Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ยกระดับฝูงบิน 416 เชียงรายเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือประชาชน พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่าและฝุ่นพิษทุกรูปแบบ

กองทัพอากาศเปิดบ้านฝูงบิน 416 เชียงราย โชว์ขีดความสามารถ HADR ย้ำบทบาทฐานช่วยภัยภาคเหนือ รับมือไฟป่า ฝุ่น และภารกิจช่วยชีวิตทางอากาศ

เชียงราย,10 มีนาคม 2569 – เช้าวันอังคารที่ลานจอดอากาศยานฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงงานเปิดบ้านตามพิธีการ หากแต่เป็นภาพของการประกาศต่อสาธารณะว่า พื้นที่ซึ่งคนเชียงรายคุ้นตาในฐานะสนามบินเก่ากำลังถูกยกระดับให้มีบทบาทใหม่ในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นทุกปี กองทัพอากาศจัดกิจกรรม OPEN HOUSE “Morning Coffee” @416 สภากาแฟเครือข่ายการบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงศักยภาพภารกิจ HADR หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย โดยมี พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน พร้อมด้วย พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านสาธารณภัย ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนชัดว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของกองทัพฝ่ายเดียว แต่ถูกวางอยู่บนโต๊ะเดียวกับจังหวัดและเครือข่ายพลเรือนอย่างจริงจังแล้ว

เปิดบ้านฝูงบิน 416 ในวันที่คำว่าเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สาระสำคัญของงานวันนั้น อยู่ที่การทำให้คนเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “มองเห็นของจริง” ว่าเมื่อเกิดไฟป่า อุบัติเหตุในพื้นที่ห่างไกล น้ำท่วม หรือเหตุฉุกเฉินที่ต้องแข่งกับเวลา ฝูงบิน 416 สามารถเป็นฐานสนับสนุนการตอบสนองได้แค่ไหน ข้อมูลจากรายงานข่าวหลายสำนักที่อ้างอิงการจัดงานตรงกันว่า ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ฝูงบิน 416 ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน อาคารสถานที่ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งสนามบินยังมีความอ่อนตัวในการใช้งาน สามารถรองรับอากาศยานจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นหัวใจของการรับมือเหตุฉุกเฉินในภูมิประเทศแบบภาคเหนือที่มีทั้งภูเขา ป่าลึก พื้นที่ชายแดน และจุดเข้าถึงยากจำนวนมาก

หากมองย้อนกลับไปก่อนหน้าวันเปิดบ้าน จะเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน ในเดือนมิถุนายน 2566 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานอย่างเป็นทางการว่า กองทัพอากาศได้วางแผนพัฒนาพื้นที่สนามบินเชียงราย หรือฝูงบิน 416 ให้เป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในภาคเหนือตอนบน รองรับอากาศยานไร้คนขับและเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจลาดตระเวน ค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน โดยผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นยังระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องยกระดับพื้นที่แห่งนี้ มาจากผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นที่กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และจำเป็นต้องมีสนามบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยรองรับภารกิจช่วยชีวิตได้รวดเร็วกว่าเดิม

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

จากสนามบินเก่าสู่โครงสร้างสำรองของเมืองและภาคเหนือ

จุดที่ทำให้ฝูงบิน 416 แตกต่างจากสนามบินทหารทั่วไป คือบทบาท “สองชั้น” ที่ค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชั้นแรกคือการเป็นโครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติของรัฐ ทั้งด้านอากาศยาน กำลังพล และพื้นที่ตั้งต้นภารกิจทางอากาศ ชั้นที่สองคือการเป็นพื้นที่ที่คนเชียงรายรับรู้และใช้งานร่วมกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางความรู้สึกระหว่างหน่วยทหารกับเมือง ข่าวของไทยรัฐเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ระบุว่า ผู้บังคับฝูงบิน 416 ชี้แจงการปรับปรุงพื้นที่กว่า 700 ไร่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางภารกิจ HADR ในภาคเหนือ พร้อมจัดทำพื้นที่ออกกำลังกายใหม่และเส้นทางสัญจรเพื่อความสะดวก ปลอดภัย และให้ประชาชนยังสามารถใช้งานพื้นที่ได้ภายใต้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 ที่ยืนยันว่าหลังการพัฒนาแล้ว ประชาชนยังคงใช้พื้นที่เดิน วิ่ง และผ่านเข้าออกได้ตามปกติ โดยมีการปรับปรุงถนนและมาตรการรองรับเพิ่มเติม

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ โครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติจะทำงานได้ดีแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอากาศยานหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของชุมชนด้วย หากประชาชนมองพื้นที่นี้เป็นเขตปิดและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน การสื่อสารในยามฉุกเฉินก็ยากขึ้น แต่เมื่อฝูงบิน 416 ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนเมืองคุ้นเคย ทั้งในมิติการออกกำลังกาย กิจกรรมสาธารณะ และการเปิดให้เห็นภารกิจจริง การพัฒนาให้เป็นฐาน HADR จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพทางทหาร หากเป็นการสร้าง “โครงสร้างสำรองของเมือง” ที่คนพร้อมยอมรับและเข้าใจบทบาทมากขึ้น นี่คือความหมายเชิงลึกของการเปิดบ้านครั้งนี้ ที่ทำให้การสาธิตในวันเดียวมีน้ำหนักมากกว่าการแสดงเครื่องบินหรืออุปกรณ์ต่อหน้าสื่อมวลชน

สาธิตภารกิจจริงให้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุ นาทีแรกมีความหมายแค่ไหน

หัวใจของงาน OPEN HOUSE ครั้งนี้ คือการนำขีดความสามารถที่ปกติคนทั่วไปอาจได้ยินเพียงชื่อ มาแสดงให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม ข้อมูลจากสื่อที่เข้าร่วมงานตรงกันว่า กองทัพอากาศได้สาธิตการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ หรือ MEDEVAC ด้วยเฮลิคอปเตอร์ H225M การทิ้งน้ำดับไฟป่าด้วยเครื่องบิน BT-67 และการถ่ายทอดสัญญาณภาพจากโดรนพระราชทานผ่านระบบ VDL เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงการจัดแสดงอากาศยานและนิทรรศการด้านการช่วยเหลือประชาชน แม้การสาธิตบางอย่างขึ้นกับสภาพอากาศ แต่สารที่สื่อออกมาเด่นชัดมากว่า ฝูงบิน 416 ไม่ได้ถูกวางให้เป็นแค่จุดจอดอากาศยาน หากเป็นจุดรวมของระบบตอบสนองที่เชื่อมการบิน การแพทย์ การเฝ้าระวัง และการประสานงานเข้าด้วยกัน เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่จริง การมีฐานที่พร้อมทั้งเครื่อง คน และพื้นที่ตั้งต้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาช่วยชีวิตและการจำกัดความเสียหาย

สิ่งนี้ยิ่งมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับบริบทของภาคเหนือ ซึ่งภัยพิบัติหลายประเภทไม่ได้เกิดในพื้นที่ราบหรือจุดที่เข้าถึงง่าย การลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกล การส่งกำลังเข้าสนับสนุนไฟป่าในภูเขาสูง หรือการติดตามสถานการณ์จากอากาศ ล้วนต้องพึ่งความพร้อมของฐานบินสนับสนุนที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงเพียงพอ รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2566 ได้ระบุไว้ชัดว่า พื้นที่ฝูงบิน 416 ถูกออกแบบให้รองรับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่เห็นในการสาธิตปี 2569 ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นภาพของระบบที่ค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนมาหลายปีและเริ่มเผยให้เห็นรูปทรงชัดเจนมากขึ้นในปีนี้

เหตุใดเชียงรายจึงต้องมีฐานตอบสนองเร็วในช่วงไฟป่าและฝุ่น

การขยับบทบาทของหน่วยทหารในระดับจังหวัด แต่เมื่อนำมาวางคู่กับสถานการณ์จริงของเชียงรายในช่วงต้นมีนาคม ภาพจะต่างออกไปอย่างมาก สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.6 ถึง 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ 54.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า เชียงรายยังอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง และการมีศักยภาพตอบสนองทางอากาศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนโดยตรง

ในเชิงนโยบาย จังหวัดเชียงรายเองก็ยกระดับการรับมืออย่างต่อเนื่อง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จังหวัดตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และคุมพื้นที่เผาไหม้ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมประกาศช่วง “ห้ามเผาเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และหากสถานการณ์รุนแรงสามารถใช้มาตรการปิดป่าและคุมเข้มการเข้าพื้นที่เสี่ยงได้ นั่นสะท้อนว่าไฟป่าและฝุ่นในปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นปัญหาปลายเหตุอีกต่อไป แต่เป็นวาระบริหารจัดการระดับจังหวัดที่ต้องการทั้งมาตรการป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย และระบบตอบสนองฉุกเฉินที่เร็วพอจะลดความเสียหายเมื่อไฟเกิดขึ้นจริง การเปิดบ้านของฝูงบิน 416 จึงมาตรงกับช่วงที่เชียงรายกำลังต้องการคำตอบเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายเชิงนโยบาย

เมื่อไฟป่าไม่ใช่ปัญหาของป่าอย่างเดียว แต่กระทบเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ

ความหมายของฐาน HADR ในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “ช่วยดับไฟ” เท่านั้น แต่หมายถึงการคงศักยภาพของเมืองให้เดินต่อได้ในช่วงวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบแค่คนอยู่บนดอยหรือผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า หากยังกระทบเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรงเรียน กิจกรรมกลางแจ้ง และภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยังแนะนำให้ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากาก ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติในวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าผลกระทบเกิดขึ้นในระดับชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เมื่อมองเช่นนี้ ภารกิจการบินควบคุมไฟป่า การตรวจการณ์จากอากาศ หรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคของหน่วยงานเฉพาะทาง แต่เชื่อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง และนั่นคือเหตุผลที่ฝูงบิน 416 ควรถูกมองเป็นสาธารณะ ไม่ใช่กิจกรรมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น จังหวัดเชียงรายยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในระดับผู้บริหารจังหวัด โดยการประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ได้รับรายงานจากสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงรายว่า ระหว่างวันที่ 9 ถึง 10 มีนาคมมีโอกาสเกิดฝนซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าและฝุ่นควันได้บางส่วน พร้อมกันนั้นยังมีรายงานความก้าวหน้าการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และการระดมทุนสนับสนุนการป้องกันไฟป่าและหมอกควันได้ 375,900 บาทเพื่อช่วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณรัฐ แต่สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นและไฟป่าถูกผลักให้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งจังหวัด ทหาร หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติ ภาคประชาชน และเครือข่ายท้องถิ่น เมื่อวางในบริบทนี้ งาน Morning Coffee ที่ฝูงบิน 416 จึงมีบทบาทเหมือนเวทีเชื่อมระบบ ไม่ใช่เพียงพิธีพบปะอย่างไม่เป็นทางการ

เครือข่ายที่ทำงานร่วมกันคือหัวใจ ไม่ใช่อากาศยานเพียงอย่างเดียว

อีกแกนหนึ่งที่ปรากฏชัดจากข้อมูลทางการ คือภารกิจรับมือไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือปี 2569 ถูกออกแบบในลักษณะเครือข่ายมากขึ้น กองบิน 41 รายงานเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ว่า ได้เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางประสานงานและกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะเขตเสี่ยง ป่าลึก พื้นที่รอยต่อจังหวัด และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ 12 ป่าแปลงใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมมีแม่ทัพภาคที่ 3 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัด และหน่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม นี่เป็นหลักฐานชัดว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในปีนี้ไม่ได้ใช้รูปแบบต่างคนต่างทำ แต่กำลังพยายามจัดการข้อมูล พื้นที่เสี่ยง และบทบาทของแต่ละหน่วยให้ไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อฝูงบิน 416 เปิดบ้านในวันที่ 10 มีนาคม สิ่งที่กำลังสื่อออกมาจึงไม่ใช่แค่ความพร้อมของรันเวย์หรืออากาศยานเฉพาะจุด หากแต่เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงรายกำลังถูกวางเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของเครือข่ายรับมือภัยพิบัติภาคเหนือ การมีฐานที่รองรับเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยเหลือ การแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ และภารกิจสนับสนุนไฟป่า ย่อมช่วยลดภาระของการใช้สนามบินหลักในทุกกรณี และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อเหตุที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว ในบริบทที่ภัยพิบัติมีแนวโน้มถี่และซับซ้อนขึ้น การแยกสนามบินหลักออกจากฐานตอบสนองเฉพาะทางบางส่วน จึงอาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับพื้นที่อย่างเชียงรายซึ่งมีความเป็นชายแดน เมืองท่องเที่ยว เมืองภูเขา และเมืองที่เผชิญภัยสิ่งแวดล้อมพร้อมกันในพื้นที่เดียว

พื้นที่ของกองทัพกับประโยชน์ของประชาชนต้องเดินไปด้วยกัน

หนึ่งในคำถามที่คนเชียงรายจำนวนไม่น้อยติดตามมานาน คือเมื่อฝูงบิน 416 ถูกพัฒนาให้กลับมามีบทบาทด้าน HADR มากขึ้น พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเคยใช้จะถูกจำกัดลงหรือไม่ คำตอบจากข้อมูลทางการก่อนหน้านี้ยังคงมีน้ำหนักสำคัญ เพราะทั้งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 และรายงานของไทยรัฐในปี 2567 สะท้อนตรงกันว่า กองทัพอากาศยืนยันให้ประชาชนยังสามารถใช้พื้นที่เพื่อการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย และการสัญจรได้ โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่เพื่อแทนการใช้รันเวย์ตรงบางส่วน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ประเด็นนี้สำคัญในเชิงสังคมอย่างยิ่ง เพราะทำให้การพัฒนาพื้นที่ HADR ไม่กลายเป็นความรู้สึกว่ารัฐดึงพื้นที่กลับจากประชาชน แต่เป็นการปรับบทบาทให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นในกรอบที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม

การบริหารสมดุลเช่นนี้ยังมีผลต่อความชอบธรรมของโครงการในระยะยาวด้วย เพราะฐานช่วยเหลือภัยพิบัติจะมีประสิทธิภาพจริงก็ต่อเมื่อชุมชนโดยรอบรู้สึกว่าเป็นทรัพยากรร่วม ไม่ใช่เพียงพื้นที่ของหน่วยงาน การให้ประชาชนยังใช้ประโยชน์ได้ตามปกติในวันที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉิน จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางใจและความคุ้นเคยกับพื้นที่ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องจำกัดการใช้งานเพราะภารกิจช่วยชีวิตหรือความมั่นคง ประชาชนก็มีแนวโน้มเข้าใจเหตุผลได้มากกว่าเดิม ในมุมนี้ ฝูงบิน 416 กำลังเดินอยู่บนโจทย์ที่ละเอียดอ่อนมาก คือการทำให้ “พื้นที่ความมั่นคง” กลายเป็น “พื้นที่ความอุ่นใจของเมือง” ไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ภัยพิบัติไม่เลือกเขตแดนและไม่รอเวลาราชการ

เชียงรายได้อะไรจากการยกระดับฝูงบิน 416 ในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าวันจัดกิจกรรมผลต่อเชียงรายอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือมิติความปลอดภัยและการตอบสนองภัยพิบัติที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะไฟป่า หมอกควัน การค้นหาและช่วยชีวิต และการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินจากพื้นที่เข้าถึงยาก ชั้นที่สองคือมิติการบริหารเมืองและจังหวัด เพราะการมีฐานสนับสนุนเฉพาะทางในเชียงรายช่วยให้จังหวัดมีความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจกระทบทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ชั้นที่สามคือมิติความเชื่อมั่นของสังคม เมื่อภาคประชาชนเห็นว่าหน่วยทหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงด้านความมั่นคงในความหมายแคบ แต่ลงมาทำงานในเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการช่วยชีวิตอย่างชัดเจน ความร่วมมือระหว่างรัฐกับสังคมก็มีฐานที่แข็งแรงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดกันที่ความคึกคักของวันเปิดบ้านเพียงวันเดียว หากต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่และระบบสนับสนุนเสร็จตามเป้าหรือไม่ การประสานงานข้ามหน่วยงานทำได้จริงแค่ไหน การใช้พื้นที่สาธารณะกับภารกิจช่วยเหลืออยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ฝูงบิน 416 จะสามารถย่นเวลาเข้าถึงผู้ประสบภัย ลดผลกระทบ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกโครงสร้างพื้นฐานด้านภัยพิบัติจะมีความหมายต่อเมื่อมันทำงานได้จริงในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เพียงวันที่เปิดให้ถ่ายภาพหรือชมการสาธิตเท่านั้น

บทสรุป

การเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่างานประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศ หากเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเชียงรายกำลังถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยในภาคเหนือ ในวันที่ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และเหตุฉุกเฉินจากภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก กลายเป็นโจทย์จริงของชีวิตผู้คนทุกปี ฐานที่พร้อมทั้งอากาศยาน การแพทย์ฉุกเฉิน การตรวจการณ์ และเครือข่ายประสานงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถเชิงองค์กร แต่เป็นเรื่องของเวลา ชีวิต และความมั่นใจของประชาชนทั้งจังหวัด

การสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในศตวรรษนี้ ไม่อาจแยกจากความร่วมมือของจังหวัด หน่วยทหาร หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน และประชาชนได้อีกต่อไป เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่แบบจำลองใหม่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงต้องทำหน้าที่รับใช้สาธารณะมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง การละเลยมาตรการป้องกันไฟป่า หรือการปล่อยให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นเพียงฤดูกาล หากฝูงบิน 416 สามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งในมิติช่วยชีวิต ป้องกันภัย และรักษาความสัมพันธ์กับชุมชน พื้นที่แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงสนามบินเก่าที่ถูกฟื้นฟู แต่จะกลายเป็นหนึ่งในหลักประกันสำคัญของเชียงรายในวันที่วิกฤตมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กองทัพอากาศ และคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถสนามบินเชียงราย ข้อมูลกิจกรรมเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย วันที่ 10 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับการยกระดับสู่ศูนย์กลาง HADR ในภาคเหนือ

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • กองบิน 41 กองทัพอากาศ

     

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1

     
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

HADR เชียงราย! ลำเลียงสิ่งของหลายตัน บินด่วนช่วย อุทกภัยสงขลา สร้าง ความสามัคคี ข้ามภูมิภาค

จากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน” เชียงรายส่งน้ำใจก้อนใหญ่ บินด่วนถึงหาดใหญ่ สานภาพ ‘ความสามัคคี’ ข้ามภูมิภาค

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางข่าวสถานการณ์อุทกภัยที่ยังสร้างความเดือดร้อนวงกว้างในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาพอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ “ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย” กลับสะท้อนพลังในเชิงบวกของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief – HADR) แห่งนี้ กลายเป็นจุดรวมหัวใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ ที่พร้อมส่ง “น้ำใจ” จากปลายแผ่นดินเหนือสุด ไปช่วยพี่น้องที่ปลายด้ามขวานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ประชาชนจิตอาสา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนกว่า 400 คน พร้อมใจกันมารวมตัวที่ฝูงบิน 416 เพื่อร่วมกันคัดแยก บรรจุ และจัดเตรียมสิ่งของบริจาคจำนวนหลายตันให้พร้อมสำหรับ “การลำเลียงล็อตแรก” โดยเที่ยวบินคาร์โกพิเศษในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปลายทางคือ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และกองบิน 56 จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความช่วยเหลือต่อไป

 

ฉากสำคัญที่ฝูงบิน 416 วันหนึ่งของ “น้ำใจ” ที่หนาแน่นเต็มคลัง

อาคารคลังบรรเทาสาธารณภัยของฝูงบิน 416 ในเย็นวันดังกล่าวแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง พื้นห้องและลานด้านนอกเต็มไปด้วยกล่องสิ่งของบริจาคที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวสูง ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ ยารักษาโรคขั้นพื้นฐาน ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและสุขอนามัยหลังน้ำลด

บรรยากาศการทำงานของอาสาสมัครเป็นไปอย่างคึกคักแต่เป็นระบบ มีการตั้งโต๊ะแยกประเภทสิ่งของ จัดทีมคัดแยก ทีมบรรจุ และทีมติดสติกเกอร์ระบุปลายทางอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้การประสานงานของเจ้าหน้าที่ฝูงบิน 416 ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน HADR คอยดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างรัดกุม ปลอดภัย และพร้อมต่อการลำเลียงขึ้นเครื่องบินในเวลาอันจำกัด

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณสิ่งของที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง แต่คือ “องค์ประกอบของผู้ให้” ที่มีตั้งแต่เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่มาช่วยจัดกระป๋องนม ไปจนถึงผู้สูงอายุที่อาสามาช่วยจัดถุงยังชีพ ขณะที่ตัวแทนภาคเอกชนบางรายนำทั้งสิ่งของและรถบรรทุกมาสนับสนุนการขนย้ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภาพเหล่านี้สะท้อน “พลังสาธารณะ” ที่รวมกันจนกลายเป็นขบวนการช่วยเหลือขนาดใหญ่ในระดับจังหวัด

จากบทเรียน “น้ำท่วมเชียงราย 2567” สู่ภารกิจ “ส่งพลังกลับ” ให้ภาคใต้

เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเห็นข่าวภัยพิบัติในภาคใต้แล้วอยากช่วยเท่านั้น แต่มีต้นทุนทางประสบการณ์ร่วมจาก “บาดแผลน้ำท่วม” ของชาวเชียงรายเองในปี 2567 เป็นแรงผลักสำคัญ

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว
ผู้บังคับฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เชียงรายรู้ดีว่าความทุกข์จากน้ำท่วมเป็นอย่างไร เพราะเราเคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ในปี 2567 ที่ผ่านมาเราก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยทั่วประเทศ วันนี้จึงอยากส่งพลังกลับไปช่วยพี่น้องภาคใต้ให้เร็วที่สุด… สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือภาพของความสามัคคีที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งของชาวเชียงราย”

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงพิธีการ แต่สะท้อน “ความทรงจำร่วม” ของจังหวัดที่เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ทั้งสิ่งของ งบประมาณ และกำลังคน วันนี้เมื่ออีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ใกล้เคียงกัน เชียงรายจึงเลือกจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ “ผู้ส่งต่อพลัง” (Pay it Forward) อย่างเต็มกำลัง

ในมิติของสังคมศึกษา ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อน “ความทรงจำเชิงบวกต่อรัฐและสังคม” ที่ยังคงอยู่ในใจประชาชน การเคยได้รับการช่วยเหลือในอดีต ทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นในปัจจุบันมีความหมายลึกซึ้งกว่าการบริจาคเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ “ตอบแทน” สู่วัฏจักรใหม่ของความร่วมมือระดับชาติ

ยุทธศาสตร์ “ปีกเหล็ก” เมื่อเส้นทางอากาศคือช่องทางที่เร็วและปลอดภัยที่สุด

ในสถานการณ์ที่ถนนหลายสายในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การขนส่งสิ่งของบริจาคโดยรถบรรทุกจากภาคเหนือไปถึงหาดใหญ่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งระยะทางที่ยาวนาน เส้นทางบางช่วงที่ยังถูกน้ำท่วมขัง และความเสี่ยงด้านเวลา

ฝูงบิน 416 จึงออกแบบ “ยุทธศาสตร์การขนส่งทางอากาศ” เป็นกลไกหลักของภารกิจครั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง

  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์

แผนลำเลียง “ล็อตแรก” ประกอบด้วย

  1. เที่ยวบินคาร์โก (Cargo Flight) 1 ธันวาคม 2568
    สิ่งของบริจาคที่จัดเตรียมอย่างเหมาะสมต่อการขึ้นเครื่อง เช่น อาหารแห้ง กล่องยังชีพ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม ยาสามัญ และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ จะถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบินคาร์โกของสายการบินพันธมิตร โดยออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไปลงที่
    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่
    • กองบิน 56 จังหวัดสงขลา
      ทั้งสองจุดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กระจายสิ่งของ” เพื่อกระจายต่อไปยังศูนย์พักพิงและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. การขนส่งภาคพื้นดินด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ
    สำหรับสิ่งของบางประเภทที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ หรือมีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดปริมาณมาก ข้าวสารเป็นกระสอบใหญ่ วัสดุทำความสะอาดขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่เข้าข่ายของต้องห้ามบนเครื่องบิน จะถูกส่งตามไปด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย

การผสมผสาน “ปีกเหล็กในอากาศ” กับ “ล้อเหล็กบนถนน” ทำให้ภารกิจบรรเทาทุกข์ครั้งนี้มีความยืดหยุ่น สามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งของที่ต้องถึงมือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนให้เดินทางด้วยเที่ยวบิน ในขณะที่สิ่งของขนาดใหญ่และหนักสามารถทยอยส่งตามไปโดยไม่สร้างภาระต่อระบบขนส่งกลาง

สถิติ–สิ่งของ–ความต้องการจริง “หลังน้ำลด” จึงจะรู้ว่าต้องการอะไรที่สุด

แม้ภาพจำเรื่องน้ำท่วมมักเชื่อมโยงกับการขาดอาหารและน้ำดื่ม แต่จากการประเมินร่วมของฝูงบิน 416 และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า “โจทย์สำคัญ” หลังน้ำเริ่มลดลงกลับอยู่ที่ “สุขอนามัย–การทำความสะอาด–การป้องกันโรค” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตระยะกลางของผู้ประสบภัย

สิ่งของที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญสูง จึงไม่ได้มีเพียงข้าวสาร อาหารแห้ง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่รวมถึงชุดอุปกรณ์ “หลังน้ำลด” ที่จำเป็นต่อทุกครัวเรือน ได้แก่

  • น้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาทำความสะอาด
  • แปรงขัดพื้นและแปรงทำความสะอาดขนาดต่าง ๆ
  • ผ้าอ้อมเด็ก–ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
  • ยากันยุงและอุปกรณ์ป้องกันแมลงพาหะโรค
  • ไฟฉายและถ่านไฟฉาย เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่

การออกแบบรายการสิ่งของบริจาคในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ให้ตามความเคยชิน” แต่เป็นการ “ให้ตามความต้องการจริงของพื้นที่” (Fact-based Need) ซึ่งช่วยลดทั้งการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือในเชิงคุณภาพ

การเปิดรับบริจาคจะยังดำเนินการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ฝูงบิน 416 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และจุดรับบริจาคของภาคีเครือข่ายในจังหวัด เพื่อเตรียมจัดส่ง “ล็อตถัดไป” ให้เชื่อมต่อภารกิจแรกอย่างต่อเนื่อง

มองลึกในมิติ HADR กองทัพอากาศกับบทบาท “มากกว่า” ความมั่นคงทางอากาศ

ในมุมของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขยายบทบาทกองทัพอากาศจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “กำลังรบทางอากาศ” ไปสู่การเป็น “กำลังหลักด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ”

ฝูงบิน 416 ในฐานะหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาคเหนือ ได้ทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์ HADR” ที่สามารถ

  • รับ–จัดการ–คัดแยกสิ่งของบริจาคจากประชาชน
  • ประสานกับท่าอากาศยานและสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินเฉพาะกิจ
  • ทำงานร่วมกับหน่วยงานพลเรือนและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการลำเลียงสิ่งของ แต่ยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนว่า การบริจาคของเขาจะถูกนำไปใช้อย่างตรงจุดและตรวจสอบได้

ในมิติของการบริหารจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ นี่คือภาพของ “Good Governance in Disaster Management” ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาทำงานแบบคู่ขนานกับภาครัฐพลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่เกื้อหนุนกันในแต่ละจุดที่ตนเองมีจุดแข็งมากที่สุด

การเมืองภาคประชาชน เมื่อ “คนธรรมดา” ลุกขึ้นมาสร้างความหมายให้คำว่า “ชาติ”

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนกว่า 400 คน มาร่วมคัดแยกและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน 416 ในวันเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความมีน้ำใจของคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “พลวัตของการเมืองภาคประชาชน” (Citizen Politics) ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการชุมนุม หากเกี่ยวข้องกับ “การลงมือช่วยกันในยามวิกฤต”

ในมุมนี้ การบริจาคและการลงแรงด้วยตนเอง คือการแสดงออกทางการเมืองในความหมายของ “ความห่วงใยต่อส่วนรวม” และ “การรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน” ซึ่งมักทำให้ความขัดแย้งเชิงการเมืองในระดับวาทกรรมลดทอนความสำคัญลง เมื่อผู้คนสามารถจับต้องการช่วยเหลือกันในระดับปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่แรงจูงใจในการช่วยเหลือครั้งนี้มีส่วนมาจากประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเชียงรายปี 2567 ยิ่งทำให้เห็นว่า “ความเจ็บปวดร่วม” สามารถกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่ทรงพลังได้ หากได้รับการจัดการและชี้นำไปในทิศทางของการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่การโทษกัน

นโยบายสาธารณะและบทเรียนสำหรับวิกฤตรอบต่อไป

หากมองในระยะยาว ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ยังเป็นตัวอย่างน่าสนใจของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านภัยพิบัติ ที่เชื่อมโยง “ทรัพยากร กระบวนการ และผู้เล่น” จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

  • กองทัพอากาศ เสนอขีดความสามารถด้านลำเลียงทางอากาศ
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เปิดพื้นที่และระบบรองรับด้านโลจิสติกส์
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์ สนับสนุนเที่ยวบินคาร์โกสำหรับบรรทุกสิ่งของ
  • ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนรถบรรทุกและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ภาคประชาชนและจิตอาสา เป็น “พลังหลัก” ในการจัดการสิ่งของให้พร้อมลำเลียง

กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฐานของ “ข้อมูลจริงจากพื้นที่ภาคใต้” ว่าต้องการอะไร เมื่อไร และมากน้อยเพียงใด ช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริจาคว่าความช่วยเหลือของตนถูกส่งไป “ถูกที่–ถูกเวลา–ถูกความต้องการ”

ในอนาคต รูปแบบการทำงานเช่นนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิกฤติอื่น ๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ–สังคมได้เช่นกัน

น้ำอาจมาสูง แต่ “น้ำใจ” ของคนไทยยังสูงกว่า

แม้ระยะทางระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่จะยาวไกลนับพันกิโลเมตร แต่ในวันที่น้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบใหม่ของภาคใต้ ระยะทางดังกล่าวกลับถูกลดทอนลงด้วย “ความเร็วของน้ำใจ” ที่เดินทางจากเหนือสุดแดนสยามสู่ปลายด้ามขวาน ผ่านปีกเครื่องบินคาร์โก และผ่านมือของจิตอาสานับร้อยที่ช่วยกันบรรจุทุกกล่องด้วยความห่วงใย

คำกล่าวทิ้งท้ายของ นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว สะท้อนใจกลางภารกิจครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

“เราจะส่งทุกสิ่งที่เรามี ทั้งกำลังกายและกำลังใจไปช่วยให้เร็วที่สุด ขอให้ทุกคนผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

ประโยคสั้น ๆ นี้ไม่เพียงส่งถึงชาวหาดใหญ่และภาคใต้ หากยังส่งถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ว่าในยามวิกฤต พลังที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักรกลหนักหรืองบประมาณจำนวนมหาศาล หากคือ “หัวใจที่ไม่ยอมทิ้งกัน”

ในวันหนึ่งของปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ฝูงบิน 416 เชียงราย กล่องสิ่งของนับพันกล่องอาจเป็นเพียงวัตถุที่ถูกส่งข้ามฟ้าไปยังสงขลา แต่ในความรู้สึกของผู้รับ–ผู้ให้ และผู้ที่มองเห็นปรากฏการณ์นี้ นี่คือ “พลังใจ” ที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียง เพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าภัยพิบัติจะรุนแรงเพียงใด ประเทศนี้ยังมี “สะพานของความสามัคคี” เชื่อมคนไทยจากเหนือจรดใต้ไว้ด้วยกันเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์
  • หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดเชียงราย (มทบ.37, กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย, กลุ่ม พคบ.กอ.รมน.เชียงราย)
  • กลุ่มประชาชนจิตอาสาในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แสงศรัทธาประดับสวรรคาลัย เชียงรายร่วมรำลึก “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยพันดวงประทีปและพิธีบำเพ็ญกุศล สองเวที–หนึ่งความหมาย บึงทัพฟ้าสว่างไสว และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายก้องสะท้อนกตัญญู–สามัคคี–จงรักภักดี

เชียงราย, 4 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นริม “บึงทัพฟ้า” ลมหนาวต้นเดือนพฤศจิกายนพัดผ่านเหนือผืนน้ำที่สงบนิ่งก่อนเปลวไฟนับพันดวงจะถูกจุดขึ้นพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ตะเกียงแต่ละใบค่อย ๆ ส่องสว่างรอบคุ้งน้ำ ดั่งริ้วคลื่นแห่งความกตัญญูที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา ณ ชั่วขณะนั้น เมืองเชียงรายทั้งเมืองเหมือนหยุดหายใจเพื่อร่วม “วาระเดียวกัน”—รำลึกพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจและร่มพระบารมีของประชาชนไทยมายาวนาน

บนพื้นที่เดียวกัน เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ จัดพิธี “พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” อย่างสมพระเกียรติ โดยมี พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานพิธี และมีผู้แทนหน่วยราชการ ทหาร ข้าราชการท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม ท่ามกลางบรรยากาศเรียบสง่า แต่เข้มขลังด้วย “แสงศรัทธา” ที่ทุกคนร่วมกันจุดถวายเพื่อแสดงความจงรักภักดีและขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

ขณะเดียวกัน ในเขตตัวเมืองอีกฟากหนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ หอประชุมใหญ่ โดยมี พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ภาพของพุทธศาสนิกชนที่สงบนิ่งในหอประชุมตัดสลับกับแสงประทีปรอบบึงทัพฟ้าในยามค่ำ กลายเป็น “สองเวที–หนึ่งความหมาย” ที่สะท้อนพลังร่วมของเมืองทั้งเมือง

บึงทัพฟ้า—เมื่อ “หนึ่งเปลวไฟ” สานเป็น “พันดวงประทีป”

พิธีเริ่มขึ้นโดยขั้นตอนระเบียบเรียบร้อยตามแบบแผนราชพิธีร่วมสมัย เสียงเพลงเบา ๆ ผสานกับเสียงลมเหนือผืนน้ำ ผู้คนหลากวัยสวมชุดสุภาพร่วมจุดตะเกียงทีละดวง ลำดับแถวเรียงรายรอบบึงก่อเกิดเป็น “วงแหวนแห่งแสง” ซึ่งบันทึกความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผ่านภาพที่เรียบง่ายแต่ตราตรึง การจัดวางพื้นที่และการกำกับดูแลความปลอดภัยดำเนินไปอย่างรัดกุม สะท้อนความร่วมมือของเทศบาล หน่วยงานความมั่นคง และจิตอาสาในพื้นที่

สาระของพิธี เน้นย้ำสามมิติสำคัญคือ “กตัญญู–จงรักภักดี–เสียสละ” ประชาชนที่เข้าร่วมต่างตั้งใจให้ “แสงแห่งความดีงาม” นี้เป็นสัญลักษณ์นำทางการดำรงตนในชีวิตประจำวัน ตามรอย พระราชปณิธาน ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านงานหัตถศิลป์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งทรงวางรากฐานไว้ให้สังคมไทยยึดถือและสืบสานต่อมาอย่างยาวนาน

หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย—ความศรัทธาที่กลั่นเป็น “บุญกุศล”

ขณะบึงทัพฟ้าสุขุมด้วยแสงไฟ หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความสงบงามของพิธีสงฆ์ พระราชวชิรคณี นำประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย โดยมี รศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ภายในพิธีประกอบด้วยบทสวดมนต์ อนุโมทนา และการร่วมใจภาวนาของผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ความพร้อมหน้าของ คณาจารย์–บุคลากร–นักศึกษา–หัวหน้าส่วนราชการ–ผู้นำท้องถิ่น–ประชาชน บอกเล่า “พลวัตการมีส่วนร่วม” ที่บ่มเพาะในสถาบันการศึกษา เพื่อส่งต่อ “จิตสำนึกพลเมือง” เข้าสู่สังคมวงกว้าง

สาระสำคัญ ของพิธีที่มหาวิทยาลัย คือการให้พื้นที่กับ “ความทรงจำร่วม” ผ่านรูปแบบที่แสดงออกได้อย่างเหมาะสม—ทั้งด้านพุทธศาสนา (พิธีบำเพ็ญกุศล) และด้านพลเมือง (การรวมพลังทำความดี) นี่ไม่ใช่เพียง “พิธีกรรม” หากเป็น “บทเรียนสาธารณะ” ที่ทำให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้คุณค่าของความกตัญญูและการเสียสละ ผ่านการลงมือปฏิบัติและสัมผัสบรรยากาศจริง

ทำไม “พันดวงประทีป” จึงทรงพลัง อ่านสัญลักษณ์ในสามระดับ

  1. ระดับปัจเจก — เปลวไฟหนึ่งดวงคือคำมั่น ผู้จุดตะเกียง “ประกาศภายใน” ว่าจะเดินตามรอยความดีงาม ความอ่อนน้อม และความเสียสละของพระองค์
  2. ระดับชุมชน — เมื่อไฟนับพันดวงรวมเป็นวงแหวนรอบบึงทัพฟ้า เมืองทั้งเมืองได้ “เห็นกันและกัน” ว่าสังคมยังมีแก่นค่านิยมร่วมที่จับต้องได้—ความกตัญญูและความสามัคคี
  3. ระดับประเทศ — รูปธรรมของพิธีที่เชียงรายสอดรับจารีตการรำลึกในหลากพื้นที่ของไทย เชื่อม “ความทรงจำทางสังคม” เข้ากับ “อัตลักษณ์ร่วม” ที่ยืนยาวกว่าความต่างในรายละเอียด

เชียงรายในมุมความทรงจำ เมือง–ศรัทธา–งานหัตถศิลป์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อ “เชียงราย” เด่นชัดในบทสนทนาเรื่องวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ล้านนา ตั้งแต่งานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก ไปจนถึงงานศิลป์ร่วมสมัย แก่นค่านิยมหนึ่งที่สะท้อนชัดจากพิธีในวันนี้คือ การสืบสานอย่างมีชีวิต” ไม่ใช่เพียงการเก็บรักษา แต่คือการทำให้มี “ผู้สืบทอด” อยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการทรงทำนุบำรุงงานหัตถศิลป์และศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น

เมื่อ เทศบาลนครเชียงราย ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ และหน่วยงานท้องถิ่น การจัดพิธีที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายจึงไม่ใช่ “งานครั้งคราว” หากเป็น “กลไก” ในการก่อรูปความทรงจำและบ่มเพาะความเป็นพลเมืองร่วมสมัยให้แข็งแรงขึ้น

มหาวิทยาลัยคือสะพาน เชื่อมความทรงจำสู่อนาคตของคนรุ่นใหม่

บทบาทของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในค่ำคืนนี้ ไม่เพียงแสดงความพร้อมทางวิชาการและพิธีการ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ “สถาบันอุดมศึกษา” ในฐานะ “พื้นที่กลางของชุมชน” ที่เปิดรับคนทุกวัย ทุกสาขาอาชีพเข้าสู่พิธีกรรมทางสังคมที่มีความหมาย การได้เห็นนักศึกษา “เรียนบทเรียนพลเมือง” ผ่านการมีส่วนร่วมจริง—ตั้งแต่เตรียมงาน อำนวยความสะดวก ไปจนถึงร่วมภาวนา—คือการส่งต่อทุนสังคมชุดสำคัญ ความรับผิดชอบ–ความอ่อนน้อม–ความเคารพในสถาบันหลักของชาติ

สถิติ–สัญญะ–ส่วนร่วม (Reading the Impact)

แม้พิธีเชิงสัญลักษณ์จะวัดค่าเชิงปริมาณได้ยาก แต่สามองค์ประกอบต่อไปนี้ช่วย “อ่านผลลัพธ์” ได้ชัดเจนขึ้น

  • สถิติในเชิงโครงสร้าง มี “สองเวทีพิธีหลัก” ในวันเดียวกัน—บึงทัพฟ้า (พิธีประทีป) และ มรภ.เชียงราย (พิธีบำเพ็ญกุศล) ดึงผู้มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งทหาร ส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง ชุมชน นักศึกษา และประชาชน
  • สัญญะของแสง “พันดวงประทีป” ไม่ใช่เพียงจำนวน แต่คือ “การรวมพลัง” ที่มองเห็นได้ด้วยตา—การที่ไฟแต่ละดวงต้อง “ถูกจุดด้วยมือ” ทำให้ทุกคนเป็น “เจ้าของพิธี” เท่า ๆ กัน
  • ส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ พิธีทั้งสองไม่ใช่กิจกรรมแบบผู้จัด–ผู้ชม หากเป็นกิจกรรมที่ “ทุกฝ่ายมีบทบาท” ตั้งแต่เตรียมงาน ดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงร่วมภาวนา—มิตินี้คือหัวใจของ “ความเข้มแข็งทางสังคม”

เชื่อมโยงพระราชปณิธาน จากงานศิลป์–หัตถกรรม สู่ความดีงามในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในรากฐานที่ทำให้พิธีค่ำคืนนี้ทรงความหมายคือการได้ “น้อมระลึก” ถึงพระราชปณิธานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาพื้นถิ่น—สิ่งที่ส่งผลจริงต่อวิถีชีวิตประชาชน ทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน เมื่อประชาชนและนิสิตนักศึกษาลุกขึ้นมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง สิ่งที่ซึมลึกกว่าความงามของเปลวไฟ คือ “แรงบันดาลใจจะทำความดีต่อเนื่อง” ในหน่วยเล็ก ๆ ของสังคม ครอบครัว โรงเรียน วัด ชุมชน

บทเรียนสำหรับเมือง ทำอย่างไรให้ “ความทรงจำร่วม” ดำรงอยู่ยาวนาน

  1. ปฏิทินพิธีกรรมประจำปี – เมืองสามารถกำหนด “จังหวะเวลา” ให้ประชาชนคุ้นเคยและรอคอย เหมือนฤดูกาลของความดีงามที่กลับมาเสมอ
  2. การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง – เปิดพื้นที่ให้ภาคีหลากหลายได้ “ทำ” ไม่ใช่แค่ “มาดู” เช่น กลุ่มเยาวชน องค์กรชุมชน โรงเรียน อาสาสมัคร
  3. สื่อสารสาระอย่างเข้าใจง่าย – อธิบายความหมายของพิธีและสัญลักษณ์ เช่น ทำไมต้อง “ตะเกียงนับพันดวง” ทำไมต้อง “บำเพ็ญกุศล”—ยิ่งเข้าใจ ยิ่งมีพลัง
  4. เชื่อมงานบุญกับงานชุมชน – ต่อท่อกิจกรรมจาก “พิธี” ไปสู่ “โครงการย่อย” เช่น เวิร์กช็อปงานหัตถกรรม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบบึงทัพฟ้า ทุนการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

สองพื้นที่—หนึ่งใจเดียว

ค่ำคืนที่ “บึงทัพฟ้า” เมืองได้เห็นแสงประทีปนับพันดวงโอบกอดผืนน้ำ ขณะที่ “หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย” เปล่งเสียงสวดกังวานด้วยความสงบเยือกเย็น—สองภาพนี้คือ บทกวีร่วมสมัยของเชียงราย ที่ร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายเดียวกันคือ ความกตัญญูและความจงรักภักดี ต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเมื่อเปลวไฟสุดท้ายค่อย ๆ มอดดับ ผู้คนแยกย้ายกลับบ้านพร้อม “แสงเล็ก ๆ ในใจ” ที่ยังอุ่นอยู่—แสงที่เตือนว่า ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ยังมีค่าหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน: การระลึกคุณและการทำความดีร่วมกัน

KEY TAKEAWAYS (สำหรับผู้อ่านเชิงนโยบาย/การจัดการเมือง)

  • สองเวทีหลัก: พิธีประทีป ณ บึงทัพฟ้า (เทศบาลฯ–กองทัพอากาศ) และพิธีบำเพ็ญกุศล ณ มรภ.เชียงราย (ฝ่ายสงฆ์–ฝ่ายฆราวาส–สาธารณะ)
  • สาระกลาง: ความกตัญญู–ความจงรักภักดี–การสืบสานพระราชปณิธานด้านวัฒนธรรมและหัตถศิลป์
  • ผลลัพธ์ทางสังคม: เกิดพื้นที่ส่วนร่วมของพลเมืองอย่างกว้างขวาง สร้างความเชื่อมโยงระหว่างรัฐ–สถาบันการศึกษา–ศาสนา–ชุมชน
  • ข้อเสนอเชิงระบบ: ทำปฏิทินพิธีประจำปี—เปิดโอกาสให้ “ทำ” มากกว่า “ดู”—สื่อสารความหมายให้เข้าใจง่าย—เชื่อมพิชญ์กรรมกับกิจกรรมชุมชนเชิงยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กองทัพอากาศ
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทัพฟ้าจัดบิ๊กคลีนนิ่งฟื้นฟูโรงเรียน หลังน้ำท่วมเชียงรายรุนแรง

