Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ปราบสแกมเมอร์ทำชีวิตหยุดนิ่ง! สัญญาณมือถือชายแดนเชียงรายถูกตัด สู่ปัญหาใหญ่ระดับชาติขาดมาตรการเยียวยา

เชียงรายร้องสัญญาณมือถือหายทั้งตำบล สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับชาติ ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง “สินค้าออนไลน์–มือถือ–อีเวนต์–รถ EV” เสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

เชียงราย, 14 ธันวาคม 2568 – เสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาร้องเรียนว่า “โทรศัพท์เหมือนถูกตัดเข้าโหมดเครื่องบินทั้งตำบล” ตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความลำบากในชีวิตประจำวันของคนชายแดน แต่ยังชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เมื่อมาตรการด้านความมั่นคงและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการสื่อสารที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับตัวเลขร้องเรียนระดับประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงาน “ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี การซื้อขายออนไลน์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่เติบโตเร็ว แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

ภาพรวมร้องเรียนไตรมาส 3/2568 สินค้าออนไลน์–โทรคมนาคม ครองแชมป์ปัญหาผู้บริโภค

รายงานของ สศช. อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีเรื่องร้องเรียนด้านการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 449 เรื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็น

  • ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 320 เรื่อง
  • ปัญหาอินเทอร์เน็ต 124 เรื่อง
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อพิจารณาตามลักษณะปัญหา พบว่า

  • “คุณภาพการให้บริการ” เป็นประเด็นร้องเรียนสูงสุด 157 เรื่อง
  • รองลงมาคือ “คุณภาพสัญญาณ” 105 เรื่อง
  • ตามด้วยปัญหาการคิดค่าบริการ การรับข้อความ SMS และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ระบบสื่อสารจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพบริการและความไม่แน่นอนของสัญญาณในหลายพื้นที่

ด้าน สคบ. รายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนรวม 9,236 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 34 โดยประเภทปัญหาเปลี่ยนโฉมไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อลงลึกถึงประเภทสินค้าและบริการ พบว่า

  • “สินค้าออนไลน์” มีการร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 39.6 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • รองลงมาคือ “รถยนต์” 509 เรื่อง
  • ที่พักโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ 448 เรื่อง
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารเสริม ศูนย์บริการ และจองตั๋วเดินทาง ฯลฯ ตามลำดับ

โดยในกลุ่มบริการ มีเรื่องร้องเรียน 1,439 เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ตั้งแต่การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษเพื่อกดบัตร การยกเลิกกิจกรรมแล้วไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทกว้านซื้อบัตรเพื่อขายต่อในราคาสูงเกินควร

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตสูงถึง 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 32.9 ล้านบาท สะท้อนว่าความบันเทิงที่ควรให้ความสุข กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

เมื่อสัญญาณถูก “ตัด” เพื่อปราบสแกมเมอร์ ชีวิตชายแดนเชียงรายที่หยุดนิ่ง

ท่ามกลางตัวเลขร้องเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น กรณีเชิงรูปธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายทำให้ปัญหา “คุณภาพสัญญาณ” จากสถิติระดับชาติ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของหลายตำบล ร้องเรียนมายังทีมข่าวท้องถิ่นว่า สัญญาณโทรศัพท์เครือข่าย AIS ในบางพื้นที่ถูกตัดขาดแทบทั้งตำบล โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ซึ่งสัญญาณหายไปเกือบ 100% ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันทางการเงินได้เลย

ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่า เมื่อต้องออกจากบ้านและไม่มีสัญญาณ Wi-Fi โทรศัพท์จะกลายเป็นเหมือน “โหมดเครื่องบิน” ทันที ไม่สามารถติดต่อธุรกิจ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือรับ–ส่งข้อมูลสำคัญได้ ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง dtac และ true ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดตามแนวชายแดน สัญญาณ AIS ไม่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับคำร้องเรียนของประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ร้องเรียนระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ขอความร่วมมือ กสทช. ให้จำกัดหรือปิดสัญญาณบางย่านความถี่ตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการใช้ซิมไทยของแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มักตั้งฐานอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

แม้เจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบตรงกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและแอปธนาคารในการทำธุรกรรมประจำวัน เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย คนขับรถส่งของ นักเรียน นักศึกษา และครอบครัวที่มีสมาชิกทำงานต่างจังหวัดซึ่งต้องติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ

จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญว่าการตัดสินใจด้านนโยบายที่ “มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” หากขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน อาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ออนไลน์พุ่ง – EV สะดุด – คอนเสิร์ตป่วน ภูมิทัศน์ใหม่ของความเสี่ยงผู้บริโภคไทย

นอกจากปัญหาสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ข้อมูลจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคยังฉายภาพชัดเจนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

  1. สินค้าออนไลน์: เมื่อ “คลิกสั่งซื้อ” แปลว่าเปิดช่องรับความเสี่ยง

สินค้าออนไลน์กลายเป็นหมวดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุดถึง 3,656 เรื่อง หรือเกือบ 4 ใน 10 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ปัญหาหลักคือ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากร้านค้า” ตั้งแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ไม่มีการรับผิดชอบ ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง

ปรากฏการณ์ “ไลฟ์ขายของ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ทำให้การซื้อขายเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มใช้ความคล่องตัวของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ไม่ขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ขายอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจไม่ปลอดภัย ใช้กลยุทธ์เรียกความเชื่อถือจากผู้ติดตามจำนวนมาก แต่กลับไม่รับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา

สภาพัฒน์เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์อย่างจริงจัง ทั้งการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ไลฟ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีใบรับรองในบางประเภทสินค้า การร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางร้องเรียน และการถอดถอนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ รวมถึงการเผยแพร่คู่มือการขาย–โฆษณาสินค้าที่ถูกต้องของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ผู้ค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  1. รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ก้าวสู่อนาคตสีเขียว แต่บริการหลังการขายยัง “แดง”

กลุ่มรถยนต์ถูกยกให้เป็นประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 จำนวน 509 เรื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยม แต่โครงสร้างบริการหลังการขายยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

งานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 สะท้อนว่า ผู้ใช้รถ EV จำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาการรออะไหล่นาน บางกรณีต้องรออะไหล่ถึง 7 เดือน ขณะที่ศูนย์บริการยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและการเดินทาง แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรม

แม้ สคบ. จะประกาศให้รถ EV เป็นสินค้าควบคุมฉลาก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางต่อการชาร์จ และรายละเอียดการรับประกันแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน แต่สภาพัฒน์ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องพิจารณากำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมด้านการซ่อมบำรุงและการรับประกันบริการหลังการขาย เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้รถ EV ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต: เมื่อบัตรหายยากกว่าหาเงิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษก่อนกดบัตร การจัดระบบขายบัตรที่ไม่เสถียร การยกเลิกงานกระทันหันโดยไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทซื้อบัตรจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวรวม 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 32.9 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบขายบัตรในปัจจุบันคุ้มครองผู้บริโภคเพียงพอหรือไม่

สภาพัฒน์เสนอว่า กรมการค้าภายในและ สคบ. ควรหารือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ การคืนเงิน ไปจนถึงการขายต่อ (resale) พร้อมเสนอให้ศึกษาแนวทางของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แก้ไขกฎหมายการแสดงสาธารณะ (Public Performance Act 2023) ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

ช่องโหว่กำกับดูแล–เสียงประชาชน จุดที่รัฐต้องเร่งฟังให้มากขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “เสียงร้องเรียน” ไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขในรายงานประจำไตรมาส แต่คือสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลที่อาจกำลังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีและบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กรณีสัญญาณมือถือใน อ.เชียงของ และพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ถูกจำกัดเพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่กลับทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ถูกตัดออกจากโลกดิจิทัล” เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการสื่อสารและกลไกเยียวยาที่รัดกุม หากไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใส ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้ให้บริการเอกชนอาจทวีความรุนแรง

สภาพัฒน์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่

  1. การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์ (Live Commerce) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในมิติการโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายของรถ EV เพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศ
  3. การออกมาตรการเฉพาะสำหรับธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบควบคุมบอทและการขายบัตรเกินราคาที่เห็นผลชัดเจน

ในด้านกิจการโทรคมนาคม กรณีร้องเรียนเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณตามแนวชายแดน ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายสูงขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารข้อมูล การชดเชยกรณีบริการขัดข้อง และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนดำเนินมาตรการที่กระทบประชาชนวงกว้าง

ทางเลือกของประชาชน ใช้สิทธิ–ใช้เสียง อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโลกออนไลน์และโลกจริง หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบปัญหา

  • กรณีสินค้าและบริการทั่วไป รวมถึงสินค้าออนไลน์ รถยนต์ และบริการอีเวนต์–คอนเสิร์ต สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือเว็บไซต์ที่ระบุในรายงานของ สคบ. เพื่อให้มีหลักฐานทางการในการติดตามผล
  • กรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ คุณภาพอินเทอร์เน็ต ค่าบริการ หรือบริการด้านโทรคมนาคมอื่น ๆ สามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ผ่านช่องทางร้องเรียนที่เปิดให้บริการ พร้อมแนบหลักฐานการใช้งานและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ในกรณีที่ปัญหามีมูลค่าความเสียหายสูงหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น การจัดคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมใหญ่ ผู้เสียหายสามารถประสานงานกับสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อรวมกลุ่มฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) หรือผลักดันให้มีการทบทวนกฎระเบียบระดับนโยบาย

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสัญญาณมือถือ การรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัญญาณหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผลเสียหายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล จะช่วยให้เสียงของพื้นที่ถูกบันทึกไว้ในระบบทางการ มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก

จาก “ตัวเลขร้องเรียน” สู่ “เข็มทิศนโยบาย”

ตัวเลข 449 เรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคม และ 9,236 เรื่องร้องเรียนต่อ สคบ. ในไตรมาส 3 ปี 2568 อาจดูเป็นเพียงสถิติหนึ่งในรายงานภาวะสังคม แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเสียงจากพื้นที่จริงอย่างเชียงราย ภาพรวมที่ปรากฏคือ “ความเปราะบางใหม่” ของผู้บริโภคไทยในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านสัญญาณและแพลตฟอร์มดิจิทัล

สินค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Live Commerce อย่างจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกผลักดันในฐานะอนาคตของการเดินทาง กลับเผชิญปัญหาบริการหลังการขายที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข กลับสร้างความเสียหายหลายหมื่นคดีในช่วงไม่ถึง 5 ปี

กรณีสัญญาณ AIS ตามแนวชายแดนเชียงรายที่หายไปเกือบ 1 เดือน เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า หากนโยบายด้านความมั่นคงดิจิทัลขาดกลไกคุ้มครองประชาชน อาจทำให้ “คนตัวเล็ก” กลายเป็นผู้รับภาระตัวจริงในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์

ในระยะยาว การลดตัวเลขร้องเรียนและป้องกันความเสียหายต่อผู้บริโภค จะต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐ การรับผิดชอบของภาคเอกชน และการใช้สิทธิร้องเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องมอง “เสียงร้องเรียน” ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเข็มทิศให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่แท้จริงในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ข้อมูลการร้องเรียนผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (ช่วงปี 2564–2568)
  • รายงานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค (ปี 2568)
  • ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
  • ข้อมูลร้องเรียนกรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์และผู้ร้องเรียนในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ผู้เช่าเฮ! 4.88 บาท ต่อหน่วย คือเพดานสูงสุด ค่าไฟอพาร์ตเมนต์ ตามกฎหมายใหม่ สคบ.

รัฐบาลเดินหน้า “Quick Big Win” คุมค่าไฟหอพัก–อพาร์ตเมนต์ทั่วประเทศ ห้ามเกิน 4.88 บาทต่อหน่วย เชื่อมเกมคุมค่าครองชีพกับโครงสร้างตลาดเช่าเชียงราย

เชียงราย, 25 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ถาโถมเข้าหาแรงงานเมืองและนักศึกษาทั่วประเทศ “ค่าน้ำ–ค่าไฟ” ในหอพักและอพาร์ตเมนต์ได้กลายเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่ผู้เช่ารู้สึกว่าควบคุมไม่ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่ออัตราที่เรียกเก็บมักสูงกว่าราคาที่รัฐกำหนด และมีการบวกกำไรส่วนต่างโดยที่ผู้เช่าไม่มีอำนาจต่อรอง

ในบริบทเช่นนี้ รัฐบาลจึงประกาศเดินหน้า ปฏิบัติการ “Quick Big Win” เพื่อคุมเพดานค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยทั่วประเทศ ทั้งหอพักและอพาร์ตเมนต์ โดย กำหนดอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย พร้อมทั้งห้ามเรียกเก็บค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าเกินกว่าอัตราที่หน่วยงานรัฐกำหนด และห้าม “บวกกำไรส่วนต่าง” จากค่าสาธารณูปโภคดังกล่าว

มาตรการนี้ไม่ได้มองแค่ตัวเลขในใบแจ้งหนี้ แต่ต้องการวาง “บรรทัดฐานใหม่” ให้ตลาดเช่าที่อยู่อาศัยทั้งประเทศเดินอยู่ในกรอบที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีโครงสร้างตลาดเช่าพิเศษอย่างเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับสูง และการพึ่งพาที่อยู่อาศัยแบบเช่าเป็นหลักของประชากรกลุ่มใหญ่

เมื่อค่าไฟเกินจริงกลายเป็นคำถามใหญ่ ทำไมต้อง Quick Big Win

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การร้องเรียนเรื่อง “ค่าน้ำ–ค่าไฟแพงผิดปกติ” ในหอพักและอพาร์ตเมนต์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านมหาวิทยาลัยและเมืองใหญ่ ที่ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้มีรายได้จำกัด หลายคนพบว่าค่าไฟที่ถูกเรียกเก็บต่อหน่วยสูงกว่าราคาที่การไฟฟ้าฯ คิดกับเจ้าของอาคารอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลจึงใช้ปฏิบัติการ “Quick Big Win” เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยกำหนดชัดว่า

  • อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับหอพัก–อพาร์ตเมนต์ต้องไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย
  • การเรียกเก็บค่าน้ำ–ค่าไฟต้องอ้างอิงจากอัตราที่หน่วยงานรัฐกำหนด
  • ห้ามบวกกำไรส่วนต่างจากค่าสาธารณูปโภค ตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ. 2568

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณว่า “ค่าน้ำ–ค่าไฟ” ต้องสะท้อนต้นทุนจริงตามโครงสร้างของรัฐ ไม่ใช่เป็นแหล่งสร้างรายได้ส่วนเกินของผู้ประกอบการที่อยู่นอกสายตาผู้เช่า

จากตัวหนังสือสู่ภาคสนาม ตรวจเข้มพื้นที่นำร่องรอบธรรมศาสตร์ รังสิต

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายอรุณ คงเจริญ ที่ปรึกษาฯ ร่วมกับ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หน่วยงานท้องถิ่น ตำรวจภูธรคลองหลวง และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ลงพื้นที่ตรวจอพาร์ตเมนต์และหอพักโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ

  1. รณรงค์และขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้ปรับอัตราค่าน้ำ–ค่าไฟให้สอดคล้องกับกฎหมายและเพดาน 4.88 บาทต่อหน่วย
  2. กวดขันการบังคับใช้กฎหมายจริง เพื่อให้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ไม่ใช่เพียงกระดาษหนึ่งใบ แต่เป็นกรอบปฏิบัติที่ใช้ได้ในชีวิตจริงของผู้เช่า

นายอรุณย้ำว่า รัฐบาลเลือกย่านหอพักรอบธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นพื้นที่นำร่อง เพราะเป็นจุดที่มีผู้เช่าจำนวนมากและสะท้อนปัญหาที่พบทั่วประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมืองมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาเจอแรงกดดันทั้งค่าเทอม ค่าเดินทาง และค่าที่พักไปพร้อมกัน

สคบ. ในบทบาท “เกราะกำบัง” ผู้เช่า จากรับเรื่องร้องเรียน สู่การทำงานเชิงรุก

เลขาธิการ สคบ. ระบุชัดว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่การรอรับเรื่องร้องเรียน แต่จะเดินหน้าเชิงรุกเต็มรูปแบบ โดย

  • สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเร่งประชาสัมพันธ์มาตรการใหม่
  • ตรวจสอบรูปแบบสัญญาเช่าที่พักอาศัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ออกใหม่
  • ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแต่ “ก่อนเกิดปัญหา”

การปรับสัญญาเช่าตามมาตรฐาน สคบ. จึงไม่ใช่เพียง ข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อน มาตรฐานจริยธรรมของธุรกิจเช่าที่พัก ที่ต้องเคารพสิทธิของผู้บริโภคควบคู่กันไป

เมื่อผู้เช่าไม่ต้องยืนลำพัง ช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้จริง

