Categories
FEATURED NEWS

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชน

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชนและเครือข่ายท่องเที่ยวรายวัน

กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2569 – เมืองไทยในวันหยุดยาวกำลังถูกเล่าใหม่ผ่านสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเริ่มวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เลือกเปิดเกมส่งเสริมการเดินทางด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากภาพจำของการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวแบบเดิม แทนที่จะสื่อสารผ่านเวทีท่องเที่ยวขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ครั้งนี้ ททท. ขยับเรื่องการเดินทางให้มาอยู่ในพื้นที่ใกล้ตัวของผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี เพื่อชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวมองเห็นว่า การออกเดินทางอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่จุดที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำดื่ม แอปพลิเคชัน หรือร้านสะดวกซื้อในชุมชน

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ในโครงการที่ใช้ชื่อว่า “ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น” ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้ภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ปรากฏบนฉลากขวดน้ำดื่ม 7Select ทั้งประเภทน้ำดื่มและน้ำแร่ธรรมชาติ พร้อมเปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลดภาพ E-Wallpaper และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางตามรอยสถานที่จริงในช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2569

ตัวเลข 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคอาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเชิงแคมเปญ แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้น มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของการตลาดการท่องเที่ยวไทยที่พยายามนำแหล่งท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิม แล้วพาไปอยู่ในสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคพบเห็นได้ทุกวัน นี่ไม่ใช่เพียงการโฆษณาแหล่งเที่ยว แต่เป็นการย้าย “แรงบันดาลใจในการเดินทาง” ไปอยู่บนจุดสัมผัสที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

จากแผ่นพับสู่ขวดน้ำ จากบูธท่องเที่ยวสู่แอปในมือถือ

หากย้อนกลับไปในอดีต การชวนเที่ยวไทยมักเริ่มจากโบรชัวร์ บทความท่องเที่ยว โฆษณาทางโทรทัศน์ หรือมหกรรมท่องเที่ยวตามศูนย์ประชุม แต่ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2569 คือการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ต้องการให้การรับรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จริงและพฤติกรรมจริงของผู้คน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับซีพี ออลล์ในครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเสน่ห์ของไทย ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผ่านช่องทางสินค้าและบริการของเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งขวดน้ำดื่ม 7Select และแอปพลิเคชัน 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่

คำอธิบายดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะชี้ให้เห็นว่า ททท. ไม่ได้มองการท่องเที่ยวในฐานะเรื่องของปลายทางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองตลอดเส้นทางตั้งแต่แรงจูงใจ การรับรู้ การค้นหาข้อมูล ไปจนถึงประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเมื่ออยู่ในพื้นที่จริง ยิ่งในยุคที่การตัดสินใจเดินทางจำนวนมากเริ่มต้นจากการเห็นภาพ การสแกนคิวอาร์โค้ด หรือการค้นหาข้อมูลในมือถือ การพาแหล่งท่องเที่ยวไปอยู่บนบรรจุภัณฑ์และแอปพลิเคชันจึงเป็นการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคร่วมสมัยมากขึ้นอย่างชัดเจน

ในทางปฏิบัติ แคมเปญนี้ยังสะท้อนการใช้เครือข่ายค้าปลีกเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจ เพราะในมุมหนึ่ง ร้านสะดวกซื้อไม่ใช่เพียงที่แวะซื้อของระหว่างทาง แต่กำลังถูกจัดวางให้เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อข้อมูล บริการ และความรู้สึกปลอดภัยของผู้เดินทางด้วย

เครือข่าย 15,000 สาขากับบทบาทใหม่ในฐานะจุดพยุงการเดินทาง

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวชัดว่า ความพร้อมของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ อยู่บนฐานของเครือข่ายร้านกว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกพื้นที่และทุกชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจุดหมายปลายทางจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด

น้ำหนักของตัวเลข 15,000 สาขาไม่ได้อยู่แค่ความครอบคลุมเชิงธุรกิจ แต่สะท้อนว่าร้านสะดวกซื้อกำลังมีบทบาทคล้ายโครงข่ายสนับสนุนการเดินทางในระดับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น ร้านที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง มีสินค้าจำเป็น มีอาหารพร้อมรับประทาน มีพนักงาน และมีราคามาตรฐาน กลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยลดความกังวลของผู้เดินทางได้จริงในเชิงปฏิบัติ

ในคำอธิบายของซีพี ออลล์ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นไม่ได้ถูกวางเพียงเป็นผู้ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างความอุ่นใจให้กับผู้เดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจไม่คุ้นกับบริบทท้องถิ่น การมีมาตรฐานเดียวกันในสินค้าและบริการ การเข้าถึงได้ตลอดเวลา และการมีจุดบริการกระจายทั่วประเทศ ทำให้ร้านเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำใหม่ของการต้อนรับแบบไทยร่วมสมัย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ททท. เชื่อมโครงการนี้เข้ากับแนวคิด Trusted Thailand ซึ่งมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายในระดับนานาชาติ

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของการผสานท่องเที่ยวกับศิลปะในพื้นที่จริง

หากมองในระดับประเทศ แคมเปญนี้กระจายแรงบันดาลใจการเดินทางไปทั่ว 5 ภูมิภาค แต่ในระดับพื้นที่ เชียงรายถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างเด่นของการต่อยอดแนวคิดดังกล่าวให้จับต้องได้จริงผ่าน 7-Eleven Art Gallery ซึ่งข่าวประชาสัมพันธ์ของ ททท. ระบุชัดว่าจังหวัดเชียงรายมีจุดเช็กอินจากความร่วมมือ 7-Eleven X ขัวศิลปะ อยู่ที่สาขาหอนาฬิกา และสาขาชุมชนห้วยปลากั้ง

สิ่งที่ทำให้สองสาขานี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่แค่การทาสีผนังร้านให้ดูสะดุดตา แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกประจำวันให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองผ่านภาษาศิลปะ โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในพื้นที่ระบุว่า ผลงานที่สาขาหอนาฬิกา 2 ใช้ชื่อ The Magical Land ผลงานปี 2024 ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมของเชียงราย ส่วนสาขาชุมชนห้วยปลากั้งใช้ชื่อ The Wonderland ผลงานปี 2025 โดยมี “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ควบคู่กับดอกโบตั๋นที่สื่อถึงความมั่งคั่ง ความซื่อสัตย์ และเกียรติยศ ทั้งสองผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินเชียงราย พุทธรักษ์ ดาษดา

จุดนี้ทำให้เชียงรายมีบทบาทมากกว่าการเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกกล่าวถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ แต่กลายเป็นกรณีศึกษาของการใช้ศิลปะท้องถิ่นมาผสานกับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างจุดหมายย่อยในเมือง ที่ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ศิลปะบนผนังร้านสะดวกซื้อกำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่าเช็กอิน

เดิมทีคำว่าเช็กอินอาจหมายถึงการเดินทางไปยังวัดดัง ร้านกาแฟวิวสวย หรือแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงระดับจังหวัด แต่ในกรณีของเชียงราย แนวคิด 7-Eleven Art Gallery ทำให้คำว่าเช็กอินขยับมาสู่พื้นที่ธรรมดาในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนร้านสะดวกซื้อให้กลายเป็นสถานที่ที่คนอยากแวะเพื่อมอง อ่าน และถ่ายภาพ

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงความสวยงามของงานศิลป์ แต่ยังขยับพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะย่อย ๆ ในเมืองให้มีความหมายมากขึ้น ร้านที่เคยเป็นเพียงจุดซื้อของ กลายเป็นจุดที่สะท้อนเรื่องเล่าของเมือง ความเชื่อของชุมชน และตัวตนทางวัฒนธรรมของเชียงรายในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

ในแง่นี้ ศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นของประดับร้านเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูบานเล็ก” ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับเมือง และนั่นมีความหมายอย่างมากกับจังหวัดอย่างเชียงรายที่พยายามยืนยันสถานะของตนเองในฐานะเมืองศิลปะ เมืองวัฒนธรรม และเมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง

การเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของทิศทางท่องเที่ยวไทยยุคใหม่