 

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 ที่โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว สังกัดเทศบาลนครเชียงราย นาวาอากาศโท ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 ได้จัดกิจกรรม “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์” ภายใต้โครงการ “ทัพฟ้า พาน้องเข้าเรียน” โดยมีการนำกำลังพล พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดเข้าช่วยเหลือในการทำความสะอาดอาคารเรียนและบริเวณโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรของโรงเรียน โดยมี นางสาวอโณทัย จิระดา ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 นำคณะครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนทั้งหมดเข้าร่วมอย่างเต็มที่ เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด หลังจากที่ต้องหยุดเรียนไปหลายวันเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กระทบหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

นาวาอากาศโท ปราโมทย์ กุยแก้ว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย ทางกองทัพอากาศ โดย พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แสดงความห่วงใยต่อประชาชนและข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ท่านได้มอบหมายให้ พลอากาศเอก วรกฤต มุขศรี ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานด้านบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชน รวมทั้งเร่งดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟูโรงเรียนและสถานที่ราชการที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

สำหรับโรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องปิดทำการเรียนการสอนไปหลายวัน ด้วยเหตุนี้ โครงการ “ทัพฟ้า พาน้องเข้าเรียน” จึงได้ถูกจัดขึ้นเพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติในวันที่ 23 กันยายน 2567 การดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงการใช้ทั้งแรงงานคนและเครื่องจักร เพื่อทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนให้พร้อมสำหรับการเปิดเรียน

หน่วยงานที่เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากฝูงบิน 416 ของกองทัพอากาศแล้ว ยังมีความร่วมมือจากเทศบาลนครเชียงราย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง สำนักงานเจ้าท่าเชียงราย สำนักงานชลประทานเชียงราย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิสยามรวมใจ รวมไปถึงเครือข่ายกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันจนทำให้งานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

นาวาอากาศโท ปราโมทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้มาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้กลับมาเป็นปกติ การสนับสนุนจากภาคเอกชน หน่วยงานราชการ และชุมชน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งานเสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้โรงเรียนกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนได้ทันเวลา แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอีกด้วย

โครงการ “ทัพฟ้า พาน้องเข้าเรียน” เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพอากาศ ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษาและสถานที่สำคัญให้กลับมาดำเนินการได้อย่างปกติหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งนับเป็นโครงการที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
All

ศูนย์กลางภารกิจช่วยเหลือ (ฝูงบิน 416) ภาคเหนือตอนบน สนามบินเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงขีดความสามารถสนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) เพื่อเป็นการรองรับการเป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ณ ฝูงบิน 416 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 

 

โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้แทนชุมชน ประชาชน และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม กว่า 500 คน

 

สำหรับกิจกรรม ประกอบด้วย การประชุมร่วมกับหน่วยงาน ส่วนราชการ ผู้แทนชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาสนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) การปฏิบัติการมวลชนสัมพันธ์ การสาธิตการบินควบคุมและดับไฟป่า การบินค้นหาและช่วยชีวิต การลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ การบรรยายสรุปการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนของกองทัพอากาศ การจัดแสดงที่ใช้ในภารกิจการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 
 
 
การตั้งแสดงอากาศยานและขีดความสามารถกองทัพอากาศในการช่วยเหลือประชาชน การบินทิ้งน้ำและสารควบคุมไฟป่า การบินค้นหาและช่วยชีวิต และการบินรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ การจัดหน่วยมิตรประชากองทัพอากาศ ให้บริการประชาชน ได้แก่ การตรวจรักษาโรคและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ การวัดสายตาพร้อมแจกแว่นตา การให้บริการตัดผม การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ การแสดงดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ การมอบอุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

กองทัพอากาศ เตรียมตั้งศูนย์ช่วยเหลือ แก้ไขไฟป่าหมอกควัน เชียงราย

 
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 66 ที่ฝูงบิน 416 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงขีดความสามารถสนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) รองรับการเป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย เรืออากาศเอก นายแพทย์ อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้แทนชุมชน ประชาชน และนักเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม กว่า 500 คน
 
สำหรับโครงการดังกล่าว กองทัพอากาศได้จัดทำแผนงานพัฒนาพื้นที่สนามบินเชียงราย (ฝูงบิน 416) หรือ สนามบินเก่า เพื่อให้เป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พร้อมพัฒนาสนามบินให้มีขีดความสามารถในการรองรับอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ เพื่อความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภารกิจช่วยเหลือประชาชน เช่น การบินค้นหาและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย การใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินจากพื้นที่ห่างไกลให้เข้ารับการรักษาต่อโรงพยาบาลที่มีความพร้อม การแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดภาคเหนือตอนบน ตลอดจนให้การช่วยเหลือประชาชนกระจายสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนกรณีการเกิดภัยพิบัติ เป็นต้น
 
พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า ในช่วงเหตุการณ์ไฟป่าที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ทั้งฝุ่นละออง รวมถึงสุขภาพของชาวจังหวัดเชียงราย กองทัพอากาศจึงเป็นต้องขอใช้พื้นที่แห่งนี้จัดตั้งศูนย์ศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทำให้จังหวัดเชียงรายมีสนามบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลสำหรับการค้นหาและช่วยชีวิต รวมทั้งการลำเลียงทางอากาศ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมทั้งเป็นฐานบินในการวางกำลังอากาศยานไร้คนขับ และเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก 
 
โดยกองทัพอากาศพร้อมระดมทรัพยากร ทั้งด้านอากาศยาน เทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ และกำลังพล เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น เอกชน และภาคประชาชน ในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มที่มีความถี่และมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต โดยมีแผนงานการพัฒนาฯ ระหว่างปี 2566 – 2568 และเมื่อมีการพัฒนาสนามบินแล้ว ประชาชนยังสามารถเข้ามาใช้บริการพื้นที่สนามบิน เพื่อออกกำลังกายได้ปกติ ซึ่งกองทัพอากาศยังมีแผนการปรับปรุงถนนรองรับการเดิน – วิ่ง และการออกกำลังกายสำหรับประชาชน อีกทั้งยังอนุญาตให้รถยนต์ทั่วไปสามารถผ่านเข้า-ออกพื้นที่ได้ แต่ขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินอย่างเคร่งครัด
 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News