เพื่อให้มาตรการ Quick Big Win มี “เขี้ยวเล็บ” ที่จับต้องได้ สคบ.ได้เปิดและเน้นย้ำช่องทางให้ประชาชนใช้ปกป้องสิทธิของตัวเอง หากพบว่าถูกเรียกเก็บค่าน้ำ–ค่าไฟเกินจริง หรือสัญญาเช่าไม่เป็นธรรม ผู้เช่าสามารถ

  • โทรศัพท์สายด่วน สคบ. 1166
  • ยื่นเรื่องผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect
  • ส่งคำร้องผ่านเว็บไซต์ www.ocpb.co.th
  • ใช้ระบบ Traffy Fondue ในการแจ้งปัญหา

ช่องทางเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อลด “ช่องว่างเชิงอำนาจ” ระหว่างผู้เช่าและผู้ประกอบการ ทำให้ผู้เช่ามีที่พึ่งพิงที่ชัดเจน และมีหน่วยงานที่พร้อมรับเรื่องและดำเนินการตามกฎหมาย

เชียงรายในกระจกนโยบายค่าไฟ เมืองที่คนอยากซื้อแต่ต้องเช่า

เมื่อซูมจากนโยบายระดับชาติลงมาที่จังหวัดเชียงราย ภาพของตลาดที่อยู่อาศัยยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการคุมเพดานค่าไฟ 4.88 บาทต่อหน่วย มีความหมายมากกว่าที่เห็นในตัวเลข

จาก รายงานการวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจังหวัดเชียงราย ปี 2567–2568 พบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม–สิงหาคม)

  • มูลค่าและจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงประมาณ 20–25% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • สถาบันการเงินมีนโยบายเข้มงวด ดันให้ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยพุ่งสูงถึง 70–80% ของผู้ยื่นขอสินเชื่อทั้งหมด

ผลลัพธ์คือประชาชนจำนวนมากที่ตั้งใจจะ “ซื้อบ้าน” กลับไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และถูก “ผลัก” ให้ต้องอยู่ในตลาดเช่าต่อไป สถานการณ์นี้สร้างสิ่งที่รายงานเรียกว่า อุปสงค์เช่าที่ถูกบังคับ” (Mandatory Rental Demand)

ขณะเดียวกัน ข้อมูล ณ ครึ่งแรกของปี 2567 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายรวม 2,758 หน่วย แต่มีที่อยู่อาศัยเหลือขายสูงถึง 2,656 หน่วย ซึ่งสะท้อนภาวะอุปทานล้นตลาดในฝั่งโครงการบ้านจัดสรร และเป็นแรงจูงใจให้เจ้าของทรัพย์สินจำนวนหนึ่งหันมา “ปล่อยเช่า” แทนการขาย

กล่าวโดยสรุปคือ เชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่

  • คนจำนวนมาก “อยากซื้อแต่ซื้อไม่ได้”
  • บ้านจำนวนมาก “ขายไม่ออก ต้องเปลี่ยนมาให้เช่า”
  • ตลาดเช่ากลายเป็น “ทางออกหลัก” ของทั้งผู้บริโภคและผู้ถือครองทรัพย์สิน

ในบริบทเช่นนี้ ค่าคอนโด–ค่าหอพัก–ค่าน้ำ–ค่าไฟ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนระดับกลางและล่างจำนวนมากในจังหวัด

โครงสร้างตลาดเช่าเชียงราย เมืองแห่ง “ห้องเช่ารอบมหาวิทยาลัย”

รายงานการวิเคราะห์ตลาดเช่าฯ ระบุว่า อุปทานห้องพักให้เช่าในเชียงราย มีลักษณะกระจุกตัวสูงในเขต “ศูนย์กลางการศึกษา” โดยเฉพาะ

  1. คลัสเตอร์รอบมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)
    • เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของหอพัก–อพาร์ตเมนต์สูงที่สุด
    • มีการลงทะเบียนที่พักให้เช่ามากถึง 60 รายการ
    • รองรับทั้งนักศึกษาและคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสนามบินแม่ฟ้าหลวง
  2. คลัสเตอร์วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย
    • มีจำนวนการลงทะเบียนที่พักให้เช่า 55 รายการ
    • รองรับนักศึกษาสายอาชีพและแรงงานในพื้นที่
  3. คลัสเตอร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
    • มีการลงทะเบียนที่พักให้เช่าจำนวน 32 รายการ
    • เป็นศูนย์รวมที่อยู่อาศัยเช่าระดับปานกลางในเขตเมืองรอง

กลุ่มผู้เช่าหลักของตลาดนี้คือ นักศึกษา ที่มีความอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก โดยช่วงค่าเช่าที่พบส่วนใหญ่อยู่ที่ 2,500–3,500 บาทต่อเดือน สำหรับหอพักและห้องสตูดิโอขนาดเล็กในเขตเมืองหรือใกล้สถานศึกษา

ในขณะที่ตลาดระดับกลางถึงสูง เช่น คอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์คุณภาพ จะอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อเดือน โดยมีผู้เช่าเป็นกลุ่มคนทำงานระดับมืออาชีพ ผู้บริหาร และชาวต่างชาติ ซึ่งมักกระจุกตัวในเขตอำเภอเมืองและโซนสนามบิน–บ้านดู่

จุดตัดสำคัญ เมื่อ “ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท” มาบรรจบกับ “ค่าเช่าสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก”

หากพิจารณาจากโครงสร้างตลาดเช่าเชียงรายจะพบว่า

  • กลุ่มนักศึกษาและผู้มีรายได้เริ่มต้นจำนวนมาก เช่าอยู่ในตลาดหอพักราคาประหยัด 2,500–3,500 บาทต่อเดือน
  • กลุ่มคนทำงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อ ต้องเช่าในตลาดระดับกลาง 3,500–6,000 บาทต่อเดือน
  • ภาวะปฏิเสธสินเชื่อ 70–80% ทำให้คนจำนวนมาก “จำเป็นต้องเช่า” ต่อไปในระยะกลางถึงยาว

ในสภาพที่ประชาชนไม่สามารถเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เช่า” เป็น “ผู้ซื้อบ้าน” ได้อย่างที่หวัง ค่าใช้จ่ายคงที่ในแต่ละเดือนอย่างค่าน้ำ–ค่าไฟยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นในสมการชีวิต หากผู้ประกอบการคิดค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าที่รัฐกำหนด หรือบวกกำไรจากสาธารณูปโภคโดยไม่มีความโปร่งใส คนเช่าก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำยอมรับภาระนั้น

การที่รัฐบาลกำหนดเพดานค่าไฟ ไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย และห้ามบวกกำไรจากค่าน้ำ–ค่าไฟ จึงมีผลเป็น “เกราะชั้นแรก” ที่ช่วยให้

  • นักศึกษาในหอพักรอบมหาวิทยาลัย
  • ครอบครัวแรงงานในเมือง
  • คนทำงานที่กำลังผ่อนชำระค่าเช่าแทนค่าผ่อนบ้าน

สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ชัดเจนขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกเอาเปรียบจากโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม

มาตรฐานสัญญาเช่าใหม่ ปิดช่องโหว่ธุรกิจ “กินส่วนต่างสาธารณูปโภค”

การนำ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ. 2568 มาใช้ร่วมกับปฏิบัติการ Quick Big Win ทำให้สัญญาเช่าที่พักอาศัยในเชียงรายและทั่วประเทศ ต้องปรับตัวในหลายมิติ เช่น

  • ระบุอัตราค่าน้ำ–ค่าไฟ “ผูกกับอัตราหน่วยงานรัฐ”
  • ไม่เปิดช่องให้เรียกเก็บในอัตราเหมาจ่ายที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง
  • ทำให้ผู้เช่าสามารถตรวจสอบความถูกต้องของอัตราค่าสาธารณูปโภคได้จากเอกสารแยก

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งอุปทานแบบทางการ (หอพัก–อพาร์ตเมนต์) และอุปทานแบบไม่เป็นทางการ (บ้านจัดสรรเหลือขายที่ถูกนำมาปล่อยเช่า) มาตรฐานสัญญาใหม่จะช่วยปิดช่องว่างระหว่างสองระบบ ลดความเสี่ยงที่เจ้าของทรัพย์สินบางรายจะใช้ “ช่องว่างความรู้ทางกฎหมาย” ของผู้เช่าเป็นโอกาสในการเก็บค่าน้ำ–ค่าไฟเกินจริง

ผลกระทบเชิงโครงสร้าง เมื่อกฎหมายแตะพร้อมกันทั้ง “ห้องเช่าเล็ก” และ “กลยุทธ์นักลงทุน”

ในเชิงโครงสร้างตลาดทุน รายงานวิเคราะห์ตลาดเช่าเชียงรายชี้ว่า ช่วงปี 2567–2568 ไม่ใช่เวลาของการลงทุนสร้างโครงการใหม่ขนาดใหญ่ แต่เป็นยุคของการ เพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม” (Asset Optimization) เช่น การเข้าซื้อหอพักเก่า ปรับปรุงใหม่ แล้วปล่อยเช่าต่อในทำเลที่มีอุปสงค์สูงอย่างคลัสเตอร์ มฟล. และวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย

เมื่อเพดานค่าไฟ 4.88 บาทต่อหน่วยและเพดานค่าน้ำตามอัตราหน่วยงานรัฐถูกบังคับใช้จริง นักลงทุนที่หวังจะสร้างผลตอบแทนเพิ่มจากการบวกกำไรค่าสาธารณูปโภคจะต้อง “ปรับโมเดลธุรกิจ” ไปเน้นที่

  • คุณภาพห้องพัก
  • การบริการและการจัดการมืออาชีพ
  • สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบรักษาความปลอดภัย และการดูแลส่วนกลาง

กล่าวคือ รายได้ต้องมาจาก “มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง” ไม่ใช่จาก “ส่วนต่างของบิลค่าน้ำ–ค่าไฟ”

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เช่าก็จะสามารถประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่า ห้องพักที่มีค่าไฟตามเพดานกฎหมายและค่าน้ำตามมาตรฐาน แต่มีบริการและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า คุ้มค่ากว่าห้องที่คิดค่าสาธารณูปโภคแพงโดยไม่มีเหตุผลรองรับ

จากตัวเลข 4.88 บาท สู่คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรมในเมืองที่คนต้องเช่า”

มาตรการคุมค่าไฟหอพัก–อพาร์ตเมนต์ไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย และการห้ามบวกกำไรจากค่าน้ำ–ค่าไฟ อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “ตัวเลขเล็ก ๆ” ในใบแจ้งหนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทของจังหวัดเชียงรายในปี 2567–2568 ซึ่ง

  • ตลาดบ้านเพื่อขายหดตัว มูลค่าและจำนวนโอนลดลง 20–25%
  • อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านสูงถึง 70–80%
  • ที่อยู่อาศัยเหลือขายสูงถึง 2,656 หน่วย
  • ตลาดเช่ากลายเป็นทางเลือกหลักของนักศึกษา คนทำงาน และครัวเรือนรายได้ปานกลาง–ต่ำ

ตัวเลข 4.88 บาทต่อหน่วย จึงไม่ใช่เพียงค่าไฟ แต่คือ “สัญลักษณ์” ของความพยายามในการจัดสมดุลระหว่าง

  • สิทธิของผู้เช่าที่ต้องการความเป็นธรรมและสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้
  • สิทธิของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวให้ธุรกิจอยู่ได้ โดยไม่อาศัยช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของปฏิบัติการ Quick Big Win จะไม่ได้วัดเพียงจากจำนวนหอพักที่ถูกตรวจหรือจำนวนสัญญาเช่าที่ปรับแก้ แต่จะวัดจากจำนวนผู้เช่าที่ “รู้สิทธิ” ของตนเอง จำนวนผู้ประกอบการที่ยอมรับมาตรฐานใหม่ และจำนวนข้อพิพาทด้านค่าน้ำ–ค่าไฟที่ลดลงในระยะยาว

สำหรับเชียงราย เมืองที่คนจำนวนมากอยากมีบ้านของตนเองแต่ถูกบังคับให้เช่า การที่รัฐเข้ามาจัดระเบียบค่าใช้จ่ายพื้นฐานอย่างจริงจัง อาจเป็นหนึ่งใน “ก้าวเล็กเชิงตัวเลข” ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย และเป็นก้าวสำคัญของความเป็นธรรมด้านสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) – ข้อมูลปฏิบัติการ “Quick Big Win” และการกำหนดอัตราค่าน้ำ–ค่าไฟสำหรับธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย
  • ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ. 2568 – กรอบกฎหมายที่กำหนดเพดานค่าสาธารณูปโภคและมาตรฐานสัญญาเช่า
  • สำนักนายกรัฐมนตรี – ข้อมูลการมอบหมายภารกิจของนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจอพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค – ข้อมูลช่องทางร้องเรียนและขอคำปรึกษา สายด่วน 1166, แอป OCPB Connect, เว็บไซต์ www.ocpb.co.th และระบบ Traffy Fondue
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME