Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย จัดพิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน 2569 หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

ลมหายใจแห่งโยนกสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน มรดกโลกที่ยังมีชีวิต พิธีกรรมล้านนาบนเส้นทางฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง อบจ.เชียงราย

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – ยามเช้าเหนือผืนน้ำกว้างของ “ทะเลสาบเชียงแสน” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานว่า “หนองบงคาย” หมอกบางลอยคลอเหนือยอดหญ้า นกน้ำฝูงเล็กโผบินข้ามผืนน้ำเงียบสงบ ก่อนจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์และเสียงฆ้องกลองล้านนาที่ดังกังวานไปทั่วตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพพิธี “สืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน ประจำปี 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 15 มกราคม ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีที่จัดสืบเนื่องกันมา หากแต่กลายเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมของคนเชียงแสน ที่ต้องการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ให้คงอยู่ ทั้งในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ และบ้านของนกน้ำอพยพนานาชนิด

พิธีในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อว่า “นายกนก” เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ตัวแทนนายอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลโยนก เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ทะเลสาบเชียงแสน จากตำนานโยนกนาคนครสู่พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก

ทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศหลากหลายและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งในด้านการกักเก็บน้ำ การเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และการเป็น “บ้านชั่วคราว” ของนกน้ำอพยพที่บินหนีหนาวจากดินแดนไกลโพ้น

พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ลำดับที่ 1,101 ของโลก ทำให้ทะเลสาบเชียงแสนไม่ใช่เพียงทรัพยากรของเชียงราย หากแต่เป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลกที่ต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน

สำหรับชาวบ้านในตำบลโยนก ทะเลสาบแห่งนี้ยังผูกพันกับตำนานเมือง “โยนกนาคนคร” เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตก่อนจะล่มสลายลงสู่ผืนน้ำ เรื่องเล่าและความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านพิธีกรรมและประเพณีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการ “สืบชะตา” แหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของชุมชน

สืบชะตาทะเลสาบเมื่อพิธีกรรมกลายเป็นพันธสัญญารักษ์สายน้ำ

พิธีสืบชะตาหรือ “สืบชาตา” เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา ใช้เพื่อเสริมสิริมงคลและต่ออายุขวัญให้แก่บุคคล สถานที่ หรือชุมชน การนำพิธีดังกล่าวมาปฏิบัติกับทะเลสาบเชียงแสน จึงเปรียบเสมือนการขอขมาและให้คำมั่นว่าจะรักษาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์มาทุกยุคสมัย

ในช่วงพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จากวัดในตำบลโยนกประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมใส่บาตรและผูกสายสิญจน์สืบชะตารอบบริเวณริมทะเลสาบ ภาพเด็กนักเรียนแต่งกายชุดพื้นเมือง นั่งฟังคำสวดเคียงข้างผู้เฒ่าผู้แก่ สะท้อนการส่งต่อความเชื่อดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีว่า การสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพิธีกรรมตามปฏิทิน หากแต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำร่วมกัน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทในการรักษาฐานทรัพยากรที่เป็นของชุมชนเอง

“เราไม่ได้เพียงแค่ทำพิธีแล้วจบไป แต่เราต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการประกวดทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าระดับโลกชิ้นนี้” นางอทิตาธรกล่าวในเวทีพบปะผู้นำชุมชน

นโยบาย 7 เรือธงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ “กินได้”

การจัดงานสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนในปีนี้อยู่ภายใต้กรอบ “นโยบาย 7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ซึ่งมุ่งผลักดันศักยภาพท้องถิ่นทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมภายในงาน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การประกวดทักษะของเยาวชน และการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพียงสร้างสีสันให้กับงานประเพณี แต่เพื่อให้ชุมชนเห็นว่า “วัฒนธรรม” สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ในมิติการท่องเที่ยว พื้นที่ตำบลโยนกและอำเภอเชียงแสนได้รับความสนใจจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น พิธีสืบชะตา การแต่งกายแบบล้านนา อาหารพื้นเมือง และเรื่องเล่าตำนานโยนกนาคนคร มาผสมผสานกับการชมธรรมชาติและดูนกน้ำ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน

ปัญหาผักตบชวา–สาหร่ายหางกระรอกเงื่อนไขใหม่ของการอนุรักษ์

แม้ทะเลสาบเชียงแสนจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในระยะหลังกลับประสบปัญหาการแพร่กระจายของผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกอย่างหนาแน่น พืชน้ำเหล่านี้ลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง บดบังแสงแดดไม่ให้ลงไปถึงชั้นน้ำด้านล่าง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อการหากินของปลาน้ำจืดและนกน้ำอพยพ

ชาวบ้านและนักดูนกในพื้นที่สะท้อนร่วมกันว่า ปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทัศนียภาพของทะเลสาบไม่สวยงามเหมือนเดิม บางจุดไม่สามารถใช้เรือสัญจรหรือนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมฝูงนกได้อย่างสะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน

ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ของหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ที่ต้องเร่งหาวิธีจัดการวัชพืชน้ำโดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

จากริมพิธีสู่กลางทะเลสาบนายก อบจ.ลงเรือสำรวจเอง

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์และพิธีผูกสายสิญจน์สืบชะตาทะเลสาบ นายก อบจ.เชียงราย ไม่ได้ยุติบทบาทไว้เพียงการเป็นประธานในพิธี แต่ได้ลงเรือร่วมกับเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย เพื่อลงสำรวจสภาพพื้นที่ทางน้ำอย่างใกล้ชิด

การสำรวจครั้งนี้นำโดย พันจ่าอากาศเอก ทวีป เชียวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ จุดหมายคือบริเวณที่มีผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกหนาแน่น เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ

แนวทางเบื้องต้นคือการแบ่งพื้นที่จัดการวัชพืชน้ำออกเป็นโซน พร้อมบูรณาการเครื่องจักรกลของ อบจ.เชียงราย กับภูมิปัญญาชุมชน เช่น การนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ทั้งการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เพื่อลดต้นทุนในการกำจัดและไม่สร้างภาระด้านของเสียเพิ่ม

จากการคืนบ้านให้นกน้ำ สู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

การฟื้นฟูทะเลสาบเชียงแสนผ่านการกำจัดผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศกลับมาสมดุลเท่านั้น หากยังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในหลายมิติ

  1. ด้านระบบนิเวศ (Ecological Impact)
    การลดปริมาณผักตบชวาเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงสู่ชั้นน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายและพืชน้ำพื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์แสงตามปกติ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ เมื่อห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบกลับมาแข็งแรง นกน้ำอพยพจำนวนมากก็จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากินและพักพิงในฤดูหนาว
  2. ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco–Tourism)
    ทะเลสาบเชียงแสนถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางของนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างชาติ การที่ผืนน้ำสะอาด ปราศจากวัชพืชหนาแน่น จะช่วยให้การล่องเรือชมทิวทัศน์และดูนกทำได้สะดวกขึ้น เพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักในพื้นที่โดยรอบ
  3. ด้านเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)
    หากการจัดการวัชพืชน้ำสามารถเชื่อมโยงกับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น งานจักสานจากผักตบชวา หรือการใช้เป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในตำบลโยนก ควบคู่กับการทำประมงพื้นบ้านและการบริการนักท่องเที่ยว
  4. ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Cohesion)
    กระบวนการสำรวจและกำจัดผักตบชวา ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เยาวชน และหน่วยงานรัฐร่วมมือกัน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ของทั้งชุมชน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และพร้อมปกป้องทะเลสาบแห่งนี้ไปพร้อมกัน

เชียงแสนบนทางแยกระหว่างอนุรักษ์กับการพัฒนา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบทะเลสาบเชียงแสนเผชิญทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ จากกระแสการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองชายแดน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงรายได้ที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบในปี 2569 จึงสะท้อนความพยายามของท้องถิ่นในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์” ทะเลสาบเชียงแสนถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมล้านนา” มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น

การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาทของ อบจ.เชียงราย แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ถือเป็น “เมล็ดพันธุ์” สำคัญที่ช่วยต่อยอดกิจกรรมระดับชุมชนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง โดยเฉพาะการสร้าง Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ลมหายใจแห่งโยนกที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ทะเลสาบเชียงแสนยามสายยังคงสะท้อนภาพเรือเครื่องเล็กของเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจผืนน้ำต่อไป ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกไม่อาจยุติลงพร้อมกับพิธีกรรม หากแต่ต้องดำเนินต่อด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการขอพรให้สายน้ำอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น แต่คือการประกาศว่า ชาวเชียงแสนพร้อมจะเป็นเจ้าบ้านที่รับผิดชอบต่อมรดกโลกชิ้นนี้ ทั้งในฐานะ “ลูกหลานโยนก” ผู้สืบทอดตำนาน และในฐานะพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศที่เปราะบาง

หากแผนกำจัดวัชพืชน้ำเดินหน้าได้ตามที่สำรวจ หากเยาวชนตำบลโยนกยังคงเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด และหากนกน้ำอพยพยังคงกลับมาแต่งแต้มผืนฟ้าทะเลสาบเชียงแสนทุกฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัย ก็อาจกล่าวได้ว่า “ลมหายใจแห่งโยนก” ยังไม่สิ้นสุด และทะเลสาบเชียงแสนจะยังคงเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และภาคภูมิใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

  • เทศบาลตำบลโยนก และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

7 แลนด์มาร์คแสงศิลป์ หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 ปลุกมนต์เสน่ห์ล้านนายามค่ำคืน

เชียงรายเปิดเมืองศิลปะยามค่ำคืน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่สายตาชาวโลก

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – แสงสีที่ค่อย ๆ ทอประกายเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนใจกลางเมืองเชียงรายในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงฉากสวยงามของเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีเท่านั้น หากยังสะท้อน “ทิศทางใหม่” ของจังหวัดเชียงรายที่กำลังก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์อาเซียนฉบับใหม่ และแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก ผ่านการจัดงาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 – Heart Art Light” ควบคู่กับกิจกรรม “Learning Space” ที่บูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ

การขับเคลื่อนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากอุทกภัยที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์ด้วย “ศิลปะ แสง สี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น” เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างภาพจำใหม่ให้กับเมืองศิลปะแห่งล้านนาเหนือ

“Heart Art Light” ปลุกชีพเมืองเก่าให้มีชีวิตในยามค่ำคืน

ค่ำวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่สถานีขนส่งแห่งที่ 1 หรือ Downtown ใจกลางเมืองเชียงราย เนืองแน่นไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมพิธีเปิดงาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” อย่างเป็นทางการ

บนเวทีหลัก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และ นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กดปุ่มเปิดม่านแสงสีภายใต้แนวคิด “Heart Art Light” สื่อถึง “หัวใจ–ศิลปะ–แสง” ที่ถูกนำมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเมืองเชียงรายในมิติใหม่

เทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงรายและเทศบาลนครเชียงราย ตั้งเป้าให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา “เมืองท่องเที่ยวยามค่ำคืน” อย่างจริงจัง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า การใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่เพียงสร้างบรรยากาศให้เมืองมีชีวิตชีวา แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและบ่งชี้ว่าจังหวัดมีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ที่จังหวัดผลักดันอย่างต่อเนื่อง

7 เส้นทางแสงศิลป์ เล่าเรื่องเมืองเก่าในรูปแบบร่วมสมัย

หัวใจของเทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย” คือการชวนผู้มาเยือน “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ผ่าน 7 จุดสำคัญทั่วเขตเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งถูกออกแบบด้วยงานแสงร่วมสมัยผสมผสานกับประวัติศาสตร์และความเชื่อของชุมชน ได้แก่

  1. Downtown สถานีขนส่งแห่งที่ 1 – จุดเริ่มต้นของเส้นทางและศูนย์กลางการเดินทางของผู้คน
  2. ถนนบรรพปราการ – เส้นทางที่สะท้อนภาพเมืองเก่า ผ่านลำแสงและการจัดวางสื่อศิลปะที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดเมืองเชียงราย
  3. วัดมิ่งเมือง – ศาสนสถานสำคัญที่ถูกเติมชีวิตด้วยการจัดแสงอย่างประณีต ให้ผู้มาเยือนสัมผัสความศรัทธาในมิติใหม่
  4. ประตูเชียงใหม่ –แลนด์มาร์กเชิงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อเมืองเก่าและเมืองใหม่
  5. ถนนสิงหไคล – ถนนสายเศรษฐกิจที่กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะแสงและกิจกรรมทางวัฒนธรรม
  6. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช – ศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงรายที่ส่องสว่างด้วยการออกแบบแสงที่ให้เกียรติประวัติศาสตร์การสถาปนาเมือง
  7. สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา – พื้นที่สาธารณะที่ปรับแต่งด้วยแสงสีและตุงโคมล้านนา สร้างประสบการณ์เดินชมงานยามค่ำคืนอย่างรื่นรมย์

แต่ละจุดไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายภาพ หากถูกออกแบบให้ “เล่าเรื่อง” ผ่านการผสมผสานระหว่างแสง สี เสียง และองค์ประกอบศิลป์ร่วมสมัย เพื่อให้ผู้เดินชมสามารถรับรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และจิตวิญญาณของเมืองในคราวเดียวกัน

เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ยังมีกิจกรรม นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” ให้ผู้ร่วมงานเดินทางเยี่ยมชมครบทั้ง 7 จุด รับตราประทับใน Passport ของเทศกาล และนำไปแลกรับของที่ระลึกจำนวนจำกัด กลไกเล็ก ๆ นี้ไม่เพียงสร้างสีสัน แต่ยังเป็นเครื่องมือกระจายผู้คนไปทั่วเขตเมือง ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า–ผู้ประกอบการในจุดต่าง ๆ ได้รับรายได้มากขึ้น

นายวันชัย จงสุทธานามณี ระบุในพิธีเปิดว่า หลังสถานการณ์อุทกภัย เทศบาลนครเชียงรายจำเป็นต้องสร้าง “สัญญาณเชิงบวก” ให้กับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว กิจกรรมด้านศิลปะและการท่องเที่ยวที่จัดต่อเนื่องปลายปีนี้จึงมีเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูบรรยากาศเมืองและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยในเขตเทศบาล

“Learning Space” พื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมเมืองท่องเที่ยวกับเมืองแห่งการเรียนรู้

หากเทศกาลแสงสีเป็นการเล่าเรื่องเมืองในยามค่ำคืน กิจกรรม “Learning Space” ที่เปิดตัวในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ณ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงรายแห่งที่ 1 คือ “อีกครึ่งหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ที่นำการท่องเที่ยวมาผูกกับการพัฒนาคนและชุมชน

กิจกรรมนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 รวม 6 วัน ภายใต้โครงการปีส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง ตลาดการเรียนรู้” ที่เชื่อมต่อแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ตามกรอบขององค์การยูเนสโก

ภายในงานมีการรวบรวม แหล่งเรียนรู้ 30 แห่ง จากทั่วจังหวัด แบ่งออกเป็น 6 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. ศิลปะและสถาปัตยกรรม
  2. อาหาร ชา และกาแฟ
  3. ธรรมชาติและการเกษตร
  4. ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์
  5. วิถีชีวิต ผ้าล้านนา และชาติพันธุ์
  6. กีฬา นันทนาการ และสุขภาพ

แต่ละแหล่งเรียนรู้ได้นำเสนอทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส “ของจริง” ทั้งในแง่ภูมิปัญญาและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นายชูชีพ พงษ์ไชย เน้นย้ำในพิธีเปิดว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและชุมชนให้เข้มแข็ง สร้าง “รายได้” ควบคู่กับ “รากฐานความรู้” เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้านนายวันชัย จงสุทธานามณี มองว่า Learning Space คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก แหล่งเรียนรู้ในชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แสดงศักยภาพต่อสายตานักท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวรายใหญ่ในอนาคต

ขณะเดียวกัน นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ชี้ว่ากิจกรรม Learning Space เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวเชียงรายให้เข้าสู่มาตรฐาน “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เดินทาง มากกว่าการท่องเที่ยวแบบแวะถ่ายภาพแล้วจากไป

ครัวอาข่าบ้านผาหมี และ “รากชู” สมุนไพรที่เล่าเรื่องชาติพันธุ์บนโต๊ะอาหาร

หนึ่งในไฮไลต์ของ Learning Space ปีนี้ คือการนำเสนอ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บ้านผาหมี” ตำบลห้วยน้ำขุ่น ซึ่งเป็นชุมชนชาวอาข่าที่ได้รับการยอมรับในด้านกาแฟคุณภาพและการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ภายใต้แนวคิด ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย สูตรลับแห่งขุนเขา” นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทำอาหารอาข่า โดยเฉพาะเมนูน้ำพริกรากชูที่ใช้สมุนไพรหายากรสเผ็ดร้อนเป็นส่วนผสมหลัก “รากชู” ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบในครัว แต่เป็นตัวแทนภูมิปัญญาการกินของชาวอาข่าที่ผูกพันกับภูเขาและป่าไม้รอบหมู่บ้านมาหลายชั่วอายุคน

การนำเรื่องราวของรากชูและครัวอาข่ามาเชื่อมกับเทศกาลแสงสีและพื้นที่การเรียนรู้ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเชียงรายในฐานะ “เมืองหลากหลายชาติพันธุ์” ที่มีทั้งศิลปะร่วมสมัยและภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแผนการท่องเที่ยวอาเซียน ปี 2569–2573 ที่เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านเทศกาลแสง–เทศกาลดอกไม้–งานประเพณีสำคัญ

เทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” ไม่ได้ถูกออกแบบให้โดดเดี่ยว หากเชื่อมต่อกับปฏิทินการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอย่างเป็นระบบ

ช่วงเวลาเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังจัด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นงานระดับภูมิภาคที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และเตรียมต่อเนื่องด้วย งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช ระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2569

การวางปฏิทินเช่นนี้ทำให้เชียงรายมี “คลื่นนักท่องเที่ยว” ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สร้างโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยแก่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รถเช่า และสินค้า OTOP ทั่วจังหวัด โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง

แม้จะยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากเทศกาลหลงแสงฯ อย่างเป็นทางการ แต่จากประสบการณ์ในหลายจังหวัดที่ใช้เทศกาลแสงสีเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว พบว่ารูปแบบกิจกรรมยามค่ำคืนมีแนวโน้มช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างคืน และเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผนวกกับกิจกรรม Learning Space ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชน นำสินค้าและองค์ความรู้ของตนเองมาเสนอโดยตรง ยิ่งทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวมีโอกาส “ไหลลงสู่ฐานราก” มากขึ้น

เชียงรายบนเส้นทางเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ศิลปะ วัฒนธรรม และการเรียนรู้ในทิศทางเดียวกัน

หากมองภาพรวม จะเห็นได้ว่าการจัดงานหลงแสงฯ และ Learning Space ในปลายปี 2568 ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “โมเสกยุทธศาสตร์” ที่จังหวัดเชียงรายกำลังประกอบขึ้น

ด้านหนึ่ง เมืองกำลังใช้ศิลปะและแสงสีสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพื้นที่เมืองเก่า ยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม

อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังผลักดันแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ 30 แห่ง ครอบคลุมทั้งศิลปะ อาหาร ธรรมชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และกีฬา ให้เป็น “ห้องเรียนเปิด” สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

เมื่อสองมิตินี้มาบรรจบกัน เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแวะเที่ยว” หากกำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเรียนรู้ ทำกิจกรรม และใช้จ่ายในชุมชนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คนเชียงรายเองก็ได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาและพื้นที่ของตนในมิติที่ลึกกว่าเดิม

แสงสีที่ปลุกเมือง…และปลุกอนาคตเศรษฐกิจท้องถิ่น

แสงจากเทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” อาจดับลงเมื่อถึงวันที่ 24 มกราคม 2569 แต่คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายคือ แสงจากการพัฒนาเมืองเชิงสร้างสรรค์และการเรียนรู้จะส่องทางไปได้ไกลเพียงใด

จากการออกแบบกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้ศิลปะและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นจุดขาย และการวางปฏิทินท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันทั้งเทศกาลแสง เทศกาลดอกไม้ และงานประเพณีสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดกำลังเดินบนเส้นทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

หากสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยว และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนอย่างแข็งแรง เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะยืนยันสถานะ “เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สำหรับนักท่องเที่ยว การออกเดินทางตามแสงศิลป์ทั้ง 7 จุด การชิมน้ำพริกรากชูบนดอยสูง หรือการเรียนรู้เรื่องราวของผ้าล้านนาใน Learning Space อาจเป็นเพียงประสบการณ์หนึ่งค่ำคืน แต่สำหรับชุมชนท้องถิ่น แสงเหล่านี้คือความหวังใหม่ของรายได้ โอกาส และอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 – Heart Art Light”
  • ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม “Learning Space” และปีส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 เชียงราย ไฮไลต์สุดยิ่งใหญ่

เชียงรายหนาวนี้! เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 พร้อม 7 ไฮไลต์สุดประทับใจ

หนาวนี้ทาง คอลัมน์ แอ่วล้ำแอ่วเหลือ ชวนเที่ยวศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง), จังหวัดเชียงราย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย, การท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, กระทรวงวัฒนธรรม, ขัวศิลปะ และสิงห์เลม่อนโซดา จัดงาน เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” ครั้งที่ 4 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มกราคม 2568 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจเชียงรายในช่วงฤดูหนาว

7 ไฮไลต์สุดพิเศษในงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024”

  1. ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา
    ดอยตุงร่วมสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาสูง 15 เมตร ภายใต้แนวคิด “Chiang Rai The Sense of Art” โดยใช้ผ้าย้อมสีธรรมชาติจากชาวเขาดอยตุง ตกแต่งด้วยลูกสนจากทางมะพร้าว พร้อมดอกไม้เมืองหนาว 9 สายพันธุ์ นำเสนอความงดงามทางศิลปะท้องถิ่น
  2. สีสันกาสะลองไนท์มาร์เก็ต
    เพลิดเพลินกับอาหารพื้นเมืองจาก 6 ชนเผ่าและเมนูพิเศษที่รังสรรค์จากดอกไม้นานาชนิด พร้อมกิจกรรม Workshop งานคราฟต์, Face Paint และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเด็กๆ เชียงราย
  3. Christmas Carols (24-26 ธันวาคม 2567)
    สนุกกับขบวน Santa & Friends ที่มาสร้างบรรยากาศแห่งความสุขช่วงคริสต์มาส ท่ามกลางความอลังการของต้นคริสต์มาสหมอกพันวา
  4. Happy Year End (30 ธันวาคม 2567)
    ร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินวง Better Weather ที่จะมามอบเสียงเพลงแห่งความสุข

4.Kids Day @สีสันกาสะลองไนท์มาร์เก็ต (11-12 มกราคม 2568)
กิจกรรมพิเศษต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ จัดเต็มความสนุก ร้อง เล่น เต้น พร้อมแจกของขวัญสุดพิเศษจำนวน 5,000 ชิ้น

5.สุขต้นปี (11 มกราคม 2568)
ครั้งแรกในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กับการแสดงสุดอลังการของ ระเบียบวาทะศิลป์” หมอลำชื่อดังที่ยกเวทีความสุขมาให้ชาวเชียงราย

6.โชว์สุดพิเศษปิดงาน (31 มกราคม 2568)
ชมการแสดงพิเศษส่งท้ายงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” ที่จะสร้างความประทับใจให้ทุกคน 

นอกจากนี้ เซ็นทรัล เชียงราย ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก The1 ที่ช้อปหรือทานอาหารครบ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีของที่ระลึกสุดพิเศษ จานเซรามิกแฮนด์เมด ที่ออกแบบเฉพาะเทศกาลนี้เท่านั้น

กระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงรายอย่างยั่งยืน

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” นอกจากจะเป็นการส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมล้านนาแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้น และเชิญชวนประชาชนร่วมงานพร้อมสัมผัสวัฒนธรรมล้านนาแบบใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ

ความพิเศษของเทศกาลนี้

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 ยังเน้นการส่งเสริมความยั่งยืนผ่านกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติในงานคราฟต์และการนำเสนอดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชียงราย รวมถึงการเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอสินค้าหัตถกรรมและอาหารพื้นเมือง

นักท่องเที่ยวที่แวะมาเที่ยวงานนี้ นอกจากจะได้สัมผัสความสวยงามของเมืองเชียงรายแล้วยังได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองช่วงฤดูหนาวที่อบอวลไปด้วยความสุขและสีสันที่ไม่เหมือนใคร

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เชิญชวนทุกคนปักหมุดแวะมาสัมผัสเสน่ห์ล้านนาในฤดูหนาวที่ไม่ควรพลาด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

คอลัมน์โดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE