Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครม. เห็นชอบมาตรการสู้ฝุ่นปี 69 เชียงรายดีเดย์ 14 ก.พ. ห้ามเผา 86 วัน ใช้ Cell Broadcast เตือนภัย

ครม. เห็นชอบมาตรการเข้มรับมือ PM2.5 ปี 2569 เชียงรายดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ ห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน ใช้ระบบ Cell Broadcast เตือนภัยตรงถึงมือถือประชาชน

เชียงราย,11 กุมภาพันธ์ 2569 – สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาอยู่ในวาระสำคัญของประเทศอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือประจำปี 2569 โดยยกระดับการทำงานจากเชิงตั้งรับสู่การป้องกันล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยีการสื่อสารสาธารณะอย่างระบบ Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนภัยถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า แนวโน้มค่าฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีลักษณะสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงระบบทั้งก่อนเกิดเหตุและระหว่างเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางของภาคเหนือ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ทันที โดยจังหวัดประกาศเข้าสู่ช่วงควบคุมการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 86 วัน ตามประกาศจังหวัดที่มีผลบังคับใช้

เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ Cell Broadcast กลไกแจ้งเตือนภัยตรงพื้นที่เสี่ยง

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการเน้นย้ำจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือการใช้ระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังโทรศัพท์ทุกเครื่องในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะใช้เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่กระทบต่อสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเตรียมการป้องกันอื่นอย่างเหมาะสม จุดเด่นของระบบนี้คือสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และยังคงทำงานได้แม้ในช่วงที่โครงข่ายมีการใช้งานหนาแน่น

มาตรการด้านการสื่อสารนี้ถูกออกแบบควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่าน SMS รายวัน และการรายงานคุณภาพอากาศผ่านสถานีตรวจวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้หลายช่องทาง ลดความล่าช้าในการรับรู้ความเสี่ยง

มาตรการสองระยะ จากการเตรียมการสู่การปฏิบัติการเข้มข้น

มาตรการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก

ระยะเตรียมการ ครอบคลุมการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรไร้เผา การกำหนดเป้าหมายรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 15 การจัดทำแผนที่เสี่ยงไฟป่าใน 14 กลุ่มป่า การควบคุมรถยนต์ดีเซลให้ผ่านการตรวจควันดำไม่เกินร้อยละ 20 และการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องปลอดการเผา

ระยะปฏิบัติการ จะเน้นการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแบบเคาะประตูบ้าน การตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง การประกาศปิดป่าในช่วงเวลาวิกฤต การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน รวมถึงการจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนตัดสินใจดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที

เชียงรายประกาศดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ เข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อประเมินสภาพอากาศและเตรียมเข้าสู่ช่วงวิกฤต

นายประเสริฐเปิดเผยว่า สถานการณ์ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยข้อมูลจุดความร้อน ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบ 170 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 344 จุด คิดเป็นการลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเพียง 1 วันในช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน อากาศจะยกตัวขึ้นได้ยาก ทำให้ฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศต่ำได้ง่ายในช่วงลมสงบ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า การประกาศห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่เพราะสถานการณ์รุนแรงที่สุด แต่เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อจังหวัด

รายงานสถานการณ์ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย รายงานสถานการณ์ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบรายงานจุดความร้อนเพิ่มเติมในวันดังกล่าว ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้สะสมเดือนมกราคมอยู่ที่ 31,150 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24.30 ของพื้นที่เผาไหม้ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้แนวโน้มจุดความร้อนจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

จังหวัดจึงขอความร่วมมืองดการเผาในที่โล่งทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ และเข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ปฏิบัติการแนวกันไฟ เมื่อชุมชนกลายเป็นด่านหน้า

ในระดับพื้นที่ อำเภอดอยหลวงได้จัดทำแนวกันไฟระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร ในตำบลโชคชัยและตำบลหนองป่าก่อ พร้อมปรับปรุงระบบประปาภูเขาเพื่อสำรองน้ำสำหรับดับไฟ

อำเภอแม่ฟ้าหลวง ระดมกำลังทำแนวกันไฟในพื้นที่รอยต่อหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 13 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูง ขณะที่อำเภอเชียงของ ภายใต้การนำของนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ ระดมกำลังชาวบ้านจิตอาสาตำบลบุญเรือง เดินเท้าเข้าสำรวจเชื้อเพลิงในป่าชุมชนและจัดทำแนวกันไฟในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

อำเภอเวียงชัยจัดทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเก็บกวาดใบไม้แห้งเพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมรอบหมู่บ้าน

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดการป้องกันก่อนรักษา ลดความเสี่ยงไฟลุกลามเข้าสู่ชุมชน และลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้โดยไม่จำเป็น

ประสานเมียนมาผ่านกลไก TBC สกัดหมอกควันข้ามแดน

ในวันเดียวกันที่เชียงรายยกระดับมาตรการภายในจังหวัด ฝ่ายไทยยังใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 ณ อำเภอแม่สาย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการป้องกันหมอกควันข้ามพรมแดน

ฝ่ายไทยขอความร่วมมือในการควบคุมการเผาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทางการเมียนมา ซึ่งฝ่ายเมียนมายินดีให้ความร่วมมือในเขตอิทธิพลของตน ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะมีการประสานกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การใช้กลไกความร่วมมือชายแดนในประเด็นสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาตรการเข้มข้นต้องเดินคู่ความร่วมมือของประชาชน

มาตรการปี 2569 แสดงให้เห็นการปรับแนวทางจากการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต สู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงกว่าครึ่งในช่วงต้นปี เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความร่วมมือของประชาชน แต่ความท้าทายยังคงอยู่ในช่วง 86 วันอันตรายข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมฝุ่น

การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามประกาศงดเผา และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เชียงรายผ่านฤดูหมอกควันปีนี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากกองกำลังผาเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ประชุม TBC ครั้งที่ 102 ไทย-เมียนมา ถกมาตรการรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำน้ำสายและสารพิษเหมืองแร่

ประชุม TBC ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 เร่งถกมาตรการรับมืออุทกภัย สารปนเปื้อนในลำน้ำสาย ปัญหาเขตแดน และภารกิจด้านมนุษยธรรม