การที่เชียงรายมี 7-Eleven Art Gallery ในความร่วมมือระดับประเทศระหว่าง ททท. และซีพี ออลล์ สะท้อนอย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือเชียงรายยังคงมีน้ำหนักในฐานะจังหวัดที่มีทุนทางวัฒนธรรมสูงและสามารถต่อยอดเรื่องเล่าท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยได้ ประเด็นที่สอง คือการท่องเที่ยวไทยในระยะนี้กำลังพยายามเชื่อมโลกของการเดินทางเข้ากับโลกของการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่แยกสองโลกนี้ออกจากกันเหมือนในอดีต

ถ้าจะมองให้ชัดขึ้น แคมเปญนี้ไม่ได้ขายเพียง “สถานที่” แต่ขาย “ความรู้สึกว่าการเที่ยวไทยเริ่มได้ทันที” และเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แนวคิดนี้เห็นภาพที่สุด เพราะในเมืองเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการเดินชมศิลปะบนหน้าร้านใจกลางเมือง แล้วต่อเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว วัด ศิลปะร่วมสมัย ร้านอาหาร หรือชุมชนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องรอพิธีการอะไรซับซ้อน

นี่คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่เบาขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนหยุดมองก่อนตัดสินใจเดินทางต่อ

ททท. และซีพี ออลล์กำลังส่งสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไม่ควรแยกออกจากเศรษฐกิจฐานราก

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการที่นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กล่าวถึงบทบาทของเซเว่น อีเลฟเว่นในการเป็นพื้นที่รวมของฝากและสินค้าท้องถิ่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้า OTOP จากชุมชนเข้ามาจำหน่ายเพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ชุมชน

แม้ข้อความนี้จะปรากฏในเชิงนโยบายและภาพรวม แต่ก็สะท้อนสาระสำคัญว่า ความร่วมมือด้านท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้มองเป้าหมายเพียงการพาคนออกเดินทางเท่านั้น หากยังต้องการให้การเดินทางเชื่อมกับเศรษฐกิจรายย่อยในระดับพื้นที่ด้วย ยิ่งในช่วงที่หลายจังหวัดพยายามหาวิธีทำให้การท่องเที่ยวมีผลต่อรายได้ในชุมชนอย่างแท้จริง การใช้เครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นช่องทางกระจายสินค้าและเรื่องเล่าของท้องถิ่นจึงเป็นประเด็นที่ควรจับตา

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น งานศิลป์ งานหัตถกรรม และทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมาก หากสามารถผูกสิ่งเหล่านี้เข้ากับเส้นทางการท่องเที่ยวและจุดสัมผัสใกล้ตัวได้อย่างมีระบบ โอกาสที่รายได้จะหมุนกลับสู่พื้นที่ก็ย่อมมีมากขึ้น

สงกรานต์ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ฤดูท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบของการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่

การที่ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ออกมาในช่วงปลายเดือนมีนาคม ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเป็นจังหวะก่อนเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเดินทางสำคัญของประเทศ ทั้ง ททท. และซีพี ออลล์ ต่างชี้ตรงกันว่าเทศกาลนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจะออกเดินทางหนาแน่น และเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นให้คนเลือกเที่ยวไทยมากขึ้น

สิ่งที่น่าจับตาคือ ความสำเร็จของแคมเปญนี้จะไม่ได้วัดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากการที่ผู้คนตอบสนองต่อแนวคิด “เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้” มากน้อยเพียงใด หากผู้บริโภคเริ่มมองขวดน้ำที่ซื้ออยู่ทุกวันเป็นประตูสู่การค้นพบสถานที่ใหม่ หากแอปพลิเคชันกลายเป็นเครื่องมือพาออกเดินทางจริง และหากร้านสะดวกซื้อบางสาขากลายเป็นจุดเช็กอินที่คนอยากแวะเพราะมีเรื่องราวของชุมชนซ่อนอยู่ แปลว่ากลยุทธ์ครั้งนี้ได้ขยับการท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิมสำเร็จระดับหนึ่ง

เชียงรายในสมการใหม่นี้อาจได้มากกว่าการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม

สำหรับเชียงราย ผลสะเทือนจากความร่วมมือครั้งนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีร้านสวยขึ้น 2 สาขา หรือถูกพูดถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ระดับประเทศ แต่มีโอกาสต่อยอดไปสู่การตอกย้ำบทบาทของจังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเมื่อจุดเช็กอินใหม่อยู่ในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแหล่งใหญ่หรือกิจกรรมใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนให้หยุด แล้วค่อยพาไปสู่เส้นทางอื่นในเมืองได้ นี่คือพลังของการออกแบบประสบการณ์ระดับจุลภาค ที่อาจดูเล็กในสายตาคนภายนอก แต่มีผลต่อการรับรู้เมืองอย่างมากในยุคโซเชียลและภาพถ่าย

เมื่อประกอบกับทุนเดิมของเชียงรายที่มีทั้งงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรี ชุมชนวัฒนธรรม และภูมิทัศน์เมืองที่มีเอกลักษณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้ามาของ 7-Eleven Art Gallery ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นอีกชั้นหนึ่งของการขยายพื้นที่ศิลปะให้กระจายเข้าไปในชีวิตจริงของผู้คนมากขึ้น

ปลายทางของความร่วมมือครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่ยอดขายหรือยอดสแกนเพียงอย่างเดียว

หากมองอย่างเป็นกลาง โครงการนี้ย่อมมีมิติทางธุรกิจประกอบอยู่ชัดเจน ทั้งในด้านการใช้เครือข่ายร้านค้า การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และการกระตุ้นการใช้แอปพลิเคชัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เปิดคำถามเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวไทยด้วยว่า เราจะทำอย่างไรให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เป็นเพียงการบอกให้คนไปเที่ยว แต่ทำให้การเดินทางรู้สึกง่าย ปลอดภัย เข้าถึงได้ และมีจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวมากพอจนคนอยากออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย คำตอบบางส่วนอาจเริ่มเห็นแล้วผ่านงานศิลปะบนผนังร้าน ผ่านชื่อผลงาน The Magical Land และ The Wonderland ผ่านตำนานแมงสี่หูห้าตา ผ่านสีที่เชื่อมโยงชุมชนกับร้านสะดวกซื้อ และผ่านการที่พื้นที่ธรรมดาในเมืองถูกตีความใหม่จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำ

ท้ายที่สุด เมื่อการเดินทางถูกเชื่อมเข้ากับศิลปะ วิถีชีวิต บริการรายวัน และเครือข่ายชุมชนอย่างแนบเนียนมากขึ้น การท่องเที่ยวก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และนั่นอาจเป็นจุดที่โครงการนี้พยายามพาไปให้ถึงมากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • 7-Eleven Art Gallery
  • พุทธรักษ์ ดาษดา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 โลกเมษายน 2569 เชียงแสนรุกปั้นสงกรานต์สามแผ่นดินรับโอกาสใหม่

เจาะลึกไทยขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 ขณะเชียงแสนเร่งปั้นสงกรานต์สามแผ่นดิน รับโอกาสใหม่ท่ามกลางโจทย์ค่าตั๋วแพงและแรงสะเทือนจากตะวันออกกลาง

เชียงราย, 17 มีนาคม 2569 — เดือนเมษายนที่ไทยได้แชมป์โลก แต่สนามจริงยังไม่ง่าย ประเทศไทยกำลังเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวเมษายนด้วยข่าวดีที่มีน้ำหนักในระดับสากล เมื่อ Big 7 Travel จัดให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกสำหรับเดือนเมษายน 2569 โดยมีเทศกาลสงกรานต์เป็นหัวใจสำคัญของการจัดอันดับครั้งนี้ อันดับดังกล่าวทำให้ไทยแซงทั้งเกียวโตในฤดูซากุระ เซบีญากับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และจุดหมายทางธรรมชาติระดับโลกอีกหลายแห่ง นี่ไม่ใช่เพียงเชิงภาพลักษณ์ หากเป็นสัญญาณว่าเทศกาลวัฒนธรรมไทยยังคงมีพลังในตลาดท่องเที่ยวโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่นักเดินทางให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” มากกว่าการเดินทางเพื่อถ่ายภาพหรือพักผ่อนแบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว

เมื่อวางคู่กับรายชื่อ World’s Greatest Places 2026 ของ TIME ภาพของไทยก็ยิ่งชัดขึ้นอีกระดับ เพราะปีนี้ประเทศไทยติดโผถึง 5 แห่ง ได้แก่ DaiDib DaiDee Farmstay ในน่าน โรงแรม Mandarin Oriental Bangkok รถไฟ Blue Jasmine พื้นที่ศิลปะ Khao Yai Art Forest และ DIB Bangkok รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้กระจุกอยู่ในหมวดเดียว แต่กระจายตั้งแต่โฮมสเตย์ชุมชน ที่พักหรู งานศิลปะ และประสบการณ์เดินทาง แปลความได้ว่า จุดแข็งของไทยในสายตาตลาดโลกไม่ใช่เพียง “ความสนุก” แต่คือความหลากหลายของประสบการณ์ที่สื่อสารได้ทั้งความเป็นท้องถิ่น ความร่วมสมัย และคุณภาพของบริการในประเทศเดียวกัน

สำหรับผู้ประกอบการไทย มีความหมายมากกว่าความภาคภูมิใจ เพราะมันเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ความจริงอีกด้านก็คือ การได้รับความสนใจระดับโลกไม่ได้แปลว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าพื้นที่อย่างอัตโนมัติ หากระบบขนส่งไม่คล่อง ราคาตั๋วเครื่องบินสูงเกินไป หรือผู้เดินทางรู้สึกว่าความคุ้มค่าลดลง ความนิยมในเชิงภาพลักษณ์ก็อาจกลายเป็นเพียงกระแสสั้น ๆ มากกว่าจะเป็นรายได้จริงของท้องถิ่น และนั่นคือเหตุผลที่การท่องเที่ยวปีนี้ต้องถูกอ่านควบคู่กับต้นทุนการเดินทางและความเสี่ยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสมอ

สงกรานต์กลับมาเป็นสินทรัพย์เชิงวัฒนธรรมระดับโลก

จุดเด่นที่ทำให้ไทยขึ้นอันดับ 1 ในการจัดอันดับเดือนเมษายน ไม่ได้อยู่ที่สภาพอากาศหรือราคาถูกอย่างเดียว แต่คือ “สงกรานต์” ในฐานะเทศกาลที่ผสมทั้งความสนุก ความเชื่อ และความหมายทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน Big 7 Travel อธิบายภาพของสงกรานต์ว่าเป็นเทศกาลปีใหม่ไทยที่ทั่วโลกรู้จักในฐานะงานเล่นน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังมีรากฐานเรื่องการชำระล้าง การเริ่มต้นใหม่ และการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้สงกรานต์มีมิติทางวัฒนธรรมลึกกว่างานเทศกาลสาดน้ำทั่วไป และนี่คือจุดที่ประเทศไทยได้เปรียบ เพราะประเทศอื่นอาจมีเทศกาลสนุก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีเทศกาลที่ทั้ง “เล่นได้” และ “เล่าเรื่องได้” ในเวทีโลกพร้อมกัน

ในเชิงนโยบาย ภาครัฐไทยเองก็รับรู้ศักยภาพนี้อย่างชัดเจน ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ว่า อินไซต์จาก Trip.com ซึ่งรวบรวมพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนทั่วโลก ยืนยันว่าไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในระดับโลก เธอมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์นักเดินทางที่แสวงหาคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

หากอ่านระหว่างบรรทัด จะเห็นว่าไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่โลกมองเราในฐานะ “แหล่งประสบการณ์” มากกว่าจุดหมายราคาประหยัดเพียงอย่างเดียว และนี่คือการเปลี่ยนฐานความได้เปรียบที่สำคัญมาก เพราะเมื่อการแข่งขันด้านราคาในตลาดท่องเที่ยวสูงขึ้น ประเทศที่ขายเพียงความถูกย่อมเปราะบางกว่าประเทศที่ขายเรื่องเล่าและประสบการณ์ได้แข็งแรงกว่า สงกรานต์จึงไม่ใช่แค่เทศกาล หากกำลังกลายเป็น soft power เชิงเศรษฐกิจที่สามารถแปลงเป็นรายได้ การพักค้างคืน การเดินทางต่อเนื่อง และการใช้จ่ายในเมืองต่าง ๆ ได้ หากท้องถิ่นออกแบบกิจกรรมให้ตอบตลาดได้ดีพอ

เชียงแสนกำลังสร้างเวทีของตัวเองในชื่อ “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน”

ท่ามกลางกระแสหลักที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่มักเป็นภาพจำของสงกรานต์ เมืองชายแดนอย่างเชียงแสนกำลังพยายามสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่ผ่านแนวคิด “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 รายละเอียดกิจกรรมที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นและช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุถึงไฮไลต์หลายจุด ทั้งเวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแข่งขันเรือพาย การคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยแสงสี และขบวนแห่สามแผ่นดินที่เชื่อมจินตภาพของไทย ลาว และเมียนมาเข้าด้วยกันในเมืองเดียว

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ แนวคิด “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงสโลแกนเพื่อโปรโมตงาน แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการฟื้นเมืองเก่าริมโขงผ่านกิจกรรมเทศกาล หากทำได้จริง เชียงแสนจะไม่ได้ขายเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ขายประสบการณ์การเดินเมืองโบราณ การชมแม่น้ำโขง การสัมผัสชายแดนสามวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่สาธารณะของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวอีกแบบคือ งานนี้มีศักยภาพจะยกระดับจาก “เทศกาลเล่นน้ำ” ไปสู่ “เทศกาลเมือง” ซึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะผู้มาเยือนมีแนวโน้มใช้เวลากับร้านค้า ชุมชน ตลาด และบริการในเมืองนานขึ้น

สำหรับเชียงราย นี่คือการทดลองครั้งสำคัญมาก เพราะหากเชียงแสนทำให้เทศกาลสงกรานต์มีมูลค่าทางการท่องเที่ยวได้จริง จังหวัดจะมีจุดขายที่ต่างจากเชียงใหม่อย่างชัดเจน เชียงใหม่มีแบรนด์เมืองใหญ่ มีสนามบิน และมีชื่อเสียงด้านเทศกาลยาวนาน แต่เชียงแสนมีสิ่งที่เชียงใหม่ไม่มี คือภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำโขง เมืองเก่าชายแดน และภาพของสามแผ่นดินซึ่งสื่อสารได้ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงภูมิภาค หากบริหารจัดการดี เมืองนี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาว่า เมืองรองสามารถใช้เทศกาลเดียวกันสร้างมูลค่าในแบบที่ไม่ต้องเดินตามรอยเมืองหลักก็ได้

อินไซต์ Trip.com บอกว่าไทยยังแข็ง แต่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเร็ว

ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสื่อธุรกิจหลายแห่งนำเสนอ มีสาระสำคัญหลายจุดที่ควรจับตา ข้อมูลจากผู้ใช้กว่า 217 ล้านคนบนแพลตฟอร์มระบุว่า ไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน โดยครองสัดส่วน 33 เปอร์เซ็นต์ในหมวด Global 100 Must-Visit Destination ของภูมิภาค ครอง 57 เปอร์เซ็นต์ในหมวดจุดหมายสำหรับครอบครัว 50 เปอร์เซ็นต์ในหมวดชายหาดและเกาะ 41 เปอร์เซ็นต์ในหมวดกิจกรรมแนะนำ และ 36 เปอร์เซ็นต์ในหมวดอาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน ยอดการจองทริปมายังไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

แต่อินไซต์ที่น่าคิดไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยเอง ซึ่งเพิ่มการจองทริปต่างประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 โดยจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามเป็นจุดหมายหลัก และที่โดดเด่นมากคือ ลาวกลายเป็นประเทศที่คนไทยจองทริปเพิ่มขึ้นถึง 5,262 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการเชื่อมต่อจากรถไฟลาว–จีนเป็นแรงหนุนสำคัญ ข้อมูลนี้บอกเราสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ คนไทยกำลังเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องที่สองคือ ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเปลี่ยนจาก “ทางผ่าน” เป็น “จุดหมาย” ในสายตาคนไทยแล้ว

สำหรับเชียงรายและเชียงแสน ตัวเลขการจองลาวที่พุ่งขึ้นขนาดนี้ควรถูกอ่านอย่างจริงจัง เพราะมันหมายความว่าเมืองชายแดนไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสและการแข่งขันในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการเป็นประตูผ่านของนักเดินทางข้ามแดน ขณะที่การแข่งขันคือหากฝั่งลาวมีจุดขายใหม่ มีโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น และเดินเกมเร็วกว่า นักท่องเที่ยวไทยอาจใช้เชียงรายเป็นเพียงทางผ่านไปยังลาว มากกว่าจะหยุดพักใช้จ่ายในเชียงรายเองนานพอ ดังนั้น การจัดงานสงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาล หากเป็นการช่วงชิง “เวลาอยู่ในพื้นที่” ของนักท่องเที่ยวจากกระแสข้ามพรมแดนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่ต้องการคุณภาพและเอกลักษณ์

อีกสัญญาณที่สำคัญจาก Trip.com คือ นักเดินทางไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดย 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ชาวไทยให้ความสำคัญกับโรงแรมที่มีธีมเฉพาะทาง และรายละเอียดที่พักที่ถูกมองหามากที่สุด ได้แก่ วิวธรรมชาติ 29.1 เปอร์เซ็นต์ โรงแรม 4 ดาวที่ผ่านการคัดสรร 27.1 เปอร์เซ็นต์ และโรงแรมระดับลักชัวรี 18.2 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนห้องพักหรือจำนวนสถานที่เที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกันที่ “คุณภาพของประสบการณ์” และ “ความรู้สึกเฉพาะตัว” ที่นักเดินทางจะได้รับจากการเดินทางแต่ละครั้ง

นี่คือจุดที่เชียงรายมีศักยภาพไม่น้อย หากมองเกมให้ถูก เพราะจังหวัดมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม เมืองเก่า ชายแดน และเรื่องเล่าที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก การจะชนะในเกมใหม่นี้จึงไม่จำเป็นต้องแข่งด้วยขนาดหรือจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งด้วยคุณภาพและความชัดเจนของภาพจำ หากเชียงแสนสามารถแปลงแนวคิดสามแผ่นดินให้กลายเป็นประสบการณ์จริงที่เดินได้ กินได้ ถ่ายภาพได้ เรียนรู้ได้ และพักค้างได้ เมืองนี้จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ดีกว่าแค่การจัดงานใหญ่แล้วปล่อยให้คนเข้ามาเล่นน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แต่พายุจากภายนอกกำลังทำให้การเดินทางแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่ความต้องการเดินทางกำลังฟื้นและไทยกำลังได้รับการมองเห็นอย่างมากจากตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการบินระยะไกล นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้หลายสายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลให้ต้นทุนเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั๋วในบางเส้นทางระยะไกลโดยเฉพาะยุโรป–ไทย ปรับขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง สทท.ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปตลอดเดือนมีนาคม ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 300,000 คน และอาจทำให้รายได้ท่องเที่ยวหายไปราว 300,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การคาดการณ์ของภาคเอกชนยังมองว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 อาจอยู่ราว 33 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน

ในแง่ดีเรื่องไทยติดอันดับโลกจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสบายใจได้ เพราะแรงหนุนด้านภาพลักษณ์อาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะจุดหมายที่ต้องพึ่งพาตลาดต่างชาติระยะไกลมากเป็นพิเศษ เมืองรองหลายแห่งจึงต้องรีบปรับกลยุทธ์ไปหาตลาดใกล้มากขึ้น เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ตามข้อเสนอของผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อชดเชยตลาดที่อ่อนไหวต่อค่าตั๋วเครื่องบินและเส้นทางบินระยะไกล

ปัญหาตั๋วแพงไม่ได้กระทบแค่ยุโรป แต่เริ่มเป็นโจทย์เร่งด่วนของเมืองท่องเที่ยวในประเทศ

ประเด็นค่าตั๋วเครื่องบินแพงไม่ได้อยู่ไกลจากเชียงรายเท่านั้น เพราะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือ ก็เพิ่งจัดประชุมหารือเรื่องราคาบัตรโดยสารเส้นทางเข้าสู่จังหวัดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยมีภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวสะท้อนว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญ ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างชัดเจน การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายจะประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและติดตามราคาบัตรโดยสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และราคาเพดานที่กำหนด

ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะเชียงใหม่ถือเป็นตัวชี้วัดชั้นดีของภาคเหนือ หากเมืองหลักยังต้องเร่งหารือเรื่องตั๋วแพง เมืองรองอย่างเชียงรายก็ยิ่งต้องคิดล่วงหน้ามากขึ้นว่าจะแก้เกมอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งความต้องการเดินทางเพิ่มสูงอยู่แล้ว เมืองที่พึ่งพาการบินเพียงช่องทางเดียวอาจเจอแรงกดดันมากกว่าเมืองที่มีทางเลือกการเดินทางหลายรูปแบบ ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวในระยะยาวจึงไม่อาจคิดแยกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางได้อีกต่อไป

เชียงรายจึงต้องเล่นสองเกมพร้อมกัน คือใช้กระแสโลกและลดความเปราะบางจากต้นทุน

หากมองจากข้อมูลทั้งหมด เชียงรายกำลังอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจมาก เพราะด้านหนึ่ง จังหวัดมีโอกาสเกาะกระแสการท่องเที่ยวไทยที่กำลังโดดเด่นในเวทีโลก อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากต้นทุนการเดินทางและการเบนตัวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หากปล่อยให้การแข่งขันวัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมือง เชียงรายอาจเสียเปรียบเมืองใหญ่ที่มีสนามบินและเครือข่ายการบินหนาแน่นกว่า แต่ถ้าเล่นเกมด้วย “คุณค่าเฉพาะพื้นที่” เช่น สงกรานต์สามแผ่นดิน เมืองเก่าริมโขง ประสบการณ์ชายแดน และการพักผ่อนคุณภาพ เมืองก็ยังมีทางสร้างความต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ

การขยับของโครงการพัฒนาเมืองในเชียงรายและแม่จันจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาทใน 7 โครงการ และครอบคลุมพื้นที่อย่างฮ่องลี่ ป่างิ้ว น้ำพุร้อนโป่งพระบาท และน้ำพุร้อนป่าตึง ยังสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงกว้าง ไม่ใช่พึ่งกิจกรรมเทศกาลอย่างเดียว หากทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เชื่อมกับภาพจำการท่องเที่ยวคุณภาพได้จริง เชียงรายก็อาจเปลี่ยนจากเมืองทางผ่านหรือเมืองรอง ไปสู่การเป็น “จุดหมายที่ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้นในรอบหลายปีข้างหน้า

สงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่จำนวนคนเล่นน้ำ แต่คือใครเปลี่ยนกระแสให้เป็นเศรษฐกิจจริงได้ดีกว่า

เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยวปกติของไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศได้รับความสนใจระดับโลกพร้อมกับต้องเผชิญแรงเสี่ยงจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเวลาเดียวกัน ไทยมีข่าวดีจากเวทีจัดอันดับระดับโลก มีข้อมูลอินไซต์ที่ยืนยันว่ายังเป็น Tourism Hub ของภูมิภาค และมีเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นจุดขายระดับสากล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง และการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวระยะใกล้ในภูมิภาค ก็กำลังกดดันผู้ประกอบการให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับเชียงแสนและเชียงราย สงกรานต์สามแผ่นดินปีนี้จึงอาจเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ว่าเมืองชายแดนจะใช้กระแสความนิยมของประเทศไทยบนเวทีโลก เปลี่ยนเป็นประสบการณ์เฉพาะพื้นที่และรายได้ที่ตกถึงชุมชนได้จริงหรือไม่ หากทำได้ เชียงแสนอาจไม่ได้เป็นเพียงจุดจัดงานเทศกาลอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ แต่จะกลายเป็นภาพแทนใหม่ของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงไทยที่มีอัตลักษณ์ชัด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีอนาคตในตลาดนักเดินทางคุณภาพอย่างแท้จริง

ภาพ : Krit Bbank
ภาพ : Kho ChiangSaen
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Big 7 Travel
  • World’s Greatest Places 2026 จำนวน 5 แห่ง จาก TIME
  • ข้อมูลกิจกรรม “มหาสงกรานต์ สามแผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 จากการเผยแพร่ของสื่อท้องถิ่นเชียงรายช่วงมกราคมถึงมีนาคม 2569
  • ข้อมูลอินไซต์ “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ของcom
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME