Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สองวิกฤตซ้ำ! เชียงรายน้ำท่วมกว่า 8 พันครัวเรือน ปัญหาสารหนูยังไม่คลี่คลาย

เชียงรายอ่วม! น้ำท่วม 9 อำเภอ ปภ.เร่งช่วยเหลือประชาชน ขณะที่วิกฤต “สารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก” ยังรุนแรง ระดับชาติต้องเร่งแก้ไข

ประเทศไทย, 31 กรกฎาคม 2568 – “สองวิกฤต” ถล่มเชียงราย จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28-29 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดอุทกภัยฉับพลันและดินถล่มในพื้นที่ 9 อำเภอของจังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนกว่า 8,300 ครัวเรือน ขณะเดียวกัน ปัญหาเก่าที่ยังคงเป็นระเบิดเวลาของพื้นที่คือ “สารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก” ที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของแหล่งน้ำในอนาคต

มวลน้ำถล่มหนัก – 8,363 ครัวเรือนวิกฤต

ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มเกิดขึ้นใน 9 อำเภอ 32 ตำบล 189 หมู่บ้าน รวมถึง 4 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย นับตั้งแต่ฝนสะสมสูงสุดที่ 127 มิลลิเมตร ในตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนกว่า 8,363 ครัวเรือน โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่

  • ถนน 22 จุดได้รับความเสียหาย
  • พื้นที่เกษตร 23,850 ไร่จมน้ำ
  • บ่อปลา 100 บ่อเสียหาย
  • สัตว์เลี้ยงตายหลายร้อยชีวิต
    อย่างไรก็ตาม ปภ. ยังคงสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมและจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ทุกหน่วยงานระดมเครื่องจักร-เจ้าหน้าที่ 24 ชั่วโมง

ตลอดช่วงวิกฤตนี้ ปภ.เชียงราย ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก็ได้นำเทคโนโลยีดาวเทียม Pléiades วิเคราะห์ภาพถ่ายบริเวณน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำกกและแม่น้ำยม รวมพื้นที่น้ำท่วมขังในเชียงรายและแพร่กว่า 1,000 ไร่ ส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วางแผนบริหารจัดการในระยะเร่งด่วน

สารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก – ปมร้อนวาระแห่งชาติ

ในขณะที่ปัญหาอุทกภัยยังคงต้องเร่งช่วยเหลือ ในอีกด้านหนึ่ง เชียงรายยังต้องเผชิญกับปัญหามลพิษสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของประชาชน โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2566 พบว่ามีสารหนูเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดินบริเวณสบกก อ.เชียงแสน ก่อนขยายวงกว้างสู่แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงต่อมา

ล่าสุด ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน มีหน่วยงานระดับสูงทุกฝ่ายเข้าร่วมถกหาทางออก ทั้งกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (นายชรินทร์ ทองสุข) นักวิจัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ต้นตอสารพิษ – หลายปัจจัยเชื่อมโยงข้ามประเทศ

การประชุมระบุว่า สาเหตุของการปนเปื้อนอาจเกิดได้จาก 3 ปัจจัยหลัก

  1. การเปิดหน้าดินและการชะล้างจากธรรมชาติ
  2. กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การใช้สารเคมีทางเกษตร การเผาในที่โล่ง
  3. ปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา-จีน) เนื่องจากแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำนานาชาติ
    ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้ “ตรวจสอบแหล่งกำเนิด” อย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไก MRC (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง) อย่างต่อเนื่อง

แผนบูรณาการแก้ปัญหา – ตั้งเป้ายั่งยืน

มาตรการแก้ไขระยะเร่งด่วนที่ประชุมกำหนดประกอบด้วย

  • การศึกษา/วิจัย สัดส่วนสารพิษโดยกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ
  • ตรวจสอบกิจกรรมต้นเหตุโดยกรมเหมืองแร่ กรมวิชาการเกษตร และองค์กรท้องถิ่น
  • การติดตั้งอุปกรณ์ดักตะกอนในแหล่งน้ำ
  • เจรจาต่างประเทศและความร่วมมือกับ MRC
  • แผนบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

ขณะที่ภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์แสดงความห่วงใยอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบของสารพิษในแหล่งน้ำอาจส่งผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงระบบนิเวศและการเกษตร โดยเฉพาะเมื่อแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตประปาหลักของเชียงรายและชุมชนริมฝั่ง

เชียงรายในห้วงเปราะบาง – เมื่อวิกฤตธรรมชาติ-สิ่งแวดล้อมทวีคูณ

การรับมืออุทกภัยอย่างทันท่วงทีเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการประสานทุกฝ่าย แต่ปัญหาคุณภาพน้ำและสารพิษในแม่น้ำกก คือภัยเงียบที่ต้องได้รับการจัดการเชิงระบบ โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งกำเนิด การควบคุมกิจกรรมมนุษย์ และการเจรจาต่างประเทศให้เกิดการจัดการร่วมกันอย่างแท้จริง
ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับการลงมือปฏิบัติจริง การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อลดความวิตกกังวลและสร้างความมั่นใจต่อแหล่งน้ำที่ปลอดภัยในระยะยาว
เชียงรายจึงอยู่ในจุดทดสอบความสามารถของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมของไทย – วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการปฏิรูปเชิงนโยบายและสร้างต้นแบบการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการในระดับประเทศและภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

แม่สายยังไม่พ้นวิกฤต ผู้ว่าฯ เร่งซ่อมพนัง มทบ.37 ช่วยปชช. เตือนพายุ 4-6 ส.ค.

แม่สายเริ่มคลี่คลาย ผู้ว่าฯ-ทัพภาค 3 เร่งซ่อมพนัง มทบ.37 ตั้งโรงครัวพระราชทาน! เตือนพายุลูกใหม่จ่อถล่ม 4-6 ส.ค.นี้

เชียงราย, 30 กรกฎาคม 2568 – แม่สายคลี่คลาย แต่ “อย่าประมาท” พายุรอถล่มซ้ำ สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เริ่มคลี่คลายหลังฝนที่ตกต่อเนื่องหลายวันหยุดลง ระดับน้ำในแม่น้ำสายลดต่ำกว่าตลิ่ง ขณะที่ในบางจุดยังมีน้ำท่วมขัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งระบาย ล่าสุดนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เปิดเผยว่า จุดเสี่ยง เช่น โต๊ะสนุ๊ก บ้านเช่าริมแม่น้ำ ยังพบรูรั่ว-น้ำซึมเข้าชุมชน แต่ได้บูรณาการกับกรมการทหารช่าง เทศบาล และอำเภอเร่งอุดรอยรั่วและเสริมพนังชั่วคราวเต็มกำลัง

แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่เสียงเตือนภัยยังคงดังก้อง นายอำเภอแม่สายขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารราชการใกล้ชิด เพราะช่วงวันที่ 4-6 สิงหาคมนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะมีฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุลูกใหม่ อาจเกิดน้ำหลากซ้ำ หากปริมาณน้ำมากเกินแนวป้องกันจุดเดิม จึงขอความร่วมมือชาวบ้านเร่งขนของขึ้นที่สูงและเตรียมพร้อมอพยพกลุ่มเปราะบางไปยังศูนย์พักพิงทันทีที่มีประกาศ

ทัพภาค 3–มทบ.37 ลงพื้นที่ “ปิดรอยรั่ว–สร้างขวัญ”

เมื่อ 29 กรกฎาคม พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน กองทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่แม่สายโดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พล.ต.จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ (มทบ.37) ให้การต้อนรับ คณะฯ ได้รับฟังรายงานปัญหาจากนายอำเภอแม่สาย และพล.ท.สิรภพ ศุภวานิช (เจ้ากรมการทหารช่าง) ถึงปัจจัยหลักน้ำท่วมรอบล่าสุด เช่น การที่พนังบิ๊กแบ็กและผนังอาคารชั่วคราวโดนกระแสน้ำ-ท่อนซุงขนาดใหญ่ซัดจนเกิดโพรง รอยรั่วตามแนวคัน ส่งผลให้มวลน้ำทะลักเข้าท่วมชุมชนหลายจุด

แม่ทัพภาคที่ 3 สั่งการให้มทบ.37, กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ และหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เสริมกำลังเข้าซ่อมแนวพนังเร่งด่วน ขณะเดียวกัน กรมการทหารช่างก็ระดมกำลังคน-เครื่องมือซ่อมแซมตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเกาะทราย จุดที่ได้รับผลกระทบหนักมาก