เชียงราย, 11 กุมภาพันธ์ 2569 – บรรยากาศบริเวณสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภาพชายแดนที่ไม่ได้มีเพียงการค้าขายและการสัญจรไปมา หากแต่เป็น “แนวหน้าของความเสี่ยงร่วม” ที่ผูกชีวิตผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเข้าหากัน ตั้งแต่น้ำหลากฉับพลันในฤดูฝน มลพิษในลำน้ำ ไปจนถึงข้อพิพาทเชิงกายภาพของลำน้ำที่ตื้นเขินและถูกเบียดแคบลงด้วยสิ่งปลูกสร้าง

ในวันเดียวกัน พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษากองกำลังผาเมือง และคณะ พบปะพัฒนาสัมพันธ์กับ พันเอก จ่อมินทุน ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ แบบไม่เป็นทางการ ณ จุดผ่านแดน ก่อนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา หรือ TBC ครั้งที่ 102 ซึ่งฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่โรงแรมแม่โขงเดลต้า ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย โดยมี พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง เป็นประธานฝ่ายไทย และ พันเอก จ่อมินทุน เป็นประธานฝ่ายเมียนมา พร้อมคณะกรรมการจากส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

วาระหลักของโต๊ะเจรจาชายแดน น้ำท่วม ลำน้ำถูกเบียดแคบ และสารปนเปื้อนที่กระทบคนทั้งสองฝั่ง

สาระสำคัญของการประชุมรอบนี้ ครอบคลุมประเด็นเส้นเขตแดน ความร่วมมือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมในโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน และการจัดการปัญหาที่เชื่อมโยงกับลำน้ำสายโดยตรง ซึ่งถูกย้ำหนักเป็นพิเศษในสองเรื่องใหญ่

เรื่องแรก คือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ฝ่ายไทยร้องขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำบริเวณตลาดท่าล้อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อคืนสภาพความกว้างของแม่น้ำสายให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิม และเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก

เรื่องที่สอง คือการตรวจพบสารปนเปื้อนในน้ำ โดยข้อมูลประกอบการหารือระบุว่าพบโลหะหนักเกินมาตรฐาน ได้แก่สารตะกั่วและสารหนู ฝ่ายไทยจึงขอความร่วมมือให้ฝ่ายเมียนมาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้บำบัดน้ำเสียตามหลักสาธารณสุข ลดสารตกค้างก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำ เพื่อรักษาคุณภาพน้ำที่ประชาชนทั้งสองประเทศต้องพึ่งพา

ประเด็นที่พ่วงตามมา คือการดูดทรายในลำน้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงการก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งของทั้งสองประเทศ ซึ่งล้วนเป็นมาตรการที่หากทำต่างฝ่ายต่างทำ ย่อมเสี่ยงให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนทั้งด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนทิศทางของร่องน้ำในระยะยาว

ความคืบหน้าที่จับต้องได้ ส่งตัวผู้ต้องหา 11 ราย และการประสานงานที่ต้องไปต่อระดับเหนือ TBC

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกบันทึกไว้ในเวทีครั้งนี้ คือฝ่ายไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่ช่วยจับกุมและส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีไปยังฝั่งเมียนมากลับมาดำเนินคดีในไทยรวม 11 คน แบ่งเป็นคดียาเสพติด 5 คน คดีอาวุธปืน 2 คน และคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 4 คน

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับรู้ร่วมกันว่า บางปมปัญหาเกินขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องนำเสนอหน่วยเหนือของแต่ละฝ่ายเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ โดยเฉพาะกรณีโครงสร้างถาวรริมลำน้ำและมาตรการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายในระดับที่สูงกว่า

หลังเสร็จสิ้นการประชุม มีการมอบของที่ระลึกและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ก่อนที่ช่วงบ่ายฝ่ายไทยจะนำคณะฝ่ายเมียนมาเดินทางไปทัศนศึกษาเยี่ยมชมศาสนสถาน ณ วัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมกิจกรรมสันทนาการและการแข่งขันกีฬา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคณะกรรมการทั้งสองประเทศ

ลำน้ำสายไม่ใช่แค่เส้นน้ำธรรมชาติ แต่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน

สำหรับคนแม่สายและพื้นที่ต่อเนื่อง ลำน้ำสายคือทั้งทางระบายน้ำ ทางทำกิน และภาพจำของ “เมืองชายแดน” ที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงซ้ำซ้อน เมื่อแม่น้ำตื้นเขิน ช่องทางน้ำแคบลง ความรุนแรงของน้ำหลากฉับพลันก็เพิ่มขึ้นตามตรรกะธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดที่ทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงระบบสาธารณูปโภค การค้าชายแดน และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ขณะที่เรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ หากปล่อยให้คลุมเครือ จะกลายเป็นความกังวลเรื้อรังของชาวบ้านทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ เกษตรริมน้ำ และความปลอดภัยของสัตว์น้ำในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็น “ต้นทุนสุขภาพ” ที่มักไม่ปรากฏในงบซ่อมแซมหลังน้ำท่วม แต่กลับกระทบชีวิตจริงอย่างยาวนาน

ในมิติของมาตรฐานและการเฝ้าระวัง ประเทศไทยมีกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำหลายประเภท โดยเอกสารมาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยระบุค่าควบคุมโลหะหนักบางชนิดในน้ำเพื่อการบริโภค เช่น สารหนูและตะกั่ว อยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การจัดการในลำน้ำนานาชาติจำเป็นต้องยึดข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกันและกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามแดน เพื่อไม่ให้ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา

ความท้าทายด้านมนุษยธรรม เมื่อ TBC ไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการรัฐเพียงอย่างเดียว

อีกชั้นหนึ่งของคำว่า TBC ที่สังคมชายแดนคุ้นเคย คือ The Border Consortium องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งต้องแยกให้ชัดจาก TBC ที่เป็นกลไกคณะกรรมการชายแดนของรัฐ

ข้อมูลจากสื่อเศรษฐกิจระบุว่า The Border Consortium เผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณในช่วงหลัง โดยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถูกจับตาว่าจะกระทบห่วงโซ่การสนับสนุนงานมนุษยธรรมในภูมิภาค

ในมุมชายแดนไทย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากระบบสนับสนุนในค่ายผู้ลี้ภัยอ่อนแรงลง ความเปราะบางจะเพิ่มขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข การคุ้มครองเด็กและสตรี และความเสี่ยงที่คนชายขอบจะถูกชักจูงเข้าสู่อาชญากรรมข้ามชาติหรือการแสวงหาประโยชน์รูปแบบอื่น

ประเด็นเด่นที่ประชาชนควรรู้ สิ่งที่ทำได้ทันทีในช่วงฤดูเสี่ยง

ภายใต้การเจรจาระดับหน่วยงาน ความปลอดภัยของประชาชนยังต้องเริ่มจากการรับมือรายวัน โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ประชาชนควรติดตามประกาศท้องถิ่นเรื่องการขุดลอก การรื้อถอน และการก่อสร้างริมตลิ่งอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำมีผลต่อระดับน้ำหลาก

หากมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ ควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ตรวจวัดอย่างเป็นทางการเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกระทบเศรษฐกิจชุมชนโดยไม่จำเป็น

ในช่วงน้ำหลาก การจัดการขยะริมตลิ่งและการไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงลำน้ำ เป็นมาตรการเล็กที่ช่วยลดการอุดตันจุดคอขวดของน้ำได้จริง และเป็นความร่วมมือที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเมืองหรือการทูต

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  1. การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 จัดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  2. ฝ่ายไทยระบุการส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับจากฝั่งเมียนมากลับไทยรวม 11 ราย แยกเป็นคดียาเสพติด 5 ราย คดีอาวุธปืน 2 ราย และคดีหลบหนีเข้าเมือง 4 ราย
  3. มาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยมีการกำหนดค่าควบคุมโลหะหนักในน้ำเพื่อการบริโภคบางชนิด เช่น สารหนูและตะกั่ว ซึ่งใช้เป็นฐานอ้างอิงในการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพในสังคม
  4. รายงานข่าวต่างประเทศช่วงปี 2025 สะท้อนความผันผวนของระบบงบช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ให้บริการงานมนุษยธรรมหลายพื้นที่ทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลเหตุการณ์ประชุม TBC ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลมาตรฐานด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและค่าควบคุมสารบางชนิด
  • สำนักข่าว Reuters และ AP
  • หมายเหตุ ตัวเลขเชิงพื้นที่ ผลการตรวจวัด และรายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนในประเด็นอุทกภัยและสารปนเปื้อน ใช้ตามเนื้อหาข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รับในชุดข้อมูลแนบจากผู้ว่าจ้างข่าว และควรตรวจสอบซ้ำกับผลตรวจวัดทางการของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขก่อนนำไปใช้เชิงนโยบายหรือการสื่อสารความเสี่ยงในวงกว้าง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย แก้ปัญหาน้ำประปาเวียงแก่น ขุดลอกตะกอนมหาอุทกภัยเปิดทางน้ำดิบเลี้ยงโรงพยาบาล

วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 ผนึกกำลังขับเคลื่อนเชียงรายสู่ MICE City และ City of Design

ร้อยดวงใจผ่านสี่ฤดู “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองไมซ์ ท่ามกลางโจทย์ภัยพิบัติและการท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – สภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดม่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับเชียงรายสู่เมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการระดับสากล ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทุกรูปแบบ จากไฟป่า หมอกควัน ไปจนถึงแผ่นดินไหว

เวทีหารือข้อราชการสู่วาระการพัฒนาเชียงราย แสงไฟยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำกกค่อยๆสะท้อนผิวน้ำ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเล่าเรื่องราวของเชียงราย บรรยากาศบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยผู้นำฝ่ายบริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายกว่าหลายสิบหน่วยงาน ที่มาร่วมกันในกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในรูปแบบ Dinner Talk

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเวลา 17.00 น. เป็นการพบปะหารือข้อราชการ และช่วงที่สองเวลา 19.00 น. เป็นการจัดในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศการรับรองแขกผู้มีเกียรติเข้ากับการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดในระยะยาว นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนภารกิจจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงความสำคัญของเวที “สภากาแฟ” ว่าเป็นกลไกที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน สั้นลงแต่ลึกขึ้น สามารถหารือได้ตรงประเด็นและต่อยอดไปสู่การลงมือทำได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เชียงรายถูกจับตามองทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดครบหนึ่งเดือนพอดี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) กล่าวว่า เวทีสภากาแฟลักษณะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทและความท้าทายของจังหวัดอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความสามารถ

เปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้แนวคิดแห่งศรัทธา

บนเวทีที่รายล้อมด้วยดอกไม้และงานศิลปะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันเปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” หรือ Chiangrai Flower and Art Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569

นางอทิตาธร อธิบายว่า แนวคิดของงานในปีนี้มิใช่เกิดจากการออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการมองย้อนกลับไปยังบาดแผลและความท้าทายที่จังหวัดเชียงรายเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เนื่องจากจังหวัดตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

“ในทุกปีหลังจากจบงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนไม่เกินหนึ่งเดือน ดิฉันจะต้องกลับมาคิดว่างานในปีต่อไปเราจะจัดออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะนำเอาความเป็นเชียงรายมาปรากฏในสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงราย สำหรับการจัดงานในปีนี้ ธีมงานออกมาจากปัญหาของจังหวัดเชียงรายที่เราประสบปัญหาภัยเกือบทุกภัย ดังนั้นชาวเชียงรายจะไม่ท้อถอย เราจะต้องลุกขึ้นมายืนแล้วมองตัวเอง ย้อนรอยกลับไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดเชียงราย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าว

สี่ฤดูกาลแห่งการฟื้นคืนชีวิต

แนวคิดหลักของงานใช้ “สายน้ำ” และ “สี่ฤดูกาล” เป็นสัญลักษณ์หลักเพื่อเล่าเรื่องการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ทิวเขา ลำน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

สวนไม้งามริมน้ำกกถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนตาม 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้การจัดวางไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ผสานกับงานประติมากรรม แสง สี เสียง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้ธีม “เสียงสะท้อนและแสงสะท้อนแห่งกาลเวลา (The Reflex of Season)” ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเน้นย้ำว่า ทุกองค์ประกอบในสวนไม้งามไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเชียงรายได้ย้อนมองตัวเอง ระลึกถึงความอุดมสมบูรณ์ดั้งเดิมของเมือง และตั้งคำถามร่วมกันว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเชียงรายให้กลับมาสมบูรณ์กว่านี้ได้อย่างไร

การจัดวางดอกไม้ในสวนแห่งนี้แตกต่างจากงานดอกไม้ในจังหวัดอื่น เพราะเชียงรายเป็น “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก จึงมีศิลปินอยู่มากมาย การจัดวางดอกไม้จึงถูกจัดวางด้วยรูปแบบของศิลปะผสานกับความสวยงามของดอกไม้ และในช่วงกลางคืนจะมีการเติมประติมากรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ

สามโซนหลัก กระจายรายได้สู่ชุมชน

เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตเมืองและกระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก

โซนที่ 1: อำเภอเมืองเชียงราย – สวนไม้งามริมน้ำกก เป็นพื้นที่หลักในการจัดงานระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 มีการจัดแสดงไม้ดอก ศิลปะ โซน Food Truck อาหารพื้นถิ่น การจำหน่ายชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึง “ข่วงวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดเรือนวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม

ทั้งนี้จะได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของงานในระดับชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมดวงใจชาวเชียงรายภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา”

โซนที่ 2: อำเภอเวียงชัย – หนองหลวง จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” หนองหลวงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 9,000 ไร่ ที่ผูกโยงกับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกไชยบุรี มีเกาะต่างๆ ถึง 7 เกาะ โดยเฉพาะ “เกาะแม่ม่าย” ที่มีเรื่องเล่าตำนานแม่หม้ายและปลาไหลเผือก

การจัดงานในโซนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประดับดอกไม้ แต่ยังเป็นการคืนชีวิตให้กับพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อการพัฒนาพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างจริงจัง

โซนที่ 3: อำเภอแม่สาย – วัดถ้ำเสาหินพญานาค พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงใช้การจัดงานไม้ดอกที่บริเวณวัดถ้ำเสาหินพญานาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามคำร้องขอของชาวแม่สายที่ต้องการ “รื้อฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจพื้นที่” งานจะเปิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568

ประติมากรรมพญานาคเกี้ยวและบรรยากาศของถ้ำเสาหินไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนใหม่ของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

เป้าหมาย “MICE City” และการยกระดับเมือง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เชื่อมโยงมหกรรมไม้ดอกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยระบุว่าเชียงรายในวันนี้ได้รับการยอมรับในฐานะ “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนศิลปินและผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

งานมหกรรมไม้ดอกจึงทำหน้าที่เป็น “โชว์เคสกลางแจ้ง” ที่นำศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงรายมาแสดงผ่านภูมิทัศน์ดอกไม้ งานประติมากรรม และแสงสีสื่อผสม โดยเชียงรายเลือกใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นตัวขับเคลื่อนภาพลักษณ์จังหวัดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังกล่าวถึงทิศทางสำคัญ คือการผลักดันเชียงรายให้เป็น “MICE City” หรือเมืองแห่งการประชุม สัมมนา และนิทรรศการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้านกระบวนการบริหารยุติธรรมระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาจำนวนกว่า 100 ท่าน และในวันที่ 18 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรธรรมาภิบาลด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 40 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและบิ๊กเนมของประเทศ การต้อนรับกลุ่มผู้นำเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศของเทศกาลไม้ดอก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกและต่อยอดสู่ความร่วมมือในอนาคต

โจทย์ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม

แม้โทนของงานมหกรรมไม้ดอกจะเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม แต่ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างย้ำตรงกันว่า “เชียงรายวันนี้ต้องเผชิญโจทย์หนักด้านภัยพิบัติ” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าวถึงปัญหาไฟป่า หมอกควัน PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงแผ่นดินไหวว่า เป็นภัยแทบทุกประเภทที่จังหวัดต้องประสบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องคิดธีมงานใหม่ทุกปี โดยย้อนกลับไปที่รากฐานความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันทบทวนและหาวิธีฟื้นฟู

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สะท้อนมุมมองเดียวกันในเชิงนโยบาย โดยกล่าวว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา” โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ อุทกภัย ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยบูรณาการกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันก่อนที่จะเผชิญเหตุและทำการฟื้นฟูเยียวยา โดยเฉพาะเรื่อง PM2.5 และอุทกภัย

เมื่อวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากดร.รอยบุญ รัศมีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงได้ ซึ่งจะช่วยในการเตรียมการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ขณะที่เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามของนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เมืองก็ต้องพร้อมในเวลาเดียวกันที่จะเป็นแนวหน้าในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งทวีความซับซ้อนในอนาคต

นายอำเภอคนใหม่ “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง”

อีกหนึ่งเสียงที่น่าสนใจบนเวทีสภากาแฟในค่ำคืนนั้น คือคำกล่าวของนายญาณวุฒิ สุขพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงรายคนใหม่ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นวันที่สองพอดี แม้จะไม่ได้เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์ทำงานในจังหวัดเชียงรายรวมกว่า 15 ปี ทั้งในตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอและตำแหน่งระดับจังหวัด

นายอำเภอเมืองเชียงรายกล่าวว่า “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง” และย้ำถึงความพร้อมที่จะทำงานประสานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งพนักงานรองที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อปี 2550 จากนั้นมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงรายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงราย และออกไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอขุนตาล แม่ลาว เวียงชัย และแม่จัน ก่อนจะกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองเชียงรายในครั้งนี้

คำกล่าวดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างการบริหาร เพราะอำเภอเมืองเชียงรายคือหัวใจของงานมหกรรมไม้ดอก ทั้งในฐานะพื้นที่จัดงานสวนไม้งามริมน้ำกก และในฐานะศูนย์รวมของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัด

บูรณาการ 4 มิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่เพียงเทศกาลถ่ายรูปกับดอกไม้สวยงาม หากแต่ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มบูรณาการที่เชื่อม 4 มิติหลักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

มิติที่ 1: การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานกระจายไปยัง 3 โซนหลักใน 3 อำเภอ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ผู้ประกอบการชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ได้มีโอกาสพบปะนักท่องเที่ยวโดยตรงตลอดช่วงเทศกาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างกว้างขวาง

มิติที่ 2: อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การนำวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มมาจัดแสดง ณ ข่วงวัฒนธรรมในสวนไม้งาม และการหยิบตำนาน “เกาะแม่ม่าย-เมืองโยนกไชยบุรี” มาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่หนองหลวง สะท้อนความพยายามที่จะทำให้การท่องเที่ยวหยั่งลึกลงสู่รากของเรื่องเล่าท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปผ่านๆ

มิติที่ 3: การวางตำแหน่งเมืองในเวทีประเทศและนานาชาติ การเชื่อมงานดอกไม้เข้ากับสถานะ “City of Design” และเป้าหมายการเป็น “MICE City” ทำให้เชียงรายถูกมองไม่เพียงในมิติเมืองท่องเที่ยวฤดูกาลหนาว แต่เป็นเมืองที่พร้อมรองรับการประชุม สัมมนา และกิจกรรมระดับชาติ-นานาชาติ โดยใช้ศิลปะ การออกแบบ และภูมิทัศน์เป็นจุดแข็ง

มิติที่ 4: การบริหารจัดการภัยพิบัติและความยั่งยืน การพูดถึงไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวบนเวทีเดียวกับการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจังหวัดเลือกจะมองความจริงทั้งสองด้านพร้อมกัน คือความสวยงามและความเปราะบางของเมือง และหันมาเน้นการป้องกันล่วงหน้ามากกว่าการรอเยียวยาความเสียหาย

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการจัดงานเทศกาลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมความพร้อมในการยกระดับตัวเองไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำว่า นอกจากผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางที่จะเข้ามาในช่วงนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากทั่วประเทศที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการเตรียมรับมือภัยพิบัติเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเชียงรายสู่เป้าหมายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่

เวทีสภากาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้การจัดงานและการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายของเรา” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประชาชน

ภาพอนาคตของเชียงราย

การเปิดตัวมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมกับการจัดสภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานเทศกาล แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่เป้าหมายในระยะยาว

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

การเป็น “MICE City” จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัด เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือสัมมนามักมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้มาตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” จึงเป็นมากกว่าเทศกาลดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นการร้อยเรื่องราวของความท้าทายและความหวังของจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน ผ่านสี่ฤดูกาลที่สะท้อนถึงวัฏจักรของชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความเข้มแข็งของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก

การกระจายงานไปยัง 3 โซนหลัก ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกพื้นที่ในจังหวัดมีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเท่าเทียมกัน

ในขณะที่จังหวัดกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “MICE City” และเสริมสร้างสถานะ “City of Design” เชียงรายก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมองการณ์ไกลและความรับผิดชอบต่อประชาชนของผู้บริหาร

การจัดเวทีสภากาแฟในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศที่เป็นกันเองเข้ากับการหารือเรื่องการพัฒนาจังหวัดอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงศิลปะการบริหารงานที่สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเชิงนโยบายและการพัฒนาเมือง การจับตาดูว่าหลังม่านดอกไม้ จังหวัดเชียงรายจะสามารถแปลงบทสนทนาจากเวทีสภากาแฟและฉากอันงดงามในสวนไม้งามริมน้ำกก ให้กลายเป็นมาตรการเชิงรูปธรรมด้านการท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2569 และปีต่อๆ ไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ เชียงรายรุดติดตามด่วน หลังแม่สายท่วมซ้ำ นักวิชาการย้ำขาดแผนรับมือ “น้ำพิษ”

วิกฤตแม่สาย “แม่น้ำสาย” ทะลักซ้ำปี 67 แนวป้องกันชั่วคราวรับไม่ไหว ผู้ว่าฯ เชียงรายรุดบัญชาการด่วน นักวิชาการเตือนขาดแผน “น้ำพิษ” ข้ามพรมแดน

เชียงราย, 28 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ซ้ำรอยวิกฤติเมื่อปลายปี 2567 สร้างความเสียหายและความวิตกกังวลให้แก่ประชาชนริมฝั่งแม่น้ำสายทั้งฝั่งไทยและเมียนมา การระบายน้ำที่ล้นตลิ่งจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือของไทยและรัฐฉานตะวันออกของเมียนมา กลายเป็นบททดสอบสำคัญของทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อแนวป้องกันชั่วคราวที่ตั้งขึ้นโดยกรมการทหารช่างไม่สามารถรับมือมวลน้ำได้ ทำให้หลายชุมชนใน อ.แม่สาย และ จ.ท่าขี้เหล็ก ต้องรับเคราะห์ซ้ำอีกครั้ง

ผู้ว่าฯ เชียงราย บัญชาการเหตุการณ์ ย้ำเร่งอพยพ-จัดการอุปสรรคทางน้ำ

เช้าวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ณ จุดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ร่วมกับนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังมวลน้ำเหนือหลากทะลักเข้าท่วมหลายจุดของชุมชนสายลมจอย ชุมชนเกาะทราย ตลาดสายลมจอย ตลาดไม้ลุงขน ตลอดจนฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ฝ่ายไทยและเมียนมาระดมกำลังเคลียร์พื้นที่ ขนย้ายสิ่งของอพยพประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้ป่วยติดเตียง ไปยังจุดปลอดภัยตั้งแต่เช้ามืด

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้บูรณาการระหว่างกรมการทหารช่าง เทศบาลแม่สาย และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ออกปฏิบัติการนำเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถแบ็คโฮ เข้าเคลียร์เศษขยะและท่อนซุงที่ไหลมาติดสะพาน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางทางน้ำให้ระบายไม่สะดวกจนเอ่อท่วมถนนและพื้นที่ชุมชน

นอกจากนี้ ได้กำชับให้นายอำเภอแม่สายเร่งประสานเจ้าของอาคารริมน้ำที่ยังไม่ได้รื้อถอน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีช่องว่างใต้อาคารซึ่งกลายเป็นทางให้น้ำทะลุเข้าพื้นที่ชุมชน แม้จะวางแนวพนังบิ๊กแบ็คไว้แล้วก็ตาม พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เร่งอพยพประชาชนจากจุดเสี่ยงให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และย้ำถึงความจำเป็นในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ฝนเหนือ-น้ำเมียนมา ทำระดับน้ำพุ่งเกิน 100 มม. สะพานมิตรภาพฯ ทะลัก 115%

ข้อมูลสถานการณ์น้ำเช้าวันที่ 28 ก.ค. 68 ระบุว่าฝนที่ตกในบ้านโจตาดา จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา สูงถึง 118.8 มิลลิเมตร ในเวลา 08.00 น. ส่งผลให้มวลน้ำล้นเข้าสู่ชายแดนไทยในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ระดับน้ำที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 วัดได้ 115.15% ของระดับตลิ่ง สร้างความวิตกให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านว่าระลอกใหม่ของน้ำจะเข้าท่วมอีกในช่วงบ่าย

ขณะเดียวกัน จุดวัดระดับน้ำและรายงานพื้นที่เสี่ยงในฝั่งไทย อาทิ ซอย 7 เกาะทราย ถ.หน้าหมู่บ้านปิยะพร และคลองชลประทาน เริ่มเกิดน้ำล้นตลิ่งและเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง

ขยะ-ท่อนซุงปิดสะพาน อุปสรรคซ้ำเติมสถานการณ์

ปัญหาขยะ เศษไม้ ท่อนซุงที่ไหลตามกระแสน้ำมาจากต้นน้ำเมียนมาและพื้นที่รอยต่อ ติดค้างใต้สะพานและแนวป้องกันน้ำชั่วคราว กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ โดยนายอำเภอแม่สายสั่งปิดด่านชั่วคราว เปิดทางให้แบ็คโฮจัดการสิ่งกีดขวาง ลดความเสี่ยงสะพานเสียหายและเร่งการระบายน้ำออกนอกพื้นที่

เสียงสะท้อนนักวิชาการ – วิกฤตซ้ำซ้อน “น้ำพิษ” ขาดแผนรับมือจริงจัง

วิกฤตในแม่สายรอบนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายเริ่มตระหนักมากขึ้น คือ “น้ำพิษข้ามพรมแดน” ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเร่งด่วนถึงหน่วยงานภาครัฐให้จัดทำแผนรับมือและเฝ้าระวังสารโลหะหนักและมลพิษที่มากับน้ำท่วมข้ามพรมแดน หลังจากปัญหาเหมืองแร่ในรัฐฉานส่งผลต่อต้นน้ำของแม่น้ำสายในเขตแม่สายมาอย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ชัด ได้แก่

  1. หน่วยงานใดจะตรวจสอบสารโลหะหนักในน้ำท่วม?
  2. ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะรู้ผล?
  3. เจ้าหน้าที่และประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อสัมผัสน้ำท่วมที่อาจปนเปื้อนสารพิษ?
  4. ประชาชนจะล้างบ้านและโคลนที่มีสารพิษได้อย่างไร?

ทั้งนี้ ดร.สืบสกุล ยังย้ำให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ทำหน้าที่ตรวจสอบสารโลหะหนักให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นห้องแล็บที่มีมาตรฐานสูงสุดในพื้นที่

วิกฤต “น้ำท่วม-น้ำพิษ” บททดสอบการบริหารจัดการข้ามพรมแดน

แม่สายในวันนี้ คือภาพสะท้อนความซับซ้อนของภัยพิบัติยุคใหม่ที่เกินขีดจำกัดของแนวป้องกันชั่วคราวและแผนฉุกเฉินเฉพาะหน้า หลายประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่นับเป็นบทเรียนสำคัญ:

  • แนวป้องกันน้ำต้องยกระดับ: เหตุการณ์ซ้ำซ้อนแสดงว่าจำเป็นต้องพัฒนาแนวป้องกันน้ำถาวร ลดจุดอ่อนที่ทำให้น้ำล้นผ่านได้ง่าย
  • การจัดการขยะ-ท่อนซุงในแม่น้ำต้นน้ำ: ต้องวางระบบและแผนร่วมมือข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา เพื่อลดขยะจากต้นน้ำมิให้ซ้ำเติมวิกฤติในเขตเมือง
  • แผนรับมือ “น้ำพิษ” ต้องมีจริง: ควรจัดทำคู่มือ แนวทางปฏิบัติที่เข้มงวด สื่อสารกับประชาชนอย่างรัดกุม และจัดตั้งระบบแจ้งเตือนเชิงรุก
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน: ปัญหาต้นน้ำที่เมียนมาต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยอาศัยกลไกทางการทูตและข้อตกลงร่วม

บทสรุป

น้ำท่วมแม่สายปีนี้ไม่ได้เป็นแค่วิกฤตธรรมชาติซ้ำรอย แต่เป็นการสะท้อนโจทย์ใหญ่ด้านนโยบายและการบริหารภัยพิบัติข้ามพรมแดน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งมือออกมาตรการเชิงรุกทั้งด้านโครงสร้างและระบบเฝ้าระวังสารพิษ เพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย

  • อำเภอแม่สาย

  • กรมการทหารช่าง

  • เทศบาล ต.แม่สาย

  • เทศบาล ต.เวียงพางคำ

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1

  • อ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร, ม.แม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงราย ขุนตาลเผชิญน้ำป่าถล่ม เร่งแจกกระสอบทราย-สำรวจความเสียหาย

ขุนตาล! น้ำป่าหลากท่วม 3 ตำบล นายอำเภอขุนตาลสั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. เร่งแจกกระสอบทราย-สำรวจความเสียหายช่วยเหลือประชาชน

เชียงราย, 23 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว หลังฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดวันที่ 22 กรกฎาคม ส่งผลให้น้ำจากเทือกเขาและลำห้วยสายต่าง ๆ ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนใน 3 ตำบล ได้แก่ ป่าตาล ต้า และยางฮอม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก ขณะที่นายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล/ผู้อำนวยการศูนย์อำเภอ พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายปกครอง และหน่วยงานท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้กำลังใจ สำรวจสถานการณ์ และออกมาตรการป้องกัน-บรรเทาความเสียหายอย่างเร่งด่วน

น้ำป่าทะลักกลางดึก แจกกระสอบทรายสกัดน้ำ – สั่งเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

น้ำป่าที่ไหลหลากลงจากภูเขา ได้ท่วมพื้นที่อยู่อาศัยในทั้ง 3 ตำบลของอำเภอขุนตาล ทำให้บ้านเรือนจำนวนหนึ่งต้องอพยพขึ้นที่สูง หลายครัวเรือนเสียหายทั้งทรัพย์สินและพืชผลการเกษตร นายอำเภอขุนตาลพร้อมทีมงานได้เร่งแจกจ่ายกระสอบทรายเพื่อสกัดน้ำเข้าสู่บ้านเรือน ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน รายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมงและเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังน้ำป่า 24 ชั่วโมง

เบื้องต้น ฝ่ายความมั่นคงและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่สำรวจจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผนช่วยเหลือและเยียวยาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็มีการเร่งซ่อมแซมเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและการขนส่ง

ขุนตาลเมืองศักยภาพสูงแต่เปราะบางต่อภัยน้ำท่วม

อำเภอขุนตาล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเชียงราย ห่างตัวเมืองเพียง 62 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 31,000 คน (ข้อมูลปี 2564) เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ-สังคมของภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงภูมิภาคกับลาวและจีน พื้นที่นี้โดดเด่นด้วยเทือกเขาสูง อย่างดอยพญาพิภักดิ์ และมีแม่น้ำอิงเป็นเส้นเลือดหลักของการเกษตรและชุมชน

เศรษฐกิจหลักของอำเภอขุนตาลคือภาคเกษตรกรรม เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด ชา กาแฟ ผลไม้เมืองหนาว ฯลฯ ขณะที่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น กลุ่มชาวม้ง บ้านพญาพิภักดิ์ ตำบลยางฮอม สะท้อนถึงมิติทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และโอกาสพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชนเชิงอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม อำเภอขุนตาลยังคงเปราะบางต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะในฤดูฝน เมื่อฝนตกหนักระดับน้ำในแม่น้ำอิงและลำห้วยสายต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมักเกิดน้ำป่าไหลหลาก แม้จะมีการปรับปรุงถนนสายหลักเช่น ทางหลวง 1421 และ 1020 และแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเสริมศักยภาพการค้า แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบยั่งยืนและระบบเตือนภัยล่วงหน้ายังคงเป็นประเด็นสำคัญ

ขุนตาล…บทเรียนการพัฒนาเมืองเปราะบาง

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลและคำนึงถึงความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม แม้อำเภอขุนตาลจะมีศักยภาพสูงในเชิงเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว หากแต่การเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ การวางผังเมือง การใช้ที่ดินอย่างสมดุลระหว่างเกษตร อนุรักษ์ป่า และพื้นที่ชุมชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียม

  1. โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์
    การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนสายหลักและโครงข่ายเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน เป็นโอกาสสำคัญในการขยายเศรษฐกิจและการค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ
  2. เกษตรกรรมและการแปรรูป
    ภาคเกษตรยังเป็นหัวใจหลักของชุมชน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปและพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่น จะช่วยกระจายรายได้และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  3. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ
    อำเภอขุนตาลมีศักยภาพการท่องเที่ยวสูง ทั้งวัดวาอาราม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ การพัฒนาเชิงกลยุทธ์โดยเน้นการสร้างอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
  4. การบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ
    การตอบสนองฉับไวของนายอำเภอขุนตาลในการแจกกระสอบทราย สำรวจความเสียหาย และสั่งการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่จำเป็นในระยะยาวคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการวางแผนบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งระดับอำเภอและภูมิภาค

ข้อเสนอแนะสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • สร้างระบบเตือนภัยและบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและตำบล
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ ในกระบวนการตัดสินใจและรับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม
  • พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการเกษตรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในชุมชน
  • ใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการวางแผนการใช้ที่ดินและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในอำเภอขุนตาลครั้งนี้ สะท้อนทั้งความเปราะบางและศักยภาพของพื้นที่ในเวลาเดียวกัน การตอบสนองของนายอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนของขุนตาลต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวที่บูรณาการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานสถานการณ์อุทกภัย อำเภอขุนตาล วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 (อำเภอขุนตาล)
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • โครงการชลประทานเชียงราย
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • กรมทางหลวง
  • เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

อีกหนึ่งบทเรียนน้ำท่วม สร้าง ‘คู่มือรับมือ’ สู่เมืองรับภัยยั่งยืน

ถอดบทเรียนเพื่ออนาคต: “คู่มือรับมือน้ำท่วมฉบับเชียงราย”

เชียงราย, 28 มิถุนายน 2568 – จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย 27 มิถุนายน 2568กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนทั้งความท้าทายและความเข้มแข็งของระบบการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ ภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข พร้อมด้วยนางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ลงพื้นที่มอบข้าวกล่อง ผ้าห่ม และถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย คือภาพแทนของการทำงานที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมย้ำชัดเจนถึงความจำเป็นในการ “ถอดบทเรียน” เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างเป็นระบบ

ภาพรวมสถานการณ์และมาตรการเร่งด่วน

หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของเชียงราย ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรเป็นวงกว้าง ทางจังหวัดได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที ทั้งการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ขนย้ายสิ่งของสู่ที่สูง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือ การเตรียมครัวสนามแจกจ่ายอาหาร รวมถึงการลำเลียงกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย

อย่างไรก็ดี แม้การบูรณาการความร่วมมือจะเป็นไปอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง แต่ก็พบ “จุดอ่อน” และ “ข้อจำกัด” ในการรับมือกับวิกฤต เช่น ช่องว่างของระบบเตือนภัย ความสับสนในกระบวนการอพยพบางพื้นที่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมของประชาชนในพื้นที่ต่ำหรือพื้นที่ติดลำห้วย

วิเคราะห์และถอดบทเรียน “น้ำท่วมเชียงราย 2568”

สิ่งสำคัญที่จังหวัดเชียงรายต้อง “ถอดบทเรียน” จากเหตุการณ์นี้ให้ได้มากที่สุด ได้แก่

  1. การวิเคราะห์สาเหตุและพฤติกรรมของน้ำท่วม
    ควรมีการศึกษาข้อมูลสถิติฝนตกและลักษณะภูมิประเทศเชิงลึกในแต่ละพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์จุดเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่รับน้ำ เพื่อประเมินแนวโน้มความรุนแรงในอนาคต
  2. ประสิทธิภาพระบบเตือนภัย
    ต้องประเมินความทันสมัยของเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝน จุดตรวจวัดน้ำท่า และระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าทั้งผ่าน Cell Broadcast วิทยุชุมชน และสื่อโซเชียล พร้อมทบทวนขั้นตอนแจ้งเตือนและอพยพให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจตรงกัน
  3. การสำรวจจุดอ่อนและการประสานงาน
    สำรวจขั้นตอนการอพยพและการจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว การบริหารเครื่องมือและอุปกรณ์ฉุกเฉิน ความชัดเจนของบทบาทแต่ละหน่วยงานในภาวะวิกฤต รวมถึงช่องทางการสื่อสารกับประชาชนให้มีประสิทธิภาพ
  4. การวางแผนฟื้นฟูและช่วยเหลือหลังภัย
    เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นธรรม ทันเวลา และโปร่งใส พร้อมวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ระบบประปา ระบบไฟฟ้า และพื้นที่เกษตรกรรมโดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

แนวทางสู่ “คู่มือรับมือน้ำท่วมฉบับเชียงราย”

เมื่อบทเรียนได้รับการสรุปอย่างรอบด้าน จังหวัดเชียงรายควรเดินหน้าจัดทำ “คู่มือรับมือน้ำท่วมฉบับเชียงราย” ที่มีเนื้อหาเฉพาะสอดรับกับบริบทพื้นที่ ประกอบด้วยแนวทางปฏิบัติสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นในระดับหมู่บ้าน – ชุมชน ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การแจ้งเตือน การอพยพ การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมถึงข้อมูลเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ หมายเลขติดต่อฉุกเฉิน และแบบฟอร์มสำรวจความเสียหาย

การมีคู่มือฯ ที่เป็นรูปธรรมและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือ ลดความสูญเสีย และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

สรุป

ภัยพิบัติในครั้งนี้คือบททดสอบที่สำคัญของระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักดีว่าการ “ถอดบทเรียน” และ “พัฒนาแนวทางป้องกัน” ให้รัดกุมและทันสมัยคือภารกิจที่ต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังในอนาคต การมี “คู่มือรับมือน้ำท่วมฉบับเชียงราย” ที่เกิดจากประสบการณ์จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างความมั่นใจและลดความสูญเสียในทุกมิติ สร้างเมืองที่มีภูมิคุ้มกัน พร้อมเผชิญทุกวิกฤตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ภัยน้ำไม่หวั่น! เชียงรายเดินหน้าติดตั้งโทรมาตรน้ำ สร้างเครือข่ายประชาชน

เชียงรายเดินหน้าสร้างเครือข่ายแจ้งเตือนภัยภาคประชาชน ติดตั้งเสาวัดระดับน้ำริมแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย เสริมแผนรับมือภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม

เชียงราย, 20 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายประกาศเดินหน้าก้าวสำคัญในการสร้างระบบการแจ้งเตือนภัยและบริหารจัดการภัยพิบัติระดับชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อแจ้งเตือนภัยในลำน้ำแม่กกและลำน้ำแม่สายอย่างมีส่วนร่วม โดยมุ่งเป้ายกระดับการป้องกันภัยพิบัติให้ครอบคลุมทั้งมิติทางวิทยาศาสตร์และมิติของการมีส่วนร่วมในชุมชน

ขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็ง สู่ระบบแจ้งเตือนภัยยุคใหม่

กิจกรรมสำคัญจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้านเมืองงิม ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยภายในงานมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ตำบลริมกกเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญของจังหวัดในการยกระดับศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของ “เครือข่ายอาสาสมัครแจ้งเตือนภัย” ว่าเป็นฟันเฟืองหลักของการจัดการภัยพิบัติในยุคปัจจุบัน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยในพื้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดูแลและปกป้องตนเองจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

ติดตั้งเสาวัดระดับน้ำ – เสริมเขี้ยวเล็บระบบเตือนภัยริมลำน้ำสำคัญ

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้บริหารจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณจุดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอดีต เพื่อประเมินสภาพและหาแนวทางบรรเทาปัญหาในระยะยาว จากนั้นเดินทางต่อไปยังสะพานข้ามแม่น้ำกกบ้านเวียงคือนา เพื่อสำรวจจุดติดตั้งเสาวัดระดับน้ำ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการเสริมระบบเตือนภัยน้ำท่วมของจังหวัดในปีนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดเผยว่า จังหวัดได้เริ่มติดตั้งโทรมาตรน้ำหรือเสาวัดระดับน้ำอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2568 โดยมีแผนการติดตั้งเสาระดับน้ำจำนวน 10 จุดริมแม่น้ำกก และ 11 จุดริมแม่น้ำสาย เพื่อให้ชุมชนสามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนระดับน้ำได้แบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น

ขณะเดียวกัน จังหวัดยังเร่งดำเนินการขุดลอกแม่น้ำกก โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35) ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้ามากกว่าร้อยละ 50 พร้อมเตรียมขยายแผนไปยังแม่น้ำสาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝน

สร้างความพร้อมและความเข้มแข็งในทุกชุมชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังเน้นย้ำถึงบทบาทของ “อาสาสมัครแจ้งเตือนภัย” ประจำหมู่บ้านทุกแห่ง โดยอาสาสมัครเหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ แจ้งเตือนข้อมูลอย่างถูกต้องแก่ชาวบ้านในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งจุดพักพิงให้กับผู้เปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย รวมถึงการส่งต่ออาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และเวชภัณฑ์ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

“เราจะอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ เราต้องมีหน้าที่ร่วมกัน และให้ความร่วมมือกันทุกฝ่าย นี่คือแผนที่จังหวัดเชียงรายจะดำเนินการร่วมกับส่วนราชการ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และร่วมกันฝ่าวิกฤตภัยพิบัติในปี 2568 นี้ไปด้วยกัน” นายชรินทร์ ทองสุข กล่าวทิ้งท้าย

วิเคราะห์และบทสรุป

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของจังหวัดเชียงรายที่ได้นำเทคโนโลยีและแนวคิดการบริหารจัดการร่วมกับชุมชนมาใช้แบบบูรณาการ เสริมศักยภาพให้ประชาชนได้มีบทบาทสำคัญในระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ๆ ในการยกระดับการจัดการภัยพิบัติบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความร่วมมือทุกภาคส่วน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายงานกิจกรรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชน 20 มิถุนายน 2568
  • คำกล่าวของนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35)
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News