Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

Illus Illy ปลุกกระแสสัตว์วิเศษล้านนา! จากตำนานโบราณสู่ตัวการ์ตูนร่วมสมัยที่ทุกคนตามหาในสิงห์ปาร์ค

เมื่อสัตว์วิเศษล้านนากลับมามีชีวิตในรูปแบบร่วมสมัย กลุ่มศิลปินเชียงรายสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนจากตำนานโบราณสู่ปรากฏการณ์ที่ทุกคนตามหา

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ควันหลงจากการจัดงาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ยังคงทิ้งเรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษที่กลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เข้าร่วมงาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผลงานชุดนี้เกิดจากฝีมือของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวเชียงราย ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ Illus Illy ซึ่งได้นำสัตว์ในตำนานต่างๆ ของล้านนามาตีความหมายใหม่ จนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่ารักและยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวที่ปรากฏในงานครั้งนี้ ประกอบด้วยแมงสี่หูห้าตา พญานาคี ช้างงู โต และสิงห์มอม ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีรากฐานมาจากตำนานและความเชื่อของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่สนุกสนานและน่าติดตาม

การเดินทางจากตำนานสู่ความร่วมสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัตว์วิเศษเหล่านี้ในต้นแบบดั้งเดิมมักมีรูปลักษณ์ที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศศนันท์ บุตรขุนทอง หนึ่งในสมาชิกหลักของทีม Illus Illy อธิบายถึงความท้าทายในการออกแบบว่า การลดทอนโดยไม่ลดคุณค่าคือหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้ โดยทีมงานได้เลือกปรับภาษาทางสายตาให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญไว้ เช่น รูปทรง เขา เกล็ด และท่วงท่า จากนั้นจึงปรับสัดส่วนและเส้นสายให้โค้งมนนุ่มนวลขึ้น ลดรายละเอียดที่ซับซ้อน และเลือกใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สดใส และอบอุ่น

ทีมงานเล่าว่ากระบวนการออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดในตำนาน รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความใหม่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัวละครใดตัวหนึ่ง แต่คือการทำให้ทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนในขณะที่ยังคงยึดโยงกับต้นแบบทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคง

ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ อีกหนึ่งสมาชิกของทีม กล่าวถึงรายละเอียดที่ถูกใส่เข้าไปในการออกแบบว่า ทีมได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผู้คนในเชียงรายสามารถจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเฉพาะ ลวดลายที่อ้างอิงจากงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น หรือโทนสีที่สัมพันธ์กับภูมิทัศน์ของพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ตัวละครมีรากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแฟนตาซีที่ลอยตัว แต่เป็นตัวแทนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผ่านลายผ้า

สิ่งที่ทำให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบตัวละครที่น่ารัก แต่ยังรวมถึงการนำลายผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมาผสมผสานอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะลายผ้าของชาวลาหู่และชาวไทใหญ่ กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ หนึ่งในทีมออกแบบ อธิบายว่าทีมไม่ได้เลือกลายผ้าจากความสวยงามเท่านั้น แต่เลือกจากเรื่องราวที่จะถูกผสานเข้าไปในโครงสร้างของตัวละคร

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละคร โต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานความเชื่อของชาวไทใหญ่ ทีมงานจึงใส่ลายผ้าลักษณะพิเศษของชาวไทใหญ่เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของสัตว์วิเศษนั้น การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงรายที่มีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของตนเอง

การตัดสินใจเลือกใช้ลายผ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การนำมาใช้นั้นมีความเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารเรื่องราวของความหลากหลายนี้ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและชื่นชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การวางตัวละครตามบริบทสถานที่

สัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้ถูกวางอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าในสิงห์ปาร์ค แต่มีการออกแบบตำแหน่งอย่างพิถีพิถันให้สอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้นๆ ชยพล ทุนอินทร์ สมาชิกทีมอีกคนหนึ่ง อธิบายว่าทีมมองว่าสัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้แค่ตั้งอยู่ แต่มีบทบาทของตัวเองในพื้นที่นั้น บางตัวมีหน้าที่ต้อนรับ บางตัวเป็นผู้เฝ้ามอง บางตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ หน้าตาและท่าทางของแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น พญานาคีที่ถูกวางไว้บริเวณใกล้น้ำ สะท้อนถึงความเชื่อเดิมที่ว่าพญานาคเป็นผู้ปกป้องแหล่งน้ำและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือช้างงูที่ถูกวางไว้ในทุ่งดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสัตว์ผสมที่มีทั้งความอ่อนโยนของช้างและความคล่องแคล่วของงู การวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสมจริงทางเรื่องเล่า แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการและเข้าใจบริบทของแต่ละตัวละครได้ดีขึ้น

ประสบการณ์การผจญภัยผ่านกิจกรรมสะสมแสตมป์

นอกจากรูปปั้นของสัตว์วิเศษที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว ทางสิงห์ปาร์คยังได้จัดกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่จุดประสงค์คือการกระตุ้นให้ครอบครัวได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมดและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละตัว รัชรินทร์ อินธุระ สมาชิกทีม เล่าถึงกระบวนการเตรียมงานว่า ก่อนเปิดงานทีมได้มีการลองเดินเส้นทางและสวมบทบาทเป็นนักผจญภัยเอง พบว่าความสนุกและตื่นเต้นเกิดขึ้นในหลายจังหวะ เช่น เวลาใกล้ถึงแต่ละจุดจะมีความลุ้น มีคำถามกันว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า มีการชะเง้อมองตั้งแต่รถยังไม่จอด หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่มองเห็นตัวโมเดลจากระยะไกล

สิ่งที่ทีมคาดหวังมากที่สุดคือการเห็นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่และลูกที่ยืนอยู่หน้าสัตว์แต่ละตัว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมเรื่องราวว่า พญานาคีตัวนี้โผล่ขึ้นมาจากน้ำมารอต้อนรับพวกเราตรงนี้ หรือช้างงูที่รอจนง่วงอยู่ในทุ่งดอกไม้แต่ก็ยังแอบลืมตามาทักทาย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีบ่อหงส์ ทุ่งดอกไม้ และสวนสัตว์ให้เด็กได้สำรวจ หลังจากสะสมแสตมป์ครบจึงไม่ใช่แค่การมาแลกของรางวัล แต่เป็นการปิดไดอารี่วันนั้นด้วยประสบการณ์ที่เต็มอิ่มไปด้วยเรื่องราวของสัตว์ในตำนาน การได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว และการได้เปิดประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในเส้นทางฟาร์มทัวร์อีกด้วย

สินค้าที่ระลึกในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผลงานของ Illus Illy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าต่างๆ เช่น แผนที่ พัด สติกเกอร์ และลวดลายของรถโดยสาร ธัญวีร์ เพ็งรัตน์ สมาชิกทีมอธิบายว่า ด้วยความตั้งใจออกแบบตัวละครให้มีความแปลกใหม่จากภาพเดิม เข้าถึงง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และด้วยสีสันที่น่ารัก ทีมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้ที่พบเห็น

จุดประสงค์ในการทำพัดคือเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อในชีวิตประจำวัน พกพาได้ และทีมยังแอบใส่เรื่องเล่าสนุกๆ ลงไปในด้านหลังพัด รวมถึงตัวแผ่นพับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์และยังสามารถเล่าต่อให้กับผู้คนต่อไปได้ ส่วนสติกเกอร์ลายสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวก็สามารถนำไปติดเคสโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก หรือขวดน้ำ ด้วยดีไซน์ที่น่ารักเข้าถึงได้ ทีมคาดหวังให้มีการมองเห็นและการเล่าต่อถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ได้พบเจอในเส้นทางการผจญภัยครั้งนี้

การออกแบบสินค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการขยายการเข้าถึงของตัวละครและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้คนนำพัดหรือสติกเกอร์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็กลายเป็นทูตวัฒนธรรมที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาไปยังคนรอบข้าง สร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบอินทรีย์

เชียงรายในฐานะแหล่งวัตถุดิบทางวัฒนธรรม

เมื่อถูกถามว่าเชียงรายมีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอะไรอีกบ้างที่รอให้คนรุ่นใหม่หยิบมาพัฒนา ทีม Illus Illy ตอบอย่างมั่นใจว่าจังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา หรือวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนในอดีต มีเรื่องราว ตำนาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมไปถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เหล่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือคนรุ่นใหม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในวิธีที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่สามารถนำมาตีความใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อวงการศิลปะท้องถิ่น

ความร่วมมือกับสิงห์ปาร์คในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การสร้างสรรค์ผลงานชุดหนึ่ง ทีมงานคาดหวังว่าจะได้เห็นความมั่นใจของศิลปินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โปรเจกต์นี้คือการพิสูจน์ว่างานที่มีรากฐานจากท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นงานดั้งเดิมที่หยุดนิ่งเสมอไป แต่สามารถพัฒนาและตีความใหม่ให้ร่วมสมัยได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพรากเหง้าและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ทีมอยากให้คนในพื้นที่เห็นว่าของบ้านเราสามารถเติบโตและต่อยอดจนมีมาตรฐานในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนที่แท้จริงของมัน การได้รับโอกาสจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสิงห์ปาร์คยังเป็นการเปิดประตูให้ศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานและสร้างอาชีพจากความสามารถของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่

ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการยกระดับศักยภาพของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การรับมือกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

การนำสัตว์ในตำนานมาตีความใหม่ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าผิดเพี้ยนหรือไม่เคารพต้นฉบับ ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าการตีความหมายใหม่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการทำให้ตำนานกลับมามีชีวิต วิธีการสื่อสารของทีมคือการให้เกียรติที่มา ศึกษาข้อมูล และอธิบายเจตนาอย่างชัดเจน

ทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคนรุ่นเก่าเห็นถึงความตั้งใจ และคนรุ่นใหม่สามารถสนุกร่วมไปกับงานได้ จุดตรงกลางก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน การสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์และเจตนาที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่างานนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทนที่หรือลบล้างภาพลักษณ์ดั้งเดิม แต่เป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้

ในความเป็นจริง การที่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักสัตว์วิเศษเหล่านี้ผ่านตัวละครที่น่ารักอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานดั้งเดิมในภายหลัง มากกว่าที่พวกเขาจะไม่เคยรู้จักสัตว์เหล่านี้เลย

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

เมื่อถูกถามถึงแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทีม Illus Illy มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทะเยอทะยาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดกลุ่มวาดภาพประกอบสู่การสร้าง IP (Intellectual Property) สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวให้กลายเป็น Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Character Brand ประจำจังหวัด โดยอิงแนวคิดในการสร้างสัตว์วิเศษแห่งเชียงรายให้กลายเป็น Soft Power ด้านศิลปะร่วมสมัย พัฒนาเป็นของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และขยายสู่ตลาดนักสะสม Art Toy รวมถึงตลาดท่องเที่ยว ทีมคาดหวังว่าจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์เรื่องเล่าผ่าน Storytelling สร้าง Emotional Value ที่สามารถต่อยอดสู่ Franchise IP ได้ และถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หากสำเร็จในระยะ 2 ถึง 3 ปี ทีมคาดหวังว่าสัตว์วิเศษเหล่านี้จะสามารถต่อยอดเป็น Mascot ประจำเมืองเชียงราย ภาพยนตร์ Animation สั้นที่อาจนำไปปรับใช้เป็นสื่อโปรโมทการท่องเที่ยว หรือปรับใช้กับหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หรือพัฒนาไปเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ในตำนาน พงศาวดาร และประวัติศาสตร์ของเชียงรายให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้าง Art Installation กลางเมือง และอาจพัฒนาไปสู่เทศกาลสัตว์วิเศษเชียงราย เป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด คล้ายกับเทศกาลดอกไม้งามหรืองานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ความหมายในระดับที่กว้างขึ้น

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสร้างสรรค์ของไทย ที่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทร่วมสมัย แทนที่จะเลียนแบบเทรนด์จากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การมีกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความสามารถและโอกาสไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้

ผลงานของ Illus Illy ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหลายองค์กรกำลังพยายามส่งเสริม การที่ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนทุกวัยและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บทเรียนสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของการทำการบ้าน การศึกษาข้อมูลและเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ประการที่สองคือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์และการปรับให้ร่วมสมัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์

ประการที่สามคือความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวของศิลปินหลายคนที่มีความสามารถและมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดและทำงานร่วมกันทำให้ผลงานมีความสมบูรณ์และหลากหลายมากขึ้น

สุดท้ายคือความกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่และความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ทีม Illus Illy ไม่ได้กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างหรือท้าทาย แต่ก็เปิดใจรับฟังและพร้อมอธิบายเจตนาของพวกเขา ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีนัยสำคัญ

รายชื่อทีมงานหลักโดยกลุ่มศิลปิน illus illy CEI 1.ศศนันท์ บุตรขุนทอง 2.ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ 3.กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ 4.ชยพล ทุนอินทร์ 5.รัชรินทร์ อินธุระ 6.ธัญวีร์ เพ็งรัตน์

มองไปข้างหน้า

ในขณะที่งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ได้จบลงแล้ว แต่เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การที่ผลงานได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ผู้เข้าร่วมงานนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแผนการพัฒนาต่อในอนาคต

สำหรับจังหวัดเชียงราย โปรเจกต์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การมีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจะช่วยสร้างจุดขายที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

สำหรับวงการศิลปะและการออกแบบของไทย โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสร้างผลงานที่มีคุณภาพระดับสากลได้ อาจจะกระตุ้นให้ศิลปินและนักออกแบบคนอื่นๆ หันกลับมามองหาเรื่องราวและภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเองและนำมาพัฒนาต่อยอดในทำนองเดียวกัน

ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนอย่างสิงห์ปาร์คกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม การให้โอกาสและเวทีแก่ศิลปินท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขา แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม

บทสรุป

เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาที่กลับมามีชีวิตผ่านฝีมือของกลุ่ม Illus Illy เป็นมากกว่าแค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ที่ยังคงรากเหง้า และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเพื่อคงคุณค่า แต่สามารถปรับเปลี่ยนและตีความใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยได้ โดยยังคงความเคารพและความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โปรเจกต์นี้เป็นแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสและความสำเร็จไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ สำหรับผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม มันเป็นตัวอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม

ในที่สุด เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวนี้ไม่ได้จบลงที่งาน Balloon Fiesta แต่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีม Illus Illy ร่วมกับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์วิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงรายและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลในข่าวฉบับนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงาน Illus Illy ประกอบด้วย ศศนันท์ บุตรขุนทอง, ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์, กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ, ชยพล ทุนอินทร์, รัชรินทร์ อินธุระ และธัญวีร์ เพ็งรัตน์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโปรเจกต์การออกแบบตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษล้านนา
  • งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงรา
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Balloon Fiesta และกิจกรรมต่างๆ ในสิงห์ปาร์คสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของสิงห์ปาร์ค เชียงราย

     

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับแรงกดดันสังคมสูงวัย! นายก อบจ.เชียงราย ชูนโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัส ยกระดับสุขภาพคนเชียงของ

เชียงรายเดินหมากสาธารณสุขใกล้บ้าน นายก อบจ.ชูโฮงยาใกล้บ้านพลัส ปรับอาคารภาพเก่าเมืองเชียงของเป็นคลินิกชุมชนต้นแบบ รับแรงกดดันสังคมสูงวัยและภาระโรงพยาบาล

เชียงราย,15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่การเข้าถึงบริการสุขภาพกำลังถูกทดสอบด้วยสองแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภาระการเดินทางของคนพื้นที่ชายแดนที่ยังมีต้นทุนสูงในชีวิตจริง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเดินเกมสาธารณสุขเชิงพื้นที่ โดยเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เช้าวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นายชัยวุฒิ สมุดความ ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย และบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน ตามนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ โฮงยาใกล้บ้านพลัส

ภาพที่เห็นในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการปักหมุดทิศทางของบริการสุขภาพที่ต้องใกล้กว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และลดขั้นตอนกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในอำเภอเชียงของและพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางเมื่อจำเป็นต้องพึ่งโรงพยาบาลหลัก

จุดเริ่มต้นที่ท่าเรือบั๊ค จากอาคารเล่าอดีต สู่พื้นที่ดูแลปัจจุบัน

อาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของในพื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ของชุมชน แต่ในมุมของการบริหารสาธารณะยุคใหม่ สถานที่ที่คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่ายสามารถถูกต่อยอดให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพได้ หากออกแบบบริการให้สอดคล้องความต้องการจริงของคนในพื้นที่

แกนคิดของการปรับใช้พื้นที่ครั้งนี้อยู่ที่การกระจายบริการสาธารณสุขให้ถึงฐานราก ลดความแออัดของโรงพยาบาล และทำให้ประชาชนได้รับบริการสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดย อบจ.เชียงรายระบุแนวทางสำคัญไว้ชัดเจน

  • ผลักดันพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือคลินิกชุมชน
  • บูรณาการกำลังคนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแล
  • วางแผนยกระดับศักยภาพเพื่อเปิดบริการด้านทันตกรรมในอนาคต เพื่อให้บริการครบวงจรมากขึ้น

สาระสำคัญของโมเดลนี้คือการทำให้บริการระดับพื้นฐานเกิดขึ้นใกล้ชุมชน ลดการเดินทาง ลดขั้นตอน และลดภาระที่ไหลไปกองรวมที่โรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งมักเป็นจุดที่คนไข้ต้องรอคิวนานและบุคลากรต้องรับภาระหนัก

ทำไมโฮงยาใกล้บ้านจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ

เหตุผลที่นโยบายลักษณะนี้ถูกยกเป็นความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกหรือกระแสชั่วคราว แต่มีรากจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วจริงในระดับประเทศ

ข้อมูลสถิติประชากรไทยปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนการเกิด 416,574 คน และจำนวนการตาย 559,684 คน โดยจำนวนการตายสูงกว่าการเกิด 143,110 คน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่หนักแน่นในเชิงนโยบายว่า ประเทศกำลังเผชิญภาวะประชากรลดลงต่อเนื่อง และสัดส่วนผู้สูงอายุจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการบริการสุขภาพระยะยาวจะมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลต่อเนื่องในชุมชน

เมื่อจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่กำลังคนและศักยภาพของโรงพยาบาลหลักไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนอย่างทันเวลา ระบบบริการจึงต้องขยับไปสู่การดูแลใกล้บ้านมากขึ้น และต้องทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิมีบทบาทจริง ไม่ใช่เป็นเพียงจุดส่งต่อ

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนยังมีบริบทเฉพาะของพื้นที่ ระยะทาง และความเชื่อมโยงกับการเดินทางข้ามอำเภอ ซึ่งทำให้ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสูงกว่าหลายพื้นที่ การมีคลินิกชุมชนที่เข้าถึงได้จึงไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องของความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

จากภาระการเดินทาง สู่ภาระโรงพยาบาล ถ้าไม่กระจายบริการ ความแออัดจะยิ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในพื้นที่จริง ภาพที่คนจำนวนมากคุ้นชินคือการต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลักแม้เป็นอาการที่สามารถดูแลระดับพื้นฐานได้ หรือการต้องกลับมาตามนัดหลายรอบเพราะขั้นตอนซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้ทั้งคนไข้และระบบแบกรับภาระร่วมกัน

นโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัสพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง คือทำให้บริการบางส่วนเกิดในชุมชน ลดแรงกดดันต่อโรงพยาบาล ลดเวลารอ ลดการแออัด และเพิ่มโอกาสให้แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลหลักได้ทุ่มทรัพยากรกับเคสที่ซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับเชียงของ การทำให้พื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นคลินิกชุมชนยังมีนัยสำคัญในมิติสังคม เพราะเป็นการสร้างพื้นที่บริการที่คนรู้สึกเป็นเจ้าของและเข้าถึงได้ง่าย หากออกแบบการให้บริการให้เป็นมิตร ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง

บทบาท อบจ. กับการบริหารสุขภาพเชิงพื้นที่ เมื่อการดูแลไม่ควรขึ้นกับโรงพยาบาลอย่างเดียว

การลงพื้นที่ของนายก อบจ.เชียงรายครั้งนี้สะท้อนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังขยับจากการสนับสนุนแบบโครงการรายปี ไปสู่การออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่สังคมสูงวัยทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนเพิ่มขึ้น และทำให้ภาระของรัฐต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการบูรณาการบุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัด อบจ. เพื่อหมุนเวียนมาดูแล เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะทำให้โมเดลมีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมด และหากเพิ่มบริการทันตกรรมได้ในอนาคต ก็จะช่วยลดการเดินทางของประชาชนได้อีกขั้น

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือรูปแบบบริการที่จะเปิดให้ประชาชนใช้จริง ช่วงเวลาให้บริการ ระบบนัดหมาย การเชื่อมต่อส่งต่อผู้ป่วย และมาตรฐานเครื่องมือเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า คลินิกชุมชนต้นแบบจะกลายเป็นคำตอบที่ยั่งยืนได้เพียงใด

สิ่งที่ประชาชนได้ทันที และสิ่งที่ระบบต้องทำต่อ

แม้โครงการยังอยู่ในขั้นวางแนวทาง แต่ประโยชน์ที่ถูกวางไว้ชัดเจนคือการลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดความแออัดของโรงพยาบาล หากเปิดบริการได้ตามเป้าหมาย ประชาชนจะได้ประโยชน์ในสามมิติหลัก

  • เวลาและค่าใช้จ่ายลดลง เพราะไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อบริการพื้นฐาน
  • ความรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพราะระบบคิวของโรงพยาบาลหลักลดแรงกดดัน
  • ความต่อเนื่องของการดูแลดีขึ้น เพราะหน่วยบริการอยู่ในชุมชนและเข้าถึงง่าย

ในอีกด้าน ระบบต้องทำต่อให้ครบวงจร คือกำหนดมาตรฐานบริการ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอน การประเมินกำลังคน และการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพเพื่อให้การส่งต่อมีประสิทธิภาพ เพราะคลินิกใกล้บ้านที่ดีไม่ใช่เพียงอยู่ใกล้ แต่ต้องรักษาได้จริง ติดตามได้จริง และส่งต่อได้เร็วเมื่อจำเป็น

ภาพใหญ่ของเชียงราย เมื่อสุขภาพกลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

เรื่องสุขภาพในยุคประชากรเปลี่ยน ไม่ได้เป็นเพียงบริการสาธารณะ แต่เป็นความมั่นคงของชุมชนโดยตรง เพราะกระทบตั้งแต่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภาระของครอบครัว ไปจนถึงแรงงานและเศรษฐกิจฐานราก

การเลือกปรับอาคารที่มีเรื่องเล่าทางชุมชนให้เป็นคลินิกชุมชนจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้สิ่งเดิมตอบโจทย์ปัจจุบันได้ดีขึ้น และกระจายประโยชน์ได้จริงกับคนส่วนใหญ่

หากโมเดลท่าเรือบั๊คเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ ก็มีโอกาสเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นของเชียงรายหรือจังหวัดชายแดนที่มีข้อจำกัดคล้ายกัน นำไปปรับใช้ต่อได้ในอนาคต โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้การรักษาใกล้ขึ้น และทำให้ความเจ็บป่วยไม่พ่วงต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับครัวเรือน

สถิติสำคัญในข่าว

  • จำนวนการเกิดของไทย ปี 2568 จำนวน 416,574 คน
  • จำนวนการตายของไทย ปี 2568 จำนวน 559,684 คน
  • จำนวนการตายสูงกว่าการเกิด ปี 2568 จำนวน 143,110 คน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาเป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงของ ข้อมูลผู้เข้าร่วมภารกิจลงพื้นที่และการประสานงานในพื้นที่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลสถิติการเกิดและการตายของไทย ปี 2568 เผยแพร่ผ่านการรายงานของสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดสีเขียวภายใต้แนวคิดบอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกร ตลาดสีเขียว ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด บอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศตลาดเกษตรกรบริเวณสามแยกดอยตองในช่วงสัปดาห์แห่งความรักปีนี้ ไม่ได้มีเพียงสีสันของผักผลไม้ตามฤดูกาล แต่กำลังสะท้อน “โจทย์ใหญ่ของสังคม” ที่คนเมืองกำลังถามหาคำตอบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเราจะกินอย่างไรให้มั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนงานอาหารปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่จังหวัดเชียงราย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

พิธีเปิดโครงการและการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU จัดขึ้นโดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมเปิดกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายใต้แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ณ ตลาดเกษตรกรเชียงราย สามแยกดอยตอง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

จากความกังวลบนโต๊ะอาหาร สู่การจัดระบบทั้งห่วงโซ่

แกนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้ “อาหารปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นระบบที่ตรวจสอบได้และเดินไปด้วยกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

หากมองในภาพใหญ่ระดับโลก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าโรคจากอาหารเป็นภาระสำคัญต่อสังคม โดยมีผู้ป่วยจากอาหารปนเปื้อนจำนวนมากในแต่ละปี และกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ เพราะกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบก่อนเสมอ เมื่อแปลกลับมาที่ระดับจังหวัด การสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและโปร่งใสจึงกลายเป็น “โครงสร้างป้องกันความเสี่ยง” ของชุมชนในระยะยาว ไม่ต่างจากการสร้างเขื่อนให้กับสุขภาวะของผู้คน

โครงสร้างความร่วมมือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

โครงการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ

ต้นน้ำ คือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น GAP, PGS และเกษตรอินทรีย์
กลางน้ำ คือพื้นที่ตลาดสีเขียว ร้านอาหาร และโรงแรมที่มีแนวทางคัดสรรวัตถุดิบและการจัดการสุขาภิบาลอาหาร เช่น SAN, SAN Plus และ Q Restaurant
ปลายน้ำ คือผู้บริโภค ที่จะเข้าถึงอาหารปลอดภัยมากขึ้นจากระบบจำหน่ายที่คัดกรองและตรวจสอบย้อนกลับได้

ในด้านมาตรฐานการผลิตพืช มาตรฐาน GAP ของไทยเป็นกรอบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชอาหาร ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการในแปลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะที่ PGS หรือระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการกำกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยยึดหลักการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล และอ้างอิงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในภาพรวม

ส่วนปลายทางของห่วงโซ่ซึ่งผู้บริโภคสัมผัสได้ทันที คือมาตรฐานและสัญลักษณ์ที่ช่วยลดความลังเลในการเลือกซื้อ หนึ่งในนั้นคือ “เครื่องหมาย Q” ที่เกี่ยวข้องกับระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีกรอบการแสดงเครื่องหมายและการกำกับดูแลตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

Q Restaurant เมื่อร้านอาหารกลายเป็นด่านหน้าเรื่องความปลอดภัย

อีกจุดที่น่าจับตา คือการเชื่อม “อาหารปลอดภัย” เข้ากับภาคบริการและการท่องเที่ยว ผ่านแนวทาง Q Restaurant ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า ต่อให้แหล่งผลิตดีแค่ไหน หากจุดปรุงและจุดบริการไม่ใส่ใจสุขลักษณะหรือแหล่งวัตถุดิบ ความเสี่ยงก็ยังย้อนกลับมาหาผู้บริโภคได้

เอกสารแนวทางโครงการ Q Restaurant ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นกรอบของร้านอาหารที่สมัครใจเข้าร่วม ต้องมีสุขลักษณะที่ดี และมีเมนูหรือวัตถุดิบที่เลือกใช้สินค้าในระบบ Q เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการยกระดับ “ความปลอดภัย” จากเรื่องในครัวเรือน ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของเมืองและการบริการ หากทำได้จริง เมืองจะได้ทั้งสุขภาพของคนในพื้นที่ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมากขึ้น

เทศบาลนครเชียงรายร่วมขับเคลื่อน สะพานเชื่อมคนเมืองกับระบบอาหารปลอดภัย

ในมิติท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงรายเข้าร่วมในพิธีลงนาม MOU ผ่านผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ การเชื่อมเครือข่าย และการทำให้ “ตลาดของคนเมือง” เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้จริง

บทบาทของเทศบาลในภาพนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ไปร่วมงาน” แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ระบบอยู่ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะเทศบาลคือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนที่สุด ตั้งแต่การจัดพื้นที่ตลาด ความสะอาด การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเมืองให้เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

บอกรักด้วยผักผลไม้ เมื่อการสื่อสารทำให้ระบบใหม่เข้าใจง่าย

แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ถูกวางเป็นธีมกิจกรรมในช่วงเทศกาลแห่งความรัก แต่สารที่ซ่อนอยู่คือการทำให้เรื่องมาตรฐานและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมักถูกมองว่ายากและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไป “อยากเข้าไปมีส่วนร่วม” ตั้งแต่การซื้อผักผลไม้เป็นของฝาก ไปจนถึงการตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและวิธีผลิต

เพราะในโลกจริง ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธอาหารปลอดภัย แต่ติดอยู่ที่ 3 เรื่องเสมอ คือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจริงไหม ราคาแพงไปหรือเปล่า และซื้อได้ที่ไหนอย่างสะดวก หากระบบนี้ตอบได้ทีละข้อ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของคนทั้งเมือง

Green Market สามแยกดอยตอง จุดนัดพบของผู้ผลิตกับผู้บริโภค

หนึ่งในเครื่องมือเชิงปฏิบัติของระบบอาหารปลอดภัย คือ “ตลาดที่ทำให้เห็นของจริง” โดยตลาดเกษตรกรเชียงราย หรือ Green Market บริเวณสามแยกดอยตอง ถูกสื่อสารว่าเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรง เปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์ ช่วงเวลา 07.00 ถึง 12.00 น.

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติจะดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในเชิงระบบ นี่คือจุดที่ทำให้ความร่วมมือไม่ลอยอยู่บนกระดาษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบด้วยตา เห็นผู้ผลิตตัวจริง ถามวิธีปลูก วิธีดูแล และเรียนรู้มาตรฐานผ่านการซื้อขายจริงได้ทันที

ผลกระทบเชิงระบบที่เชียงรายกำลังเดิมพัน

ความร่วมมือแบบ MOU มักถูกตั้งคำถามว่า จะไปไกลแค่ไหน และจะทำให้เกิดผลจริงหรือไม่ หากมองอย่างเป็นกลาง ความสำเร็จของระบบอาหารปลอดภัยไม่ได้วัดจากพิธีลงนามเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” และ “แรงจูงใจที่ยั่งยืน” ของผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ฝั่งเกษตรกร หากมาตรฐานช่วยให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น มีราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงในการจำหน่าย เกษตรกรจะยอมลงทุนกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยมากขึ้น

ฝั่งร้านอาหารและโรงแรม หากการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกลายเป็นจุดขายของเมือง ร้านอาหารจะไม่มองมาตรฐานเป็นภาระ แต่เป็นความได้เปรียบ

ฝั่งผู้บริโภค หากเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่โดดจากตลาดทั่วไปมาก และมีข้อมูลชัดเจนให้ตัดสินใจ ระบบจะเกิดแรงซื้อที่พอจะขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่ต่อไป

ความท้าทายที่ต้องยอมรับ และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ร่วมกัน

เพื่อให้ข่าวนี้อยู่บนฐานความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน จำเป็นต้องยอมรับว่า “ระบบอาหารปลอดภัย” มีความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 4 เรื่อง

เรื่องแรก คือความสม่ำเสมอของปริมาณสินค้า หากมีเฉพาะช่วงกิจกรรม ผู้บริโภคจะกลับไปพฤติกรรมเดิมได้ง่าย

เรื่องที่สอง คือความเข้าใจเรื่องมาตรฐานของผู้บริโภค สัญลักษณ์และคำย่อจำนวนมากทำให้คนสับสนได้ หากสื่อสารไม่ดี ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นความไม่มั่นใจรูปแบบใหม่

เรื่องที่สาม คือแรงจูงใจของผู้ประกอบการกลางน้ำ ร้านอาหารและโรงแรมต้องเห็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ทำเพราะกระแส

เรื่องที่สี่ คือการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อใดที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “เชื่อไม่ได้” ระบบทั้งระบบจะเสียต้นทุนความไว้วางใจทันที

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ MOU ไม่เป็นเพียงพิธี

ปลายทางของระบบนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสัปดาห์ เพราะการซื้อหนึ่งครั้ง อาจเป็นเสียงโหวตให้เกษตรกรที่ลงทุนทำของปลอดภัยอยู่รอด และทำให้ร้านค้ามีกำลังใจเลือกของดีมากขึ้น

สิ่งที่ทำได้ทันทีมีไม่กี่อย่าง แต่มีพลังสูงมาก

เลือกซื้อจากตลาดที่ระบุแหล่งที่มาได้ชัด และกล้าถามวิธีผลิต
สนับสนุนตลาดสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วงกิจกรรม
หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร เริ่มจากเมนูง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยและบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
ช่วยกันแชร์ข้อมูลตลาด วันเวลา และเรื่องราวของผู้ผลิต เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น

เมื่อการกระทำเล็ก ๆ ถูกทำซ้ำมากพอ ระบบอาหารปลอดภัยจะไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเมือง

เมืองที่คนกินดีอยู่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่า การพัฒนาเมืองเพื่อสุขภาวะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งจุดเริ่มต้นคือการทำให้ “อาหารในจาน” ของคนธรรมดาปลอดภัยขึ้น และทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาดที่มั่นคงขึ้น

ในโลกที่ผู้คนถามหาคุณภาพชีวิตมากกว่าเดิม ระบบอาหารปลอดภัยจึงเป็นทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคม หากเครือข่ายที่ลงนามกันวันนี้เดินต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนเห็นผลจริงผ่านตลาดที่มีของจริง มีข้อมูลจริง และเข้าถึงได้จริง เมืองแห่งสุขภาวะจะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในทุกมื้ออาหาร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรุกโครงการ “50 by 30” ดันมาตรการคุมความเร็ว 30 กม./ชม. ในชุมชน ลดตาย-เจ็บเชิงระบบ

เชียงรายเดินหน้าโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 ดันมาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชน หวังลดความสูญเสียเชิงระบบ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ เยาวชน และภาคีในพื้นที่ กลายเป็นอีกสัญญาณว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นครั้งคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน Road Safety Leader 50 by 30 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศจุดยืนสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เน้นการสวมหมวกนิรภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนและพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียน ตลาด และเขตมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับทิศทางสากลภายใต้ทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน 2021 ถึง 2030 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณะสำคัญ โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 1.19 ล้านคนต่อปี

จุดตั้งต้นของเชียงรายเมื่ออุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

สารตั้งต้นที่ทำให้โครงการในเชียงรายได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากการมองตัวเลขอุบัติเหตุเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการอ่านแนวโน้มที่ซับซ้อนยิ่งกว่า คือในหลายช่วงเวลา จำนวนครั้งของอุบัติเหตุอาจลดลงได้จากการรณรงค์และการตั้งด่าน แต่ความรุนแรงต่อครั้งกลับสูงขึ้นจนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามคาด

ข้อมูลสรุปจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนรายงานไว้ สะท้อนว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 2,467 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 436 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า การลดอุบัติเหตุให้ได้มากขึ้นอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถลดความรุนแรง ณ วินาทีปะทะได้

ในมุมของผู้กำหนดทิศทางงานความปลอดภัยทางถนนของเชียงราย โจทย์สำคัญจึงขยับจากการทำให้คนระมัดระวังในช่วงเทศกาล ไปสู่การสร้างวินัยและสภาพแวดล้อมที่ลดแรงปะทะตลอดทั้งปี และนี่คือเหตุผลที่มาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชนถูกยกขึ้นเป็นแกนของโครงการ

ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเส้นแบ่งของชีวิต

บนเวทีเปิดโครงการ รศ.ดร.นาวิน พรมใจสา ประธานเครือข่ายรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่าแนวคิด Safe Speed ในพื้นที่ชุมชนคือหัวใจที่ทำให้ระบบถนน “ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์” ได้มากขึ้น เพราะเมื่อความเร็วสูงขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และแรงปะทะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางสากลด้าน Safe System ซึ่งเน้นการจัดการความเร็วให้สอดรับกับความสามารถในการรับแรงกระแทกของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบนถนนที่มีคนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนเปราะบาง

เชียงรายจึงเลือก “ช้าลงเพื่อรอด” เป็นแกนสื่อสารที่จับต้องได้ และผูกเข้ากับพฤติกรรมที่ทำได้ทันที คือชุมชนและสถานศึกษากำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคู่การสวมหมวกนิรภัยแบบจริงจัง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเสี่ยงหลักของประเทศ และสะเทือนถึงท้องถิ่น

แม้โครงการจะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย แต่ประเด็นรถจักรยานยนต์เป็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” ถูกกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักหรือช่วงเดินทางไกล

รายงานและบทวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยและการใช้ความเร็วสูง

เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายท้องถิ่นที่มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงเป็นการวางกำลังคนในจุดที่สำคัญที่สุด คือจุดที่คนตัดสินใจว่าจะสวมหมวกหรือไม่ จะบิดคันเร่งแค่ไหน และจะเคารพสิทธิคนเดินเท้าหรือไม่

เชียงรายเลือกสร้างผู้นำมากกว่าสร้างกิจกรรม เพราะเป้าหมายคือวัฒนธรรม 365 วัน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุในพิธีเปิดว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 จึงถูกวางให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ มุ่งสร้างต้นแบบในระดับพื้นที่ให้เห็นจริง ทำจริง และส่งต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ

สาระสำคัญของโครงการในเชิงการสื่อสารสาธารณะ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยกู้ชีพ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วม” ซึ่งต้องมีผู้นำทางสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

ในทางปฏิบัติ การยกระดับความปลอดภัยให้ยั่งยืนมักต้องทำพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย การกำหนดกติกาชุมชน การทำให้การสวมหมวกเป็นบรรทัดฐาน ไปจนถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ

บทเรียนระดับประเทศชี้ว่าเพียงตั้งด่านไม่พอ หากไม่ลดแรงปะทะ

เหตุผลที่แนวคิด Safe Speed ถูกชูขึ้นอย่างจริงจัง สะท้อนจากบทเรียนช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ที่สถิติสะสมชี้ว่าความสูญเสียยังสูง แม้จำนวนอุบัติเหตุรวมจะไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในทุกปีเสมอไป แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ และก่อภาระต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงเศรษฐกิจครัวเรือนในระยะยาว

ข้อมูลระดับโลกขององค์การอนามัยโลกย้ำว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพและความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้สูญเสียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว

เมื่อแปลโจทย์กลับมายังเชียงราย การคุมความเร็วในเขตชุมชนจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำให้รถวิ่งช้า” เท่านั้น แต่คือการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เป็นการลดแรงปะทะให้เหลือระดับที่มนุษย์มีโอกาสรอด และลดโอกาสที่อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งบ้าน

จุดเปลี่ยนที่ประชาชนสัมผัสได้จริง คือทำให้กติกาใหม่เป็นเรื่องปกติ

ในภาพรวม โครงการ Road Safety Leader 50 by 30 จะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “กติกาใหม่” ไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นความคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

สิ่งที่ทำได้ทันทีในระดับครัวเรือนและชุมชนมีไม่กี่อย่าง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

เริ่มจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งแม้ระยะทางสั้น เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดในถนนใกล้บ้านและถนนชุมชน

ลดความเร็วให้เหลือระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน ตลาด และทางแยกที่มีคนข้ามถนน

ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ปล่อยให้คนในบ้านดื่มแล้วขับ เพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจแลกด้วยชีวิต

ชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วยกันสอดส่องอย่างเป็นมิตรควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เปลี่ยนจะไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือวัฒนธรรมถนนที่ปลอดภัยขึ้นในระยะยาว

เชียงรายกับเป้าหมาย 2573 งานยากแต่จำเป็น และวัดผลได้จากชีวิตที่ไม่หายไป

เป้าหมาย 50 by 30 ฟังดูเป็นภาษานโยบาย แต่ในความเป็นจริงคือคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่ออกจากบ้านในตอนเช้า ได้กลับถึงบ้านในตอนเย็นมากขึ้นเท่าเดิมทุกวัน

เชียงรายเลือกเริ่มจากการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการลดความสูญเสียไม่สามารถอาศัยความเข้มข้นเพียงช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป หากต้องเป็นงานตลอดปี และต้องฝังอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน

ในวันที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ดวง แต่เป็นผลของความเร็ว วินัย และการออกแบบระบบ การเริ่มต้นของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าพิธีเปิด แต่คือการส่งสัญญาณว่า จังหวัดพร้อมขยับจากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือจำนวนชีวิตที่ลดการสูญเสียลงจริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สรุปอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่าง 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 อุบัติเหตุ 2,467 ครั้ง เสียชีวิต 436 ราย อ้างอิงรายงานข่าวที่ถอดจากการสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • Global Plan ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติ
  • โครงสร้างระบบข้อมูลความปลอดภัยทางถนนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมอาเซียนสัญจรเชียงราย ชู “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” แก้ฝุ่นข้ามพรมแดนและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เชียงรายบนเวทีอาเซียนสัญจร 2569 เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นวาระร่วมที่ต้องแก้ด้วยข้อมูลและกลไกภูมิภาค

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมในโรงแรม The Heritage วันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการตามกำหนดการประชุม แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโจทย์การพัฒนาชายแดนภาคเหนือที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคลื่อนฐานตามแรงกดดันของการบังคับใช้กฎหมาย

กิจกรรมอาเซียนสัญจรที่กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการ เพราะพื้นที่ปลายทางขององค์ความรู้ในวันนี้คือชีวิตจริงของคนชายแดน ผู้ประกอบการ นักเรียน ครู และหน่วยงานรัฐในจังหวัด ที่ต้องอยู่กับผลกระทบเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมราว 100 คนประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากโรงเรียนเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด กลุ่มผู้ฟังลักษณะนี้ทำให้วงสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำอธิบายโครงสร้างอาเซียน แต่ไหลไปสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า เมื่อปัญหาข้ามแดนหนักขึ้น กลไกอาเซียนช่วยอะไรได้จริง และคนเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนไม่ได้อยู่ไกล เมื่อเชียงรายอยู่ใกล้กว่าที่คิด

การตั้งกิจกรรมในเชียงรายมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะจังหวัดนี้เป็นหนึ่งในประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคผันผวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงชุมชนชายแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนเองเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นได้ หากรู้ช่องทางและรู้วิธีใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ข้อมูลตัวชี้วัดของอาเซียนระบุว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในระดับหลายร้อยล้านคน และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องหลังยุคโควิด ซึ่งหมายถึงโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่น รวมถึงเชียงราย หากสามารถเชื่อมกับตลาดภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม โอกาสและความเสี่ยงมักมาเป็นแพ็กเดียวกัน ยิ่งการเชื่อมต่อข้ามแดนมีความหนาแน่นมากขึ้น ปัญหาที่อาศัยช่องว่างชายแดนก็ยิ่งทวีความรุนแรง ตั้งแต่หมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ

น.ส. สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ประเด็นเด่นที่ถูกจับตา ฝุ่นข้ามแดนที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจริง ไม่ใช่การขอความร่วมมือแบบปีต่อปี

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนาวันนี้คือ การแก้ฝุ่นข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ที่ฝ่ายไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรองอธิบดีกรมอาเซียน นางสาวสุชาดา เมฆธารา ให้ข้อมูลในเชิงทิศทางว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง และต้องเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง

ในงานครั้งนี้ นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ภาพรวมว่า ประเด็นฝุ่น PM2.5 เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลไทย จึงมีความพยายามทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ พร้อมสะท้อนรายละเอียดการทำงานผ่านกิจกรรมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เมียนมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญร่วมกัน เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการป่า ระบบเตือนภัย และการติดตามจุดความร้อนซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

สาระสำคัญจากถ้อยคำที่นำเสนอในเวทีนี้คือ การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการเฉพาะหน้าภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นตอจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ และเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร พฤติกรรมการจัดการพื้นที่ป่า และระบบเตือนภัยที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

ในมุมกฎหมายและกรอบความร่วมมือ อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนซึ่งถูกลงนามตั้งแต่ปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 เพื่อยกระดับการร่วมมือ ป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดในเชียงรายวันนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้ลดความสำคัญลง ตรงกันข้ามคือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้กลไกที่มีอยู่เคลื่อนจริงในภาคสนาม

ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ได้มีแค่ตัวเลขรายวัน แต่คือความเสี่ยงระยะยาว งานอ้างอิงด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติชี้ว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกปรับลดค่าคำแนะนำของ PM2.5 ลงอย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานทางวิชาการยิ่งเข้ม การบริหารจัดการเชิงระบบก็ยิ่งต้องจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการสะสมของมลพิษในช่วงลมสงบ

อีกประเด็นที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันคือค่าอ้างอิงมาตรฐานภายในประเทศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยได้อ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ใช้ในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเกินเกณฑ์จะมีผลต่อสุขภาพและต้องมีมาตรการป้องกันส่วนบุคคลและชุมชน

ประเด็นเด่นอีกด้าน อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อคนชายแดนต้องการคำตอบที่จับต้องได้

หากฝุ่นข้ามแดนคือปัญหาที่มองเห็นด้วยตาในบางวัน อาชญากรรมออนไลน์คือปัญหาที่มองไม่เห็น แต่กัดกินเงินออมและความมั่นคงทางใจของผู้คนทุกวัน คำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประชิดชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ว่าอาเซียนมีเครื่องมืออะไรในการประสานงานหรือกดดันประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำอธิบายในเวทีนี้ชี้ไปยังกรอบความร่วมมือของอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และมีแนวคิดสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และพัฒนาไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกัน รวมถึงการทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมลดลง

นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่ากรอบอาเซียนมีทั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และกรอบการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแผนงานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เป้าหมายคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแชร์แนวปฏิบัติที่ดี และยกระดับไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกันในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การติดตามเครือข่ายบัญชีม้า

การย้ำว่าพยายามลดพื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญ คือกลุ่มหลอกลวงย้ายฐานไปตามจุดที่บังคับใช้กฎหมายได้ยากขึ้น หรืออาศัยช่องว่างระหว่างเขตอำนาจรัฐ

ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติระบุถึงโครงสร้างความร่วมมือ เช่น การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายแดนและอาชญากรรมรูปแบบใหม่

ด้านภาพรวมระดับภูมิภาค หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวสูงและมีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเพิ่มภาระให้ประเทศปลายทางที่ต้องรับผู้เสียหายและติดตามเงินที่ถูกโอนผ่านหลายทอด เมื่อมองจากเลนส์นี้ คำถามของคนเชียงรายจึงไม่ใช่แค่จะจับกุมได้กี่คดี แต่คือจะลดแรงจูงใจ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และลดพื้นที่ตั้งฐานได้อย่างไร

ประเด็นรองที่ซ่อนความหมาย โครงการห้องสมุดอาเซียน เมื่อความรู้คือเกราะป้องกันระยะยาว

ท่ามกลางประเด็นหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมอาเซียนสัญจรยังมีอีกแกนหนึ่งที่ดูเหมือนนุ่ม แต่ทรงพลังระยะยาว คือการต่อยอดโครงการห้องสมุดอาเซียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 และขยายครบ 77 จังหวัดในปี 2568 ตามข้อมูลที่ถูกกล่าวในเวที

รองอธิบดีกรมอาเซียนอธิบายภาพรวมว่า โรงเรียนหลายแห่งใช้ห้องสมุดอาเซียนเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ทำให้เด็กเห็นภาพโลกกว้าง เข้าใจว่าไทยไม่ได้อยู่ลำพังในภูมิภาค และเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มุมมองนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อปัญหาข้ามแดน ไม่ได้จบแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องลงทุนกับความรู้และเครือข่ายการศึกษา

แผนระยะต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในเวทีคือการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อให้ครูแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในอนาคต หากทำได้จริง เครือข่ายนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยง เช่น เรื่องฝุ่น การหลอกลวงออนไลน์ หรือข่าวลวง สามารถกระจายถึงผู้เรียนและครอบครัวได้เร็วขึ้น

เชียงรายจะได้อะไรจากเวทีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ที่การนำกลับไปทำจริง

คำถามที่ถูกตั้งในเวทีว่า คนท้องถิ่นเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียนด้านใดมากที่สุด ถูกตอบในเชิงภาพรวมว่าอาเซียนให้ประโยชน์ในสามมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเสถียรภาพและความปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และสังคมที่เข้มแข็งช่วยลดความเปราะบางต่อปัญหาข้ามแดน

แต่หากแปลงให้เป็นภาษาคนทำงานในพื้นที่ โจทย์ของเชียงรายหลังเวทีนี้ควรถูกจัดเป็นชุดปฏิบัติการที่ชัดขึ้น

มิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยและการจัดการจุดเสี่ยงเชื่อมกับการสื่อสารระดับชุมชนมากกว่าเดิม ตั้งแต่การสื่อสารภาวะฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้ามแดนภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่

มิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบอาเซียนแปลเป็นคู่มือป้องกันภัยให้ประชาชน เช่น วิธีสังเกตกลโกง วิธีอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ รวมถึงการลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ผ่านการให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษา

มิติการศึกษาและทุนมนุษย์ ต้องเร่งต่อยอดเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนให้เป็นเครือข่ายทักษะพลเมืองดิจิทัลในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่เร็วพอ ๆ กับฝุ่นควัน เพราะหากเด็กและครูมีชุดความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย การป้องกันความเสี่ยงจะยืนระยะได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เสียงจากผู้บริหารในเวที เมื่อคำว่าอาเซียนต้องถูกแปลเป็นความอุ่นใจของประชาชน

ประโยคที่สะท้อนแก่นของกิจกรรมวันนี้คือการย้ำว่า ปัญหาฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง และต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีต่อปี หากมองด้วยมาตรฐานงานข่าวเชิงนโยบาย นี่คือการประกาศทิศทางว่า ภาครัฐกำลังพยายามยกระดับเรื่องปัญหาข้ามแดนจากระดับพื้นที่ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเวทีนี้จะถูกวัดด้วยสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น จำนวนวันที่ค่าฝุ่นลดลง การแจ้งเตือนที่เข้าถึงคนกลุ่มเปราะบาง การลดจำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ และการมีช่องทางช่วยเหลือที่ทำงานได้จริง

เมื่อเชียงรายเป็นเสมือนแนวหน้า ความร่วมมืออาเซียนต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแรง

กิจกรรมอาเซียนสัญจรในเชียงราย 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บทบาทอาเซียนในสายตาคนท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนจากภาพรวมที่ไกลตัว มาเป็นเครื่องมือที่ประชาชนคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ทั้งฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่กัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

เชียงรายอาจเป็นจังหวัดหนึ่งในแผนที่ประเทศ แต่ในแผนที่ปัญหาข้ามแดน เชียงรายคือพื้นที่ที่รับผลกระทบก่อนและชัดกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นเวทีปฏิบัติการ และกลไกความร่วมมือจะมีความหมายต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า ความปลอดภัย สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

ท้ายที่สุด สิ่งที่กิจกรรมวันนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เอกสารกำหนดการหรือภาพถ่ายร่วม แต่คือโจทย์ร่วมของหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นอากาศที่หายใจได้สะดวกขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนเชียงรายและคนไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เนื้อหาและถ้อยคำจากกิจกรรมอาเซียนสัญจร จังหวัดเชียงราย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ เอกสารอ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เผยแพร่ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ปรากฏในเอกสารราวปี 2567
  • ASEAN Statistics Division ฐานข้อมูลสถิติทางการของอาเซียน รายการตัวชี้วัดหลัก เข้าถึงและอ้างอิงจากหน้าข้อมูลสถิติ
  • ASEAN Secretariat ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน และการมีผลใช้บังคับ
  • กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารอธิบายกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
  • งานวิชาการอ้างอิงแนวทางคุณภาพอากาศระดับนานาชาติ ที่สรุปค่าคำแนะนำและทิศทางการปรับปรุงแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • United Nations Office on Drugs and Crime ข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค อ้างผ่านการรายงานข่าว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ยกระดับเชียงรายเมืองสุขภาวะ! ผนึกท้องถิ่น-โรงพยาบาลศูนย์ รับลูกนโยบายสาธารณสุขลดการบริโภคน้ำตาล

เชียงรายย้ำบทบาทเมืองสุขภาวะ เทศบาลร่วมยินดี 89 ปี รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพันธมิตรสุขภาพชุมชน รับกระแสนโยบายลดหวานระดับประเทศ

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบ่ายของเมืองเชียงรายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงพิธีแสดงความยินดีตามวาระสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุข หากยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลคนทั้งเมือง เมื่อเทศบาลนครเชียงรายนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 89 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายใต้แนวคิด “89 ปี โฮงยาไทย ดูแลด้วยหัวใจ เราให้มากกว่าการรักษา” พร้อมส่งสัญญาณการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เท่าเทียม และยั่งยืน

การขยับตัวของเชียงรายในเวทีท้องถิ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายโภชนาการเชิงป้องกันในระดับประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งเป็นการใช้กลไกค่าเริ่มต้นของการสั่งเครื่องดื่มให้หวานน้อยลง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

สองเหตุการณ์ในวันเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงความหมาย เพราะกำลังบอกเล่าภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของเมือง ของชุมชน และของระบบนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉินไปจนถึงแก้วเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

วาระ 89 ปี โรงพยาบาลศูนย์ของเมือง กับความคาดหวังใหม่ของคนเชียงราย

ตามข้อมูลที่ระบุในกิจกรรม วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง นางพรทิพย์ จันทร์ตระกูล รักษาการผู้อำนวยการกองการแพทย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมแสดงความยินดีต่อโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมเสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สาระสำคัญของงานไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธีการ หากถูกต่อยอดผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนของประชา ที่ชาวโฮงยาอยากใส่ใจ” ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และแนวทางความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข

ในช่วงหนึ่งของเวที นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวถ้อยแถลงที่สะท้อนเป้าหมายร่วมเชิงระบบว่า หากเทศบาลนครเชียงรายและโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จับมือกัน จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความแออัดหรือเพิ่มความรวดเร็วในการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของเมือง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า การรักษาพยาบาลและสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้อย่างง่ายและเท่าเทียม พร้อมย้ำแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งหวังให้ “เชียงรายโมเดล” เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ยึดความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามข้อความที่แนบมา

ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำอวยพร เพราะสะท้อนโจทย์จริงของระบบบริการสุขภาพเมืองรองที่ต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้รับบริการ โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพกลายเป็นตัวแปรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การทำงาน และคุณภาพชีวิตรายวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุขภาพไทยในภาพใหญ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือแรงกดดันที่อยู่รอบตัว

หากมองภาพรวม ประเทศไทยเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทั้งระบบบริการและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ข้อมูลภาพรวมระดับประเทศจากเอกสารสรุปด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นวาระสำคัญของนโยบายสุขภาพ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองหนึ่งเมืองจะดูแลคนทั้งเมืองให้แข็งแรงได้อย่างไร คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเตียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยน้อยลงในระยะยาว ผ่านการป้องกันเชิงรุก การคัดกรอง การปรับพฤติกรรม และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแกนเดียวกับที่เทศบาลและโรงพยาบาลกำลังส่งสัญญาณในวันครบรอบ 89 ปี

จากโรงพยาบาลสู่แก้วเครื่องดื่ม ประเทศเริ่มขยับมาตรฐานใหม่ ลดหวานด้วยการปรับค่าเริ่มต้น

ในวันเดียวกันกับกิจกรรมที่เชียงราย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สื่อสารแนวทางเชิงนโยบายด้านโภชนาการ โดยเน้นการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มชง ผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และเชิญชวนความร่วมมือจากภาคเอกชนในธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลการสื่อสารของหน่วยงานสาธารณสุขที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หัวใจของมาตรการลักษณะนี้ คือการใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า การปรับค่าเริ่มต้นให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงมีสิทธิเลือกความหวานตามต้องการ แต่ค่าเริ่มต้นที่เรียกว่า “หวานปกติ” จะถูกปรับให้หวานน้อยลง เพื่อค่อย ๆ ลดความคุ้นชินต่อความหวานในชีวิตประจำวัน

เหตุผลเชิงสาธารณสุขของมาตรการลดหวาน ถูกเสริมด้วยแนวทางสากลด้านการบริโภคน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลอิสระลง โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เมื่อประเทศเริ่มปรับนิยามความหวาน และเมืองเริ่มปรับนิยามการดูแลสุขภาพ จึงเกิดภาพต่อเนื่องจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ นั่นคือการทำให้การป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องตรวจ

เชียงรายโมเดลในทางปฏิบัติ ทำงานร่วม ลดความแออัด เพิ่มการเข้าถึง และทำให้สุขภาพเป็นสิทธิที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าจับตาในกิจกรรมครบรอบ 89 ปี คือถ้อยแถลงของฝ่ายท้องถิ่นที่มองความร่วมมือไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานเมือง โดยเชื่อมบริการใกล้บ้านเข้ากับโรงพยาบาลศูนย์

ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือรูปแบบนี้มักสะท้อนผ่านการทำงานหลายชั้น เช่น การสร้างระบบคัดกรองและติดตามในชุมชนผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น การส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็น การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน การทำงานเชิงรุกด้านสุขศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายประเทศพยายามขับเคลื่อน นั่นคือทำให้สุขภาพเกิดขึ้นก่อนคนจะต้องนอนโรงพยาบาล และทำให้ความรู้ด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายพอ ๆ กับบริการรักษาพยาบาล

สุขภาพชุมชนคือทุนทางเศรษฐกิจของเมือง

เมื่อพูดถึงสุขภาพ มักถูกมองเป็นต้นทุน แต่ในมุมเศรษฐกิจเมือง สุขภาพที่ดีคือทุนตัวจริง เพราะหมายถึงแรงงานที่ทำงานได้ต่อเนื่อง เด็กที่เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และครอบครัวที่ไม่ถูกดึงรายได้ไปกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ป้องกันได้