โรงครัวพระราชทาน พลังใจยามวิกฤต

นอกจากภารกิจด้านวิศวกรรม-ซ่อมแซม มทบ.37 ได้จัดตั้งโรงครัวพระราชทานเคลื่อนที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อประกอบอาหารสดแจกประชาชนที่เดือดร้อนและเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยกลุ่มแม่บ้านกิ่งกาชาดอำเภอแม่สายร่วมช่วยเหลือ เมนูยอดนิยมคือข้าวกะเพราไก่ไข่ต้มและข้าวอกไก่ทอด ผลิตวันละ 1,000 กล่อง (3 มื้อ) นำไปแจกจ่ายตามจุดพักพิง สร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวแม่สายก้าวผ่านวิกฤติร่วมกัน

เร่งผลักดันน้ำอิงลงโขง กลยุทธ์บูรณาการ “ทุกสาย”

แม่น้ำอิงซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักรับน้ำจากจังหวัดพะเยา-เชียงราย ก็เป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่หน่วยงานรัฐกำลังเร่งระบายน้ำ โดยนายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย เผยว่าขณะนี้กำลังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง ที่สะพานอิงอุดม บ้านเต๋น ต.สถาน อ.เชียงของ สามารถผลักดันน้ำกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ลดความเสี่ยงน้ำเอ่อท่วมพื้นที่เกษตร-ชุมชนท้ายน้ำลงโขง เป็นมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาอุทกภัยแบบองค์รวม

เชียงราย “ยังไม่พ้นวิกฤต” แต่พร้อมสู้ระลอกใหม่

สถานการณ์อุทกภัยแม่สายปี 2568 สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างในพื้นที่น้ำหลากชายแดนฝั่งเหนือ แม้สัญญาณคลี่คลายจะเริ่มชัดเจน แต่การเตรียมพร้อมรับมือพายุระลอกใหม่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็น “พนังชั่วคราว–ผนังอาคารเก่า” ที่ยังมีจุดอ่อนง่ายต่อการทะลุซ้ำ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น–ยาว

  • ซ่อมแซม–เสริมแนวป้องกันถาวร: หลังน้ำลด การรื้อถอนพนังชั่วคราวและสร้างแนวป้องกันถาวรที่แข็งแรงยั่งยืน ควรเป็นวาระเร่งด่วนของทุกภาคส่วน
  • การเยียวยาฟื้นฟูหลังน้ำลด: การสำรวจ-ประเมินความเสียหาย การจัดสรรงบฯ เยียวยาชาวบ้านต้องดำเนินการรวดเร็ว-โปร่งใส สร้างความหวังให้ผู้ได้รับผลกระทบ
  • สื่อสารความเสี่ยง–แจ้งเตือนล่วงหน้า: ทุกฝ่ายต้องสื่อสารข้อมูลสภาพอากาศ การระบายน้ำ แจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง เข้าใจง่าย ไม่ปล่อยข่าวลือ
  • กลไกช่วยเหลือครบวงจร: การบูรณาการของหน่วยงานรัฐ ทหาร เทศบาล กลุ่มจิตอาสา และภาคประชาสังคม ยังคงเป็นหัวใจของการช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย

สู้ “น้ำ” ด้วยความร่วมมือ–ระวัง “ใจ” ให้มั่นคง

สถานการณ์แม่สายครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่สังคมไทยได้เห็นพลังความร่วมมือของภาครัฐและประชาชน ในวันที่ธรรมชาติรุนแรงเกินคาดเดา ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีคือหัวใจ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการวางแผนเชิงระบบ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เพื่อไม่ให้แม่สาย–เชียงราย ต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • โครงการชลประทานเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37
  • กองทัพภาคที่ 3
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • รายงานสถานการณ์น้ำและอุทกภัย สำนักข่าวท้องถิ่น/ภาคสนาม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เทศกาล “ป๊ะกาด” 2025 ศิลปะบุกตลาดเก่าแก่ เชื่อมโยงชุมชน-เศรษฐกิจยั่งยืน

ป๊ะกาด” 2025 ศิลปะบุกตลาดเก่าแก่ เชื่อมโยงชุมชน-เศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงราย, 24 กรกฎาคม 2568 – ในยุคที่ศิลปะร่วมสมัยกำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วโลก จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางศิลปะสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการจัดงานเทศกาลศิลปะ “ป๊ะกาด” ครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนตลาดสดเทศบาล 1 หรือ “กาดหลวง” ให้กลายเป็นพื้นที่แสดงศิลปะกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

เทศกาลศิลปะ Everywhere Gallery “ป๊ะกาด” 2025 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2568 มิใช่เพียงการจัดแสดงผลงานศิลปะธรรมดา แต่เป็นการทดลองสังคมที่ยิ่งใหญ่ในการนำศิลปะร่วมสมัยไปผสานกับวิถีชีวิตประจำวันของชุมชนเมือง นำโดยกีรติ วุฒิสกุลชัย ศิลปิน-ภัณฑารักษ์วัย 37 ปี ผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านสารคดีและศิลปะมากกว่า 13 ปี

กีรติ วุฒิสกุลชัย สู่การเป็นผู้ก่อตั้ง Everywhere Gallery

จากสารคดีสู่ศิลปะเพื่อชุมชน

การเดินทางของกีรติ วุฒิสกุลชัย สู่การเป็นผู้ก่อตั้ง Everywhere Gallery เริ่มต้นจากการตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดเชียงรายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากสั่งสมประสบการณ์การทำงานในกรุงเทพฯ ในฐานะโปรดิวเซอร์สารคดี ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้าง “เชียงรายแบบที่อยากอยู่” เมืองที่ผู้คนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยอาชีพสร้างสรรค์และมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์

“การทำงานสารคดีทำให้ผมเรียนรู้ว่าการเล่าเรื่องที่ดีต้องเกิดจากการเข้าใจบริบทและการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง เมื่อผมนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับงานศิลปะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือศิลปะที่มีชีวิตและสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง” กีรติกล่าว

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อเขาได้รับโอกาสทำงานในตำแหน่งประสานงานท้องถิ่น (Local Co-ordinator) ในมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ประสบการณ์นี้ไม่เพียงขยายเครือข่ายการทำงาน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับศักยภาพของศิลปะในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่น

ความสำเร็จที่พิสูจน์แล้ว

ตัวเลขจากผลงานที่ผ่านมาของ Everywhere Gallery สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกที่ศิลปะสามารถสร้างให้กับเศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่น ในงาน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ที่จัดเป็นกิจกรรมคู่ขนาน Everywhere Gallery สามารถร่วมมือกับสถานประกอบการ 12 แห่ง จัดแสดงนิทรรศการ 20 แห่ง เวิร์คช็อป 5 กิจกรรม และการฉายภาพยนตร์ 3 เรื่อง โดยมีศิลปินกว่า 40 ท่านเข้าร่วมโครงการ

ผลลัพธ์ที่ได้คือการมีผู้เข้าชมและใช้บริการที่พัก ร้านอาหารกว่า 200,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 75 ล้านบาทให้กับสถานประกอบการในพื้นที่ ความสำเร็จนี้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในเทศกาล Everywhere Gallery 2024 ภายใต้ธีม “Chiang Rai, Who are you?” ที่ร่วมมือกับ 10 สถานประกอบการและ 10 ศิลปินเชียงราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้หมุนเวียนในจังหวัดกว่า 11.95 ล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว

กาดหลวง” พื้นที่แห่งความทรงจำ

การเลือกตลาดสดเทศบาล 1 หรือ “กาดหลวง” เป็นพื้นที่หลักของเทศกาล “ป๊ะกาด” 2025 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตลาดแห่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของชุมชนเชียงรายมาอย่างยาวนานกว่าศตวรรษ เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทุกชนชั้น มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงของเมืองฝังรากลึกอยู่ในทุกซอกมุม

นายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย อธิบายความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ว่า “ตลาดแห่งนี้เป็นมากกว่าพื้นที่การค้า แต่เป็นศูนย์กลางที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเป็นชุมชนของเรามานานกว่าศตวรรษ การจัดงาน ‘ป๊ะกาด’ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์ของเชียงรายสู่สายตาคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว”

คำว่า “ป๊ะกาด” ในภาษาเหนือที่หมายถึง “พบปะกันที่ตลาด” สะท้อนถึงเจตนารมณ์หลักของเทศกาลที่ต้องการให้ตลาดแห่งนี้กลับมาเป็นจุดรวมพลังของชุมชนและเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนรุ่นต่างๆ ผ่านสื่อกลางของศิลปะ

54 ศิลปิน 16 พื้นที่ การผสานระหว่างท้องถิ่นและสากล

เทศกาล “ป๊ะกาด” 2025 นำเสนอผลงานจากศิลปินกว่า 54 ท่าน ทั้งศิลปินชื่อดังระดับสากลและศิลปินท้องถิน ใน 16 พื้นที่จัดแสดงที่กระจายทั่วทั้งตลาด โดยแต่ละผลงานได้รับการคิวเรตให้เชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่และชุมชนอย่างมีความหมาย

สกัณห์ อายุรพงศ์ และอังกฤษ อัจฉริยโสภณ นำเสนอกิจกรรม Performing Art “A Perfect Day Every Day” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ของผู้กำกับ Wim Wenders โดยการแสดงจะเกิดขึ้นท่ามกลางความคึกคักของตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับความงามในชีวิตประจำวัน

สมลักษณ์ ปันติบุญ ร่วมมือกับร้านกาแฟลุงอี๊ด ผู้ดำเนินกิจการในตลาดมากว่า 60 ปี ในผลงาน “ถ้วยกาแฟและถ้วยไข่ลวก” โครงการที่ไม่เพียงสร้างผลงานศิลปะ แต่ยังสร้างกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน โดยรายได้จากการขายผลงานทั้งหมดจะกลับไปยังทั้งตลาดสดเทศบาล 1 และชุมชนศิลปะ

ทรงเดช ทิพย์ทอง นำเสนอผลงาน “ยินดีต้อนรับ” ที่นำอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง ‘ตุง’ มาสร้างสรรค์จากวัสดุที่หาซื้อได้ในตลาด สะท้อนแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการสร้างสรรค์งานศิลปะ

ภุชคฤน ตั้งตรงเจตนา ศิลปินที่เติบโตมากับชุมชนตลาดแห่งนี้ นำเสนอผลงานศิลปะจัดวางและศิลปะการแสดง “หอนาฬิกา กาลเวลา กังสดาล และความทรงจำร่วมของเมือง” ที่เน้นการทำงานร่วมกับชุมชนและการสืบทอดความทรงจำของพื้นที่

กลุ่มไส้ติ่ง (SIDE:THINK) นำเสนอกิจกรรม “แม่ซ่อนหา” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการละเล่นในวัยเยาว์ เพื่อสร้างการรับรู้เชิงพื้นที่อย่างลึกซึ้งและเชิญชวนให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมในการสำรวจตลาดในมิติใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการมีส่วนร่วมของศิลปินตัวน้อยจากโรงเรียนอนุบาลเชียงราย ที่ร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศศิลปะของเทศกาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการส่งต่อความรู้และความรักในศิลปะสู่คนรุ่นใหม่

การมีส่วนร่วมของชุมชนเมื่อพ่อค้าแม่ค้ากลายเป็น Docent

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจของเทศกาล “ป๊ะกาด” คือการฝึกอบรมพ่อค้าแม่ค้าในตลาดให้เป็น Docent หรือผู้นำชมนิทรรศการ โดยเขาเหล่านี้จะเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของผลงานศิลปะในแต่ละพื้นที่ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของตนเอง

แนวคิดนี้ไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้กับพ่อค้าแม่ค้า แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงความรู้ดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัย สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถพบได้ที่อื่น การได้ฟังเรื่องราวของผลงานศิลปะจากผู้ที่อาศัยและทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ย่อมให้ความรู้สึกและความเข้าใจที่แตกต่างจากการฟังจากผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะทั่วไป

เวิร์คช็อปและกิจกรรมสร้างสรรค์

เทศกาลจัดเวิร์คช็อปสร้างสรรค์ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ “การออกแบบทางม้าลายในจินตนาการของฉัน” โดยความร่วมมือระหว่าง Art Bridge Young Artists จากสมาคมขัวศิลปะ และนักเรียนอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงราย เพื่อสร้างทางม้าลายที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ตลาด แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนได้อย่างชัดเจน

“เพ้นท์หินทองคำ” โดยปัทมาภรณ์ อุณหะนันทน์ เป็นกิจกรรมที่เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น และ “Photo Walk” โดยเฉลิมชัย คำแสน แห่งห้องภาพฟองเสรี ที่จะนำผู้เข้าร่วมสำรวจมุมมองใหม่ของตลาดผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป

Artist Art Fair ตอบคำถามเรื่องตลาดศิลปะ

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Artist Art Fair ที่จัดขึ้นเป็นพื้นที่แสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าโดยศิลปิน 12 ท่านจากเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบคำถามสำคัญสองข้อ คือ “งานศิลปะแบบไหนที่จะขายในตลาดได้” และ “ตลาดแบบไหนที่จะขายงานศิลปะได้”

การทดลองนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบนิเวศศิลปะในท้องถิ่น โดยการสร้างตลาดที่ยั่งยืนสำหรับผลงานศิลปะท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวหรือนักสะสมศิลปะชั้นสูงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

ผลกระทบและวิสัยทัศน์ระยะยาว

กีรติ วุฒิสกุลชัย แสดงทรรศนะเกี่ยวกับเป้าหมายระยะยาวของโครงการว่า “ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปสัมผัสและเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้มีชีวิตได้ กาดหลวงแห่งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของสมมติฐานที่ว่าเมื่อศิลปะเข้าไปผสานกับวิถีชีวิตจริงของผู้คน สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นมากกว่าการจัดแสดงผลงานศิลปะ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ทุกคนจะจดจำไปตลอดชีวิต”

ผู้จัดงานคาดหวังว่าเทศกาล “ป๊ะกาด” จะเป็นการลงทุนในอนาคตของชุมชนและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายหลายประการ ได้แก่ การสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว การเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับประวัติศาสตร์ชุมชน และการเปิดโอกาสให้ศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงาน

การสร้างแบรนด์เมืองศิลปะ

เทศกาล “ป๊ะกาด” 2025 เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองศิลปะของภูมิภาค โดยการสร้างกิจกรรมที่ต่อเนื่องและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน ไม่ใช่เพียงการจัดงานเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะสั้น

ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาเมืองอื่นๆ ในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูพื้นที่เมือง สร้างรายได้ให้กับชุมชน และอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกัน

เทศกาลศิลปะ Everywhere Gallery “ป๊ะกาด” 2025 จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2568 ณ ตลาดสดเทศบาล 1 (กาดหลวง) จ.เชียงราย การเข้าชมฟรี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • Everywhere Gallery เชียงราย
  • Thailand Biennale Foundation
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงราย ขุนตาลเผชิญน้ำป่าถล่ม เร่งแจกกระสอบทราย-สำรวจความเสียหาย

ขุนตาล! น้ำป่าหลากท่วม 3 ตำบล นายอำเภอขุนตาลสั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. เร่งแจกกระสอบทราย-สำรวจความเสียหายช่วยเหลือประชาชน

เชียงราย, 23 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว หลังฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดวันที่ 22 กรกฎาคม ส่งผลให้น้ำจากเทือกเขาและลำห้วยสายต่าง ๆ ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนใน 3 ตำบล ได้แก่ ป่าตาล ต้า และยางฮอม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก ขณะที่นายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล/ผู้อำนวยการศูนย์อำเภอ พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายปกครอง และหน่วยงานท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้กำลังใจ สำรวจสถานการณ์ และออกมาตรการป้องกัน-บรรเทาความเสียหายอย่างเร่งด่วน

น้ำป่าทะลักกลางดึก แจกกระสอบทรายสกัดน้ำ – สั่งเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

น้ำป่าที่ไหลหลากลงจากภูเขา ได้ท่วมพื้นที่อยู่อาศัยในทั้ง 3 ตำบลของอำเภอขุนตาล ทำให้บ้านเรือนจำนวนหนึ่งต้องอพยพขึ้นที่สูง หลายครัวเรือนเสียหายทั้งทรัพย์สินและพืชผลการเกษตร นายอำเภอขุนตาลพร้อมทีมงานได้เร่งแจกจ่ายกระสอบทรายเพื่อสกัดน้ำเข้าสู่บ้านเรือน ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน รายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมงและเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังน้ำป่า 24 ชั่วโมง

เบื้องต้น ฝ่ายความมั่นคงและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่สำรวจจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผนช่วยเหลือและเยียวยาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็มีการเร่งซ่อมแซมเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและการขนส่ง

ขุนตาลเมืองศักยภาพสูงแต่เปราะบางต่อภัยน้ำท่วม

อำเภอขุนตาล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเชียงราย ห่างตัวเมืองเพียง 62 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 31,000 คน (ข้อมูลปี 2564) เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ-สังคมของภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงภูมิภาคกับลาวและจีน พื้นที่นี้โดดเด่นด้วยเทือกเขาสูง อย่างดอยพญาพิภักดิ์ และมีแม่น้ำอิงเป็นเส้นเลือดหลักของการเกษตรและชุมชน

เศรษฐกิจหลักของอำเภอขุนตาลคือภาคเกษตรกรรม เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด ชา กาแฟ ผลไม้เมืองหนาว ฯลฯ ขณะที่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น กลุ่มชาวม้ง บ้านพญาพิภักดิ์ ตำบลยางฮอม สะท้อนถึงมิติทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และโอกาสพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชนเชิงอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม อำเภอขุนตาลยังคงเปราะบางต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะในฤดูฝน เมื่อฝนตกหนักระดับน้ำในแม่น้ำอิงและลำห้วยสายต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมักเกิดน้ำป่าไหลหลาก แม้จะมีการปรับปรุงถนนสายหลักเช่น ทางหลวง 1421 และ 1020 และแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเสริมศักยภาพการค้า แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบยั่งยืนและระบบเตือนภัยล่วงหน้ายังคงเป็นประเด็นสำคัญ

ขุนตาล…บทเรียนการพัฒนาเมืองเปราะบาง

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลและคำนึงถึงความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม แม้อำเภอขุนตาลจะมีศักยภาพสูงในเชิงเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว หากแต่การเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ การวางผังเมือง การใช้ที่ดินอย่างสมดุลระหว่างเกษตร อนุรักษ์ป่า และพื้นที่ชุมชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียม

  1. โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์
    การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนสายหลักและโครงข่ายเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน เป็นโอกาสสำคัญในการขยายเศรษฐกิจและการค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ
  2. เกษตรกรรมและการแปรรูป
    ภาคเกษตรยังเป็นหัวใจหลักของชุมชน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปและพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่น จะช่วยกระจายรายได้และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  3. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ
    อำเภอขุนตาลมีศักยภาพการท่องเที่ยวสูง ทั้งวัดวาอาราม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ การพัฒนาเชิงกลยุทธ์โดยเน้นการสร้างอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
  4. การบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ
    การตอบสนองฉับไวของนายอำเภอขุนตาลในการแจกกระสอบทราย สำรวจความเสียหาย และสั่งการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่จำเป็นในระยะยาวคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการวางแผนบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งระดับอำเภอและภูมิภาค

ข้อเสนอแนะสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • สร้างระบบเตือนภัยและบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและตำบล
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ ในกระบวนการตัดสินใจและรับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม
  • พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการเกษตรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในชุมชน
  • ใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการวางแผนการใช้ที่ดินและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในอำเภอขุนตาลครั้งนี้ สะท้อนทั้งความเปราะบางและศักยภาพของพื้นที่ในเวลาเดียวกัน การตอบสนองของนายอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนของขุนตาลต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวที่บูรณาการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานสถานการณ์อุทกภัย อำเภอขุนตาล วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 (อำเภอขุนตาล)
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • โครงการชลประทานเชียงราย
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • กรมทางหลวง
  • เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FOOD

ตำนานเชียงราย! ภัตตาคารยูนนานฝ่าวิกฤต สร้างรสชาติแท้รับปีทองไทย-จีน

“ภัตตาคารยูนนาน หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของทายาทรุ่นสอง สร้างตำนานอาหารจีนยูนนานแท้ที่เชียงราย ในปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน

เชียงราย, 19 กรกฎาคม 2568 – ในปีที่ไทยและจีนเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ที่ขนานนามว่า “ปีทองแห่งมิตรภาพ” (Golden Year of Friendship) มีเรื่องราวหนึ่งที่สะท้อนถึงพลังแห่งการฟื้นคืนและความแข็งแกร่งของสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีน ผ่านหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของ “นิธิพงษ์ เสรีวิชยสวัสดิ์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “ภัตตาคารยูนนาน” ร้านอาหารจีนยูนนานเก่าแก่คู่เมืองเชียงรายกว่า 35 ปี ที่ประสบความสำเร็จในการดำรงรสชาติแท้และวัฒนธรรมจีนท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ

วิกฤตที่หลอมรวมจิตวิญญาณบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นแบบครอบครัว

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563-2564 ถือเป็นช่วงเวลาที่ทดสอบความอดทนของธุรกิจอาหารทั่วโลก ภัตตาคารยูนนานก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น “ร้านต้องปิดให้บริการนานถึง 2 เดือน รายได้หดหายไปเกือบทั้งหมด แต่ค่าใช้จ่ายยังคงเดิม” คุณนิธิพงษ์เล่าถึงสถานการณ์ในวันนั้นด้วยความทรงจำอันหนักหนา

แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในช่วงวิกฤตนี้ คือการจัดการที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็นครอบครัว “ผมพยายามช่วยกันประคับประคองพนักงานเท่าที่ทำได้ บางคนให้ช่วยปรับปรุงร้าน หรือช่วยจัดส่งอาหารเดลิเวอรี่ ส่วนคนที่ไม่สะดวกก็ต้องให้พักงานไปก่อน บางคนก็ขอกลับบ้านไปทำสวน พอสถานการณ์ปกติก็กลับมาทำงานด้วยกันครับ”

ไม่นานหลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ภัตตาคารต้องเผชิญกับอีกหนึ่งบททดสอบครั้งใหญ่ คือวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในเชียงราย “หลังจากน้ำลด ร้านเราใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าจะกลับมาเปิดได้ปกติครับ เพราะต้องซ่อมแซมหลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์ในครัว พื้นร้าน และระบบไฟฟ้าที่เสียหายทั้งหมดเลยครับ”

ความท้าทายที่มาพร้อมกับวิกฤตน้ำท่วมนี้ กลับเป็นช่วงเวลาที่ทีมงานแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอย่างชัดเจน “ช่วงนั้นพนักงานที่ได้รับผลกระทบก็ให้กลับบ้านไปซ่อมแซม ทำความสะอาดบ้าน ส่วนคนที่ไม่ได้รับผลกระทบก็มาช่วยกันทำความสะอาดและซ่อมร้านด้วยกันครับ”

เชียงรายประตูสู่มิตรภาพไทย-จีนและศูนย์กลางวัฒนธรรมยูนนาน

การเลือกเชียงรายเป็นฐานของภัตตาคารยูนนานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณนิธิพงษ์อธิบายว่า “เริ่มจากความชอบทำอาหารและความหลงใหลในอาหารจีนของคุณพ่อ ประกอบกับเชียงรายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งภูมิประเทศที่สวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลาย และประชากรที่เปิดกว้างต่อสิ่งใหม่ๆ”

ในบริบทของปี 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เชียงรายได้รับการยอมรับในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญของความร่วมมือไทย-จีน ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภาสกร บุญญะลักษณ์ เคยกล่าวว่า “ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่จะได้รับประโยชน์จากโอกาสต่างๆ”

จังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวจีนยูนนานมายาวนาน และในปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจสำคัญภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน

ถอดรหัสเอกลักษณ์ความแตกต่างของอาหารยูนนานที่ไม่เหมือนใคร

อาหารยูนนานมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากอาหารจีนภาคอื่นๆ อย่างชัดเจน คุณนิธิพงษ์อธิบายว่า “อาหารยูนนานมีรสชาติที่กลมกล่อมแต่ชัดเจน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น การใช้สมุนไพรจีน การหมักดอง และกลิ่นหอมของพริกแห้งหรือผักพื้นบ้านที่หาได้จากแถบยูนนาน”

เมนูเด็ดที่เป็นตัวแทนของร้าน คือ “ขาหมูน้ำแดงยูนนาน” ซึ่งคุณนิธิพงษ์อธิบายกรรมวิธีการทำด้วยความภาคภูมิใจว่า “เมนูนี้สะท้อนรากวัฒนธรรมการกินของชาวจีนยูนนานได้อย่างลึกซึ้ง เราใช้เวลาตุ๋นนานหลายชั่วโมงจนหนังและเนื้อเปื่อยนุ่ม รสชาติกลมกล่อม หอมสมุนไพร และเสิร์ฟพร้อมหมั่นโถวนึ่ง อร่อยกลมกล่อมมากครับ”

ในด้านการคัดเลือกวัตถุดิบ ภัตตาคารยูนนานนำเสนอแนวทางการผสมผสานระหว่างความเป็นสากลกับการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น “เรานำเข้าวัตถุดิบบางตัวจากจีน เช่น พริกหอม และเครื่องเทศบางชนิด แต่เราก็ผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นของเชียงรายด้วย เช่น ผักสด เนื้อสด และเครื่องเทศ เพราะเราอยากสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ด้วย”

บรรยากาศวัฒนธรรมส่งผ่านประสบการณ์จีนผ่านทุกรายละเอียด

การเข้าใจถึงความสำคัญของ “ประสบการณ์รวม” ทำให้ภัตตาคารยูนนานให้ความสำคัญกับการตกแต่งและบรรยากาศอย่างมีเอกลักษณ์ “ร้านตกแต่งสไตล์จีน โดยเน้นโทนสีแดงและทองซึ่งสื่อถึงความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองตามความเชื่อของชาวจีน เสริมด้วยประติมากรรมมังกรและหงส์ที่คุณพ่อให้ช่างท้องถิ่นปั้นด้วยมืออย่างประณีต ซึ่งอยู่คู่กับร้านมานานกว่า 35 ปี กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม”

คุณนิธิพงษ์มองว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่รสชาติอาหารเท่านั้น “ผมอยากให้ลูกค้ารู้สึกถึงรสชาติอาหารจีนแท้ๆ และการได้มาทานอาหารที่ให้ความรู้สึกเหมือนทานอยู่ที่บ้าน แล้วใช้เวลาร่วมกับครอบครัวในมื้ออาหารสุดพิเศษ รวมถึงการต้อนรับแบบเป็นกันเอง และเรื่องราวของอาหารแต่ละจานครับ”

การปรับตัวสู่ยุคใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่าทางโภชนาการ คุณนิธิพงษ์ได้พัฒนาเมนูใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว “ทางร้านจึงได้เพิ่มเมนูสุกี้ยูนนาน ซึ่งเป็นอาหารที่เน้นผัก และใช้ไก่ดำในการต้มซุป ช่วยบำรุงร่างกาย เป็นเมนูที่อยากให้สายสุขภาพได้ลองครับ”

การปรับตัวนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับการตอบสนองความต้องการใหม่ๆ

โอกาสทางธุรกิจในปีทองแห่งมิตรภาพ

ในบริบทของปี 2568 ที่ประเทศไทยและจีนกำหนดให้เป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพ” คุณนิธิพงษ์มองเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ชัดเจน “ความท้าทายหลักคือการทำให้คนรู้จักและเข้าใจอาหารจีนยูนนาน เพราะบางคนอาจไม่คุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ถ้าทำให้ดี คนจะบอกต่อกันเองครับ”

การที่รัฐบาลไทยและจีนได้ลงนาม “ข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาลราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมและการสร้างชุมชนไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน” ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน

เรื่องราวของภัตตาคารยูนนานสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการสร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “people-to-people connectivity” ที่เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของโครงการ Belt and Road Initiative

จากการศึกษาของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย กลายเป็นกลุ่มศูนย์กลางสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในพื้นที่ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative

มรดกแห่งรสชาติและแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการ

“อยากชวนทุกท่านมาเปิดใจลองอาหารยูนนานครับ หวังว่าทุกคนจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และความอบอุ่นเหมือนได้ไปประเทศจีนจริงๆ” คุณนิธิพงษ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่สะท้อนถึงความมั่นใจในอนาคตของกิจการ

เรื่องราวของภัตตาคารยูนนานไม่ใช่เพียงเรื่องราวของร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เป็นตัวอย่างของการสานต่อมรดกวัฒนธรรม การปรับตัวเผชิญวิกฤต และการเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไทย-จีนในระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ในปีที่ทั้งไทยและจีนเฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งมิตรภาพ เรื่องราวของคุณนิธิพงษ์และภัตตาคารยูนนานเป็นเครื่องยืนยันว่า ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากการเจรจาระดับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในระดับชุมชน ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องนานหลายทศวรรษ

17 กุมภาพันธ์ 2568 หลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะ ประเทศจีน เข้ามาที่ภัตตาคารยูนนาน เชียงราย

ข้อมูลติดต่อ:

  • ภัตตาคารยูนนาน
    นิธิพงษ์ เสรีวิชยสวัสดิ์
    211/6 ถ.แควหวาย ต.รอบเวียง
    อ.เมือง จ.เชียงราย 57000
    โทร. 086-429-7949 , 053-713-263, 053-714-992

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Yunnan Restaurant ภัตตาคารยูนนาน
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย กระทรวงมหาดไทย
  • กรมการจีนโพ้นทะเล กระทรวงการต่างประเทศ
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
  • สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
  • ศูนย์ศึกษาจีน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • สำนักข่าวสินหัว (เอเชียพลัส)
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • หอการค้าไทย-จีน
  • สมาคมผู้ประกอบการไทยเชื้อสายจีน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ZINEWICH นิทรรศการศิลปะเชียงราย ดึงอดีต สู่เรื่องเล่าใหม่ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน

เชียงราย เมืองศิลปะที่ไม่หยุดนิ่ง กับบทบาทของ “ZINEWICH” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย เชื่อมอดีต สร้างเรื่องเล่าใหม่ของเชียงราย

เชียงราย, 6 กรกฎาคม 2568 – ในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นเสี่ยงต่อการจางหาย จังหวัดเชียงรายกลับเลือกขับเคลื่อนอดีตให้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันและอนาคต ผ่านนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ZINEWICH” แอ่วของเก่า เล่าของใหม่ ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ใจกลางเมืองเชียงราย งานนี้ไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ แต่เป็น “การปักหมุด” ให้เชียงรายบนแผนที่เมืองศิลปะของไทยอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา นิทรรศการ “ZINEWICH” ได้รับเกียรติจากนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย ผู้แทนนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมในกิจกรรมท่ามกลางนักเรียน นักประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยว ศิลปิน และผู้หลงใหลศิลปะท้องถิ่นที่หลั่งไหลเข้าร่วมอย่างคึกคัก งานนี้ไม่เพียงแต่เติมสีสันให้เมืองเชียงรายในช่วงฤดูฝน แต่ยังสร้างบทสนทนาระหว่าง “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบเดิม

บ้านสิงหไคลจากเรือนเก่า สู่ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัย

บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย เป็นมากกว่าบ้านโบราณหรือพิพิธภัณฑ์ ด้วยภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้และรณรงค์เรื่องสถาปัตยกรรมกับภัยพิบัติ ที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นจุดนัดพบของกิจกรรมทางสังคมและศิลปวัฒนธรรม บ้านสิงหไคลยืนหยัดเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นและนักเรียน นักศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสผลงานศิลปะหมุนเวียนตลอดปีและเป็นจุดตั้งต้นของการสืบสานวัฒนธรรมด้วยวิธีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล

“Illus Illy” พลังใหม่ของวงการสร้างสรรค์เชียงราย

เบื้องหลังนิทรรศการ “ZINEWICH” คือกลุ่ม “Illus Illy” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของศิลปินรุ่นใหม่ในเชียงรายเมื่อปี 2565 พวกเขาเชื่อว่าศิลปะคือสะพานที่เชื่อมอดีตและอนาคต โดยไม่ผูกติดกับขนบเดิม กลุ่มนี้เคยสร้างชื่อในเทศกาลสำคัญอย่าง Chiangrai Sustainable Design Week (CRSDW) และงาน Collateral event ในมหกรรม Thailand Biennale, Chiangrai 2023 จุดยืนสำคัญของ Illus Illy คือการผลักดัน “ศิลปะที่เล่าเรื่องท้องถิ่น” ให้กลายเป็นสิ่งร่วมสมัย ผ่านงานวาด ภาพประกอบ และหนังสือทำมือขนาดเล็ก (Zine)

“ZINEWICH”หนังสือเล่มเล็กกับการเล่าเรื่องใหญ่

ไฮไลต์ของนิทรรศการนี้อยู่ที่ Zine หรือหนังสือทำมือขนาดเล็กและภาพประกอบจาก 16 นักสร้างสรรค์ ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเชียงรายในมุมมองร่วมสมัย “ZINEWICH” ไม่เพียงเป็นเวทีให้ศิลปินท้องถิ่นทดลองและถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเชิญชวนให้ผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชน “อ่าน” และ “สัมผัส” ประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่จับต้องได้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “อิล-ลี-ลี้ อิลัสเชียงราย แอ่วของเก่า เล่าของใหม่” ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนถึงการบูรณาการนโยบายของรัฐกับพลวัตศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่จริง

นายวิญญู ทองทัน ตัวแทน อบจ.เชียงราย กล่าวว่า “นิทรรศการนี้เป็นการผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่เรียนจากตำรา แต่ได้สัมผัสผ่านมุมมองร่วมสมัย ซึ่ง อบจ. พร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นนี้ให้ต่อเนื่อง”

ศิลปะร่วมสมัยพลังขับเคลื่อนเมืองและผู้คน

ความสำคัญของ “ZINEWICH” ไม่ได้อยู่แค่ในตัวผลงานศิลปะ แต่ยังอยู่ที่การขยายพื้นที่ศิลปะในสังคมเชียงราย ศิลปินและนักเรียนที่เข้าร่วม ได้เรียนรู้การสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเล่าเรื่องอดีตให้คนรุ่นใหม่สนใจ

การใช้ Zine เป็นสื่อกลางในครั้งนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างประวัติศาสตร์กับผู้ชม ศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับนักเรียนหรือประชาชนอีกต่อไป นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมฟรี กลางเมืองเชียงราย ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยว นักเรียน และชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลดีต่อการสร้างเมืองศิลปะและท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ผลลัพธ์และความยั่งยืนศิลปะกับการพัฒนาเมืองเชียงราย

นิทรรศการ “ZINEWICH” เป็นตัวอย่างของการนำอดีตมาหลอมรวมกับปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายมากกว่าการโชว์ผลงาน นั่นคือการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้เยาวชนเชียงรายตระหนักถึงรากเหง้าของตนเอง พร้อมเปิดกว้างรับความคิดใหม่ๆ จากศิลปะร่วมสมัย เชียงรายในวันนี้กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านของการเป็น “เมืองศิลปะ” ที่เชื่อมโยงรากวัฒนธรรมกับโลกสมัยใหม่

นิทรรศการ “ZINEWICH” แอ่วของเก่า เล่าของใหม่ จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย เปิดให้ชมฟรี (เว้นวันจันทร์) 10.00-16.00 น.

ข้อคิดและคำถามถึงสังคม

“คุณคิดว่าการนำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านศิลปะที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่สนใจรากเหง้าของตนเองได้หรือไม่ และเชียงรายจะก้าวเป็นเมืองศิลปะอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • กลุ่ม Illus Illy
  • กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงราย 2568 สู้ภัยน้ำ-ฝน บททดสอบรับมือโลกเดือด

สถานการณ์น้ำและการจัดการภัยพิบัติเชียงราย ปี 2568 ภัยฝน-ภัยน้ำ กับบททดสอบความพร้อม

เชียงราย, 7 กรกฎาคม 2568 – หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย) รายงานความคืบหน้าในการช่วยเหลือประชาชนและบทเรียนสู่การยกระดับการจัดการทรัพยากรน้ำและภัยพิบัติ ในปีที่ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและคุณภาพน้ำกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทั้งภาครัฐและชุมชน

พายุฝนถล่ม – ผลกระทบพื้นที่และการช่วยเหลือ

ในช่วงค่ำวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 พื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย แม่ฟ้าหลวง เวียงชัย พาน เทิง พญาเม็งราย แม่จัน และแม่ลาว เผชิญฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ส่งผลให้ในหลายจุด โดยเฉพาะบ้านด้ายหนองหล่ม ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย เกิดเหตุเสาไฟฟ้าโค่นล้มถึง 3 ต้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเร่งซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องเพื่อคืนระบบไฟฟ้าโดยเร็ว

ขณะที่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย มีน้ำท่วมขังหลายจุด อาทิ ห้าแยกพ่อขุน ชุมชนศรีทรายมูล ชุมชนสันป่าก๊อ ชุมชนสันคอกช้าง และชุมชนบ้านใหม่ เทศบาลระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรช่วยระบายน้ำ คาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ทั้งนี้ ปภ.จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมเครื่องมือและกำลังพลตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ทุกเวลา

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศฝนปีนี้ไม่เหมือนเดิม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจากอิทธิพลโลกร้อนส่งผลให้รูปแบบและปริมาณฝนในเชียงรายปี 2568 แตกต่างจากอดีต กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าเดือนกรกฎาคมจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางช่วง สร้างความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและริมฝั่งแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกกและแม่น้ำโขง

ตารางสรุปปริมาณฝนและแนวโน้มอากาศ (เมษายน-กรกฎาคม 2568)

เดือน

ปริมาณฝน (มม.)

วันฝนตก (วัน)

อุณหภูมิสูงสุด (°C)

หมายเหตุ

พฤษภาคม

180-230

13-15

34-36

ฝนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

มิถุนายน

130-170

16-19

33-35

เริ่มฝนตกชุก ร้อยละ 40-60

กรกฎาคม

(เฉลี่ย 191.4)*

60-80% ของพื้นที่

29-34

ฝนตกหนัก-หนักมากบางแห่ง

*ข้อมูลค่าเฉลี่ยย้อนหลัง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัดสำหรับปีนี้

โครงสร้างภูมิประเทศ – จุดแข็ง จุดเปราะบาง

จังหวัดเชียงรายมีภูมิประเทศที่ซับซ้อน ทั้งพื้นที่ราบ (60%) ริมลุ่มแม่น้ำกก อิง สาย จัน ลาว และแม่น้ำโขง และภูเขาสูง (37%) ที่เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ อ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนแม่สรวย (ความจุ 73 ล้าน ลบ.ม.) มีน้ำต้นทุนเกือบเต็มความจุในต้นปี 2568 ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งสำหรับรองรับภัยแล้งและการเพาะปลูกฤดูฝน แต่โครงสร้างแบบนี้เองที่ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเปราะบางต่ออุทกภัยเมื่อต้องรับมือกับฝนตกหนักในระยะเวลาสั้นๆ

คุณภาพน้ำปัญหาซ้อนปัญหาบนวิกฤตภัยธรรมชาติ

แม่น้ำกก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาย พบปัญหาปลามีตุ่มผิดปกติจากสารเคมีปนเปื้อนและโลหะหนัก หน่วยงานรัฐบางแห่งยืนยันว่ายังใช้น้ำได้เพื่อเกษตรกรรม แต่ยังมีการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกในบางพื้นที่ ขณะที่เกษตรกรและชุมชนเรียกร้องให้จัดหาแหล่งน้ำทางเลือกและเน้นการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนจากอดีตเชียงรายในวังวนอุทกภัย-ภัยแล้ง

ปี 2567 เชียงรายประสบอุทกภัยใหญ่ช่วงเดือนกันยายน ฝนตกหนักเกิน 200 มม. ทำให้น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ส่งผลให้ 56,469 ครัวเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 18,587 ไร่ ได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิต 14 ราย ขณะที่ปี 2566 ก็มีน้ำท่วมซ้ำจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน “ยางิ” เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำความเปราะบางของจังหวัดและแนวโน้มความถี่ของสภาพอากาศสุดขั้วที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบโลกร้อน

มาตรการจัดการน้ำและภัยพิบัติความพร้อมและข้อจำกัด

  • กรอบยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการน้ำ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ขับเคลื่อน 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 ร่วมกับกรมชลประทานและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เน้นติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมเครื่องมือช่วยเหลือ ปรับแผนการจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ และตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในช่วงฉุกเฉิน

ระดับจังหวัด มีแผนปฏิบัติการภัยพิบัติ 4 ระยะ ได้แก่ การป้องกันและลดผลกระทบ, การเตรียมความพร้อม, การจัดการในภาวะฉุกเฉิน และการฟื้นฟู ซึ่งทุกระยะต้องการความร่วมมือและทรัพยากรที่พร้อมรับสถานการณ์เฉพาะหน้า

งบประมาณและการพัฒนาแหล่งน้ำ

ปี 2568 มีการจัดสรรงบประมาณพัฒนาแหล่งน้ำรวมกว่า 10,000 ล้านบาทในระดับชาติ เพื่อปรับปรุงระบบน้ำดิบ เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย โดยเชียงรายได้รับงบฯ เร่งด่วน 111 ล้านบาท สำหรับโครงการฟื้นฟูใน อ.พาน แต่การเบิกจ่าย-เยียวยา ยังมีความล่าช้า และต้องการโมเดลบริหารจัดการที่คล่องตัวกว่านี้

ผลกระทบและความท้าทายปี 2568 วิเคราะห์สถานการณ์และความพร้อม

  • ผลกระทบต่อการเกษตรและชุมชน

น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำสูง แต่เกษตรกรต้องเผชิญโจทย์ใหม่ คือคุณภาพน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต-ประมงน้ำจืด และความปลอดภัยผู้บริโภค ภัยน้ำท่วมยังคงเป็นปัญหาในพื้นที่ลุ่มต่ำ และอาจเกิดซ้ำหากฝนตกหนักติดต่อกันในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

  • ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและสังคมเมือง

ฝนหนักสร้างความเสียหายต่อถนน สะพาน ระบบประปาและสาธารณูปโภค เมืองเชียงรายต้องเน้นเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำและการสื่อสารแจ้งเตือนล่วงหน้า พร้อมวางระบบขนส่งและอพยพที่พร้อมรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

  • คุณภาพน้ำ เงื่อนไขความมั่นคงใหม่

การสื่อสารข้อมูลคุณภาพน้ำต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในชุมชนริมน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม หากขาดการแจ้งเตือนที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเสียหายทางสุขภาพและเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัว

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมุ่งสู่การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

  1. พัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยแบบเรียลไทม์ โดยติดตั้งโทรมาตรวัดระดับน้ำทั้งในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ให้ข้อมูลล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือกับน้ำท่วมฉับพลันและน้ำหลาก
  2. ยกระดับการสื่อสารและสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแบบบูรณาการ ที่รายงานทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำ พร้อมคู่มือและคำแนะนำต่อชุมชน
  3. ส่งเสริมธรรมาภิบาลน้ำที่ปรับตัวได้ กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทบริหารจัดการน้ำและงบประมาณเฉพาะหน้า
  4. เร่งรัดการจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟู และพัฒนาโครงสร้างน้ำและภัยพิบัติอย่างทันท่วงที
  5. ขยายความร่วมมือข้ามหน่วยงานและประเทศ โดยเฉพาะระบบเตือนภัยข้ามแดนเมียนมา-ไทย สำหรับลุ่มน้ำกกและโขง
เชียงรายบนเส้นทางบริหารจัดการน้ำในยุคใหม่

จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญบททดสอบใหม่ในการบริหารจัดการน้ำในสภาวะอากาศสุดขั้วและคุณภาพน้ำที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แม้จะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่การขาดงบประมาณและระบบข้อมูลที่ทันสมัยคืออุปสรรคสำคัญ การยกระดับระบบแจ้งเตือน การสื่อสาร และการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแบบอ่อน” ร่วมกับการบูรณาการแผนรับมือภัยพิบัติข้ามภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงน้ำอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อชุมชนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จ.เชียงราย)
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • กรมชลประทาน
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • ศูนย์ข่าวภัยพิบัติและงานวิจัยภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เยาวชนไทยในสหรัฐฯ คืนถิ่นสานวัฒนธรรม

โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14 สานสายใยวัฒนธรรม สร้างรากเหง้าในหัวใจลูกหลานไทยโพ้นทะเล

เชียงราย, 5 กรกฎาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่คณะโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14 หรือ Thai American Youth Heritage Program 2024 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2568 โดยมีเยาวชนไทยและผู้ปกครองที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับสู่ประเทศไทย เพื่อทัศนศึกษา ศึกษาวัฒนธรรม และทำกิจกรรมจิตอาสาบนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ

การเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจและการต้อนรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ วัดวาอาราม ชุมชน และสถานศึกษา โดยคณะเยาวชนได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลากหลาย อาทิ วัดห้วยปลากั้ง วัดพระธาตุผาเงา พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย และโรงเรียนในอำเภอแม่จัน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตไทยจากหลายมิติ

ต้นกำเนิดโครงการจากวัดไทยในลอสแอนเจลิส สู่การคืนถิ่นแห่งศรัทธา

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เกิดขึ้นจากความพยายามของชาวไทยในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการสืบทอดรากวัฒนธรรมไทยสู่รุ่นลูกหลานที่เกิดในต่างแดน โดยริเริ่ม “โครงการวัฒนธรรมไทยคืนถิ่น” ครั้งแรกในปี พ.ศ.2533 ด้วยการนำนักเรียนจากโรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยลอสแอนเจลิส มาเปิดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศไทย และได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวไทย

จากจุดเล็ก ๆ ในวัดไทยแห่งหนึ่ง โครงการนี้ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จัดขึ้นทุก 2 ปี ด้วยความร่วมมือจากชุมชนไทยในรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นโครงการระดับชาติที่มีความสำคัญทั้งในด้านการสืบสานวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตแบบประชาชนสู่ประชาชน

ผู้บริหารโครงการ: แรงใจและความทุ่มเทเพื่อ “รากไทย” ในใจเยาวชน

สำหรับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งที่ 14 นี้ คณะโครงการประกอบด้วยบุคคลสำคัญ ได้แก่

  • นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานโครงการ
  • นายชนะ เมี้ยนเจริญ กงสุล สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส
  • นายสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานฝ่ายสหรัฐอเมริกา
  • นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขานุการโครงการ

โดยมีเป้าหมายในการให้เยาวชนเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก รวมถึงสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความเป็นไทย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสามารถนำความรู้กลับไปเผยแพร่ต่อในชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา

กิจกรรมบนแผ่นดินแม่สัมผัสรากเหง้า บำเพ็ญประโยชน์ด้วยหัวใจ

หนึ่งในกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของการมาเยือนจังหวัดเชียงราย คือการเข้าเยี่ยมชมวัดห้วยปลากั้งและวัดพระธาตุผาเงา ซึ่งเยาวชนได้มีโอกาสสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศึกษาศิลปกรรมล้านนา และแลกเปลี่ยนความรู้กับพระสงฆ์ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนในอำเภอแม่จัน เรียนรู้วิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำบทเรียนกลับไปถ่ายทอดยังชุมชนของตนในต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย หรือบ้านของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สร้างความประทับใจให้เยาวชน โดยเฉพาะในแง่ของการนำเสนอความเป็นไทยผ่านมุมมองของศิลปะร่วมสมัย

จากรุ่นสู่รุ่นโครงการแห่งความต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ถูกยกระดับเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญระดับชาติหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ.2547 ซึ่งจัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในวาระพระชนมพรรษา 6 รอบ และในปี พ.ศ.2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี

แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โครงการจะต้องเว้นช่วงไป แต่ในปี พ.ศ.2566 และปีนี้ (พ.ศ.2568) โครงการได้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ด้วยรูปแบบที่เข้มข้นและหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและวิถีชีวิตของเยาวชนยุคใหม่

วิเคราะห์ผลลัพธ์ สายสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ผ่านพลังเยาวชน

โครงการนี้มิได้เป็นเพียงแค่การเดินทางมาเยือนบ้านเกิดของบรรพบุรุษเท่านั้น หากแต่เป็นการ “ลงทุนระยะยาว” เพื่อสร้างเครือข่ายคนไทยในต่างแดนที่มีความผูกพันกับประเทศไทย รู้จักรากเหง้าของตน และพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม — ไทยและอเมริกัน — ในอนาคต

นอกจากนี้ ยังถือเป็นแนวทางหนึ่งของ “Soft Power” ที่มีผลจริงในระดับปัจเจก ผ่านความผูกพันทางอารมณ์และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ซึ่งในระยะยาว จะส่งผลต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการต่างประเทศ: www.mfa.go.th
  • คณะกรรมการโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส
  • ข้อมูลพื้นฐานจาก วัดไทยนครลอสแอนเจลิส
    (เรียบเรียงโดยทีมข่าว นครเชียงรายนิวส์)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัด Open House ทหารใหม่

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ Open House” เชื่อมสายใยครอบครัว – ทหาร – สังคม เสริมศักยภาพกองทัพแห่งอนาคต

เชียงราย, 5 กรกฎาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จังหวัดเชียงราย เปิดบ้านต้อนรับครอบครัวทหารใหม่ในกิจกรรม “เปิดบ้านทหารใหม่ Open House” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ณ สนามฝึกหน้ากองร้อย มทบ.37 โดยมี พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการ มทบ.37 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมเป็นเจ้าภาพ ถ่ายทอดความอบอุ่น ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวในเส้นทางของชายชาติทหาร

 

เปิดบ้านครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธี แต่คือการ “สื่อสารใจ” ระหว่างครอบครัวกับกองทัพ

ภายใต้แนวนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มุ่งให้กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชนและยึดโยงกับสังคม “กิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่” จึงไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือพื้นที่ที่เปิดให้ครอบครัวของทหารใหม่ ได้มาสัมผัสชีวิตและวิถีของกองทัพด้วยสายตาตนเอง

เนื่องในโอกาสวันเสร็จสิ้นการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2568 การเปิดบ้านครั้งนี้ไม่เพียงต้อนรับครอบครัวและญาติพี่น้องของทหารใหม่ แต่ยังต้อนรับประชาชนทั่วไปให้เข้ามามีส่วนร่วมกับบทบาทของกองทัพบกในสังคมผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ผสานทั้งความรู้ ความสนุก และการเรียนรู้ด้านทหารอย่างรอบด้าน

 

โชว์ศักยภาพทหารใหม่ – ผสมผสานมิติฝึกวินัยและความเป็นคน

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเริ่มจากการนำเสนอผลการฝึกของทหารใหม่ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความอดทน และระเบียบวินัย ผ่านการแสดง 3 ชุดหลัก ได้แก่

  • การยิงปืนฉับพลัน
  • การแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย
  • การร้องเพลงประสานเสียง “เพื่อผืนดินไทย”

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงของหมวดดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 37 การสาธิตยุทโธปกรณ์ การแสดงของชุด Robocop และทหารสารวัตรที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในทุกสถานการณ์

 

สานสัมพันธ์ครอบครัว – เปิดมุมมองใหม่สู่ “ชีวิตทหาร”

สิ่งที่โดดเด่นในงานนี้ คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ร่วมเยี่ยมชมหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โครงการทหารพันธุ์ดี นิทรรศการวิถีชีวิตและวิชาชีพของทหารใหม่ เช่น การซ่อมจักรยานยนต์ งานช่าง การเกษตร ตลอดจนบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบกฯ

นอกจากนี้ยังมีบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และครัวสนามที่เปิดให้ครอบครัวร่วมรับประทานอาหารกับบุตรหลานทหารใหม่ สะท้อนถึงความเอาใจใส่ในมิติด้านสุขภาพและสังคมที่กองทัพบกได้เตรียมไว้

 

ปลายทางไม่ใช่แค่การฝึกสำเร็จ แต่คือการเติบโตเป็น “พลเมืองดีของชาติ”

เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองจำนวนมากให้ความเห็นตรงกันว่า บุตรหลานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ โดยเฉพาะการมีระเบียบวินัย ความอดทน การรู้จักกตัญญู และการเสียสละเพื่อส่วนรวม

หนึ่งในผู้ปกครองกล่าวว่า “สิ่งที่ลูกชายได้จากกองทัพ ไม่ใช่แค่กล้ามแขนหรือความแข็งแรง แต่คือความเป็นผู้ใหญ่ รู้หน้าที่ รู้คุณพ่อแม่ และมองชีวิตด้วยมุมใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้น”

 

กองทัพไทยในศตวรรษที่ 21 – ทหารกับบทบาทใหม่ในสังคมประชาธิปไตย

กิจกรรม “Open House” ครั้งนี้ สะท้อนทิศทางใหม่ของกองทัพไทยที่ต้องการลดช่องว่างระหว่างหน่วยทหารกับประชาชน และเน้นการมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างเป็นระบบ ผ่านการเปิดบ้าน พัฒนาโครงการร่วมกับชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพที่ยึดโยงกับสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรม

จากงานที่ดูเหมือนเล็กในพื้นที่หนึ่งของเชียงราย กลับมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาแนวคิดกองทัพไทยให้ “รับใช้ประชาชน” อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองประชาสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 37
  • สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มทบ.37
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ หรูหรากลางขุนเขา

ลักชัวรีกลางขุนเขา” ที่คุณเอื้อมถึงได้ — เปิดประสบการณ์พักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย ลดสูงสุด 35% กับข้อเสนอ ‘Exclusive Resident Offer’ วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2568 เท่านั้น

ณ ชายแดนแห่งธรรมชาติอันเงียบสงบของประเทศไทย บริเวณ “สามเหลี่ยมทองคำ” ที่แม่น้ำโขงหลอมรวมวัฒนธรรมสามชาติ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท เชียงราย ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์สุดหรู ที่พร้อมให้คนไทยและผู้พำนักในประเทศไทย ได้พักผ่อนท่ามกลางป่าเขาอย่างมีสไตล์ ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมกิจกรรมระดับเวิลด์คลาสที่รวมอยู่ในแพคเกจ

จากรีสอร์ทบนยอดเขาที่เงียบสงบท่ามกลางป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ สู่อาณาจักรที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ — ข้อเสนอสุดพิเศษนี้ไม่ได้เพียงมอบความหรูหรา แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจในการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

 

ประสบการณ์ “เหนือระดับ” ที่ยากจะลืมเลือน

ในยุคที่การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการสร้างประสบการณ์ชีวิตที่มีความหมาย อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย จึงได้เปิดตัวแพคเกจ “Exclusive Resident Offer” สำหรับผู้พำนักในประเทศไทยโดยเฉพาะ ให้คุณสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกได้ในราคาสุดคุ้ม พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 35% สำหรับห้องพักทุกประเภท

แพคเกจนี้ประกอบด้วย:

  • แพคเกจ 3 วัน 2 คืน เริ่มต้นที่ 60,000++ บาท พร้อมรับสิทธิ์เลือก 1 กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟฟรี
    • Canopy Dining — รับประทานอาหารเหนือทิวเขา บนกระเช้าลอยฟ้า พร้อมวิวแม่น้ำโขงและชายแดน 3 ประเทศ
    • Sky Bike Adventure — ปั่นจักรยานบนสายสลิงท่ามกลางแมกไม้ สัมผัสความสูง 40 เมตรเหนือพื้นดิน
  • แพคเกจ 4 วัน 3 คืน เริ่มต้นที่ 90,000++ บาท รับสิทธิ์พักฟรี 1 คืนที่ Jungle Bubbles — โดมแก้วสุดหรูกลางป่า ให้คุณนอนมองดาว เคียงข้างโขลงช้าง พร้อมเลือกกิจกรรมพิเศษเพิ่มอีก 1 รายการ

ราคาดังกล่าวรวมสิทธิพิเศษ เช่น อาหารเช้า อาหารเย็น และบริการต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกราวกับเป็นแขกวีไอพีตลอดระยะเวลาการเข้าพัก

ท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมหัวใจของการอนุรักษ์

สิ่งที่ทำให้อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แตกต่างจากรีสอร์ททั่วไป ไม่ได้อยู่แค่ในงานบริการระดับห้าดาว แต่คือการที่รีสอร์ทแห่งนี้ผสานแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไว้ในทุกมิติ — โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับ “ช้าง”

รีสอร์ทแห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์อนุรักษ์ช้างเอเชีย ที่มุ่งเน้นให้ช้างอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข และปราศจากการทารุณกรรม นักท่องเที่ยวสามารถร่วมกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ เรียนรู้พฤติกรรมของช้างอย่างใกล้ชิด และสัมผัสถึงความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ที่ลึกซึ้งเกินคำบรรยาย

การได้เข้าพักที่นี่จึงไม่ได้เป็นเพียงการซื้อประสบการณ์ แต่ยังเป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แรงบันดาลใจจากใจกลาง “สามเหลี่ยมทองคำ”

บริเวณสามเหลี่ยมทองคำมีทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ที่น่าทึ่ง หลายคนอาจรู้จักในฐานะอดีตแหล่งค้าฝิ่น แต่วันนี้พื้นที่แห่งนี้กลับกลายเป็น “จุดเชื่อมโยงใหม่” ของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของภาคเหนือที่มากกว่าแค่ความสวยงามของธรรมชาติ

รีสอร์ทอนันตราสามเหลี่ยมทองคำ ได้รับรางวัลระดับนานาชาติทั้งในด้านความหรูหรา ความยั่งยืน และการให้บริการ เช่น

  • รางวัล World Travel Awards: Asia’s Leading Luxury Lodge
  • การรับรองจาก Travelife Gold Certification ด้านความยั่งยืน
  • การรับรองจาก Elephant Welfare Association ด้านสวัสดิภาพสัตว์

ทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์อนันตราในการเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งคุณค่า” ที่ทั้งยั่งยืนและน่าจดจำ

จองก่อน คุ้มก่อน – โอกาสพักผ่อนที่ดีที่สุดของปี

โปรโมชั่น “Exclusive Resident Offer” นี้เปิดให้จองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำหรับการเข้าพักระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ตุลาคม 2568 เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองโดยตรงได้ที่โทร. 053-784-084 หรือ  เว็บไซต์ www.anantara.com/th/golden-triangle-chiang-rai

สรุป: หากคุณมองหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ใช่แค่การ “พัก” แต่คือการ “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติ ชุมชน และตัวตนของคุณเอง — อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปีนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Anantara Golden Triangle Official Website: Exclusive Residents Offer
  • Thailand Travel News: “Luxury in the Wild: Why Anantara Golden Triangle Redefines Eco-Luxury”, 2024
  • Travelife Sustainability Certification Directory
  • Elephant Welfare Association Accreditation (EWA), 2023
    (จัดทำโดยทีมข่าว นครเชียงรายนิวส์)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News