Categories
TOP STORIES

สธ. ห่วงไข้เลือดออกเพิ่มสูง เตือนเด็กและผู้ใหญ่ เป็นรีบไปพบแพทย์

 

 กระทรวงสาธารณสุข ห่วงสถานการณ์ไข้เลือดออกปีนี้พบผู้ป่วยสูงขึ้น เตือนประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากมีไข้ ไม่มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ น้ำมูก และตรวจ ATK ไม่พบเชื้อโควิด 19 ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออก และรีบไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันการเสียชีวิต โดยข้อมูลล่าสุด 1 มกราคม – 14 มิถุนายน 2566 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 21,457 ราย สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3.3 เท่า กลุ่มอายุ 5-14 ปี มีอัตราป่วยสูงถึงร้อยละ 96.63 และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย


          นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปีนี้มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 มิถุนายน 2566 พบผู้ป่วยแล้ว 21,457 ราย เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ที่มีผู้ป่วย 6,488 ราย พบว่ามากกว่าถึง 3.3 เท่า และมีผู้เสียชีวิต 19 ราย ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอายุ 5-14 ปี มากสุด จำนวน 7,331 ราย และเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงถึงร้อยละ 96.63 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน จึงต้องช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้มีเศษขยะ เช่น กล่องโฟม พลาสติกเหลือใช้ ที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพื่อป้องกันอันตรายจากโรคไข้เลือดออก


          นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า โรคไข้เลือดออก ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดกระบอกตา บางรายอาจมีปวดท้อง อาเจียน มีจุดแดงเล็กๆ ตามแขน ขา ลําตัว มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดออกตามไรฟัน หรือประจำเดือนมากผิดปกติ ดังนั้นในช่วงนี้ หากป่วยมีไข้สูง แต่ไม่มีอาการระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไอ หรือน้ำมูก และตรวจ ATK ไม่พบเชื้อโควิด 19 โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว มีภาวะอ้วน และผู้สูงอายุ ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออก ห้ามรับประทานยาลดไข้กลุ่มเอ็นเสด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคให้ชัดเจน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิต ส่วนเด็กๆ ที่ยังไม่สามารถบอกอาการของตนเองได้ ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการใกล้ชิด หากรับประทานยาลดไข้ 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคไข้เลือดออก และให้รีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค  1422

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

สธ. หารือทวิภาคีความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 76

สธ. หารือทวิภาคีความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 76

Facebook
Twitter
Email
Print

 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้แทนไทยหารือทวิภาคีความร่วมมือด้านสาธารณสุข กับบังกลาเทศ มัลดีฟส์ และผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 76 เพื่อการพัฒนาทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากรทางการแพทย์ การศึกษา วิจัย และการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ

          เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ที่ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นำคณะผู้บริหาร หารือทวิภาคีความร่วมมือด้านสาธารณสุขกับประเทศบังกลาเทศ มัลดีฟส์ และผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 76 โดยในการหารือกับ H.E. Mr. Zahid Maleque รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัวบังกลาเทศ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัวบังกลาเทศ ทางบังกลาเทศมีความสนใจพัฒนาความร่วมมือด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ (Medical devices) นอกจากนี้ ยังขอให้ไทยสนับสนุน Mrs. Saima Wazed Hossain ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทน Dr. Poonam Khetrapal Singhที่จะหมดวาระในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งนายอนุทินได้กล่าวยืนยันให้การสนับสนุน Mrs. Hossain พร้อมขอให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของไทย หากได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนต่อไปด้วย


          จากนั้นได้หารือกับ H.E. Mr. Ahmed Naseen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสาธารณรัฐมัลดีฟส์
ในการขยายความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยกับกระทรวงสาธารณสุขสาธารณรัฐมัลดีฟส์ โดยฝ่ายไทยยินดีพัฒนาความร่วมมือในประเด็นและสาขาที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านสาธารณสุขร่วมกัน เช่น การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักศึกษาแพทย์ ข้อมูลด้านสาธารณสุข การวิจัยร่วม และการศึกษาฝึกอบรมด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านงานอนามัยครอบครัว (Family health care) โดยจะได้หารือกันในรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมความร่วมมือต่อไป


          สำหรับการหารือกับ Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยกับองค์การอนามัยโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์การอนามัยโลกที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategy : CCS) ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินงานที่มีผลกระทบสูงต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ โดยระดมทุนทางสังคม ปัญญา


และงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจนทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุขระดับโลกและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งได้เชิญผู้แทนระดับสูงจากองค์การอนามัยโลก เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี พ.ศ. 2567 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2024) ในฐานะที่องค์การอนามัยโลกเป็นเจ้าภาพร่วมในการประชุมดังกล่าว และการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อการพัฒนาการศึกษาสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพ (Global Health Professional Education Conference) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และองค์การอนามัยโลกเป็นเจ้าภาพร่วม


          นอกจากนี้ คณะฯ ได้เข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน เรื่อง “สามารถเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการค้าและสุขภาพได้หรือไม่? (Trade and Health Policy Coherence: Mission possible?) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ สำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ นครเจนีวา โดยผู้เข้าร่วมได้อภิปรายเกี่ยวกับข้อมติและข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก และกรอบความร่วมมืออาทิ องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เพื่อค้นหาความสอดคล้องกันระหว่างนโยบายด้านการค้าและด้านสุขภาพ ปัญหาและอุปสรรค ช่องว่างต่างๆ ข้อเสนอเพื่อการปรับปรุง ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรื่องราวความสำเร็จจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH SOCIAL & LIFESTYLE

น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ตราประสมบุญ ช่วยนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม ลดอาการไอ ไม่เป็นความจริง

น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ตราประสมบุญ ช่วยนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม ลดอาการไอ **ไม่เป็นความจริง**

Facebook
Twitter
Email
Print

วันที่ 23 พฤษภาคม 2566  ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยข่าวปลอม อย่าแชร์! น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ตราประสมบุญ ช่วยนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม จุกเสียด ลดอาการไอ เจ็บคอ ทาแผลร้อนใน ปวดฟัน ปวดเหงือก บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่พบผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด หน่วยงานที่ตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

ตามที่มีการโฆษณาถึงน้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ตราประสมบุญ ช่วยนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม จุกเสียด ลดอาการไอ เจ็บคอ ทาแผลร้อนใน ปวดฟัน ปวดเหงือก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากที่มีผู้โพสต์ให้ข้อมูลว่า น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ตราประสมบุญ ช่วยนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม จุกเสียด ลดอาการไอ เจ็บคอ ทาแผลร้อนใน ปวดฟัน ปวดเหงือก ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพรประสมบุญ น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรส่วนประกอบของสมุนไพร โดยมีการกล่าวอ้างสรรพคุณ คือ ใช้ทาถูนวดคลายเส้น แก้ลมวิงเวียน แก้พิษจากแมลงกัดต่อย แก้ลม จุกเสียด ลดอาการไอ เจ็บคอ ทาแผลร้อนใน ปวดฟัน ปวดเหงือก หยดใส่น้ำ เพียง 1 – 2 หยด แล้วดื่ม ซึ่งไม่พบผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่พบผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด

Facebook
Twitter
Email
Print

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย 

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS NEWS UPDATE

สธ. ส่งทีมแพทย์ ดูแลชาวไทยมุสลิม พิธีฮัจย์ ซาอุดีอาระเบีย

สธ. ส่งทีมแพทย์ ดูแลชาวไทยมุสลิม พิธีฮัจย์ ซาอุดีอาระเบีย

Facebook
Twitter
Email
Print

   กระทรวงสาธารณสุข จัดทีมแพทย์พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 ทีม รวม 42 คน ผลัดเปลี่ยนดูแลสุขภาพชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2566 ณ นครมักกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยทีมแพทย์ชุดแรก 15 คน ออกเดินทางแล้ววันนี้

          วันนี้ (20 พฤษภาคม 2566) ที่ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายแพทย์สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับมอบหมายจาก นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ที่จะเดินทางไปดูแลสุขภาพชาวไทยมุสลิมที่ไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำปี 2566 (ฮศ.1444) โดยปีนี้มีชาวไทยมุสลิมเดินทางไปร่วมประกอบพิธีประมาณ 1.2 หมื่นคน​  เริ่มออกเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม – 23 มิถุนายน 2566 และจะทยอยเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวันที่ 3 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2566 โดยช่วงก่อนเดินทางไปประกอบพิธี กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้เดินทาง โดยมีการคัดกรองความเสี่ยง ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกัน 3 โรค ได้แก่ โควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และไข้กาฬหลังแอ่น พร้อมออกเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน และยังจัดอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขฮัจย์ (อสม.ฮัจย์) เพื่อประสานงานและดูแลสุขภาพเบื้องต้น​ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการบริการภาคสนามกับทีมแพทย์ด้วย

          นายแพทย์สุภโชคกล่าวต่อว่า ช่วงระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2566 ที่พี่น้องชาวไทยมุสลิมพำนักในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วย แพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวม 42 คน โดยมี นายแพทย์ซุลกิฟลี ยูโซะผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม้แก่น จังหวัดปัตตานี และรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าสำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย และแบ่งชุดการเดินทางเป็น 3 ชุด ซึ่งในวันนี้ทีมแพทย์ชุดแรก จำนวน 15 คน จะออกเดินทางปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2566 ส่วนทีมที่ 2 จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน – 21 กรกฎาคม 2566 และทีมที่ 3 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 3 สิงหาคม 2566 ทั้งนี้ หลังจากผู้แสวงบุญเดินทางกลับถึงประเทศไทย จะมีการติดตามเฝ้าระวังสุขภาพต่อเนื่องอีก 14 วันด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH SOCIAL & LIFESTYLE

เกลือทะเล ไม่ทำให้ไตวาย **ไม่เป็นความจริง**

เกลือทะเล ไม่ทำให้ไตวาย **ไม่เป็นความจริง**

Facebook
Twitter
Email
Print

วันที่ 20 พฤษภาคม 2566  ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยข่าวปลอม อย่าแชร์! เเกลือทะเล ไม่ทำให้ไตวาย  กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ตามที่มีการกล่าวถึงข้อมูลเรื่องเกลือทะเล ไม่ทำให้ไตวาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากประเด็นที่มีการเผยแพร่ว่าเกลือทะเล ไม่ทำให้ไตวาย ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลตามข้อความไม่มีเหตุผลที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีทางการแพทย์ เนื่องจากเกลือแกงที่ใช้รับประทานคือโซเดียมคลอไรด์ สำหรับโซเดียมซัลเฟตมักใช้ในอุตสาหกรรมมากกว่า

อีกทั้งไตจะทำหน้าที่กรองสารต่าง ๆ รวมทั้งโซเดียม ฉะนั้นการกินเกลือทะเลมากเกินไปเป็นระยะเวลานานก็มีโซเดียมที่ทำให้ไตต้องทำงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ข้อมูลตามข้อความข้างต้นไม่มีเหตุผลที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีทางการแพทย์ ซึ่งการกินเกลือทะเลมากเกินไปเป็นระยะเวลานานก็มีโซเดียมที่ทำให้ไตต้องทำงานเพิ่มขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย 

 
Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE