชนใกล้บ้าน สร้างเสร็จครบเฟส เตรียมส่งมอบบริหารให้ อบต.โป่งผา

เชียงราย, 7 ตุลาคม 2568 — พื้นที่เหนือสุดแดนสยาม ลมจากดอยผ่าลงมาช่วยพาไอเย็นแตะผิวน้ำ “หนองน้ำพุ” แหล่งพักผ่อนขนาด 82 ไร่ กลางตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ชาวบ้านเดิน–วิ่ง–ปั่นจักรยานสลับกันตามลู่วิ่งรอบบึง เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ บนลานกิจกรรมคละเคล้าเสียงนกน้ำ—ภาพที่หลายคนเคยจินตนาการ วันนี้กลายเป็น “ของจริง” หลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จเต็มรูปแบบ และกำลัง รอพิธีส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ จากกรมโยธาธิการและผังเมืองสู่ องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา) เพื่อเริ่มต้นบทบาทการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 180 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในกรอบ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบอุทยานถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2566–2568) จนเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลน ทั้งคันบ่อ ระบบภูมิสถาปัตยกรรมทางน้ำ ลู่วิ่ง–ทางจักรยาน ลานอเนกประสงค์ และพื้นที่สีเขียวรองรับกิจกรรมครอบครัว

ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา กล่าวขอบคุณหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนและผลักดันให้โครงการสำเร็จ พร้อมระบุว่า การส่งมอบพื้นที่จะทำให้ อบต.สามารถจัดระบบดูแล–บำรุงรักษา จัดตารางกิจกรรม และพัฒนาเฟสต่อเนื่องได้อย่างเต็มศักยภาพ “หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน และเราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง”

จาก “แนวคิด” สู่ “พื้นที่ที่จับต้องได้” บทเรียนการพัฒนาเชิงระบบ

หนองน้ำพุ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการถมดิน–ขุดบ่ออย่างฉับพลัน แต่เป็นผลของการวางผังและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างมีขั้นตอน จุดเน้นของโครงการมีสองมิติที่เดินคู่กัน ได้แก่

  1. มิติสิ่งแวดล้อมและภูมินิเวศ
  • ใช้ “บึงหนอง” เป็นแกนกลาง เพื่อทำหน้าที่ทั้ง พื้นที่รับน้ำ ในฤดูฝน, บ่อหน่วงน้ำ ช่วยชะลอน้ำหลาก และ แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชพรรณ ในหน้าแล้ง
  • ออกแบบ พื้นที่ชุ่มน้ำตื้น (shallow wetland) รอบบึง ช่วยกรองตะกอน–ดูดซับสารอาหารส่วนเกิน เพิ่มความหลากหลายของสัตว์น้ำและนกอพยพ
  • ปลูกไม้ยืนต้นท้องถิ่นให้ร่มเงา ลดเกาะความร้อนในเมือง (urban heat island) รอบชุมชน
  1. มิติสุขภาวะและพื้นที่สาธารณะ
  • ลู่วิ่ง–ทางจักรยานแยกเลน, ลานกิจกรรมอเนกประสงค์, สนามเด็กเล่น, ลานผู้สูงอายุ และจุดชมวิวรอบหนอง
  • แนวคิด Universal Design ทางลาด–ราวจับ–พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงวัยเข้าถึงได้จริง
  • จุดลาน “สันทนาการครอบครัว” ที่มองเห็นผืนน้ำ เปิดรับลม ดึงคนทุกช่วงวัยให้ออกมาใช้พื้นที่ร่วมกัน

เมื่อรวมกับเครือข่ายพื้นที่สาธารณะเดิม—วัด โรงเรียน ตลาด และทางเชื่อมสัญจรของหมู่บ้าน—หนองน้ำพุจึงกลายเป็น “หัวใจสีเขียว” ดวงใหม่ของตำบลโป่งผา เชื่อมชีวิตประจำวันของผู้คนกับธรรมชาติอย่างแนบเนียน

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง 20,000+ การใช้งาน—สัญญาณ “ถูกจริตชุมชน”

แม้ยังไม่เข้าสู่โหมดบริหารเต็มรูปแบบ อบต.โป่งผา ระบุว่าตลอดช่วงทดสอบพื้นที่และเปิดใช้บางส่วน มีประชาชนมาใช้บริการเพื่อเดิน–วิ่ง–ปั่น–เล่นกีฬา และทำกิจกรรมครอบครัว สะสมมากกว่า 20,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญ

  • ความต้องการจริง (real demand) ของคนในพื้นที่ต่อ “สนามสุขภาพกลางแจ้ง” ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และฟรี
  • พฤติกรรมสุขภาพที่เริ่มเปลี่ยน—จากอยู่กับบ้านสู่การออกมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่สาธารณะ สอดคล้องกับกรอบแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ชี้ว่าผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150–300 นาที/สัปดาห์ และเด็ก–เยาวชนควรมีกิจกรรมทางกาย เฉลี่ย 60 นาที/วัน การมี “พื้นที่ชวนขยับ” ใกล้บ้านถือเป็นปัจจัยเอื้อที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายได้จริง

สาระสำคัญ คือ หนองน้ำพุไม่ได้เป็นเพียง “สวนสวย” แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพเชิงป้องกัน” (preventive health infrastructure) ที่ลดค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพระยะยาวในมิติไม่เป็นทางการ

หลังส่งมอบ 4 งานใหญ่ที่ อบต.โป่งผา ต้องทำทันที

เมื่อกรมโยธาธิการฯ ส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ อบต.จะเป็น “แม่บ้านหลัก” ของผืนที่ 82 ไร่นี้ งานเร่งด่วนที่ต้องทำคู่กันมีอย่างน้อย 4 เรื่อง

  1. จัดระเบียบการใช้งาน–ความปลอดภัย
  • เวลาเปิด–ปิด, เส้นทางเข้า–ออก, การติดตั้งไฟส่องสว่าง, กล้องวงจรปิด, จุดปฐมพยาบาล–AED, ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน
  • แนวร่วมชุมชน ตั้งอาสาสมัครดูแลพื้นที่ (park steward) ร่วมกับผู้นำชุมชน–อสม.–เยาวชน
  1. แผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive O&M)
  • ตารางตัดหญ้า–ดูแลไม้ยืนต้นกำจัดวัชพืชน้ำอย่างถูกวิธี (เลี่ยงสารเคมี), ลอกตะกอนตามรอบเวลา, ตรวจอุปกรณ์สนาม พื้นทาง ราวจับ
  • การจัดการขยะและน้ำเสียจากกิจกรรมให้ไม่รบกวนคุณภาพน้ำในหนอง
  1. ออกแบบปฏิทินกิจกรรมสาธารณะประจำปี
  • “สัปดาห์สุขภาพชุมชน”, งานวิ่งการกุศล, ตลาดสีเขียวสินค้าเกษตรปลอดเผา, เวิร์กช็อปจักรยาน–พายเรือ, ลานดนตรีเยาวชน
  • โปรแกรม “หมอชวนวิ่ง ครูชวนขยับ ผู้ใหญ่บ้านชวนเดิน” เชื่อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงเรียน, กลุ่มผู้สูงอายุ
  1. ระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน
  • ตั้ง “กองทุนดูแลสวน” จาก 3 ช่องทาง งบประจำ, รายได้กิจกรรม/เช่าพื้นที่เฉพาะครั้ง (non-commercial friendly), และเงินร่วมบริจาคโปร่งใส
  • คู่มือธรรมาภิบาล เผยแพร่รายรับ–รายจ่ายรายไตรมาส, เปิดรับข้อเสนอชุมชน, ตั้งคณะกรรมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ

แก่นคิด คือ พื้นที่สาธารณะจะ “อยู่รอด” ได้ก็ต่อเมื่อกลายเป็น “ของเรา” ของทุกคน—ไม่ใช่เพียงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฝ่ายเดียว

เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่น สวนสาธารณะไม่ใช่ “ต้นทุนจม”

แม้โครงการใช้งบ 180 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจที่ “ไม่ติดป้ายราคา” มีมากกว่าที่คิด

  • สุขภาพดี = ค่าใช้จ่ายรักษาลด เพิ่มกิจกรรมทางกายของชุมชน ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว
  • เศรษฐกิจชุมชนหมุน แผงน้ำดื่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาตรฐานสะอาด (ไม่ขายเครื่องดื่มหวานจัด), กิจกรรมวิ่ง–ปั่น–เวิร์กช็อปสร้างรายได้เสริม
  • การท่องเที่ยวใกล้บ้าน (micro tourism)  ผู้มาเยือนแม่สาย–ถ้ำหลวงฯ มี “จุดพักจุดเรียนรู้ธรรมชาติ” เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง เชื่อมเส้นทางวัด ชุมชน ไร่เกษตรยั่งยืน
  • มูลค่าที่ดินโดยรอบ–คุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียวคุณภาพดีเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินรอบข้างในกรอบผังเมือง พร้อมลดความร้อนและน้ำท่วมเฉียบพลันแบบบัฟเฟอร์ธรรมชาติ

เมื่อรวมกับ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” ที่ อบต.ตั้งใจสื่อผ่าน เสื้อลายผ้าน้ำผุด” ของนายก อบต.และทีมงาน หนองน้ำพุจึงทำหน้าที่เป็น “ห้องรับแขกกลางแจ้ง” ของตำบลโป่งผา—เชื้อเชิญให้คนแปลกหน้าได้รู้จักวัฒนธรรมและวิถีชีวิตกึ่งเมือง กึ่งภูเขาที่งดงามของชายแดนแม่สาย

คำถาม–คำตอบเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “หนองน้ำพุ” อยู่ดีมีอนาคตยืนยาว

ถาม: งบ 180 ล้านบาท ควรคาดหวังอะไรใน 3–5 ปีแรก?
ตอบ: (1) ดัชนีกิจกรรมทางกายของชุมชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง, (2) อัตราใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อวัน ต่อสัปดาห์ชัดเจนและเติบโต, (3) กิจกรรมสาธารณะคุณภาพสม่ำเสมออย่างน้อยรายเดือน, (4) ระบบ O&M เดินได้จริงโดยมีชุมชนมีส่วนร่วม, (5) คุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพรอบหนองไม่ถดถอย

ถาม: จะหลีกเลี่ยงปัญหา “สวนสาธารณะสวยเฉพาะวันเปิด” ได้อย่างไร?
ตอบ: สร้าง ผู้ใช้แกนกลาง” (core users) ตั้งแต่ต้น—กลุ่มวิ่ง–จักรยาน ผู้สูงอายุ เยาวชน ให้มี “สิทธิ–หน้าที่” ร่วมดูแลพื้นที่ ควบคู่สมดุลกิจกรรมฟรีและกิจกรรมหารายได้เพื่อกองทุนบำรุง โดยมีธรรมาภิบาลโปร่งใสตรวจสอบได้

ถาม: ทำไมต้องย้ำ Universal Design?
ตอบ: เพราะประชากรสูงวัยในเชียงรายเพิ่มต่อเนื่อง การออกแบบที่ทุกคนใช้ได้จริงคือ ความเป็นธรรมด้านพื้นที่ และทำให้สวนเป็น “ของจริง” สำหรับคนทั้งตำบล ไม่ใช่เฉพาะคนแข็งแรงหรือวัยทำงาน

ถาม: หนองน้ำพุจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
ตอบ: หากจัดการคันบ่อ พืชน้ำ–ตะกอนตามรอบเวลา และลดสารเคมี–ขยะได้สม่ำเสมอ บึงหนองทำงานเป็น ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services) ทั้งบรรเทาน้ำหลาก ลดความร้อน เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ และเป็นคลังคาร์บอนขนาดย่อม

เส้นทางข้างหน้า ปฏิทิน “หนองน้ำพุ—สวนของเรา”

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพการใช้ประโยชน์หลังส่งมอบ อบต.สามารถประกาศปฏิทินกิจกรรมสามชุดหลัก

  1. สุขภาพชุมชน
  • เดิน–วิ่งทุกเช้าวันอังคาร/พฤหัส, โยคะเย็นวันเสาร์, “คุณตาคุณยายฟิต” เวทเทรนนิงแบบปลอดภัย, คลาสปั่นจักรยานสำหรับเด็ก
  • คลินิกโภชนาการร่วม รพ.สต. ลดหวาน–มัน–เค็ม
  1. สิ่งแวดล้อม–การเรียนรู้
  • วันชวนปลูกไม้พื้นถิ่น–ปลูกพืชน้ำ, ส่องนก–ส่องแมลง, “วิทยาศาสตร์ริมหนอง” สำหรับโรงเรียน
  • งานตลาดสีเขียว สินค้าภูมิปัญญา–เกษตรปลอดเผา
  1. วัฒนธรรม–ครอบครัว
  • ลานดนตรีเยาวชนทุกปลายเดือน, หนังกลางแปลงครอบครัว, กิจกรรมวันสำคัญ–งานบุญชุมชน เชื่อมศิลป์ชนเผ่าท้องถิ่น

ทั้งหมดต้องเดินคู่กับ กติกาใช้พื้นที่ ที่ชัดเจน (เสียง–เวลา–ความสะอาด–การใช้จักรยาน–สัตว์เลี้ยง) เพื่อรักษาความสมดุลระหว่าง “ความสนุก” และ “ความสงบ” ของคนรอบหนอง

เสียงจากพื้นที่ความภูมิใจที่ “จับต้องได้”

นอกจากคำขอบคุณของผู้บริหารท้องถิ่น หลายครอบครัวเริ่มมองหนองน้ำพุเป็น สนามหลังบ้านของตำบล” เด็ก ๆ ได้มีที่วิ่งเล่น คนทำงานมีที่ปลดล็อกร่างกาย ผู้สูงอายุมีที่พบปะเพื่อนฝูง ยิ่งไปกว่านั้น หนองน้ำพุยังกลายเป็น จุดเริ่มต้นบทสนทนา เรื่องสิ่งแวดล้อม–สุขภาพ–วัฒนธรรม ที่ผู้คนมีส่วนร่วม—ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย

“หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน…เราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง” — ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา

“หนองน้ำพุ” คือกรณีศึกษาว่าการลงทุนพื้นที่สาธารณะอย่างมี วิสัยทัศน์–วินัย–วัฒนธรรมการมีส่วนร่วม สามารถแปลงงบประมาณ 180 ล้านบาทให้เป็น “สินทรัพย์สาธารณะ” ที่สร้างผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจระยะยาวได้จริง อำเภอชายแดนอย่างแม่สายจึงไม่ได้มีเพียงภาพการค้าชายแดนคึกคัก แต่ยังมี อุทยานน้ำ–สวนสุขภาพชุมชน ที่เสริมคุณภาพชีวิตผู้คน

เมื่อพิธีส่งมอบเดินหน้า อบต.โป่งผาจะก้าวสู่บทบาท “ผู้จัดการสวน” ที่ท้าทาย—มีทั้งงานบำรุงรักษา การเงินโปร่งใส กิจกรรมที่เข้าถึงทุกวัย และระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ หากทำได้ครบ “หนองน้ำพุ” จะไม่ใช่เพียง แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ แต่เป็น สัญญาใจ ว่าพื้นที่สาธารณะคุณภาพดี สามารถเกิดและยืนยาวได้ ด้วยมือของคนในชุมชนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา), อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย (กระทรวงมหาดไทย)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง (DPT), กระทรวงมหาดไทย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข / สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รฟท. เปิดปฐมฤกษ์เชื่อมราง เด่นชัย–เชียงของ ดันโลจิสติกส์เชื่อม GMS

เด่นชัยเชื่อมรางประวัติศาสตร์ สร้างฮับโลจิสติกส์ใหม่ “ล้านนาตะวันออก–ลาว–จีน”  จุดเปลี่ยนระบบรางไทย และคำถามใหญ่หลังพิธีเปิด

เชียงราย/แพร่, 2 ตุลาคม 2568 — เวลา 09.09 น. วันที่ 30 กันยายน 2568 ระฆังช็อตสำคัญของระบบรางไทยดังขึ้นที่ สถานีเด่นชัย จ.แพร่ เมื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำพิธี เปิดปฐมฤกษ์เชื่อมราง ระหว่างรางรถไฟประวัติศาสตร์กับรางทางคู่สายใหม่ “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” ช่วงแรกในพื้นที่เด่นชัย—ภาพของรางเหล็กที่ประกบแนบสนิทกัน ไม่ได้หมายถึงแค่การบรรจบราง แต่คือการบรรจบโอกาส จากเมืองราบสูงสู่ชายแดนล้านนาตะวันออก จากชุมชนเล็กริมรางสู่เครือข่ายการค้า ลาว–จีนตอนใต้ และตลาดโลก

บนชานชาลา นายจเร รุ่งฐานีย รองผู้ว่าการ รฟท. ทำหน้าที่ประธานในพิธี ท่ามกลางผู้แทนภาครัฐท้องถิ่น อาทิ นายประจักร์ จินดาจำรูญ นายอำเภอเด่นชัย, นายนิคม ชุ่มใจ รองนายกเทศมนตรีตำบลเด่นชัย รวมถึง กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CSDCC และ กิจการร่วมค้าไอทีดี–เนาวรัตน์ ซึ่งเป็นคีย์พาร์ตเนอร์ในภาคสนาม—ชี้ชัดว่าการขับเคลื่อนระบบรางไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมส่วนกลางเท่านั้น หากแต่ยืนอยู่บน “สนามจริง” ของเมือง–ชุมชน–ผู้ประกอบการ

เด่นชัย จากสถานีอายุ 113 ปี สู่ “หัวต่อใหม่” ของระบบรางล้านนาตะวันออก

สถานี เด่นชัย เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2455 กว่า 113 ปี บนหน้าประวัติศาสตร์การรถไฟไทย เด่นชัยคือ “จุดเปลี่ยนทิศทาง” สำคัญของโครงข่ายเหนือฝั่งตะวันออก และวันนี้สถานีเดิมกำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ให้เป็น Distribution Hub หรือ ศูนย์กระจายสินค้า รองรับรถสินค้า/ตู้คอนเทนเนอร์และขบวนผู้โดยสารภายใต้แผน รถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ที่ตั้งเป้าเชื่อม จังหวัดปลายทางชายแดน อย่าง เชียงราย/เชียงของ สู่ สปป.ลาว–จีนตอนใต้ ผ่าน ด่านเชียงของ–ห้วยทราย และเครือข่าย รถไฟลาว–จีน

สาระเชิงยุทธศาสตร์ ของ “หัวต่อเด่นชัย” มี 3 มิติเด่น:

  1. โลจิสติกส์–การค้า ทางคู่เพิ่มความจุเส้นทาง (Line Capacity) ลดการรอหลีก เพิ่มความตรงเวลา (On-time) และทำให้ ต้นทุนต่อหน่วย ขนส่งทางรางมีเสถียรมากขึ้น หากโหนเข้าสู่โครงข่าย ลาว–จีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเกิดแกนขนส่ง “รางต่อราง” จากแหล่งผลิต–ศูนย์กระจาย–ด่านชายแดน ลดการยกถ่ายซ้ำซ้อน
  2. ท่องเที่ยว–การเข้าถึงเมืองรอง ทางคู่สร้าง การเดินทางที่คาดการณ์ได้ (Predictable Travel Time) ลดเวลาต่อรถ และเชื่อมสนามบิน–เมืองท่องเที่ยวในล้านนาตะวันออก ทำให้การท่องเที่ยว นอกฤดู และ เมืองรอง (แพร่, น่าน, พะเยา, เชียงราย) มีแรงส่งจากระบบราง
  3. คุณภาพชีวิต–โอกาสชุมชน รถโดยสารที่ตรงเวลา–ความจุสูง ช่วยลด “ต้นทุนเวลา” ของแรงงาน นักเรียน ผู้ป่วย โดยเฉพาะชุมชนชนบทที่การเข้าถึงบริการรัฐ–โรงพยาบาล–ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังพึ่งพาทางถนนเป็นหลัก

พิธีที่ “เชื่อมราง”—และเชื่อมความหวัง

ภาพเชื่อมราง ณ เวลา 09.09 น. อาจดูเป็นสัญลักษณ์ แต่ในทางวิศวกรรมคือหมุดหมาย ความพร้อมเชิงโครงสร้าง ที่ยืนยันว่าพื้นฐานงานดิน–โครงสร้าง–ทางวิ่ง–ทางแยก–ราง–ระบบประแจ เดินหน้าไปสู่จุดที่ รางใหม่ “คอนแท็กต์” กับรางเดิม อย่างปลอดภัย การเชื่อมรางที่เด่นชัยจึงเป็น “Zero Moment” ที่ลั่นกลองสู่เฟสทดสอบ–ปรับเทียบ–บูรณาการระบบอาณัติสัญญาณ–สื่อสาร–ความปลอดภัย ก่อนเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในระยะถัดไป

ตัวแทนฝ่ายปกครองท้องถิ่นอย่าง นายอำเภอเด่นชัย และ รองนายกเทศมนตรีตำบลเด่นชัย ที่เข้าร่วมพิธี สะท้อน “ความพร้อมด้านพื้นที่”—ตั้งแต่การจัดระเบียบจราจรข้ามทางรถไฟ, มาตรการความปลอดภัยชุมชนริมราง, ไปจนถึงการเตรียมพื้นที่สนับสนุนกิจกรรมโลจิสติกส์ (ลานพักสินค้า/คอนเทนเนอร์) และบริการผู้โดยสาร

จากเด่นชัย–ขึ้นล้านนา–แตะชายแดน ทำไม “ทางคู่” คือคำตอบ

ประเทศไทยขนส่งสินค้าด้วยทางถนนมากกว่าทางรางอย่างยาวนาน ขณะที่ ต้นทุนโลจิสติกส์ คิดเป็นสัดส่วนสูงต่อ GDP เมื่อเทียบบางประเทศในภูมิภาค การ “อัพเกรดเป็นทางคู่” จึงเป็นนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อลด คอขวดเชิงเทคนิค ของทางเดี่ยวที่ต้องรอหลีก ซึ่งขัดกับความต้องการบริการขนส่ง ตรงเวลา–ความถี่สูง ทั้งภาคสินค้าและผู้โดยสาร

ในทางปฏิบัติ ทางคู่ ให้ “ความจุเส้นทาง” มากขึ้น ชั่วโมงละหลายขบวน สามารถแทรกขบวนสินค้า–ผู้โดยสารได้อย่างยืดหยุ่น ลดเวลาจอดรอที่สถานีหลีกตลอดเส้นทาง และเมื่อจับคู่กับ ระบบอาณัติสัญญาณ–ควบคุมการเดินรถ ที่ทันสมัย จะยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย–ความตรงเวลา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของโลจิสติกส์ยุคอีคอมเมิร์ซ/การผลิตแบบทันเวลา (Just-in-Time) และการท่องเที่ยวที่ผู้โดยสารคาดหวังความแน่นอน

เด่นชัยฮับ” ในภาพใหญ่ลุ่มน้ำโขง เชื่อมลาว–จีนอย่างไรให้ “เกิดผล”

บทเรียนสำคัญ ของโครงข่ายคือ ปลายทางต้องรับกันได้จริง” เด่นชัยอาจทำหน้าที่หัวต่อได้ดี แต่ถ้า ปลายทางเชียงของ–ด่านห้วยทราย และ สถานี/ยาร์ด ฝั่งชายแดนไม่พร้อมรองรับ ขบวน–รอบ–น้ำหนัก–มาตรฐานตู้ หรือ ระบบพิธีการศุลกากร–ด่านควบคุม ยังติดขัด การเชื่อมโยงกับเครือข่าย รถไฟลาว–จีน จะกลายเป็น “ข้อต่อหลวม” ที่ทำให้ประสิทธิภาพหดหาย

ดังนั้น ประเด็นที่ผู้ปฏิบัติการและหน่วยงานสาธารณะต้องโฟกัสหลังพิธีเชื่อมราง คือ

  • โครงสร้างยาร์ด–คลัง–ลานตู้ (ICD/Logistics Park)  ต้องมีความจุรับ–จ่ายตู้, เครน–อุปกรณ์ขนถ่าย, ระบบตรวจ–ชั่ง–ความปลอดภัย ที่รองรับรูปแบบขนส่งหลายโมด (Multimodal)
  • ด่าน–ศุลกากร–พิธีการ ต้องปรับ กระบวนงานไร้รอยต่อ (Seamless) ข้ามแดน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน, ยกระดับดิจิทัล/แลกเปลี่ยนข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้ “รถไฟสินค้าข้ามแดน” เคลื่อนผ่านได้ตามตารางเวลา
  • ความถี่/ตารางเดินรถ ต้องออกแบบให้สอดรับดีมานด์จริงจากผู้ส่งออก–ผู้นำเข้า ไม่ใช่มีราง–มีสถานี แต่ไม่มี “รอบวิ่ง” ที่เพียงพอและคาดการณ์ได้

ผลสะเทือนต่อ “เชียงราย–ชายแดน” และเมืองรองล้านนาตะวันออก

แม้พิธีจะเกิดที่แพร่ แต่จุดสิ้นสุดของโครงการคือ เชียงของ (ชายแดน) และเมืองหลักอย่าง เชียงราย ได้รับอานิสงส์โดยตรง ทั้งด้านท่องเที่ยว–ลงทุน–โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานทางราง จะทำให้การวางเครือข่าย คลัง–กระจายสินค้า–ศูนย์รวบรวมการเกษตร ของภาคเหนือฝั่งตะวันออก เข้าถึงชายแดนเร็วขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางสู่ เชียงราย/ภูชี้ฟ้า/ดอยตุง/เชียงของ ด้วย เส้นทางราง–ถนน ที่ผสมผสานคล่องตัวกว่าเดิม

ในเชิง เศรษฐกิจฐานราก การมี “รอบรถ–รอบขนส่ง” ที่แน่นอน ช่วยเกษตรกร/SME วางแผนการส่งสินค้าแช่เย็น–เกษตรสด–เกษตรแปรรูปได้ดีขึ้น ลดการสูญเสียปลายทาง ส่วนในมิติ สังคม–บริการสาธารณะ การเดินทางด้วยรางเปิดช่องทางให้คนเปราะบาง–ผู้สูงวัย–นักเรียน เข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษาในเมืองได้สะดวกและปลอดภัยกว่า

สถิติ–บริบทชวนคิด (เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย)

  • 113 ปี อายุสถานีเด่นชัย—จากสถานีท้องถิ่นสู่หัวต่อยุทธศาสตร์ของทางคู่
  • 1 ช็อตเชื่อมราง จุดเริ่มของเฟสทดสอบ–บูรณาการระบบ ก่อนเปิดเชิงพาณิชย์
  • หลายหมื่นล้านบาท สเกลงานลงทุนทางคู่และระบบประกอบ (ตามกรอบโครงการทางคู่ทั่วไปของประเทศ) ที่จะคืนผลลัพธ์ผ่าน ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลง และ ประสิทธิภาพเวลา
  • ห่วงสำคัญ หากไม่มี ICD/Yard รองรับ–พิธีการข้ามแดนทันสมัย–ความถี่เดินรถเพียงพอ ผลลัพธ์ “รางต่อราง” จะถูกจำกัด

สาระสำคัญ “ความเร็วในการสร้างราง” ต้องเดินคู่กับ “ความเร็วในการจัดระบบปลายทางและพิธีการ” เพื่อให้ ผลประโยชน์สาธารณะ ตกถึงมือประชาชน–ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

เสียงและมุมมองผู้เกี่ยวข้อง (ถอดความจากสาระในพิธี–ข้อมูลที่เปิดเผย)

  • ฝ่าย รฟท. (นายจเร รุ่งฐานีย) มองการเชื่อมรางเป็น “หลักไมล์” ที่ยืนยันความก้าวหน้าตามแผน และเป็นฐานให้การทดสอบระบบ–ความปลอดภัยก่อนให้บริการจริง
  • ฝ่ายปกครองท้องถิ่น (นายอำเภอเด่นชัย/เทศบาล) ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยชุมชน ระหว่างก่อสร้าง–ทดลองเดินรถ และโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน รอบสถานี
  • ที่ปรึกษา/ผู้รับเหมา (CSDCC/ITD–Nawarat JV) โฟกัส คุณภาพ–มาตรฐานงานวิศวกรรม และการส่งมอบพื้นที่–ระบบตามไทม์ไลน์ เพื่อเปิดทางให้ “งานระบบ” (อาณัติสัญญาณ–สื่อสาร–ทดสอบ) ทำต่อเนื่องได้ทันที

สิ่งที่ต้องเร่งทำ “หลังพิธี”

  1. Roadmap ทดลอง–รับรองความปลอดภัย (Safety Case)  เผยกำหนดการทดสอบวิ่ง, การปรับจูนอาณัติสัญญาณ, การฝึกบุคลากร และ มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับเปิดเดินรถ
  2. โครงสร้างโลจิสติกส์ปลายทาง เร่งวางแผน ICD/คลัง/ยาร์ด ที่เชียงของ–เชียงราย–แพร่ ให้ “ราง–ถนน–ศุลกากร” ต่อเชื่อมไร้รอยต่อ
  3. การมีส่วนร่วมชุมชน จัดทำ มาตรการกำกับเสียง–สั่นสะเทือน–ข้ามราง และสื่อสารความเสี่ยง–ข้อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
  4. แพ็กเกจการท่องเที่ยวทางราง บูรณาการ ททท.–จังหวัด–เอกชนท่องเที่ยว ออกแพ็กเกจ “Rail + Local Experience” สู่เมืองรองล้านนาตะวันออก ช่วงหลังเปิดบริการ

จากรางเหล็กสู่ชีวิตคน

“การเชื่อมราง” ที่เด่นชัย คือภาพจำของ เหล็กชนเหล็ก แต่ สาระ อยู่ที่ “เหล็กสัมผัสชีวิตคน”—เด็กนักเรียนที่ไม่ต้องรอรถนาน, ผู้ป่วยที่ไปโรงพยาบาลเมืองได้ตามเวลา, เกษตรกรที่ส่งสินค้าได้ตรงรอบ, นักท่องเที่ยวที่ไปเมืองรองได้สะดวก, ผู้ประกอบการที่วางแผนโลจิสติกส์ได้อย่างมืออาชีพ และชุมชนที่มี ทางเลือกการเดินทาง เพิ่มขึ้นอย่างปลอดภัย

บทสรุปเชิงบรรณาธิการ

  • พิธีเชื่อมรางเด่นชัยคือ “สัญญาณบวก” ว่า โครงสร้างพื้นฐานทางคู่ เดินมาถูกทางในฝั่งล้านนาตะวันออก
  • ความสำเร็จจริง จะเกิดเมื่อ “ราง–ยาร์ด–ด่าน–พิธีการ–ความถี่เดินรถ” ทำงานสอดประสาน และประชาชนรู้สึกถึง คุณภาพเดินทางที่ดีขึ้น
  • สำหรับ เชียงราย–เชียงของ และเมืองรองรอบๆ จุดหมายต่อไปคือ แปลงรางเป็นรายได้ โลจิสติกส์ที่ถูกลง, ท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่ายขึ้น, โอกาสฐานรากที่จับต้องได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข./OTP) 
  • กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CSDCC และ กิจการร่วมค้าไอทีดี–เนาวรัตน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

อุโมงค์ 4 เลน 760 ม. แก้คอขวด ม.พะเยา ผู้รับจ้างชี้เลื่อนเสร็จปลายปี 2571

ทางลอดหน้า ม.พะเยา เดินหน้าสู่สัญญาก่อสร้าง ผู้รับจ้างภาคสนามชี้เลื่อนเสร็จปลายปี 2571 เปิดแบบ “อุโมงค์ 4 เลน 760 เมตร” วงเวียนเชื่อมท้องถิ่น ลดจุดอุบัติเหตุบน ทล.1

พะเยา,27 กันยายน 2568 — “มหาวิทยาลัยพะเยา” กำลังกลับมาดังก้องอีกครั้ง เมื่อโครงการก่อสร้าง “ทางลอดหน้ามหาวิทยาลัยพะเยา” บนทางหลวงหมายเลข 1 หรือพหลโยธิน เดินหน้าเข้าสู่ช่วงลงนามสัญญาและเตรียมก่อสร้าง หลังแผนงานชุดนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2564–2565 เพื่อปลดล็อกจุดคอขวด—ที่ผู้ขับขี่คุ้นเคยมานาน—และลดจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัย ศูนย์การแพทย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา

แม้ “ไทม์ไลน์” จะยืดเยื้อจากแผนเดิมที่เคยหวังเริ่มงานตั้งแต่ต้นปี 2565 และแล้วเสร็จราวปี 2568 ทว่าข้อมูลล่าสุดจากเอกสารเชิญชวนประกวดราคาจ้างก่อสร้าง (e-bidding) ของกรมทางหลวงในวันที่ 23 เมษายน 2568 สะท้อนว่าโครงการเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบเรียบร้อย และมีการเผยแพร่เงื่อนไข/ขอบเขตงานต่อสาธารณะแล้ว ขณะที่เพจข่าวท้องถิ่นในพื้นที่รายงานสอดคล้องกันว่า ผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ได้รับการคัดเลือกคือ “หจก.รัตนชาติก่อสร้าง” โดยคาดจะลงนามสัญญาปลายปีนี้ และเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จไปเป็น “ปลายปี 2571” เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการทำงานบนทางหลวงสายหลักที่ยังต้องเปิดใช้งานต่อเนื่องตลอดการก่อสร้าง

เส้นเรื่องจากแผนงานสู่หน้างานทำไมโครงการจำเป็นต่อเมือง

บริเวณกิโลเมตร 822+500 ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นจุดตัดสำคัญของทางหลวงหมายเลข 1 กับทางเข้ามหาวิทยาลัยพะเยา ที่ผ่านมาจุดนี้ใช้ “สัญญาณไฟจราจร” ควบคุมการตัดผ่าน ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นสูงในชั่วโมงเร่งด่วนของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล และเป็นจุดที่ชาวพื้นที่ยกให้เป็น “จุดเสี่ยง” จากการตัดผ่านหลายทิศทาง กรมทางหลวงจึงวาง “ทางลอด” เป็นคำตอบเชิงวิศวกรรม เพื่อแยกชั้นการจราจรอย่างสมบูรณ์—รถทางไกลไหลผ่านใต้ดินไม่หยุดชะงัก ส่วนรถท้องถิ่นขึ้น–ลงเชื่อมกันผ่านถนนคู่ขนานและวงเวียนชั้นบน ลด “จุดปะทะ” (conflict points) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับสี่แยกติดสัญญาณไฟตามเดิม

เปิดแบบก่อสร้าง อุโมงค์ 4 ช่องจราจร 760 เมตร เชื่อมคู่ขนาน–วงเวียน

โครงสร้างหลักของโครงการประกอบด้วย

  • ทางลอดหลัก 4 ช่องจราจร (ไป–กลับ) ความยาวประมาณ 760 เมตร กว้างช่องละ 3.50 เมตร พร้อมไหล่ทางข้างละ 2.50 เมตร และแบริเออร์คอนกรีต 2 หน้าแบ่งทิศทาง เพิ่มความปลอดภัยในการวิ่งช่องทางใต้ดิน
  • ระบบถนนคู่ขนาน 2 ทิศทาง ตลอดแนวสองฝั่ง เพื่อเชื่อมต่อชุมชนกับมหาวิทยาลัย–ศูนย์การแพทย์ โดยไม่ต้องตัดผ่านทางหลัก
  • วงเวียนขนาด 1 ช่องจราจร กว้าง 4 เมตร ไหล่ทางด้านใน 1 เมตร และไหล่ทางด้านนอก 2 เมตร รวมกว้าง 7 เมตร ทำหน้าที่เป็นตัวเปลี่ยนทิศทางและกระจายปริมาณรถจากคู่ขนานเข้าสู่พื้นที่มหาวิทยาลัย/ชุมชน

แบบดังกล่าวถูกสื่อสายก่อสร้าง/โครงสร้างพื้นฐานเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2564–2565 และยังคงเป็นแกนหลักของ “ทางออก” เชิงวิศวกรรมของจุดตัดนี้จนถึงปัจจุบัน โดยมีกรอบงบประมาณก่อสร้าง ประมาณ 420 ล้านบาท ตามที่กรมทางหลวงชี้แจงไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ

จาก “ปี 2565–2568” สู่ “สิ้นปี 2571”

ในมุมประชาชน ความล่าช้ากลายเป็นคำถามสำคัญ—เหตุใดงานที่ “เร่งด่วน” จึงเดินหน้าได้ช้ากว่ากำหนดราว 2–3 ปี จากการไล่ timeline เทียบเอกสารราชการและรายงานสื่อ พบปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่

  1. กระบวนการจัดสรรงบประมาณและการอนุมัติกรอบวงเงินที่ต้องรอคิวตามปีงบประมาณ
  2. ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ e-bidding ซึ่งต้องเปิดเผย–แข่งขัน–ตรวจสอบได้
  3. เงื่อนไขทางเทคนิคและการบริหารจราจร เพราะโครงการต้องก่อสร้างบน “สายหลัก” ที่มีการสัญจรหนาแน่น ทำให้ต้องแบ่งเฟส–เบี่ยงการจราจรอย่างรัดกุม ซึ่งล้วนเพิ่มเวลาและค่าใช้จ่าย หากเทียบกับงานถนนแนวใหม่ในพื้นที่โล่ง

เมื่อรวมข้อจำกัดดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกที่กำหนดแล้วเสร็จถูกขยับไป “ปลายปี 2571” ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นและเพจข่าวด้านคมนาคม แม้ยังรอประกาศยืนยันจากหน่วยงานรัฐในชั้นสุดท้ายก็ตาม

ผู้รับจ้างภาคสนาม “หจก.รัตนชาติก่อสร้าง” กับโจทย์อุโมงค์เมืองเหนือ

รายงานหลายแหล่งระบุสอดคล้องกันว่า หจก.รัตนชาติก่อสร้าง เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยมีมูลค่าสัญญา “ประมาณ 448.9 ล้านบาท” และเตรียมลงนามสัญญาปลายปี 2568 ทั้งนี้ นิติบุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจดทะเบียนในจังหวัดสุรินทร์ ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และมีช่องทางติดต่อ/ข้อมูลสาธารณะชัดเจน อย่างไรก็ตาม งาน “ทางลอด 760 เมตร” ในพื้นที่เมืองที่ยังใช้งานอยู่ เป็นโจทย์วิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่างานถนนแนวใหม่ทั่วไป จำเป็นต้องเน้นสมรรถนะด้านวิศวกรรมปฐพี การควบคุมระดับน้ำ การค้ำยัน และการจัดการจราจร 24 ชั่วโมงตลอดช่วงงาน ซึ่งเป็นตัวชี้ความสำเร็จในเฟสก่อสร้างจริง

หมายเหตุด้านแหล่งข้อมูล: ข่าวการคัดเลือกผู้รับจ้างและมูลค่าสัญญาปรากฏผ่านเพจข่าว/สื่อสังคมออนไลน์ (มิใช่ประกาศราชการ) ผู้สื่อข่าวจึงอ้างอิงในฐานะ “รายงานจากสื่อ” และจะติดตามประกาศผลผู้ชนะจากหน่วยงานรัฐเมื่อมีเอกสารทางการเผยแพร่ต่อไป

สถานการณ์จราจร–ความปลอดภัย ผลกระทบระหว่างก่อสร้าง 4 ปี

ช่วงเวลาการก่อสร้างที่ยืดไปจนสิ้นปี 2571 จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 บริเวณมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นที่ต้องจับตาคือ

  • การจัดการเบี่ยงจราจร ตามช่วงเวลาใช้งานของมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาล เพื่อลดคอขวด
  • ความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนและคนเดินเท้า ด้วยรั้วกั้น–สัญญาณไฟชั่วคราว–ทางเบี่ยงมาตรฐาน
  • การสื่อสารสาธารณะ ที่ต้องสม่ำเสมอ ทั้งแผนปิด–เปิดช่องจราจร และช่องรับแจ้งเหตุจากประชาชน

ที่ผ่านมา โครงการทางลอดในเมืองใหญ่จำนวนมากเลือกใช้ “วิธีขุดเปิด–ปิด (Cut and Cover)” เป็นหลัก ซึ่งต้องแลกกับการปิดช่องจราจรเป็นช่วง ๆ การวางแผนเฟสงาน–ลำดับงานจึงเป็นหัวใจที่จะทำให้ “ความลำบากชั่วคราว” ไม่ยืดยาวเกินจำเป็น และเมื่อแล้วเสร็จ ระบบทางลอด–คู่ขนาน–วงเวียน จะช่วย “ตัดจุดปะทะ” ลดโอกาสอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวในระยะยาว

เมื่อโครงสร้างพร้อม—ภาพวันพรุ่งนี้ของเมืองพะเยา

เมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ ทางลอด 4 ช่องจราจร จะทำให้รถทางไกลบน ทล.1 ไหลผ่านต่อเนื่อง ขณะที่การเข้าถึง “มหาวิทยาลัยพะเยา–ศูนย์การแพทย์–โรงพยาบาล” จะย้ายไปอยู่บนระบบคู่ขนานที่เชื่อมด้วยวงเวียน ลดการตัดผ่านทางสายหลักโดยตรง ผลพลอยได้คือ

  • เวลาเดินทางสั้นลง โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเช้า–เย็นของนิสิตและบุคลากร
  • ความเสี่ยงอุบัติเหตุลดลง จากการตัดผ่านน้อยลงและความเร็วเฉลี่ยเหมาะสมขึ้น
  • ศักยภาพโลจิสติกส์ภาคเหนือดีขึ้น เพราะ ทล.1 คือเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่ง บริเวณคอขวดลดลงย่อมช่วยให้ต้นทุนการเดินทางและขนส่งคาดการณ์ได้มากขึ้น

 “งบ 420 ล้าน” ที่ใช้แก้ปัญหาถูกจุด

หน่วยงานนโยบายด้านทางหลวงชี้ว่า โครงการนี้ “ตรงจุด” กับปัญหาจริงของพื้นที่ เพราะออกแบบเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงขยายช่องทางชั่วคราว การลงทุนระดับ 420 ล้านบาทจึงถูกวางบนสมดุลระหว่างความปลอดภัย–การไหลจราจร–ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากเวลาที่ลดลง ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกับการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงสายหลักในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ

เดินงานให้จบ–สื่อสารให้ชัด

เพื่อให้โครงการเดินตามกรอบ “ปลายปี 2571” โดยไม่สะดุด ผู้สื่อข่าวสรุปข้อเสนอ 4 ประการจากบทเรียนโครงการอุโมงค์เมืองอื่น ๆ ได้แก่

  1. One Source of Truth: เผยแพร่กำหนดการปิด–เปิดช่องทางรายสัปดาห์บนเว็บไซต์/เพจหน่วยงาน เพื่อให้ผู้ใช้ทางวางแผนเดินทางล่วงหน้า
  2. Traffic Steward: ตั้งทีมอำนวยการจราจรประจำจุดและจัดระบบ “เวลาเร่งด่วน” รองรับชั่วโมงเข้า–ออกมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาล
  3. Work Windows: กำหนดช่วงทำงานกลางคืน/วันหยุดสำหรับกิจกรรมที่กระทบช่องจราจรสูง เช่น ยกคาน–ขนย้ายวัสดุ
  4. Feedback Loop: เปิดช่องรับสัญญาณจากชุมชน (Hotline/QR) ให้ส่งภาพ–พิกัดจุดเสี่ยง เพื่อปรับแผนภาคสนามแบบวันต่อวัน

ทางลอดหน้ามหาวิทยาลัยพะเยา คือ “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” ของเมืองและผู้ใช้ทางหลวงสายหลัก การเดินทางของโครงการยาวนานกว่าที่คาด แต่การเดินทางสู่เส้นชัยยังเดินต่อไปตามระบบ เมื่อสัญญาถูกลงนามและหน้างานเริ่มขยับ ภาพวันที่ รถทางไกลไหลใต้ดิน–ชุมชนเชื่อมถึงกันบนวงเวียน จะใกล้เข้ามา หากทุกภาคส่วนร่วมกัน “ทำงานให้จบ และสื่อสารให้ชัด” จุดเสี่ยงที่เคยสร้างภาระให้เมือง จะกลายเป็นตัวอย่างของ “วิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย” ที่จับต้องได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวง (DOH)
  • ฐานข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูล “หจก.รัตนชาติก่อสร้าง” ผู้รับเหมาบริหารใน จ.สุรินทร์ ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ววน.-สกสว. ระดมทัพวิจัยรับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้ง Tiltmeter-Lidar เฝ้าระวัง 24 ชม.

กองทุน ววน.–สกสว. ระดมทัพวิจัย–นวัตกรรม รับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้งเซนเซอร์เฝ้าระวัง 24 ชม. คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar เตรียมถอดบทเรียนญี่ปุ่น ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

กรุงเทพฯ — เหตุถนน สามเสนทรุด” เช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานเมือง เมื่อหลุมยุบขนาดใหญ่เกิดขึ้นหน้า โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ใกล้ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน และแนวก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ทำให้ต้องอพยพ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ และปิดผิวจราจรเป็นบริเวณกว้าง ภายใต้ฝนมรสุมที่ยังแผ่ปกคลุมกรุงเทพฯ ต่อเนื่อง ขณะที่รายงานสื่อสากลและภูมิภาคยืนยันขนาดหลุมเบื้องต้นกว้างราว 27–30 เมตร ลึกประมาณ 50 เมตร (ราว 160 ฟุต) และไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เสาไฟฟ้า และโครงสร้างโดยรอบหลายจุด เหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยงานรัฐ–วิชาการต้องขยับอย่างพร้อมเพรียง ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัยเร่งด่วน จนถึงการสืบค้นสาเหตุเชิงวิศวกรรมใต้ดินอย่างเป็นระบบ

จาก “เสียงยุบ” สู่ “ปฏิบัติการหลายเสาเข็ม”

ช่วงเช้าหลังเหตุทรุดตัว กทม. ปิดกั้นพื้นที่ ตั้งเขตอันตราย ทยอยอพยพผู้ป่วย–บุคลากรบางส่วนของวชิรพยาบาล ปรับแผนบริการนอกเวลา พร้อมกับทีมวิศวกรเข้าประเมินฐานรากของ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ และอาคารโดยรอบ ขณะเดียวกันมีการเทคอนกรีต–ทรายถมอุดโพรงเพื่อหยุดการเคลื่อนตัวของมวลดินและชะลอน้ำไหลบ่าลงใต้ดิน ทว่าเมื่อพบการไหลซึมของคอนกรีตเข้าสู่แนวอุโมงค์ จึงต้องหยุดปรับแผนแล้วเริ่มเทใหม่ด้วยมาตรการควบคุมที่เข้มขึ้นในวันถัดมา ทั้งหมดดำเนินควบคู่กับการสแกน 3 มิติและตรวจโพรงใต้ดินเพื่อลดความเสี่ยงการขยายตัวของหลุมยุบเพิ่มเติม

ทีมเฉพาะกิจ “วิจัย–นวัตกรรม” ลงพื้นที่: Tiltmeter–TUSHM–Lidar ทำงานประสาน

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สั่งตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” ระดมงานวิจัยและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เพื่อเสริมสมรรถนะการตัดสินใจหน้างาน โดยนำเซนเซอร์ Tiltmeter จำนวน 9 ตัว ติดตั้งที่ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ ควบคู่ IoT logger เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับเฝ้าระวังการเอียงของอาคารและการเคลื่อนตัวของมวลดิน พร้อมวางแผนติดตั้งเพิ่มเติม ณ พื้นที่ สน.สามเสน และอาคารที่มีความเสี่ยงใกล้เคียง เพื่อปิดช่องว่างข้อมูลในจุดวิกฤตให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมใช้ เครื่องตรวจสัญญาณสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เสริมจุดวัด “สภาพสั่นไหว” ของโครงสร้างอาคารละ 2 จุด ในกลุ่มอาคารโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง

Tiltmeter ที่ใช้เป็นผลลัพธ์จากงานวิจัยด้าน IoT–วิศวกรรมปฐพี ซึ่งออกแบบให้ตรวจจับ “มุมเอียง” ของโครงสร้างได้ละเอียดในแกน X/Y พร้อมบันทึกค่าต่อเนื่องและแสดงผลเป็นกราฟสำหรับทีมวิศวกร จุดเด่น คือความสามารถในการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก่อนพัฒนาเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้าง นำไปสู่การอพยพหรือเสริมค้ำยันได้ทันท่วงที ส่วน TUSHM ทำหน้าที่คล้าย “หู” ของอาคาร ตรวจจับสัญญาณสั่นสะเทือนผิดปกติจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมก่อสร้าง แรงสั่นสะเทือนจากจราจร หรือการยุบตัวใต้ดิน ช่วย “จัดชั้นความเสี่ยง” ได้แม่นขึ้น ข้อมูลจากทั้งสองระบบจะถูกผสานเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางเพื่อใช้ประกอบคำสั่งทางวิศวกรรม ณ จุดเกิดเหตุ

คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar 3D Scan และธรณีฟิสิกส์

ทีมวิจัยเตรียมใช้ Lidar 3D Scan เพื่อสร้าง แผนที่ระดับสูง–ต่ำ (elevation) และ แบบจำลองผิวดิน–โครงสร้าง ความละเอียดสูง จากนั้นซ้อนทับกับข้อมูล ธรณีฟิสิกส์ (Geophysical Investigation) เพื่อตรวจหา “โพรง–ช่องว่าง” ใต้ผิวถนนและฐานรากอาคารใกล้เคียง วิธีการเชิงรุกเช่นนี้เปิดโอกาสให้ “มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น” และช่วยวางแผน อุดโพรง–ทำผนังกันดิน–ค้ำยัน เฉพาะจุด ลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย และลดความเสี่ยงต่ออาคารสำคัญ เช่น ตึกผู้ป่วยนอก สน.สามเสน และโรงเรียนใกล้เคียง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ในการสืบค้นสาเหตุและออกแบบแผนซ่อมแซมระยะยาว

“Soft Infrastructure” ของเมืองใหญ่ จากเซนเซอร์สู่การตัดสินใจแบบข้อมูลนำ

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนุ่ม” (Soft Infrastructure) อย่าง ระบบข้อมูล–เซนเซอร์–แบบจำลอง กลายเป็นกำแพงป้องกันด่านแรกของเมือง เนื่องจากความเสื่อมของผิวดิน–ท่อสาธารณูปโภค–แนวอุโมงค์ อาจไม่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนบนผิวถนน แต่ ชุดข้อมูลเอียง–สั่น–ทรุด จะปรากฏให้เห็นจากกราฟของ Tiltmeter/TUSHM และภาพ 3D Scan ที่อัปเดตเป็นระยะ ทำให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถ สั่งอพยพเฉพาะจุด หรือ สั่งเสริมกำลังค้ำยัน ก่อนถึง “เส้นวิกฤต” ได้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่เมืองใหญ่ทั่วโลกนำมาใช้ร่วมกับปฏิบัติการภาคสนาม

มิติชุมชน–บริการสาธารณสุข รพ.วชิระฯ ปรับบริการ–สร้างความเชื่อมั่น

แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่ ผลกระทบทางจิตใจ–การเข้าถึงบริการ เป็นประเด็นที่ต้องบริหารความเสี่ยงต่อเนื่อง กทม. และโรงพยาบาลปรับแผนการนัดหมายผู้ป่วยนอกส่วนหนึ่ง ขยับบริการไปอาคารที่ปลอดภัย พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางเข้า–ออกใหม่ของรถพยาบาลและผู้ป่วย ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนโดยรอบเฝ้าระวังภาวะ “ดินไหล–ดินทรุดซ้ำ” ผ่านช่องทางแจ้งเหตุของเมืองและเพจทางการ ซึ่งเป็นแนวทางการสื่อสารแบบสองทางระหว่างรัฐ–ประชาชนที่ช่วยลดความตื่นตระหนก สร้างความไว้วางใจในกระบวนการแก้ปัญหา

ภาพรวมการกู้ภัย ณ จุดเกิดเหตุ เทคอนกรีต–คุมทางน้ำ–เสริมฐานราก

“หลุมยุบเมือง” ต้องการทั้ง วิศวกรรมปฐพี และ วิศวกรรมการจัดการน้ำ ร่วมกัน การ อุดโพรง ด้วยการเทคอนกรีต–ทราย ต้องทำพร้อม การคุมทางน้ำ ไม่ให้น้ำผิวดิน–ท่อรั่วซึมเติมลงโพรง ซึ่งจะยืดเวลาการทรุดตัว การประเมินด้วย 3D Scan ช่วยจัดลำดับ “จุดวิกฤต 1–2–3” ให้ทีมงานถม–อัด–ค้ำยันได้ตรงจุด ลดการยุบตามมาในแนวร้าวเดิม-แนวท่อ เสริมความปลอดภัยแก่โครงสร้างสำคัญ เช่น เสาไฟฟ้า–ตอม่อ–ผนังกันดิน

หลุมยุบใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 หน้า สถานีฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดิน โดยหลุมยุบมีขนาดประมาณ 30x27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร ซึ่งกินพื้นที่ถนน 5 เลนส์

ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น” สู่มาตรฐานใหม่ของกรุงเทพฯ

สกสว. และพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยีเตรียม เชิญผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผ่านเครือข่าย JICA และ JST ร่วมติวเข้มบุคลากรไทย–กทม. ตั้งแต่แนวทางเฝ้าระวังใต้ดิน ก่อน–ระหว่าง–หลัง การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึง มาตรฐานซ่อม–ฟื้นฟู หลังหลุมยุบ ทั้งนี้ ฝั่งไทยได้จัดทำ นโยบายและแผนงาน P24 รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเดินเครื่องวิจัย–นวัตกรรมตามโจทย์เร่งด่วนของประเทศอยู่แล้ว โดยเหตุ “สามเสนทรุด” จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการปรับปรุง เกณฑ์เตือนภัยดินถล่ม–ทรุดตัว และ คู่มือปฏิบัติการสนาม สำหรับโครงการในพื้นที่ดินอ่อนอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ–บทเรียนเชิงนโยบาย (สรุปประเด็น)

  • ข้อมูลนำหน้าปฏิบัติการ: เซนเซอร์ Tiltmeter/TUSHM และ Lidar 3D Scan ทำให้การอพยพ–ค้ำยัน–อุดโพรง “พุ่งเป้า” ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ลดความเสี่ยงซ้ำซ้อน
  • One Map ใต้ดิน: เหตุครั้งนี้ชี้ความจำเป็นของ ฐานข้อมูลสาธารณูปโภคใต้ดินแบบรวมศูนย์ ที่อัปเดตตลอดเวลา ลด “ความไม่รู้” ระหว่างผู้ก่อสร้าง–ผู้ดูแลท่อ–ผู้บังคับการเหตุการณ์
  • มาตรการฝนมรสุม: เมืองต้องมีแผน Bypass น้ำ และ ระบบตรวจรั่วซึมท่อ ในช่วงฝนหนัก เพื่อไม่ให้โพรงใต้ดินขยายตัว
  • สื่อสารสาธารณะโปร่งใส: การอัปเดตจากช่องทางทางการของเมือง และการสื่อสารเชิงหลักฐานจากหน่วยงานวิชาการ สร้าง ความไว้วางใจ และ ลดข่าวลวง ในช่วงวิกฤต

จากหลุมยุบสู่ความยืดหยุ่นของเมือง (Urban Resilience)

“สามเสนทรุด” ไม่ใช่เพียงอุบัติการณ์เชิงพื้นที่ หากเป็น บททดสอบความยืดหยุ่นของกรุงเทพฯ ที่ต้องผสาน วิศวกรรม–วิทยาศาสตร์ข้อมูล–การบริหารเมือง–การมีส่วนร่วมของประชาชน เข้าด้วยกัน เหตุการณ์นี้เริ่มด้วย “เสียงยุบ” และ “ภาพหวาดเสียว” ของถนนที่หายไป แต่กำลังเคลื่อนสู่ กระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เมือง “มองเห็นใต้ดิน” ชัดขึ้น คาดการณ์ความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และตอบสนองอย่างแม่นยำขึ้น หากแปลงบทเรียนเป็น มาตรฐานปฏิบัติ และ งบลงทุนเชิงป้องกัน อย่างสม่ำเสมอ เมืองจะเดินหน้าจาก “การกู้ภัย” ไปสู่ “การป้องกันล่วงหน้า” ได้จริง

อุปกรณ์ทิลท์มิเตอร์ (Tiltmeter)
อุปกรณ์เลเซอร์สแกน 3 มิติ หรือไลดาร์ (Lidar)
เครื่องตรวจวัดสัญญาณการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวต้นทุนต่ำ หรือ TUSHM

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Bangkok Metropolitan Administration (BMA)
  • Thairath Online – สกสว.ตั้งทีมเฉพาะกิจ ส่ง Tiltmeter–TUSHM–Lidar สำรวจและเฝ้าระวัง “สามเสนทรุด”
  • Green Ground Solutions
  • กองทุน ววน.–สกสว.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เวียงเชียงรุ้งพลิกโฉม อบจ.สร้างสะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ยกระดับสุขภาพชุมชน

พลิกโฉมเวียงเชียงรุ้งสู่ “แลนด์มาร์คสุขภาพ” อบจ.เชียงรายผนึกกำลังอำเภอ–อบต. เดินหน้าปรับภูมิทัศน์–สร้างสะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 23 กันยายน 2568 — เวลา 10.00 น. อากาศยามสายที่ว่าการอำเภอเวียงเชียงรุ้งยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อพื้นที่หน้าศูนย์ราชการกลายเป็น “โต๊ะปฏิบัติการกลางแจ้ง” ของคณะทำงานหลายหน่วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ. (ปฏิบัติราชการแทน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย) ลงพื้นที่หารือร่วมกับ นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และ นายเอกชัย สุขเกษม สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย พร้อมทีมสำนักช่างของ อบจ. จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงตรวจงาน แต่คือการ “ตั้งโจทย์ร่วม” เพื่อพลิกโฉมอำเภอให้เป็น แลนด์มาร์คสุขภาพ ที่คนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้จริง และนักเดินทาง “ต้องแวะ”

ภาพที่วางบนโต๊ะประชุมย่อขนาดคือ สององค์ประกอบหลักที่เดินคู่กัน
(1) ปรับภูมิทัศน์รอบที่ว่าการอำเภอ ให้เป็นสวนสาธารณะและจุดออกกำลังกายที่ได้มาตรฐานร่มรื่น ปลอดภัย ใช้งานได้ทั้งเด็ก–ผู้สูงอายุ–ผู้พิการ (universal design)
(2) ศึกษาความเป็นไปได้–ออกแบบก่อสร้าง “สะพานเชื่อม” จากย่านศูนย์ราชการไปยัง สนามกีฬา อบต.ทุ่งก่อ เพื่อลดการอ้อมเส้นทาง เปิดการเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายที่ “สั้นกว่า ปลอดภัยกว่า และเหมาะกับการใช้งานจริง”

นี่ไม่ใช่แค่ “โครงการสวยงาม” ลงรูปถ่ายได้ แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงระบบ ที่เชื่อม การบริหาร–สุขภาพ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก เข้าด้วยกัน

แลนด์มาร์คสุขภาพ จากหลุมฝุ่นสู่พื้นที่ชุบชีวิตชุมชน

หากมองแผนที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จุดศูนย์กลางของงานราชการและบริการประชาชนอยู่ตรง “ที่ว่าการอำเภอ” ซึ่งเป็นพื้นที่หมายเลขหนึ่งที่คนทั้งอำเภอต้องมาเยือน—ทำบัตร, งานทะเบียน, ธุระปกครอง ฯลฯ เมื่อ พื้นที่หน้าศูนย์ราชการ ถูก “รีดีไซน์” ให้เป็น สวนสาธารณะเพื่อสุขภาพ เมืองจะได้ “จังหวะชีวิตใหม่” โดยอัตโนมัติ

  • การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design): ทางลาด–พื้นผิว–ราวจับ–ไฟส่องสว่าง–ม้านั่ง–สัญลักษณ์นำทาง ต้องคิดถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น เพื่อให้ “พื้นที่สาธารณะ” เป็นของทุกคนจริง
  • ฟังก์ชันสุขภาพเชิงป้องกัน: ลู่วิ่ง–ลู่เดิน–ลู่วิ่งเล็กสำหรับผู้สูงอายุ, ลานอเนกประสงค์สำหรับแอโรบิก/ยืดเหยียด, มุมเล่นของเด็กที่ใช้วัสดุยืดหยุ่นเน้นความปลอดภัย, สถานีออกกำลังแบบใช้แรงกาย (body-weight) ลดการซ่อมบำรุง
  • ความปลอดภัยและนิเวศ: กล้องวงจรปิด–ไฟส่องสว่าง–ป้ายเอ็กซิต–จุดปฐมพยาบาล–ระบบระบายน้ำ–ต้นไม้ให้ร่มเงา และพืชท้องถิ่นดูแลง่าย ลดต้นทุนระยะยาว

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทันที คือผู้คน “มีที่ให้ไป” หลังเลิกงานราชการ เด็กมีสนามเล่น ผู้สูงอายุมีที่เดิน ยามเย็นจึงกลายเป็น “ชั่วโมงทองของชุมชน” ที่ผู้ค้ารายย่อย–สหกรณ์ชุมชน–วิสาหกิจชุมชนสามารถจัด “ตลาดสุขภาพ” เล็กๆ สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ทางลัดที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้เมือง

โครงการที่สองคือ สะพานเชื่อมจากโซนศูนย์ราชการไปสนามกีฬา อบต.ทุ่งก่อ เหตุผลเรียบง่ายแต่ทรงพลัง การเข้าถึง” หากต้องอ้อมไกล–ต้องตัดถนนใหญ่–เสี่ยงอุบัติเหตุ คนก็ “เลิกไป” แต่เมื่อมีสะพานเชื่อมที่ ใกล้–ปลอดภัย–เป็นมิตรกับคนเดินเท้าและจักรยาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “นั่งนิ่ง” เป็น “ขยับตัว” โดยไม่ต้องบังคับ

หัวใจของสะพานเพื่อสุขภาพ (Active Mobility Bridge):

  • ช่องสัญจรแยกชัด คนเดิน–จักรยาน–รถฉุกเฉิน (ในกรณีจำเป็น)
  • ลาดชันไม่เกินมาตรฐาน ใช้ได้ทั้งผู้สูงอายุและรถเข็น
  • ไฟ–ราวกันตก–พื้นกันลื่น เน้นปลอดภัยกลางคืนและฤดูฝน
  • งานโครงสร้างทนทาน–บำรุงรักษาง่าย ลดภาระงบประมาณในอนาคต

ผลทางเศรษฐกิจฐานราก เกิดขึ้นทันทีเมื่อคนใช้สนามกีฬา “ถี่ขึ้น–นานขึ้น”—ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, ผลผลิตชุมชน, ร้านซ่อมจักรยานเล็กๆ, ครูสอนออกกำลังกาย/โยคะ/วิ่ง ฯลฯ มีพื้นที่สร้างอาชีพได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

ทำไมโครงการนี้ “คุ้ม” มองผ่านแว่นเศรษฐกิจ–สังคม–การท่องเที่ยว

  1. คุ้มด้านสุขภาพ: เมืองที่มีพื้นที่สาธารณะคุณภาพดีช่วยลดภาวะนั่งนาน–ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว ต้นทุนรักษาพยาบาลของครัวเรือนและท้องถิ่นลดลง ขณะเดียวกันเสริมสุขภาวะจิต (พื้นที่สีเขียว–การพบปะ)
  2. คุ้มด้านเศรษฐกิจชุมชน: ตลาดรายย่อย–งานบริการชุมชน–แหล่งท่องเที่ยวใกล้เมืองเกิดขึ้นจาก “คนมา–คนอยู่–คนใช้” ไม่ใช่เพียง “คนผ่าน”
  3. คุ้มด้านภาพลักษณ์–การท่องเที่ยวคุณภาพ: นักเดินทางสมัยใหม่ค้นหา “เมืองที่ใช้ชีวิตได้” มากกว่า “เมืองที่มองอย่างเดียว” แลนด์มาร์คสุขภาพที่เชื่อมศูนย์ราชการ–สวน–สนามกีฬา จึงเป็น “ประสบการณ์เมือง” ที่เพิ่มเหตุผลให้ต้องแวะเวียน

P2P Model หุ้นส่วนรัฐ–รัฐ ที่ทำให้ของยาก “เดินได้จริง”

โครงการลักษณะนี้หากปล่อยให้แต่ละหน่วย “ทำของใครของมัน” มักไปต่อยาก เพราะติดข้อจำกัดงบ–อำนาจ–ขั้นตอน แต่ เวียงเชียงรุ้ง กลับเลือก โมเดลหุ้นส่วนรัฐ–รัฐ (Public–Public Partnership: P2P) ที่แต่ละหน่วย ใส่จุดแข็งของตนลงไป แบบ “จิ๊กซอว์พอดีมือ”

  • อบจ.เชียงราย: งบประมาณ–วิศวกรรม–มาตรฐานงานช่าง–การจัดทำแบบ–การคุมงาน–เลนความปลอดภัย
  • ที่ว่าการอำเภอ: กำกับพื้นที่–ประสานเจ้าของที่ดิน–ขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ (area-based)–จัดทำกระบวนการรับฟัง
  • อบต.ทุ่งก่อ: เจ้าของพื้นที่สนามกีฬา–ร่วมออกแบบการใช้ประโยชน์–บำรุงรักษาหลังโครงการเสร็จ

ผลลัพธ์คือ ลดเวลาหน่วงทางเอกสาร–ปิดช่องทับซ้อนอำนาจหน้าที่–ตอบสนองโจทย์ชุมชนตรงจุด และนำไปสู่การ “เห็นของจริง” ในระยะเวลาที่คนยังสนใจและพร้อมมีส่วนร่วม

Roadmap การทำงานจากทุ่งหญ้าสู่สวน–จากฝั่งนี้สู่สะพาน

เพื่อให้เห็นภาพ “เดินงาน” อย่างเป็นขั้นตอน คณะทำงานได้วางหลักการกว้าง ๆ ดังนี้

  1. สำรวจ–เก็บข้อมูลพื้นที่ (Site Survey & Due Diligence):
    • ขอบเขตที่ดิน–สาธารณูปโภคใต้ดิน–แนวท่อ/สายไฟ–จุดน้ำท่วมซ้ำซาก
    • สภาพการจราจร–ทางสัญจรคนเดิน–จักรยาน–จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ
    • พฤติกรรมการใช้พื้นที่จริง (เวลา–กลุ่มคน–กิจกรรม)
  2. ออกแบบแนวคิด (Concept Design):
    • ผังสวน–ฟังก์ชันสุขภาพ–ตำแหน่งทางเข้า–จุดพัก–แหล่งน้ำ–ต้นไม้
    • แนวสะพาน–ระดับความสูง–จุดขึ้น–ลง–ความเชื่อมโยงกับสนามกีฬา
    • วัสดุ–งบประมาณโดยสังเขป–ค่าบำรุงรักษาในอนาคต
  3. รับฟังความคิดเห็น (Public Hearing):
    • เชิญชุมชน–ผู้ค้า–ครูกีฬา–โรงเรียน–ผู้สูงอายุ–กลุ่มเปราะบางร่วม
    • เปิดแบบให้ดู–ลองเดินเส้นทางจำลอง–รับข้อเสนอปรับแก้ก่อน “ล็อกแบบ”
  4. ออกแบบรายละเอียด–ขออนุญาต–จัดสรรงบ (Detail Design & Approvals):
    • แบบโครงสร้าง–ไฟ–งานระบบ–ทางลาดตามมาตรฐานผู้พิการ
    • ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง (หากเข้าหลักเกณฑ์)
    • จัดทำ BOQ–จัดสรรงบประมาณตามระเบียบ–ตารางเวลาคุมงาน
  5. ก่อสร้าง–สื่อสาร–ร่วมดูแล (Build & Stewardship):
    • แผนก่อสร้างแบ่งเฟส ลดผลกระทบงานราชการและชุมชน
    • ป้ายความคืบหน้า–สื่อสารออนไลน์–ตั้ง “ชมรมผู้ใช้สวน/สะพาน”
    • ตั้งกติกาใช้งาน–เวรดูแลร่วมกัน–งบดูแลรายปีที่ชัดเจน

หัวใจ คือ “ทำไป–สื่อสารไป–ชวนชุมชนร่วมเป็นเจ้าของ” เพื่อให้พื้นที่ใหม่ถูกใช้จริง ไม่ใช่เพียง “งานสวยในภาพถ่าย”

ตัวเลขที่ควรมองเวลาเดินทาง–ความปลอดภัย–กิจกรรมชุมชน

แม้วันนี้ยังอยู่ในช่วงศึกษาความเป็นไปได้ แต่ กรอบวัดผล (KPIs) ที่คณะทำงานเห็นพ้อง มีดังนี้ เพื่อใช้ติดตามผลหลังโครงการเสร็จ

  • ลดเวลาเดินทาง จากศูนย์ราชการถึงสนามกีฬา (เป้าหมาย: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบเส้นทางเดิม)
  • เพิ่มปริมาณการใช้งาน สวน/สะพาน (ผู้ใช้ต่อวัน–ต่อสัปดาห์)
  • ความปลอดภัยทางถนน (อุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิมลดลง)
  • กิจกรรมชุมชนเพิ่มขึ้น (คลาสออกกำลัง–ตลาดสุขภาพ–อีเวนต์ท้องถิ่น)
  • รายได้ผู้ค้ารายย่อย รอบพื้นที่ (สำรวจหลังใช้งาน 3–6–12 เดือน)

KPIs แบบนี้ช่วยให้ภาครัฐ–ชุมชน–ผู้ประกอบการ คุยกันด้วยข้อมูล มากกว่า “ความรู้สึก” และนำไปสู่การปรับปรุงต่อเนื่องในปีถัดไป

ความท้าทาย–ทางออกที่ดิน–น้ำ–งบ–บำรุงรักษา

โครงการสาธารณะทุกแห่งย่อมมีโจทย์ท้าทาย เวียงเชียงรุ้งเตรียม “การบ้าน” ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้สะดุด

  • แนวเขต–สิทธิในที่ดิน: เคลียร์เส้นเขตและกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ลดโอกาสร้องเรียน
  • บริหารน้ำฝน–น้ำท่วม: ออกแบบทางระบายน้ำ–แก้มลิงขนาดย่อม–วัสดุปูพื้นที่ระบายน้ำได้
  • งบประมาณ: แบ่งเฟส–ของบผสม (งบ อบจ./อปท./บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยว เช่น กรมโยธาธิการฯ/กรมทางหลวงชนบท—ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน)
  • บำรุงรักษาระยะยาว: ตั้งงบประจำ–ใช้วัสดุทน–ออกแบบให้ดูแลง่าย–ตั้ง “ชมรมผู้ใช้” ร่วมดูพื้นที่ประจำวัน

เมื่อคิดครบตั้งแต่วินาทีแรก โครงการมีโอกาส “ยืนระยะ” ได้จริง

เสียงสะท้อนเชิงนโยบายเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เริ่มที่ “คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่”

แม้ข่าววันนี้ไม่มี “คำพูดใหญ่” จากผู้นำ แต่ สาร ที่สะท้อนผ่านการลงพื้นที่ร่วมกันของ อบจ.–อำเภอ–ส.อบจ.–สำนักช่าง–อบต. คือ ปรัชญาเมืองท่องเที่ยวคุณภาพเมืองที่ดีสำหรับคนในพื้นที่ ย่อมดีสำหรับนักท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติ

  • สำหรับครอบครัว: มีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่น ปลอดภัย มองเห็นลูกหลานชัด
  • สำหรับผู้สูงอายุ: ทางเดิน–ราวจับ–พื้นที่ยืดเหยียด–ห้องน้ำเข้าถึงได้
  • สำหรับวัยทำงาน: ทางลัด–เวลาสั้น–ไป–กลับการออกกำลังได้จริง
  • สำหรับผู้ประกอบการ: คนมาคนอยู่คนจ่าย = โอกาสรายได้รอบพื้นที่
  • สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น: ภาพลักษณ์ดีความเชื่อมั่นเพิ่มคนเห็นของจริง

เมื่อ “เมืองใช้ชีวิตได้” เมืองก็ “ขายตัวเองได้”—โดยไม่ต้องยัดเยียดโฆษณา

สรุปสะพานที่เชื่อมมากกว่าสองฝั่ง—เชื่อมการบริหารกับความสุขของคน

โครงการ ปรับภูมิทัศน์ + สะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ในเวียงเชียงรุ้ง ไม่ได้สร้างเพียงสวนและสะพาน แต่สร้าง ทางเลือกชีวิต ให้คนในพื้นที่—ให้เด็กมีสนาม ให้ผู้สูงอายุมีที่เดิน ให้คนทำงานมีที่หายใจ ให้ผู้ค้ารายย่อยมีตลาด และให้เมืองมีเรื่องเล่าที่จับต้องได้

ในภาพรวมของจังหวัดเชียงรายที่มุ่งเป็น เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ โครงการระดับอำเภอเช่นนี้คือ “หน่วยก่อรูป” ที่ทำให้ยุทธศาสตร์ใหญ่ลงดิน อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อ อบจ.–อำเภอ–อบต. จับมือแบบ P2P ได้เช่นนี้ เมืองทั้งจังหวัดก็มีโอกาส “ยกมาตรฐานคุณภาพชีวิต” พร้อมกัน—หนึ่งสะพานจึงไม่เพียงเชื่อมสองฝั่งคลอง หากเชื่อม การบริหารงานท้องถิ่นกับความสุขของประชาชน เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น

เช็กลิสต์ “ก้าวต่อไป” ที่สาธารณะติดตามได้

  1. เผยแพร่ผลสำรวจพื้นที่แบบร่างแนวคิดผังสวน/แนวสะพาน ให้สาธารณะเห็น
  2. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 รอบ (ก่อน–หลังปรับแบบ) ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง
  3. ประกาศไทม์ไลน์งบประมาณแหล่งงบ รูปแบบการจัดจ้างตามระเบียบ
  4. ติดตาม KPIs รายไตรมาสหลังเปิดใช้จริง (ผู้ใช้ ความปลอดภัย กิจกรรม รายได้ชุมชน)
  5. ตั้ง “ชมรมผู้ใช้สวนและสะพาน” ทำงานร่วม อปท. ดูแลประจำวันจัดกิจกรรมสม่ำเสมอ

เมื่อประชาชน “เห็นทางเห็นข้อมูลเห็นตัวเลข” ความร่วมมือจะเกิดขึ้นเอง และโครงการจะ “มีชีวิต” ยืนยาวกว่าวาระใด ๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“สนามบินพะเยา” คืบหน้า 4,421 ล้านบาท เชียงรายควรรับมือการแข่งขัน-เสริมกันอย่างไร

สนามบินพะเยา” ใกล้เป็นจริงไทม์ไลน์ปี 2576 คืบหน้าอย่างไร และ “เชียงราย” ควรรับมือแบบไหน

เชียงราย, 24 กันยายน 2568 — ท่ามกลางการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศและการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวสู่ภาคเหนือตอนบน โครงการ ท่าอากาศยานพะเยา กลับมาถูกจับตาอีกครั้ง โดย กรมท่าอากาศยาน (ทย.) เร่งสรุปผลศึกษาและออกแบบรายละเอียด เพื่อมุ่งเริ่มก่อสร้างปี 2573 และเปิดให้บริการปี 2576 ตามกรอบนโยบายยกระดับ “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” ในระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ

แม้ “พะเยา” จะเป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน แต่การมี “สนามบินใหม่” ห่างเชียงรายเพียงราวชั่วโมงเศษ ย่อมส่งผลต่อ ภูมิทัศน์การแข่งขัน ของ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย ซึ่งวันนี้แบกรับผู้โดยสารราว 1.9 ล้านคน/ปี และทำหน้าที่เป็นจุดรวมของเที่ยวบินในต่างประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวที่มุ่งเชียงราย–แม่สาย–เชียงของ–สามเหลี่ยมทองคำ

โครงการ ขนาด–งบ–ศักยภาพที่ตั้ง “ดอนศรีชุม–ดอกคำใต้”

ตามผลการศึกษาเบื้องต้น สนามบินพะเยาจะตั้งในพื้นที่ ตำบลดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ ครอบคลุมกว่า 2,550–2,812 ไร่ โดยกำหนดทางวิ่ง (Runway) ยาว 2,500 เมตร กว้าง 45 เมตร รองรับเครื่องแอร์บัส A320/โบอิ้ง 737 อาคารผู้โดยสารขนาดใช้สอยประมาณ 9,000 ตร.ม. (รวมสิ่งปลูกสร้างอื่นราว 12,000 ตร.ม.) ลานจอดรถเบื้องต้น ~150 คัน งบลงทุนรวมรายงานอยู่ที่ ~4,421 ล้านบาท แยกเป็น ค่าก่อสร้าง ~2,001–2,201 ล้านบาท, ค่าเวนคืน ~1,700 ล้านบาท, บำรุงรักษา 30 ปี ~720 ล้านบาท (ตัวเลขขึ้นกับแหล่งข้อมูล)

ไทม์ไลน์ ที่สื่อสารต่อสาธารณะยังมีความต่าง โดยบางรายงานคาดเปิดปี 2572 แต่ข้อมูลล่าสุดของหน่วยงานในพื้นที่และข่าวภาครัฐชี้เป้า 2576–2577 ขณะที่งบประมาณเพื่อจัดทำ EIA ก็มีรายงาน 42 ล้านบาท และ 100 ล้านบาท สะท้อนความจำเป็นที่ กระทรวงคมนาคม–กรมท่าอากาศยาน ต้อง “ล็อกข้อมูลเดียวกัน” เพื่อลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่น

คำถามที่เชียงรายต้องตอบ แข่ง–เสริม–หรือเดินไปด้วยกัน

ภาพรวมผู้โดยสารที่คาดของพะเยาช่วงปีแรกอยู่ราว 78,000–99,000 คน/ปี (มากกว่า 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ในช่วงเริ่มต้น) ยังห่างไกลจากเชียงราย แต่การเข้ามาของสนามบินย่อมสร้าง “แรงเสียดทาน” ในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะ

  • ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม กว๊านพะเยา–ภูซาง–ภูลังกา ที่พะเยาเป็นจุดหมายตรง
  • เดินทางธุรกิจท้องถิ่น ระหว่างอำเภอพะเยา–ดอกคำใต้–เชียงคำ–จุน ที่ต้องการ “สนามบินใกล้บ้าน”
  • เที่ยวบินสั้น–เชื่อมเมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ–พะเยา ซึ่งเดิมผู้โดยสารต้องลงเชียงรายแล้วต่อรถ

แต่ในอีกด้าน “สนามบินใกล้กัน” อาจเป็น กลไกเสริม ให้เกิด เครือข่ายท่าอากาศยาน ที่กระจายโหลดผู้โดยสารช่วงพีก กระจายเส้นทางท่องเที่ยว และดัน “แพ็กเกจร่วม” เช่น “ลงพะเยา–ขึ้นเชียงราย” หรือ “ลงเชียงราย–ต่อรถ–เที่ยวกว๊าน–ย้อนกลับบินพะเยา” หากผู้ประกอบการ–ททท.–ภาคบิน ทำการตลาดร่วมกันอย่างจริงจัง

ฉากทัศน์ 3 แบบ ผู้อ่านลองชั่งน้ำหนักเอง

เพื่อไม่ชี้นำ เราชวนผู้อ่านมองผ่าน สามฉากทัศน์ ที่เป็นไปได้ พร้อม “ข้อดี–ข้อเสีย” แบบย่อๆ

ฉากทัศน์ที่ 1 แข่งขันดุเดือด (Winner-takes-most)

  • ข้อดี: เพิ่มตัวเลือกผู้โดยสาร กดต้นทุนค่าโดยสารบางช่วง เชื่อมต่อพื้นที่รอบกว๊านสะดวกขึ้น เกิดแรงพัฒนามาตรฐานบริการทั้งสองสนามบิน
  • ข้อเสีย: แย่งเส้นทางหลัก/สลอตบิน ทำให้เชียงรายสูญเสียปริมาณบางส่วน; หากพะเยายังสร้างอุปสงค์ใหม่ไม่ทัน อาจเกิด “สนามบินว่าง” ต้องพึ่งงบหลวงบำรุงเพิ่ม

ฉากทัศน์ที่ 2 เสริมกัน (Complementarity)

  • ข้อดี: สร้างเครือข่าย Hub–Spoke ขนาดเล็กในภาคเหนือ บริหาร “โหลดพีก” ได้ดีขึ้น จัดแพ็กเกจ “สองสนามบิน–หนึ่งทริป” ดึงพำนักนานขึ้น เพิ่มการใช้จ่าย
  • ข้อเสีย: ต้องใช้การประสานตารางบิน–เส้นทางรถเชื่อม–ข้อมูลผู้โดยสารร่วมกันสูง หากขาดเอกภาพ การเสริมกันอาจกลายเป็นซ้ำซ้อน

ฉากทัศน์ที่ 3 ชะลอ–ทบทวน (Wait-and-see)

  • ข้อดี: ลดความเสี่ยงงบลงทุนช่วงไม่แน่นอน ประเมินความคุ้มค่าเทียบโครงการใหญ่ เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของที่ตัดผ่านพะเยา
  • ข้อเสีย: โอกาสยกระดับพะเยาสู่ “เมืองหลัก” อาจช้าลง ภาคเอกชนขาดความแน่ใจในการตัดสินใจลงทุน

เชียงรายควร “ตั้งรับเชิงรุก” อย่างไร

  1. ยืนยันสถานะ “เกตเวย์โขง–ล้านนา” ด้วยเครือข่ายเส้นทาง
    ดึง–รักษาเส้นทางอินเตอร์ (จีนตอนใต้–ลาว–เมียนมา–เวียดนามเหนือ) และโลว์คอสต์ในประเทศ ปรับตารางเชื่อม “ทัวร์ริสท์ลูป” เชียงราย–พะเยา–น่าน–แพร่ ด้วยแคมเปญร่วม
  2. ต่อยอดโครงการเชิงเทคนิค (MRO–คาร์โก้–เที่ยวบินเช่าเหมาลำ)
    หากเชียงรายเร่งบทบาท ศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO)–คาร์โก้ชายแดน–เช่าเหมาลำฤดูกาล จะสร้าง “รายได้ไม่ผันผวน” และยากให้สนามบินใหม่แข่งขันในระยะสั้น
  3. เชื่อมพื้นดินให้ลื่นไหล (Air–Ground Integration)
    ลงทุน/ผลักดัน รถรับ–ส่งร่วม (shuttle) ระหว่างสนามบิน–จุดท่องเที่ยว–บขส.–สถานีรถไฟทางคู่ในอนาคต รวมถึงระบบตั๋วรวม บิน+รถ” เพื่อลดต้นทุนเวลา
  4. บูรณาการการตลาดปลายทาง (Destination Marketing)
    ทำแพ็กเกจ “สองเมือง–สองสนามบิน” ร่วมพะเยา เช่น เส้นทาง เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–กว๊านพะเยา–ภูลังกา เพื่อยืด Length of Stay และเพิ่ม Spending per Trip
  5. ติดตามข้อมูล–สื่อสารความจริง
    ตั้ง แดชบอร์ดเชิงนโยบาย ของจังหวัด รวบรวมสถิติผู้โดยสาร–เส้นทาง–ค่าโดยสาร–การเชื่อมต่อภาคพื้นดิน และสื่อสารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดข่าวลือ–เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

ประเด็นคาใจ งบ–EIA–ไทม์ไลน์ “ต้องเคลียร์ให้ชัด”

  • งบรวม 4,421 ล้านบาท พบความต่างของรายละเอียดรายการ (ค่าก่อสร้าง/เวนคืน/บำรุงรักษา) ระหว่างแหล่งข้อมูล
  • งบ EIA รายงาน 42 ล้านบาท กับ 100 ล้านบาท ส่วนต่างที่สูงชวนถามถึงกรอบงานศึกษาและขอบเขตสิ่งแวดล้อมที่จะครอบคลุม
  • ไทม์ไลน์เปิดใช้ 2572 vs 2576–2577 ส่วนต่าง 4–5 ปี สะท้อนความไม่แน่นอนด้านขั้นตอนอนุมัติ–ออกแบบ–เวนคืนที่ดิน–งานโยธา

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ “คัดง้าง” โครงการ หากแต่เป็น เงื่อนไขความโปร่งใส ที่หน่วยงานรัฐควรเร่ง “ล็อกเวอร์ชัน” ของข้อมูลให้สังคมใช้ชุดเดียวกัน เพื่อวัดความคุ้มค่า–ผลประโยชน์ทับซ้อน–และลำดับความสำคัญของงบประมาณได้อย่างยุติธรรม

เทียบสนามบินเมืองรองใกล้เคียง บทเรียนความคุ้มค่า

ปี 2566 สนามบินเมืองรองในโซนเหนือ เช่น น่านนคร ~386,000 คน/ปี และ ลำปาง ~195,000 คน/ปี สะท้อนความจริงว่า “สนามบินจังหวัด” ต้องอาศัย ยุทธศาสตร์ปลายทาง ไม่ใช่รันเวย์อย่างเดียว การจะให้พะเยาถึง ~324,000 คน/ปี ภายใน 30 ปี ตามกราฟคาดการณ์ จึงต้องมีทั้ง อุปสงค์ท่องเที่ยวจริง, โครงสร้างรองรับ, และ เส้นทางบินสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหวังกับตัวเลขฉากสวย

เสียงจากพื้นที่

  • ฝั่งพะเยา ผลัก เอกลักษณ์อาคารล้านนา–กว๊านพะเยา เป็นแม่เหล็ก และขอสนามบินเพื่อกระจายโอกาส
  • ฝั่งเชียงราย สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานภูมิภาค แต่ย้ำบทบาทแม่ฟ้าหลวงในฐานะ เกตเวย์ชายแดน ต้องไม่ด้อยลง
  • ฝั่งส่วนกลาง เน้น ศึกษาความคุ้มค่า–ไม่ซ้ำซ้อน กับโครงการใหญ่ (เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ) และบริหารงบประมาณอย่างมีวินัย

ทางเลือกร่วม แข่งขัน “เชิงความสามารถ” มากกว่า “เชิงทำเล”

หากมอง “สนามบิน” เป็นเพียง ทรัพย์สินทางกายภาพ คำตอบจะวนอยู่กับแย่งผู้โดยสาร แต่หากมอง “สนามบิน” เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ คำตอบจะไปไกลถึงบริการ หลังประตูสนามบิน ตั้งแต่ โรงแรม–ทัวร์–MICE–สุขภาพ–โลจิสติกส์–ค้าชายแดน ซึ่งเชียงรายได้เปรียบด้วยฐานชายแดน–การค้า–เส้นทางท่องเที่ยวสุกงอม ส่วนพะเยาได้เปรียบเรื่อง “เสน่ห์ธรรมชาติ–ความสงบ–ราคาคุ้มค่า” การจับมือทำ แบรนด์ “เหนือบน” ที่แบ่งบทบาทให้ชัด จึงอาจสร้าง ผลรวมทางเศรษฐกิจ สูงกว่าแข่งราคาเที่ยวบิน

ชั่งน้ำหนัก “ได้–เสีย” ด้วยตัวคุณ

หากพะเยามีสนามบิน…

ได้อะไร

  • ตัวเลือกเดินทางเพิ่มขึ้นสำหรับคนพะเยา–เมืองรอบกว๊าน
  • โอกาสแพ็กเกจ “สองสนามบิน–หนึ่งทริป” เพิ่มวันพักและการใช้จ่าย
  • กระจายโหลดผู้โดยสารช่วงพีก ลดคอขวดในบางฤดูท่องเที่ยว

เสี่ยงอะไร

  • ซ้ำซ้อนกับโครงสร้างพื้นฐานอื่นหากไม่บูรณาการ (เช่น รถไฟทางคู่)
  • ภาระบำรุงรักษาหาก “อุปสงค์จริง” โตไม่ทัน
  • ดึงผู้โดยสารจากเชียงรายบางส่วน หากขาดการตลาดร่วม–เชื่อมต่อภาคพื้นดิน

สุดท้าย คำตอบ “ดี–เสีย” ไม่ได้อยู่ที่รันเวย์ยาวเท่าไร แต่อยู่ที่ ยุทธศาสตร์ใช้สนามบิน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างไรเชียงรายจะชนะด้วย “ความเป็นประตูโขง” และพะเยาจะชนะด้วย “คุณค่าปลายทาง” หากทั้งสองทำการบ้านของตนเองครบ

 เกมนี้ไม่ใช่ศูนย์รวมถ้าร่วมออกแบบให้ “คน–เมือง–ภูมิภาค” ชนะ

การเกิด “สนามบินพะเยา” จะเป็น คู่แข่ง หรือ คู่เสริม ของเชียงราย ขึ้นอยู่กับสามสิ่ง (1) ความชัดเจนของข้อมูล–งบ–ไทม์ไลน์ที่รัฐต้องยุติความคลุมเครือ (2) ความสามารถของเชียงรายในการ ยกระดับบริการ–เครือข่าย–ธุรกิจต่อยอด เหนือกว่าการเป็นสนามบินรับ–ส่ง และ (3) ความร่วมมือเชิงการตลาด–การเชื่อมต่อพื้นดินระหว่างสองจังหวัดให้ เดินเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่คนละเล่ม

สำหรับผู้อ่าน คำเชิญชวนคือ อย่าตัดสินจากชื่อโครงการ ให้ดู “ตัวเลขการใช้จริง–แผนการตลาดปลายทาง–ความพร้อมเชื่อมต่อ” แล้วถามกลับว่า “เมื่อสนามบินเปิด ประสบการณ์ผู้โดยสาร–รายได้ธุรกิจ–คุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น ดีขึ้นจริง หรือไม่” เพราะสนามบินที่ดี ไม่ได้วัดด้วยจำนวนเที่ยวบินเพียงอย่างเดียว แต่ด้วย โอกาสใหม่ ที่กระจายถึงผู้คนทั้งภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมท่าอากาศยาน (ทย.) / กระทรวงคมนาคม
  • Cofact: การทวนสอบตัวเลขและข้อเท็จจริงสาธารณะเกี่ยวกับสนามบินพะเยา
  • ข้อมูลผู้โดยสารสนามบินภาคเหนือ (ปี 2566)
  • โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ)
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทช.เร่งทางลอดเชียงรายคืบหน้า 26% คาดแล้วเสร็จปี 2570 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ทช.เร่งทางลอด “แยกศูนย์ราชการ เชียงราย” คืบหน้า 26% เดินหน้าคุมงาน-ระบายน้ำ-จัดจราจร หวังแก้คอขวดหน้าสนามบิน หนุนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว คาดจบปี 2570

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — เมื่อเช้าวันที่สายหมอกยังเกาะปลายเขา “แยกศูนย์ราชการ” บนถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.1023 ดูไม่เหมือนสี่แยกธรรมดาอีกต่อไป พื้นที่ก่อสร้างลึกลงไปใต้ระดับผิวถนน กำแพงดินพยุงด้วยเสาเข็มเรียงตัวเป็นแนว ทางเบี่ยงชั่วคราวพาดผ่าน ชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอุโมงค์ทางลอด 4 ช่องจราจร ความยาวกว่า 425 เมตร กำลังคืบไปสู่เส้นชัยร้อยละ 26 ตามแผนของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ที่ตั้งธงไว้ว่าจะ “ปิดจ๊อบ” ให้ทันปี 2570 เพื่อปลดล็อกปัญหาคอขวดบริเวณหน้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เชื่อมเมือง–สนามบิน–ศูนย์ราชการ ให้ลื่นไหลในจังหวะเดียวกัน

ภาพการลงพื้นที่ตรวจงานของผู้บริหาร ทช. นำโดย นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท สะท้อนน้ำหนักของ “สามคำ” ที่ถูกย้ำซ้ำระหว่างการประชุมเคลื่อนที่ ความปลอดภัยระบายน้ำจัดจราจร เพราะถ้าพลาดแม้ข้อเดียว ความเชื่อมั่นของประชาชนและประสิทธิภาพเมืองทั้งเมืองอาจสะดุดทันที โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุโมงค์ขุดลอด แต่คือเส้นเลือดใหญ่ที่จะเปลี่ยน “จังหวะการเต้นของหัวใจเมืองเชียงราย” ให้สอดรับกับอนาคตการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

โครงสร้าง–ขอบเขตงาน อุโมงค์ 4 ช่องจราจร + สะพานแม่น้ำกก + ปรับถนนรวม 1.635 กม.

สาระของโครงการถูกออกแบบให้แก้ปัญหาที่จุดปะทะหลักของการจราจรอย่างตรงจุดสร้าง อุโมงค์ทางลอดขนาด 4 ช่องจราจร ไป–กลับ ความยาวประมาณ 425.50 เมตร ลอดใต้แยก พร้อมยกระดับ “หัว–ท้าย” ของระบบให้สอดรับกัน ตั้งแต่งาน ปรับปรุง–ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ให้มีช่องจราจรกว้างขึ้นตลอดช่วงยาว 410 เมตร ตลอดจน ปรับปรุงผิวทาง–ไฟฟ้าแสงสว่าง–งานสาธารณูปโภค ครอบคลุม ระยะทางรวม 1.635 กิโลเมตร เพื่อให้ทั้งทางตรง ทางเชื่อม และพื้นที่เชิงระบบทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพหลังเปิดใช้จริง

แม้ในวันลงพื้นที่ (21 ก.ย. 2568) ความคืบหน้าอยู่ที่ ร้อยละ 26 แต่เส้นทางปฏิบัติการข้างหน้าถูกวางไว้ละเอียด ก่อสร้างโครงสร้างหลักอุโมงค์ คู่ขนานกับงานปรับสะพานและระบบระบายน้ำ พร้อมแบบแผนจราจรทางเบี่ยงที่ต้อง “ขยับ–เลื่อน–เปิด–ปิด” เป็นรายช่วง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ไม่ให้ผลกระทบสะสมจนเกิด “จุดตันใหม่” แทนที่ “จุดตันเดิม” ในสายตาประชาชน

3 โฟกัสของอธิบดี ปลอดภัย–น้ำไม่ท่วม–รถต้องไหล

ความปลอดภัยหน้างาน
อธิบดีมนตรีกำชับเรื่องมาตรการความปลอดภัยทั้งของแรงงานและผู้ใช้ทาง ตั้งแต่รั้วกั้น พื้นที่เสี่ยง การติดตั้งสัญญาณเตือน การตรวจสอบเครื่องจักร–อุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน เพราะพื้นที่ก่อสร้างแบบ “ลึก–แคบ–ยาว” อย่างทางลอดมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูง ต้องทำงานตามบล็อกงานและวิศวกรรมควบคุมอย่างเคร่งครัด

การบริหารจัดการน้ำ
เชียงรายเข้าสู่ฤดูฝน ระบบระบายน้ำจึงเป็น “เส้นป้องกันด่านหน้า” ไม่ให้ไซต์งานกลายเป็นแหล่งน้ำท่วมขัง อธิบดีจึงสั่งการให้ติดตั้งบ่อพัก–ท่อชั่วคราว–ปั๊มน้ำสำรอง และจัดแผนระบายน้ำขณะฝนตกหนัก ตรวจสอบทางน้ำเดิม–ทางน้ำใหม่ และเชื่อมต่อกับท่อเมนของเทศบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลี่ยง “น้ำปิดจราจร” และ “น้ำพัดพังดินเข็ม”

การจัดการจราจรระหว่างก่อสร้าง
จราจรหน้าแยกศูนย์ราชการไม่ใช่ “รถท้องถิ่น” เท่านั้น แต่รวมถึงผู้โดยสารสนามบิน–รถรับส่ง–ขนส่งสินค้า–รถราชการ–นักท่องเที่ยว แผนจราจรจึงต้อง “เหมาะติดเวลาจริง” มีป้ายชี้นำชัด, ไฟสัญญาณชั่วคราว, เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกช่วงพีก, และสื่อสารล่วงหน้าทุกครั้งที่เปลี่ยนรูปแบบการเดินรถ

สามองค์ประกอบนี้จากคำสั่งหน้างานสอดคล้องกับแนวทางที่ ทช. แถลงไว้ในเอกสารข่าวและการประชุมระดมความพร้อมตั้งแต่ช่วง Kick-off โครงการ ซึ่งย้ำมาตรฐานงานทาง-ความปลอดภัย-และแผนรองรับผลกระทบต่อผู้ใช้ทางเป็นพิเศษในพื้นที่เมืองที่มีสนามบินอยู่ติดแนวโครงข่ายหลัก

จุดตันหนึ่งจุด = เวลาหมื่นชั่วโมง” ทำไมแยกนี้ต้องลอด

ถ้าเฉลี่ยความล่าช้า 5–10 นาที/เที่ยว หน้าสนามบินที่มีไฟลท์บินกระจายทั้งวัน “เวลาที่สูญเสีย” ของผู้โดยสาร–รถรับส่ง–ประชาชน–ภาคธุรกิจ อาจรวมกันเป็น “หมื่นชั่วโมง” ต่อเดือน ยิ่งในช่วงเร่งด่วน เช้า–เย็น–ก่อน/หลังไฟลท์ การรอคอยที่แยกเดียวไป “กัก” แกนเวลาเมืองทั้งแกน

การแก้ด้วย “อุโมงค์ลอด” จึงตอบโจทย์เชิงวิศวกรรมเมือง ลดจุดตัดสัญญาณไฟ, แยกทิศทางหลัก–รอง, รักษาความเร็วเฉลี่ยของกระแสหลักให้คงที่ และเปิดพื้นที่ผิวดินด้านบนให้เป็นทางเชื่อมเสริม–เลี้ยวขวา–วนกลับทั้งหมดนี้เพื่อ “ย้ายความซับซ้อนลงใต้ดิน” แล้วปล่อยผิวทางให้ทำงานแบบเรียบง่ายที่สุด

เชื่อมสนามบิน–ศูนย์ราชการ–ย่านเมือง โครงสร้างเดียว กระทบทั้งระบบ

เมื่ออุโมงค์เสร็จ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ด้าน

  1. สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เวลาการเข้าถึงสนามบิน “คาดการณ์ได้” มากขึ้น (predictable travel time) ลดความเสี่ยงตกเครื่อง, ลดเวลาสำรองของรถรับส่ง, เอื้อต่อการจัดตารางเที่ยวบิน–งานภาคพื้นดิน
  2. ศูนย์ราชการ–สถานศึกษา–แหล่งท่องเที่ยว ลดเวลารถติดหน้าแยก ทำให้บริการรัฐ–เอกชนเดินหน้าตามเวลามากขึ้น
  3. โลจิสติกส์เมือง รถขนส่งระยะสั้น–รถบริการสาธารณะ “หมุนรอบได้ถี่ขึ้น” ต้นทุนคงที่ต่อเที่ยวลดลง
  4. ความน่าอยู่ของเมือง จราจรที่ลื่นไหลขึ้นหมายถึงมลพิษ–เสียง–ฝุ่นจากรถชะลอ–เร่ง–หยุด ลดลง เป็นผลทางคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้

มิติผลลัพธ์เหล่านี้ถูกหยิบย้ำในสื่อสารของ ทช. และสื่อกระแสหลักที่รายงานความคืบหน้าว่า โครงการนี้ตั้งใจ “แก้คอขวดหน้า ‘แม่ฟ้าหลวง’ กับสถานที่ราชการใกล้เคียง” อย่างตรงจุด ควบคู่กับยกระดับมาตรฐานทางเพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมทั้งเมืองให้เป็นภาพเดียวกัน

ไทม์ไลน์–งบประมาณ เดินเกมให้ทันปี 2570

จากข้อมูลการประชุม Kick-off ช่วงต้นปี 2568–2569 และการสื่อสารล่าสุดของ ทช. โครงการเดินตามเส้นเวลาหลัก คือ เดินงานโครงสร้างอุโมงค์–งานสะพานคู่ขนานกัน แล้วไล่ปิดงานระบบ–ผิวจราจร เพื่อเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2570 โดยมีกรอบงบประมาณโครงการที่ผ่านการพิจารณาไว้แล้ว (สื่อบางฉบับอ้างตัวเลขวงเงินราว 849 ล้านบาท) ทั้งนี้รายละเอียดงบประมาณ/งวดงานอยู่ภายใต้สัญญาและการกำกับติดตามของ สำนักก่อสร้างสะพาน และ สำนักสำรวจและออกแบบ ของ ทช. ซึ่งรายงานต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง

“งานแบบนี้ประชาชน ‘เห็น-ใช้-ตัดสิน’ ในวันเปิดจริง เราจึงต้องทำสองอย่างคู่กันคือ เร่งตามแผน และระวังทุกขั้น ในฤดูฝน น้ำต้องไม่ท่วม ในชั่วโมงเร่งด่วน รถต้องไหล” สรุปหลักคิดหน้างานที่ผู้บริหาร ทช. ย้ำต่อทีมวิศวกรและผู้ควบคุมงาน (ถอดจากสาระการลงพื้นที่ตรวจงาน)

บทเรียนจากเมืองสนามบิน ทำไป–สื่อสารไป ลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

อุโมงค์เมือง–หน้าแยกสนามบิน มี “ข้อจำกัดเฉพาะ” ที่ต้องบริหารเหมือน “ศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจ” ได้แก่

  • สายน้ำ ต้องมั่นใจว่าระบบระบายน้ำชั่วคราวรับพายุฤดูฝนได้
  • สายไฟ–ท่อสาธารณูปโภค การย้าย/ป้องกันต้องตามมาตรฐานและกำหนดการหน้างานจริง
  • สายรถ แผนทางเบี่ยงต้องชัด–อ่านง่าย–ปรับทัน และมีคนอำนวยการจราจรช่วงคอขวด
  • สายสื่อสาร ต้องแจ้งเปลี่ยนรูปแบบเดินรถล่วงหน้า และมีช่องทางร้องเรียน–รับเรื่องรวดเร็ว

วิธีคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ ทช. ใช้กับโครงการเมืองใหญ่หลายแห่ง ทำไป–สื่อสารไปเพื่อลดผลกระทบ ณ ปัจจุบัน และรักษา “ทุนความเชื่อใจ” ไปจนถึงวันเปิดใช้จริง

เชื่อมใหญ่ ทางลอดนี้สอดรับ “ภาพใหญ่เชียงราย” ที่กำลังขยับ

แม้โครงการทางลอดจะเป็นงานของ ทช. แต่ “ผลพวง” กระทบเชิงบวกจะสะท้อนกับภาพใหญ่ที่เชียงรายกำลังขยับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว, ไฟลท์บินที่หนาแน่นขึ้น, และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ใกล้สนามบิน เมื่อจุดตันหน้าแยกศูนย์ราชการถูกแก้ ระยะทาง–เวลา–ความคาดการณ์ได้ในการเดินทางจะเพิ่ม “แต้มต่อ” ให้เชียงรายทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้โดยสารรายวันจนถึงนักลงทุนระยะยาว

คำถามเชิงยุทธศาสตร์ 3 ข้อ

1) ฝน–น้ำจะเอาอยู่หรือไม่?
คำตอบจากหน้างาน เพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยบ่อพัก–ท่อชั่วคราว–ปั๊มสำรอง พร้อมตรวจทางน้ำร่วมกับท้องถิ่นทุกสัปดาห์ในช่วงฝนหนัก

2) รถติดชั่วโมงเร่งด่วนจะหนักขึ้นหรือไม่ในช่วงก่อสร้าง?
คำตอบจากหน้างาน ทำแผนทางเบี่ยงเป็น “เฟสย่อย” จำกัดพื้นที่ก่อสร้างในแต่ละช่วงเวลา, เพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจร, และสื่อสารล่วงหน้าทุกครั้งที่เปลี่ยนแบบเดินรถ

3) วันเปิดใช้จะคุ้มค่าหรือไม่?
คำตอบจากข้อมูลแผนงาน เมื่อเปิดเต็มระบบ (อุโมงค์–สะพาน–ผิวทาง–สัญญาณ), เวลาการเดินทางเฉลี่ยผ่านแยกลดลง, ความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการตัดกันของจราจรลดลง, สนามบิน–ศูนย์ราชการ–ย่านเมืองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเป็น “ผลประหยัดเวลา” ที่แปรรูปเป็น “ผลประหยัดเศรษฐกิจ” โดยตรง

องค์ประกอบการกำกับงาน ใครทำอะไร–ที่ไหน–อย่างไร

  • หน่วยงานหลัก กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • กำกับ–ควบคุมวิศวกรรม สำนักก่อสร้างสะพาน และสำนักสำรวจและออกแบบ
  • ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องตามบันทึกประชุม นายลิขิต ทิฐิธรรมเจริญ (รักษาการวิศวกรใหญ่ด้านควบคุมการก่อสร้าง), นายอภิชัย วชิระปราการพงษ์ (ผอ. สำนักก่อสร้างสะพาน), ผู้แทนสำนักกฎหมาย และทีมวิศวกรโครงการ

การประชุม “Kick-off Meeting” เมื่อเดือนมกราคม 2568/2569 มีวัตถุประสงค์รับทราบ ความเป็นมา–รูปแบบโครงการ–รายละเอียดสัญญา–งบประมาณ–ปัญหาอุปสรรค–แผนใช้พัสดุ และจัดวาง “ตารางงาน–ตารางความเสี่ยง” ที่ต้องติดตามเป็นรายงวด เพื่อให้ทีมโครงการขับเคลื่อนไปในทิศเดียวกันทั้งส่วนกลางและพื้นที่ 

“ลำบากวันนี้ เพื่อสบายระยะยาว”

แม้ชาวเมืองจะต้องเผชิญทางเบี่ยง–รถติด–ฝุ่นชั่วคราว แต่ภาพรวมเสียงสะท้อนจากคนพื้นที่จำนวนมากคือ “ยอมลำบากวันนี้ เพื่อสบายระยะยาว” เพราะทุกคนต่างรู้ว่าหน้าแยกศูนย์ราชการคือ “จุดที่ต้องแก้” มานาน การเห็นเครื่องจักรลงมือคือสัญญาณว่าคำสัญญากำลังเปลี่ยนเป็นรูปธรรม

ภาคธุรกิจบริการและขนส่งย้ำว่า “สิ่งที่ต้องการ” ระหว่างก่อสร้างมี 3 ข้อ แจ้งล่วงหน้า, ทางเบี่ยงชัด, เปิดปิดตามเวลาถ้าทำได้ ความรำคาญชั่วคราวจะไม่กลายเป็นความขุ่นเคืองถาวร

หมุดหมาย 2570 เมื่ออุโมงค์เปิด เมืองจะ “หายใจ” คล่องขึ้น

หากยึดกรอบเวลาที่ประกาศไว้ ปี 2570 หลังปิดสุดท้ายและเก็บงานระบบ ทุกลมหายใจของเมืองจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง: ไฟลท์เช้าจะ “คาดเดาได้” มากขึ้น, รถขนส่งหมุนรอบได้ถี่ขึ้น, รถพยาบาล–รถฉุกเฉินวิ่งได้คล่องขึ้น, เมืองส่งสัญญาณความพร้อมรับ “คลื่นการเติบโต” จังหวะใหม่

ยิ่งเมื่อจับคู่กับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก เชียงรายจะมี “ทางเข้า–ทางออก” ที่สมศักดิ์ศรีเมืองท่องเที่ยว–การค้าชายแดน และศูนย์บริการรัฐระดับจังหวัดอย่างแท้จริง

งานวิศวกรรมที่ตอบคำถาม “เศรษฐกิจเมือง”

โครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ ชร.1023 ไม่ได้ตอบคำถามวิศวกรรมเพียงข้อเดียว แต่มุ่งตอบ “โจทย์เมือง” 3 ชั้น

  1. ชั้นจราจร: ตัดจุดปะทะ–รักษาความเร็วเฉลี่ย–ลดอุบัติเหตุ
  2. ชั้นเศรษฐกิจ: ลดเวลาสูญเสีย–เสริมความตรงต่อเวลา–ลดต้นทุนขนส่งเมือง
  3. ชั้นคุณภาพชีวิต: ลดมลพิษ–เสียง–ฝุ่นจากรถติด–เพิ่มความน่าอยู่

เมื่อชิ้นส่วนทั้งหมดประกอบเข้าที่อุโมงค์ 4 เลน, สะพานแม่น้ำกกที่กว้างขึ้น, ผิวทาง–ไฟ–สาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานเชียงรายจะได้ “เครื่องมือชิ้นใหม่” สำหรับขับเคลื่อนทศวรรษหน้า

สารจากหน้างานวันนี้จึงเรียบง่าย: ทำวันนี้ให้ปลอดภัย–แม่นยำ–ตามแผน แล้วปล่อยให้ผลลัพธ์ในปี 2570 เป็นคำตอบ

ข้อมูลโครงการ (สรุป)

  • ประเภทโครงการ: ทางลอดแยก + ปรับสะพาน + ปรับปรุงถนนและระบบประกอบ
  • ที่ตั้ง: แยกศูนย์ราชการ ถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.1023 อ.เมืองเชียงราย
  • โครงสร้างหลัก: อุโมงค์ 4 ช่องจราจร ยาว ~425.50 ม., ขยายสะพานแม่น้ำกก ยาว 410 ม., ปรับปรุงถนน–ไฟ–สาธารณูปโภค รวมระยะ 1.635 กม.
  • ความคืบหน้า (ก.ย. 2568): ~26%
  • กรอบเสร็จ: ภายในปี 2570 (ตามแผนงานที่ ทช. วางไว้และสื่อสารต่อสาธารณะ)
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ: กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • หน่วยงานกำกับวิศวกรรม: สำนักก่อสร้างสะพาน, สำนักสำรวจและออกแบบ
  • เป้าหมายผลลัพธ์: แก้คอขวดหน้า สนามบินแม่ฟ้าหลวง–ศูนย์ราชการ, เพิ่มขีดความสามารถโครงข่าย, หนุนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว

 

ตัวเลขความคืบหน้า “ร้อยละ 26 (ก.ย. 2568)” และกรอบ “แล้วเสร็จปี 2570” ในรายงานชิ้นนี้อ้างอิงจากการลงพื้นที่ตรวจงานและข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รับจากการบรรยายสรุปของผู้บริหาร ทช. ณ วันทำข่าว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางและแผนแม่บทที่ ทช. เผยแพร่ไว้ก่อนหน้าในช่องทางทางการตามแหล่งอ้างอิงข้อ 1–2 ข้างต้น


เส้นทางลอดแยกศูนย์ราชการอาจเป็นเพียง “หนึ่งจุดงานก่อสร้าง” บนผังเมืองเชียงราย แต่ในทางยุทธศาสตร์ มันคือคันโยกที่พร้อมยก “ทั้งระบบการเดินทาง” ของเมืองให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม จาก 26% วันนี้สู่ 100% ในปี 2570 เมื่ออุโมงค์เปิด เมืองจะเดินหน้าได้เร็วขึ้น เงียบขึ้น และคาดการณ์ได้มากขึ้น นี่คือวิศวกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และคือคำมั่นที่กำลังคืบหน้ากลางสายฝนของเมืองเหนือสุดแดนสยาม.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • กรมทางหลวงชนบท
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รฟท.เร่ง “รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” คืบ 41.99% เปิดใช้ปี 2571

รฟท.เร่ง “รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” คืบ 41.99% เดินหน้าทะลุปมอุโมงค์–น้ำหลาก ลั่นเปิดใช้ปี 2571 หนุนเศรษฐกิจเหนือ–การค้าชายแดนสู่ลาว–จีน

เชียงราย, 20 กันยายน 2568 – ในจังหวะที่ภาคเหนือกำลังมองหากลไกฟื้นเศรษฐกิจหลังเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศสุดขั้วและการแข่งขันระดับภูมิภาค “รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ได้เดินหน้าแตะ ความก้าวหน้างานรวม 41.986% โดยเฉพาะงานโยธาคืบ 40.656% (เร็วกว่าแผนราว 1.3%) ขณะที่กรอบเวลาเปิดให้บริการ ภายในปี 2571 ยังยืนยันตามเดิม – นี่คือสัญญาณว่าระบบรางเส้นใหม่ที่ถูกวางบทบาทให้เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ของเหนือตอนบน กำลังใกล้วิ่งเข้าจังหวะสุดท้ายของงานติดตั้งระบบและทดสอบเดินรถ

ภาพรวมโครงการมูลค่า ประมาณ 85,345 ล้านบาท ระยะทาง 323.10 กิโลเมตร ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย รวม 17 อำเภอ 59 ตำบล มีสถานีและที่หยุดรถ 26 แห่ง พร้อม ลานกองเก็บและขนถ่ายตู้สินค้า (CY) 4 แห่ง เพื่อรองรับสินค้าทางรางและการเชื่อมต่อพาณิชย์สมัยใหม่ตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์ของชาติ

แผนงาน 3 สัญญา เร่งเครื่อง–กระจายความเสี่ยง

เพื่อบริหารความซับซ้อนของพื้นที่และโครงสร้าง โครงการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 สัญญา โดยมีสถานะล่าสุดดังนี้

  • สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว (104 กม.): ภาพรวมสะสม 41.234% แต่ช้ากว่าแผนเล็กน้อยจากเงื่อนไขพื้นที่และการปรับแบบจุดตัดสำคัญ อย่างไรก็ดี ฝ่ายก่อสร้างรายงานว่ามาตรการเร่งรัดได้ถูกนำมาใช้เต็มที่เพื่อดึงงานให้กลับเข้าเป้า
  • สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย (132 กม.): สะสม 44.64% เร็วกว่าแผน 3.415% ถือเป็นโซนที่ “ลากกราฟ” งานรวมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะองค์ประกอบดินทาง–สะพาน–และโครงระบายน้ำในช่วงพื้นที่เนินสลับลุ่ม
  • สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ (86 กม.): สะสม 34.325% เร็วกว่าแผน 3.42% แม้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ชุมชนและงานทางข้ามลำน้ำ แต่กำลังเร่งเครื่องในหมวดสะพานและทางยกระดับ

การกระจายสัญญาเช่นนี้ ไม่เพียงช่วย “เฉลี่ยความเสี่ยง” เชิงพื้นที่ แต่ยังเอื้อให้ โหนดเศรษฐกิจหลัก ตลอดแนวเส้นทาง – ตั้งแต่เด่นชัย (จุดบรรจบโครงข่ายภาคเหนือ–ภาคกลาง) พะเยา–เชียงราย (เมืองท่องเที่ยว–การเกษตร–บริการ) ไปจนถึง เชียงของ (ประตูการค้าชายแดน) – ถูกเตรียมความพร้อมรับการขยายตัวของสินค้าและผู้โดยสารได้แบบ ไล่ระลอก ก่อนเปิดเต็มรูปแบบปี 2571

อุโมงค์ 4 แห่ง ผ่านดอย–ข้ามปม

งานอุโมงค์ นับเป็น “หัวใจทางวิศวกรรม” ของโครงการ เส้นทางนี้ต้องเจาะและก่อสร้างอุโมงค์ 4 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์สอง, อุโมงค์งาว, อุโมงค์แม่กา และอุโมงค์ดอยหลวง ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าระหว่าง 50–87% (แต่ละแห่งเผชิญเงื่อนไขธรณี–ชั้นดิน–น้ำใต้ดินต่างกัน) ทำให้กลยุทธ์การเจาะ–ค้ำยัน–ระบายน้ำ และการตรวจความมั่นคงเชิงธรณีวิทยาต้อง “ออกแบบเฉพาะพื้นที่” ขณะเดียวกัน ทีมงานโยธาได้ใช้บทเรียนจากช่วงฝนหนัก–น้ำหลาก ปีที่ผ่านมา ปรับปรุง ระบบระบายน้ำและปากอุโมงค์ ให้ทนทานขึ้น พร้อมเสริมแผน อพยพ–ซ้อมรับเหตุ ร่วมกับชุมชน

ด่วน–ปรับ–ตาม” สูตรรับมือภัยพิบัติของ รฟท.

เหตุการณ์ พายุ “วิภา” และฝนหลากที่กระทบภาคเหนือก่อนหน้านี้ ทำให้ รฟท.ต้องสั่ง ชะลอ/หยุดงานชั่วคราว บางจุดเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะงานสะพานและระบบระบายน้ำบนพื้นที่เสี่ยง แนวทางแก้ปัญหาที่ รฟท.นำมาใช้ถูกสรุปเป็น 3 ขั้นตอน ด่วน–ปรับ–ตาม” (React–Improve–Forecast) ได้แก่

  1. แก้เร่งด่วน (React & Monitor) – เฝ้าระวังน้ำหลาก ประกาศเตือนพื้นที่เสี่ยง จัดชุดเครื่องจักร–บุคลากรเข้าพื้นที่ทันทีเมื่อสัญญาณเตือนถึงเกณฑ์
  2. เรียนรู้–ปรับปรุง (Adapt & Improve) – ปรับแบบ/เพิ่มขนาดท่อและรางระบายน้ำ เสริมคันทาง–ชั้นทางและปกป้องคอสะพาน รวมถึงวางระบบกัก–ผันน้ำเฉพาะจุด
  3. ติดตาม–พยากรณ์ (Prevent & Forecast) – ประสานองค์กรปกครองท้องถิ่น/หน่วยน้ำ เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลเรียลไทม์ ใช้ระบบแจ้งเตือนฝน–น้ำ และจัดเวทีสื่อสารกับชุมชนเป็นระยะ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มหน่วยงานกำกับอย่าง กรมการขนส่งทางราง ที่ลงพื้นที่ตรวจงานและเน้นมาตรฐานโครงสร้างระบายน้ำของโครงการทางคู่สายนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระบบรางระยะยาว

เมื่อ “ราง” เปลี่ยนภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของเหนือ

ตัวเลขชวนคิดที่สะท้อนผลเชิงระบบหลังเปิดบริการคือ เวลาเดินทาง ที่คาดว่าจะ ร่นลงจากรถยนต์ราว 1–1.30 ชั่วโมง บนหลายคู่เมืองสำคัญ ขณะที่ในฝั่งโลจิสติกส์ การมี CY 4 แห่ง และสถานี 26 แห่ง ทำให้เกิด โหนดรวบ–กระจายสินค้า แบบใกล้แหล่งผลิต โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรแปรรูป กาแฟ ชา และอุตสาหกรรมท้องถิ่นของแพร่–พะเยา–เชียงราย ที่ต้องการความ ตรงเวลา–คาดการณ์ได้ ของการขนส่ง ซึ่งรางสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่ารถบรรทุกในหลายกรณี

ยิ่งไปกว่านั้น ปลายทางที่ เชียงของ เปิดประตู เชื่อม “สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ–ห้วยทราย)” เข้าสู่ เส้นทาง R3A และต่อเชื่อม รถไฟลาว–จีน ซึ่งเป็นโครงข่ายระดับภูมิภาค – ภาพใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “ขนส่งภายในประเทศ” แต่คือ ห่วงโซ่ราง” สู่จีนตอนใต้ สินค้าจากภาคเหนือสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่หรือย่นเวลาขนส่งด้วยโหมดผสมผสานราง–ถนน–รางข้ามแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ (กรอบยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงดังที่ระบุในงานวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย/ข้อมูลทางการ)

ท่องเที่ยวเชิงรางจาก “วิวเหนือ” สู่ “ประสบการณ์เหนือระดับ”

เมื่อทางคู่เปิดใช้ “การเดินทางเชิงทัศนียภาพ” จะเป็นอีกสินทรัพย์ใหม่ให้ภาคเหนือ เส้นทางเลาะไหล่ดอย–ตัดทุ่งนา–ข้ามลำน้ำ จะถูก “แพ็คเกจ” เป็น สินค้า ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว–โรงแรม–คาเฟ่–โฮมสเตย์บนชุมชนเส้นทางราง** การเข้าถึงสะดวก–คงที่–ปลอดภัย ช่วยเพิ่มโอกาสเก็บรายได้จากนักท่องเที่ยว แบบพำนักนานขึ้น” และกระจายรายได้ไปยังอำเภอที่ไม่ใช่เมืองหลัก

แรงส่งของท่องเที่ยวเชิงรางยังต่อยอดสู่ อีเวนต์ซับคัลเจอร์ เช่น ปั่นจักรยาน–วิ่งเทรล–วัฒนธรรมชนเผ่า ที่สามารถผูกกับจังหวะเวลาเดินรถ–จุดลง–เส้นทางเชื่อมได้ เช่นกัน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนาดเล็ก–กลาง (SMEs) จะเห็นทางเลือกส่งสินค้าแบบ “กึ่งพาณิชย์–กึ่งท่องเที่ยว” (เช่น ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น) วิ่งเข้าตลาดใหม่ในกรุงเทพฯ/หัวเมือง ผ่าน โครงข่ายรางที่ตั้งเวลาได้ มากกว่า “ลุ้นเส้นทางถนน” ในฤดูฝน

ด้านเทคนิค มาตรฐานความเร็ว–ความปลอดภัย

กรอบออกแบบของสายนี้ถูกวางที่ ความเร็วออกแบบสูงสุด 160 กม./ชม. สำหรับรถโดยสาร (ความเร็วใช้งานขึ้นกับข้อกำกับการเดินรถ/ระบบอาณัติสัญญาณ) โครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วยทางคู่–สะพาน–อุโมงค์–ทางยกระดับ รวมถึงการยกระดับ จุดตัดทางรถไฟ–ถนน เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความต่อเนื่องของขบวน ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยของการรถไฟฯ และหน่วยงานกำกับ พร้อมระบบอาณัติสัญญาณ/สื่อสารที่จะติดตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนทดสอบเดินรถ (ข้อมูลสเป็กและกรอบทางวิศวกรรมจากแหล่งข้อมูลทางการ/วิชาการ)

เสียงจากพื้นที่ “งานเดิน–เมืองเดิน”

ในแนวเส้นทาง หลายชุมชนได้เห็นโครงสร้างรูปเป็นร่าง—ตั้งแต่ ตอม่อสะพาน–คันทาง–ปากอุโมงค์ ไปจนถึงทางเบี่ยงเบนการจราจรชั่วคราว แม้ในบางจุดชาวบ้านต้อง “เรียนรู้” กับเสียงเครื่องจักรและการปิด–เปิดทางสลับ แต่การสื่อสาร เชิงรุก ที่ รฟท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “Prevent & Forecast” (การประชุม–เวทีชุมชน–แจ้งเตือนล่วงหน้า) ทำให้ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ค่อย ๆ เติบโต

ผู้ประกอบการท้องถิ่นสะท้อนมุมมองตรงกันว่า เส้นนี้คือโอกาส” – ตลาดสินค้าชุมชนจะ “เข้าเมือง” ได้ไวและแน่นอนขึ้น ขณะโรงแรม–ร้านอาหาร–คาเฟ่ แถบเมืองรองมีโอกาส “จับลูกค้าใหม่” ที่มาเยือนแบบไม่นอนค้างได้บ่อยขึ้น เพราะขึ้น–ลงรถสะดวก ตรงเวลา

“โครงสร้างใหญ่” ทำอย่างไรให้อยู่รอดในยุคภูมิอากาศสุดขั้ว

โครงการทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของสะท้อน บทเรียนรุ่นใหม่ ของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไทย – ไม่ใช่เพียง สร้างให้เสร็จ” แต่ต้อง สร้างให้สู้สภาพอากาศ” ด้วย มาตรการอย่างการเพิ่มหน้าตัดทางระบายน้ำ ปรับโครงสร้างคอสะพาน เสริมคันทาง และวางระบบตรวจวัดฝน–น้ำแบบเรียลไทม์ สามารถลดความเสี่ยงทั้ง ระหว่างก่อสร้าง และ หลังเปิดบริการ ขณะที่การประสานข้อมูลกับท้องถิ่นช่วยให้เห็น ภาพน้ำทั้งลุ่มน้ำ” ไม่ใช่แค่จุดก่อสร้าง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิอากาศ แนวทาง “ด่วน–ปรับ–ตาม” ของ รฟท. จึงเป็น โมเดลปฏิบัติ ที่โครงการรางอื่น ๆ ในประเทศสามารถหยิบไปใช้ได้

ไทม์ไลน์–ก้าวต่อไป จากโยธา สู่อาณัติสัญญาณ และทดสอบเดินรถ

ด้วย แกนโยธา ที่รุดหน้า (บางสัญญาเร็วกว่าแผน) ขั้นต่อไปคือการเร่ง งานโครงสร้างพิเศษ (สะพาน/อุโมงค์) ให้ผ่านจุดวิกฤต พร้อมเปิดทางให้เข้าสู่ งานระบบ (Signalling & Telecom), งานราง, และ ทดสอบวิ่ง (Trial Run) ตามลำดับ ภาพรวมจึงยังคงยึดกรอบ เปิดบริการภายในปี 2571 ตามที่ตั้งเป้า ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ตั๋วรถไฟใบใหม่ของภาคเหนือ จะไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือ บัตรผ่านเศรษฐกิจ ที่พาผู้คน–สินค้า–โอกาส เชื่อมจาก ใจกลางภาคเหนือ สู่ ชายแดนแม่น้ำโขง และต่อไปยัง ลาว–จีน อย่างเป็นรูปธรรม

กล่องข้อมูลโครงการ (สรุปย่อ)

  • ชื่อโครงการ: รถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
  • ระยะทาง: ~323.10 กม. / จังหวัด: แพร่–ลำปาง–พะเยา–เชียงราย / สถานี–ที่หยุดรถ: 26 แห่ง
  • มูลค่าโครงการ: ~85,345 ล้านบาท
  • สัญญาก่อสร้าง: 3 สัญญา (เด่นชัย–งาว / งาว–เชียงราย / เชียงราย–เชียงของ)
  • งานอุโมงค์หลัก: อุโมงค์สอง, งาว, แม่กา, ดอยหลวง
  • CY (ลานกองเก็บ/ขนถ่ายตู้สินค้า): 4 แห่ง
  • ความเร็วออกแบบสูงสุด (โดยสาร): 160 กม./ชม.
  • เป้าหมายเปิดบริการ: ภายในปี 2571

มุมมองเชิงนโยบาย ทำไม “ราง” ถูกเลือกในเวลานี้

  1. ลดต้นทุน–เพิ่มขีดความสามารถ: รางช่วยลดต้นทุนต่อตัน–กม. และลดการพึ่งพาน้ำมันในขนส่งถนน ซึ่งสำคัญต่อภาคเหนือที่มีสินค้าเกษตร–แปรรูปจำนวนมาก
  2. สิ่งแวดล้อม–ภูมิอากาศ: ระบบรางปล่อยคาร์บอนต่อผู้โดยสาร/ตันสินค้าน้อยกว่า โยงเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ระยะยาวของประเทศ
  3. การเชื่อมภูมิภาค: ปลายทางเชียงของเชื่อม R3A–รถไฟลาว–จีน ยกระดับไทยเป็น สะพานการค้า สู่จีนตอนใต้/อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  4. พัฒนาเมือง–ชุมชน: สถานีคือ ศูนย์กลางบริการ ใหม่ของเมืองรอง สร้างงาน–ธุรกิจต่อเนื่อง (ที่พัก–บริการ–โลจิสติกส์ชุมชน)

คำถามสุดท้ายก่อนขึ้นราง ประชาชนจะได้อะไร “ในมือ” ตั้งแต่วันแรก?

  • เวลา: การเดินทางเมืองหลักเร็วขึ้นราว 1–1.30 ชม. (ตามคู่เมือง)
  • เงินในกระเป๋า: ต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการลดลง มีผลต่อราคาสินค้า/รายได้เกษตรกร
  • โอกาส: การท่องเที่ยวเชิงราง–สินค้า OTOP–เกษตรแปรรูปเข้าเมือง–ออกชายแดนสะดวกขึ้น
  • ความปลอดภัย: จุดตัดลดลง ระบบอาณัติสัญญาณ–สื่อสารสมัยใหม่เพิ่มความปลอดภัยการเดินรถ

ความคืบหน้า 41.986% ของ “เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่มันหมายถึง โครงร่างเศรษฐกิจใหม่ ของภาคเหนือที่กำลังก่อตัว – โครงร่างที่วางอยู่บนรางเหล็ก อุโมงค์ 4 แห่ง สะพานนับสิบ และโมเดลบริหารความเสี่ยงที่เรียนรู้จากฝนหลาก–น้ำท่วม เพื่อส่งมอบการเดินทางที่ ตรงเวลา–ปลอดภัย–คุ้มค่า ให้ประชาชน และเปิดพรมแดนเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการไทยก้าวไกลไปอีกขั้น

เมื่อรถไฟสายนี้ทดลองวิ่งและเปิดบริการในปี 2571 เสียงหวูดจะไม่ได้ดังเพียงเพื่อประกาศ “เปิดเดินรถ” เท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาณว่า ภาคเหนือ ได้ก้าวขึ้นขบวนเศรษฐกิจใหม่ที่พร้อมเชื่อม บ้านเรา เข้ากับ ภูมิภาค อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (สายนโยบายภาคเหนือ)
  • ประชาชาติธุรกิจ
  • มติชนออนไลน์
  • กรมการขนส่งทางราง/สำนักข่าว MCOT (TNA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บจ.เชียงรายเปิดสะพานข้ามลำน้ำเกี๋ยง เสริมโครงสร้าง ช่วยน้ำท่วมโรงเรียนแม่คำ

อบจ.เชียงรายลุยแก้ปัญหา! เปิดใช้สะพานใหม่ข้ามลำน้ำเกี๋ยง อ.เชียงแสน พร้อมเร่งช่วยน้ำท่วมโรงเรียนบ้านแม่คำ

เชียงราย, 30 กรกฎาคม 2568 – อบจ.เชียงรายเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต เปิดใช้สะพานใหม่ข้ามลำน้ำเกี๋ยง ลดต้นทุนขนส่ง หนุนเศรษฐกิจฐานราก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ยังคงสานต่อนโยบาย “สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อชุมชน” ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดใช้งานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามลำน้ำเกี๋ยง บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 8 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากการต้อนรับของชุมชน โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

สะพานใหม่แห่งนี้มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 12 เมตร สร้างขึ้นเพื่อทดแทนสะพานเดิมที่ถูกน้ำกัดเซาะจนชำรุดเสียหายอย่างหนักจากเหตุอุทกภัยในรอบหลายปีที่ผ่านมา สะพานเก่ากลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง การขนส่งผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เสี่ยงอันตรายจากกระแสน้ำเชี่ยว อบจ.เชียงรายจึงได้เร่งรัดจัดสรรงบประมาณกว่า 1,775,000 บาท ผ่านความเห็นชอบของประชาคมท้องถิ่น เพื่อดำเนินการก่อสร้างโดยเทศบาลตำบลเวียง

เปิดสะพานใหม่เพิ่มศักยภาพชุมชน ลดความเสี่ยงอุทกภัย

สะพานข้ามลำน้ำเกี๋ยงแห่งใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาและความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชน ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรงปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ทั้งในด้านการสัญจร การขนส่งสินค้าและผลผลิตการเกษตร ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

เป้าหมายของโครงการนี้ชัดเจน ได้แก่

  • อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจร สำหรับประชาชนในหมู่บ้านและผู้ใช้เส้นทาง
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย ในการเดินทางของประชาชนและต้นทุนขนส่งผลผลิต
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้วยเส้นทางคมนาคมที่สมบูรณ์
  • ป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยซ้ำซาก ลดความเสี่ยงจากน้ำกัดเซาะและน้ำท่วมขัง

เร่งช่วยเหลือโรงเรียนบ้านแม่คำ สู้ภัยน้ำท่วม

ในวันเดียวกัน นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะ ยังได้ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนบ้านแม่คำ (ธรรมาประชาสรรค์) ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังจนส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนและความเป็นอยู่ของคณะครูและนักเรียน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อบจ.เชียงรายได้นำน้ำดื่ม 50 แพ็คไปมอบให้โรงเรียน และสั่งการให้กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่โดยด่วน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งสำรวจและดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 “สะพานแห่งความหวัง” และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง – ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของท้องถิ่น

การเปิดใช้งานสะพานข้ามลำน้ำเกี๋ยงและการลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนบ้านแม่คำของ อบจ.เชียงรายในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนของบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าใจและตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในทุกมิติ

จุดเด่นและผลลัพธ์สำคัญ:

  • แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง: สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กใหม่ เป็นการแก้ปัญหาถึงรากฐานและยั่งยืน ลดความเสียหายจากน้ำท่วมขังในระยะยาว และป้องกันการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกในช่วงวิกฤต
  • เสริมศักยภาพเศรษฐกิจและการเกษตร: การคมนาคมสะดวกขึ้น เอื้อให้เกษตรกรส่งผลผลิตสู่ตลาดได้รวดเร็ว ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของพื้นที่
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: การจัดสรรงบประมาณและดำเนินการโดยผ่านความเห็นชอบของประชาคม สะท้อนให้เห็นว่าท้องถิ่นรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการแท้จริงของชุมชน
  • บูรณาการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน: การลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนบ้านแม่คำอย่างทันท่วงที เป็นการดูแลและเยียวยาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่อย่างจริงจัง
  • พัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน: ความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย เทศบาลตำบลเวียง และผู้นำชุมชน ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด

ข้อเสนอแนะและประเด็นท้าทาย:

  • ควรจัดทำแผนบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานของสะพาน
  • วางแผนป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะจุด
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาสาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สรุป:

การเปิดใช้งานสะพานใหม่ข้ามลำน้ำเกี๋ยงและการช่วยเหลือโรงเรียนบ้านแม่คำโดย อบจ.เชียงราย คือแบบอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างครอบคลุม ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ถือเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการดูแลคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในระดับชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News