Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสยายปีก! ขยายเวลาบินตรงสิงคโปร์ 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ ปูทางสู่ฮับการบินลุ่มน้ำโขงรับผู้โดยสาร 9 ล้านคนในปี 2042

สิงคโปร์–เชียงราย จากเที่ยวบินตรงสู่การเปิดประตูบทใหม่ของเมืองชายแดน

เชียงราย, 30 มีนาคม 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยเวลา ความสะดวก และประสบการณ์ที่เฉพาะตัว การที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายประกาศเดินหน้าตารางบินตรงเส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายต่อเนื่องในฤดูการบินล่าสุด จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่ต้องการลดเวลาต่อเครื่อง แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเชียงรายกำลังขยับจากเมืองรองในสายตานักเดินทางต่างชาติ ไปสู่การเป็นจุดหมายที่เชื่อมตัวเองเข้ากับเครือข่ายการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวคุณภาพในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของสนามบินที่แนบมา เส้นทางนี้มีการเดินหน้าตารางบินต่อเนื่องตั้งแต่ 30 มีนาคม ถึง 24 ตุลาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลทางการของ ททท. และ Scoot ระบุว่าบริการดังกล่าวเริ่มต้นเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อ 1 มกราคม 2569 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายเครือข่าย 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ของสายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines Group สู่ภาคเหนือของไทย

ความหมายของเส้นทางบินตรงนี้จึงลึกกว่าคำว่า “สะดวกขึ้น” เพราะมันช่วยตัดระยะทางเชิงจิตวิทยาระหว่างเชียงรายกับตลาดสิงคโปร์ออกไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวไม่ต้องผ่านประตูหลักอย่างกรุงเทพมหานครหรือเชียงใหม่ก่อนเสมอไป และในมุมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งนี้ทำให้เชียงรายสามารถเริ่มออกแบบข้อเสนอของตัวเองต่อโลกได้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้ขายอะไรให้ตลาดต่างประเทศได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมล้านนา ชาติพันธุ์ ศิลปะร่วมสมัย หรือแม้แต่ประสบการณ์เชิงสุขภาพที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในตลาดเอเชียและตลาดนักเดินทางรายได้สูง

ตัวเลขสองเดือนแรก บอกสัญญาณของเส้นทางมากกว่าความผันผวนระยะสั้น

หากดูจากสถิติที่แนบมาพร้อมข้อมูลเส้นทางบิน TR จะเห็นว่าในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดเส้นทาง มีผู้โดยสารขาเข้ารวม 1,644 คน เฉลี่ย 71 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,646 คน เฉลี่ย 72 คนต่อเที่ยวบิน หรือรวมทั้งสองขา 3,290 คน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขาเข้ารวม 1,310 คน เฉลี่ย 66 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,383 คน เฉลี่ย 69 คนต่อเที่ยวบิน รวมทั้งสองขา 2,693 คน เมื่อนำมาคำนวณแบบเปรียบเทียบรายวันตามวันทำการบิน พบว่าค่าเฉลี่ยผู้โดยสารรวมต่อเที่ยวบินลดลงราว 5.69 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์

แต่หากอ่านตัวเลขนี้อย่างรอบด้าน ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่คำว่า “ชะลอ” หากเป็นคำว่า “ตั้งฐาน” มากกว่า เพราะเส้นทางบินใหม่แทบทุกเส้นต้องใช้เวลาให้ตลาดรับรู้ สร้างความคุ้นเคยกับตารางบิน และปรับพฤติกรรมการจองให้เข้าที่ ยิ่งเชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้อาศัยทราฟฟิกจากนักเดินทางธุรกิจจำนวนมหาศาลแบบเมืองศูนย์กลาง การที่เส้นทางใหม่สามารถรักษาระดับผู้โดยสารเฉลี่ยไว้ได้ในช่วงเปิดตัวสองเดือนแรก ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ไม่ควรถูกอ่านแบบผิวเผิน

เมื่อ ททท. มองตลาดสิงคโปร์ผ่านเลนส์นักท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สิ่งที่ทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือถ้อยแถลงของ ททท. ในวันต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตลาดที่ต้องการกระตุ้นจากเส้นทางนี้คือกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้มูลค่าสูงจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะนักเดินทางซ้ำที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Wellness and Health Focused Travellers กลุ่มท่องเที่ยวหรูหราและประสบการณ์พิเศษ กลุ่มสปอร์ตและแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ตลอดจนกลุ่มคู่รักและการเดินทางตามความสนใจเฉพาะ การวางน้ำหนักตลาดแบบนี้สะท้อนว่าหน่วยงานท่องเที่ยวไม่ได้มองเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนคนเข้าเมือง แต่ต้องการเพิ่มคุณภาพของเม็ดเงินและระยะเวลาพำนักของผู้มาเยือนด้วย

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะจุดแข็งของจังหวัดไม่ได้อยู่ที่การเป็นจุดหมาย “มวลชนราคาถูก” แต่เป็นเมืองที่สามารถออกแบบประสบการณ์ลึก มีเรื่องเล่า และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง หากเชื่อมกับตลาดสิงคโปร์ได้ถูกวิธี เชียงรายย่อมมีโอกาสดึงนักเดินทางที่ยอมจ่ายเพื่อเวลา ความสงบ สุขภาพ อาหารคุณภาพ และการเดินทางที่มีความหมาย มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาห้องพักหรือแพ็กเกจแบบเร่งรีบเพียงอย่างเดียว

คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารและน้ำหนักสินค้า ปี 2027-2042 ของ 6 สนามบินสังกัดท่าอากาศยานไทย (ข้อมูล | สนข.) โดย The Northern Report

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ถูกวางบทบาทแค่รับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลจากหน้าแนะนำอย่างเป็นทางการของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระบุชัดว่าสนามบินแห่งนี้ถูกวางบทบาทให้เป็น “Regional Center for Aviation-related Business” เพื่อรองรับประเทศลุ่มน้ำโขงที่เติบโตเร็วและจีนตอนใต้ นี่เป็นถ้อยคำที่สำคัญ เพราะหมายความว่าสนามบินไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะประตูรับนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัด แต่ยังถูกออกแบบให้มีภารกิจทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคด้วย

ในแผนกลยุทธ์ของ AOT เอง ก็ยังระบุว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงแผนปฏิบัติการปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในสนามบินที่ถูกผลักดันด้านการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศพร้อมกับหาดใหญ่ ตัวเลขในแผนนี้สะท้อนว่าผู้บริหารสนามบินมองเชียงรายเป็นจุดที่ต้องเร่งขยายดีมานด์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้พึ่งตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขคาดการณ์ระยะยาวส่งสัญญาณว่าเชียงรายอาจโตเร็วกว่ากรอบเดิม

เมื่อหันกลับมาดูตารางพยากรณ์ในเอกสารประกอบที่แนบมา ซึ่งอ้างถึง Table 3.4-6 ของการศึกษาด้านเครือข่ายคมนาคมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้กรอบ GMS จะพบตัวเลขที่ชวนให้คิดต่ออย่างมาก สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปริมาณผู้โดยสารถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,912,665 คนในปี 2024 ก่อนจะเพิ่มเป็น 4,614,671 คนในปี 2027 ขยับเป็น 6,008,233 คนในปี 2032 และแตะ 9,102,312 คนในปี 2042 ส่วนปริมาณสินค้าเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 ข้อมูลชุดนี้ปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษาของ สนข. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และยืนยันว่ามีการทำแบบจำลองพยากรณ์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้าให้กับสนามบินในสังกัด AOT รวมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายด้วย

เมื่อคำนวณจากตัวเลขในตารางแนบ จะพบว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของผู้โดยสารเชียงรายในช่วง 2024 ถึง 2042 อยู่ที่ประมาณ 9.05 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนสินค้าอยู่ที่ประมาณ 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และหากมองเฉพาะช่วง 2024 ถึง 2027 ผู้โดยสารถูกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยถึง 34.12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเป็นจังหวะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเช่นนี้ทำให้บทสนทนาเรื่องสนามบินเชียงรายไม่ควรหยุดอยู่แค่จำนวนเที่ยวบินใหม่ แต่ต้องไปต่อถึงคำถามเรื่องขีดความสามารถรองรับในอนาคต การจัดการภาคพื้น การเข้าเมือง ระบบขนส่งเชื่อมเมือง และคุณภาพบริการด้วย

ช่องว่างระหว่างแผนสนามบินกับแรงดึงของตลาด คือโจทย์ที่เชียงรายต้องอ่านให้ทัน

หากอ่านข้อมูลของ AOT ควบคู่กับตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ จะเห็นช่องว่างที่มีนัยสำคัญ แผนเชิงปฏิบัติของสนามบินวางขีดความสามารถไว้ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงปัจจุบัน ขณะที่แบบจำลองระยะยาวของการศึกษาระดับนโยบายกลับประเมินว่าความต้องการเดินทางของเชียงรายอาจทะลุ 4.6 ล้านคนได้ตั้งแต่ปี 2027 ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าใครผิดหรือใครถูก เพราะแต่ละชุดข้อมูลมีฐานคิดคนละแบบ ชุดหนึ่งเป็นแผนบริหารเชิงองค์กรในกรอบเวลาที่จำกัด อีกชุดเป็นแบบจำลองการเติบโตเชิงนโยบายและเครือข่ายคมนาคมระยะยาว

แต่สำหรับคนทำงานข่าวและผู้กำหนดนโยบายท้องถิ่น ช่องว่างนี้คือสัญญาณเตือนว่า หากเชียงรายเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศจริงจังและโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเริ่มเชื่อมถึงกันมากขึ้น ความต้องการอาจโตเร็วกว่าระบบรองรับในปัจจุบัน การเตรียมสนามบินจึงไม่ควรคิดเพียงมิติอาคารผู้โดยสาร แต่ต้องรวมถึงระบบเดินทางต่อเนื่อง การกระจายผู้โดยสารออกจากสนามบินอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางประสบการณ์เมืองตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวลงจากเครื่อง

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโครงข่ายชายแดน กำลังทำให้เชียงรายไม่ใช่ปลายทางโดดเดี่ยว

อีกชิ้นส่วนที่ทำให้เที่ยวบินสิงคโปร์–เชียงรายมีความหมายมากขึ้น คือภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัด ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 21 ตำบลใน 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่ 952,266 ไร่ พร้อมกับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อเนื่อง เช่น การขยายทางหลวงหมายเลข 1290 ช่วงเชียงแสน–เชียงของเป็น 4 ช่องจราจร และการขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งสภาพัฒน์ระบุว่าจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของระเบียงภาคเหนือมากขึ้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571

เมื่อมองจากแผนที่ประกอบที่แนบมา จะเห็นว่าถนน ด่านชายแดน สะพานข้ามแม่น้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง และแนวรถไฟกำลังทำให้สามอำเภอชายแดนของเชียงรายเริ่มร้อยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่รับผู้โดยสารเพื่อเข้าเมืองเชียงรายเท่านั้น แต่มีศักยภาพจะเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสู่เชียงแสน เชียงของ แม่สาย และพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่กำลังเติบโตตามมา

Museflower Retreat & Spa อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ที่มา: Global Wellness Institute (GWI) หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 (1 USD = 31.92 บาท)

เมื่อเวลเนสกลายเป็นตลาดจริง เชียงรายต้องตอบให้ได้ว่าจะขายอะไร

ภาพใหญ่ของตลาดโลกช่วยอธิบายว่าทำไมเส้นทางนี้ถึงมีความหมายเกินกว่าการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน ข้อมูลจาก TAT Review อ้างอิง Global Wellness Institute ระบุว่า ตลาด Wellness Tourism ทั่วโลกมีมูลค่า 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 คิดเป็น 7.8 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 10.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศใช้จ่ายสูงกว่าตลาดทั่วไปยิ่งกว่าเดิม

ด้าน GWI ระบุเพิ่มว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และมีมูลค่าการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism ราว 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังขยายตัว 36.4 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน นั่นแปลว่าประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูของตลาดนี้อีกต่อไป แต่เดินเข้าไปอยู่ในสนามแข่งขันแล้ว เพียงแต่คำถามคือจังหวัดใดจะสามารถแปลงเทรนด์ดังกล่าวให้เป็นรายได้จริงได้มากที่สุด

สำหรับเชียงราย คำตอบเบื้องต้นปรากฏอยู่ในเอกสารภาพประกอบที่แนบมา ซึ่งสรุปเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคต่าง ๆ ในไทย โดยภาคเหนือตอนบนถูกวางจุดเด่นไว้ที่ศาสตร์การแพทย์แผนล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ และการใช้ภูมิประเทศภูเขาเชื่อมกับประสบการณ์พักผ่อนในอากาศบริสุทธิ์ หากอ่านควบคู่กับภาพลักษณ์ของเชียงรายในตลาดต่างประเทศ เมืองนี้มีทุนตั้งต้นครบเกือบทุกองค์ประกอบ แต่โจทย์ยังอยู่ที่การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกจัดแพ็กและสื่อสารออกไปเป็น “ผลิตภัณฑ์เวลเนส” ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงรายการสถานที่ท่องเที่ยวกระจัดกระจาย

กลุ่มเป้าหมายของตลาดโลกตรงกับต้นทุนของเชียงรายมากกว่าที่คิด

TAT Review ยังระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลกแบ่งได้ตั้งแต่คนใส่ใจสุขภาพ คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิต ผู้สูงวัยที่มองหาการฟื้นฟูร่างกายและชะลอวัย ไปจนถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษ รวมถึงนักเดินทางต่างชาติที่นิยมผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร และการแพทย์แผนไทย

หากเทียบกับเชียงราย จะพบว่าจังหวัดนี้มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นเมืองที่ยังมีทั้งธรรมชาติ ความสงบ ศิลปะร่วมสมัย วิถีชา–กาแฟ ชุมชนชาติพันธุ์ อาหารท้องถิ่น และพื้นที่ทางจิตวิญญาณอยู่ในระยะเดินทางไม่ไกลกันมากนัก สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการเชื่อมต้นทุนเหล่านี้เข้ากับการเข้าถึงจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และนี่เองที่ทำให้เที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์เริ่มมีนัยสำคัญในฐานะ “สะพานของตลาด” มากกว่าจะเป็นเพียง “สะพานของการเดินทาง”

จากผู้โดยสารสู่สินค้า เส้นทางบินใหม่ยังเปิดโจทย์ด้านโลจิสติกส์

อีกมิติที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือด้านสินค้า ตามตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ ปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศของสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกประเมินว่าจะเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 แม้อัตราเติบโตจะไม่หวือหวาเท่าผู้โดยสาร แต่การเติบโตต่อเนื่องระดับเฉลี่ย 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนว่าสนามบินเชียงรายมีโอกาสทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากจังหวัดสามารถต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร ชา กาแฟ หรือสินค้าที่ต้องการเชื่อมตลาดต่างประเทศด้วยระยะเวลาเร็วขึ้น

ในภาพนี้ เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงไม่ได้มีนัยเฉพาะผู้โดยสาร แต่ยังเชื่อมกับคำถามเรื่องห่วงโซ่อุปทานของเชียงรายในอนาคตด้วยว่า เมืองชายแดนแห่งนี้จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมทางอากาศควบคู่ไปกับทางถนน ทางราง และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างไรให้เกิดมูลค่ามากกว่าเดิม

เมืองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่นอกสนามบินด้วย

แม้เส้นทางบินตรงจะเป็นข่าวดี แต่ความสำเร็จของเชียงรายจะไม่ได้ตัดสินกันบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ของนักเดินทางเริ่มตั้งแต่การลงเครื่อง ผ่านคนเข้าเมือง การหารถเข้าสู่ตัวเมือง การเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงข้อมูลหลายภาษา ไปจนถึงมาตรฐานบริการระหว่างเดินทาง หากเชียงรายต้องการดึงนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักเดินทางพรีเมียม หรือกลุ่มที่ให้คุณค่ากับเวลาและคุณภาพ เมืองจำเป็นต้องจัดระเบียบระบบขนส่งและการสื่อสารให้ดีกว่าการพึ่งรถรับจ้างเฉพาะกิจหรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองว่า AOT เองกำลังวางสนามบินเชียงรายให้เป็นประตูของธุรกิจการบินในลุ่มน้ำโขง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัดกำลังเริ่มต่อเชื่อมกันมากขึ้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามบินยังไม่พร้อม การเติบโตของเส้นทางบินอาจไปได้ไม่เต็มศักยภาพ แต่ถ้าระบบต่อเนื่องทั้งหมดถูกออกแบบให้รับกันดี เชียงรายก็มีโอกาสยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางสวยงาม ไปสู่เมืองยุทธศาสตร์ที่เชื่อมการท่องเที่ยว สุขภาพ การค้า และเศรษฐกิจชายแดนเข้าหากันได้จริง

จุดเปลี่ยนครั้งนี้จึงไม่ใช่คำว่าเปิดบิน แต่คือคำว่าเปิดบทใหม่

เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงเป็นมากกว่าการต่ออายุเที่ยวบินฤดูร้อน มันคือภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลังถูกวางตำแหน่งใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค ตั้งแต่การมีสนามบินที่ถูกระบุบทบาทเชิงยุทธศาสตร์โดย AOT การได้รับแรงหนุนจาก ททท. ที่มองตลาดสิงคโปร์ในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง การมีแบบจำลองคาดการณ์ผู้โดยสารและสินค้าที่ยืดไปไกลถึงปี 2042 ไปจนถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานในสามอำเภอชายแดนเริ่มจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงอาจอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้ หากเมืองสามารถแปลงเที่ยวบินตรงให้เป็นการเข้าถึงเชิงคุณภาพ แปลงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติให้เป็นข้อเสนอเวลเนสที่ชัดเจน เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในประตูหลักของภาคเหนือที่เชื่อมไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่างและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเต็มตัวในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • Scoot Media Release
  • Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • TAT Review Magazine
  • Global Wellness Institute
  • โครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
WORLD PULSE

จับตาปฏิบัติการ Epic Fury ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบตรงต่อราคาน้ำมันโลกและแผนความมั่นคงพลังงานของประเทศไทยปี 2569

ตะวันออกกลางปะทุศึก Epic Fury เสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ไทยจับตาพลังงานและความปลอดภัยคนไทยในอิสราเอลกับอ่าวอาหรับ

อิสราเอล / อิหร่าน, 1 มีนาคม 2569 – ภาพของควันเหนือเมืองใหญ่ในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงข่าวไกลตัวสำหรับผู้คนในภาคเหนือของไทยอีกต่อไป หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่อาจไหลย้อนกลับมาถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน การเดินทาง และความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับจำนวนมาก

ในชุมชนชายแดนอย่างเชียงราย ความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกไม่ใช่เรื่องนามธรรม อำเภอแม่สายและพื้นที่ใกล้เคียงพึ่งพาการขนส่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าเกษตรไปตลาดปลายทาง การท่องเที่ยวที่อาศัยการเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนพลังงานของครัวเรือน เมื่อสงครามทำให้โลกเริ่มพูดถึงความเสี่ยงของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คำถามแรกของคนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องยุทธศาสตร์ทหาร แต่คือคำถามง่ายๆ ว่าน้ำมันจะขึ้นอีกไหม และญาติที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงปลอดภัยหรือไม่

ฉากหลังที่ลากยาวจากปี 2568 สู่จุดปะทุปลายกุมภาพันธ์ 2569

ก่อนเหตุการณ์ล่าสุด ความตึงเครียดเคยพุ่งสูงมาแล้วในเดือนมิถุนายน 2568 เมื่อสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีต่อเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer ซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในเวลานั้น พร้อมถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ที่ย้ำเป้าหมายการสกัดไม่ให้อิหร่านมีศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี เส้นทางทางการทูตที่หลายฝ่ายคาดหวังให้เป็นเบรกกลับไม่สามารถทำให้สถานการณ์เย็นลงได้ถาวร รายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่า การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนิวเคลียร์และความมั่นคงยังเต็มไปด้วยช่องว่างและความไม่ไว้วางใจ และเมื่อถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านก็กลับสู่เกมเดิมที่เดิมพันสูงกว่าเดิม

เปิดฉากโจมตี 28 กุมภาพันธ์ 2569 และสัญญาณการขยายวง

รายงานจากสื่อหลักต่างประเทศระบุว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุชื่อปฏิบัติการ Operation Epic Fury และชี้ว่าเป็นปฏิบัติการเชิงทหารที่มีเป้าหมายต่อโครงสร้างทางทหารและศักยภาพที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม

ขณะเดียวกัน มีรายงานการตอบโต้จากอิหร่านด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับต่ออิสราเอลและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยบางประเทศประกาศปิดน่านฟ้าหรือระงับเที่ยวบินในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อบริหารความเสี่ยง ทำให้ภาพรวมการเดินทางในภูมิภาคสะดุดทันที

ส่วนตัวเลขความสูญเสีย ณ ช่วงชั่วโมงแรกของเหตุการณ์ยังมีความแตกต่างระหว่างแหล่งข่าว เนื่องจากบางส่วนเป็นการรายงานจากสื่อของคู่ขัดแย้งหรือการอ้างแหล่งข่าววงใน และมีประเด็นที่สื่อบางสำนักย้ำว่ายังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ จึงต้องติดตามการยืนยันจากหลายช่องทางควบคู่กัน

ตลาดโลกจับตา ช่องแคบฮอร์มุซในฐานะคอขวดพลังงาน

เมื่อการสู้รบขยับเข้าใกล้เส้นทางยุทธศาสตร์ สิ่งที่ตลาดโลกสะท้อนแทบจะทันทีคือความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และเป็นทางผ่านการขนส่งน้ำมันปริมาณมหาศาล ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่าปริมาณการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับการค้าพลังงานโลก และถูกจัดเป็นหนึ่งในจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

นัยสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะในสนามรบ แต่อยู่ที่คำถามว่าเส้นทางขนส่งจะสะดุดหรือไม่ เพราะแม้เพียงความเสี่ยงก็เพียงพอให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวได้แล้ว และถ้าเกิดการปิดหรือการเดินเรือติดขัดจริง ผลกระทบจะไล่ตั้งแต่ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงเสถียรภาพตลาดการเงินในหลายประเทศ

ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานเคยให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างว่าไทยนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูงมาก และมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญ พร้อมระบุกรอบการบริหารความมั่นคงพลังงานผ่านระดับสำรองน้ำมันของประเทศ ซึ่งถูกใช้เป็นกันชนเมื่อเกิดความผันผวนด้านอุปทานหรือราคาในตลาดโลก

ประเด็นนี้มีความหมายต่อเชียงรายมากกว่าที่คิด เพราะจังหวัดปลายทางโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวจะรับแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานเร็วกว่าที่เห็นในตัวเลขมหภาค รถขนส่งผลผลิตทางการเกษตรขึ้นดอย รถบรรทุกข้ามพื้นที่ การเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงต้นทุนไฟฟ้าและสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการขนส่ง ล้วนสัมพันธ์กับราคาพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผลกระทบที่ไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ในกระเป๋าเงิน

หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงจนกระทบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบต่อไทยมักมาใน 3 ระลอก

  • ระลอกแรก คือ ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งที่ไหลไปยังราคาสินค้าและบริการ
  • ระลอกที่สอง คือ เงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องชั่งน้ำหนักเรื่องดอกเบี้ย
  • ระลอกที่สาม คือ ความเชื่อมั่นและการลงทุนที่เปราะบางขึ้นในภาวะไม่แน่นอน

ในเชิงเศรษฐกิจจังหวัด การขยับของราคาน้ำมันมักแปลเป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นทันที และในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเพื่อเชื่อมด่านสำคัญ ต้นทุนดังกล่าวมีโอกาสกระทบทั้งการค้าชายแดน การกระจายสินค้า และรายได้ภาคบริการ

War Enters New Phase: Khamenei Confirmed Dead as Israel Expands Strikes and Iran Intensifies Retaliation - The Media Line Get this image on: gettyimages.com | Licence details Creator: AHMAD GHARABLI | Credit: AFP via Getty Images Copyright: AFP or licensors

ความปลอดภัยคนไทยในต่างแดน จากตัวเลขสถิติ สู่ความกังวลของครอบครัว

อีกด้านหนึ่งของสงครามที่คนเชียงรายจับต้องได้ คือ คนไทยที่ทำงานหรือพำนักในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับซึ่งเป็นทั้งปลายทางแรงงานและศูนย์กลางเศรษฐกิจบริการ

ข้อมูลสถิติคนไทยในต่างประเทศที่หน่วยงานรัฐไทยเผยแพร่สำหรับปี 2568 แสดงจำนวนคนไทยในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเฉพาะครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นโจทย์เชิงระบบของการคุ้มครองคนไทยในต่างแดน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกชุดจากหน่วยงานด้านแรงงานระบุจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานอิสราเอลในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วยยืนยันมิติแรงงานในระบบ และชี้ให้เห็นว่าตัวเลขจากฐานข้อมูลคนละระบบอาจไม่เท่ากัน เพราะครอบคลุมกลุ่มประชากรต่างกัน เช่น แรงงานในระบบ ผู้พำนักแบบอื่น หรือการลงทะเบียนกับภารกิจทางการทูต

สำหรับมิติระดับจังหวัด เชียงรายเคยถูกอ้างถึงในรายงานข่าวช่วงวิกฤตความไม่สงบในปี 2566 ว่ามีแรงงานที่ลงทะเบียนไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมากในเวลานั้น โดยกระจายในหลายอำเภอ อย่างไรก็ดี ตัวเลขรายจังหวัดเป็นข้อมูลที่มีความผันผวนตามการเดินทางกลับและนโยบายจัดส่งแรงงาน จึงต้องยึดการตรวจสอบกับหน่วยงานแรงงานในพื้นที่เมื่อมีการใช้งานเชิงปฏิบัติ

บทเรียนการสื่อสารในภาวะวิกฤต ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ชะล่าใจ

ในภาวะข่าวสารไหลเร็ว ความเสี่ยงที่พบเสมอคือการตีความจากข่าวชิ้นเดียว หรือการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน โดยเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิต การอ้างชะตากรรมผู้นำ และข่าวการปิดน่านฟ้า ซึ่งมักมีการอัปเดตถี่และอาจขัดแย้งกันระหว่างแหล่งข่าว

สำหรับประชาชนในไทย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีญาติอยู่ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตามทุกโพสต์ แต่คือการเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานทางการของรัฐไทยด้านการทูต หน่วยงานแรงงานที่รับผิดชอบแรงงานไทยไปต่างประเทศ และประกาศจากสายการบินหรือท่าอากาศยานในพื้นที่ปลายทาง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที หากมีญาติอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

  1. ติดตามประกาศและคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐไทยที่รับผิดชอบงานกงสุลและสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในพื้นที่
  2. ช่วยญาติให้เตรียมข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการประสานงาน เช่น ชื่อ นามสกุล หนังสือเดินทาง ช่องทางติดต่อ และที่อยู่ปัจจุบัน
  3. หลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุผู้เสียชีวิตหรือเหตุการณ์เฉพาะจุดที่ไม่มีแหล่งข่าวหลักรองรับ
  4. สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางต้นทุน ควรวางแผนรับมือความผันผวนด้านราคาพลังงาน เช่น การบริหารสต๊อก การวางแผนเส้นทางขนส่ง และการทบทวนต้นทุนร่วมกับคู่ค้าอย่างโปร่งใส

โลกกำลังรอคำตอบ การยับยั้งชั่งใจหรือการขยายวง

ในเชิงยุทธศาสตร์ คำถามสำคัญของโลกในช่วงหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 คือ ความขัดแย้งจะถูกจำกัดวงอยู่ในระดับการโจมตีตอบโต้ หรือจะขยายไปสู่การกระทบเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพราะถ้าถึงจุดนั้น ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับไทย การเตรียมความพร้อมต้องเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ขาแรกคือการบริหารความมั่นคงพลังงานและค่าครองชีพ ขาที่สองคือการคุ้มครองคนไทยในต่างแดนผ่านช่องทางทางการทูตและแรงงานอย่างเป็นระบบ

และสำหรับเชียงราย เมืองชายแดนที่หายใจร่วมกับโลจิสติกส์และการเดินทางทุกวัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้อาจเป็นอีกบทพิสูจน์ว่า ข่าวต่างประเทศไม่ใช่ข่าวไกลตัว หากแต่เป็นคลื่นที่ซัดถึงชุมชนได้เสมอ เพียงแต่จะซัดแรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าโลกจะหยุดตรงไหนก่อนถึงจุดคอขวดของพลังงาน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการค้าพลังงานโลก และถูกจัดเป็นจุดคอขวดสำคัญไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง และมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญ พร้อมมีกรอบข้อมูลระดับสำรองน้ำมันของประเทศสถิติคนไทยในต่างประเทศปี 2568 แสดงจำนวนคนไทยในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในระดับสูง ข้อมูลหน่วยงานแรงงานเกี่ยวกับแรงงานไทยไปทำงานอิสราเอลในกรอบเวลาที่ประกาศ
รายงานเหตุการณ์โจมตีและการตอบโต้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากสื่อหลักต่างประเทศและแถลงการณ์ทางทหาร

People who support the US and Israel strikes on Iran, rally near the White House in Washington DC, S https://thefederal.com/category/explainers-2/a-beginners-guide-to-the-us-israel-war-with-iran-232154
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าว Reuters รายงานสถานการณ์การโจมตีและการตอบโต้ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เอกสารแถลงการปฏิบัติการทางทหาร Operation Epic Fury เผยแพร่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • กระทรวงพลังงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานและโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทย เผยแพร่วันที่ 23 มิถุนายน 2568
  • International Energy Agency ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก
  • U S Energy Information Administration รายงานด้านการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและบทบาทในตลาดโลก
  • กระทรวงการต่างประเทศ สถิติคนไทยในต่างประเทศ ประจำปี 2568
  • กระทรวงแรงงาน ข้อมูลแรงงานไทยในอิสราเอลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
WORLD PULSE

ท่องเที่ยวไทยวิกฤต จีนเททริปหนีภัย ญี่ปุ่นแซงหน้า

นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกเที่ยวบินไปไทย 94% หันไปญี่ปุ่นแทนช่วงตรุษจีน

จีนแห่เที่ยวญี่ปุ่น แทนไทย หลังข่าวลักพาตัวนักแสดงดัง

ประเทศจีน, 24 กุมภาพันธ์ 2568 – ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence เผยว่า ยอดการยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 94% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางไปยังญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะลานสกีและบ่อน้ำพุร้อนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังเกิดกรณีลักพาตัว ‘หวัง ซิง’ หรือ ‘ซิงซิง’ นักแสดงชาวจีนจากไทยไปยังเมียนมา แม้จะมีการช่วยเหลือกลับมาได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความหวาดกลัวจนทำให้นักท่องเที่ยวจีนพากันยกเลิกแผนเดินทางมายังประเทศไทย

นักวิเคราะห์เตือน ไทยอาจพลาดเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน

Eric Zhu นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า ความกังวลเรื่องความปลอดภัยมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวจีนมากกว่ามาตรการสร้างความมั่นใจของรัฐบาลไทย “การรับรู้ข่าวร้ายสูงเกินไปจนแนวทางยกระดับความปลอดภัยของไทยอาจไม่สามารถกู้คืนความเชื่อมั่นได้ในระยะสั้น”

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นกลับกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยยอดจองเที่ยวบินจากจีนไปญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยที่ส่งเสริม ได้แก่ ค่าเงินเยนอ่อน และราคาตั๋วเครื่องบินจากเซี่ยงไฮ้ไปโตเกียวที่ต่ำเพียง 150 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5,000 บาท

ไทยต้องปรับกลยุทธ์แข่งขัน ดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา

ประเทศไทยกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดการท่องเที่ยวจีนให้กับญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งมีนโยบายฟรีวีซ่าดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) เผยว่า ในเดือนมกราคม 2568 ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกว่า 980,000 คน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า ขณะที่ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีน 711,000 คน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการตัดไฟและปิดกิจการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช่วยเหลือเหยื่อแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนได้หรือไม่

สถิติการท่องเที่ยวไทยและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยมีสัดส่วน 12% ของ GDP ประเทศ
  • คาดการณ์รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2568 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.85 ล้านล้านบาท)
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนของไทยในปีนี้อยู่ที่ 8.8-9 ล้านคน
  • หากไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้ ไทยอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้เพียง 7.5 ล้านคน

Subramania Bhatt ซีอีโอของ China Trading Desk ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ยอดจองตั๋วเครื่องบินจากจีนมาไทยในเดือนมีนาคมยังลดลง 10% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ดีมานด์การเดินทางในเดือนเมษายนและพฤษภาคมกลับเติบโตขึ้นกว่า 3% ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวก

อนาคตของการท่องเที่ยวไทยในสายตาผู้เชี่ยวชาญ

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า รัฐบาลไทยต้องขยายตลาดการท่องเที่ยวไปไกลกว่าสถานที่ยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ หากต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมา “แม้แต่คนไทยเองยังนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าภูเก็ต”

ไทยจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เป็นที่สนใจ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ มิฉะนั้น การดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาสู่ประเทศไทยอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Bloomberg Intelligence

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

PETA แฉ! ลิงไทยถูกทรมานเก็บมะพร้าว ผลิตกะทิ จี้บอยคอตสินค้าไทย

PETA ประท้วงหน้าสถานทูตไทยในลอนดอน เรียกร้องให้ยุติการใช้ลิงเก็บมะพร้าว

กรุงลอนดอน, 19 กุมภาพันธ์ 2568 – กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) จัดการประท้วงด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน เพื่อเรียกร้องให้ยุติการใช้ลิงในอุตสาหกรรมผลิตกะทิไทย โดยผู้ประท้วงได้ ราดน้ำกะทิ ใส่ตัวเองและใส่ชุดลายตารางขาวดำเหมือนนักโทษ พร้อมถือป้ายรูปทรงลูกมะพร้าวที่มีข้อความว่า ลิงถูกทรมานเพื่อผลิตกะทิไทย”

การเปิดโปงอุตสาหกรรมกะทิไทย

PETA เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กขององค์กรที่มีผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคนว่า จากการสืบสวนในเอเชีย พบว่าลิงที่ถูกบังคับให้เก็บมะพร้าวในประเทศไทยต้องทนทุกข์ทรมาน โดยมีการ มัดลิงด้วยเชือกที่สั้นมากจนแทบขยับตัวไม่ได้ ถูกขังในกรงแคบ และถูกฝึกให้ทำงานตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโปงโรงเรียนฝึกลิง ซึ่งมีภาพลูกลิงถูกล่ามโซ่และขังอยู่ในกรงโดยไม่มีที่พักอาศัยที่เหมาะสม PETA ระบุว่าลิงเหล่านี้ ควรจะอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกแยกออกจากครอบครัวและถูกบังคับให้ทำงานจนหมดแรง

การตอบโต้จากคนไทยและมุมมองที่แตกต่าง

เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและคัดค้านการประท้วง หลายคนตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะผลิตกะทิได้เป็นล้านกล่องต่อวันโดยอาศัยลิง? ในขณะที่คนไทยบางส่วนมองว่าการใช้แรงงานลิงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด พร้อมกล่าวว่า ถ้าชาวต่างชาติรู้ว่าคนไทยใช้กระต่ายขูดมะพร้าวจะคิดอย่างไร”

ผลกระทบและคำกล่าวอ้างจาก PETA

PETA Asia อ้างว่ารัฐบาลไทยอนุญาตให้มีการจับลิงตั้งแต่ยังเป็นทารกเพื่อฝึกให้เป็นเครื่องมือเก็บมะพร้าว ลูกลิงเหล่านี้ถูกแยกจากแม่และถูกล่ามโซ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พวกมันต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทรมานและถูกใช้งานจนหมดแรง

ดร. Rally นักวิชาการด้านสัตวแพทย์จาก PETA Asia ได้ให้ความเห็นว่า ลิงที่ถูกขังในกรงเหล่านี้ต้องทนทุกข์จากความเครียด การขาดน้ำ อุณหภูมิที่ร้อนจัด และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ” ซึ่งลิงบางตัวต้องถูกขังในกรงที่ไม่สามารถป้องกันตนเองจากแสงแดดและฝนได้

มาตรการของรัฐบาลไทยและแนวทางแก้ไข

รัฐบาลไทยได้ออกมาแถลงว่า อุตสาหกรรมกะทิของไทยไม่ได้พึ่งพาลิงในการผลิตเป็นหลัก และมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการใช้แรงงานสัตว์ พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรใช้วิธีการเก็บเกี่ยวแบบเครื่องจักรหรือแรงงานมนุษย์แทน

ในขณะเดียวกัน สมาคมผู้ผลิตกะทิไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของ PETA โดยยืนยันว่า ไม่มีการใช้ลิงในกระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ และได้มีการตรวจสอบกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจากสากล

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • จำนวนผู้ติดตาม PETA บนเฟซบุ๊ก: มากกว่า 5 ล้านคน
  • มูลค่าการส่งออกกะทิไทยในปี 2567: มากกว่า 20,000 ล้านบาท
  • จำนวนบริษัทผลิตกะทิที่ได้รับมาตรฐานสากล: มากกว่า 50 แห่ง
  • อัตราการใช้แรงงานมนุษย์แทนลิงในอุตสาหกรรมกะทิไทย: มากกว่า 90%
  • จำนวนลิงที่ PETA ระบุว่าได้รับผลกระทบ: ประมาณ 1,000 ตัว ในภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. PETA กล่าวหาว่าประเทศไทยใช้ลิงในอุตสาหกรรมกะทิจริงหรือไม่?
    PETA อ้างว่ามีหลักฐานจากการสืบสวนในเอเชียเกี่ยวกับการใช้ลิงเก็บมะพร้าวในบางพื้นที่ของไทย แต่รัฐบาลไทยและผู้ผลิตกะทิปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
  2. ประเทศไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าวในอุตสาหกรรมกะทิจริงหรือไม่?
    ในอุตสาหกรรมกะทิเชิงพาณิชย์หลักของไทย ใช้เครื่องจักรและแรงงานมนุษย์เป็นหลัก แต่ในบางพื้นที่ยังมีการใช้ลิงในฟาร์มขนาดเล็ก
  3. ประเทศอื่นมีการใช้แรงงานสัตว์ในการเกษตรหรือไม่?
    มีหลายประเทศที่เคยใช้แรงงานสัตว์ในการเกษตร เช่น ช้างในการลากซุง ม้าในการไถนา แต่ส่วนใหญ่ได้ลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
  4. การรณรงค์ของ PETA มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกะทิของไทยหรือไม่?
    มีผลกระทบในระดับหนึ่ง โดยบางแบรนด์ในยุโรปและอเมริกาได้นำกะทิไทยออกจากชั้นวางสินค้า แต่ตลาดในเอเชียและในประเทศยังคงแข็งแกร่ง
  5. คนไทยสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อตอบสนองต่อข้อกล่าวหานี้?
    สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการผลิตกะทิของไทย และสนับสนุนผู้ผลิตที่มีมาตรฐานสากลในการไม่ใช้แรงงานสัตว์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : peta

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

อีลอน มัสก์ พาลูกชาย ร่วมแถลงข่าวทรัมป์ สื่อทั่วโลกจับตา

ขโมยซีน! อีลอน มัสก์ พาลูกชาย X Æ A-Xii ร่วมแถลงข่าวทรัมป์ ดึงความสนใจจากสื่อ

วอชิงตัน, 12 กุมภาพันธ์ 2568independent รายงาน บรรยากาศที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อ X Æ A-Xii ลูกชายวัย 4 ขวบของอีลอน มัสก์ ขโมยซีนระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายในห้องรูปไข่ เด็กชายตัวน้อยทำให้หลายคนอดยิ้มไม่ได้ ด้วยพฤติกรรมซุกซน เช่น การเลียนแบบพ่อของเขาขณะพูดถึงประชาธิปไตย และการแคะจมูกก่อนเช็ดลงบนโต๊ะ Resolute ซึ่งเป็นโต๊ะประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 140 ปี

มัสก์เข้าร่วมแถลงการณ์ ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX และ Tesla ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้ในฐานะสักขีพยานในการลงนามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มีเป้าหมายให้หน่วยงานรัฐบาลกลางร่วมมือกับกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล เพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ โดยขณะที่มัสก์กำลังตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ลูกชายของเขาก็ทำให้หลายคนหลุดหัวเราะออกมา ด้วยการกระโดดเกาะไหล่พ่อ และพูดกระซิบกับทรัมป์แบบเป็นกันเอง

X Æ A-Xii สร้างสีสัน ดึงความสนใจจากทั้งแฟนคลับและสื่อมวลชน

หลังจากคลิปพฤติกรรมของ X Æ A-Xii ถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ซึ่งมัสก์ซื้อกิจการมาในปี 2022 ด้วยมูลค่า 44 พันล้านดอลลาร์ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ผู้สนับสนุนมัสก์และทรัมป์หลายคนมองว่าเป็นโมเมนต์ที่น่ารักและเป็นกันเอง แต่บางส่วนก็รู้สึกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในทำเนียบขาว

ปฏิกิริยาของทรัมป์และความเห็นจากผู้ใช้โซเชียล

แม้ว่าจะถูกแย่งซีน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะไม่ติดใจอะไร และยังกล่าวชม X Æ A-Xii ว่าเป็น “เด็กที่มีไอคิวสูง” ขณะที่มัสก์ยังคงดำเนินการแถลงข่าวต่อไป นอกจากนี้ บริจิตต์ กาเบรียล นักวิจารณ์อนุรักษ์นิยม ยังกล่าวว่า “ลูกชายของมัสก์มีความน่ารักเกินพิกัด” อย่างไรก็ตาม บางความคิดเห็นก็ไม่เห็นด้วย โดยมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม X รายหนึ่งโพสต์ว่า “ฉันไม่ต้องการเห็นเด็กเช็ดขี้มูกบนโต๊ะ Resolute”

มัสก์ตอบโต้คำวิจารณ์ ย้ำเป้าหมายรัฐบาลใหม่คือการปฏิรูประบบราชการ

มัสก์ยังถูกถามเกี่ยวกับนโยบายต่อต้านภาครัฐที่เขาสนับสนุน ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นการพยายามควบคุมรัฐบาลกลาง เขาตอบว่า “ประชาชนโหวตให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะได้รับ” โดยอ้างว่ารัฐบาลทรัมป์มีเป้าหมายในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ด้วยการลดบทบาทของระบบราชการที่เขาอ้างว่าเป็น “องค์กรที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งซึ่งควบคุมการบริหารประเทศ”

สรุป

การแถลงข่าวของอีลอน มัสก์และโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมซุกซนของ X Æ A-Xii ที่ทำให้บรรยากาศในห้องรูปไข่ดูผ่อนคลายกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับความเหมาะสมของพฤติกรรมดังกล่าว ขณะที่มัสก์ยังคงย้ำจุดยืนในการสนับสนุนการลดขนาดภาครัฐ และการปฏิรูปการบริหารงานของรัฐบาล

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. เหตุใดลูกชายของอีลอน มัสก์จึงกลายเป็นจุดสนใจของงานแถลงข่าว?
    เนื่องจาก X Æ A-Xii แสดงพฤติกรรมขี้เล่น เช่น การเลียนแบบพ่อ และแคะจมูกในระหว่างที่ทรัมป์และมัสก์กำลังแถลงข่าว
  2. โต๊ะ Resolute คืออะไร?
    เป็นโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 1880 โดยได้รับมอบจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
  3. อีลอน มัสก์กล่าวถึงการปฏิรูปภาครัฐอย่างไร?
    มัสก์กล่าวว่านโยบายของทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การลดบทบาทของระบบราชการที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
  4. โซเชียลมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเหตุการณ์นี้?
    มีทั้งเสียงชื่นชมว่าลูกชายมัสก์น่ารัก และเสียงวิจารณ์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับงานแถลงข่าวทางการ
  5.  ทำไมอีลอน มัสก์ถึงพาลูกชายมาร่วมงานแถลงข่าว?

มัสก์มักพาลูกชายเข้าร่วมงานใหญ่ทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การเข้าร่วมพิธีสาบานตนของทรัมป์ในปี 2021

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : independent

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

โลกผลิตขยะพลาสติกปีละ 57 ล้านตัน ส่วนใหญ่เกิดจากประเทศกำลังพัฒนา

จากรายงานล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 โดยวารสาร “เนเจอร์” ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษจากพลาสติกที่สร้างขึ้นทั่วโลกมากถึง 57 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับ 52 ล้านเมตริกตัน ต่อปี โดยกว่า 2 ใน 3 ของมลพิษนี้มาจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์

การศึกษานี้ได้รับการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยลีดส์ ในสหราชอาณาจักร โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบการผลิตขยะพลาสติกในเมืองและเทศบาลมากกว่า 50,000 แห่งทั่วโลก พบว่าปริมาณขยะที่ถูกทิ้งลงในสภาพแวดล้อมที่เปิดโล่งนั้น สามารถเติมเต็มพื้นที่ของสวนสาธารณะ เซ็นทรัลพาร์ค ในนครนิวยอร์กด้วยขยะพลาสติกสูงเท่ากับตึกเอ็มไพร์สเตทได้เลยทีเดียว

 

มลพิษจากพลาสติกในประเทศกำลังพัฒนา

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมลพิษพลาสติกจำนวนมากคือ การที่รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถรวบรวมและกำจัดขยะได้อย่างเหมาะสมสำหรับประชากรราว 15% ของโลก การศึกษาพบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาใต้สะฮาราเป็นพื้นที่ที่มีการผลิตขยะพลาสติกมากที่สุด โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่มีประชากรจำนวนมากถึง 255 ล้านคนที่เผชิญกับปัญหานี้

ประเทศอินเดียเป็นผู้นำโลกในการผลิตมลพิษจากพลาสติก โดยสร้างมลพิษมากถึง 10.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าประเทศไนจีเรียและอินโดนีเซียถึงสองเท่า เมืองใหญ่ที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก ได้แก่ ลากอส ประเทศไนจีเรีย ตามมาด้วย นิวเดลี ประเทศอินเดีย, ลูอันดา ประเทศแองโกลา, การาจี ประเทศปากีสถาน และ อัลกาฮิราห์ ประเทศอียิปต์

แม้ประเทศจีนมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก แต่จากข้อมูลของการศึกษาครั้งนี้ จีนอยู่อันดับสี่ในการปล่อยมลพิษจากพลาสติก แต่จีนได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ

 

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในด้านมลพิษจากพลาสติก

ประเทศสหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่ 90 ของโลกในการปล่อยมลพิษจากพลาสติก โดยมีปริมาณขยะมากกว่า 52,500 ตันต่อปี ขณะที่สหราชอาณาจักรอยู่อันดับที่ 135 โดยมีปริมาณขยะเกือบ 5,100 ตัน แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีระบบการจัดการขยะที่ดี แต่ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหามลพิษจากพลาสติกได้

 

ข้อตกลงสากลเพื่อลดมลพิษพลาสติก

ในปี 2565 ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตกลงที่จะทำ ข้อตกลงทางกฎหมาย เพื่อจัดการกับปัญหามลพิษจากพลาสติกอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงการกำจัดขยะพลาสติกในมหาสมุทร ข้อตกลงสุดท้ายคาดว่าจะถูกเจรจาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ประเทศเกาหลีใต้ การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจนในการลดมลพิษและควบคุมการผลิตพลาสติกอย่างยั่งยืน

 

ผลกระทบของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกต่อสุขภาพมนุษย์

จากข้อมูลการศึกษานี้ พบว่า 57% ของมลพิษจากพลาสติกทั่วโลก มาจากพลาสติกที่ถูกเผาอย่างไม่ถูกต้อง หรือถูกทิ้งลงในสิ่งแวดล้อมเปิดโล่ง สิ่งนี้ส่งผลให้เกิด ไมโครพลาสติก และ นาโนพลาสติก ซึ่งแพร่กระจายเข้าสู่ทุกมุมของโลก ตั้งแต่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ไปจนถึงร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก

ไมโครพลาสติกได้เข้าสู่ระบบนิเวศน์ รวมถึงเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านน้ำดื่ม อาหาร และอากาศที่เราหายใจ นักวิทยาศาสตร์ได้พบไมโครพลาสติกในเนื้อเยื่อต่างๆ ของมนุษย์ เช่น หัวใจ สมอง และอวัยวะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องการเวลาในการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงของไมโครพลาสติกต่อสุขภาพมนุษย์

 

โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลาสติก

องค์การสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่า การผลิตพลาสติกจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ประมาณ 440 ล้านตันต่อปี ไปจนถึงมากกว่า 1,200 ล้านตัน ในอนาคต ซึ่งหมายความว่า โลกของเรากำลังจมอยู่กับพลาสติก” ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : AP

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News