การประกาศแนวคิด “เราให้มากกว่าการรักษา” ในงานครบรอบ 89 ปี จึงเป็นถ้อยคำที่ตีความได้ในเชิงระบบว่า โรงพยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่ประคองคุณภาพชีวิตคนทั้งเมือง ขณะที่เทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาเมืองอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่พัฒนาสุขภาวะของเมืองด้วย

เมื่อจับคู่กับนโยบายลดหวานระดับประเทศ ภาพจึงชัดขึ้นว่า การลดภาระโรคเรื้อรังต้องเดินสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือเพิ่มคุณภาพและความร่วมมือในการรักษา ทางที่สองคือทำให้การป้องกันเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปอย่างการบริโภคน้ำตาลสูง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้เมืองแข็งแรงไปพร้อมกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ คือความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อแรก เลือกความหวานให้น้อยลงจากเดิมในการสั่งเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ข้อที่สอง ใช้บริการสุขภาพใกล้บ้านและเข้ารับการคัดกรองตามสิทธิ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อที่สาม สนับสนุนกิจกรรมและนโยบายสุขภาพของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในชุมชน การลดหวาน ลดเค็ม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ และการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในพิธีการ

89 ปีที่ไม่ได้หยุดแค่การยินดี แต่เป็นการย้ำทิศทางใหม่ของเมือง

ครบรอบ 89 ปี โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าวาระเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นจังหวะที่เมืองเชียงรายประกาศความพร้อมจะยกระดับการดูแลสุขภาพคนทั้งเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาล และสอดรับกับนโยบายระดับชาติที่เริ่มขยับมาตรฐานพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสกัดภาระโรคเรื้อรัง

เมื่อโรงพยาบาลย้ำว่าดูแลด้วยหัวใจ และท้องถิ่นย้ำว่าสุขภาพคือสิทธิที่เข้าถึงได้ง่าย ภาพของเมืองสุขภาวะจึงไม่ใช่คำหรู หากเป็นเป้าหมายที่กำลังถูกสร้างขึ้นจริงทีละขั้น และอาจกลายเป็นต้นแบบที่คนทั้งจังหวัดและพื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลการสื่อสารแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และแนวทางรณรงค์ลดหวานผ่านความร่วมมือภาคี
  • องค์การอนามัยโลก เอกสารแนวทางการบริโภคน้ำตาลสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก และสาระสรุปเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำตาลอิสระ
  • องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ข้อมูลภาพรวมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครม. เห็นชอบมาตรการสู้ฝุ่นปี 69 เชียงรายดีเดย์ 14 ก.พ. ห้ามเผา 86 วัน ใช้ Cell Broadcast เตือนภัย

ครม. เห็นชอบมาตรการเข้มรับมือ PM2.5 ปี 2569 เชียงรายดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ ห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน ใช้ระบบ Cell Broadcast เตือนภัยตรงถึงมือถือประชาชน

เชียงราย,11 กุมภาพันธ์ 2569 – สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาอยู่ในวาระสำคัญของประเทศอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือประจำปี 2569 โดยยกระดับการทำงานจากเชิงตั้งรับสู่การป้องกันล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยีการสื่อสารสาธารณะอย่างระบบ Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนภัยถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า แนวโน้มค่าฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีลักษณะสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงระบบทั้งก่อนเกิดเหตุและระหว่างเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางของภาคเหนือ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ทันที โดยจังหวัดประกาศเข้าสู่ช่วงควบคุมการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 86 วัน ตามประกาศจังหวัดที่มีผลบังคับใช้

เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ Cell Broadcast กลไกแจ้งเตือนภัยตรงพื้นที่เสี่ยง

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการเน้นย้ำจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือการใช้ระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังโทรศัพท์ทุกเครื่องในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะใช้เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่กระทบต่อสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเตรียมการป้องกันอื่นอย่างเหมาะสม จุดเด่นของระบบนี้คือสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และยังคงทำงานได้แม้ในช่วงที่โครงข่ายมีการใช้งานหนาแน่น

มาตรการด้านการสื่อสารนี้ถูกออกแบบควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่าน SMS รายวัน และการรายงานคุณภาพอากาศผ่านสถานีตรวจวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้หลายช่องทาง ลดความล่าช้าในการรับรู้ความเสี่ยง

มาตรการสองระยะ จากการเตรียมการสู่การปฏิบัติการเข้มข้น

มาตรการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก

ระยะเตรียมการ ครอบคลุมการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรไร้เผา การกำหนดเป้าหมายรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 15 การจัดทำแผนที่เสี่ยงไฟป่าใน 14 กลุ่มป่า การควบคุมรถยนต์ดีเซลให้ผ่านการตรวจควันดำไม่เกินร้อยละ 20 และการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องปลอดการเผา

ระยะปฏิบัติการ จะเน้นการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแบบเคาะประตูบ้าน การตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง การประกาศปิดป่าในช่วงเวลาวิกฤต การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน รวมถึงการจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนตัดสินใจดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที

เชียงรายประกาศดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ เข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อประเมินสภาพอากาศและเตรียมเข้าสู่ช่วงวิกฤต

นายประเสริฐเปิดเผยว่า สถานการณ์ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยข้อมูลจุดความร้อน ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบ 170 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 344 จุด คิดเป็นการลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเพียง 1 วันในช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน อากาศจะยกตัวขึ้นได้ยาก ทำให้ฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศต่ำได้ง่ายในช่วงลมสงบ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า การประกาศห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่เพราะสถานการณ์รุนแรงที่สุด แต่เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อจังหวัด

รายงานสถานการณ์ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย รายงานสถานการณ์ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบรายงานจุดความร้อนเพิ่มเติมในวันดังกล่าว ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้สะสมเดือนมกราคมอยู่ที่ 31,150 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24.30 ของพื้นที่เผาไหม้ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้แนวโน้มจุดความร้อนจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

จังหวัดจึงขอความร่วมมืองดการเผาในที่โล่งทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ และเข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ปฏิบัติการแนวกันไฟ เมื่อชุมชนกลายเป็นด่านหน้า

ในระดับพื้นที่ อำเภอดอยหลวงได้จัดทำแนวกันไฟระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร ในตำบลโชคชัยและตำบลหนองป่าก่อ พร้อมปรับปรุงระบบประปาภูเขาเพื่อสำรองน้ำสำหรับดับไฟ

อำเภอแม่ฟ้าหลวง ระดมกำลังทำแนวกันไฟในพื้นที่รอยต่อหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 13 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูง ขณะที่อำเภอเชียงของ ภายใต้การนำของนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ ระดมกำลังชาวบ้านจิตอาสาตำบลบุญเรือง เดินเท้าเข้าสำรวจเชื้อเพลิงในป่าชุมชนและจัดทำแนวกันไฟในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

อำเภอเวียงชัยจัดทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเก็บกวาดใบไม้แห้งเพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมรอบหมู่บ้าน

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดการป้องกันก่อนรักษา ลดความเสี่ยงไฟลุกลามเข้าสู่ชุมชน และลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้โดยไม่จำเป็น

ประสานเมียนมาผ่านกลไก TBC สกัดหมอกควันข้ามแดน

ในวันเดียวกันที่เชียงรายยกระดับมาตรการภายในจังหวัด ฝ่ายไทยยังใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 ณ อำเภอแม่สาย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการป้องกันหมอกควันข้ามพรมแดน

ฝ่ายไทยขอความร่วมมือในการควบคุมการเผาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทางการเมียนมา ซึ่งฝ่ายเมียนมายินดีให้ความร่วมมือในเขตอิทธิพลของตน ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะมีการประสานกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การใช้กลไกความร่วมมือชายแดนในประเด็นสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาตรการเข้มข้นต้องเดินคู่ความร่วมมือของประชาชน

มาตรการปี 2569 แสดงให้เห็นการปรับแนวทางจากการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต สู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงกว่าครึ่งในช่วงต้นปี เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความร่วมมือของประชาชน แต่ความท้าทายยังคงอยู่ในช่วง 86 วันอันตรายข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมฝุ่น

การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามประกาศงดเผา และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เชียงรายผ่านฤดูหมอกควันปีนี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากกองกำลังผาเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์สู้ฝุ่นเชียงราย 2569: ส่งเสริมปลูกชาเลือดมังกรแทนการเผา และสร้างเครือข่ายอาสาจิ๋วในโรงเรียน

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM2.5 ผนึกทหาร อุทยาน ปภ. และโรงเรียน สร้างทางรอดสองทางคู่ขนาน ลดการเผาในป่า สร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหายใจของภาคเหนือในฤดูแล้งมักไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่ภาพท่องเที่ยวพยายามเล่า หากแต่เป็นบททดสอบซ้ำซากของชุมชนที่อยู่ชิดป่า ชิดเขา และชิดแนวลมที่พาฝุ่นละเอียดเข้ามาเกาะอยู่ในปอดของผู้คนแบบมองไม่เห็น เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ภาพท้องฟ้าที่ขุ่นมัวกับกลิ่นควันจาง ๆ กลายเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานรัฐต้อง “ทำให้เร็ว” และ “ทำให้ถึง” ก่อนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะลุกลามไปเป็นวิกฤตบริการสาธารณสุข และกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายสะท้อนแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 แบบขยับไปอีกขั้นจากการบังคับใช้มาตรการเพียงอย่างเดียว สู่การทำงานเชิงรุกที่พยายามปิดช่องโหว่ต้นตอของปัญหา และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนกับเยาวชนกลายเป็นกำลังร่วม โดยมีสองภาพใหญ่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ภาพแรกคือกิจกรรมของมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ลงพื้นที่บ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ ควบคู่รณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ภาพที่สองคือโครงการ Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดในโรงเรียนพื้นที่อำเภอเวียงแก่น เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่น

สองภาพนี้เชื่อมกันด้วยโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ “การห้ามเผา” ไม่กลายเป็นเพียงประกาศบนกระดาษ และทำอย่างไรให้ “การเฝ้าระวังฝุ่น” เป็นทักษะชีวิตที่ฝังอยู่ในชุมชน

บ้านห้วยหญ้าไซ แม่สรวย ใช้กำลังจิตอาสาและงานพัฒนาอาชีพ ลดแรงผลักให้เกิดการเผา

กิจกรรมที่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จัดขึ้นโดยมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” บูรณาการร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคีที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบการฝึกอบรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามพระราชดำริในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

แกนของกิจกรรมไม่ได้หยุดแค่การรณรงค์ดับไฟป่า แต่พยายาม “แตะที่ชีวิตจริง” ของคนในพื้นที่ ซึ่งมักอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำและมีข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาส และช่องทางประกอบอาชีพ หน่วยงานจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาอาชีพ การพัฒนาคนทุกช่วงวัย การสร้างความมั่นคงทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หนึ่งในกิจกรรมที่ถูกยกเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้าง คือการให้ความรู้เรื่อง “ชาเลือดมังกร” และมอบพันธุ์ต้นชาให้ประชาชนเพื่อนำไปปลูกเป็นอาชีพเสริม แนวคิดนี้ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่เชื่อมรายได้เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดแรงจูงใจที่จะกลับไปใช้วิธีจัดการพื้นที่แบบเผา เพราะเมื่อคนมีรายได้ทางเลือกที่มั่นคงขึ้น ความจำเป็นในการเร่งเปิดพื้นที่ด้วยไฟย่อมลดลง

ผู้จัดระบุว่าในกิจกรรมมีประชาชนเข้าร่วม 60 คน และดำเนินการควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดเชียงรายปี 2569 ที่กำหนดช่วงขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน

ในเชิงความหมาย นี่คือการประกาศว่า “ฤดูห้ามเผา” ไม่ใช่แค่เรื่องความสงบเรียบร้อย แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และเป็นการป้องกันความสูญเสียทรัพยากรป่าต้นน้ำที่สัมพันธ์กับระบบน้ำและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนในระยะยาว

เวียงแก่น เปิดห้องเรียนสู้ฝุ่น สร้าง Dust Patrol ให้เด็กเป็นผู้สื่อสารความเสี่ยงในบ้านตัวเอง

อีกด้านหนึ่งของจังหวัด ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลา 09.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม “Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น” ณ โรงเรียนสมถวิลจินตมัยบ้านห้วยแล้ง ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ภายใต้โครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ โดยมีปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเวียงแก่นเป็นประธานเปิด และมีผู้แทนหน่วยงานด้านแผน นโยบาย ป่าไม้ ปภ. เทศบาล สาธารณสุข ตลอดจนผู้บริหารและคณะครูร่วมสนับสนุนการเรียนรู้

ตัวเลขผู้เข้าร่วมสะท้อนภาพที่ควรมองให้ไกลกว่า “กิจกรรมในโรงเรียน” เพราะมีเด็กนักเรียนเข้าร่วม 40 คน ซึ่งเท่ากับมี “40 ครอบครัว” ที่มีโอกาสได้รับการสื่อสารความเสี่ยงจากคนในบ้านของตนเอง หากเด็กเหล่านี้สามารถนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังค่า PM2.5 การสังเกตอาการเสี่ยง หรือการบอกเล่าพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง

หัวใจของ Dust Patrol คือทำให้เยาวชนเป็นผู้เฝ้าระวังและผู้สื่อสารความเสี่ยงในชุมชน เด็กถูกปลูกฝังความรู้และบทบาทในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในทางสังคมศาสตร์ นี่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ช่วยให้มาตรการรัฐไม่ขาดตอนเมื่อพ้นช่วงวิกฤต เพราะความรู้ถูกกระจายลงไปถึงระดับครัวเรือน

มาตรฐานฝุ่นกับความจริงในชีวิต เมื่อค่าฝุ่นไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของชุมชน

คำว่า PM2.5 มักถูกพูดจนชาชิน แต่ในทางการแพทย์และสาธารณสุข ฝุ่นขนาดนี้เล็กพอจะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึก และสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยคู่มือการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดระดับเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ โดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นฐาน และชี้ว่าเมื่อความเข้มข้นเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องยกระดับมาตรการแจ้งเตือนและการตอบโต้ด้านสาธารณสุข

ด้านมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทย มีกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนแบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 1 ปีไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกใช้เป็นกรอบกำกับในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการมลพิษอากาศ

เมื่อเอาตัวเลขมาตรฐานมาวางทับบนความเป็นจริงของชุมชน การ “ห้ามเผาเด็ดขาด” จึงไม่ใช่การตัดอาชีพของคน แต่เป็นการตัดความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนทั้งจังหวัด เพราะวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง มันไม่ได้เลือกทำร้ายเฉพาะผู้เผา แต่กระทบถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และคนทำงานกลางแจ้งที่ไม่มีทางเลือกหลบเลี่ยง

ในระดับสากล งานวิชาการที่สรุปแนวทางคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2021 ชี้ว่า WHO แนะนำค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้มงวดกว่าหลายประเทศและสะท้อนหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่สะสมต่อเนื่อง

ความต่างระหว่างเกณฑ์สากลกับมาตรฐานภายในประเทศ ทำให้โจทย์ของเชียงรายไม่ใช่แค่ทำให้ “ต่ำกว่ามาตรฐานไทย” แต่ต้องทำให้ “ต่ำพอ” สำหรับคนในชีวิตจริง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงที่เกี่ยวพันกับไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

อ่านยุทธศาสตร์เชียงรายจากสองกิจกรรม ทำไมต้องพัฒนาอาชีพคู่กับสร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

หากมองเชิงยุทธศาสตร์ สองกิจกรรมในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตอบโจทย์ปัญหาแบบสองขา

ขาแรกคือการลดแรงผลักทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดการเผา แนวทางส่งเสริมอาชีพอย่างชาเลือดมังกรถูกนำเสนอในฐานะอาชีพเสริมที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์และสร้างรายได้ เป็นการพยายามทำให้ชุมชน “อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟ” และทำให้มาตรการห้ามเผามีโอกาสถูกยอมรับมากขึ้น เพราะคนเห็นทางออก

ขาที่สองคือการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงจากฐานรากผ่านเยาวชน Dust Patrol ทำให้ข้อมูลคุณภาพอากาศและความรู้ด้านสุขภาพไม่ได้วิ่งจากรัฐลงมาข้างเดียว แต่ย้อนกลับขึ้นไปได้ผ่านเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ลดปัญหาข่าวลวงและความเข้าใจผิดเรื่องการป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง

นอกจากนี้ คู่มือด้านสาธารณสุขยังชี้ว่าการบริหารจัดการฝุ่นต้องพึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศจากหลายแหล่ง รวมถึงระบบเฝ้าระวังของหน่วยงานรัฐและข้อมูลดาวเทียม เพื่อใช้สื่อสารแจ้งเตือนและประกอบการตัดสินใจ นัยสำคัญคือ เมื่อจังหวัดลงทุนสร้าง “คน” ให้ใช้ข้อมูลได้จริง ข้อมูลเหล่านี้จะไม่กลายเป็นกราฟที่คนดูแล้วผ่านไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้

ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ชัดในช่วงห้ามเผา 86 วัน

เมื่อกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดยาวต่อเนื่อง 86 วัน ความท้าทายที่ตามมาคือความเสี่ยงของ “การฝ่าฝืนเงียบ” ที่เกิดในพื้นที่ห่างไกล การทำให้มาตรการมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก และการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นคือความเป็นธรรมของมาตรการ หากชุมชนถูกขอความร่วมมือเข้ม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง การไถกลบ หรือทางเลือกอาชีพ มาตรการจะยืนอยู่บนความเปราะบางของคนจนที่สุด ดังนั้นกิจกรรมแบบห้วยหญ้าไซจึงเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐพยายามเติมองค์ประกอบที่ขาด ไม่ใช่เพียงเพิ่มระดับความเข้มงวด

ส่วนในมุมสุขภาพ เด็กที่เป็น Dust Patrol ต้องได้รับการดูแลไม่ให้แบกรับความกังวลเกินวัย การสื่อสารความเสี่ยงควรเน้นความรู้ที่ทำได้จริง เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง การใช้หน้ากากที่เหมาะสม และการสังเกตอาการผิดปกติของคนในบ้าน โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก

บทสรุป เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การสร้างภูมิคุ้มกันของจังหวัด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 บอกเล่าว่าเชียงรายกำลังขยับแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 จากการไล่ดับเหตุไปสู่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้จังหวัด ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพในพื้นที่ป่า การประกาศมาตรการห้ามเผาในช่วงวิกฤต และการสร้างเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังที่ทำให้ความรู้เดินทางได้ไกลกว่าห้องประชุม

คำถามสำคัญจากนี้คือจังหวัดจะทำให้สองขานี้เดินไปพร้อมกันได้นานแค่ไหน เพราะฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่จบในฤดูเดียว หากเชียงรายทำให้การห้ามเผาไม่เป็นสงครามระหว่างรัฐกับชุมชน และทำให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นพลเมืองที่อ่านข้อมูลคุณภาพอากาศเป็น เชื่อมโยงสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมเป็น จังหวัดก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเปลี่ยนฤดูควันให้กลายเป็นฤดูของการเรียนรู้ร่วมกัน และลดความสูญเสียที่เคยถูกมองเป็นเรื่องปกติไปทีละน้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME